Transcription
นะคะ 3 ก็คือเพิ่มความสามารถของระบบการบำบัด ซึ่งตรงกับนโยบายหมวดที่ 6 นะคะ ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนที่มีมาตรฐานอยู่แล้วเนี่ย เข้ามามีส่วนร่วมภายใต้การกำกับของภาครัฐ หรือที่เราเรียกว่า Public Private Partnership นะคะ
ข้อ 4 ก็คือยก ระดับบทบาทของท้องถิ่นท้องที่นะคะ มีงบรับส่งผู้ป่วย มีการติดตามเยี่ยมบ้าน รวมไปถึงการทำค่ายบำบัดยาเสพติด อย่างเช่นค่าย CBTX นะคะ
ข้อ 5 ก็คือเพื่อให้ผู้นำชุมชนแล้วก็เจ้าหน้าที่รัฐเนี่ย ทำงานได้อย่างมั่นใจ แล้วก็คล่องตัวนะคะ ก็ควรจะสร้างแนวทางคุ้มครองทั้งภาคปฏิบัติแล้วก็ทางกฎหมายนะ คะ พร้อมกับมีระบบจูงใจเชิงบวก ป้องกันข้ออ้างที่จะละเลยในการปฏิบัติหน้าที่นะคะ แล้วก็ขจัดยาเสพติดให้ได้อย่างจริงจังนะ คะ
ข้อ 6 ก็ต้องมี Preventive Model นะคะ สำหรับกลุ่มที่เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง หรือในทางการแพทย์เขาเรียกว่ากลุ่มที่เป็น SMIV ค่ะ ซึ่งจุดนี้เนี่ย ถ้าทำได้ จะมีความคุ้มค่าทั้งทางสังคมแล้วก็งบประมาณด้วยนะคะ
ข้อ 7 เนี่ย ที่สำคัญนะคะ ต้องมีระบบติดตามหลังรักษา ก็คือต้องมี Seamless Monitoring เชื่อมกับกลุ่มคนที่เป็นของครอบครัว อสม. รพสต. โรงพยาบาลชุมชน รวมไปถึงท้องถิ่นท้องที่นะคะ ต้องทำเชื่อมต่อกันให้ได้นะคะ
ข้อ 8 นะคะ ต้องมีการสื่อสารสาธารณะใหม่ ที่ว่ารัฐไม่ละเลยผู้เสพที่เข้ารับการบำบัด และรัฐก็ไม่อ่อนข้อให้กับผู้ค้าด้วยเช่นกัน
ข้อ 9 นะคะ ต้องเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างรัฐและหน่วยงานต่างๆ นะคะ ให้เชื่อมกันโดยที่ไร้รอยต่อค่ะ
ข้อ 10 งบประมาณนะคะ ต้องจัดให้ตรงกับหน้างาน งบต้องเข้าถึงหน้างานจริงนะคะ และสุดท้ายนี้ ขอให้ตัวชี้วัดเนี่ย กว้างขึ้นนะคะ ว่าเข้า ระบบกี่ราย เสพซ้ำกี่รายนะคะ ก่อเหตุรุนแรง ลดลงหรือเปล่านะคะ ถ้าทำได้นะคะ ประเทศไทยของเราเนี่ย จะไม่ใช่แค่เข้มกับยาเสพติดนะ คะ แต่จะแม่นกับปัญหาแล้วก็ช่วยคนได้จริง ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
>> ครับท่านเปรมศักดิ์พียุระครับ
>> กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์พียอยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพสาธารณสุขจากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ท่านยังฟังการอภิปรายไหมครับ ถ้าท่านยังฟังอยู่ ผมก็ขอขนานนามนโยบายที่ท่านแถลงเมื่อเช้า ท่านอ่านอยู่ชั่วโมงเศษๆเนี่ยนะฮะ ผมขอเรียกว่าฉบับเบี้ยวกลางแดด แดดร้อนๆอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ทำไมถึงว่าเบี้ยวกลางแดดท่านประธานครับ การละครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เพิ่งผ่านมา ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้แสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจน ผ่านการลงคะแนนประชามติ โดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน 21 ล้าน 600,000 คนเศษ เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นชอบเพียง 11.2 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเพียง 30% ท่านประธานครับ เสียงส่วนใหญ่ถล่มทลายขนาดนี้ ยังไม่มีนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในนโยบายแม้แต่ข้อเดียว ผมอ่านดูตั้งแต่หน้าแรกจนถึงสุดท้าย ก็มีเรื่องของเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม หรือการบริหารราชการแผ่นดิน แต่หายไปด้วยความจงใจหรือเปล่า ถ้าจงใจ ผมขอให้เติมแล้วก็เติมเข้ามา ก็หาคนรับผิดชอบ ซึ่งก็มีแล้ว คือท่านรองนายกฝ่ายกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนว่าหลายคนมักจะบอกว่า ไม่ต้องไปแก้หรอกรัฐธรรมนูญ เพราะเราต้องแก้ปัญหาน้ำมันแพงก่อน ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน แก้ปัญหาปากท้องก่อน ทำไปด้วยกันก็ได้ครับ เพราะคนใน ครม.มีตั้ง 35 คน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชามติออกมาขนาดนี้ ถ้าเบี้ยว ผมว่าก็เจอดีแน่นะครับ กราบเรียนท่านประธานครับว่า ไม่ต้องเสียสมาธิ เพราะการแก้ปัญหาปากท้อง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ท่านก็ใช้มืออาชีพที่มาจากเทคโนแครต ท่านเหล่านี้ก็ทำงานอย่างแข็งขัน เพราะฉะนั้น เหลือเพียงมือกฎหมายครับ ผมว่าให้ท่านมารับผิดชอบเรื่องนี้โดยด่วน ด่วนยังไงครับ สมัยประชุมนี้เพิ่งเปิด ก็เปิดประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสมัยประชุมนี้อย่างเร่งด่วน หรือคิดว่าจะรออีกนิดก็สมัยประชุมหน้า แต่ถ้าเลย พ.ศ. 2569 ผมว่าคงไม่ดีครับ นี่อย่างช้าคิดว่าสมัยประชุมหน้า แต่ต้องตั้งลำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนเพียงสั้นๆ เพราะเวลาน้อยมาก ให้พูด 3 นาที ในขณะที่ปัญหาบ้านเมืองมีอย่างล้นเหลือ ผมก็บอกว่าเรื่องนี้จะไปรอช้าไม่ได้ ต้องทำควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาทุกอย่างของรัฐบาล ท่านประธานครับ ดอกกระจเจียวบานอีกไม่นานก็คงจะเฉา แต่ผลการลงประชามติของเรา จะปล่อยให้เฉาได้อย่างไร ขอบพระคุณครับ
>> ครับท่านนรเสษปัชยากรครับ
>> ครับ
>> ครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นรเสษปรัชยากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกสภานะครับ หลังจากผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาครับ มีประชาชนมาแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนนะครับ กว่า 21 ล้านเสียงว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และผมก็เชื่อนะครับว่าประชาชนก็เฝ้ารอครับ ว่าคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่จะมีกรอบแนวทาง หรือว่า Road Map การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร แต่ในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีในเล่มนี้ครับ มีการกล่าวถึงการทำประชามติสอดแทรกอยู่เพียง 1 ประโยค แบบบาง เบา แผ่วเบา และก็เบาหวิวมากครับ ซึ่งเป็นเพียงการอธิบายถึงสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้วในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 เท่านั้น การแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันนี้นะครับ ควรจะเป็นการบอกประชาชนว่าประเทศนี้จะถูกพาไปข้างหน้าอย่างไร แต่สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่เป็นสิ่งที่รัฐบาลพูดนะครับ แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลจงใจจะไม่พูดในคำแถลงนโยบายฉบับนี้ครับ ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียวที่พูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นคำถามใหญ่ของสังคมในประเทศในขณะนี้ ท่านประธานครับ ในเนื้อหาคำแถลงนโยบายในเอกสารฉบับเดียวกันนี้นะครับ มีคำว่ารัฐธรรมนูญปรากฏอยู่ 3 ครั้ง แต่ทุกครั้งนะครับ ก็คือการบอกว่าจะทำอย่างไรให้การดำเนินการของรัฐบาลเนี่ย สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมเข้าใจนะครับว่ารัฐบาลเองก็กำลังเคารพกติกา และขณะเดียวกันท่านก็กำลังยึดติดกับกติกาที่ประชาชนไม่ได้ยอมรับด้วย เพราะข้อเท็จจริงนะครับ ไม่ได้มีใครกล้าปฏิเสธได้เลยว่าตอนนี้ ประชาชน 21 ล้านเสียงที่ออกมาใช้สิทธิ์ประชามติแล้วก็บอกชัดเจนนะครับว่าต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 21 ล้านเสียงนี้ สำหรับท่านนะครับ ผมไม่แน่ใจนะครับว่าเป็นเพียงเสียงกระซิบหรือเปล่า แต่สำหรับผมเองเนี่ย มันคือเสียงตะโกนของคนในประเทศนี้ ว่าต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่คำแถลงนโยบายของรัฐบาลนะครับ กลับเลือกทำเป็นไม่ได้ยิน ผมยืนยันนะครับว่านี่ไม่ใช่ความบกพร่องในการแถลงนโยบาย แต่มันคือจุดยืนที่ท่านเลือกในวันนี้ จุดยืนที่จะไม่แตะรัฐธรรมนูญ จุดยืนที่จะไม่เปลี่ยนกติกา จุดยืนที่จะไม่ฟังเสียงของประชาชน และจุดยืนที่จะรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมเอาไว้ ท่านประธานครับ รัฐบาลอาจจะคิดว่าการที่ไม่ออกมาพูดเรื่องนี้ จะทำให้ความขัดแย้งมันหายไป แต่ในความจริงนะครับ การที่ท่านไม่พูดเนี่ย คือการปฏิเสธเจตจำนงของประชาชน และการปฏิเสธเจตจำนงของประชาชนเนี่ย คือการทำลายความชอบธรรมของตัวท่านเอง ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน เพราะในระบอบประชาธิปไตยนะครับ รัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่แค่บริหารประเทศเท่านั้น ท่านมีหน้าที่ฟังเสียงเจ้าของประเทศ และเจ้าของประเทศก็ได้พูดแล้วนะ คะ พูดอย่างชัดเจน พูดอย่างท่วมท้นว่าพวกเขาต้องการกติกาใหม่ ท่านประธานครับ ถ้าจะเชื่อจริงๆ ว่าอำนาจเป็นของประชาชน คำถามง่ายๆที่ผมอยากจะถามวันนี้เลยครับ ว่าทำไมในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเล่มนี้ ไม่มีแม้แต่ 1 บรรทัดที่ตอบเสียงของประชาชน 21 ล้านคน ทั้งๆที่หลังเลือกตั้งท่านนายกก็ทราบผลของประชามติแล้ว ท่านก็พูดชัดเจนในรายการทีวีว่ามติของประชาชนออกมาอย่างไรก็ต้องดำเนินการตามมติของประชาชน ท่านถูกถามนะครับในรายการทีวีว่าจะทำด่วนไหม ท่านก็ยังตอบนะครับ ผมขอโพสต์คำพูดของท่านเลยนะครับ ท่านตอบว่า "นี่มติของประชาชนนะครับ มติประชามติไม่ด่วนได้เหรอ" หวังว่าท่านจะยังจำคำพูดของท่านเองได้นะครับ หรือจริงๆแล้ว ผมก็เชื่อว่าท่านอาจจะไม่ได้ลืม แต่ท่านก็ไม่และท่านก็ไม่ได้กลัวนะครับ ที่จะแก้รัฐธรรมนูญ แต่ท่านกลัวที่จะสูญเสียอำนาจที่ผูกอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใช่หรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงนะครับ ผมก็อยากจะถามและให้ท่านนายกตอบตรงๆนะครับ ว่าระหว่างการรักษาอำนาจของตัวเองกับการเคารพเจตจำนงของประชาชน ท่านเลือกอะไร ท่านประธานครับ การแถลงนโยบายครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่สิ่งที่รัฐบาลจะทำนะครับ แต่มันแสดงออกถึงสิ่งที่รัฐบาลเลือกที่จะไม่ทำ และสิ่งที่รัฐบาลการเลือกที่จะไม่ทำในวันนี้ ก็คือการเลือกที่จะไม่เดินตามเสียงของประชาชน เลือกที่จะไม่ฟังเสียงของประชาชน ผมขอทิ้งท้ายนะครับ ด้วยคำถามสั้นๆ ที่ผมเชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศก็กำลังรอฟังคำตอบอยู่ 21 ล้านเสียงของประชาชนยังไม่ดังพอสำหรับรัฐบาลชุดนี้ใช่หรือไม่ และถ้ายังดังไม่พอนะคะ รัฐบาลต้องการให้เสียงประชาชนดังถึงระดับไหน ท่านถึงจะยอมเปลี่ยนกติกาของประเทศนี้ ขอบคุณครับ
>> ครับท่านประสิทธิ์โนทะครับ
>> เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายประสิทธิ์โนทะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน เขตพรรคกล้าธรรม ในฐานะสมาชิกสภา วันนี้ผมขอใช้สิทธิ์อภิปรายเพื่อนำเสนอถึงข้อเสนอแนะและสะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชนคนจังหวัดนาด้านต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินชานวีรกุล โดยมีประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งบรรจุไว้เป็นวาระเร่งด่วนตามนโยบายของท่านดังนี้ครับ
