Transcription
เมื่อเห็นสัญลักษณ์รีไซเคิลบนของอะไรก็ตาม เป็นธรรมดาที่ทุกคนจะเข้าใจว่าหลังเราโยนทิ้งลงถังขยะไปแล้ว มันจะถูกนำไปแปรรูปกลายเป็นสิ่งใหม่ แต่แท้จริงแล้วคุณคิดผิดครับ พลาสติกส่วนใหญ่รีไซเคิลไม่ได้ และบริษัทผู้ผลิตพลาสติกก็รู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น กับความจริงที่ถูกเก็บต้อนมานานกว่า 50 ปี ทำไมพวกเขาถึงต้องหลอกเรา และถ้าการรีไซเคิลไม่ใช่คำตอบ ปัญหาขยะพลาสติกโลกจะต้องแก้อย่างไร ติดตามได้ในรายการค Message ครับ
[เพลง]
ว่ากันว่าไม่มีที่ไหนบนโลกที่ขยะพลาสติกไปไม่ถึงครับ ไม่ว่าจะเป็นเกาะร้างที่อยู่ห่างไกลออกไป หรือว่าแม้แต่บนยอดเขาเอเรส แต่ว่าที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ แม้กระทั่งในร่างกายของมนุษย์ก็พบไมโครพลาสติก หรือว่าอนุภาษพลาสติกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 5 มม. ซึ่งเกิดจากการย่อยสลายหรือว่าแตกตัวของขยะพลาสติกขนาดใหญ่ แทรกซึมอยู่โดยพบได้ตั้งแต่ในอสุจิของเด็กเกิดใหม่ไปจนถึงสมองครับ
อีกทั้งยังมีงานศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นครับว่าไมโครพลาสติกส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์และกระตุ้นอัตราการเกิดมะเร็งให้สูงขึ้น ภาพลักษณ์ของพลาสติกในวันนี้จึงไม่ต่างจากวายร้ายของสังคมครับ จนอาจนึกไม่ถึงครับว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นฮีโร่ที่ปฏิวัติทั้งอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวันของผู้คนให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ
[เพลง]
ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นครับ พลาสติกถูกคิดค้นขึ้นมาบนโลกช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แต่ยุคที่ได้รับความนิยมจริงๆ คือช่วงทศวรรษ 1950 เวลานั้นต้นทุนการผลิตพลาสติกถูกลง และก็สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก ประกอบกับคุณสมบัติเด่นที่ทนทานแต่ว่าน้ำหนักเบา อุตสาหกรรมต่างๆ จึงเริ่มหันมาใช้พลาสติกแทนวัสดุเดิมครับ
[เพลง]
ในเวลาเดียวกันมันก็เกิดกระแสวัฒนธรรมบริโภคยุคใหม่ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและสินค้าที่ใช้งานง่าย ทางฝั่งผู้ผลิตจึงตอบสนองด้วยการพัฒนาพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง หรือที่เรียกว่า Single use พลาสติกออกมาซึ่งมันก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วครับ
ยุคนั้นพลาสติกได้รับความนิยมมากขนาดไหน ให้นึกว่าแม้แต่สวนสนุก Tomorrowland ของดิสนีย์ก็ยังมีธีมบ้านแห่งอนาคตที่ทำจากพลาสติกทั้งหมดเลยครับ
All curves and Plastic mon
แต่เมื่อถึงยุค 1960 ถึง 1970 ประชาชนเริ่มรับรู้ครับว่าปริมาณขยะพลาสติกที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภาครัฐจึงตอบสนองด้วยการออกกฎหมายห้ามทิ้งขยะไม่เป็นที่ และในบางรัฐก็เตรียมจะผ่านกฎหมายที่กำหนดให้ภาคอุตสาหกรรมลดการผลิตพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งลงด้วย
แต่ว่าภาคอุตสาหกรรมเขาแก้เกมด้วยการเสนอแนวคิดเรื่องการรีไซเคิลพลาสติกครับ โรงงานรีไซเคิลพลาสติกแห่งแรกถูกสร้างขึ้นที่รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกาในช่วงยุค 1970 และก็เป็นต้นแบบให้กับโรงงานรีไซเคิลอื่นๆ ให้เดินล่อยตาม
