📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เราจะสร้าง Data Center ในอวกาศไปทำไม | เดอะวิทย์ด้อม

BT beartai22:12

Transcription

เวลาเราพูดถึงคำว่า Data Center นะคะ ภาพในหัวของพวกเรามักจะเป็นตึกสีเทาๆ ที่มีท่อเยอะๆ ห้องเครื่องแอร์เย็นจัดๆ แล้วก็ตู้คอมพิวเตอร์เรียงกันเป็นแถวเหมือนกับเมืองเล็กๆ ของชิปแล้วก็สายไฟใช่ไหมคะ

แต่ถ้าเราลองถอดภาพพวกนั้นออกไปนะคะ แล้วมองให้ลึกลงไปกว่านั้น คำถามสำคัญจริงๆ ก็คือ มนุษย์กำลังสร้างอะไรอยู่กันแน่ และมันกินทรัพยากรจากโลกมากแค่ไหน ทุกวันนี้นะคะ คอมพิวเตอร์ไม่ได้แค่ช่วยพิมพ์งานหรือว่าเล่นอินเทอร์เน็ตอีกต่อไปนะคะ แต่มันกำลังถูกใช้สร้างโมเดล AI ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต้องการพลังงานมหาศาล และศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ จนเริ่มมีคำถามว่าโลกใบนี้จะมีไฟฟ้าเพียงพอหรือเปล่า จะมีที่ให้สร้าง Data Center เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้จริงหรือเปล่า

แล้วก็มีอีกแนวคิดนึงที่โผล่ขึ้นมา แนวคิดที่ฟังดูบ้า แต่กำลังถูกพูดคุยกันอย่างจริงจังมากในวงการ นั่นก็คือการย้าย Data Center ขึ้นไปอยู่บนอวกาศ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ตรงๆ ไม่มีกลางคืน ไม่ต้องแย่งไฟกับคนบนโลก และระบายความร้อนทิ้งออกไปยังความว่างเปล่าของจักรวาล มันฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีบริษัทเทคโนโลยีจริงๆ ที่กำลังออกแบบสิ่งนี้อยู่นะคะ

และสิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือ บางทีคำตอบอาจไม่ใช่การเลือกว่าควรสร้างบนโลกหรือในอวกาศ แต่เป็นการออกแบบสมดุลใหม่ระหว่างเทคโนโลยี ความต้องการพลังงาน และอนาคตของมนุษย์ทั้งหมดค่ะ วันนี้เฌออยากชวนทุกคนนะคะ มาดูไปพร้อมกันว่าแนวคิด Data Center ในอวกาศ มันเป็นแค่ความฝัน หรือมันกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกเรา และที่สำคัญ เราควรถามอะไรกับมันก่อนที่ทุกอย่างจะเดินต่อไปค่ะ

VCAT รวมที่สุดของ Gadget ระดับโลกไว้ให้คุณมีครบทั้งเคสตัวท็อป UAG, Arc, House, Pit้า และแบรนด์ดังอีกเพียบ หรือเครื่องเสียงระดับโลกอย่างเคฟก็รวมมาให้แล้ว มองหา Gadget พรีเมี่ยมของแท้ มองหาสติกเกอร์ Trusted by VCAT >>

ตลอด 60 ปีที่ผ่านมานะคะ แนวคิดพื้นฐานของคอมพิวเตอร์คือ ทำอย่างไรให้คำนวณได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้พื้นที่เท่าเดิมหรือว่าเล็กลงกว่าเดิม ในยุคแรกเราอาศัย CPU ที่ทำงานทีละคำสั่ง และความก้าวหน้าถูกขับเคลื่อนด้วยกฎที่เรียกว่า กฎของมัวร์ จำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เครื่องเร็วขึ้นโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากจนเกินไป

แต่เมื่อชิปเริ่มเล็กจนเข้าใกล้ขีดจำกัดทางฟิสิกส์ ปัญหาความร้อนและการสูญเสียพลังงานก็กลายเป็นคอขวด โลกคอมพิวเตอร์จึงต้องมองหาวิธีใหม่ นั่นคือ การไม่เพิ่มความเร็วในการคิด แต่เพิ่มจำนวนของสมองแทน ในขณะที่พร้อมๆ กันนั้น โลกก็กำลังสร้างสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ อินเทอร์เน็ตค่ะ