ข้อที่ 1 การแก้ปัญหาวิกฤตการด้านการเกษตร เรื่องสิทธิที่ดินทำกินและสิทธิที่อยู่อาศัย จังหวัดน่านมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและเขตป่าไม้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาการครอบครองที่ดินทั้งที่ทำมาหากินและที่อยู่อาศัยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สืบเนื่องมาจากพื้นที่ทำกินของชาวจังหวัดน่านจำนวนมากทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ แม้ประชาชนจะอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในพื้นที่มานานก่อนการประกาศเขตของรัฐแล้วก็ตาม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้พี่น้องประชาชนคนจังหวัดน่านต้องเผชิญกับ 1 ความไม่มั่นคงในสิทธิการถือครองที่ดิน 2 ความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย 3 มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน 4 การเข้าถึงสาธารณูปโภคต่าง และสำคัญที่สุด การเข้าถึงโครงการที่สนับสนุนของภาครัฐ จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแก้ปัญหาความยากจนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนคนจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน อยากให้รัฐบาลมีนโยบายและหาแนวทางเร่งด่วนในกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ในการครอบครองและจัดสรรที่ดินที่ทำกินให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านที่ประสบปัญหาทับซ้อนกับเขตพื้นที่ของรัฐ เพื่อให้ได้รับสิทธิการครอบครองที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายครับ
วาระที่ 2 ครับ การแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ จังหวัดน่านมีประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือข้าวโพด ยางพารา ข้าว ปัจจุบันนี้เกษตรกรกำลังเผชิญวิกฤตปัญหาด้านราคาผลผลิตที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนกลับสูงขึ้นและผันผวนอย่างต่อเนื่อง เช่น ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าสารเคมี ค่าน้ำมัน ค่าอุปกรณ์ด้านการเกษตร ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญของพี่น้องเกษตรกร เริ่มตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การเพาะปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการนำผลผลิตด้านการเกษตรเข้าสู่ตลาด การรับซื้อ โดยที่ต้นทุนการผลิตและราคาขายไม่สอดคล้องกัน จึงส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาดังนี้ คือ ปัญหาภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ปัญหาหนี้สินในครัวเรือนเพิ่มขึ้น รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ในขณะเดียวกันพื้นที่ยังขาดระบบการจัดการตลาดที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากภาครัฐ การสนับสนุนโครงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางด้านการเกษตร ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของจังหวัดน่านและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหาเป็นระบบจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน เช่น รัฐบาลมีมาตรการในการแทรกแซงหรือพยุงราคาพืชผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระหนี้สินให้แก่พี่น้องเกษตรกร รัฐบาลมีแผนงานหรือโครงการส่งเสริมการเกษตรแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาพืชผลที่ตกต่ำในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างยั่งยืน
3 การจัดการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดน่านมีภูมิประเทศเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำล้อมรอบด้วยภูเขาสูง เมื่อเข้าสู่มรสุมฤดูมรสุมจึงมักเกิดปัญหาน้ำป่าไหลหลากและอุทกภัยอย่างร้ายแรง ปี 2567 จังหวัดน่านเกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ถึง 2 ครั้ง ซึ่งภัยพิบัติที่หนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อจังหวัดน่าน เช่น ท่วมโรงพยาบาลประจำจังหวัดน่าน ข้างไม้ เครื่องมือแพทย์เสียหายมูลค่าเป็นพันๆล้าน ท่วมโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด อุปกรณ์การเรียนต่างๆได้รับความเสียหาย ลูกๆนักเรียนไม่สามารถเข้าเรียนได้ ท่วมค่ายทหารประจำจังหวัดน่าน ท่วมศาสนสถาน วัตถุโบราณที่สำคัญได้รับความเสียหาย ที่สำคัญที่สุด ท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรเสียหายเป็นวงกว้าง น้ำท่วมครั้งนี้ ชาวจังหวัดน่านต้องขอขอบพระคุณท่านธรรมนัสพรหมเผ่า ซึ่งขณะนั้นท่านได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรราษฎร ที่ท่านได้นำองคาพยพจากกรมชลประทาน 8 จังหวัดภาคเหนือ นำเครื่องจักรกลต่างๆเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
>> ไม่ว่าจะเป็นรถตัก รถขน รถน้ำ ทำให้จังหวัดน่านกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว ภัยพิบัติครั้งนี้กระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดน่าน แม้หน่วยภาครัฐจะเร่งเหลือช่วยเหลือหรือแก้ไขสถานการณ์อย่างคลี่คลาย แต่ก็ยังพบว่าการระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วมตลิ่งยังไม่มีประสิทธิภาพอย่างพอเพียง โดยเฉพาะในสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฝนตกหนักขึ้นทุกปี
ข้อเสนอถึงรัฐบาล:
1. จัดทำระบบป้องกันน้ำท่วมและทำคันกั้นน้ำอย่างถาวรในเขตชุมชนและเขตเศรษฐกิจของจังหวัดน่าน
2. จัดทำแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำน่านอย่างเป็นระบบ เช่น เร่งรัดสร้างแหล่งเก็บกักน้ำในฤดูน้ำหลาก ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตามสภาพของภูมิประเทศในพื้นที่นั้นๆ
