📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ดราม่าหมอเสียดายเลือดบริจาค ถูกใช้กับคนติดเหล้า อยากให้เลิกรักษาฟรี | TODAY

TODAY - สำนักข่าวทูเดย์10:32

Transcription

ทุกคนว่าไงครับหมอโพสต์เสียดายเลือดที่คนบริจาคต้องเอามาใช้กับกลุ่มขี้เหล้า แถมบอกอีกว่าอยากให้เลิกรักษาฟรีกับคนกลุ่มนี้ครับ เรื่องเนี้ยถือว่าเป็นโพสต์ที่ท้าทายทั้งจริยธรรมทางการแพทย์ ท้าทายประเด็นสิทธิมนุษยชน ท้าทายเรื่องรัฐสวัสดิการด้วยนะครับ

ต้นตอของดราม่านี้เริ่มจากเพจ "เรียนหมอ by หมอแกวหมอแนท" โพสต์ข้อความใจความว่า "เสียดายเลือดบริจาคที่ต้องเอามาให้ขี้เหล้ามากๆ ใช้เลือดเยอะมาก ออกโรงพยาบาลไปก็กินเหมือนเดิม ทั้งต่างด้าเจ้า ทั้งไทย เลิกรักษาฟรีกลุ่มนี้เถอะ" แถมคอมเมนต์อีกยาวๆ นะครับ หมอเขาบอกว่าเคสขี้เหล้าขาประจำเนี่ย กินจนตับแข็ง กินจนกระเพาะทะลุมาประจำ ด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือด อ้วกเป็นเลือด มาทีนึงบ่อยครั้งก็ต้องใช้เลือด 10-20 ถุง ไม่รวมทรัพยากรต่างๆ ที่ต้องใช้อีกเพียบ พอออกโรงพยาบาล 99.99% 99% ไม่เลิกเหล้า แถมวนกลับมาด้วยเรื่องเดิมอีก

หมอยังระบุอีกนะครับว่า เลือดบริจาคมีน้อย ขาดคลังตลอด ในเคสคนป่วยที่ต้องการจำเป็นก็ต้องรอเลือด รอจนซีดเป็นไก่ต้มก็ยังไม่ได้ รอจนเป็นหัวใจขาดเลือดก็มี เด็กๆ ที่เป็นทาลัสซีเมียรอเลือดก็มีอยู่เพียบ เลือดทำให้น้องๆ เติบโต ในทางการแพทย์เราช่วยทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่เคสที่ขี้เหล้าที่ทางเดินอาหารทะลุ จะจัดอยู่ในกลุ่มฉุกเฉินมากกว่า จึงได้เลือดก่อนตลอด แล้วกลุ่มนี้หมอบอกว่าญาติพี่น้องดูแลไม่ไหวครับ เป็นภาพชินตาที่ต้องเอามาทิ้งที่โรงพยาบาลแล้ว มาก็เอะอะโวยวาย ก้าวร้าว จะทำร้ายเจ้าหน้าที่พยาบาลตัวเล็กๆ ต้องไปคอยดูแลก็โดนด่า ในกลุ่มที่มาด้วยซ้ำๆ แบบเนี้ย ไม่ใช่ว่าไม่รักษานะครับ แต่หมอบอกว่าควรให้จ่ายมีส่วนร่วมรับรู้ มีส่วนร่วมจ่ายสักหน่อยก็ยังดีครับ เขาจะได้ตระหนัก จะได้เห็นความสำคัญบ้าง ญาติพี่น้องก็จะได้ช่วยกดดัน

ข้อความเนี้ยก็ได้สะท้อนถึงความคับข้องใจและสภาวะความเหนื่อยล้าของบุคลากรทางการแพทย์หน้างาน ต่อการสูญเสียทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด ได้เป็นอย่างดีนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือดปรีจากครับ ที่เสียไปกับการกู้ชีพผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมทำลายสุขภาพของตัวเองซ้ำซาก ทีเนี้ยเราค่อยๆ แกะกันนะครับ ค่อยๆ ไล่เรียงกันดูว่าข้อความของหมอนั้นเท็จจริงเป็นอย่างไร มีเรื่องไหนที่อาจจะถกเถียงกันต่อได้บ้าง