อินเทอร์เน็ตในยุคแรกเริ่มเกิดจากแนวคิดว่า ระบบสื่อสารต้องไม่พังเพราะจุดใดจุดหนึ่งเสียหาย แนวคิดของมันคือหั่นข้อมูลเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วให้วิ่งไปตามเส้นทางที่ดีที่สุด ก่อนรวมกันที่ปลายทาง มันเป็นเครือข่ายที่กระจายศูนย์โดยธรรมชาติ ไม่มีหัวใจดวงเดียว และในช่วงแรกๆ เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องทำงานของตัวเองเป็นหลัก ใช้พลังงานไม่มากนัก อินเทอร์เน็ตเป็นแค่ท่อที่ช่วยส่งข้อมูลไปมา

แต่เมื่อกราฟิก วิดีโอ และบริการออนไลน์เริ่มซับซ้อนขึ้น โลกจึงเข้าสู่ยุค GPU ชิปที่เดิมถูกสร้างมาเพื่อวาดภาพ แต่กลับเหมาะมากกับงานคำนวณทางคณิตศาสตร์แบบขนานจำนวนมหาศาลค่ะ นักวิจัยค้นพบว่ามันทำให้การเรียนรู้ของ AI เร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด

และเมื่อ Cloud Computing เข้ามานะคะ เราก็เริ่มย้ายทั้งข้อมูลและการคำนวณไปอยู่ในศูนย์ข้อมูล แทนที่จะทำบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ผลก็คือภาระพลังงานที่เคยกระจายอยู่ตามบ้านแล้วก็สำนักงานต่างๆ เนี่ย ค่อยๆ ถูกดึงไปรวมกันอยู่ที่ Data Center มากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

จากนั้นนะคะ โลกก็ก้าวเข้าสู่ยุคของชิปเฉพาะทางอย่าง TPU และ AI Accelerator ที่ออกแบบมาเพื่อ AI โดยตรง ทำงานเร็วขึ้น ประหยัดกว่าเมื่อเทียบต่อ 1 ชิ้นงาน แต่ทุกครั้งที่เราทำให้เครื่องมือดีขึ้น เราก็ขยายขนาดความฝันตามไปด้วย โมเดล AI นะคะ โตขึ้นจากระดับไม่กี่ล้านพารามิเตอร์ ไปเป็นหลายหมื่นล้านอย่าง GPT, LMA, Gemini และอีกมาก นายไม่ได้แค่ใหญ่ขึ้น แต่ต้องเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์นับหมื่นเครื่องเข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายความเร็วสูง

สิ่งที่เคยเป็นเครือข่ายวิจัยเรียบง่ายนะคะ กลายเป็นโรงงานคำนวณขนาดมหึมาที่ทำงานตลอดเวลา และนี่คือจุดที่คำว่า "กินไฟ" เริ่มมีความหมายจริงๆ ค่ะ การเอาโมเดลที่สอนเสร็จแล้วมาใช้งาน ใช้พลังงานมากก็จริง แต่ยังพอจัดการได้ แต่การเทรนนิ่งนั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิงค่ะ เพราะต้องป้อนข้อมูลจำนวนมหาศาล วนซ้ำคำนวณ แก้ค่าพารามิเตอร์ใหม่ซ้ำ ทำงานต่อเนื่องเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน พร้อมกันทั้งหลายพันเครื่อง เทรนนิ่งนะคะ จึงกลายเป็นเครื่องกินพลังงานขั้นสุด ไม่ใช่เพราะเราใช้ไม่ประหยัด แต่เพราะสมการคณิตศาสตร์และฟิสิกส์บังคับให้ต้องใช้กำลังคำนวณระดับนี้ค่ะ

เมื่อมองย้อนทั้งหมดนะคะ จะเห็นว่าวิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์พาเรามาถึงจุดเดียวกันอย่างช้าๆ ก็คือ พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นสิ่งที่แปลว่าความสามารถในการคิดของโลกดิจิทัล ยิ่งอยากให้คอมพิวเตอร์ฉลาดขึ้น ขยายเครือข่ายมากขึ้น เราก็ต้องยอมจ่ายพลังงานมากขึ้นตามไปด้วย และนี่คือจุดตั้งต้นก่อนที่เราจะไปคุยกันต่อว่า พอความต้องการพลังงานโตเร็วแบบนี้ โลกเริ่มจะรู้สึกว่าพลังงานกำลังถูกแย่งหรือถูกแยกอย่างไรกันแน่ค่ะ

ศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งนะคะ ที่ต้องการการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเนี่ย ไม่มีคำว่าพัก นอกจากคอมพิวเตอร์ที่จะกินไฟแล้ว ยังต้องมีระบบทำความเย็นเพื่อระบายความร้อน ระบบสำรองไฟ ระบบเครือข่าย และเครื่องมือความปลอดภัยต่างๆ ทุกอย่างรวมกันนะคะ จนทำให้ Data Center หลายแห่งไฟเทียบเท่ากับเมืองขนาดกลางทั้งเมือง และเมื่อบริการออนไลน์โตแบบไม่มีท่าว่าจะชะลอลงเนี่ย จำนวนศูนย์ข้อมูลก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วยโดยอัตโนมัติค่ะ

