📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ใครผลักคุณสนธิล้ม !?

Doctor Tany21:26

Transcription

สวัสดีครับ ผมคิดว่าทุกคนนะครับ น่าจะได้เห็นข่าวที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุลเนี่ย แกหกล้มแล้วก็ศีรษะไปฟาด ทำให้เกิดบาดแผลขนาดใหญ่ ต้องเย็บถึง 20 เข็มเลยทีเดียว และขณะนี้เนี่ย แกก็กำลังพักฟื้นอยู่นะครับ

วันนี้ผมเลยอยากจะหยิบยกเรื่องราวเรื่องนี้ มาวิเคราะห์ให้ฟังว่ามันน่าจะเกิดจากอะไร และที่สำคัญครับ เราจะเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ทำนองเนี้ยเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุคนอื่นๆอีกนะครับ เพราะผมคิดว่ามันมีหลายประเด็นเลยทีเดียวที่เราจำเป็นจะต้องทราบ เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะครับ

พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียวัตร เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอดและวิกฤตบำบัดนะครับ คุณสนธิ ลิ้มทองกุลนะครับ ก็เป็นคนที่ผมมองว่ามีความรู้ความสามารถเยอะเลยทีเดียว พูดอะไรตรงไปตรงมานะครับ แล้วก็ไม่กลัวอิทธิพลแต่อย่างใดเลยนะครับ ซึ่งหลายอย่างเนี่ย ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นความรู้ที่เราหาที่ไหนไม่ได้นะ แล้วความเข้าใจของแกเนี่ย ก็ค่อนข้างลึกซึ้ง แกมีสายข่าวค่อนข้างจะเยอะนะครับ อ่ะ แต่แน่นอนแหละ มันมีหลายอย่างที่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับแกนะ ครับ โดยเฉพาะเรื่องทางด้านของสุขภาพนะ ครับ แต่ก็เป็นคนนึงซึ่งผมรู้สึกว่าดูเด่น ดูเก่งเลยอ่ะนะครับ

อ่ะ เดี๋ยวมาเข้าเรื่องนะครับ คุณสนธิเนี่ย ปัจจุบันอายุอ่า 78 ปีแล้วนะครับ โรคประจำตัวเนี่ย คือมีตาข้างซ้ายเนี่ยบอดสนิทเพราะโรคต้อหิน ซึ่งตอนนั้นเนี่ยเนี่ย คือแกอยู่ในคุกนะครับ แล้วตาข้างซ้ายเป็นต้อหินแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มันก็เลยบอดนะครับ โรคอื่นที่ผมค้นเจอในอินเทอร์เน็ตเนี่ย ก็มีโรคอ่าเส้นประสาทหูเสื่อม การได้ยินมันลดลง ซึ่งเกิดขึ้นตามวัยนะครับ และผมก็ไม่ได้เจอว่าแกมีโรคอื่นๆอะไรที่เปิดเผยต่อสาธารณชนนะครับ ไม่แน่ใจว่าแกมียาตัวไหนกินอยู่หรือเปล่า หรือว่ามีสมุนไพรมีอะไรที่กินอยู่มั้ยนะครับ ตรงนั้นผมไม่ทราบจริงๆ นะครับ

อ่า พื้นดั้งเดิมของคุณสนธิเท่าที่ผมเห็นเนี่ย แกก็เป็นคนที่เริ่มเห็นแววว่ากล้ามเนื้อเนี่ย ค่อนข้างสลายละนะครับ อ่า เราจะเห็นค่อนข้างชัดเจนเลยเวลาที่แกใส่เสื้อแขนสั้นเนี่ย เราจะเห็นตรงแขนตรงขาเนี่ย แกมักจะใส่กางเกงขายาวก็เลยอาจจะมองยากหน่อย แต่ผมคิดว่าน่าจะมีกล้ามเนื้อสลายไปพอสมควรนะครับ