การรีไซเคิลพลาสติกกลายเป็นที่แพร่หลายในยุคตั้งแต่ 1980 เป็นต้นมาครับ จุดเปลี่ยนสำคัญก็คือสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกของสหรัฐมีการก่อตั้งมลนิธิเพื่อการรีไซเคิลพลาสติกขึ้นมาพร้อมกับเปิดตัวสัญลักษณ์ที่เราคุ้นเคยกันก็คือ ลูกศรเวียนเอาไว้บ่งบอกให้ผู้บริโภครู้ว่าผลิตภัณฑ์นี้สามารถรีไซเคิลได้
ถ้าสังเกตภายในลูกศรเวียนจะมีรหัสเรซิ่นเป็นตัวเลข 1-7 ระบุเอาไว้ด้วย เพื่อให้โรงงานรีไซเคิลทราบว่าเป็นพลาสติกชนิดใด เช่นเลข 1 ก็หมายถึงพลาสติกที่ทำมาจากโพลีเอธิลีน ซึ่งหมายเลขเหล่านี้ก็ยังใช้มาจนถึงปัจจุบันครับ
และสัญลักษณ์ลูกศรเวียนก็ยังสามารถพบเห็นได้ทั่วทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่ขวดน้ำ กล่องนม ไปจนถึงถังขยะที่วางเรียงรายอยู่ตามท้องถนน ทุกอย่างดูเหมือนเป็นไปได้สวยใช่มั้ครับ เว้นแต่ว่าการรีไซเคิลเป็นเพียงแค่คำโป้ปดที่หลอกให้ผู้บริโภคตาย
[เพลง]
ใจรายงานฉบับใหม่จาก Center of Climate ในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เขาค้นพบข้อเท็จจริงครับว่าผู้ผลิตพลาสติกรายใหญ่ในสหรัฐทราบมาตั้งแต่ยุค 1970 แล้วครับว่าการรีไซเคิลพลาสติกนั้นส่วนใหญ่มันทำไม่ได้จริงครับ
มันไม่คุ้มทุนที่จะทำและไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับการจัดการขยะ แต่พวกเขากลับสร้างแคมเปญเพื่อโปรโมทแนวคิดนี้ผ่านสัญลักษณ์ลูกศรเวียน ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้บริโภค โดยรายงานนี้อ้างอิงข้อมูลจากเอกสารภายในที่เพิ่งเปิดเผยครับ
และการสอบสวนเกี่ยวกับบทบาทของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและปิโตเคมีในปัญหามลพิษพลาสติกเมื่อปี 2022 สาเหตุที่ผู้ผลิตพลาสติกพูดเช่นนั้นก็เพราะการผลิตพลาสติกเกี่ยวข้องกับสารเคมีที่ได้มาจากการกลั่นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
และพลาสติกแต่ละชนิดก็มีส่วนประกอบทางเคมีที่แตกต่างกันออกไปตามคุณสมบัติและความแข็งแรง ดังนั้นจึงไม่สามารถนำมารีไซเคิลรวมกันได้ ต้องมีการแยกประเภททางเคมีอย่างพิถีพิถันก่อน ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการรีไซเคิลสูงขึ้น
แถมในบรรดารหัสเรซิ่นทั้งหมด 7 หมายเลข มีเพียงรหัสเรซิ่นหมายเลข 1 และ 2 ที่รีไซเคิลได้ครับ แต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่พลาสติกจะเสื่อมสภาพลงทุกครั้งที่ถูกนำมารีไซเคิล ทำให้มันสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เพียงแค่ 1 หรือว่า 2 ครั้งเท่านั้น ไม่ได้สามารถนำมารีไซเคิลได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดอย่างที่เราอาจจะเข้าใจกันนะครับ
โดยตามรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือว่า OECD ชี้ให้เห็นครับว่า ทุกวันนี้พลาสติกที่ผลิตขึ้นทั่วโลกมันมีเพียงแค่ 9% เท่านั้นครับที่ได้รับการรีไซเคิล และอีก 19% มันถูกเผาเป็นเท่า ถ่าน บางส่วนลงเอยอยู่ในมหาสมุทร ซึ่งมีประมาณการนะครับว่าขยะพลาสติกประมาณ 8-11 ล้านตันไหลลงสู่มหาสมุทรทุกปี