ต้องบอกก่อนนะครับว่า ปัจจุบันศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาติไทย ถือเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการทรัพย์ทรัพยากรเลือด ต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดหาโลหิต ให้ได้เฉลี่ยเนี่ยวันละ 1,800-2,000 ยูนิตครับ หรือคิดเป็น 58,000 ยูนิตต่อเดือน ถึงจะเพียงพอต่อความต้องการของโรงพยาบาลทั่วประเทศนะครับ ถ้าถามว่าเลือด 1 ยูนิตปริมาณแค่ไหน เทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ครับ เลือด 1 ยูนิตเท่ากับนมจืด 4 กล่อง ครับ ฉะนั้นการหาเลือดให้ได้วันละ 1,800-2,000 ยูนิต เป็นตัวเลขที่สูงมากนะ ครับ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการ ช่วงเวลาที่มีเทพเทศกาลที่มีวันหยุดยาว ปริมาณผู้บริจาคเลือดก็จะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ว่าความต้องการในการใช้โลหิตตอนนั้นก็จะพุ่งสูงขึ้น มันก็เลยเกิดภาวะตึงตัวในระบบสาธารณสุขอย่างเลี่ยงไม่ได้ครับ

ซึ่งสถิติการกระจายตัวของการใช้โลหิตบริจาค แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามข้อบงชี้ทางการแพทย์นะครับ แบ่งเป็น 77% ใช้ไปกับภาวะสูญเสียเลือดเฉียบพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นการกู้ชีพผู้ประสบอุบัติเหตุทางบาดแผล ผู้ป่วยบาดแผลฉากกัน การผ่าตัดใหญ่ทางสันศัลยกรรม เช่น การผ่าตัดหัวใจ ผ่าตัดเนื้องอก ผ่าตัดมะเร็ง และภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารที่ต้องการเลือดทดแทนอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการช็อกเป็นต้นครับ ส่วนอีก 23% จะใช้ไปกับกลุ่มโรคเลือดเฉพาะทางการใช้ส่วนประกอบของเลือดรักษาโรคทางโลหิตวิทยาโดยตรง เช่น โรคโลหิตจาง ทาลัซีเมียที่ต้องการเม็ดเลือดแดงอย่างต่อเนื่อง โรคฮีโมฟีเลีย รวมถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ต้องการเกล็ดเลือดและพลาสมา

สถิติที่น่าตกใจเนี้ยก็สะท้อนให้เห็นว่า ทรัพยากรโลหิตมากกว่า 3 ใน 4 ของประเทศ ถูกใช้ไปกับภาวะสูญเสียเลือดเฉียบพันนะครับ ซึ่งถ้าหากมีผู้ป่วยติดสุราเรื้อรัง เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบนจากหลอดอาหารโป่งพอง หรือกระเพาะอาหารทะลุปริมาณเลือดที่สูญเสียไปเนี่ย ก็มักจะรุนแรงและควบคุมยาก ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มเนี้ยถูกจัดอยู่ในสัดส่วน 77% ที่ต้องดึงทรัพยากรฉุกเฉินไปใช้อย่างมหาศาล ทีเนี้ยเราขยายความเพิ่มเติมในกรณีมีของเมาแล้วขับครับ ถามว่ามีมั้ที่ต้องใช้เลือดบริจาค คำตอบแน่นอนครับมีครับ และสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ต้องการเลือด และจัดอยู่ในกลุ่มฉุกเฉิน 77% เนี่ย ถือว่าพุ่งทะยานในช่วงเทศกาลสำคัญด้วยนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าก็จะเป็นช่วงเดียวกับที่การบริจาคเลือดมีปริมาณลดลง และแอลกอฮอล์ก็เป็นสาเหตุหลักๆ ของอุบัติเหตุรุนแรงบนท้องถนน นำมาซึ่งความต้องการเลือดอย่างเฉียบพัน เช่นเดียวกับสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ปี 2569 โดยรวม 10 วันอันตราย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน บอกเลยนะครับว่ายอดสะสม 9 วัน ตั้งแต่ 27 ธันวาคม 256-4 มกราคม 2569 จำนวนอุบัติเหตุสะสม 2,32 บาดเจ็บสะสม 2,251 คน เสียชีวิตสะสม 393 ราย สาเหตุหลักเมาแล้วขับหรือขับรถเร็ว ครับ