อ่ะ ในเรื่องนี้เนี่ย มันเกิดขึ้นได้ยังไงที่คุณสนธิล้มนะครับ คุณสนธิก็นั่งรถไปทำงานที่ที่ทำงานปกติเลยครับ ถึงที่ทำงานตอน 5:49 น.นะครับ ในขณะนั้นเนี่ย ก็แน่นอนครับ มันก็ยังมืดอยู่ คุณสนธิก็ก้าวลงมาจากรถนะครับ จะสังเกตว่าคุณสนธิเนี่ย มองอยู่ที่พื้นนะ ครับ สักพักนึงเนี่ย ก็ขะมำหัวทิ่มเลย ครับ ไปชนแล้วก็ศีรษะเนี่ยก็แตกเลยนะครับ ตอนนั้นเนี่ย คุณสนธิก็เล่าให้ฟังว่าเค้าไม่ได้สะดุดบันไดนะ แต่เค้ารู้สึกเหมือนโดนผลักจากข้างหลังนะฮะ อันนั้นคือความรู้สึกของเค้าล้วนๆเลยนะครับ

แล้วหลังจากที่อ่า เขาล้มไปเรียบร้อยแล้ว ก็มีคนมาช่วยเหลือ และนำส่งโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งก็ได้มีการเย็บแผลแล้วก็ทำ CT สแกนสมองเพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่มีเลือดออกหรือรอยฟกช้ำอะไรนะครับ แล้วคุณสนธิแกก็พักที่โรงพยาบาลคืนนึง หลังจากนั้นคุณหมอก็ตรวจแล้วก็บอกว่าโอเค กลับไปนอนที่บ้านได้นะครับ คุณสนธิก็บอกว่าเออจะต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์นะ ขอให้แผลมันหายดีก่อนแล้วค่อยกลับมาจัดรายการเหมือนเดิมนะครับ

อ่ะ เรื่องนี้นะครับ ผมอยากจะให้ทุกคนเนี่ย ค่อยๆดูคลิปวิดีโอวนไปเรื่อยๆแล้วสังเกตไปพร้อมกับผมนะครับ สิ่งแรกที่ผมเห็นนะ ครับ คือเวลาที่ไปถึงเนี่ย คือ 5:49 น. ตอนนั้นน่ะ พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นครับ ผมเช็คเวลาพระอาทิตย์ขึ้นที่ประเทศไทยเนี่ย มันจะอยู่ที่ประมาณสัก 18:30 น.นะครับ ดังนั้นบริเวณนั้นเนี่ย อาจจะมีแสงไม่เพียงพอนะครับ อาจจะมีแสงไม่เพียงพอ

ต่อมาคุณสนธิออกจากรถเนี่ยครับ มันมีเสาบัง แต่สิ่งที่ผมเห็นตอนหัวของเขาพ้นเสามานิดนึงคือ เขา ก้มหน้าคาดว่าน่าจะเป็นการมองขั้นบันไดเพื่อให้แน่ใจว่าจะก้าวตรงไหนนะครับ แต่หลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาที มุมของหัวคุณสนธิเนี่ยเปลี่ยนทันที ตอนแรกที่มองลงอย่างเงี้ย กลายเป็นพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วนะครับ เหมือนมีคนมาผลักนะครับ อ่า เหมือนมีคนมาผลัก แต่เราไม่เห็นว่าใครผลักเลยสักคนที่ไปด้วยนะครับ คนที่ลงมาจากรถต่างๆ ก็ไม่ได้มีใครเข้าใกล้คุณสนธิถึงขนาดผลักได้ เราไม่เห็นตรงนั้นเลยนะครับ

และถ้าเกิดคุณสนธิมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้สะดุดแน่ๆเนี่ย คือคาดว่าคงไม่ได้สะดุดแน่ๆ ทีนี้มันเกิดอะไรขึ้นนะครับ มันเกิดอย่างงี้ครับ คือปกติปกติแล้วเนี่ย ถ้าให้ผมดูจากตัวคลิปวิดีโอนะ ผมคิดว่าคุณสนธิน่าจะก้าวพลาด อ่า เราจะเรียกภาวะนี้ว่า understep นะครับ คือข้างหน้าเนี่ย มันมีขั้นบันไดอยู่นะครับ แล้วคุณสนธิอ่ะจะต้องเอาเท้าก้าวไปเหยียบบนขั้นบันได แต่ถ้าเกิดว่าก้าวไปไม่ถึงขั้นบันไดล่ะ ก้าวไปไม่ถึงขั้นบันไดแล้วกำลังเหยียบลงในขณะที่เหยียบลง คุณสนธิในสมองก็คิดว่าเนี่ย เดี๋ยวเราจะต้องเจอบันไดเท้าลงประมาณนี้ ต้องเจอบันได แต่มันไม่เจอมันเป็นพื้นที่อากาศว่างเปล่า เพราะมันยังไม่ถึงขั้นบันได ถ้าเป็นแบบนั้นปุ๊บเนี่ยนะครับ เท้าข้างนั้นจะตกลงเร็วมากนะครับ และตัวคุณสนธิที่คิดว่าเออมันควรจะต้องเจอของแข็ง เจอพื้นเนี่ย มันไม่เจอ ตัวเค้าก็เลยเซไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วนะครับ อันเนี้ยจะเกิดภาวะเร่งจากแรงโน้มถ่วงที่ลงมาเร็วมากๆนะครับ ทำให้ตัวเค้าเนี่ยเหมือนโดนผลักเหมือนโดนผลัก แต่มันไม่โดนมันแค่ก้าวพลาด ยังไม่ทันถึงขั้นบันได