สิ่งนี้ทำให้หลายประเทศเริ่มเจอความตึงเครียดแบบใหม่ บางเมืองต้องขอให้บริษัทชะลอการสร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติม เพราะโครงข่ายไฟฟ้าไม่พร้อมค่ะ บางแห่งต้องลงทุนสร้างสถานีไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับโดยเฉพาะ และบางบริษัทถึงขั้นสร้างระบบผลิตไฟของตัวเอง ตั้งแต่โรงไฟฟ้าแก๊สไปจนถึงแผงโซล่าเซลล์ขนาดใหญ่ค่ะ

ไม่ใช่เพราะเราใช้ไม่ประหยัดนะคะ แต่เพราะสมการคณิตศาสตร์และฟิสิกส์เนี่ย บังคับให้ต้องใช้กำลังคำนวณระดับนี้ค่ะ เมื่อมองย้อนทั้งหมด จะเห็นว่าวิวัฒนาการนะคะของอินเทอร์เน็ตแล้วก็คอมพิวเตอร์ พาเรามาถึงจุดเดียวกันอย่างช้าๆ ก็คือ พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นตัวที่กำหนดความสามารถในการคิดของโลกดิจิทัลค่ะ ยิ่งอยากให้คอมพิวเตอร์ฉลาดขึ้นเท่าไหร่คะ ขยายเครือข่ายได้มากขึ้น เราก็ต้องยอมจ่ายพลังงานมากขึ้นตามไปด้วย และนี่คือจุดตั้งต้นก่อนที่เราจะไปคุยกันต่อว่า พอความต้องการของพลังงานโตเร็วขนาดนี้เนี่ย โลกจะเริ่มรู้สึกว่า อ้าวแล้วพลังงานเราจะถูกแบ่งแยกใช้กันอย่างไรดีล่ะ

ในเวลาเดียวกัน โลกก็กำลังพยายามลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล หันไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้ไฟมากขึ้นทั้งนั้น เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกัน เราจึงเห็นการแข่งขันเงียบๆ ระหว่างความต้องการไฟจากชีวิตประจำวันของมนุษย์ กับไฟที่ต้องใช้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่าจะมีไฟพอหรือไม่ แต่ อยู่ที่ว่าเราจะจัดสรรลำดับความสำคัญอย่างไร จะให้ไฟไปกับโรงพยาบาลก่อน หรือให้กับการฝึกโมเดล AI ก่อน จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อรองรับ Data Center หรือจะบอกให้ชะลอเทคโนโลยีบางอย่างลง นี่ไม่ใช่คำถามทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปค่ะ แต่เป็นคำถามเชิงสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไปพร้อมๆ กันด้วย

และเมื่อแรงกดดันเพิ่มสูงขึ้นนะคะ วิศวกรและนักธุรกิจเทคโนโลยีจำนวนนึงจึงเริ่มมองไปรอบๆ ว่า เอ๊ มีทรัพยากรพลังงานตรงไหนที่ไม่ต้องแย่งกับมนุษย์บนโลกอีกบ้าง คำตอบที่พวกเขาเห็นนะคะ ไม่ได้อยู่ในทะเลทรายห่างไกล ไม่ได้อยู่ใต้ดินลึก แต่กลับอยู่เหนือหัวเราขึ้นไปในอวกาศค่ะ ที่ที่ซึ่งมีแสงอาทิตย์ตลอดเกือบทั้งปีนะคะ ไม่มีเมฆ ไม่มีกลางคืน และไม่ต้องแย่งไฟกับใคร

สิ่งแรกที่ทำให้อวกาศดูน่าสนใจสำหรับ Data Center จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องความล้ำหรือความไฮเทคอะไรนะคะ แต่คือแสงอาทิตย์นั่นเองค่ะ บนอวกาศนะคะ แสงจากดวงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลกด้วยพลังงานระดับคงที่ค่อนข้างมาก แต่พอผ่านชั้นบรรยากาศ ทั้งเมฆ ฝุ่น และไอน้ำจะดูดซับและกระจายแสงออกไป ทำให้พลังงานที่ลงมาถึงพื้นเนี่ย ลดลงไปมากแล้วค่ะ แถมยังต้องเจอกลางวัน กลางคืน และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วย

