📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ใช้ AI อย่างไร ไม่ให้โง่ | Executive Espresso EP.555

THE SECRET SAUCE18:07

Transcription

เฮ้ย! ทำไมฉันรู้สึกว่าฉันโง่อ่ะ?

มันมีงานวิจัยนั้นจริงๆ ลองไปดูสัก 2 งานวิจัย แล้วผมว่าเป็นงานวิจัยที่น่าสนใจมากเลย.

อันแรกจริงครับ, ใช้ JNAI แล้วสมองจะเริ่มคิดน้อยลง. เป็นงานวิจัยมาจาก MIT Media Lab เขางานถึงการศึกษาการทำงานของสมองร่วมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์.

มีอีกงานวิจัยหนึ่งเป็น The Impact of Generative AI on Critical Thinking ของ Microsoft ครับ. ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่นะรู้สึกว่าพวกเขาใช้ความพยายามทางสมองน้อยลงมากเมื่อใช้ GNI.

การเชื่อทุกอย่างที่มันตอบ นั่นก็เท่ากับว่าเรายอมมันเป็นที่เรียบร้อย. มันปิดโอกาสในการเรียนรู้ของเรา.

จงใช้ AI เพื่อคิดร่วม ไม่ใช่คิดแทน! ไม่งั้นจะมีมนุษย์ไว้ทำไม?

ผมก็เลยอยากจะมี Key Takeaway มาให้แล้วกันนะครับ: ใช้ AI แบบไม่ให้โง่และเก่งขึ้นทุกครั้งที่ใช้. ถ้าคุณใช้มันถูกทาง คุณจะไม่ใช่แค่ป้องกันตัวเองไม่ให้โง่ลงเท่านั้น คุณจะขยายขอบเขตของสมองและฉลาดแบบไม่มีที่จำกัด.

[เพลง] The Secret Sauce. สวัสดีครับ ผมเคน นครินทร์ และนี่คือ The Secret Sauce. >> What's your secret?

ใช้ AI อย่างไรไม่ให้โง่ครับ? โห, พูดตรงมากเลยนะกับตอนนี้! แต่เป็นตอนที่ผมอยากจัดมากเลย เพราะผมก็กลัวโง่เหมือนกันนะฮะ.

คือต้องยอมรับว่าหลังๆ เนี่ย คนใช้ AI เยอะมากนะครับ โดยเฉพาะ ChatGPT, J9 อะไรต่างๆ แล้วมันเริ่มมีเสียงบอกแล้วว่า "เฮ้ย! ทำไมฉันรู้สึกว่าฉันคิดน้อยลงวะ? เฮ้ย! ทำไมฉันรู้สึกว่าฉันโง่อ่ะ?"

คือเหมือนกับแต่ก่อนเนี่ย เราคิดเองไงว่าเราจะทำอะไร, เราจะเขียนหนังสือ, เราจะทำการตลาด, เราจะสร้างแคมเปญอะไรต่างๆ, คิดกลยุทธ์. เราคิดจากศูนย์, เราคิดด้วยตัวเอง. แต่วันเนี้ยถามแล้วมันต้องยอมรับว่า AI มันโคตรเก่งเลยใช่มั้ย? แล้วมันทำให้บางที "อ้าว, เธอคิดมาแล้วนี่! งั้นฉันก็ก๊อปเพสต์แล้วกัน ฉันก็ไม่ต้องคิด."

วันนี้เลยจะมาชวนคิดว่ามันทำให้เราโง่ลงจริงหรือเปล่า? และถ้าจะใช้แบบไม่ให้มันโง่เนี่ย คือเราเนี่ยไม่โง่เนี่ยจะต้องทำยังไงนะครับ? ไม่ได้ว่าใครโง่นะ เอาผมไอ้ตรงนี้ก่อนนะ.

แต่ว่ามันมีงานวิจัยนั้นจริงๆ ลองไปดูสัก 2 งานวิจัยแล้วผมว่าเป็นงานวิจัยที่น่าสนใจมากเลย.

อันแรกจริงครับ, ใช้ JNAI แล้วสมองจะเริ่มคิดน้อยลง. เป็นงานวิจัยมาจาก MIT Media Lab เขางานถึงการศึกษาการทำงานของสมองร่วมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์กลุ่ม LLM ก็คือ ChatGPT ด้วยการควบคุมการทำงาน.