หลังจากนั้นเนี่ย คุณสนธิก็พยายามที่จะพยุงตัวเองนะครับ เหมือนจะพยายามใช้ขาอีกข้างนึงก้าวไปเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองล้ม แต่เนื่องจากศูนย์ถ่วงของร่างกายเนี่ย มันล้ำหน้าไป และมันก็เลยไม่สามารถที่จะหยุดยั้งการล้มได้ คุณสนธิก็เลยศีรษะไปฟาดนะครับ ตรงเสาด้านหน้านะฮะ ไม่ได้สามารถเอามือยันอะไรได้ทันท่วงทีนะครับ อ่า ดังนั้นผมคิดว่าน่าจะเป็น understep คือคือเหยียบไม่ตรงขั้น

คำถาม คือ แล้วทำไมเหยียบไม่ตรงขั้น อ่า มีหลายปัจจัยครับ ปัจจัยแรกแสงก่อน ตอนนั้น 5:50 นะครับ 5:50 เนี่ย มันยังพระอาทิตย์ไม่ขึ้น แสงตรงนั้นผมไม่รู้ว่าพอแค่ไหน ประเด็นที่ 2 สายตาคุณสนธิครับ มองเห็นอยู่ข้างเดียว มองเห็นข้างขวา คนเราเนี่ย มันควรจะต้องมองเห็น 2 ข้าง การที่เราสามารถใช้ตา 2 ข้างมองเห็นพร้อมกันได้เนี่ย มันจะสามารถมองเห็นเป็น 3 มิติและสามารถกะระยะได้นะครับ อันนี้เราเรียกว่า depth perception นะครับ ซึ่งถ้าภาษาทางการแพทย์เนี่ย เราจะเรียกว่า stereopsis นะครับ เป็นการมอง 3 มิติและกะความลึกได้ แต่ถ้าเกิดคุณมองด้วยตาข้างเดียวอย่างเงี้ย มันกะความลึกไม่ได้ครับ คุณลองทำดูเองก็ได้ เอามือปิดตาข้างนึงแล้วพยายามเอามือเอื้อมไปแตะอะไรซักอย่างอย่างโต๊ะที่อยู่ข้างหน้าเนี่ย คุณลองจิ้มกะระยะว่าจิ้มประมาณเนี้ยถึง คุณอาจจะจิ้มไม่โดนนะครับ อาจจะจิ้มขาดจิ้มเกินก็ได้ แต่ถ้าเป็น 2 2 ตาเนี่ย จิ้มอ่ะโดนแน่ๆนะครับ หรือคุณจะลองเอาปากกามาอย่างงี้ก็ได้แล้วคุณหลับตาข้างนึงแล้วคุณลองจิ้มให้โดน มันจะยากกว่าการที่คุณลืม 2 ตาแล้วจิ้มนะครับ งั้นกรณีของเนี้ยของคุณสนธิเนี่ย แกเสียตรงนี้ไปละ 1 อัน

อันที่ 2 ครับ ตาแต่ละข้างเนี่ย จะมีจุดบอดครับ จุดบอดเนี่ย มันจะอยู่เฉียงๆประมาณนี้ อ่า มันจะอยู่เฉียงๆ สมมุติตาขวาเนี่ย ตรงไปข้างหน้าเฉียงไปด้านข้างสักนิดนิดนึง จุดบอดมันจะอยู่ตรงนี้นะครับ ถ้าเกิดคุณอยากจะทดสอบจุดบอดนะ คุณหากระดาษมาใบนึงนะครับ เขียนจุดดำๆลงไปนะครับ จุดดำๆอย่างเงี้ยนะครับ แล้วก็ค่อยๆเลื่อนเข้าหาตัวเรื่อยเรื่อย มันจะมีอยู่จุดนึงที่จุดนั้นมันหายไป แต่ตาให้มองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียวนะ เลื่อนเข้าเรื่อยๆเดี๋ยวจุดมันหายไปเองนะครับ blind spot ตรงเนี้ย หรือจุดบอดเนี่ย ปกติ ถ้ามีตามองเห็นทั้ง 2 ข้างตาแต่ละข้างเนี่ย มันจะช่วยกลบจุดบอดของกันและกันนะครับ เช่นจุดบอดของตาขวามันอยู่ตรงนี้ ถ้าตาซ้ายมันยังทำงานได้ตรงเนี้ย ตาซ้ายมันจะมองเห็นนะครับ ส่วนตาซ้ายจุดบอดมันก็อยู่ข้างนี้ ถ้าตาขวาทำงานได้มันก็จะกลบจุดบอดข้างนี้ ดังนั้นจะไม่มีจุดบอดถ้าคนมองเห็นด้วยตา 2 ข้าง แต่ของคุณสนธิมองเห็นด้วยตาข้างเดียว ดังนั้นจุดตรงเนี้ยจะบอดแล้วถ้าบังเอิญไอ้จุดตรงนั้นน่ะ มันดันไปพอดีกับไอ้ตรงขั้นบันได ก็ยิ่งแล้ววใหญ่

และไม่เพียงแค่นั้นครับ พื้นตรงนั้นเนี่ย มันมันลายซะเหลือเกิน การที่พื้นลายหลายลายเนี่ย มันทำให้การกะระยะเป็นไปได้ยากขึ้น การมองให้เห็นว่าตรงไหนเป็นขั้นบันไดเนี่ย มองยากขึ้นกว่าเดิมอีกนะครับ รวมกับแสงที่มันมีน้อยแล้วเนี่ย ยิ่งมีปัญหา ทำให้คุณสนธิน่ะน่าจะมีปัญหาทางด้านการมองเห็นว่าขั้นบันไดอยู่ตรงไหนกันแน่ การกะระยะก็กะไม่ค่อยได้ แถมมันอาจจะมีจุดบอดทำให้เราเหยียบพลาดไม่ถึงขั้นบันไดซะด้วยซ้ำไปนะครับ

ไม่เพียงแค่นั้นครับ ตอนนั้นคุณสนธิกำลังออกมาจากรถใหม่ๆ ถูกมั้ย คนอายุขนาดนี้เนี่ย มันจะมีปัญหาอย่างนึงก็คือเรื่องของระบบการทรงตัวที่เราเรียกว่า vestibular dysfunction นะครับ คืออาจจะมีนิดเดียวก็ได้ บางคนมีปัญหาตรงนี้นิดเดียวก็คือตอนช่วงที่ลุกออกมาหลังจากที่นั่งมานานๆเนี่ย บางคนจะมีมึนหัวนิดนึงก็ได้ หรือบางคนการที่กล้ามเนื้อที่ขาเนี่ย มันสลายไปตามวัยนะครับ วัย 78 ปี กล้ามเนื้อเหลือนิดเดียว และคนเราเนี่ย กล้ามเนื้อจะเต็มที่ประมาณอายุ 30 ปี หลังจากนั้นเนี่ย มันก็จะลดลงประมาณสซักปีละ 1% ถ้าเกิดคุณไม่ได้ดูแลให้ดีนะครับ ผ่านไป เนี่ย 78 อายุ 78 ปีนะครับ ก็แน่นอนผ่านมาผ่านมาเยอะะ กล้ามเนื้อก็หายไปเกินครึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือกล้ามเนื้อที่ขามีไม่พอเนี่ย ในคนอายุเยอะที่นั่งมานานๆแล้วอยู่ๆลุกเนี่ยนะครับ มันจะไม่สามารถบีบเลือดจากขากลับไปที่หัวใจแล้วก็กลับไปเลี้ยงสมองได้นะครับ ทำให้เกิดภาวะความดันตกฉับพลัน แม้เพียงเล็กน้อยก็มีผล ภาวะความดันตกอันนี้เราเรียกว่า orthostatic hypotension นะครับ orthostatic hypotension คือเวลาที่เรายืนแล้วความดันมันตก