แต่ถ้าเราอยู่ในวงโคจรที่เหมาะสม เราสามารถรับแสงอาทิตย์ได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมง โดยแทบไม่ต้องเจอกับเงาของโลกเลยค่ะ นั่นหมายความว่าพลังงานไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีหยุดพัก ฟิสิกส์ตรงนี้นะคะ ทำให้ความคิดเรื่องโรงไฟฟ้าโซลาร์ในอวกาศถูกพูดถึงมาหลายสิบปีแล้ว แต่ปัญหาใหญ่มาตลอดก็คือ เราจะส่งพลังงานกลับลงมาที่พื้นอย่างไร โดยไม่แพงจนเลิกทำไปก่อนค่ะ

แนวคิด Data Center ในอวกาศเลยพลิกโจทย์ใหม่แทนว่า ถ้าพลังงานถูกและอยู่บนนั้นแล้ว ก็เอาการคำนวณขึ้นไปอยู่บนนั้นเลยสิ ไม่ต้องส่งไฟกลับมา ส่งแค่ผลลัพธ์กลับมาก็พอ

แต่เรื่องของแสงอาทิตย์นะคะ ก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่สำคัญนะคะ เรายังคงต้องใช้ฐานคิดแบบเดียวกับ Data Center บนโลกอยู่เช่น การระบายความร้อน หรือค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น คำถามใหญ่ที่คนสงสัยคือ เอ๊ อวกาศมันหนาวขนาดนั้น แต่ทำไมยังต้องพูดถึงเรื่องของการระบายความร้อนอยู่ด้วย คำตอบคือ หนาวจริง แต่ไม่ได้เหมือนตู้เย็น เพราะในอวกาศไม่มีอากาศค่ะ ไม่มีอากาศให้พาความร้อนออกไปได้นะคะ เราจึงไม่สามารถใช้พัดลมหรือระบบแอร์แบบบนโลกได้

ความร้อนทั้งหมดต้องถูกปล่อยออกไป ด้วยการแผ่รังสีผ่านแผงขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Radiator ซึ่งออกแบบให้ปล่อยพลังงานความร้อนร้อนไปสู่ความว่างเปล่าของอวกาศ ข้อดีคือ ถ้าทำได้ระบบจะมีเสถียรภาพสูงมาก ไม่ต้องคอยรับมือกับอากาศร้อนหรือฤดูกาลแบบบนโลก เมื่อรวมกับการเลือกวงโคจรอย่างที่เรียกว่า Sun-synchronous นะคะ หรือวงโคจรใกล้เส้นแบ่งกลางวันกลางคืน ทำให้ยานหรือโครงสร้างที่อยู่บนนั้นหมุนไปรอบโลก โดยที่ยังรับแสงอาทิตย์ในมุมที่แทบไม่เปลี่ยน นี่คือการออกแบบที่ทำให้ Data Center ในอวกาศนะคะ มีไฟใช้เกือบตลอดเวลา แต่แทบไม่ต้องเจอกับวงจรความร้อนรุนแรงเข้าออกแบบกลางวันกลางคืนซ้ำๆ ซึ่งปกติเป็นตัวทำลายชิ้นส่วนอุปกรณ์อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ก็คือ ต้นทุนการปล่อยจรวดที่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่องค่ะ ยานรุ่นใหม่ที่บินซ้ำได้หลายๆ ครั้งนะคะ ทำให้ค่าเฉลี่ยต่อกิโลกรัมที่ส่งขึ้นวงโคจรต่ำลงจากเดิมหลายเท่ามากๆ เมื่อก่อนการคิดฝันว่าสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ในอวกาศแทบจะเป็นเรื่องเพ้อฝันทางเศรษฐศาสตร์เลยค่ะ แต่วันนี้ตัวเลขเริ่มขยับเข้าใกล้พื้นที่ที่พอคุยกันได้แล้ว

เมื่อนำทั้งหมดมาวางข้างกันนะคะ เราจะเห็นภาพว่าไม่ใช่เพราะใครอยากทำอะไรที่ดูแปลกหรืออลังการ แต่เป็นเพราะฟิสิกส์ของแสง ความร้อน วงโคจร และต้นทุนของการขนส่ง กำลังไหลไปทิศทางเดียวกันค่ะ จนเกิดจุดที่คำถามเปลี่ยนจาก "ทำได้ไหม" ไปเป็น "ถ้าทำได้ เราควรทำแบบไหน และทำไปเพื่ออะไร" มากกว่าค่ะ