แล้วเขาก็ไปวัดการทำงานของสมองด้วยเครื่อง EEEDG ตลอดเวลา แล้วก็เห็นเป็นแพทเทิร์นของสมองเลย. เ้าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มครับ:

1. คนที่ใช้ LLM ก็คือใช้ ChatGPT.

2. คนที่ใช้แค่ค้นหาเว็บเนาะ, Google Search อะไรแบบนี้.

3. ก็คือไม่ให้ใช้อะไรเลย ก็คือคิดเองทั้งหมด.

ระหว่างการทำงานเนี่ย เค้าก็ให้ผู้เข้าร่วมทดลองเนี่ยถูกวัดขึ้นสมองตลอดเวลา แล้วก็จะวิเคราะห์นะครับทางภาษาดูว่าสิ่งเหล่านี้เนี่ย ไอ้แพทเทิร์นของสมองเนี่ยมันทำงานแค่ไหน แล้วก็สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วม.

ระดับการทำงานของสมองของกลุ่มต่างๆ เช่น จาก EEG เนี่ยจะแสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่คิดเองทั้งหมดนะ สมองเนี่ยทำงานมากสุด และลดลงครับเมื่อใช้ Search Engine จนต่ำที่สุดก็คือเมื่อใช้ LM ในช่วงท้ายของการทดลอง.

คือง่ายๆ คือว่าเรียงนะ: ถ้าเป็นคนคิดเองทั้งหมด สมองคุณทำงานเยอะจริง. 2. ใช้ seสิร์ch Engine ก็ทำงานน้อยลง. แต่คนใช้ HGBT เนี่ย โอ้, คิดว่าสมองทำงานน้อยจริงๆ.

ทีมงานเนี่ยเขาก็เลยเริ่มทำอีกแบบนึงก็คือให้กลุ่มตัวอย่างสลับเครื่องมือครับ. กลุ่มที่ใช้ LM มาก่อนเนี่ยแล้วต้องมาคิดเอง, อ่า, ตอนแรกใช้ GPT แล้วเปลี่ยนมาคิดเอง. ผลออกมาคือมีการทำงานของสมองน้อยกว่ากลุ่มที่คิดเองมาก่อนแล้วค่อยมาใช้ LM.

นอกจากนี้ กลุ่มที่ใช้ LM ยังมีแนวโน้มจะลืมว่าเขียนอะไรไปแล้ว แม้เพิ่งเขียนเสร็จไม่กี่นาที. ตายละ, ผมก็เป็นเหมือนกันนะ! บางทีมันกอเพสไงใช่มั้ย? ยอมรับมาซะดีๆ นะฮะ.

ในขณะเดียวกันครับ, ผลการวิเคราะห์งานที่ได้จากการเขียนด้วย name entities recognition หรือ N ยังพบนะครับว่างานที่ได้จากกลุ่มใช้ LLM นั้นมีความกระจุกตัวสูง. เช่น สมมุติโจทย์เขาบอกว่าพูดถึงนักปรัชญา, ไอ้คนที่ใช้ LM เนี่ยก็มักจะพูดถึง Plต อย่างนี้เป็นต้น. ในขณะที่กลุ่มที่คิดเองทั้งหมดจะมีการพูดถึงชื่อต่างๆ กระจายตัวมากกว่า.

อ่า, เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วกัน, โดยสรุปจากงานวิจัยนี้นะ มีความเป็นไปได้ว่าไอ้การใช้ LLM เนี่ย หรือการใช้แชท GPT เนี่ย ระบบคิดหรือว่าการใช้สมองของเราเนี่ย มันจะน้อยลงกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้จริง. อ่า, แต่ไม่ได้ตีความว่าโง่ลงนะ, เอาอย่างงี้ก่อนนะ, แต่ว่าในแง่ของสมองแล้วกันนะครับ.