ถ้ามีภาวะนี้หรือมีภาวะการทรงตัวที่มีปัญหา หรือทั้ง 2 อย่างร่วมกัน และมันมีนิดเดียวร่วมกับปัญหาทางด้านของการมองเห็น การรับรู้และพื้นที่มันมีหลากหลายสีสัน นั่นแหละครับ ต้นเหตุแห่งหายนะทุกอย่างมันรวมกันหมด ทำให้เกิดโอกาสในการลื่นเอ่อ กัดไถลลมได้ เหยียบพลาดขั้นได้นะครับ และกรณีเนี้ย ไม่ใช่เป็นเพราะว่าขาไปสะดุดจมูกบันไดหรอกนะครับ แล้วก็ไม่ได้เป็นเพราะว่ามีใครไปผลักแกด้วย แต่มันเป็นด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ผมเล่าไปเมื่อกี้นี่แหละนะครับ อันเนี้ย น่าจะเป็นเหตุผลทั้งหมดเลย

ถามว่าแล้วเราจะป้องกันได้ยังไง ข้อแรกนะครับ ผู้ที่เขาอายุเยอะมักจะมีปัญหาเรื่องสายตาอยู่แล้ว ต่อให้ไม่เป็นต้อหินตาบอดไปข้างนึงก็จะมีเรื่องของการกะระยะที่มันเสียไปนะครับ แน่ๆอยู่แล้วจะมากจะน้อยก็แล้วแต่คน บางคนมีสายตายาวสายตาสั้นนะครับ อ่า มันมีปัญหา หรือบางคนเพิ่งใส่แว่นตาเล่น progressive ใหม่ๆ progressive เนี่ย มันมันมองแล้วเมาได้นะครับ เมาแล้วกะระยะผิดพลาดได้ บางคนอาจจะลื่นล้มหรือสะดุดหรืออะไรก็ได้ เพราะมันกะระยะได้ไม่ค่อยถูกต้องนะครับ ดังนั้นอันเนี้ยจะต้องระมัดระวัง

แสงจะต้องมีให้เพียงพอ ขั้นบันไดตรงนั้นน่ะ ผมอยากจะให้ทางทีมงานของคุณสนธิเนี่ย เปลี่ยนสีมาซะเถอะครับ การที่มันมีหลากหลายสีเนี่ย คนอายุน้อยอย่างพวกเราเนี่ยไม่มีปัญหาหรอกครับ ผมมองผมแยกได้ แต่ถ้าเกิดอายุมันเยอะขึ้นไปเนี่ย อ่า คุณอาจจะแยกไม่ถูกก็ได้ว่าตรงไหนมันคือขั้นบันไดกันแน่ ถ้าเป็นไปได้ควรจะให้มันเป็นสีเรียบเนี่ยสีเดียวเลย อะไรก็ได้เลือกว่าสีเดียว แล้วก็ตรงจมูกบันไดคือตรงที่มันเป็นมุมบันไดอ่ะ มันควรจะต้องมีตัวยางกันลื่นนะครับ ให้มันมีสีชัดเจนเลย เช่นสีเหลืองหรือสีอะไรก็แล้วแต่ให้เรามองเห็น มีความแตกต่างกันชัดเจนระหว่างขั้นบันไดที่มันสีเรียบ และไอ้ตรงจมูกบันไดตรงมุมบันไดที่มันมีสีแตกต่างออกมาชัดเจนจะได้มองเห็นชัดๆ