3. ขุดลอกเศษหินดินทรายที่มาทับถม ทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน ระบบน้ำไม่สามารถไหลผ่านได้ และไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ในฤดูแล้ง
4. จัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำไหลหลากอย่างยั่งยืนและถาวร
5. พัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมที่อย่างแม่นยำและครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนจังหวัดน่านไม่ต้องอยู่กับความหวาดระแวงจากภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี
ปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่ง วิกฤตไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 จังหวัดน่านมีพื้นที่ป่าจำนวนมาก ในช่วงฤดูแล้งของทุกปีมักเกิดไฟป่าอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดหมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือที่เรียกกันว่า PM 2.5 พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกเพศทุกวัย และส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดน่าน แม้เจ้าหน้าที่และภาคส่วนประชาชนจะร่วมกันควบคุมไฟป่าอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดครับ ข้อจำกัดด้านงบประมาณในการแก้ไขปัญหาทุกด้านที่ไม่พอเพียง ขาดเครื่องไม้เครื่องมือในการดับไฟป่าที่ทันสมัย จึงขอให้รัฐบาลมีมาตรการอย่างเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา สนับสนุนงบประมาณและเทคโนโลยีดับไฟป่าที่ทันสมัย จัดสรรอุปกรณ์ป้องกันภัยให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟป่า จัดทำยุทธศาสตร์จัดการป่าไม้และไฟป่าเชิงรุก ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรกรเพื่อลดการเผาในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ของจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน
วาระที่ 4 การยกระดับการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดน่าน จังหวัดน่านอ้อมกอดของขุนเขา เมืองเก่าที่มีชีวิตอยู่ น่านได้รับประกาศให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO สาขาหัตถกรรมและศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้าน และอยู่ระหว่างเดินหน้าผลักดันเข้าสู่เมืองมรดกโลก แต่การยกระดับการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานของการท่องเที่ยวยังไม่ดีเท่าที่ควร จังหวัดน่านเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนศิลปะด้านวัฒนธรรม มีธรรมชาติที่สวยสด งดงาม จึงขอให้ทางรัฐบาลได้ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวครับ ท่านประธานครับ นโยบายของรัฐบาล ผมแอบดีใจแทนพี่น้องชาวจังหวัดน่านในการรับฟังการรายงาน แต่นโยบายไม่ใช่ความสวยหรูอยู่บนแผ่นกระดาษ ต้องหมายถึงการที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ห่างไกลจังหวัดน่านได้รับการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด เป็นรูปธรรมและอย่างเร่งด่วนครับ ขอบพระคุณครับ
>> ครับท่านอิทธิพลชนทราศิริครับ
>> ชัดเจนมาก
>> เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อิทธิพลชนทราศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้คณะรัฐมนตรีครับแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ต่อตัวแทนของพี่น้องปวงชนชาวไทยทั้งประเทศครับ เป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินในอีก 4 ปีข้างหน้า แต่ท่านประธานครับ สำหรับพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศครับ เขากำลังนับถอยหลังครับ นับถอยหลังรอว่าคำมั่นสัญญาที่พวกท่านเคยรับปากตอนหาเสียงจะกลายเป็นความจริง หรือเป็นแค่ลมปากของนักการเมือง ที่พอได้เป็นรัฐบาล พอได้เป็นรัฐมนตรีก็มักจะไม่ทำตามคำมั่นสัญญา ผมไม่อยากให้คำสบประมาทเหล่านี้เกิดขึ้นกับรัฐบาลนี้ครับ การแถลงนโยบายครับ ไม่ใช่พิธีกรรมตามรัฐธรรมนูญครับ แต่มันคือคำมั่นสัญญา คือความรับผิดชอบต่อชีวิตพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ รัฐบาลครับจำเป็นต้องทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนครับ วันนี้ผมจึงขอทำหน้าที่ทวงสัญญาแทนพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศครับ ถึงนโยบายที่รัฐมนตรีแถลงในสภาวันนี้ว่าจะแก้วิกฤตปัญหาของพี่น้องเกษตรกรได้จริง หรือแค่พิมพ์ไว้สวยหรูในเล่มนโยบายเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ
นโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงในด้านเกษตร ผมอ่านศึกษารายละเอียดเอกสารที่ท่านแถลงอย่างละเอียดครับ ผมกลับพบว่ามีแต่คำพูดกว้างๆ ไม่บอกแนวทางหรือมาตรการ ไม่รู้ว่ากลไกระยะสั้นที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรในช่วงนี้คืออะไร เกษตรกรจะรอดปีนี้ไปได้อย่างไร้แนวทางปฏิบัติ ไร้ความชัดเจนครับ ในคำแถลงนโยบายครับ ท่านพูดเรื่อง AI ท่านพูดเรื่อง Big Data ยิ่งใหญ่โตครับ แต่ไม่พูดถึงปากท้องของพี่น้องเกษตรกรเลยครับ คำแถลงนโยบายชูคำสวยหรูครับ แต่สิ่งที่เกษตรกรเผชิญวันนี้คือผลผลิตราคาตกต่ำครับ น้ำมันราคาแพง หนี้ท่วม ต้นทุนสูง น้ำไม่พอ ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ไม่เห็นท่านพูดถึงความเจ็บปวดเหล่านี้ของพี่น้องเกษตรกร ว่าท่านจะแก้อย่างไร นโยบายที่ท่านบอกครับ ให้เกษตรกรปรับตัว ให้ใช้เทคโนโลยี ให้ลดคาร์บอน ให้หยุดเผา ให้ปรับวิถีการผลิต คำถามคือให้ทำนั่นทำนี่ครับ แล้วใครจ่ายครับ ใครจ่ายค่าเครื่องไม้เครื่องมือ ใครจ่ายค่าความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน ใครรับผิดชอบครับ ถ้าคำตอบคือให้พี่น้องเกษตรกรเป็นคนแบก นี่ไม่ใช่นโยบายที่ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรครับ นี่นโยบายที่โยนภาระความเสี่ยงให้เกษตรกร นี่ท่านอยู่ข้างเกษตรกรจริงๆใช่หรือไม่ครับ หรือท่านกำลังบอกพี่น้องเกษตรกรว่า ถ้ารอดไม่ได้ก็เพราะเกษตรกรปรับตัวไม่ทันเอง แบบนั้นหรือครับ ผมขอถามคำถามง่ายๆครับ ผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ แล้วชีวิตพี่น้องเกษตรกรจะดีขึ้นตรงไหน เมื่อไหร่ อย่างไรในคำแถลงนโยบายนี้ครับ
สำหรับนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยหาเสียงไว้ครับ ท่านมีนโยบายเรื่องเกษตรคือผลักดันสินค้าราคาเกษตรให้สูงขึ้นด้วยเครื่องมือที่ชื่อว่า Contract Farming ครับ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ลดความเสี่ยงให้เกษตรกร รู้ราคาก่อนปลูก รับเงินก่อนขาย เสียหายมีประกัน ผมเห็นในคำแถลงนโยบายวันนี้ก็ดีใจครับ ดีใจที่ยังมีคำว่า Contract Farming แต่ก็ยังมีคำที่สงสัยที่อยู่ในคำแถลงนโยบาย อย่างคำว่า "ราคาที่เหมาะสม" ครับ อยากถามไปยังรัฐบาลครับว่าราคาที่เหมาะสม เหมาะสมกับใครครับ เหมาะสมกับพ่อค้า เหมาะสมกับโรงงาน เหมาะสมกับผู้ส่งออก หรือเหมาะสมกับคนปลูกครับ ถ้าเหมาะสมกับคนปลูก ท่านไปดูราคาข้าวตอนนี้ด้วยครับ ข้าวนาปรังที่กำลังเก็บเกี่ยวในพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และหลายๆพื้นที่ครับ ตอนนี้ชาวนาขายข้าวได้กลละ 5 บาท 6 บาท 7 บาท นี่ใช่มั้ยครับ ราคาที่เหมาะสม หรือถ้า นี่ไม่ใช่ราคาที่เหมาะสมสำหรับคนปลูก ฝากรัฐบาลครับรักษาคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ครับ พูดแล้วทำครับ
ทีนี้ครับ ผมอยากกลับมามองปัญหา อยากให้กลับมามองปัญหาของพี่น้องเกษตรกรครับ วันนี้พี่น้องเกษตรกร พี่น้องชาวนาเดือดร้อนมากครับ สิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญกันอยู่ครับ ปีนี้หรือปีหน้าครับ พี่น้องเกษตรกรจะเหลือทางรอดในอาชีพเกษตรกรกี่เปอร์เซ็นต์ครับ จะปลูกข้าวต่ออยู่ได้มั้ยครับ ชีวิตและครอบครัวพี่น้องเกษตรกรจะดำเนินต่อไปอย่างไร ท่านประธานครับ ในสถานการณ์ที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียวครับ แต่เป็นผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในภาวะสงครามตะวันออกกลางครับ ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานที่สูงขึ้น พอน้ำมันแพงครับ ปุ๋ยก็แพง พอปุ๋ยแพง ต้นทุนชาวนาก็พุ่งครับ แต่ในขณะเดียวกันครับ ราคาข้าวครับ กลับไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น กลับยิ่งตกต่ำลง ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง หลายพื้นที่ครับ ขายข้าวได้ในราคาที่ไม่มีกำไร หรือบางที่ขาดทุน ในขณะที่การแข่งขันในตลาดโลกก็รุนแรงขึ้นครับ ในสถานการณ์ที่ต้นทุนในการผลิตกำลังแพงขึ้น ผมอยากถามไปถึงรัฐบาลครับ เคยอัปเดตต้นทุนราคาจริงๆ ของชาวนาหรือยังครับ ในสถานการณ์วันนี้ครับ น้ำมันขึ้น ปุ๋ยขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ ประเมินต้นทุนในการผลิตใหม่หรือยังครับ วันนี้พี่น้องชาวนาบอกทำนา 1 ไร่ เนี่ย ใช้เงิน 5,000-6,000 บาทแล้วนะครับ แล้วถ้าถามว่าทำไมราคาข้าวนาปรังปีนี้ถึงลดลง คำตอบง่ายๆเลยครับ ก็เพราะเราส่งออกได้น้อยลงครับ เทียบดูง่ายๆครับ ช่วงตลอด 5 เดือนของรัฐบาลอนุทิน 1 จากเดือนตุลาคม 68 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 69 ครับ เราส่งออกข้าวสารขาวได้เพียง 1.3 ล้านตันครับ ลดลงจากเวลาเดียวกันกับของปีก่อนที่เราส่งออกได้ถึง 1.88 ล้านตัน ส่งออกลดลงกว่า 500,000 ตัน หรือลดลงกว่า 27% ครับ นี่ไงครับผลงานของรัฐบาลที่ประชาสัมพันธ์ว่าจะใช้การตลาดเป็นตัวนำ แต่ผลลัพธ์ครับกลับไปในทางตรงกันข้ามครับ มาถึงตอนนี้ครับ รัฐบาลบอกจะมีมาตรการช่วยซื้อแบบราคานำตลาด 1 ล้านตัน ผมไม่แน่ใจครับว่าจะเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับผลผลิตข้าวนาปัง 8.55 ล้านตันที่กำลังออกมาครับ แต่ล่าสุดครับ เห็น อคส.ประกาศเบรกโครงการนี้แล้วนะครับ เพื่อทบทวนรายละเอียดโครงการใหม่ ยังไงก็ฝากไปถึงรัฐบาลด้วยนะครับ ถ้าไม่ทันเมษายนนี้ ข้าวนาปังของชาวนาครับ จะต้องขายออกจากมือของพี่น้องชาวนาไปหมดแล้ว ท่านจะช่วยอะไรชาวนาไม่ได้เลยครับ
พอพูดถึงเรื่องเกษตรครับ ไม่พูดถึงเรื่องปุ๋ยก็คงไม่ได้ครับ เพราะปุ๋ยคือต้นทุนหลักในการทำนา คิดเป็น 40% ของต้นทุนทั้งหมดครับ และเป็นต้นทุนที่เลี่ยงไม่ได้ครับ แล้วประเทศไทยเราครับ นำเข้าปุ๋ยถึง 95% ขณะที่ราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเพิ่มขึ้นกว่า 32% ครับ ทำให้ราคาปุ๋ยในประเทศไทยครับ ขยับขึ้นจากเดิมครับ 850 บาทต่อกระสอบ ขึ้นเป็น 900-1,200 บาทต่อกระสอบแล้วแต่ในพื้นที่ครับ และผมมีความกังวลอย่างมากครับว่าฤดูเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึงนี้ ราคาปุ๋ยจะปรับเพิ่มขึ้นอีก และก็มีความกังวลอีกครับว่าปุ๋ยจะเพียงพอด้วย เพราะว่าวันนี้ครับ วันที่ท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ครับ ท่านสุภจีครับ ท่านออกมาให้สัมภาษณ์ออกมาให้ข้อมูลเรื่องปุ๋ยยูเรียครับไม่ตรงกันสักครั้งครับ ต้นเดือนครับ วันที่ 8 มีนาคม ท่านรัฐมนตรีบอกปุ๋ยในประเทศมีเต็มโกดังครับ 1.55 ล้านตัน มีเพียงพอใช้แน่นอนถึงเดือนสิงหาคม พอสิ้นเดือนมาครับ วันที่ 26 มีนาคม 69 ครับ ท่านรัฐมนตรีกลับลำบอกปุ๋ยในประเทศจะเพียงพอถึงแค่เดือนเมษายนนี้เท่านั้นครับ คำถามคือที่กลับลำบอกปุ๋ยหมดภายในเดือนเมษายน ตกลงปุ๋ยหายไปไหนครับ หรือปุ๋ยไม่มีเพียงพอแต่แรกแล้ว ที่บอกต้นเดือนว่ามีเพียงพอ สรุปคือยังไงกันแน่ครับ พี่น้องประชาชนก็สงสัย