การกระทำที่ไม่เหมาะสมของกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกยังคงเกิดขึ้นในปัจจุบันท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการจัดการวิกฤตพลาสติกทั่วโลกครับ พวกเขาพยายามทำให้ประชาชนรู้สึกดีกับการใช้พลาสติกอีกครั้ง ผ่านการโปรโมทแนวคิดที่เรียกว่าการรีไซเคิลเชิงเคมี หรือว่า Chemical recycling ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้โพลิเมอร์ในพลาสติกแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ แล้วนำกลับไปใช้ผลิตพลาสติกใหม่ได้ หรือจะกลั่นกลับมาเป็นน้ำมันก็ได้
แต่กระบวนการนี้มันสร้างมลพิษและใช้พลังงานมากกว่าการรีไซเคิลพลาสติกแบบดั้งเดิม ที่แค่หลอมพลาสติกให้เป็นรูปร่างใหม่ นอกจากนี้พวกเขายังพยายามที่จะผลักดันให้คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ หรือว่า FTC เปลี่ยนคำนิยามคำว่ารีไซเคิลให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
FTC มีบทบาทในฐานะผู้จัดทำ Green Guide หรือว่าคู่มือที่กำหนดว่าบริษัทต่างๆ สามารถใช้คำโฆษณาอย่างการรีไซเคิลได้หรือย่อยสลายได้อย่างไรนะครับ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการฟอกเขียว ตัวกนกฉบับปรับปรุงปี 2012 ระบุครับว่า อนุญาตให้บริษัทต่างๆ อ้างสิทธิ์ว่าสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ หากผู้บริโภคหรือว่าคนในชุมชนมากกว่า 60% สามารถเข้าถึงสถานที่รีไซเคิลได้
แต่ขณะนี้ FTC กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุง Green Guide อีกครั้งเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์มากกว่าเดิมครับ และในระหว่างขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ภาคอุตสาหกรรมเสนอให้สามารถติดฉลากรีไซเคิลได้ในสินค้าอะไรก็ตามที่รีไซเคิลได้ โดยไม่ต้องคำนึงเกี่ยวกับสถานที่ในการรีไซเคิลประกอบ
และถึงแม้ว่ากฎนี้จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายนะครับ แต่กิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับคู่มือเหล่านี้สามารถใช้เป็นหลักฐานในการละเมิดบทบัญญัติของ FTC Act ในเรื่องการกระทำหรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือหลอกลวงได้ ซึ่งมีผลให้ต้องเสียค่าปรับหรือออกกฎเพิ่มเติม
ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจึงกังวลครับว่าหาก FTC เข้าข้างภาคอุตสาหกรรม บริษัทต่างๆ จะสามารถติดสัญลักษณ์สามารถรีไซเคิลได้บนสินค้าแทบทุกประเภท ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรีไซเคิลแย่ลงยิ่งกว่าเดิม
และพลาสติกบางชนิดก็มีการย้อมสีเคมี มีสารหน่วงไฟประกอบ รวมถึงมีสารเคมีอันตรายอื่นๆ ก็ไม่ควรนำมารีไซเคิล เพราะเมื่อถูกความร้อนก็อาจจะเสี่ยงต่อสุขภาพ
ได้ความคืบหน้าที่น่าสนใจอีกอย่างนึงก็คือ อัยการรัฐแคลิฟอร์เนียเพิ่งฟ้อง Exxon Mobil บริษัทน้ำมันที่เป็นผู้ผลิตโพลิเมอร์สำหรับผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ว่าใหญ่ที่สุดในโลกด้วยครับ ฐานที่โกหกอย่างต่อเนื่องเกือบ 50 ปี ว่าสามารถรีไซเคิลพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้ ทำให้ผู้บริโภคไม่ระมัดระวังและใช้พลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างมาก