บริเวณนั้นจะต้องมีไฟที่มันสว่างชัดเจนนะ ครับ เพราะว่าอันนั้นเกิดตอนเช้ามืด ถ้าเกิดมันยังมืดๆไฟสลัวก็ยิ่งแล้ววใหญ่ ตรงนั้นเนี่ย มันเป็นเสาถูกมั้ยครับ ถ้าเป็นเสาแล้วแสงมันมาจากที่อื่นแล้วทำให้ตรงบริเวณนั้นมันมืดลงอ่ะ มันเป็นเงาเสาทาบลงมา คุณก็ยิ่งมองไม่เห็นใหญ่ถูกมั้ยครับ ขนาดเปิดไฟสว่างเนี่ย ถ้าเป็นพื้นที่มันมีลายๆเนี่ย มันยังแยกระยะกันได้ยากเลย แต่ถ้าเกิดว่ามันสลัวๆมีเงาของเสาทับไปบนลาย คุณแยกไม่ออกหรอกครับถูกมั้ย งั้นเรื่องของสีบันไดเนี่ย จำเป็นอย่างยิ่ง และควรจะจะต้องมีราวให้จับถึงแม้ว่าบันไดมันจะมีไม่กี่ขั้น มันควรจะต้องมีอะไรให้จับอยู่ตรงนั้นเพื่อความปลอดภัยจริงๆนะครับ อันเนี้ยเป็นสิ่งที่ควรทำนะ

ต่อมาก็จะเป็นเรื่องของการดูแลเวลาคนอายุขนาดเนี้ย หัวฟาดแล้วมันเกิดอะไรขึ้นนะครับ ถ้าเป็นคนอายุน้อยนะครับ เวลาล้มเนี่ย มันมันสามารถป้องกันตัวเองไม่ให้มีการเกิดการกระแทกได้ แต่ถ้าเกิดคนอายุเยอะเนี่ย ปฏิกิริยาตอบสนองมันช้าลง กล้ามเนื้อก็สลายไปเยอะและนะครับ มันก็จะมีปัญหาหกล้มแบบนี้ขึ้นมาได้

ถ้าสมมุติอายุเยอะหกล้มแล้วหัวฟาดเนี่ย ส่วนใหญ่ถ้าอายุเกิน 60 นะ เรามักจะแนะนำให้ทำ CT สแกนสมองเสมอ ไม่สนใจด้วยว่าคุณจะมีอาการหรือไม่มีอาการ อ่า ตรงเนี้ยแตกต่างนะ ไม่ว่าคุณจะมีหรือไม่มีอาการ บางคนบอกว่าจะต้องรอจนมึนหัว มีอ้วกมีอะไรก่อนถึงค่อยไปทำ CT สแกน อ่า ไม่ต้องนะครับ เพราะในผู้สูงอายุปัญหาที่เราเจออย่างนึงก็คือว่า เค้าอาจจะมีโรคประจำตัวเยอะนะครับ เค้าอาจจะกินยาละลายลิ่มเลือดอะไรสักอย่างอยู่ก็ได้ ซึ่งมันเป็นปัญหาที่ทำให้เลือดออกได้ง่ายในสมองนะครับ แต่ต่อให้เขา้าไม่มีโรคประจำตัวไม่กินยาใดๆเลยเนี่ย เวลาที่เราดูแลคนสูงอายุ สิ่งนึงซึ่งเราต้องรู้ก็คือสมองเนี่ย เนี่ยมันจะฝ่อไปตามวัยอยู่แล้วนะครับ อ่า สมองมันจะฝ่อลงมันหดลงหดลงแล้วเกิดอะไรขึ้น หดลงเนี่ย คือบนผิวของสมองเนี่ยนะครับ มันจะมีหลอดเลือดเต็มไปหมดเลยนะครับ หลอดเลือดพวกเนี้ยมันจะอยู่ตรงผิวสมองแล้วก็ขึ้นไปถึงตรงบริเวณกะโหลก สมมุติตรงนี้กะโหลกตรงนี้สมองมันจะมีหลอดเลือดที่เชื่อมกันอย่างงี้ ถ้าคุณเป็นคนที่สมองมันยังไม่ฝ่อมันเต็มกะโหลกอย่างเงี้ย หลอดเลือดพวกเนี้ยไม่มีปัญหาหา แต่ถ้าเกิดคนที่สมองมันฝ่อลงไปแล้วเป็นไง หลอดเลือดตรงนี้โดนยืดออกครับ โดนยืดแปลว่าถ้าเกิดคุณหกล้มแล้วสมองมันสั่นอย่างเงี้ย ไอ้หลอดเลือดเนี่ยมันฉีกเลยครับ ฉีกแล้วก็เลือดออกครับ