ช่วงในไม่กี่ปีที่ผ่านมานะคะ แนวคิดเอา Data Center ขึ้นไปไว้ในอวกาศ จากที่เคยเป็นแค่ไอเดียเล่นในงานสัมมนา เริ่มกลายเป็นเรื่องอะไรที่บริษัทใหญ่ๆ หันมามองกันอย่างจริงจังแล้ว ทั้ง Amazon, Google, Microsoft ไปจนถึงบริษัทด้านอวกาศอย่าง SpaceX ต่างเริ่มพูดว่า ถ้าโลกมีข้อจำกัดด้านไฟฟ้า พื้นที่ และใบอนุญาตก่อสร้าง สักวันนึง บางส่วนของงานประมวลผลอาจต้องย้ายออกจากพื้นโลกจริงๆ

สิ่งที่เห็นชัดคือยักษ์ใหญ่พวกนี้กำลังไล่ล่าทั้งแหล่งพลังงานใหม่ๆ และรูปแบบ Data Center แปลกๆ ตั้งแต่ใต้น้ำ ใต้ดิน ไปจนถึงแนวคิดที่เลยออกไปจนถึงวงโคจร ในบรรดาไอเดียทั้งหมด ชื่อที่ถูกพูดถึงขึ้นมาบ่อยๆ เรื่อยๆ ก็คือ Starcoud ค่ะ Startup ที่ประกาศความร่วมมือกับ Nvidia เพื่อส่งฮาร์ดแวร์ระดับ GPU ขึ้นไปทดสอบในอวกาศ ดูว่าระบบประมวลผลแบบเดียวกับที่ใช้ฝึก AI บนโลก จะทำงานได้ดีแค่ไหนในสภาพไร้น้ำหนัก เจอรังสีคอสมิก และต้องพึ่งพาการระบายความร้อนด้วยการแผ่รังสีเพียงอย่างเดียว

การทดสอบแบบนี้ไม่ได้มีเป้าหมายแค่โชว์ว่าทำได้ แต่เป็นการเก็บข้อมูลจริงว่า หากวันนึงนะคะ เราต้องเอาคลัสเตอร์ระดับเมกะวัตต์ หรือกิกะวัตต์ขึ้นไปบนวงโคจร ปัญหาจริงๆ จะอยู่ตรงไหนกันแน่ ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และสภาพแวดล้อมอวกาศค่ะ

สิ่งที่ทำให้ Star Cloud น่าสนใจเป็นพิเศษคือ เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้แบบลอยๆ แต่เขียนออกมาเป็น white paper เต็มๆ ชื่อว่า "Why we should train AI in space" ซึ่งพยายามตอบคำถามตั้งแต่ระดับภาพใหญ่ของพลังงานโลก ว่าโครงสร้างของ Data Center นอกโลกจะหน้าตาอย่างไร จุดตั้งต้นของเขาคือภาพอนาคตที่ความต้องการพลังงานสำหรับ AI พุ่งขึ้นจนระบบไฟฟ้าบนโลกเริ่มจะตามไม่ทันค่ะ จากทั้งข้อจำกัดด้านสายส่ง โรงไฟฟ้าใหม่ที่สร้างไม่ทัน ใบอนุญาตที่ใช้เวลานาน และการแข่งขันกับภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ เขาอ้างถึงคำพูดของ Sam Altman, Elon Musk และ Tom Miller ที่พูดไปในทางเดียวกันว่า ถ้าเราอยากผลักดัน AI ต่อไป เราต้องมีแหล่งไฟใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม และโตได้เร็วกว่าเดิม ซึ่งในมุมของ Star Cloud นะคะ คำตอบนั้นคืออวกาศค่ะ

Star Cloud นะคะ อธิบายว่า ถ้าเรานำแผงโซล่าเซลล์ขนาดเท่ากันวางบนพื้นโลกกับวางในอวกาศ สิ่งที่ต่างกันอย่างแรกคือค่า Capacity Factor บนโลก แผงโซล่าเซลล์โดยผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 10-30% ของพลังงานสูงสุดในรอบปี และติดตั้งทั้งกลางวันและก็กลางคืน มุมตกกระทบของดวงอาทิตย์ สภาพอากาศ และการสูญเสียพลังงานในชั้นบรรยากาศ

