Transcription
เงินบาทวันนี้ทำ all time high ไปแล้ว ซึ่งเราไม่ได้หมายถึงมูลค่าของเงิน แต่กำลังหมายถึงปริมาณเงินที่อยู่ในระบบที่เราใช้จ่ายในแต่ละวัน ซึ่งปัจจุบันสูงสุดในประวัติศาสตร์แล้วถึง 23.44 ล้านล้านบาท
ผลของการผลิตเงินในระบบเศรษฐกิจโดยไม่ได้มีการผลิต Productivity เพิ่มขึ้นเนี่ยนะ มองว่าเงินคือคำตอบของทุกอย่างแล้วเราจะแก้ปัญหาความยากจน เราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ นำมาสู่การลดลงของมูลค่าต่อหน่วยของเงิน กลายเป็นว่าอำนาจการจับจ่ายใช้สอยของเงินน่ะมันลดลง ทั้งที่ตัวเลขมันเพิ่มขึ้นแล้ว
ปัญหาคืออะไร ปัญหาคือเงินที่เราเก็บออม >> เงินที่อยู่ในกระเป๋าเราอ่ะมันไม่ได้เพิ่มขึ้นเวลาที่รัฐพิมพ์เงิน >> โดยใน 5 ปีที่ผ่านมาเงินบาทในระบบเพิ่มขึ้นไปแล้วถึง 25% คำถามที่น่าคิดก็คือ จำนวนเงินที่เพิ่มมหาศาลเหล่านี้ แต่ทำไมหลายคนยังรู้สึกว่าเงินที่มีไม่พอใช้ >>
จริงๆแล้วการพิมพ์เงินน่ะคือภาษีชนิดหนึ่ง เราจ่ายด้วยความที่เงินของเราอ่ะถูกทำให้มีมูลค่าลดลง การใช้จ่ายของรัฐเนี่ย มันสามารถทำให้เกิดเงินเฟ้อ แล้วเงินเฟ้อตรงเนี้ย กลายเป็นภาษีทางอ้อมที่ประชาชนไม่รู้ ไม่ว่าคุณจะเลือกพรรคสีไหนขึ้นมาก็ ตามในอดีตนะฮะ เราก็จะเห็นแต่ละฝ่ายแต่ละฝ่ายขึ้นมา เราก็จะเห็นว่าในทุกๆรัฐบาลน่ะ ประชาชนคนไทยจนลงประมาณ 30% >>
แล้วเราจะรักษาความมั่งคั่งและเงินที่เราหามาไม่ให้เสื่อมได้อย่างไร >> การเก็บออมเป็น stage ที่ 1 Store of Value ของเราคืออะไร ทองคำ ที่ดิน Bitcoin บางคนใช้รถหรู นาฬิกาหรู คืออะไรก็ได้แล้วแต่คุณชอบอะไร แต่ว่า Store Value ของคุณต้องทำหน้าที่ที่ดีคือต้องรักษามูลค่าได้ เมื่อเวลาผ่านไป คุณ St value ที่ดี คุณจะเจอว่าการลงทุนของคุณ คุณไม่ต้องแข่งกับเงินเฟ้อ
[เพลง] THAI ESG ลงทุนยั่งยืนพร้อมคืนภาษี จะชอบหุ้นหรือตราสารหนี้ก็ดีต่อใจ ถือครองแค่ 5 ปี ลดหย่อนภาษี 300,000 บาท >>
ท้องลงทุนแมนวันนี้ชวนทุกคนมาคุยกันถึงเรื่องของเงินบาท แต่ว่าไม่ใช่การแข็งค่าของค่าเงินบาทในรอบหลายปีที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในตอนนี้ แต่ว่าเราอยากจะชวนมาคุยกันในอีกมิติหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของปริมาณเงิน หรือว่า Supply ของเงินบาท ที่ตอนนี้เนี่ยแทบจะเรียกได้ว่าทำ all time high ไปแล้ว อยู่ที่ 23.44 ล้านล้านบาทแล้ว เรื่องนี้จะกระทบกับเรายังไง คนไทยที่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินบาทในการทำธุรกรรม ในการเก็บออม หรือว่าในการลงทุน จะต้องปรับตัวยังไงบ้าง วันนี้ชวนอาจารย์ตั้ม พิริยสัมพันธารักษ์ ผู้ก่อตั้ง Shift และกรรมการผู้จัดการ CDCChok.com มาคุยเรื่องนี้กัน สวัสดีครับอาจารย์ตั้ม >> สวัสดีครับ >>
ก็อย่างที่ผมได้เกริ่นไปนะครับว่า Supply ของเงินบาทตอนนี้มันแทบจะทำ all time high ไปแล้ว และถ้าผมย้อนกลับไปดูข้อมูลเนี่ย เราก็เห็นว่า Supply ของเงินบาทมันแทบจะเพิ่มขึ้นแบบเป็นเส้นตรง แล้วก็ความชันมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ >>
คำถามแรกที่อยากจะถามอาจารย์ก็คือว่า เรื่องนี้มันกำลังสะท้อนอะไรกับระบบเศรษฐกิจ แล้วก็ทำไมเหมือนเราจะต้องแบบ เหมือนสร้างเงินใหม่ขึ้นเรื่อยๆครับ >>
จริงๆเมื่อกี้ตอนเกริ่นขึ้นมา ผมว่ามันน่าสนใจมากที่ตอนช่วงเนี้ย เรากำลังมีปัญหาคนออกมาโวยค่าเงินบาทแข็ง >> อื >> ใช่มั้ย คือแบบเวลาเราพูดว่าเงินบาทแข็ง เราเราแปลว่าอะไร >> อือ >> ส่วนใหญ่เราจะแปลว่าเราจะแปลโดยการเอาไปเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนกับเงินอย่าง US Dollar แต่ว่ามันก็จะขัดกันนิดนึงกับที่เราจะคุยกันวันนี้เนาะ เงินบาทเนี่ยถูกพิมพ์เพิ่ม เรียกว่าพิมพ์เพิ่มแล้วกัน คือจริงๆต้องเข้าใจคำว่าพิมพ์เดี๋ยวเราคุยกันอีกทีนึง เพราะว่ามันไม่ได้แปลว่าแบบมีคนนั่งปั๊มตั้งเครื่องพิมพ์แล้วพิมพ์อ่ะเนาะ มันมีการผลิตเพิ่ม มันมี Supply เกิดขึ้นเพิ่ม ซึ่งโดยปกติแล้วเนี่ย มันจะทำให้ค่าเงินอ่อนลง >> อื >> อ่า แต่ทำไมมันแบบ เอ้ย เราค่าเงินแข็งขึ้น แต่เงินบาทก็พิมพ์ขึ้น ทำ all time high อีกทีนึง อะไรอย่างเงี้ยนะ จริงๆถ้าตอบสั้นๆง่ายๆเลยก็คือว่า เราพิมพ์ช้ากว่าสหรัฐอเมริกา แค่นั้นเอง แค่นั้นเอง เพราะว่าจริงๆแล้ว เราต้องเข้าใจว่าอัตราแลกเปลี่ยนเนี่ย เป็นหน่วยวัดเชิงเปรียบเทียบ >> ครับ >> นะฮะ อันเนี้ยหลายคนจะไม่ได้คิดถึงตรงนี้ หลายคนจะคิดแค่ว่าเงินบาทวันนี้นะฮะ กี่บาทซื้อได้กี่ดอลลาร์ เอ่อ เราคิดว่านั่นคือมูลค่าที่แท้จริงของเงินบาทอ >> แต่เราต้องเข้าใจว่าสกุลเงินในโลกเนี่ย ทุกสกุลเลยอัตรามีอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกัน และอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกันเนี่ย เป็นอัตราแลกเปลี่ยนเชิงเปรียบเทียบ เงินบาทซื้อได้กี่ดอลลาร์ ผมเพิ่งไปอินโดมา เงินบาทซื้อได้กี่รูเปีย อะไรอย่างเงี้ย แต่ไอ้อัตราแลกเปลี่ยนเชิงเปรียบเทียบเนี่ย มันไม่ได้พูดถึงมูลค่าของเงินอ >> นะฮะ คือเมื่อเราเข้าใจ ใช่ทุกคนเอาไปเทียบกับดอลลาร์ แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าดอลลาร์เองไม่ใช่แค่เงินบาทนะ Supply ของดอลลาร์เองก็ทำเอาหาย ดอลลาร์ก็ถูกผลิตเพิ่มเหมือนกันนะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ย มันเหมือนผมชอบยกภาพเปรียบเทียบเงี้ยว่า เมื่อก่อนเราจะคิดว่าอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินแต่ละประเทศอ่ะ มันเหมือนกับตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของค่าเงินแต่ละประเทศ เหมือนใครยืนสูงกว่าใคร >> นะ สมมุติเรายืนเป็นวง แต่จริงๆแล้วเราไม่ได้ยืนเป็นวง >> เรากำลังแบบว่าเหมือนกระโดดลงมาจากเครื่องบินแล้วเราเกาะมือกันเป็นวง >> อื >> คือทุกคนกำลังหล่นลงมาเท่าๆกัน เอ่อ วันเนี้ยเราอาจจะเห็นว่า US เนี่ย หลังจากที่ยกเพดานหนี้ขึ้นไป 9 Trillion มีนโยบายใช้เงินอีกมหาศาล เราอาจจะเห็นว่าเค้าพุ่งตัวลงไปเร็วกว่าคนอื่น มันก็เลยทำให้เราที่อาจจะไม่ได้พุ่งตัวตามไปด้วย ดูเหมือนแข็งกว่าเค้า >> แต่จริงๆเนี่ยเราก็ลงไปด้วยกันเหมือนกัน >> นะฮะ คราวนี้กลับมาที่คำถามดีกว่าว่าเอ่อ บอกว่า >> สะท้อนอะไรกับระบบเศรษฐกิจแล้วทำไมเหมือนแบบเราจะต้องพิมพ์เงินใหม่เรื่อยๆครับ >>
หลักๆเลยก็คือเราอยู่ในยุคสมัยที่เราเรียกว่ายุคเงินเฟียด หรือว่ายุคเงินที่ยุคของเงินที่รัฐบาลเป็นผู้ผลิตเงิน >> เวลาเราพูดว่าเงินคืออะไร หลายคนก็จะตอบว่าเงินคือสิ่งที่รัฐบาลบอกว่าคือเงิน เพราะมันเป็นอย่างงั้นจริงๆ คำว่าเฟียดแปลว่าให้มันเป็นเช่นนั้น >> อ >> ใช้กฎหมายใช้คำสั่งประกาศิตบอกว่ามันเป็นเช่นนั้น เงินในยุคปัจจุบัน ถ้ารัฐบาลไม่ได้บอกว่าคือเงินแล้วคุณเอามาใช้ ดีไม่ดีคุณมีความผิดทางกฎหมายนะฮะ ในระบบเงินเฟียดเนี่ย ความพิเศษของมันคือว่าคนที่สามารถผลิตเงินได้คือคนที่มี license ในการผลิตเงิน >> ซึ่งจริงๆตรงเนี้ยไม่ได้มีแค่รัฐบาล ไม่ได้มีแค่ธนาคารกลาง แต่รวมไปถึงธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน การออกสินเชื่อต่างๆนานา >> นะครับ พวกนี้เนี่ยเป็นกระบวนการผลิตเงินทั้งหมดเลย >> ครับ >> แล้วใครที่ไม่มี license ผลิตเงิน ถ้าอยู่ดีๆลุกขึ้นมาผลิตเงิน เราก็จะเรียกว่าเป็นการไม่เป็นการปลอมแปลงเงินนะฮะ ก็เป็นการผลิตเงินเถื่อนหรือไม่ก็เป็นการฟอกเงินอะไรอย่างเงี้ย เพราะฉะนั้นเราจะเกิดการแบ่งแยกและผู้ที่มีอำนาจกับผู้ที่ไม่มีอำนาจ โดยเครื่องมือที่ใช้แบ่งแยกคือกฎหมาย ความแตกต่างของระบบเงินแบบนี้กับในอดีตอ่ะคือ ในอดีตสมัยที่เราใช้ทองคำเป็นเงิน >> ครับ >> ผู้ผลิตเงินคือใครก็ได้ที่มีปัญญาไปขุดเหมืองทอง