และที่สำคัญครับ ถ้าสมองของคุณเนี่ย มันเหี่ยวไปแล้วอย่างนี้เนี่ย เลือดมันต้องออกตั้งนานต้องออกตั้งเยอะกว่ามันจะกดลงบนสมองได้ถูกมั้ครับ เพราะว่ามันมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างงี้ มีเนื้อที่ระหว่างสมองกับกะโหลกเพิ่มขึ้น เลือดมันจึงอยู่ในนั้นได้ตั้งเยอะมันต้องเยอะมากๆมันถึงจะกดสมอง ซึ่งแตกต่างจากคนที่สมองมันยังไม่ฝอก็คือมันยังเต็มอยู่เนี่ยนะ ครับ แล้วเวลาเลือดออกแป๊บเดียวมันก็กดสมองละ เราก็จะมีอาการเร็ว แต่ในคนสูงอายุเนี่ย จะไม่มีแบบนั้นนะครับ อ่า จะไม่มีแบบนั้น อ้อ อันนี้คือสมองฝ่อที่เล่าเนี่ย คือเป็นทางการแพทย์นะครับ ไม่ได้แปลว่าผมด่าแกว่าสมองมันฝ่อไปไม่ใช่นะครับ อันนี้คนละอย่างกันเดี๋ไม่งั้นจะหาว่าเฮ้ยผมไปว่าแก ไม่ใช่ครับ อันนี้นี่ทางการแพทย์เราจะเรียกว่า Brain atrophy นะครับ ซึ่งเกิดขึ้นตามช่วงอายุจริงๆนะครับ เป็นเหตุการณ์จริงๆที่ใครอายุเยอะเนี่ย มันก็จะฝ่อแบบนี้จริงๆนะครับ ไม่ได้ด่าอะไรนะครับ

อ่ะ ทีนี้ถามว่า CT สแกนครั้งหนึ่งไม่เป็นอะไร ไม่เจอกะโหลกแตกไม่ได้เจอเลือดออกอ่ะ สังเกตอาการคืนหนึ่งดีะ กลับบ้านปลอดภัยหรือยัง ครับ เพราะว่าไอ้หลอดเลือดพวกเนี้ย บางทีมันฉีกขาดเล็กๆน้อยๆ เลือดยังไม่ค่อยออก CT ไปตอนแรกยังไม่เห็น แต่หลังจากนั้นมันอาจจะค่อยๆซึมออกมาก็ได้นะครับ ทำให้ อาจจะมีปัญหาตามมา