ตกลงปุ๋ยหายไปไหน หรืออยู่ในมือใครครับ แล้วที่บอกจะนำเข้าครับ บอกมีเรือปุ๋ย 5 ลำอยู่ระหว่างการขนส่งมายังประเทศไทย เรือเหล่านี้ติดอยู่ที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งข้อสงสัยที่ผมฝากท่านประธานถามไปถึงท่านรัฐมนตรีครับ อยากให้ท่านรัฐมนตรีตอบให้ชัดครับว่าปุ๋ยทั้ง 5 ลำนั้นครับ นำเข้าจากประเทศไหนครับ มีปริมาณกี่ตันครับ เป็นปุ๋ยอะไรบ้างครับ ผู้นำเข้าเป็นรัฐหรือว่าเอกชนรายใดครับ แล้วก็ที่สำคัญครับ ปุ๋ยจะมาถึงเมื่อไหร่ครับ ทำไมข้อมูลปุ๋ยเหล่านี้ทำไมถึงไม่เปิดเผยครับ ทำไมเป็นความลับขนาดนั้นล่ะครับ หรือว่ารัฐบาลเกรงใจบิ๊กเนมในวงการปุ๋ย จนไม่กล้าเปิดเผยข้อมูล รัฐบาลตอบไม่ชัดสักอย่างครับ ก็หวังว่า จะไม่มีไอ้โม่งในการกักตุนปุ๋ยเพื่อเก็งกำไรตอนปุ๋ยขึ้นราคาเหมือนกับน้ำมันนะ ครับ ด้วยความปรารถนาดีจริงๆครับ
อีกมาตรการครับ ที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินงานที่ผ่านมา คือการจำหน่ายปุ๋ยธงเขียวครับ ราคาประหยัด ที่มีตัวเลขเป้าหมายอยู่ที่ 1 ล้านกระสอบครับ หรือประมาณ 50,000 ตัน แต่ก็เป็นปริมาณที่น้อยเพียง 1% ของความต้องการปุ๋ยทั้งหมดนะครับ ฝากท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ด้วยครับ ผมกลัวพี่น้องเกษตรกร พี่น้องชาวนาจะได้รับผลกระทบความเดือดร้อนจากข้อมูลปุ๋ยที่ท่านแจ้งกลับไปกลับมา ในวันที่ท่านรัฐมนตรีกลับลำ พี่น้องเกษตรกรควักเงินซื้อครับ เพื่อไปซื้อปุ๋ยในราคาที่แพงขึ้น ท่านทราบไหมครับ ท่านรับรู้ถึงความเจ็บปวดเหล่านี้บ้างไหมครับ รวมถึงมาตรการหรือโครงการต่างๆ ที่มันไม่เพียงพอต่อพี่น้องเกษตรกรทั้งหมดครับ มาตรการที่คิดไปทำไปยกเลิกไปแล้ว แบบนี้มันจะส่งผลต่อพี่น้องเกษตรกร ส่งผลกระทบต่อฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึงนี้ครับ
อ้อ อีกเรื่องครับ ถ้าพูดถึงเรื่องปุ๋ย นี่ล่าสุดครับ ท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่าจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพในอัตรา 70:30 ผมก็สนับสนุนนะครับ เราก็ต้องแยกแยะระหว่างการส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งมีประโยชน์และมีความจำเป็นครับ กับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมีที่อาจจะขาดแคลนใน 2-3 เดือนข้างหน้า ผมสงสัยครับว่าเราจะมีปุ๋ยอินทรีย์เพียงพอในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้จริงๆใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าประเทศไทยเราใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนปีนึงเนี่ยครับ 2 ล้านตันครับ แล้วพืชครับ สามารถนำไนโตรเจนจากปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้ 0.46 กิโลกรัมต่อปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม ดังนั้นครับ ถ้าเราจะใช้ปุ๋ยไนโตรเจน 2 ล้านตัน นั่นหมายความว่าเราต้องมีปุ๋ยอินทรีย์มากถึง 60 ล้านตัน ถ้าท่านประธานนึกภาพไม่ออกว่าปุ๋ยอินทรีย์ 60 ล้านตัน มันมากแค่ไหนครับ ท่านลองเปรียบเทียบกับขี้วัวก็ได้ครับ เพราะขี้วัวก็คือปุ๋ยอินทรีย์ วัว 1 ตัวใน 1 ปีจะขี้มาทำปุ๋ยอินทรีย์เนี่ยได้ 2 ตัน นั่นหมายความว่าเราต้องมีวัว 30 ล้านตัว ค่อยจะได้ปุ๋ยอินทรีย์ถึง 60 ล้านตัน เราต้องเก็บขี้ทุกกองไม่ให้หล่นด้วยนะฮะ ซึ่งความเป็นจริงครับ เรามีวัวไม่ถึงครึ่งนึงของจำนวนนี้ด้วยซ้ำครับ แล้วเราจะมีปุ๋ยอินทรีย์เพียงพอจริงๆใช่หรือไม่ครับ นอกจากเรื่องปริมาณครับ ยังมีเรื่องต้นทุน เราต้องมาดูเรื่องต้นทุนด้วยครับ คำแนะนำของกรมการข้าวครับ ให้ใช้ปุ๋ยคอก 1-2 ตันต่อไร่ ทั้งปุ๋ยอินทรีย์แล้วก็ค่าขนส่งของพี่น้องเกษตรกรที่จะต้องจ่ายจ่ายเพิ่มเนี่ยอีกเท่าไหร่ครับ ค่าใช้จ่ายไม่น่าจะต่ำกว่า 2,000 บาทต่อไร่ ตรงนี้ครับรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนอย่างไร นอกจากนี้ครับ เราต้องไม่ลืมครับว่าเกษตรกรไทยที่ใช้ปุ๋ยเนี่ยทั้งหมดในประเทศเนี่ยมี 5.88 ล้านคน ปัจจุบันตามสำมะโนการเกษตรครับ เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีประมาณ 33% เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพมีเพียง 10% นั่นหมายความว่าเกษตรกรไทยอีก 2-3 ล้านคน ยังไม่ได้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ครับ แล้วรัฐบาลครับจะเข้าถึงแล้วก็ให้คำแนะนำพี่น้องเกษตรกร 2-3 ล้านคนนี้ภายในเวลา 2-3 เดือนนี้ได้อย่างไรครับ ขอย้ำนะครับ การสนับสนุนใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่โจทย์ที่รัฐบาลจะต้องตอบจะต้องทำคือ จะทำอย่างไรให้เป็นทางรอดสำหรับพี่น้องเกษตรกรในระยะเร่งด่วนนี้ เพราะฉะนั้นครับ ขอร้องครับ อย่าทำเพียงแค่มีชื่อโครงการแล้วก็งบประมาณไปให้หน่วยงานทำ แล้วภาคการเมืองก็ไปเปิดงานประชาสัมพันธ์แล้วทิ้งเกษตรกรส่วนใหญ่ให้จมอยู่กับวิกฤตเหมือนเดิมครับ
ท่านประธานครับ ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ครับ พี่น้องเกษตรกร พี่น้องชาวนาครับ อยากทราบครับว่ารัฐบาลจะเอายังไง มาตรการไร่ละพันยังจะมีอยู่ไหม คูปองปุ๋ย สวดคูปองส่วนลดราคาปุ๋ยที่พวกผมเสนอ ท่านจะรับไปทำหรือไม่ และแนวโน้มข้าวนาปี 69 ที่จะมาถึงนี้ครับ หากค่าปุ๋ยค่าน้ำมันยังไม่ลง ต้นทุนยังสูงอยู่แบบนี้ครับ ปุ๋ยลูกละ 1,200 น้ำมันลิตรละ 50 ขายข้าวล่ะครับ ชาวนาบอกรวยไม่ไหวแล้วครับ จะให้ชาวนาปลูกข้าวต่อ หรือให้เลิกปลูก หรือจะให้ไปปลูกอะไรแทน รัฐบาลช่วยตอบให้ชัดๆด้วยครับ พี่น้องชาวนา พี่น้องเกษตรกรรอคำตอบจากท่านอยู่ครับ แล้ววันนี้ครับ ราคาน้ำมันแพงเหลือเกินครับ จึงฝากท่านประธานถามไปถึงรัฐบาลครับว่า รถเกี่ยวข้าว รถไถ รถปั่นนา รถดำนาครับ ทุกอย่างใช้น้ำมันหมดครับ เมื่อพวกเขาแบกรับต้นทุนไม่ไหวครับ เขาก็ต้องไปเพิ่มค่าจ้างค่าบริการ สุดท้ายครับต้นทุนนั้นก็ตกมาที่เกษตรกรอยู่ดีครับ ผมจึงอยากถามรัฐบาลครับว่าจะช่วยคนกลุ่มนี้อย่างไร เพราะถ้าช่วยเกษตรกรจริงๆครับ ต้องช่วยให้ตรงจุดครับ รวมถึงค่าขนส่งทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้นจากค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นด้วยครับ