ซึ่งการขุดมีต้นทุน มีความเสี่ยง ยากลำบาก หลายคนก็เลือกที่จะทำงานดีกว่านะฮะ แล้วแลกทอนจากการทำงานทำมาหากินดีกว่า >> ครับ >> นะ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือคนอื่นในด้านของอำนาจในการผลิตนั้น >> อื >> แล้วเงินเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องหามาเก็บและใช้อย่างอย่างเค้าเรียกว่า เอ่ออย่างชัดนะฮะ >> แต่ในปัจจุบันเนี่ยพออำนาจการผลิตเงินอยู่ในมือคนกลุ่มเดียวเนี่ยนะฮะ >> แล้วคนกลุ่มอื่นผลิตไม่ได้ เราสร้างสังคมที่จินตนาการว่าเหมือนมีคนอยู่ 10 คน แล้ว 9 คนเนี่ยเป็นผู้เป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตนะฮะ เราผลิตสินค้าบริการบริโภคแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆเพื่อเงิน แต่มันมีอยู่คนนึงที่สามารถผลิตเงินได้ >> อื >> ในสังคมแบบนี้เนี่ย ในที่สุดผู้ผลิตเงินนั้นเนี่ย จะกลายเป็นเค้าเรียกว่าเป็นแบบผู้บริโภคสูงสุดสำหรับทุกอย่าง เพราะว่าเค้าสามารถผลิตเงินได้โดยแทบไม่มีต้นทุน เค้าสามารถที่จะบิดราคาของทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นได้ คุณสร้างบ้าน คุณผลิตบ้านขึ้นมา คนที่จะมีสิทธิ์ซื้อบ้านคุณได้ ก็อาจจะเป็นคนอื่นในสังคมที่เขาทำงานแล้วเก็บเงินแล้วมีเงินซื้อ แต่ในที่สุดแล้วคนที่ มีเงินมากที่สุดคือคนที่ผลิตเงินได้ เขาจะสามารถบิดราคาจนคนอื่นไม่สามารถซื้อบ้านจากคุณได้ แล้วเมื่อเขาซื้อบ้านจากคุณไปแล้ว คุณอยากซื้อบ้านคืนจากเขา คุณก็ไม่มีปัญญา เพราะว่าเขาก็สามารถบิดราคาให้มันสูงขึ้นได้ >> อ่า มันไปไกลใช่ ผลของการผลิตเงินในระบบเศรษฐกิจโดยไม่ได้มีการผลิต Productivity เพิ่มขึ้นเนี่ยนะฮะ คือการมองว่าเงินคือคำตอบของทุกอย่างแล้วเราจะแก้ปัญหาความยากจน เราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจเนี่ย >> อือ >> นำมาสู่การเค้าเรียกว่าการลดลงของมูลค่าต่อหน่วยของเงิน ในสมัยก่อนเงินสลึงนึงกินข้าวได้เป็นมื้อ >> ครับ >> เห็นมั้ย สมัยคุณพ่อผมทำงาน เงินบาทนึงสามารถซื้ออาหารได้เป็นมื้อ เงินเดือน 700-800 บาท สามารถที่จะอยู่ซื้อหาได้เท่าไหร่อ่ะนะฮะ เอ่อ มื้อนึงอย่างมากก็สลึงนึงใช่มั้ย บาทนึงได้ 4 มื้อถึง 10 มื้อ โห 700 800 บาท 7,000 8,000 นะฮะ ไปจนถึง 10,000 มื้อที่สามารถที่จะเลี้ยงตัวเองได้ มันทำให้เราสามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เลี้ยงทุกสิ่งทุกอย่างได้ วันนี้เงินเดือนเริ่มต้นอาจจะดูสูงขึ้น ปริญญาตรีจบมา 15,000 บาทนะฮะ เอ่อ บางคนเดี๋ยวนี้ก็จะเริ่มแบบว่า มันมีกระแสสตาร์ทอัพมีอะไรต่ออะไร มีเงิน VC ไหลเข้ามา อาจจะได้เห็น 50,000 10,000 60,000 >> ครับ >> แต่อาหารทั่วไปก็ประมาณ 50 ก็กินไม่อิ่ม นะ >> ใช่ >> นะฮะ 100 เออไปเจอชาเขียวอีกแก้วละ 200 อ >> ใช่มั้ย กลายเป็นว่าอำนาจการจับจ่ายใช้สอยของเงินน่ะมันลดลง ทั้งที่ตัวเลขมันเพิ่มขึ้นนะ นี่คือสิ่งที่มันทำให้เกิดขึ้นคือ มันทำให้อำนาจการจับจ่ายของเงินในแต่ละหน่วยลดลง ลดลง ลดลงนะครับ >> อื >> แล้วปัญหาคืออะไร ปัญหาคือเงินที่เราเก็บออม >> ครับ >> เงินที่อยู่ในกระเป๋าเราอ่ะมันไม่ได้เพิ่มขึ้น เวลาที่รัฐพิมพ์เงินนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Supply ที่เพิ่มนำไปก่อนเนี่ย มันจะอยู่ในมือของผู้ที่มีบทบาทในสังคมในฐานะของ Ultimate Consumer หรือเป็นผู้ซื้อ ซึ่งเขาจะสามารถบิดราคา พูดง่ายๆคือสามารถแข่งขันราคาในการกว้านซื้อสิ่งที่เขาต้องการในราคาที่สูงของคนอื่นได้ มันจะส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการต่างๆในตลาด ยกตัวสูงขึ้น >> อื >> มี delay นะฮะ แต่ว่าก็จะค่อยๆยกตัวสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือทุกครั้งที่เงินมันเพิ่มปริมาณขึ้น คนที่ไม่ได้อยู่ใกล้ผู้ผลิตเงินหรือไม่ได้รับเงินใหม่ที่ถูกผลิตออกมา >> ก็จะจนลง เพราะว่าเงินในกระเป๋าของเขาซื้อของได้น้อยลง และที่สำคัญเพราะรายได้ของเขา ถึงแม้ว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นบ้าง ก็ไม่สามารถเพิ่มขึ้นเท่าเทียมกับอัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณของเงินได้ >>
เมื่อกี้อาจารย์เล่ามาว่ามันมีคนบางกลุ่มที่เขาสามารถที่จะผลิตเงินได้ ต้องมี license ก่อน ผมเลยอยากให้อาจารย์ช่วยเล่าเผื่อบางคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าไอ้กลไกการสร้างเงินเนี่ยครับ มันผลิตมาจากอะไรบ้างครับ >>
จริงๆกลไก ถ้าเรามองในมุมมองแบบบริสุทธิ์ก่อนนะฮะ ผมว่า เอ่อมุมมองตรงไปตรงมาที่สุดก่อน เอ่อในระบบธนาคารปัจจุบัน Banking ปัจจุบัน เราใช้ระบบที่เรียกว่า Fractional Reserve Banking ก็คือการที่ธนาคารสำรองเงินสดบางส่วน คำว่าสำรองเงินสดบางส่วนแปลว่าอะไร แปลว่าโดยปกติแล้วเนี่ย ก่อนที่จะมีระบบ Fractional Reserve Banking ธนาคารจะเป็นเค้าเรียกว่า Full Reserve Banking Banking เนี่ยเป็นผู้ให้ Service ไม่ว่าจะเป็นบัญชีสำหรับการเก็บออม แล้วก็ความสามารถในการรับส่งเงินผ่านระบบบัญชีนะฮะ เรานึกถึงในยุคสมัยที่มันเกิดขึ้นในยุคสมัยเหรียญทองในยุคสมัยเหรียญเงินอะไรเงี้ย >> Bankงมันเป็นสิ่งที่ปฏิวัติวงการเงินมาก เพราะว่าแทนที่เราจะต้องเดินทางขนทองไปให้กัน เราสามารถที่จะส่งตัวเลขข้ามผ่านระบบการสื่อสารผ่านบัญชีได้ โดยที่ทองคำนำไปฝากไว้ที่ธนาคาร แต่ตัวเลขที่ธนาคารบอกว่าเรามีอยู่ในบัญชีเนี่ย จำเป็นต้องมีเหรียญทอง ต้องมีเงินในจำนวนปริมาณเท่ากัน หรือหรือมูลค่าเท่ากัน back เอาไว้เสมอ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะถอนเนี่ย เราต้องสามารถถอนเงินของเราออกมาได้ นี่คือ Full Reserve แต่ในปัจจุบันเราจะใช้สิ่งที่เรียกว่าเป็น Fractional Reserve Banking ซึ่งอันนี้ไม่ได้ผิดอะไรนะ แต่ Fractional Reserve Banking แปลว่า รัฐบาลไม่ใช่รัฐบาล เอ่อธนาคารเนี่ย >> อื >> จะสามารถถือสินทรัพย์สำรองอีกรูปแบบนึง ได้รูปแบบนี้คือหนี้ก็คือว่าหนี้สิน ปราศจากหนี้นะฮะ สัญญาหนี้ เงินกู้อ่า สินเชื่อนั่นเอง ไม่ว่าจะเรียกมันว่าชื่ออะไรก็ตาม เพราะว่ามันแล้วแต่ว่าเราเราเป็นเจ้าหนี้กับใคร ชื่อของโปรดัก มันจะแตกต่างกัน ซึ่งจริงๆก็คือเรื่องเดียวกัน คือมันคือหนี้ >> อือ >> นะครับ เวลาเราไปกู้ธนาคาร >> สมมุติว่าผมเดินไปหาธนาคารที่ผมมีเงินฝากอยู่ ผมบอกว่าผมอยากกู้ออกมาสัก say 10 ล้าน >> ครับ >> ถามว่าธนาคารเอาเงินที่ไหนมาให้ผม 10 ล้าน >> ถ้าถามผมก็อาจจะคิดว่าเขาก็เอาเงินฝากพี่อยู่ในธนาคารของคนอื่นมาให้เรากู้ แล้วเราก็มีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยเขา >> ใช่มั้ย จริงๆแล้วจุดเริ่มต้นของมันเลยมันเป็นอย่างงั้นนะนะ มันจะมีแบงค์ที่เลือกเป็น Investment Banking มีอะไรต่ออะไรอย่างงี้ ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ >> แต่ว่าด้วยหลายๆสาเหตุ เอาจริงๆแล้วการกระทำอย่างนั้นจะเปลี่ยนกฎหมายด้วยซ้ำ เพราะว่าแบงค์ไม่สามารถเอาเงินลูกค้าไปปล่อยกู้ได้ แต่สิ่งที่เขาทำได้คือเค้าสามารถถือสินทรัพย์ประเภทคือหนี้ได้ เพราะฉะนั้นผมไปกู้ยืมเงินธนาคาร 10 ล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นคือผมเป็นหนี้ธนาคาร 10 ล้าน ธนาคารออกสินเชื่อ มูลค่า 10 ล้าน สินเชื่อ มูลค่า 10 ล้านเนี่ย ธนาคารถือเป็นสินทรัพย์ เพราะว่าในที่สุด 10 ล้านตรงนี้ สมมุติสัญญา 1 ปี ปีหน้าต้องได้ 10 ล้านคืน บวกดอกเบี้ย มันเป็นสินทรัพย์ใช่มั้ย >> นะฮะ เรานึกถึงหน้า Balance Sheet ของธนาคาร ฝั่งทรัพย์เกิดเป็นหนี้ มูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นมา ในฝั่งหนี้สินก็สร้างเงินสด 10 ล้านเท่ากัน