ทีนี้ปัญหาอะไรบ้างที่เราจะต้องเฝ้าระวังในคนสูงอายุหลังจากหัวกระแทกอย่างกรณีของคุณสนธิในช่วง 2-3 อาทิตย์เนี่ย ก็คือถ้ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนะครับ อะไรก็ได้เลย อาจจะหงุดหงิด อาจจะช้า อาจจะไม่ค่อยคุย อาจจะรู้สึกสมองมันไม่ค่อยแล่น อันเนี้ยผิดปกติและนะครับ หรือนอนมากกว่าปกติแต่ก่อนไม่ค่อยนอนตอนนี้นอนเราก็คิดว่าเอ้ยเค้าคงเพลียเมืหัวไปกระแทกมาให้เค้านอนเถอะไม่ปกติ ครับไม่ปกตินะฮะ อ่ะ พฤติกรรมผิดปกติอ่านอนเยอะเกินไป หรือสับสนอ่ะ พูดแล้วงงๆนะครับ หรืออาจจะมีอาการการปวดหัว ปวดหัวคลื่นไส้อาเจียนนะครับ สายตาที่มันเคยปกติข้างขวาตอนนี้มันก็ไม่ปกติ และมีการอ่อนแรงเกิดขึ้น มีเวียนหัวนะครับ หรืออะไรก็ได้ที่มันเป็นอาการใหม่ขึ้นมานอกเหนือจากการเจ็บตรงบริเวณที่มันกระแทกเท่านั้น พวกเนี้ย ถ้ามีอาการเหล่านี้นะครับ ห้ามคิดว่ามันปกติเด็ดขาด และห้ามคิดว่าจะนอนหลับพักผ่อนกินยาดมยาหอมแล้วมันจะดีขึ้น มันไม่ดีขึ้นครับ คุณควรจะต้องรีบพาไปโรงพยาบาล แล้ว CT สแกนสมองซ้ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่มีเลือดออก ตรงเนี้ยพลาดกันมาหลายคนแล้วนะครับ คือผมเคยเจอระหว่างเป็นแพทย์ใช้ทุนก็คือมีเคสอย่างเงี้ยแล้วไม่มีใครสั่ง CT สแกนเพราะว่าคนไข้ไม่เป็นอะไรก็ปวดหัวก็แค่นั้นก็เดินได้ปกติไม่เป็นอะไรเลยไม่ได้ครับ มันต้องทำในคนอายุเยอะและโดยเฉพาะถ้าใครที่กินยาอ่าต้านเกล็ดเลือด ยาละลายลิ่มเลือดนะครับไปป้องกันลิ่มเลือด หรือคนไหนที่ดื่มแอลกอฮอล์เยอะๆไอ้ นี่ก็เป็นและเดี๋ยวนี้ครับ ยังมีพวกที่กินอาหารเสริมกลุ่มที่มันจะมีผลต่อเลือดเยอะๆเช่นถ้าเป็นสมุนไพรก็มีกระเทียมนะครับมีขมิ้นชันอ่าพวกเนี้ยเลือดออกง่ายๆนะครับ วิตามินอีอ่ากินโอเมก้า 3 ฟิชออยล์พวกเนี้ยนะครับ ก็ต้องระมัดระวังนะ มันอาจจะทำให้เลือดมันออกเพิ่มมากขึ้น งั้นคนพวกเนี้ยจะต้อง CT สแกนสมองเสมอ และไม่ใช่แค่นั้นจบเวลาที่เราติดตามอาการต่อไปในอนาคตบางทีเนี่ยเป็นช่วงเดือนทั้งเดือนเลยเราต้องดูเลยว่ามันมีโอกาสที่จะเกิดเลือดออกขึ้นมามากน้อยแค่ไหน คนเหล่าเนี้ยถ้ามีอาการผิดปกติที่ผมเล่าไปเบื้องต้นนะจะต้องเอากลับมาตรวจเสมอ แม้ว่าจะผ่านไปแล้ว 2 อาทิตย์หรือมากกว่านั้นก็ตามนะครับ

อ่ะ วันนี้ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณสนธิหายดีไวๆนะครับ แล้วก็ขอให้ไม่มีผลข้างเคียงใดๆทั้งสิ้นจากการอกล้มในครั้งนี้นะครับ แล้วก็รบกวนจริงๆทีมงานนะครับ ควรปรับปรุงพื้นแถวนั้นโดยด่วน เพราะว่ามันเสี่ยงต่อการล้มมาก ผมเห็นครั้งแรกผมยังรู้สึกว่าบางคนเนี่ย ถ้าเห็นแล้วมันอาจจะเมาเมาลายพื้นแล้วมันก็หกล้มได้ง่ายๆเลยนะครับ แล้วถ้าบ้านใครเนี่ย เป็นแบบนั้นกรุณารีบเปลี่ยนต่อให้มันเป็นพื้น ที่ผู้สูงอายุนะ เดินเป็นประจำจนชินก็ตามนะครับ มันยังมีปัญหาได้อยู่ดี และถ้าเป็นพื้นในบ้านกรุณาอย่าให้มีอะไรไปวางที่พื้นเยอะๆ ของเล่นเด็กเก็บให้หมด พรมอะไรพวกเนี้ยต้องระมัดระวัง เพราะพรมคุณไปเตะโดนขอบพรมเป็นไง พรมมันพลิกผัวก็ลื่นล้มได้เลย สะดุดพรมล้มก็มีเยอะแยะนะ ครับ ในห้องน้ำก็ต้องเป็นกระเบื้องกันลื่น มีที่เกาะให้ผู้สูงอายุเสมอ เพราะคนพวกเบางทีเขามึนหัวขึ้นมานะครับ

อ่ะ วันนี้ก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้สูงอายุหลายๆคน แล้วก็บ้านไหนมีผู้สูงอายุรบกวนทำเรื่องพวกนี้ให้มันดีด้วย เพราะว่าคุณไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นนะครับ แล้วถ้าเกิดขึ้นมาทีก็ไม่คุ้มนะครับ วันนี้เล่าให้ฟังเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