ทีเนี้ยเราไปดูคำกล่าวอ้างของคุณหมอ ที่บอกว่าพอออกโรงพยาบาลร้อยละ 99.99 99 ไม่เลิกเหล้าแล้ววนกลับมาด้วยเรื่องเดิม คำถามแบบนี้จริงไหม อธิบายแบบนี้นะครับว่า องค์การอนามัยโลกและกรมสุขภาพจิตของไทย เนี่ย ได้จัดประเภทของโรคติดสุราให้เป็นโรคทางสมองและจิตเวทประเภทหนึ่ง เมื่อเข้าสู่ภาวะติดสุรา ผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมความต้องการ เกิดภาวะดื้อยา และต้องเผชิญกับอาการถอนสุราที่ทรมานอย่างแสนสาหัส เมื่อพยายามหยุดดื่ม ซึ่งอาจรวมถึงภาวะสับสน อาการชัก หรือเพ้อคลั่ง ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาทางคลินิกพบว่าผู้ป่วยติดสุรามักมีภาวะเจ็บป่วยทางจิตเวรร่วมด้วยนะครับ เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือบาดแผลทางใจในอดีต ผู้ป่วยหลายรายมีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ และเกิดความรู้สึกผิดอย่างรุนแรงหลังการดื่มหนัก การที่บอกว่ารักษาออกไปก็กลับมาดื่มอีก แบบเนี้ย ก็อาจจะตั้งคำถามอีกมุมนึงได้เหมือนกันนะครับว่า ตกลงแล้วเรื่องเนี้ย มันเป็นเรื่องที่บ้านเรายังอ่อนในกลไกของการบำบัดรักษาพฤติกรรมเสพติด ผู้มีปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ต้องการเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูอย่างจริงจัง หรือไม่ โดยเฉพาะถ้าพูดถึงเรื่องภาระค่าใช้จ่ายนะครับ เนื่องจากในบางกรณี การบำบัดรักษาสมรรถภาพผู้ติดสุราไม่ครอบคลุมในสิทธิ์ในการเบิกจ่ายของรัฐอย่างเต็มรูปแบบ ปัจจัยเนี้ย เมื่อประกอบกับสภาพแวดล้อมเดิมที่กดดัน ทำให้ผู้ป่วยหวนกลับไปใช้กลไกเดิม ก็คือกลับไปดื่มสุราแบบนี้หรือเปล่า อันนี้ชวนคุยนะครับ

ต่อไปไปดูเรื่องจริยธรรมทางการแพทย์นะครับ จริยธรรมทางการแพทย์คือหลักการที่แพทย์ฉุกเฉินทั่วโลก รวมถึงแนวทางในการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินของกระทรวงสาธารณสุขของไทย ออกแบบมาเพื่อขจัดอคติส่วนบุคคลของบุคลากรครับ ระบบนี้จะพิจารณาลำดับความเร่งด่วนจากเกณฑ์ทางสรีระวิทยา สัญญาณชีพและภัยคุกคามต่อชีวิตเป็นหลัก โดยไม่นำเอาคุณค่าทางศีลธรรมหรือสาเหตุของการเกิดโรคมาเป็นตัวแปรในการตัดสินใจนะครับ โดยระบบเนี้ยจะแบ่งคนไข้เป็น 5 ระดับดับครับ ไล่ตั้งแต่ 1 ที่วิกฤตมาก ไปจนถึง 5 ที่เป็นผู้ป่วยที่ไม่เร่งด่วน ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยดื่มสุรามีอาการอาเจียนและเลือดออกปริมาณมาก สัญญาณชีพแสดงภาวะช็อก ผู้ป่วยรายนั้นจะถูกจัดอยู่ในระดับ 1 หรือระดับ 2 โดยอัตโนมัติครับ ก็คือวิกฤต กับฉุกเฉินมาก ซึ่งก็ต้องได้รับการประเมิน แล้วก็ได้รับเลือดทดแทนทันที