แต่ถ้าแผงโซล่าเซลล์ขนาดเดียวกันอยู่ในวงโคจรแบบ Sun-synchronous ที่อยู่แถวเส้นแบ่งกลางวันกลางคืนตลอดเวลา แผงเดียวกันเลยจะเห็นดวงอาทิตย์เกือบทั้งปี ไม่มีเมฆ ไม่มีกลางคืน ทำให้ Capacity Factor นะคะ ขยับไปได้มากกว่า 95% แถมระดับแสงอาทิตย์ที่กระทบก็สูงกว่าบนพื้นดินราวๆ 40% เพราะไม่ต้องผ่านชั้นบรรยากาศ เขาคำนวณคร่าวๆ ว่าแผง 1 ชุดนะคะ ในอวกาศจะให้พลังงานรวมตลอดอายุมากกว่าบนโลกกว่า 5 เท่า และเมื่อนำต้นทุนแผงโซล่าเซลล์ราคาถูกยุคปัจจุบันนะคะ บวกกับต้นทุนปล่อยจรวดแบบรีไซเคิลได้ ต้นทุนไฟต่อหน่วยอาจต่ำถึงระดับ 0.002 ดอลลาร์ต่อกิกะวัตต์-ชั่วโมง เทียบกับไฟฟ้าขายส่งบนโลกที่วิ่งอยู่ประมาณ 0.04-0.17 ดอลลาร์ต่อหน่วยในประเทศพัฒนาแล้วค่ะ

หัวใจถัดมาคือเรื่องของการระบายความร้อน ปกติ Data Center บนโลกต้องออกแบบระบบทำความเย็นให้รับมือกับวันที่ร้อนที่สุด เพราะถ้าระบบเอาไม่อยู่ เครื่องจะดับ หรืออย่างน้อยก็ต้องลด Performance ลง ใน White Paper อธิบายว่า ในอวกาศเราไม่มีอากาศให้ระบายความร้อนด้วยการพาความร้อน หรือ Convection แต่มีอ่างความเย็นเป็น Deep Space ที่อุณหภูมิเทียบเท่าประมาณ 3 เคลวิน ถ้าเราสร้างแผงหม้อน้ำรังสีเป็นแผงขนาดใหญ่ได้ แล้วตั้งให้มองไปทางท้องฟ้าที่มืดสนิท มันจะสามารถปล่อยพลังงานความร้อนออกไปได้หลายร้อยวัตต์ต่อตารางเมตร ผ่านกฎของ Stefan-Boltzmann ที่บอกว่าพลังงานที่แผ่รังสีออกไปแปรผันกับอุณหภูมิยกกำลัง 4 โดยมีการคำนวณให้ดูว่า ถ้าเราถือแผ่นหม้อน้ำขนาด 1 ตารางเมตรไว้ ที่อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส มันสามารถปล่อยพลังงานสุทธิออกไปได้มากกว่าครึ่งกิโลวัตต์ต่อ 1 ตารางเมตร ซึ่งเมื่อสเกลขึ้นเป็นโครงสร้างขนาดกิโลเมตร ก็เริ่มเข้าใกล้ระดับที่รองรับ Data Center ขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์ถึงกิกะวัตต์ได้จริง

ส่วนโครงสร้างโดยรวมนะคะ Star Cloud เสนอภาพโครงตาข่ายของแผงโซล่าเซลล์ขนาดระดับ 4 กม. x 4 กม. สำหรับคลัสเตอร์ 5 กิกะวัตต์ อีกด้านนึงนะ คะ ต่อกับแผงหม้อน้ำขนาดไล่เลี่ยกัน แล้วตรงกลางก็คือแถวของโมดูลคอมพิวเตอร์ที่เรียงตัวเป็นเหมือนกลุ่มคอนเทนเนอร์ลอยอยู่ในอวกาศ แต่ละโมดูลมีน้ำหนักใกล้เคียงกับ Payload เต็มลังของจรวด Starship 1 เที่ยว คือประมาณ 100 ตัน ภายในบรรจุ GPU ความหนาแน่นสูง เช่นระดับหลายร้อยกิโลวัตต์ต่อแล็ค ตัวเลขในเอกสารหยิบตัวอย่างจากสถาปัตยกรรมอย่าง Nvidia GP 200 แล้วก็ NVL72 มาคำนวณให้ดูว่า 1 เที่ยวปล่อยจรวด สามารถเอากำลังคำนวณระดับ 40 เมกะวัตต์ขึ้นไปได้ และถ้าอยากได้คลัสเตอร์ระดับ 5 กิกะวัตต์นะคะ ก็อาจใช้จำนวนจรวดที่ขึ้นไปประมาณ 100 เที่ยวบวกลบเท่านั้น ไม่ใช่หลักพันเที่ยวแบบในอดีตค่ะ

ในมุมเครือข่ายนะคะของการสื่อสารเนี่ย Star Cloud ก็ออกแบบให้แต่ละคอนเทนเนอร์มีพอร์ตเดียว ที่รวมทั้งไฟฟ้า ระบบน้ำหล่อเย็น และใยแก้วนำแสง ที่ต่อระหว่างโมดูล และด้านนอกสุดของระบบจะมีจานสื่อสารแสงเลเซอร์ไว้ เพื่อยิงข้อมูลลงมาที่โลก หรือเชื่อมกับกลุ่มดาวเทียมสื่อสารอย่าง Starlink หรือ Cer