มีอีกงานวิจัยนึงซึ่งอันนี้ทำได้น่าสนใจเช่นเดียวกัน เป็น The Impact of Generative AI on Critical Thinking. Microsoft ครับได้เผยแพร่แรงงานนี้เนาะ, รูปแบบการสำรวจเทำแบบนี้. งานวิจัยได้สำรวจผู้ทำงานด้านความรู้กว่า 319 คน เข้าใจว่า Gen AI ส่งผลอย่างไรต่อการคิดเชิงวิพากษ์ ก็คือการตั้งคำถาม (Critical Thinking) ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมาก.

มี 2 มุม: มุมของคนที่คิดน้อยลง และมุมของคนที่คิดมากขึ้น. เฮ้ย, อ้าว! แสดงว่ามันขึ้นอยู่กับคนแล้วสิ? อ่า, ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าไอ้ตัว AI สักเท่าไหร่นะ.

เอามุมคนที่คิดน้อยลงก่อน. เค้าบอกว่า 1. gen AI เนี่ยช่วยประหยัดแรงคิด แต่มันทำให้เราคิดน้อยลงจริงๆ. ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่นะรู้สึกว่าพวกเขาใช้ความพยายามทางสมองน้อยลงมากเมื่อใช้ GNI โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานที่เกี่ยวข้องกับความรู้ความเข้าใจและการวิเคราะห์. มากกว่า 70% รู้สึกว่าใช้ความพยายามน้อยลงหรือน้อยลงมาก. และคนที่มั่นใจใน AI สูงมากๆ ก็คือเชื่อมันเต็มประตูเลยว่าน้องดีสุดแล้ว มักจะคิดน้อยลงโดยเฉพาะงานที่ไม่เสี่ยงมากหรือเป็นงานประจำ.

นักวิจัยเตือนเลยครับว่า การใช้ AI อย่างวางใจเกินไปอาจทำให้เกิดการพึ่งพาเกินพอดี ซึ่งในระยะยาวมันจะลดทอนทักษะการคิดชวิภาคและการแก้ไขปัญหา.

อย่างไรก็ตามครับ, แม้กว่า 70% จะรู้สึกว่าพวกเขาใช้ความพยายามน้อยลง แต่ยังมีอีกมุมนึงครับ. มีคนอีกจำนวนนึงประมาณ 30% บอกว่า "ฉันคิดมากขึ้น." อ่า, ยังไงลองไปดูต่อ.

การศึกษาพบ 2 ข้อค้นพบสำคัญครับ สำหรับคนที่ใช้ JNI แล้วเตอบแบบสอบถามหรือให้สัมภาษณ์ว่า "เฮ้ย, ไม่จริง! ฉันใช้แล้วฉันคิดมากขึ้น."

1. ความมั่นใจในตัวเองเคี้ยวกับการคิดมากขึ้น. คือถ้าเป็นคนที่เขามั่นใจในทักษะของตัวจริง, คือเค้ารู้ว่าเค้ามีทักษะอะไร, เค้ารู้ว่าเค้าเก่งอะไร, และเค้ารู้ว่าเค้ามีสิ่งนี้อยู่ในตัว, เขาจะคิดมากขึ้นและใช้ความพยายามมากขึ้น โดยเฉพาะในกระบวนการประเมินผลลัพธ์ของ AI ว่าใช้งานได้จริงหรือไม่. พวกเขาจะไม่เชื่อ AI แต่จะตั้งคำถาม, ตรวจสอบ, และปรับปรุงคำตอบที่ได้. โดยสรุปข้อแรกคือความมั่นใจในตัวเองจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ AI อย่างรอบคอบ คือเชื่อในศักยภาพภาพของมนุษย์. นั่นหมายความว่าตัวเขาก็ต้องเก่งพอสมควรนะ.

2. ครับ, AI ไม่ได้แทนที่การคิดเชิงวิพากษ์ แต่เปลี่ยนรูปแบบของมัน. ฟังดีๆ ครับ, ผมว่าข้อนี้เป็นข้อที่น่าสนใจมาก. มันไม่ได้แทนที่นะครับ แต่มันเปลี่ยนรูปแบบ. แม้ว่า AI จะลดความพยายามในบางขั้นตอน แต่มนุษย์ก็ต้องคิดอย่างรอบคอบในขั้นตอนอื่นๆ. งานวิจัยพบว่ากระบวนการคิดเชิงวิพากษ์กำลังเปลี่ยนไปในรูปแบบใหม่ เช่น 3 แบบครับ:

1. Prompting ครับ: การตั้งเป้าหมายและออกคำสั่ง เช่น คิดว่าจะสื่อสารยังไงให้ AI สร้างภาพตามจินตนาการได้. เรื่องนี้ยังไงก็สำคัญถูกมัฮะ? คือมันเปลี่ยนรูปแบบแล้วมันมาอยู่ตรงนี้ว่าใครพร้อมเก่งกว่า คือคนที่รู้ว่าฉันอยากได้อะไรนะ, เป้าหมายฉันคืออะไรนะ.