โดยคำร้องต่อศาลอ้างอิงถึงหลักฐานชุดเดียวกันกับรายงานก่อนหน้านี้ที่เราพูดถึงไปครับ แต่ทาง Exxon Mobil ปฏิเสธข้อกล่าวหาพร้อมกับชี้แจงว่าเป็นความล้มเหลวของระบบรีไซเคิลในรัฐเองต่างหากที่เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดปัญหามลพิษจากพลาสติก
ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐแคลิฟอร์เนียก็รู้ดีว่าระบบรีไซเคิลของพวกเขาไม่ได้ผลมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขใดๆ ถ้าหากทำงานร่วมกันก็สามารถแก้ไขปัญหานี้และป้องกันพลาสติกไม่ให้ไปอยู่ในหลุมฝังกลบได้
ก่อนหน้านี้ก็มีกรณีของอัยการรัฐนิวยอร์กยื่นฟ้องคดีกับ Pepsi ฐานสร้างมลพิษจากการผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งเป็นจำนวนมาก หลังพบครับว่าในจำนวนขยะพลาสติกและซองขนมที่พบในแม่น้ำฟาโลกว่า 1,100 ชิ้น เป็นบรรจุภัณฑ์ของ Pepsi มากกว่า 17%
โดยอ้างว่าบริษัทจำเป็นต้องรับผิดชอบในการกระทำให้น้ำในเมืองเกิดการปนเปื้อนจนอาจเป็นอันตรายต่อชุมชนและสัตว์น้ำ เพราะว่าพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งถือเป็นแหล่งกำเนิดของไมโครพลาสติก
ทำให้ในเวลาต่อมาครับ Pepsi ออกมาแถลงการเน้นย้ำครับว่าทาง Pepsi มุ่งมั่นที่จะลดขยะพลาสติกในอุตสาหกรรม และให้ความสำคัญต่อการรีไซเคิลเพื่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต
ทั้ง 2 การฟ้องร้องถือเป็นครั้งแรกๆ ของสหรัฐที่ต้องการให้บริษัทยักษ์ใหญ่เป็นผู้รับผิดชอบต่อปัญหามลพิษจากพลาสติก แต่เพียงแค่การฟ้องร้องเท่านั้นครับ
เวลานี้หลายรัฐในสหรัฐพยายามเข้มงวดกับการรีไซเคิลลวงโลกมากขึ้น ผ่านการบังคับใช้กฎหมาย เช่นรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลกได้ผ่านกฎหมายที่ห้ามใช้สัญลักษณ์ลูกศรเวียนบนผลิตภัณฑ์ที่แทบจะไม่ถูกรีไซเคิลจริง
ซึ่งตามกฎหมายนี้ผลิตภัณฑ์จะต้องผ่านการทดสอบโดยต้องมีศูนย์คัดแยกวัสดุสำหรับรีไซเคิลที่ประชาชน 60% ในรัฐแคลิฟอร์เนียสามารถเข้าถึงได้ และศูนย์คัดแยกเหล่านี้ต้องสามารถส่งวัสดุไปยังโรงงานรีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้จริง
ซึ่งในรัฐนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ แมสซาชูเซตส์ อิลินอย มินนิโซต้า และวอชิงตันก็กำลังพิจารณาออกกฎหมายที่คล้ายคลึงกันครับ
ความจริงที่เกี่ยวกับการรีไซเคิลในสหรัฐมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยนะครับ เพราะว่าทุกคนบนโลกล้วนแล้วแต่ใช้พลาสติกด้วยกันทั้งนั้น โดยทุกๆ ปี ประเทศต่างๆ ผลิตขยะพลาสติกประมาณ 350 ล้านเมติกตัน หรือว่าเทียบเท่ากับรถบรรทุกขยะที่บรรทุกเต็มคันรถกว่า 10 ล้านคัน
และไทยเราเองก็สร้างขยะพลาสติกมากถึง 2 ล้านตันต่อปี แต่มีเพียงแค่ 25% เท่านั้นที่ถูกนำไปรีไซเคิล พลาสติกมันต้องใช้เวลาถึง 450 ปี หรือว่ามากกว่านั้นในการย่อยสลายนะครับ
ดังนั้นพลาสติกที่ไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำหรือว่ารีไซเคิลยังคงเป็นส่วนหนึ่งของโลกของเรา แถมมันยังแตกตัวกลายเป็นไมโครพลาสติกที่แทรกซึมอยู่ในทุกอนูของโลกใบนี้ ทั้งดิน น้ำ หิมะ อาหาร ไปจนถึงอากาศที่เราหายใจเข้าไป มันก็มีไมโครพลาสติกอยู่ด้วย