เพราะนั้นในฝั่งสินทรัพย์ สิ่งที่เขามีคือหนี้ หนี้ที่เราเป็นต่อเขาเนี่ยนะครับ มันกลาย เป็นทรัพย์สินของธนาคารถูกมั้ย >> อ >> แล้วในฝั่งหนี้สินของธนาคารเนี่ย เค้าสร้างเงินฝากธนาคารขึ้นมา อันนี้เป็นจุดนึงที่เวลาผมคุยกับคน ถ้าไม่ได้อยู่ในสายการเงินทั่วไป >> ครับ >> จะไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่าคำว่าเงินฝาก ธนาคาร เงินสด >> อื >> คือคนละเงินกันนะ >> ถ้าผมตามความเข้าใจของผมก็คือเหมือนเอาเงินไปฝากแบงค์ แต่จริงๆมันคือการ >> มันคือเงินอีกประเภทนึง >> เงินฝากธนาคารคือตัวเลขในบัญชีธนาคาร คือเงินอีกประเภทนึง เงินเนี้ยเกิดขึ้นบนสมุดบัญชีของธนาคาร ในฝั่งหนี้สินนะฮะ ธนาคารเป็นหนี้ลูกค้า ในส่วน Balance Sheet ของลูกค้าเนี่ย ก็จะมีเงินฝากธนาคารเป็นฝากสินทรัพย์ ผมเป็นหนี้ธนาคาร ในฝั่งหนี้สิน ผมมีหนี้ที่ผมเป็นต่อธนาคาร ทุกอย่าง out กัน เหมือนไม่มีการผลิตเงินเกิดขึ้น >> แต่จริงๆแล้วเงินที่ถูกสร้างขึ้น 10 ล้าน บาทเนี่ย มันเป็นหนี้ที่ถูกสร้างขึ้นเฉยๆนะ เป็นหนี้ที่ธนาคารมีต่อผม ผมสามารถทวงหนี้นี้ได้ อ่า ผมสามารถทวงหนี้นี้เพื่อสามารถแลกออกมาเป็นเงินสดมาใช้จ่ายได้ >> ครับ >> ธนาคารก็เป็นเจ้าหนี้ผม ผมก็ต้องใช้หนี้ในส่วนที่เป็นฝั่งของสินเชื่อ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ใครก็ตามไปกู้ธนาคารเนี่ยนะฮะ จริงๆแล้วเงินที่เข้ามาในบัญชีเรา เอ่อที่ เป็นในลักษณะของ Deposit หรือเป็นเงินฝากธนาคารเนี่ย เป็นตัวเลขที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น >> นะครับ ไม่ได้บีบเอาเงินลูกค้าที่มีอยู่เดิมมาให้เรา >> ครับ >> แต่เขามีลิมิตว่าจะมีได้เท่าไหร่ถูกมั้ย เพราะฉะนั้นมันมีกฎหมายควบคุม มีอะไรต่ออะไร ประเทศไทยถ้าผมจำไม่ผิด Fractional Reserve Requirement อยู่ที่ 1% เปอร์เซ็นต์ ธนาคารในปัจจุบันตอนนี้เนี่ย เอ่อส่วนใหญ่จะ Reserve กันอยู่ที่ประมาณ 17% - 20% เท่าที่ล่าสุดเท่าที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ เอ่อผู้บริหารธนาคารต่างๆนะ ก็เรียกว่ายังยังค่อนข้างอยู่ในโซนปลอดภัย ไม่แน่ใจตอนนี้เป็นยังไงแล้วความหมายคืออะไร คือเขาอาจจะมีส่วนทรัพย์สินที่เป็นเงินสด ถ้าสึกถ้าอยู่ที่ 10% อาจจะมีทรัพย์สินที่เป็นเงินสด 1 ล้าน >> ครับ >> แต่ว่ามีสินเชื่อ 1 ล้านเนี่ย สามารถทำให้เขาออกเชื่อได้อีก 9 ล้าน >> อืม ก็เป็นทั้งหมด 10 ล้าน ใช่ๆ แล้วมันยังไม่ได้จบแค่นั้น เพราะว่าสินเชื่อที่ออกมา 9 ล้าน จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อผมถอนออกมาเป็นเงินสด แล้วเงินสดฝากกลับเข้าไป ก็จะทำให้ในธนาคารมียอดที่เรียกว่าเป็นเงินสดเพิ่มขึ้น แล้วก็จะเป็นโอกาสในการสร้างสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีก >> อ >> แต่ว่าตรงนั้นไม่ได้อันตรายมากแล้วตรงนี้มีมานานตั้งแต่สมัยยุคเงินมั่นคง ยุคมาตรฐานทองคำ เพราะว่าหนี้พวกนี้ในที่สุดมันถูกใช้ >> อื >> แล้วเมื่อมันถูกใช้แล้วเงินที่สร้างขึ้นมาก็หายไป เพราะฉะนั้นมันจะเกิดเรียกว่าเป็นแบบเป็นฟองสบู่เศรษฐกิจเกิดขึ้น เวลาสินเชื่อออกมาเยอะ แล้วพอคนเริ่มใช้หนี้ปุ๊บ เงินก็หดลง แล้วมันก็จะเป็นฟองสบู่เศรษฐกิจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นแล้วแตก ขึ้นแก่แล้วแตก >> อ >> ไปเรื่อยๆนะฮะ แต่ในปัจจุบันตอนเนี้ยมันเกิดปัญหาคือว่า >> โอเคแหละ ในยุคสมัยช่วงประมาณต้นศตวรรษที่ 20 เนี่ยนะฮะ มันมีเหตุการณ์ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต้นศตวรรษที่ 20 มันมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่อเมริกา ที่ทำให้แบงค์ล้ม เอ่อเป็นหมื่นๆธนาคารนะครับ ซึ่งหลังจากนั้นเนี่ยก็นำมาสู่การยอมรับ การก่อตั้งระบบเ้าเรียกว่าธนาคารกลางของโลกเลยแหละ กับ Federal Reserve จับตาจับหลู ตอนนั้นก็เป็นธนาคารกลางของอเมริกา แต่ใช้เครื่องมือ 2 ครั้งคือสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งเนี่ย ก้าวขึ้นมาเป็นระบบธนาคารกลางของโลกนะฮะ ระบบนี้เนี่ยนำเอา Fractional Reserve เข้ามาในเวทีการเมืองแล้วก็การปกครอง ทำให้คราวนี้เนี่ย จริงๆไม่ใช่ที่แรก อเมริกาไม่ใช่ที่แรก อังกฤษทำมาก่อน ฝรั่งเศสทำมาก่อน เยอรมันทำมาก่อน แต่ว่ามันถูกใช้ในระดับ Global Scale เนี่ยนะฮะ เป็นที่แรก ทำให้รัฐบาลเนี่ยสามารถที่จะพูดง่ายๆคือกู้ได้เหมือนกัน >> อื >> นะฮะ การที่เขาเป็นองค์กรแยกออกมาจากรัฐ เนี่ย เพื่อที่ให้รัฐไม่สามารถแทรกแซงได้ มันดันมีผลข้างเคียงคือ ธนาคารกลางสามารถที่จะให้รัฐบาลกู้ยืมเงินก็ได้นะฮะ รัฐบาลอยากใช้เงินอ่ะ เริ่มต้นเลยสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษมากู้เงินอเมริกาครับ >> อเมริกาจะเอาเงินที่ไหนให้เขา ก็กู้ออกพันธบัตร >> อื >> แต่พันธบัตรเนี่ย ก็คือก็คือสัญญากู้ >> ครับ >> ใช่มั้ย คนที่ซื้อพันธบัตรเหล่านี้เนี่ย ถ้าประชาชนซื้อก็เรื่องหนึ่ง เป็นเงินของประชาชนไปให้รัฐบาลยืมใช้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือบางทีและหลายครั้ง โดยเฉพาะต่อจากนั้นเนี่ย เป็นแทบทุกครั้งคือธนาคารกลางก็จะเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะ Lender of Last Resort >> อือ >> นะฮะ สร้างเงินกู้ขึ้นมา >> อื >> เพื่อมาซื้อพันธบัตรเหล่านี้ไปถือเป็นสินทรัพย์ >> อื >> โดยเอาเงินที่ไหนมาซื้อ ก็เอาเงินที่ใช้สินทรัพย์เหล่านี้ค้ำประกันในการผลิตเงินใหม่ขึ้นมาในระบบเพื่อมาซื้อ แล้วเราบอกว่าเวลาผู้คนธรรมดาทำ มันไม่เสียหายอะไร แต่รัฐบาลทำ มันเสียหายตรงไหนเนี่ย มันเสียหายตรงที่ เพราะรัฐบาลไม่เคยใช้หนี้ >> อื หมายถึงเขาก็แบบ roll over หรือว่า roll plus >> เวลารัฐบาลเวลารัฐบาลกู้เนี่ยนะฮะ เขาจะบอกว่ากู้เพื่อการสงคราม จบสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เกิดอะไรขึ้น มันเกิดกฎหมายหลายๆอันที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ขึ้น เกิดกฎหมายอย่างเช่นภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้เป็นของใหม่มากนะ Income Tax Income Tax เกิดขึ้นหลังสงครามโลก ถ้าจำไม่ผิดครั้งที่ 1 นะ ก็คือ >> เพื่อใช้ในการใช้หนี้ที่รัฐบาลกู้ยืมมา เพื่อสนับสนุนสงคราม เราชนะสงครามแล้วต่อไปนี้เนี่ย ความสงบสุขที่ประชาชนได้รับไป เอ่อความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากเราเป็นผู้ชนะสงคราม >> อื >> คุณจะต้องแบ่งบางส่วนในฐานะผู้ประชาชนผู้รักชาติ มาใช้หนี้ที่เราก่อไว้ อ่า ก็เกิดกฎหมาย Income Tax ขึ้น เกิดกฎหมาย เอ่อ Sales Tax ขึ้น มี Tax หลายอย่างที่เกิดขึ้นในยุคนั้นมากมายกว่าที่เคยมีในอดีต เพื่อที่หวังว่าจะสามารถ >> ใช้หนี้ >> นำเอาผลของความสำเร็จที่เกิดจากเงินกู้ ที่เอามาใช้ในการลงทุนในวัน แล้วคิดว่าจะสร้าง Productivity ได้มาก ขึ้น เอาผลตรงนี้มาใช้หนี้ แล้วระบบเศรษฐกิจก็จะ Healthy อีกครั้งนึง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆคือมันไม่เคยเพียงพอต่อการใช้หนี้ แล้วทุกครั้งที่รัฐบาลใหม่ขึ้นมา เขาก็จะต้องพยายามเรียกคะแนนเสียงจากประชาชน ด้วยการสร้างโครงการต่างๆ สร้าง Welfare สร้าง Healthcare สร้างการศึกษาฟรี การพยาบาลฟรี สร้างถนนเส้นใหม่ สร้าง Mega Project ต่างๆนานา ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ใช้เงิน แล้วเงินเหล่านี้ก็เอาจากไหน ในเมื่อเขาไม่มี เขาก็กู้เพิ่ม แล้วกู้จากไหน ในเมื่อเขาเป็นสหรัฐอเมริกา เขาก็กู้จาก Federal Reserve ซึ่งเป็น Lender of Last Resort ของโลก แล้วเงินจำนวนใหม่ ก็ถูกผลิตขึ้นเพื่อนำมาใช้จ่ายภาครัฐ >> อื >> นะฮะ แล้วยอดหนี้ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็ เจริญเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆๆ จนมันกลายเป็นวิธีการมาตรฐานที่รัฐบาลทุกครั้งที่มันหนี้มาถึงกำหนดชำระ ก็จะต้องทำการกู้ยืมหนี้ก้อนใหม่ >> อื >> มาโปะหนี้หนี้เก่า พร้อมกับเอาเงินใหม่มาใช้ เราคิดง่ายๆ ถ้าเราเป็นคนธรรมดาแล้วเราทำแบบนี้ เราเป็นลูกค้าธนาคารอันนึง เรามีหนี้กับเขา แล้วเราไม่เคยคิดจะใช้หนี้เลย เรากู้หนี้ใหม่โปะหนี้เก่า กู้หนี้ใหม่โปะหนี้เก่า >> อื >> นะฮะ มันก็แปลว่าเราเป็นคนที่เรียกว่ามี มีความล้มละลายทางวินัยทางการเงิน >> อือๆ >> ใช่มั้ย เราอาจจะไม่ใช่ลูกค้าที่ที่ใครต้องการ เราอาจจะไม่ใช่คนที่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ แต่รัฐทำเช่นนี้ รัฐบาลไทยไม่สามารถทำแบบนี้ได้ตรงไปตรงมา ความสามารถของการพิมพ์เงินขึ้นมาจากอากาศ เนี่ย ต้องบอกว่าจริงๆแล้วในเชิงบัญชีใครก็ทำได้ >> อื >> แต่มันมีเรื่องของการเมืองนะฮะเข้ามาเกี่ยวข้องอีก เพราะว่าถ้าอยู่ดีๆ ถ้าสมมุติว่าเราอยากจะพิมพ์เงินเหมือนอเมริกาเลย อ่า เสกเงินขึ้นมาจากอากาศ เอาเอาพันธบัตรรัฐบาลเข้าไปถือไว้ในธนาคารกลาง แล้วก็เสกเงินขึ้นมา โดยไม่มีไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยอยู่ดีๆปุ๊มขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คืออเมริกาก็อาจจะบอกว่าคุณกำลังแทรกแซงนโยบายการเงินของประเทศ >> อือื >> เออ แบงค์ชาติทำอย่างนี้ไม่ถูกนะฮะ คุณกำลังทำลายเศรษฐกิจหุ้นเอง เพราะฉะนั้นเราจะแซงชั เราจะคว่ำบาตรการค้าคุณครับ >> เราจะพาประชาธิปไตยไปให้คุณ นั่นคือสิ่ง ที่เกิดขึ้นมาตลอดศตวรรษที่ 20 ประเทศไหนก็ตามที่รัฐบาลทรราช พยายามที่จะปล้นประชาชนด้วยการผลิตเงิน มากเกินไป >> ครับ >> นะฮะ จะเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ เราเห็นเวเนซุเอลาที่ถูกคว่ำบาตร เราเห็นเลบานอนเงี้ย เพราะฉะนั้นคือถ้าคุณไม่ใหญ่พอ ถ้าอำนาจ ถ้าทหารของคุณไม่ใหญ่พอที่จะต่อกรกับพี่ใหญ่ได้ >> ครับ >> คุณจะพิมพ์เงินโดยไม่จำกัดไม่ได้ >> อือๆ >> เอ่อ ธนาคารกลางของคุณต้องไปกู้ธนาคารกลางอื่น ที่มีอำนาจทางการเมืองที่สน เพราะฉะนั้นเวลาเราพิมพ์เงินเนี่ย บางทีมันจะออกมาในรูปแบบของการที่เราอาจจะต้องไปกู้ยืมไม่ว่าจะเป็นจีน อเมริกา IMF >> นะฮะ เข้ามาเพื่อใช้ >> ซึ่งจริงๆแล้วผลของมันเนี่ย ผลในเชิงปฏิบัติมันไม่ได้ต่างกัน เงินบาทก็มีมูลค่าเสื่อมถอยลง เงินบาทแต่ละหน่วยก็ซื้อของได้น้อยลงเช่นเดียวกันนะฮะ แต่อีกอันนึงก็คือว่า แล้วเจ้าหนี้จากที่เป็นประชาชนเป็นแค่ประชาชนคนในประเทศ ก็จะเริ่มกลายเป็นอำนาจนอกประเทศ ที่สามารถเข้ามายุ่มย่ามการบริหารต่างๆ ได้อย่างที่เราเห็นตั้งแต่กฎสัญญาขายชาติ 11 ฉบับนะฮะ ตอนที่เราเป็นหนี้ IMF เนี่ย ก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงกฎต่างๆ ยกสัมปทานต่างๆให้กับต่างชาติไป อ่า นี่ก็จะเป็นผลพลอยได้จากการที่เราอาจจะไม่ใช่มหาอำนาจ >>
โอเคอีกจุดนึงนึงที่ผมคิดว่าค่อนข้างน่าสนใจก็คือ หลายๆคนจะบอกว่าช่วงหลังโควิดเนี่ย อเมริกาพิมพ์เงินขึ้นมาเยอะมากเลย แล้วผมก็ลองย้อนกลับไปดูว่าแล้วของไทยอ่ะ ปริมาณเงินมันเพิ่มขึ้นมาขนาดไหน ก็ช่วงสักประมาณ 5 ปีเนี่ย มันเพิ่มขึ้นมาประมาณสัก 25% อาจารย์คิดว่าระดับนี้มันมันเยอะ หรือมันน้อย ยังไงมันอันตรายหรือเปล่าครับ >>
อื >> จริงๆสำหรับผู้ฟังก่อนแล้วกันก็คือเราพูดถึง Supply ของเงินเนี่ย ปกติเราจะพูดถึง M2 เนาะ >> อื >> นะฮะ จริงๆ M2 อาจจะไม่ใช่ตัวมาวัด Supply เงินที่ดีที่สุดด้วยซ้ำ ต้องต้องอย่างงี้ก่อน เพราะว่า >> เวลาเราวัดว่าปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจมีเท่าไหร่เนี่ย จริงๆมันวัดยากมาก เพราะในปัจจุบันอย่างที่ถ้าเราถ้าเราฟังที่เราเล่ามาทั้งหมด เราจะเห็นว่าปัจจุบันน่ะ คุณไม่สามารถบอกได้เลยว่าอะไรคือเงิน เพราะว่าหนี้ก็สามารถเป็นสินทรัพย์ได้ สามารถนำมาใช้เหมือนเงินได้ >> อื >> นะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ย คูปองจะนับเป็นเงินมั้ย เงินจะนับเป็นเงินมั้ย เอ่อ เช็คนับเป็นเงินมั้ย ตราสารหนี้นับเป็นเงินมั้ย มันก็เลยต้องเกิด Definition M0 M1 M2 M3 ใช่มั้ย บางคนก็จะอ้างว่า M3 เนี่ยจะแม่นยำที่สุด เพราะนับหมดทุกอย่าง บางคนก็จะอ้างว่าต้องเป็น M0 เท่านั้น ดูที่รัฐบาลผลิต >> อื >> อ่า แต่สาเหตุที่เราเอา M2 มาดูกันเนี่ย เพราะว่าค่อนแต่ละประเทศค่อนข้างที่จะมีเกณฑ์ในการวัด M2 เหมือนกัน เราเลยเปรียบเทียบระหว่างประเทศได้ อันนี้อันนี้สำหรับใครที่ฟังอยู่ ทำไมถึงดู M2 ก็การที่มันเพิ่มขึ้นแปลว่าอะไรล่ะ ก็แปลว่าเงินเฟ้อนะฮะ แต่เป็นเงินเฟ้อในความหมายเชิงเศรษฐแบบออสเตรียน คือเราดูแค่ปริมาณเงินจริงๆ เราต้องดูปริมาณเงินกับ Productivity แต่เรายังไม่มีมาตรวัด Productivity ที่ที่ไม่ ได้เพี้ยนด้วยด้วยปริมาณของเงิน บางคนบอกจะเทียบกับ GDP แต่ GDP เองมันก็เพี้ยนด้วยปริมาณของเงินด้วยเช่นเดียวกัน เวลาเราไปดูตัวเลขเงินเฟ้อเนี่ยนะฮะ โดยปกติแล้วเราจะดูที่ดัชนีราคาสินค้าไม่ว่าสินค้าทางฝั่งผลิต สินค้าทางฝั่งบริโภค แล้วเราก็จะเจอว่าประเทศไทยประกาศมาว่าเงินเฟ้อติดลบมา 5 เดือนแล้วใช่มั้ยนะฮะ ทุกคนก็ถามติดลบตรงไหน ถ้าเงินเฟ้อติดลบ แปลว่าค่าของต้องถูกลง >> เออ แต่ความรู้สึกของเรามันอาจจะไม่ใช่ >> จริงๆมันไม่ใช่ความรู้สึกเหมือนเป็นแฟกต์ว่า มันไม่มีอะไรถูกลง >> อื >> เนาะนะฮะ แต่ว่าสิ่งที่ถูกลงคืออะไรคือเราอาจจะใช้จ่ายน้อยลง >> อื >> เพราะอะไร เพราะเราจน >> อื ของได้น้อยลง >> เพราะเราจนลง เราก็เลยประหยัดขึ้น ใช้จ่ายน้อยลง การที่เราใช้จ่ายน้อยลง มันส่งผลกระทบต่อ CPI นะ เพราะมันทำให้ of good ที่ใช้ในการคำนวณ CPI เนี่ย มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามการใช้จ่ายของเรา >> อื รายได้เราไม่ได้ >> ใช่ๆ เพราะ CPI เนี่ยจริงๆมันเป็นตัวมาวัด >> ความสามารถในการใช้จ่ายมากกว่าเงินเฟ้อ นะฮะ การที่มันลดลงเนี่ย มันบางทีมันไม่ได้แปลว่าเงินฝืดลง แต่บางทีอาจจะแปลว่าคนไม่มีตังค์จะใช้ก็ได้ >> อื >> GDP ก็เช่นเดียวกันนะ เป็นมาตรวัดความสามารถในการเอ่อทำกำไรมากกว่า เอ่อความสามารถในการสร้างผลิตผล >> อื >> เพราะฉะนั้นถ้าจะดูเงินเฟ้อแบบเพียวๆจริงๆ ดูเลยก็ดูปริมาณเงินเครับ เงินเฟ้อแปลว่าเงินเพิ่มขึ้นนะ >> เราก็มาดูว่า 5 ปีที่ผ่านมาเงินปริมาณเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 25% มันตรงกับความรู้สึกเรา หรือตรงกับสิ่งที่เราสัมผัสได้มั้ยว่าเราจนลง 25% มันค่อนข้างจะแมตช์กว่า >> ครับ >> นะ มันอาจจะไม่ถึง 25 เราอาจจะจนลงมา 20 อะไรเงี้ย เพราะว่าในที่สุดมันก็จะมีว่า Productivity ที่เพิ่มขึ้นแต่ละปี มันจะ offset เอ่อตัวเลขปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น >> แต่ความหมายแค่นั้นเลยตรงไปตรงมา >> นะครับ เราจะเห็นว่าก่อนผมทำชาร์จอันนึงที่โพสต์ขึ้น Facebook >> ครับ >> เอ่อเขาจะเถียงกันเรื่องการเมืองว่าพรรคไหนดี พรรคไหนไม่ดี เราก็บอกว่าไม่ว่าคุณจะเลือกพรรคสีไหนขึ้นมาก็ตามในอดีตนะนะฮะ เราก็จะเห็น >> แต่ละฝ่ายแต่ละฝ่ายขึ้นมา เราก็จะเห็นว่าในทุกๆรัฐบาลน่ะ ประชาชนคนไทยจนลงประมาณ 30-40% >> ในทุกๆรัฐบาลแบบ 4 ปีอะไรเงี้ย >> ทุกๆ 4 ปี ทุกๆ 4 ปี >> จะจนลง 30% >> โดยประมาณ อื >> นะครับ ถ้าเราวัดที่ปริมาณเงินที่ถูกผลิตเพิ่มขึ้น แล้วผลิตมาทำอะไรล่ะก็นโยบายประชานิยมทั้งหลาย การใช้จ่ายภาครัฐ Deficit Spending นะฮะครับ >> อ่า เอาไปใช้เบิกจ่ายทำทำสิ่งต่างๆที่มีประโยชน์บ้าง ไม่มีประโยชน์บ้าง เอามาแจกบ้างนะฮะ มาตรการแจกเงิน อ่าทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ เอ่อตั้งรูปแบบแทรกแซงตลาดอย่างคนละครึ่ง หรือว่าจะเป็นแบบ เอ่อเงินตัวเงินดิจิตอลที่ไม่ได้เกิดขึ้นอะไรอย่างเงี้ย >> ทั้งหลายก็เป็นรูปแบบนึงที่ >> เรียกว่ามีผลทางการเมือง แต่ว่าแลกมากับการที่ปริมาณเงิน เอ่อผลิตเพิ่มขึ้น >> อื >> นะฮะ ซึ่งก็ทำให้เงินในกระเป๋าของทุกคนเนี่ย มีมูลค่าลดลง >>