2. การตรวจสอบผลลัพธ์ หรือว่า Inspection: ตรวจว่า AI ให้ข้อมูลถูกต้องมั้ย? อ้างอิงจากแหล่งไหน? คือในอดีตเราอาจจะใช้กระบวนการนี้ไม่เยอะ แต่พอมี AI เนี่ย การตรวจสอบผลลัพธ์สำคัญมากๆ และนั่นทำให้เราคิดมากขึ้น ไม่ได้คิดน้อยลงนะครับ.

3. รูปแบบนี้ที่น่าสนใจมากก็คือ Integration: การบูรณาการ. เลือกสิ่งที่ใช้ได้จาก AI แล้วปรับให้เข้ากับงานของตัวเอง เช่น ปรับโทนภาษาให้เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น. คือไม่ได้ช่วย AI ทั้งหมด. ตรวจแล้วอย่าลืมบูรณาการกับบริบทจริง, งานของตัวเองจริงจริงๆ, ลูกค้าของตัวเองคุณจริงๆ. มิเฉนั้น AI มันก็จะเป็นสิ่งที่ทำมาเป็นแพทเทิร์นเฉยๆ. ตัวอย่างนึงจากงานวิจัยระบุครับว่า ผู้ใช้งานบางคนต้องปรับเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นเกือบทั้งหมดเพื่อให้ตรงกับบริบทจริงหรือประเทศที่เขาทำงานอยู่. เพราะฉะนั้นในกลุ่มนี้จริงๆ ใช้เป็นเครื่องมือแล้วก็คิดมากขึ้น.

ทั้งหมดนี้แปลว่าอะไร? แปลว่าอะไร? Microsoft สรุปแบบนี้: มันคือการเปลี่ยนแปลง 3 สิ่งที่เราต้องตระหนักรู้ครับ. เมื่อ AI สร้างความรู้ให้เราได้ ภาระงานของเรากำลังเปลี่ยนแล้วครับทุกท่าน.

1. เปลี่ยนจาก Information Gathering (การรวบรวมข้อมูล) กลายเป็น Information Verification (การตรวจสอบข้อมูล). แตกต่างแล้วนะครับ. อดีตเราเข้าห้องสมุดไปรีเสิร์ช, ตอนนี้เราใช้ Google resีarch, เราไปสัมภาษณ์คนเพื่อรีเสิร์ช. วันนี้เริ่มเปลี่ยนแล้ว เพราะ AI ทำแทนได้. เราจะต้องเป็นคนตรวจสอบข้อมูลแทน.

2. จากแค่การแก้ไขปัญหา เป็นการเลือกใช้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม (From Problem Solving to Response Integration). เห็นมั้ครับ? คือการเลือกใช้ผลลัพธ์ที่บูรณาการที่เหมาะสม. เพราะอะไร? เพราะ AI มันบางครั้งมันช่วยเราแก้ไขปัญหาได้, มันรู้frameวิร์k, มันรู้ข้อมูลทั้งโลก, มันเห็นการแก้ปัญหาเป็นแพทเทิร์นมานานมาก. มันเสนอ Solution ให้เราได้ในบางครั้ง แต่มันจะไม่ใช่ Soltion ที่ดีที่สุด, มันจะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาดีที่สุด. สิ่งที่เราต้องเปลี่ยนคือจากการแก้ไขปัญหากลายเป็นเลือกใช้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม.