แนวคิดอีกอย่างที่เขาพูดถึงก็คือ การส่ง Data Shuttle ขึ้นไปเป็นกล่องข้อมูลที่บรรทุก Storage จำนวนมากนะคะ ขึ้นไปอัปโหลดเป็นชุด แทนที่จะอาศัยการส่งผ่านลิงก์ความเร็วสูงเพียงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆ ก็นับเป็นไอเดียเก่าอย่างส่งฮาร์ดดิสก์ทางไปรษณีย์ มาเล่นในสเกลอวกาศค่ะ

ส่วนเรื่องอายุการใช้งานนะคะ และการซ่อมบำรุงเนี่ย Star Cloud ก็เปรียบเทียบกับบทเรียนจากโครงการอย่าง Microsoft Project Natick ที่เอา Data Center ขนาดเล็กไปจมตั้งใต้น้ำหลายปี และพบว่าความเสียหายจากสภาพแวดล้อมบางแบบเนี่ย กลับเกิดน้อยกว่าอยู่บนพื้นดิน เขาจึงเสนอว่า การอยู่ในอวกาศที่ไม่มีความชื้น ไม่มีฝุ่น ไม่มี "การกัดกร่อน" แบบเดิม อาจช่วยยืดอายุอุปกรณ์บางชนิดได้ แม้ต้องแลกกับผลกระทบจากรังสีและความเครียดทางความร้อนแบบใหม่ก็ตาม

โครงสร้างทั้งหมดนะคะ ถูกออกแบบให้ใช้วิธียกกล่องออกเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ ไม่ใช่ให้ช่างไปยืนถือไขควงขันน็อตทีละตัวบนวงโคจร และท้ายที่สุด เมื่อหมดอายุงานจริงๆ Starcloud ก็พูดถึง 2 ทางเลือกนะคะ คือ ถอดแยกไปรีไซเคิล หรือค่อยๆ ลดวงโคจรให้มอดไหม้ในชั้นบรรยากาศ โดยออกแบบให้ชิ้นส่วนเผาไหม้ได้ทั้งหมด ไม่เหลือเป็นขยะอวกาศเพิ่มขึ้นค่ะ

แต่ถ้ามองในมุมวิศวกรรม White Paper ของ Star Cloud นะคะ ทำหน้าที่นึงได้ชัดเจนก็คือ พิสูจน์ให้เห็นว่า บนกระดาษแล้ว เราพอจะออกแบบ Data Center ในอวกาศ ให้ทำงานได้ตามหลักฟิสิกส์และเทคโนโลยีเบื้องต้น ไม่ใช่ไอเดียที่เพ้อฝันจนจับต้องไม่ได้ แต่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบในเอกสารเล่มนี้สักเท่าไหร่นะคะ กลับเป็นคำถามชุดใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมมาก ทั้งเรื่องเศรษฐศาสตร์จริง เมื่อเทียบกับการปรับระบบไฟฟ้าบนโลก เรื่องของความเสี่ยงของวงโคจร ที่มีโครงสร้างขนาดมหึมาอยู่เต็มไปหมด และเรื่องอำนาจ ว่าถ้าโครงสร้างแบบนี้เกิดขึ้นจริง ใครจะเป็นคนถือกุญแจของสมองดิจิทัลระดับกิกะวัตต์ที่โคจรรอบโลกของเราตลอดเวลาค่ะ

ถ้ามองจากมุมวิศวกรรมนะ คะ แนวคิดเอา Data Center นี่หนีขึ้นไปอยู่บนอวกาศ ดูฉลาดแล้วก็สร้างสรรค์ยังมาก ๆ เลย แต่พอถอยออกมา 1 ก้าว เราจะเห็นว่านี่อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาเท่าไหร่ แต่อาจเป็นการข้ามปัญหาไปเลยมากกว่า เพราะปัญหาพลังงานของมนุษย์จริงๆ ไม่ได้เริ่มจากการที่โลกไม่มีไฟฟ้าเพียงพอ แต่เริ่มจากไฟฟ้าที่เราผลิตกลับไปไม่ถึงคนที่ควรได้ใช้ ถูกติดอยู่กับโครงสร้างสายส่งที่สร้างไม่ได้ ติดใบอนุญาต ติดผลประโยชน์ หรือติดการเมืองที่ซับซ้อน

ในขณะเดียวกัน บทบาทของ AI ก็กำลังเข้ามาแย่งทรัพยากรพลังงานอย่างเงียบๆ จนสังคมแทบไม่ได้มีเวลาตั้งคำถามว่าไฟฟ้าควรถูกจัดสรรอย่างยุทธศาสตร์แค่ไหน เรากลับปล่อยให้ Data Center เติบโต เพราะมันสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้มากกว่า