นะ ผมชอบมองว่าจริงๆแล้วการพิมพ์เงินน่ะ คือภาษีชนิดนึง >> อ๋อ คือเราไม่ได้จ่ายตรงๆ แต่ว่ามัน >> ภาษีในการใช้ระบบเงินของประเทศนั้นๆ เราจ่ายด้วยความที่เงินของเราอ่ะถูกทำให้มีมูลค่าลดลง ทุกๆปีอ่ะ say ว่าประมาณปีละ 5% แล้วกัน เอา conservative number เนี่ย Conservative Estimate เราจะเห็นว่าเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 6% ต่อปี ตบโปรดักช์เข้าไปหน่อย อาจจะอยู่ที่ประมาณ 4-5% ต่อปี ที่มูลค่าของมันลดลง >> อื >> นะฮะ >> ครับ >> แปลว่าอะไร แปลว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ของคุณ คุณถูกเก็บภาษีอยู่ประมาณ 4-5% ต่อปี ทำไมเรียกว่าภาษี แล้วมันเป็นภาษีที่เลวร้ายมาก เพราะว่าถ้าเราคิดถึงกฎหมายภาษี อยู่ดีๆสมมุติว่ารัฐบาลจะออกมาบอกว่า >> ฉันจะเพิ่มภาษี Income Tax ตอนนี้ แบ็กเก็ตสูงสุดละ 35 จะเพิ่มทุกแบร็กเก็ตเลย แบ็กเก็ตละ 5% ให้เป็น 40 35 ไล่ลดก่อนลงไป >> ครับ >> คนประท้วงทั้งประเทศแน่นอน >> อือื >> คนด่าเล่เทะแน่นอนนะฮะ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเทศไทย 10% >> ครับ >> แค่นี้ก็โดนด่าแล้ว โดนด่าจนในที่สุดต้องลดลงไปเหลือ 6.3% >> อ >> นะฮะ บวกภาษีท้องถิ่นอีก 0.7% 7% ออกมา เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทุกครั้งที่กฎหมายนี้หมดอายุ คนก็จะรุมกันด่า จนต้องลดการเพิ่มภาษีเนี่ย ประชาชนรู้ว่าเขากำลังโดนเก็บภาษีเพิ่มขึ้น >> อืครับ >> จริงๆสาเหตุเดียวที่สาเหตุสำคัญเลยที่คนอเมริกันปลดแอกตัวเองจากอังกฤษก็คือโดนเก็บภาษี >> อื >> โดนเก็บภาษีในงานที่เขาทำ ถ้าตายรัฐบาลอังกฤษไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย แต่จะมาเก็บภาษี >> เออ เขามองว่ามันไม่แฟร์นะ เขาก็ลุกขึ้นมาประท้วง คนล้ม เอ่อไล่คนไล่ไล่จักรวรรดิอังกฤษออกไปจากแผ่นดินที่เขาก็เพิ่งไปยึดมานั่นก็ยืนตรงนั่งกันอยู่ตรงนั้น จะประกาศอิสรภาพขึ้นมา >> แต่การใช้จ่ายของรัฐเนี่ย มันสามารถทำให้เกิดเงินเฟ้อ แล้วเงินเฟ้อตรงเนี้ย กลายเป็นภาษีทางอ้อมที่ประชาชนไม่รู้ พอไม่รู้ก็ไม่โกรธ ไม่ประท้วง พอไม่รู้ก็รับกรรม แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไป แล้วก็พบว่าทำมาทั้งชีวิต ทำไมเก็บเงินไม่ได้ซักที ทำไมเงินเก็บที่เรามี ซื้อของไม่ได้ซักที บ้านที่เราเคยเล็งไว้ตอนเราเริ่มทำงาน บอกหลังละล้าน วันนี้เก็บได้ล้านนึงนะ แต่ตอนนี้สตาร์ทหลังละ 3 ล้านนะฮะ เราก็ไม่สามารถมีบ้านในความฝันเราได้ซักทีนึง >> อือ >> มันเกิดจากอะไร มันเกิดจากการที่มันมีภาษีตัวนึงที่สามารถเก็บเราได้ โดยที่เราไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ แล้วก็ไม่ได้รับรู้ด้วย มองมุมกลับอีกทีนึงว่าแบบ ถ้าเขาหยุด คือเหมือนตอนนี้มันดูเหมือนว่าเราจำเป็นที่จะต้องผลิตเงินเพิ่มใหม่ๆมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วถ้าในทางกลับกัน ถ้าแบบเราหยุดเพิ่ม Supply ของเงิน มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจครับ ทำไมที่ผ่านมาเขาถึงไม่สามารถลดปริมาณการเพิ่มเงินได้ครับ >>
อื คำถามนี้จริงๆมันค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะว่าระบบเศรษฐกิจปัจจุบันเนี่ย มันตั้งอยู่บนพื้นฐานของเงินที่ถูกผลิตเพิ่มเนี่ย มานานละนะฮะ เพราะฉะนั้นถ้าถ้าตอบสั้นๆตรงๆง่ายๆ ถ้าหยุดผลิตเงินตอนนี้ คือระบบเศรษฐกิจที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็จะพังลง >> อื >> ที่เห็นอยู่ตอนนี้ แต่เราไม่เคยตั้งคำถามว่าที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นระบบเศรษฐกิจที่ดีหรือเปล่า ความหมายของมันคืออะไร คือในระบบที่เงินเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆตลอดเวลาเนี่ยนะฮะ เรากำลังอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนฐานของหนี้ เงินในปัจจุบันไม่ได้มีทองคำแบ็คหลัง ไม่ได้มีสิ่งมีค่าอื่นอีกต่อไปแล้ว เงินถูกผลิตขึ้นมาจากหนี้ จนเกิดเป็นวาทกรรมที่เรามาถกเถียงกันว่าเงินคือหนี้ เอ่อในเชิงเศรษฐศาสตร์เราก็มองว่าเงินคือหนี้ แต่ก็จะมีนักบัญชีเถียงว่าเงินไม่ใช่หนี้ เงินเป็นสินทรัพย์ เราก็แบบมันทำเถียงทำไมวะ คนทำบัญชีไป >> อื นะ >> พอยท์คือเมื่อเงินมันสร้างขึ้นมาจากหนี้ แล้วทุกอย่างมันตั้งอยู่บนฐานของหนี้อ่ะ >> ครับ >> เงินมันเสื่อมค่าลงเรื่อยๆ แถมนอกเหนือจากนั้นเนี่ย เงินที่ได้ไปมันก็มีภาระในการใช้จ่ายในส่วนของหนี้สินนะฮะ ในการไฟแนนซ์หนี้สินต่างๆด้วย มันเป็นส่วนที่ส่งผลให้เศรษฐกิจต่างๆ ธุรกิจต่างๆที่เกิดขึ้นภายใต้ระบบเงินแบบเนี้ยอ >> มีสิ่งที่เรียกว่ามี Time Preference ที่สูงขึ้น คือมองมองผลประโยชน์ระยะสั้นขึ้นกว่าเดิม >> อื ไม่ได้คิดการไกล >> คิดการไกลไม่ได้ เพราะว่าต้องจ่ายดอกเบี้ย >> อื >> ทำธุรกิจ ถ้าไม่คุ้มทุนภายใน 3 ปี 5 ปี มันไม่มีทางคุ้มทุนแล้ว เพราะว่าเงินมันเสื่อมค่าลงตลอดเวลา >> ถูกมั้ย ถ้าเราเคย run Feasibility Study เราเราอาจจะใส่ อัตราเงินเฟ้อ 3% 4% แล้วเราพบว่าธุรกิจเราคืนทุน 11 ปี จริงๆมันไม่มีทางคืนทุนและ เพราะว่าในที่สุดแล้ว เงินที่เราได้มามันแพ้การเจริญเติบโตของเงินเฟ้อละ นั่นแค่เราให้แบบ Conservative Estimate ด้วย ถ้าเราใส่เงินเฟ้อเข้าไปตามปริมาณ Supply เงินที่เพิ่มขึ้นจริงๆ เราอาจจะเจอว่าเราต้องทำกำไรให้ได้ภายใน 2-3 ปี เพราะฉะนั้นการที่เราจะทำธุรกิจ วางแผนระยะยาว ทำบางสิ่งบางอย่างที่มันสร้างผลประโยชน์ระยะยาว 10 ปี 20 ปี ของพวกนี้จะถูกตัดตกไปทันที >> อื >> นะฮะ เมเจอร์ทุกทางต้องตอบภายใน 2-3 ปี ทุกอย่างเน้นการสร้างเร็ว ขายเร็ว ใช้เร็ว ทิ้งเร็ว ซื้อใหม่เร็ว เราเกิด เอ่อเค้าเรียกว่าเป็นแบบ Climate ของ Consumerism >> บางคนชอบเรียกว่านี่คือทุนนิยม ผมเรียกว่านี่คือหนี้นิยม >> หนี้นิยมมันไม่ใช่ทุนนิยม เพราะในระบบทุนนิยมเนี่ย สิ่งที่เป็นเค้าเรียกว่าเป็นเสาหลักของทุนนิยมคือการสั่งสมทุนทรัพย์อ >> แต่ปัจจุบันธุรกิจไม่ได้เกิดขึ้นจากการสั่งสมทุนทรัพย์ ธุรกิจเกิดขึ้นจากสินเชื่อ นะ ธุรกิจเกิดขึ้นจากหนี้ ใครสามารถเข้าถึงแหล่งผลิตเงินได้มากกว่า คือใครมีความสามารถในการเอื้อมมือไปหยิบเชื่อดอกเบี้ยต่ำกว่า คนนั้นมีทุนมากกว่า และมีและมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่า สิ่งนี้ drive ให้ธุรกิจขนาดเล็กต้องปิดตัว เพราะธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำได้ เขาไม่สามารถชนะได้จริงๆ ไม่ว่าจะมีปาฏิหาริย์อะไรก็ตาม ถ้ามันเริ่มต้นมาว่าต้นทุนของเงินทุนคุณไม่เท่ากัน >> ครับ >> มันไม่มีทางแข่งขันได้ถูกมั้ยฮะ อ่า ธุรกิจก็ต้องพยายามทำตัวให้ใหญ่ นำตัวให้โตเร็ว Grow ตลอดเวลา นะฮะ Culture ในการทำงานก็ จะเกิด Culture ที่เราจะชอบเรียกว่าเป็น Culture Job Shifter หรือ Jobing คนก็จะย้ายงานบ่อยๆ เพื่อที่จะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือธุรกิจขนาดเล็กก็จะกลายเป็นสถานที่ฝึกงานในที่สุด แล้วพนักงานทั้งหมดก็จะโหยหาการวิ่งเข้าไปหาองค์กรใหญ่ๆ ที่สามารถที่จะ Fair ที่จะจ่ายเงินในเดือนสูงๆให้เขาได้ >> อื >> อ่า แต่ว่าธุรกิจขนาดเล็ก แทนที่จะได้ใช้ประโยชน์จากพนักงานที่ฉันเพิ่งตั้งหน้าตั้งตาฝึกมาปี 2 ปีไปละ เอ่อต้องรับคนใหม่ มาฝึกใหม่ แล้วเดี๋ยวก็ไปอีกละนะ เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากต้นทุนก็แพงกว่า ความสามารถในการขยายตัวก็ต่ำกว่า เอ่อความสามารถในการแข่งขันก็ต่ำกว่า สิ่งที่เราเห็นทั่วประเทศและทั่วโลกเลยคืออะไร คุณเดินไปในเมืองก็ได้ ห้องแถวปิดตัวเต็มไปหมด เมื่อก่อนเรามีแบบว่า Scene ของแบบถนนที่เป็นถนนช้อปปิ้ง ช่วงนี้ถ้าจะมีร้านก็เป็นร้าน Chain >> อื >> อ่า เป็นแบรนด์ใหญ่ๆมาลง บางทีทำเป็นสไตล์แบรนด์ Local แต่จริงๆแล้ว Cover เวอร์ด้วย เอ่อกองทุนของแบรนด์ใหญ่ >> ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่นะฮะ ธุรกิจขนาดใหญ่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ในประเทศไทย เกิดขึ้นทั่วโลกนะครับ ในระบบเงินที่เรียกว่าเป็นระบบเงินที่สร้างจากหนี้ ในระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่าระบบหนี้นิยม >> อือ >> ระบบนี้จะพังลงถ้าการผลิตเงินหยุดลง >> อื >> พังลงแบบไหน จินตนาการนึกย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ช่วง The Great Depression ก็ได้ >> ก็คือหลายๆคนไม่มี >> 1929 เกิดอะไรขึ้น 1920 สิ่งที่เกิดขึ้น คือการผลิตเงินเฟ้อครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยนั้น >> อื >> หลังจากที่ก่อตั้ง Federal Reserve ค้นสงครามโลกครั้งที่ 1 Federal Reserve มีอำนาจในการผลิตเงินได้เยอะมากมายมหาศาล เทียบกับทองคำที่มีอยู่ตอนนั้น ยังไม่มีทองคำแบ็คหลัง แต่ทองคำแบ็คหลังแค่ 35% เงินที่ถูกผลิตมาใหม่อัดฉีดเข้าไปในระบบการเงิน ระบบธนาคาร เชื่อต้นทุนต่ำเกิดขึ้นมากมายเต็มไปหมด คนสร้างธุรกิจบนการกู้ยืม กู้หนี้ยืมสินมาประกอบธุรกิจ ตลอด 10 ปี นั้นเนี่ย ธุรกิจใหม่ๆ ยูนิคอร์นใหม่ๆ เกิดขึ้นบน Wall Street เยอะแยะเต็มไปหมด ใครลงทุนในตลาดหุ้น จิ้มไปตัวไหน เดี๋ยวก็รวย >> อื >> นะฮะ จนกระทั่งมันมาถึงเค้าเรียกว่า Limit ของการพิมพ์เงินนะ ปี 1929 สิ่งที่เกิดขึ้นคือทองคำในคลังของ Federal Reserve มันเหลือแค่ 35% ตามกฎหมาย เไม่สามารถผลิตเงินได้อีกแล้ว >> ครับ >> นะฮะ เพราะฉะนั้นการผลิตเงินก็ชะลอ เชื่อชะลอ ดอกเบี้ยเพิ่มตัวสูงขึ้น ธุรกิจเนี่ย มันอาจจะสามารถมีลูกค้า สามารถทำกำไรได้อยู่ แต่กำไรที่ทำอ่ะ ไม่สามารถเติบโตได้เร็วทันอัตราดอกเบี้ย นะฮะ ในที่สุดธุรกิจต่างๆที่เกิดขึ้นตั้งอยู่บนหนี้ก็ล่มสลาย พังลงไป >> อือ >> พังลงไปแล้วเกิดอะไรขึ้น ประชาชนก็เริ่มเก็บออม ประชาชนเริ่มเก็บออม ก็เริ่มเกิดการสั่งสมทุนทรัพย์ ใช้เวลาต่อจากนั้นประมาณ 4-5 ปี การสั่งสมทุนทรัพย์ก็ทำให้เกิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ >> แต่เป็นเศรษฐกิจที่อาจจะซาวกว่า มั่นคงกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วน่าเศร้าที่สุดคือ แทนที่จะสามารถให้กระบวนการนี้เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ รัฐบาลก็บอกว่าไม่ เราต้องแก้ไขสถานการณ์ ด้วยการยึดเอาเงินออมของประชาชนมาเป็นโรงรัฐ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 1933 และ 1934 ที่ประชาที่รัฐบาลยึดทองคำของประชาชนทั้งหมด ให้แลกเป็นดอลลาร์ แล้วก็ไม่คืนทองคำ จนถึงปี 1974 ถึงวันนี้ก็ไม่ได้คืนให้ไปซื้อเอาเองอ >> นะฮะ เอ่อ เรียกว่าไม่ได้คืน หมายความว่าออกกฎหมายห้ามประชาชนชาวอเมริกันถือทองคำ การถือทองคำมีความผิดทางอาญาใช่มั้ย เพราะฉะนั้นอันนี้คือประวัติศาสตร์ที่เราเห็น ปี 1929 เศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนระบบหนี้สินแทบจะพังทลายนะฮะ เกิดเรียกว่าเป็น Black Monday Black Tuesday Back Thursday เต็มไปหมดใช่มั้ย เป็นประวัติศาสตร์ของเรา เรามานั่งโทษว่านั่นคือผลจากเงินฝืด >> อื >> ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์จริงๆ เราจะเห็นว่า เป็นผลจากเงินเฟ้อ >> อ >> เงินเฟ้อ มหาศาลที่ติดข้อจำกัดทางกฎหมาย แล้ววิธีแก้ปัญหาของเขาคืออะไร คือเอาข้อจำกัดออก >> อื้อหือ >> เออ ปี 1933 ยึดทองคำไป ทองคำเอ๊ะคลังมีทองคำมากขึ้น ปี 1934 ปรับอัตราแลกเปลี่ยนทองคำ ทองคำในคลังมีมูลค่ามากขึ้น พิมพ์เงินได้อีกไม่จำกัด เข้าสู่ Bretton Woods ยัดดอลลาร์ไปสู่ประเทศต่างๆ ให้ถือดอลลาร์ พิมพ์เงินได้อีกไม่จำกัดต่อทองคำแต่ละประเทศเข้าคลัง พิมพ์เงินได้อีกมหาศาล จนในที่สุดสายป่านก็จบปี 1971 >> ครับ >> ยกเลิกทองคำไปเลย >> จบนะฮะ คราวนี้อยากจะพิมพ์เท่าไหร่ก็พิมพ์ได้ >> อือ >> เพราะฉะนั้นตรงนั้นน่ะ เป็นจุดที่ระบบเงินเฟียดเนี่ย เข้าสู่เรียกว่าร่างสุดท้ายก็พิมพ์ใน 971 >> อือ >> คราวนี้ถ้ามันพังลงมันจะเกิดอะไรขึ้น ผมมองว่าจะเกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจในลักษณะที่เศรษฐกิจฉาบฉวย ธุรกิจฉาบฉวยต่างๆ ธุรกิจที่ไม่สามารถทำกำไรได้ ธุรกิจที่ไม่มี Positive Cash Flow จะค่อยๆตายไป ในภาวะที่ผู้คนเกิดความเค้าเรียกว่า ตระหนกตกใจและไม่แน่นอนกับอนาคต คนก็จะเริ่มเก็บออมมากขึ้น >> ครับ >> และการเก็บออมจะนำไปสู่การสั่งสมทุนทรัพย์ ในที่สุดทุนทรัพย์ที่ถูกสั่งสม ก็จะกลายมาเป็นทุนในการลงทุน แล้วเกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมา วงจรธุรกิจธรรมชาติมันทำงานแค่นี้ >>
เงินเฟ้อ หรือว่าปริมาณเงินมันเพิ่มสักปีละประมาณ 5% แปลว่าเราจำเป็นที่จะต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า 5% หรือเปล่า เพื่อที่จะทำให้เราไม่สูญเสียความมั่งคั่ง หรือว่าจริงๆมันมีมาตรวัดตัวอื่นที่เราสามารถใช้อ้างอิงได้ครับ >>
ถูกต้องครับ แค่นั้นแหละนะฮะ ซึ่งจริงๆมันน่าเศร้ามากเลย วันก่อนผมเห็นทวีตอันนึง >> ครับ >> นะที่แบบแชร์กันเยอะมาก มันเป็นคนคนนึง เขาบอกว่าเกลียดการลงทุนนะ เกลียดการเทรดหุ้น เกลียดอะไร เกลียดการที่คนพวกนี้ทำเงินได้แล้ว แล้วเอ่อคุณตาที่ขายของโดนกดขี่อะไรเงี้ย แบบ >> เป็น sentiment ที่แบบ ในใจนึงเราก็จะรู้ สึกว่าแบบ การลงทุนสำคัญนะ คุณต้องเรียนรู้นะ >> อ >> แต่ในอีกใจนึงเราก็เห็นด้วยกับเขา เพราะว่าโลกปัจจุบันตอนเนี้ย เป็นโลกที่บังคับให้ทุกคนต้องลงทุน ไม่ไม่งั้นจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้ แต่ประเด็นคือโลกมันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ มันมีมั้ยโลกที่เราตั้งใจทำงาน ขยันขันแข็ง สร้างผลประโยชน์ให้คนอื่น ได้กำไรมาเก็บออม แล้วสามารถที่จะมีชีวิตที่มั่นคงได้ >> อื >> นี่คือโลกในยุคสมัยมาตรฐานทองคำ >> อื >> มันเกิดขึ้นได้ มันคือสิ่งที่ทำให้เมื่อก่อนมันมีคำว่าในอเมริกาตอนปลดแอกจากอังกฤษก็ถึงมีคำว่า American Dream เกิดขึ้น คำว่าความหมายของ American Dream คือแค่นี้เอง ถ้าคุณทำงานขยันขันแข็ง ทำงานหนัก เก็บออม คุณจะสามารถมีชีวิตที่มั่นคงได้นะฮะ เป็นความฝันที่คนในสมัยก่อนแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถเกิดขึ้นนะฮะ คราวนี้เนี่ย >>