แต่ว่าข้อเสนอในโลกโซเชียลที่มีการเสนอว่าให้แพทย์เลือกปฏิบัติ ปฏิเสธการรักษาหรือปล่อยให้ผู้ป่วยจ่ายเงินเองเนี่ย คำถามคือนี่เป็นข้อเสนอที่รับได้ หรือมีอคติขัดแย้งกับหลักการการประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือไม่ ประกาศสิทธิผู้ป่วย พ.ศักราช พ.ศักราช 2558 บอกว่าข้อที่ 1 ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิ์พื้นฐานที่จะได้รับการรักษาพยาบาลและการดูแลด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ธศักราช พศ 2565 ในหมวดการปฏิบัติต่อผู้ป่วยข้อ 23 ระบุชัดเจนนะ ครับว่าผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยสุภาพและปราศจากการบังคับขู่เขญ เว้นแต่ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะฉุกเฉินอันจำเป็นเร่งด่วนและเป็นอันตรายต่อชีวิต

ที่สำคัญ โพสต์เนี้ของหมอ อาจขัดแย้งกับแนวปฏิบัติการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พุทธศักราช 2559 ที่ระบุว่าการโพสต์วิจารณ์ผู้ป่วยโดยใช้ถ้อยคำในลักษณะประณามหรือแสดงความรังเกียจพฤติกรรมผู้ป่วยบนโซเชียลมีเดีย สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดจริยธรรมแพทยสภา สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้นะ ครับ ซึ่งมีบทลงโทษไล่ตั้งแต่การตักเตือน การบันทึกประวัติ ไปจนถึงขั้นพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หากพบว่าการกระทำนั้นสร้างผลกระทบต่อวิชาชีพหรือสิทธิ์ของผู้ป่วย

ขณะที่ข้อเรียกร้องให้มีมาตรการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายบางส่วนจากผู้ป่วยกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงซ้ำซาก เพื่อสร้างความตระหนักรู้นั้น นำไปสู่การพิจารณาว่านี่เป็นวาทกรรมที่มีคนวิจารณ์ว่าระบบรักษาฟรีทำให้คนละเลยสุขภาพ เรื่องเนี้ยก็ถูกพูดมากขึ้นนะครับ ถ้าเราย้อนดูรายงานพฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มสุราของประชากร ซึ่งมาดูตัวเลขคนดื่มสุราสถิติในปี 2547 มีอยู่ที่ประมาณ 33% แต่ว่ามาดูในปี 2564 ปีล่าสุดที่มีการสำรวจเนี่ย จะอยู่ที่ 28% นะครับ จะเห็นได้เลยว่าต่อให้มีสิทธิ์บัตรทอง ตัวเลขคนดื่มดื่มเหล้า ก็ยังทรงเท่าเดิมครับ ไม่ได้ทำให้คนดื่มแบบไม่สนใจสุขภาพมากขึ้น

สิ่งที่สำคัญก็คือ ทุกคนต้องไม่ลืมนะครับว่าปรัชญาสูงสุดของระบบสาธารณสุข คือการคุ้มครองสิทธิ์ในการมีชีวิตของทุกคนอย่างเท่าเทียมนะครับ แล้วทุกคนล่ะครับคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ชวนคุยกันต่อในคอมเมนต์นะครับ

สรุปข่าวครบ จบในคลิปเดียวกดติดตามสำนักข่าว Today ครับ >> สำนักข่าว Today Make Tomorrow day