และสุดท้าย 3. From Task Execution to Task stip. ผมว่านี่คือคีย์เวิร์ดเลยนะฮะ. คือการเปลี่ยนจากการลงมือทำเองเป็นการจัดการคำสั่ง, ควบคุม, และตรวจสอบ AI ครับ. มาแล้วครับ AI agent! ไง, ผมจะต้องเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นนักเขียนกลายเป็นบก.แล้วครับ. นี่คือสิ่งที่ผมพูดในทีม Standardด: ทุกคนที่เป็นนักเขียนต้องเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นบก. เพราะคุณจะมีนักเขียนที่ใช้ AI ทำแทนได้ แต่คุณจะต้องจัดการคำสั่งพร้อมให้ถูกควบคุมมันและตรวจสอบ AI.

โดยสรุปนี่คือ 3 เปลี่ยนที่เราต้องตระหนักรู้. เพราะฉะนั้นบางคนเลยกล่าวว่า การสร้างภาพด้วย AI ง่ายก็จริง (Generate พวกวดีโอหรือว่า Image) แต่ยากที่จะต้องคิดว่าจะสั่งให้มันวาดอะไร และตรวจให้แน่ใจว่ามันเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการนั่นเอง.

อ่ะ, จุดตัดครับ ระหว่างคนที่คิดและไม่คิด. อ่ะ, เมื่อกี้เราเห็นแล้วนะ. เพราะฉะนั้นโดยข้อสรุปอันนึงที่เราเห็นแล้วก็คือมันอยู่ที่คนครับ. เราโทษ AI ไม่ได้ว่าทำให้เราโง่นะ, มันอยู่ที่คนนะ.

จุดตัดระหว่างคนที่คิดและไม่คิดแล้วกัน. แรงจูงใจทำให้คนยังคงคิดเชิงวิพากษ์ ได้แก่:

1. เราต้องการให้มีคุณงานที่มีคุณภาพสูง. ถ้าคนแบบอยากทำให้มันดีที่สุดเนี่ย เขาจะไม่ปล่อย, เขาจะคิดเยอะ.

2. ความเสี่ยงของข้อผิดพลาด. เขาจะไม่ยอมปล่อยเช่นเดียวกัน. เขารู้ว่า AI มันไม่ได้เพเfคมัน, มันผิดได้. ไอ้น้องเนี่ยมันก็ต้องเทรนมันนะ.

3. เขารู้ว่าเค้าต้องการพัฒนาทักษะตัวเองครับ. ผมอยากเน้นข้อนี้เยอะๆ เลยนะ. ถ้าเราไม่อยากพัฒนาทักษะตัวเอง เราอ่ะจะไม่คิด. แต่ถ้าเราอยากเรียนรู้ เราจะสงสัยว่า "เออ, ทำไมมันตอบเรามาเป็นแบบนี้? เฮ้ย, ทำไมมันตอบคำถามแบบนี้ที่ไม่เหมือนกับเรา?" เราจะอยากเรียนรู้เพิ่มเติม. นั่นคือแรงจูงใจ.

อุปสรรคครับ. อุปสรรคที่ขัดขวางนะที่ทำให้คนเี่ไม่ค่อยคิดนะ:

1. เห็นว่างานไม่สำคัญ.

2. ขาดเวลาหรือไม่ใช่ความรับผิดชอบโดยตรง.

3. ครับ, ไม่มีทักษะเฉพาะในการตรวจสอบ AI หรือปรับปรุงผลลัพธ์นั่นเอง.

เพราะฉะนั้นทุกท่านครับ, โดยสรุปจากงานวิจัยนะ มันบอกชัดเจนแล้วนะครับว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับ AI ครับ. มันขึ้นอยู่กับตัวคุณครับ. ถ้าคุณใช้แบบผิดๆ โดยไม่เข้าใจหลักการ ก็มีสิทธิ์โง่ลงได้จริงๆ ครับ. ไม่ใช่เพราะ AI ทำให้คนโง่ แต่เพราะคนนั่นแหละไม่คิดก่อนใช้.

ผมก็เลยอยากจะมี Key Takeaway มาให้แล้วกันนะครับ. เป็นแลกเปลี่ยนแนวคิดนะ, ไม่ได้บอกว่าเป็นสูตรสำเร็จนะ. แต่ว่าผมว่าจะทำให้ทุกคนเนี่ยไม่โง่ลงนะฮะ. 5 ข้อง่ายๆ เลยครับ, เอาไปใช้กับลูกคุณก็ได้นะ, เอามาใช้กับตัวเองก็ได้นะ: ใช้ AI แบบไม่ให้โง่และเก่งขึ้นทุกครั้งที่ใช้.

1. ถามอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ให้ช่วยคิดแทน. เช่น "ช่วยคิดหัวข้อนี้ให้หน่อย" ไม่ใช่แบบนี้ครับ. ต้องถามว่า "เช่น ผมอยากทำหัวข้อเกี่ยวกับการศึกษาเศรษฐกิจที่จะเชื่อมกับอนาคตของอีสาน ช่วยแตกเป็น 3 ไอเดียพร้อมจุดขายกลุ่มเป้าหมายได้มั้ย?" ทำไมข้อนี้ถึงสำคัญ? เพราะถ้าคุณไม่คิดก่อนเลย AI จะเดาทางผิด และคุณก็ไม่ได้ฝึกคิดตาม. ถึงบอกว่าคนที่จะใช้ AI ได้ดีคือคนที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรครับ, มั่นใจในทักษะตัวเอง, มีโจทย์ที่ชัดเจน. เพราะฉะนั้นถามอย่างมีเป้าหมาย, อย่าโยนความรับผิดชอบให้มันหมด.

2. อ่านผลลัพธ์อย่างวิจารณ์ แต่อย่าเชื่อ. ลองถามตัวเองเสมอจากคำตอบที่มันตอบมา: "ใบแอมั้ย? อิงข้อมูลจากอะไรวะเนี่ย? เรามีข้อมูลที่ตรงข้ามหรือไม่?" เพราะทำไมถึงสำคัญ? AI เก่ง แต่มันไม่สมบูรณ์ครับ. การเชื่อทุกอย่างที่มันตอบ นั่นก็เท่ากับว่าเรายอมมันเป็นที่เรียบร้อย. มันปิดโอกาสในการเรียนรู้ของเรา. ข้อนี้สำคัญมากแล้วผมว่าเด็กยุคใหม่หลังจากเนี้ยจะต้องมี Critical Thinking เรื่องนี้มากๆ ว่าอย่าเชื่อ AI. เพราะ AI มันก็แค่กินข้อมูลของโลกมาทั้งหมดที่อยู่บนดิจิตอล แต่มีอีกมากมายที่ไม่ได้อยู่บนโลกดิจิตอลนั้น. อย่าเชื่อมันครับ.

3. ครับ, ใช้เป็นเครื่องมือต่อยอดความรู้ ไม่ใช่ย่อให้มัน shortคut เฉยๆ. ผมว่าอันนี้สำคัญที่สุดเลยนะ. คือเราต้องใช้เครื่องมือเป็นต่อยอดความรู้ ไม่ใช่ใช้มันเป็นแค่ทำให้มันเป็นความรู้แทนเรา. เช่นอะไร? เราต้องใช้ให้มันช่วยทำสิ่งนี้: สรุปสิ่งที่คุณอ่านไม่เข้าใจ แล้วคุณอ่านให้มันเข้าใจมากขึ้น. ไฟล์ BDF ยาวๆ เป็นงานวิจัย, เป็นงานสรุป, เป็นข้อสอบอะไรต่างๆ คุณให้มันช่วยสรุปแล้วคุณอ่านให้มันเข้าใจมากขึ้น. มันช่วยต่อยอดความรู้นะครับ. แต่ถ้าคุณยังไม่อ่านมันหรือเอาอันนั้นไปทำเลย คุณก็จะไม่เข้าใจเรื่องนั้นอยู่ดี. 2. แตกประเด็นให้คุณต่อยอด. คือมันมีประเด็นมาแล้วเนี่ย เราใช้มันต่อยอดได้มั้ย? เราคิดต่อได้มั้ย? เอาเป็นเครื่องมือในการช่วยคิด. และ 3. ช่วยทวนความเข้าใจของคุณได้จากสิ่งที่มันตอบเรามา. เพราะฉะนั้นยิ่งคุณฟีดความคิดคุณไปเท่าไหร่มันก็จะตอบกลับให้คุณฉลาดขึ้นเท่านั้น.