ในปัจจุบันพอเงินมันเกิดขึ้นจากหนี้แล้ว เงินมันมีมูลค่าลดลงเรื่อยๆ มันกลายเป็นว่า ทำแค่นั้นไม่พอละ >> อ >> เออ เราเก็บออมไม่พอละ >> เพราะเงินออมของเราจะเสื่อมค่าลงไปเรื่อยๆ เรานึกว่าเสื่อมค่าปีละ เอ่อ 5% นิดเดียว มันทบต้นใช่มั้ย มันทบต้นขนาดไหน คิดง่ายๆ ถ้าคุณเก็บออมเป็นเงิน ถ้าคุณปู่คุณย่าของคุณเก็บออมเป็นเงินมาตั้งแต่ say ว่าก่อนปี 1971 ถึงปัจจุบันน่ะ เงินคุณหายไปแล้ว 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ อำนาจจับจ่ายใช้สอยหายไปแล้ว 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้าเก็บมาตั้งแต่ปี 1913 ปัจจุบัน >> อือ >> เงินที่คุณปู่คุณย่าฝังใส่โอ่งเอาไว้กะให้ลูกหลานมีชีวิตสบายไปตลอดชั่วโคตรเนี่ย อาจจะประมาณ 5,000 บาทเนี่ยนะฮะ วันนี้ทำอะไรได้ >> เออ ทำอะไรก็ไม่ใช่มั้ย >> นะฮะ โอห เมื่อก่อนมีเป็นบาท มีเป็นพันเนี่ย เรียกว่ามหาเศรษฐีอ่ะเนาะ >> นะฮะ >> เอ่อ มันทำอะไรไม่ได้ เงินออมไม่สามารถตอบโจทย์ผู้คนธรรมดาได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นคนก็เลยต้องหนีไปสู่การลงทุน >> แล้วการลงทุนก็ไม่ใช่การลงทุนธรรมดาด้วย เราพูดถึงการลงทุนเนี่ย จริงๆได้กำไร 1% 2% ก็คือกำไร แต่ไม่ใช่เพราะว่าเงินทุนของคุณเสื่อมค่าอย่างน้อย 5% ต่อปี จริงๆ คุณต้องไปดูอัตราการผลิตเงินของดอลลาร์ ซึ่งจะอยู่ประมาณ 5-6% ต่อ ครับ >> แล้วก็ compound ด้วยอัตราการผลิตเงินของประเทศของคุณอีก เพราะว่าอย่าลืมว่าเงินในแต่ละประเทศอ่ะ back ด้วยดอลลาร์ เพราะฉะนั้นมูลค่าของเงินทุกประเทศอ่ะ เวลาอเมริกาพิมพ์เงิน มันไม่ใช่คนอเมริกาจนลง >> อื >> เขาปล้นจากคนทั้งโลก แต่เวลารัฐบาลท้องถิ่นพิมพ์เงินน่ะ เขาปล้นจากเฉพาะคนในพื้นที่เขานะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ย ประชาชนในแต่ละพื้นที่ก็จะถูกปล้นจาก 2 ทางตลอดเวลา >> อื >> ผมใช้คำว่าถูกปล้น เพราะมันเป็นอย่างงั้นจริงๆ มันเหมือนคุณทำงานเก็บเงินมาทั้งชีวิต แล้วคุณมีโจรอยู่ในบ้าน เก็บให้ตายแล้วไม่รวยฮะ ถ้าถ้าคุณไม่ไล่โจรออกไป ยังไงคุณก็
ไม่รวยคราวนี้ คุณก็มาแก้ปัญหาด้วยการที่เราบอกว่าเราไล่โจรไม่ได้ เพราะฉะนั้นเนี่ย เราต้อง เราต้องหาเงินให้เร็วขึ้นแทน
เอก็เอาเงินไปลงทุน เราก็ต้องไปแสวงหาผลกำไรสูงๆ ด้วย ซึ่งผลกำไรสูงๆ ก็จะตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงตามด้วย เออ เราจะเห็นว่า Investment Instrument ที่ความเสี่ยงต่ำๆ เช่นไปซื้อพันธบัตรซื้ออะไรต่ออะไร ไม่สามารถให้ผลตอบแทนเกินเงินเฟ้อได้
อื
เพราะมันคือตัวสร้างเงินเฟ้อมันไม่สามารถให้ผลตอบแทนเกินปัญหาที่มันสร้างขึ้นมาได้ใช่มั้ย เพราะฉะนั้น คุณก็จะต้องไป seek out ความเสี่ยง seek out risk ต่างๆ นานาไปลงทุนกับหุ้นไปปั่นไปเล่นคริปโตไปอะไรต่ออะไรทั้งหลาย แล้วถ้าโชคดีก็ดีไปก็รวยไปเราก็จะเห็น success story ของคน ที่แบบว่าโอ้โห ทุ่มทุนไปกับหุ้น Apple แล้วก็ร่ำรวยมหาศาลครับ
แต่นั่นก็เป็นเรื่องของคนหนึ่งในร้าน
อือ
นะฮะ กับอีกหลายคนที่หนีเงินเฟ้อมาเจอตลาดหุ้นในที่สุดก็หมดตัวกลับไปทำงานต่อไม่สามารถเกษียณได้ อันนี้เป็นเรื่องของคนอีก 900,000 กว่าคนมากกว่า
อื
ใช่มั้ย ผมว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะฮะ เป็นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่เกิดขึ้นกับโลกมากๆ ว่าทำไมการทำงานสุจริตและการเก็บออมไม่สามารถทำให้เรามีชีวิตที่มั่นคงได้
อื
แล้วถ้าอย่างเราจำเป็นที่จะต้องลงทุนนะ ครับ อาจารย์จะให้แนวคิดยังไงว่าเราควรที่จะมองสินทรัพย์แบบไหนในการลงทุนเพื่อที่จะสามารถรักษามูลค่าของเงินของเราเอาไว้ได้ครับ
ถ้าสมัยก่อนผมก็บอกว่าเออ ก็ตั้ง target ไว้ที่เงินเฟ้อเนี่ยแหละใช่มั้ย เงินเฟ้อเราอาจจะตี 5% 6% ตีให้มันสูงกว่าที่รัฐบาลประกาศนะฮะ แล้วเราก็ต้องเอาชนะตรงนั้นเราก็หาวิธีการลงทุนเอ่อ กำไร 10% 15% เปอร์เซ็นต์ต่อปีอะไรอย่างเงี้ยนะฮะ ถ้าเงินพอร์ตเล็กๆ อาจจะได้สัก 20 อะไรอย่างงี้
แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปพอเราศึกษาตรงนี้มากขึ้นเนี่ย สิ่งที่อยากจะให้หลายคนตระหนักก่อนที่จะพูดว่าจะไปลงทุนอะไรดีจะไปซื้อหุ้นจะไปซื้อทองจะไปซื้อ bitcoin จะไปทำอะไรต่ออะไรเนี่ย อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องการลงทุนให้คิดถึงแหล่งเก็บเงินก่อนว่าทุกวันนี้เนี่ย คุณทำงานหาเงินได้เงินเดือนมาคุณเก็บเงินที่ไหนคุณสามารถที่จะได้เปรียบคนอีกมหาศาลได้มากๆ เลยถ้าคุณเลือกที่เก็บเงินที่ดีกว่า
ถูกมั้ย
วันก่อนผมมีโอกาสขึ้น Grab นะฮะ แล้วก็เขาบอกว่าเขาจำหน้าผมได้จาก YouTube แต่เขาบอกไม่เห็นด้วยกับ bitcoin
โอเค
เอ่อ เขาเก็บออมในทองคำแล้วก็บอกแค่นี้เนี่ย คุณเอาชนะคนได้ 99 คนเอ้ย 99% บนโลกนี้แล้วนะ
เพราะคุณมี store value ที่ดีกว่าเงินเฟ้อคือคนอื่นนั่งอยู่เฉยๆ เงินถูกต้น 5-6% ต่อปีเงินของคุณรักษามูลค่าได้ มันมี fluctuation แน่นอนนะฮะ มันมีเหวี่ยงขึ้นมันมีเหวี่ยงลงแต่ระยะยาวทองคำรักษามูลค่าได้นะ อาจจะรักษามูลค่าได้ไม่ดีเท่า bitcoin แต่ว่า
รักษามูลค่าได้
นะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ย แค่เลือกว่าจะเก็บออมที่ไหนก็เป็นการติดกระดุมเม็ดแรกที่ที่จะบอกได้แล้วว่าชีวิตต่อไปในด้านการลงทุนคุณจะต้องเหนื่อยแค่ไหน
อื
ถ้าคุณติดกระดุมเม็ดแรกดีแล้วสมมุติเงินออมของคุณมันโตพอๆ เงินเฟ้อถ้าเก็บทองคำเราไปดูในประวัติศาสตร์คุณจะเจอว่ามันโตพอๆ กันปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นแหละมันมี fluctuation เหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงแต่ว่าขึ้นไปเป็นเส้นเดียวกันถ้าเส้นกลางของมันก็คือปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น
อื
ถ้าเราเอาปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นมาหารออกไปจากราคาทองคำ
อื
สิ่งที่จะพบคือราคาทองคำตลอดตั้งแต่ปี 1913 ถึงปัจจุบันน่ะแทบจะเป็นเส้นตรง
อื
มี inflation ขึ้นลงนิดนึงแต่ว่าวิ่งอยู่เป็นเส้นตรงเป็นไซเวย์อย่างงี้
อือ
เพราะว่าอะไร เพราะว่าจริงๆแล้วเงินไม่ได้เปลี่ยนมูลค่าหน่วยเงินที่เราใช้ต่างหากที่เสื่อมมูลค่าลง
อื
นะครับ ถ้าคุณมีเงินที่ไม่เสื่อมแล้วจำเป็นต้องลงทุนให้เกินเงินเฟ้อมั้ย
ก็อาจจะไม่ต้อง
กำไร 1% ก็คือกำไรเพราะว่าเงินเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่เสื่อมจำเป็นต้องวิ่งหาความเสี่ยงเหรอไม่
ไม่ต้อง
ใช่มั้ยฮะ เราก็สามารถมองหาวิธีการลงทุนที่ปลอดภัยขึ้นได้ลดความเสี่ยงลงได้
นะครับ เพราะว่าแต่หลายคนจะมองว่าการซื้อทองคำไม่คือการลงทุนคือถ้ามองอย่างเงี้ยมันสับสนเราก็จะไปมองว่าตรงนี้ก็ต้องมี performance ของมันอะไรอย่างเงี้ย
ผมให้แยกเลยว่าการเก็บออมเป็น stage ที่ 1
อือ
Store of Value ของเราคืออะไร
อื
ทองคำที่ดิน bitcoin บางคนใช้รถหรูนาฬิกาหรูคืออะไรก็ได้แล้วแต่คุณชอบอะไรแต่ว่า Store value ของคุณต้องทำหน้าที่ที่ดีคือต้องรักษามูลค่าได้เมื่อเวลาผ่านไป แล้วเมื่อเรามี Store Value ที่ดีแล้ว เอา Store Value ไปลงทุนเราจะเข้าสู่ระบบทุนนิยมนะฮะคือการเริ่มต้นจากการสั่งสมทุนแล้วนำเอาทุนที่เรามีไปลงทุนคุณเลือก Store Value ที่ดีคุณจะเจอว่าการลงทุนของคุณคุณไม่ต้องแข่งกับเงินเฟ้อ
อื
คุณเลือก Store Value ผิดคุณไปเก็บเป็นเงินเฟ้อชีวิตของคุณเนี่ยผมชอบเปรียบเทียบว่าเหมือนคนอื่นเค้าถ้าคุณเก็บทองคำเนี่ยเหมือนคุณใช้ชีวิตด้วยการเดินขึ้นบันไดปกติถ้าคุณเก็บเงินเฟ้ออ่ะเหมือนคุณวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนผิดด้านอ่ะ
อ๋อมันวิ่งไปแล้วออกแ
เอ บันไดเลื่อนมันลงแต่คุณไม่ขึ้นอันเนี้ยนะครับ คุณต้องออกแรงเยอะกว่าคนที่ว่าขึ้นบันไดปกติเยอะเลย
อื
เออ มันอาจจะมีนิดนึงว่าถ้าคุณเก็บบitcoin คุณขึ้นบันไดเลื่อนถูกด้าน
อะไรอย่างงี้
อ่ะ ที่อาจารย์บอกว่า bitcoin สามารถรักษา มูลค่าได้ดีกว่าทองคำอาจารย์วัดจาก Performance ยังไงบ้างครับ
ที่จริงๆ bitcoin อายุมันสั้นมากนะฮะ พูดไปอย่างงั้นก็แบบอ่ะหังการไปนิดนึงแต่ว่ามันก็เป็นอย่างนั้นแหละนะครับ เราก็ดูราคา bitcoin เทียบกับดอลลาร์ก็ได้ดูการเจริญเติบโตของมันแต่จริงๆ Bitcoin เนี่ยมันไม่เหมือนทองคำตรงที่ bitcoin มันเพิ่งเกิดขึ้นเพราะฉะนั้นมันจะมีสิ่งนึงที่ทองคำอาจจะแผ่วลงไปเยอะแล้วคือเค้าเรียกว่า Price Discovery
อื