ถึงแม้ผู้คนจะรู้ถึงอันตรายของพลาสติกต่อสุขภาพมากขึ้นนะครับ แต่ทุกปี บริษัทน้ำมันและเคมีพันธุ์ทั่วโลกยังคงเดินหน้าผลิตพลาสติกมากถึง 430 ล้านตันต่อปี โดย 1 ใน 3 ของปริมาณพลาสติกทั้งหมดอยู่ในรูปแบบพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
และคาดว่าการผลิตก็ยังคงเติบโตไปที่ประมาณ 5% ต่อปี ในอัตรานี้นะครับ ภายในปี 2050 มนุษย์จะผลิตพลาสติก 34,000 ล้านตันต่อปี มากกว่าปริมาณปัจจุบันถึง 3 เท่า
ตัวในแง่หนึ่งพลาสติกจึงเป็นเหมือนแผนธุรกิจสำรองของภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน เพราะว่าขณะนี้บรรดาประเทศพัฒนาต่างตั้งเป้าลดการใช้น้ำมันเพื่อพยายามแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่น้ำมันยังคงเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการผลิตพลาสติก
ดูได้จาก Exxon Mobil ที่ลงทุนกับอุตสาหกรรมพลาสติกจนเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพลาสติกรายใหญ่ที่สุดของโลก สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศจึงคาดการณ์ครับว่าในขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างพลังงานไฟฟ้าและการขนส่งลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลง อุตสาหกรรมพลาสติกจะทำให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า
และจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มจาก 5% เป็น 10% ภายในกลางศตวรรษนี้
อย่างไรก็ตามครับ สหประชาชาติ หรือว่า UN กำลังเตรียมจัดการเจรจาข้อตกลงระดับโลกเพื่อแก้ปัญหามลพิษจากพลาสติกที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งข้อตกลงนี้ถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนกับข้อตกลงปารีสปี 2015 ที่มุ่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันครับว่าข้อตกลงจะมีผลผูกพัน และจะเสนอแนวทางปฏิบัติทั้งแบบบังคับและแบบสมัครใจ จากรายละเอียดบางส่วนที่เปิดเผยออกมาประเทศส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าวิธีหลักในการป้องกันไม่ให้พลาสติกก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมก็คือ ต้องลดการผลิตพลาสติกใหม่และห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อมลพิษโดยเร็วที่สุดครับ
แม้ตอนนี้ยังไม่รู้แน่ชัดนะครับว่าข้อตกลงสุดท้ายจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ประเทศผู้นำที่สร้างขยะพลาสติกมากที่สุดในโลกอย่างจีนและสหรัฐจะยอมร่วมมือด้วยหรือไม่ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ชัดครับคือการปล่อยให้ขยะพลาสติกลุกลามโดยไม่เร่งแก้ไข ไม่เพียงแค่สร้างความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อมเท่านั้นครับ แต่มันยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกด้วย
นี่จึงเป็นเวลาที่เราต้องตัดสินใจครับ ว่าจะปล่อยให้วิกฤตนี้ดำเนินต่อไป หรือว่าลงมือแก้ไขอย่างจริงจังเสียที
[เพลง]
ขอบคุณคุณผู้ชมทุกท่านที่ติดตามรายการค Message และแลกเปลี่ยนความเห็นรวมถึงข้อมูลดีๆ กับเราอย่างต่อเนื่องนะครับ ถ้าชอบเนื้อหาของเราอย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ กด Subscribe หรือว่ากดฟีเจอร์ Super Tank เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ สวัสดีครับ