4. ครับ, ให้ฟีดแบคกับ AI ตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าเป็นน้องไงที่เราสมัครสมาชิกไว้เนาะ มันจะรู้จักเราเนาะ. เช่น พิมพ์กลับตอบไปว่า "เอ้ย, ตอนนี้มันยังลึกไม่พอนะ. เพิ่มตัวอย่างของธุรกิจจริงได้มั้ย? หรือมีกรณีของไทยมาเทียบกับต่างประเทศแบบนี้มั้ย?" ยิ่งคุณตั้งคำถามแล้วก็ฟีดแบค คุณจะยิ่งแหลมคมความคิดของตัวเองไปด้วย. และปกติผมว่าเราไม่ค่อยทำสิ่งนี้กันในโลกความเป็นจริงด้วยซ้ำนะ เพราะบางทีเรากลัวโง่ครับ, ใช่มั้ย? มีคนคๆนึงเคยพูดกับผม ผมชอบมากเลย. เ้าบอกว่า "การที่คุณโง่แค่ครั้งเดียวคือถามคำถามโง่ๆ ออกไป หลังจากนั้นคุณจะฉลาดตลอด. แต่ถ้าคุณไม่กล้าถามคำถามแบบนั้นออกมา คุณจะโง่ตลอดไป." AI ให้โอกาสนี้กับคุณแล้ว เพราะคุณไม่ต้องกลัวว่าคุณจะโง่ฮะ. คุณถามมันไปได้เลยแบบโง่ๆ เนี่ย มันตอบกลับมาได้. งั้นต้องฟีดแบคกับ AI ตลอดเวลา.

สุดท้ายครับ, และผมคิดว่าเป็นข้อที่สำคัญที่สุดเลยครับ: จงใช้ AI เพื่อคิดร่วม ไม่ใช่คิดแทน. ผมจะย้ำประโยคนี้อีกครั้งนะครับ: จงใช้มันเพื่อคิดร่วม ไม่ใช่คิดแทน. ใช้มันเป็น Co-intelligence ไม่ใช่ให้มันกลายเป็น Intelligence ของเรา. ไม่งั้นจะมีมนุษย์ไว้ทำไม? มองมันเป็นคู่คิดที่ดี เหมือนคุณมีที่ปรึกษาอยู่ข้างตัว แต่มันก็ไม่ได้ถูกเสมอ และเรายังไงก็ต้องคิดด้วย ไม่ใช่ให้ปล่อยให้มันคิดคนเดียว. คุณจะไม่โง่ลงเลยครับ ถ้าคุณคิดก่อนใช้, คุณถามให้ลึก, คุณอ่านอย่างวิเคราะห์ให้เข้าใจ, และต่อยอดบทสนทนา ไม่จบที่บรรทัดแรก.

ฉะนั้นโดยสรุปครับ, สิ่งที่มามอบไว้เป็นไอเดียเนาะ: ใช้ AI ยังไงไม่ให้โง่?

1. ถามอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ช่วยคิดแทน (พร้อมดีๆ นะ).

2. อ่านผลลัพธ์อย่างวิจารณ์ ไม่ใช่แค่เชื่อ.

3. ใช้มันเป็นเครื่องมือในการต่อยอดความรู้ ขยายสมองของคุณ ไม่ใช่ย่อแบบ shortคut.

4. ให้ฟีดแบคกับ AI ตลอดเวลา เพื่อให้คุณนั้นฝึกคิดฝึกตั้งคำถาม.

5. ใช้ AI เพื่อคิดร่วม ไม่ใช่คิดแทน.

สรุปก็คือ คิดก่อนใช้, วิเคราะห์หลังใช้, และเรียนรู้ระหว่างใช้. เครื่องนี้เป็นเครื่องมือที่มีทั้งบวกและลบนะครับ อยู่ที่คุณจะเอาไปใช้มันอย่างไร. แต่ผมเชื่อมาก ถ้าคุณใช้มันถูกทาง คุณจะไม่ใช่แค่ป้องกันตัวเองไม่ให้โง่ลงเท่านั้น คุณจะขยายขอบเขตของสมองและฉลาดแบบไม่มีที่จำกัด. และมันจะกลายเป็นใช้ AI แล้วรู้สึกว่าฉลาดแบบไร้ขอบเขต. สวัสดีครับ.

[เพลง]