แนวคิด Data Center ในอวกาศจึงดูเหมือนคำตอบที่สวยงาม ไม่ต้องแย่งไฟกับมนุษย์บนโลก ย้ายขึ้นไปอยู่ในวงโคจรแทน แต่เมื่อย้ายขึ้นไปจริงๆ อำนาจในการกำกับตรวจสอบ และกำหนดกติกาก็ลอยพ้นระบบสาธารณะไปด้วย ใครจะเป็นคนควบคุม ใครจะมีสิทธิ์กำหนดกฎการใช้ต่างๆ และประชาชนสามารถตรวจสอบได้แค่ไหน นี่ไม่ใช่คำถามทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องของอำนาจอย่างชัดเจนเลยค่ะ

เหมือนเราพยายามแก้ท่อที่แบบตันบนพื้นดิน ด้วยการยกทั้งโรงงานขึ้นไปบนฟ้า โดยไม่เคยถามเลยว่า แล้วใครจะเป็นคนควบคุมก๊อกน้ำ และเมื่อ AI ต้องการพลังงานมากขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้เนี่ย คำถามอาจไม่ใช่ว่าเราจะผลิตไฟได้พออย่างไร แต่คือเราจะยอมให้เทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดการเมืองพลังงานของโลกหรือไม่ เพราะบางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ไฟฟ้า แต่อยู่ที่เรายังไม่กล้าจัดการกับเรื่องที่ยากกว่ามาก อย่างการผูกขาดการลงทุนเพื่อสาธารณะ และสิทธิ์ในการตัดสินว่าพลังงานควรไปอยู่ที่ใครกันแน่ค่ะ

สุดท้ายแล้วนะคะ แนวคิด Data Center ในอวกาศ อาจไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายของโลกพลังงานค่ะ เพราะมันก็ยังมีช่องโหว่ แล้วก็ต้องพิสูจน์อีกมากมายเลย แต่ในอีกมุมนึง มันก็คือความพยายามของมนุษย์ที่น่าชื่นชมมากๆ ความพยายามจะคิดนอกกรอบ ไม่ใช่แค่การเพิ่มโรงไฟฟ้า หรือยื้อทรัพยากรบนโลกกันไปมาเรื่อยๆ เนี่ย แต่ลองออกไปสำรวจพื้นที่ใหม่ๆ ที่อาจช่วยแบ่งเบาภาระของโลกได้สักเล็กน้อยก็ยังดี

บางทีโครงการอย่าง Star Cloud อาจไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนโลกในทันที แต่เป็นเหมือนการทดลองที่ทำให้เราตั้งคำถามกับระบบพลังงานของเราตอนนี้ การคำนวณ และอนาคตของ AI ด้วยสายตาที่กว้างขึ้น ถ้าวันนึงมันเป็นไปได้จริง ก็อาจช่วยเติมอีก 1 ตัวเลือกให้มนุษย์ ผลงานวิจัย ความรู้ และบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ก็อาจทำให้เราเข้าใจโลกของตัวเองได้มากยิ่งขึ้นค่ะ ว่าเราจะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างฉลาด อ่อนโยน และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมกว่านี้กันได้อย่างไรค่ะ

ระดับความวิกของ EP นี้ดูจะไม่ได้มีคำนวณหรือว่าข้อมูลยากๆ นะคะ ชิดว่าก็น่าจะประมาณ แต่ว่าก็ยากอยู่ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่แบบในอนาคต เป็นเรื่องของความเห็น ความคิดเห็นนะคะ แล้วก็จินตนาการของมนุษย์อยู่ซิ ประมาณ 6 อยู่เหมือนกันนะ 6-7 อยู่ เพราะว่ามันดูเป็นเรื่องที่เรายังไม่เข้าใจมันว่าเราจะทำมันอย่างไรนะคะ อย่าลืมติดตาม The Wisdom นะคะ Wisdom ของคนชอบว่า คลิปต่อไปเฌอจะหยิบเรื่องอะไรมาเล่า ฝากกดไลก์ แล้วก็กดแชร์ VCAT กันด้วยนะคะ >> VCAT รวมที่สุดของ Gadget ระดับโลกไว้ให้คุณมีครบทั้งเคสตัวท็อป UAG, Arc, House, Pit้า และแบรนด์ดังอีกเพียบ หรือเครื่องเสียงระดับโลกอย่างเคฟก็รวมมาให้แล้ว มองหา Gadget พรีเมี่ยมของแท้ มองหาสติกเกอร์ Trusted by VCAT ครับ Yeah.