คือตลาดกำลังค่อยๆ ค้นพบและให้ค่ามันเพราะฉะนั้นเนี่ยมันมีคนที่เพิ่งเข้าใจมันแล้วก็เริ่มให้ค่ามันเกิดขึ้นใหม่อยู่เรื่อยๆ อันเนี้ยส่งผลให้นอกเหนือจากจะรักษา มูลค่าได้แล้วเนี่ยมันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นด้วยเมื่อเวลาผ่านไปทองคำเนี่ยมัน saturate ในลักษณะที่ว่าทุกคนบนโลกรู้จักทองคำรู้จักว่ามันคือ store value ที่ดี
อือ
มันรักษามูลค่าได้แต่มูลค่ามันอยู่เท่านี้แหละ
อื
นะ มันอยู่เท่านี้มาหลายพันปีแล้วแล้วมันก็อยู่เท่านี้แหละมันคือ safe ของทุกคนแต่สำหรับ Bitcoin เนี่ยเราต้องเข้าใจ fundamental ของมันก่อนว่าทำไมผมถึงมองว่ามันเป็นเครื่องมือเก็บรักษามูลค่าที่ดีได้นะฮะ พื้นฐานของ bitcoin เนี่ยเกิดขึ้นจากการที่มันเป็นระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีใครสามารถเข้ามาแทรกแซงนโยบายทางการเงินของมันได้พูดอย่างงี้ฟังดูมันแปลว่าอะไรวะคล้ายๆทองคำแหละฮะ
นโยบายทางการเงินพูดง่ายๆเป็นศัพท์หรูๆ ของการบอกว่าเอ่อ คุณจะผลิตเงินเพิ่มผลิตเงินนี้เพิ่มขึ้นได้มั้ย
อื
นโยบายที่ควบคุมอัตราการผลิตเงินของทองคำคืออะไร Physic
อื
ถูกมั้ย
การเอาไปขุดออกมาแรงที่คุณต้องใช้งานที่ที่คุณต้องทำในการขุดออกมาปริมาณทองคำในโลกกำหนดด้วยอะไรกำหนดด้วยการเกิดระดับของดาวฤกษ์นะฮะ Super Nova ที่มาเปลี่ยนธาตุเหล็กให้มันมีไอออนเพิ่มขึ้นกลายเป็นทองคำกลายเป็นโลหะต่างๆแล้วก็มีทองคำเกิดขึ้นด้วยเพราะฉะนั้นคือคุณไม่สามารถเคาะทองคำเพิ่มขึ้นในสมุดบัญชีได้สิ่งที่ควบคุมปริมาณของมันที่มีในผิวโลกคือฟิสิกส์ สิ่งที่ควบคุมอัตราการผลิตของมนุษย์ในการเปลี่ยนทองคำจากผิวโลกขึ้นมาเป็นทองคำที่เราใช้งานคือเวลาของมนุษย์และแรงงานของมนุษย์แตกต่างจากเงินเฟ้อที่สิ่งที่ควบคุมการผลิตของมันคือกฎหมาย
ซึ่งสามารถเปลี่ยนได้ซึ่งทำให้ทุกๆ ไม่กี่เดือนเราต้องมานั่งฟังตาแก่คนนึงบอกว่าฉันจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือลดอัตราดอกเบี้ยแล้วก็เฮโรตามกันไป
อือ
อ่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันมีคือนโยบายการเงินที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ bitcoin เหมือนกันเลยมีนโยบายการเงินที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้นะฮะ ในโค้ดของ bitcoin กำหนดอัตราการผลิต bitcoin เอาไว้ตายตัว
แล้วทุกคนที่เป็นผู้ใช้งาน bitcoin ที่เรียกว่าตัวเองเป็นผู้รันโหนดเนี่ยมีเป็นแสนคนทั่วโลกก็จะทำหน้าที่ปกป้องโค้ดนี้ไม่ให้มีใครหน้าไหนมาเปลี่ยนเราไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงตรงนี้แล้วก็มันไม่ได้ใช่ระบบที่สามารถมีใครมีอำนาจมาบังคับให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงได้
อื
นะครับ เพราะฉะนั้นกฎตรงนี้เนี่ยที่โหนดทุกคนปกปักรักษาเอาไว้กำหนดว่า bitcoin จะถูกผลิตขึ้น 50 bitcoin ทุกๆ 1 บล็อกเป็นเวลาเอแล้วทุกๆ 210,000 บล็อกจะลดลงครึ่งนึงไปเรื่อยๆจนในที่สุดเมื่อพ้นประมาณ 2 ล้านกว่าบล็อกที่ประมาณปี 2140 เนี่ยอัตราการผลิตก็จะเหลือ 0 ก็คือไม่มี bitcoin ผลิตขึ้นมาใหม่อีกทำให้
อื
มันมีปริมาณและอัตราการผลิตที่ตายตัวและกำหนดตั้งแต่วันแรกนะฮะ มันไม่สามารถยึดได้อ่า การเป็นเจ้าของ private key คือการเป็นเจ้าของความทรงจำในหัวไม่มีใครมาอายัดเงินของคุณได้
นะ มันไม่สามารถปลอมแปลงได้
Bitcoin ในระบบทั้งหมดตั้งอยู่บนระบบบัญชีกระจายศูนย์ซึ่งทุกโหนดสามารถทำการตรวจสอบระหว่างกันตลอดเวลาและคอยเช็คกันตลอดเวลาว่าไม่มีการเสก bitcoin จากอากาศเกิดขึ้น bitcoin ปลอมแปลงไม่ได้เพราะทุก bitcoin ที่ใช้ในระบบนั้นเนี่ยจะต้องสามารถถูกสืบย้อนหลังกลับไปที่จุดกำเนิดของมันว่ามันเกิดขึ้นที่บล็อกไหนได้หมดทุกซาโตชิในทุกธุรกรรมที่มีการกระทำนะเราไม่สามารถอยู่ดีๆมี bitcoin เกิน 21 ล้านที่ไหนใส่เข้ามาในระบบได้เพราะมันใส่เข้ามาไม่ได้มันต้องเกิดขึ้นในระบบและพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นในระบบเท่านั้นด้วยระบบบัญชีที่ทุกโหนดทุกคนช่วยกันตรวจสอบตลอดเวลาเพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าความแข็งแกร่งของมันมีในเชิง fundamental
ครับ
สิ่งที่มันเหนือทองคำคือมันเป็นอิเล็กทรอนิกส์มันสามารถส่งข้ามโลกได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีหรือไม่กี่วินาที
อื
นะครับ สิ่งที่มันด้อยทองคำคือมันอายุ 17 ปี
อาจจะต้องการเวลาพิสูจน์
มันต้องการเวลาพิสูจน์ตัวเองอีกเยอะมันต้องการเวลาให้คนเข้าใจมันอีกเยอะนะแต่ว่าใน 17 ปีของมันเนี่ยนะฮะมันค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นมาผมชอบดูกราฟ Bitcoin อาจจะดูเป็น log scale เราจะเห็นว่ามันก็มีผันผวนมี fluctuation ของมันตามลักษณะของ money ทั่วไปทองคำก็มี fluctuation
แต่ว่าฐานของมันเนี่ยค่อยๆ ยกสูงขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆๆเรๆๆเรๆๆเรๆๆตลอดเวลาเมื่อเทียบกับดอลลาร์คือมันกำลังค่อยๆ เกิด price discovery คนค่อยเข้าใจแล้วเห็นค่ามันมากขึ้นเรื่อยๆนะ ครับเพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าพิจารณาตามนี้ตราบใดที่นโยบายการเงินของ bitcoin ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงนะตราบใดที่ระบบของมันยังสามารถต้านทานความพยายามในการควบคุมและรวมศูนย์โดยรัฐบาลได้
อื
มันก็ยังเป็นระบบเงินสดที่แข็งแกร่งคล้ายๆทองคำ
อื
แต่ว่าสามารถเดินทางข้ามโลกได้ในไม่กี่วินาทีนะฮะ แต่แน่นอนว่าอันเนี้ที่ที่ต้องอธิบายยาวหน่อยเพราะว่าผมก็จะชอบพูดเสมอว่าถ้าพวกนี้เปลี่ยนแปลงถ้าอยู่ดีมีคนบอกว่าฉันควบคุมกฎของ bitcoin ได้เออฉันโน้มน้าคนอื่นในโลกนี้ได้เหมือนเหมือนตัว mu ใน The Foundation ที่สามารถล้างสมองผู้คนได้อะไรอย่างเงี้ย มันก็อาจจะเปลี่ยนแปลง Fundamental ของ Bitcoin ได้แต่วันนี้ต้องบอกว่า Fundamental มันยังแข็งแกร่งอยู่ในฐานะเป็นการเป็น store value
อืฮะ
มันก็เป็นหนึ่งตัวเลือกที่สำคัญในการเป็น store value ที่ผมพิจารณาปัจจุบันหมอจะใช้ทองคำกับ bitcoin เป็นในทำหน้าที่ในส่วนของ Store Value
อื
โอเค ชัดเจนทีเดียวครับก็เชื่อว่าวันนี้หลายๆคนก็คงจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆว่าปริมาณเงินที่มันเพิ่มขึ้นเนี่ยมันมาจากหลายๆปัจจัยไม่ว่าจะเป็นระบบการเงินที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบันการกู้ยืมพฤติกรรมโดยรวมกว่าคนในระบบเศรษฐกิจหรือว่านโยบายต่างๆของรัฐซึ่งเราจะจัดการเงินในกระเป๋าของเรายังไงให้ไม่ถูกทำให้เสื่อมมูลค่าหนึ่งในทางเลือกก็จะเป็นเรื่องของการลงทุนและการหาทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าเอาไว้ได้แต่ว่าสินทรัพย์อันนั้นจะเป็นอะไรก็อาจจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลายๆคนจะต้องไปคิดกันต่อวันนี้ขอบคุณอาจารย์ตั๊มมากๆครับ
ครับผมครับสวัสดีครับ
งานรวมสุดยอดวิธีสร้างความมั่งคั่งงานใหญ่สุดที่ลงทุนแมนเคยจัดไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการนักลงทุนหรืออยู่ในสายการตลาดถ้าอยากก้าวกระโดดไปอีกขั้นห้ามพลาด ลงทุน Man Summit 2025 อัดแน่นความรู้จากวิทยากรแนวหน้าของประเทศมากกว่า 30 ท่านจัดเต็ม 15 session 2 main stage พร้อมสุดพิเศษที่คุณจะได้เรียนรู้แบบลงมือจริงถอดรหัสความสำเร็จจากแบรนด์ระดับประเทศเปิดมุมมองจากนักลงทุนระดับตำนานและนักลงทุนชั้นแนวหน้าพร้อมกับเจาะลึกโลกสินทรัพย์ทางเลือกอัปเดต insight เทรนด์การตลาดที่กำลังมาแรง และห้ามพลาดโซนบูทที่รวมทุก solution ธุรกิจ การเงินการลงทุนไว้ในที่เดียว นี่ไม่ใช่แค่งานสัมมนาแต่นี่คือโอกาสที่อาจเปลี่ยนอนาคตทางการเงินของคุณไปตลอดชีวิตบัตรราคา 1,990 บาททาง Ship Event จองตอนนี้ก่อนโอกาสนี้จะเป็นของคนอื่น