ในส่วนของมาตรการห้ามเผาครับ รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาการเผาและการเตรียมดินในรอบต่อไปของชาวนาอย่างไร มาตรการห้ามเผาที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ผมเห็นด้วยกับการไม่เผาแล้วก็ลดฝุ่นนะครับ แต่คำถามคือรัฐบาลเข้าใจชาวนาจริงๆหรือไม่ ชาวนาก็ไม่ได้อยากเผาครับ แต่การไถกลบแทนการเผามันต้องใช้น้ำมันครับ มันต้องใช้เครื่องจักร เป็นการเพิ่มต้นทุนเขาครับ อย่าแค่ออกคำสั่งห้ามเผาครับ ต้องช่วยหาวิธีให้ชาวนาทำได้จริงด้วย โดยไม่เพิ่มภาระต้นทุนเขาครับ ไม่เช่นนั้นครับก็จะเป็นนโยบายที่คิดไม่ครบครับ สั่งได้แต่ไม่ได้ช่วยให้ทำได้จริงครับ รัฐบาลต้องช่วยชาวนาที่ไม่เผาให้ไร่ละ 250 บาท หรือคนละครึ่งค่าไถก็ว่าไปครับ หรือท่านจะผลัดผ่อนอีกกี่ครั้งก็ว่าไปครับ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้พี่น้องเกษตรกร ลดปัญหาฝุ่น PM ด้วย รัฐบาลจะนำไปดำเนินการได้หรือไม่ หรือรัฐบาลมีมาตรการอื่นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรก็ฝากรัฐบาลช่วยชี้แจงด้วยครับ แล้วก็ดำเนินการให้ไวด้วยครับ หรือท่านอาจจะบอกว่ารัฐบาลคิดโครงการดอกเบี้ยคนละครึ่งไว้แล้ว ท่านครับ ก่อนจะถึงวันจ่ายดอกเบี้ยคนละครึ่ง เอาทุนหมุนเวียนให้รอดไปจนถึงวันจ่ายดอกให้ได้ก่อนได้มั้ยครับ ถ้าต้นทุนก็ยังขึ้น ราคาพืชผลทางการเกษตรก็ไม่แน่นอน ผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลครับ พี่น้องอยากเห็นโครงการคนละครึ่งเนี่ยครับ ตั้งแต่ราคาปุ๋ยครับ ปุ๋ยครับ ราคาน้ำมันครับ ไม่ใช่รอจ่ายดอกอย่างเดียวครับ คนละครึ่ง ท่านประธานครับ พูดถึงกระทรวงพาณิชย์ไปแล้ว
>> พูดเรื่องเกษตรไม่พูดถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็คงไม่ใช่ครับ วันนี้ท่านรัฐมนตรีที่จะมากำกับดูแลกระทรวง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใหม่แต่คนเดิมท่านนี้ครับ วันนี้ท่านรัฐมนตรีจะมาพลิกชีวิตเกษตรกร จะมาดูแลชีวิตพี่น้องเกษตรกรจริงๆหรือ ท่านจะมาดูเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน เกษตรกรไม่ได้ต้องการแค่เขื่อนครับ ไม่ต้องการแค่อ่างเก็บน้ำครับ แต่เขาครับต้องการคนที่เข้าใจปัญหาของเขาจริงๆ ถ้าคนกำหนดนโยบายครับไม่เข้าใจปัญหาจริง นโยบายก็ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงครับ แล้ววันนี้ท่านผนึกกำลังกับท่านรัฐมนตรีช่วยอีก 2 ท่านจากพรรคเดียวกันครับ เป็นการคุมแบบ 3 เก้าอี้พรรคเดียวเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่านจำนโยบายที่พรรคท่านหาเสียงไว้ได้ไหมครับ ท่านว่าจะเพิ่มรายได้เกษตรกร 3 เท่าภายใน 4 ปี ท่านบอกจะแก้ปัญหาต้นทุนราคาสูง ราคาพืชผลตกต่ำ ผลผลิตน้อย เพื่อให้เกษตรกรมีเงินใช้หนี้ลืมตาอ้าปากได้ ท่านไม่ลืมนะครับ ไหนๆก็พูดถึงกรมชลประทานแล้ว ฝากท่านรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หน่อยครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมไปลงพื้นที่ครับ ตำบลโคกศรี ตำบลหนองตูม ตำบลบึงเนียม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่นครับ สิ่งที่พี่น้องชาวนาสะท้อนครับ ไม่ใช่แค่เรื่องราคาตกต่ำ ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนแพงครับ แต่ยังมีปัญหาเรื่องน้ำเพื่อการเกษตรครับ ทั้งๆที่เป็นพื้นที่ในเขตพื้นที่ชลประทานนะครับ ชาวนากลับต้องสูบน้ำเองครับ เพราะคลองน้ำไม่ได้ขุดลอก ไม่ได้ซ่อมแซม เต็มไปด้วยวัชพืช งบประมาณกว่า 2 ปีที่ไม่มีงบประมาณด้านนี้ลงไปในเขตพื้นที่ตรงนี้เลยครับ ทำให้วันนี้น้ำไปไม่ถึงไร่นาของพี่น้องชาวนา สุดท้ายพี่น้องชาวนาก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อน้ำมันมาสูบน้ำ ราคาน้ำมันก็แพง ต้นทุนก็ยิ่งพุ่ง นี่คือความล้มเหลวของระบบราชการครับ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพี่น้องชาวนา ไม่ใช่ความผิดของพี่น้องชาวนาครับ ฝากท่านรัฐมนตรีด้วยครับ อย่าให้เหมือนกับโครงการพระราม 2 ครับ ที่ต้องเสร็จต้องเสร็จต้องเสร็จ แต่วันนี้ก็ยังไม่เสร็จครับ ผมหวังว่างบประมาณปีนี้เราคงไม่ต้องเห็นงบประมาณส่วนใหญ่ละลายไปกับโครงการขุดลอกแบบเดิมๆ ที่น้ำก็ยังไปไม่ถึงไร่นาของเกษตรกรจริงๆ ก็ฝากท่านนะครับ ท่านมีเทคโนโลยี ท่านมีนวัตกรรม ท่านมี AI ท่านมี Big Data อะไรที่จะการันตีว่าน้ำจะดีทั่วถึงพี่น้องเกษตร ขอให้ท่านทำครับ แล้วให้สมกับคำแถลงนโยบาย และผมเห็นท่านเข้ากระทรวงครับ และเป็นหนึ่งในนโยบายที่ท่านจะขับเคลื่อน 5 ด้านหลักด้วยนะครับ ผมติดตามท่านอยู่ครับ ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ท่านกำกับดูแลออกนโยบายมาแล้วหลายกระทรวงครับ แต่ผมขอร้องครับท่าน สำหรับพี่น้องเกษตรกร พี่น้องชาวนา ขอให้ท่านเข้าใจปัญหาของเขาจริงๆครับ มาพลิกฟื้นชีวิตของพี่น้องเกษตรกรให้ดีขึ้น อย่ามาพลิกชีวิตพี่น้องเกษตรกร จากหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินให้กลายเป็นหลังพิงฝาหน้าสู้หนี้มากกว่านี้ครับ ขอบคุณครับ
>> ครับท่านมังกรศรีเจริญกุลครับ
>> กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายมังกรศรีเจริญกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาจากเทศบาลเมืองน่าน อำเภอเมือง จังหวัดน่านครับ ผมได้อ่านเอกสารคำแถลงของคณะรัฐมนตรีนะครับ ล่วงหน้า 2 วันนะครับก็ได้สรุปและรวบรวมประเด็นในข้อต่างๆ ผมสรุปได้ประมาณ 3 ประเด็นนะครับ เรื่องของเกี่ยวกับกองทุนภัยพิบัติ ผมก็ขอจะเสนอเรื่องการตั้งคำถามไปยังรัฐบาลด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมในข้อที่ 16 เรื่องการบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติครับ ผมเป็นผู้ประสบภัยอีกคนนึงนะฮะ ในปี 2567 และ 2562 ปีซ้อนครับ ถ้าปีนี้อีก 69 ก็เป็น Triple Champ นะครับ 3 ปีซ้อน จังหวัดน่านครับ มีผู้ได้รับผลกระทบ 7,513 ครัวเรือนครับ ขอสไลด์ถัดไปนะฮะ ผมก็เป็นหนึ่งใน 7,513 ครัวเรือน ในเรื่องของกองทุนภัยพิบัติ การนำเทคโนโลยีมีเรื่องของ Big Data มาใช้ ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการจัดการภัยพิบัติ ผมมี 3 ประเด็นดังนี้ครับ
ประเด็นที่ 1 ความเป็นไปได้เชิงงบประมาณของแหล่งเงินทุนที่จะนำมาทำประกันภัยให้กับ 2.33 ล้านครัวเรือน โดยรัฐจะจ่ายเบี้ยประกันให้ครัวเรือนละ 1,000 บาท เพื่อวงเงินเยียวยา 100,000 บาท คำถามคือ 1 รัฐบาลจะบริหารจัดการงบประมาณกว่า 200 ล้านบาทอย่างไร 2 แหล่งเงินทุนที่ระบุว่ามาจากการยึดทรัพย์ ปปง. หรือค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มดิจิทัล มีความแน่นอนเพียงใด 3 รัฐบาลได้หารือกับภาคธุรกิจประกันภัยหรือยังฮะ ขีดความสามารถในการรับความเสี่ยงในกรณีเกิดมหาอุทัยเหมือนปี 2554 และปีที่แล้ว 2567 น้ำท่วมเกือบทุกจังหวัดในภาคเหนือ สุดท้ายไปปิดท้ายที่หาดใหญ่และปัตตานี
ประเด็นที่ 2 ครับ ความพร้อมเรื่อง Big Data
และ AI A ประกาศจะจ่ายใช้ AI และใช้ข้อมูลดาวเทียม เพื่อจ่ายเงินเยียวยาทันทีคำถามครับ วันนี้ฐานข้อมูลพิกัดที่อยู่อาศัยของกรมการปกครองกับพื้นที่รับน้ำของกิdaดเชื่อมโยงกันระดับบ้านเล็กที่หรือไม่ หาก AI ผิดพลาดใครจะเป็นผู้รับผิดชอบครับ และกลไกของการอุทธรณ์สำหรับประชาชนที่ตกหล่นไม่ได้รับเงินเยียวยาจะแก้ไขยังไงครับ ประเด็นที่ 3 ครับ ระยะเวลาการสร้างและการจ้างเตือน คำถามคือประชาชนที่ห่างไกลที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือจุดบอดสัญญาณจะเข้าถึงเรื่องนี้อย่างไร บทสรุปครับ ผมเห็นด้วยกับหลักการที่จะทำกองทุนภัยพิบัติ เปลี่ยนจากการสงเคราะห์มาเป็นระบบประกันภัย แต่หัวใจสำคัญคือความโปร่งใสและความแม่นยำของข้อมูล ดังคำมั่นสัญญาที่ท่านเคยบอกไว้ว่าเยียวยา 100,000 บาทภายใน 7 วัน สุดท้ายครับ ผมขอให้กำลังใจรัฐบาลเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในประเทศไทยให้สำเร็จรุร่วงไปด้วยดีครับ กราบขอบพระคุณครับ
>> ครับท่านฟังบัณฑิตเทิดสกุลครับ
>> เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมเราฟังบเด็จท่าสกูล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนสัส่วนเครือข่ายชาติภันธ์ ขออภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยผมจะพูดถึงปัญหาราคาพืชผักที่นับวันมีแต่จะดึ่งเหียวลงนะครับ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมได้อ่านนโยบายด้านการเกษตรแล้วนะครับ เอ่อ แล้วก็สังเกตผู้จัดการของคณะรัฐมนตรีในช่วงที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่ารัฐบาลนี้พวกท่านไม่ได้ยืนอยู่ข้างเกษตรกรคนไทยนะครับ นโยบายจึงเขียนให้ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปนะครับ แล้วก็สวนทางกับความทุกข์ร้อนของเกษตรกรที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้นะครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ คนในสังคมนะ ครับ สไลด์ต่อไปนะครับ คนในสังคมจะถูกครอบงำด้วยมายาคติ 6 ประการนะครับ วันนี้ผมจะชวนทุกท่านมาเจาะลึกทีละเรื่องแล้วก็ทำความเข้าใจไปพร้อมๆกันนะครับ แล้วก็เดี๋ยว เอ่อ เลื่อนสไลด์ไปตามที่ผมจะแจ้งเป็นลำดับต่อไปนะครับ ขอสไลด์ต่อไปเลยนะครับครับก็ สไลด์นี้แหละ ย้อนกลับไปโอเคครับ ท่านประธานครับ มายากคติที่ 1 ก็คือว่าราคาหน้าสวนตกลงตาม เอ่อ ราคาขายปลิจริงมั้ครับ คนทั่วไปจะเชื่อแบบนี้มาโดยตลอดนะครับ แล้วก็ฟังดูเหมือนว่าสมเหตุสมผลดีใช่ไหมครับ แต่ที่ แต่ว่าเมื่อเราเอาเวลาเอาราคาจากที่มาเปรียบเทียบกันเรานะครับ มันกลับไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นนะครับ เพราะราคาหน้าส่วนที่เกษตรกรขายได้เนี่ยมันต่ำมากๆนะครับ สวนทางกับราคาในตลาดนะครับ ผมยกตัวอย่างนะ ครับ ตัวอย่างเช่นกะหล่ำปลีนะครับ สไลด์ต่อไปนะครับ กะหล่ำปรีราคาเพียงแค่ 1 บาท นี่คือราคาที่เกษตรกรขายได้นะครับ แต่ในตลาดสดยังอยู่ที่ 40 บาท บนห้างสรรพสินค้ายังสูงถึง 45 บาทนะครับ แล้วก็ตัวอื่นๆนะครับ ผักกัดเขาปลีมะเขือเทศมันฝรั่งกระเทียมหอมหัวใหญ่ทุกอย่างนะ ครับ ราคาที่เกษตรกรขายได้ต่ำสวนทางกับราคาในตลาดทั้งสิ้นนะครับ ท่านประธานครับ อย่างกะหล่ำลูกนี้นะครับ ท่านไปซื้อที่ห้างสรรพสินค้าราคาจะอยู่ที่ประมาณ 45 บาทนะครับ แต่เกษตรกรได้ขายเพียงแค่ 1 บาทนะครับ ท่านดูในมือผมนะครับ ลูกนี้เกษตรกรได้ขายเพียงแค่ 1 บาทนะครับ ท่านฟังไม่ผิดนะครับ เอ่อ อย่างนี้มันจะไม่เรียกว่าพิ ปกติมากเกินไปเหรอครับ ตอนนี้ราคา เอ่อ ราคาตกเขาได้ปลูกในฤดูกาลต่อไปด้วยนะครับ ขอสไลด์ต่อไปนะครับ มายากคติที่ 2 ก็คือราคาตกเพราะคนแหปลูกเยอะจนล้นตลาด นี่ก็เป็นความเข้าใจที่ผิดมากนะครับ สาเหตุที่ทำให้ราคาพืชผักของไทยตกต่ำมากๆไม่ได้เป็นเพราะว่าคนปลูกจนล้นตลาดอย่างที่เข้าใจนะครับ เพราะความจริงเกษตรกรคนไทยเนี่ยผลิตได้ต่ำกว่าปริมาณความต้องการความต้องการของตลาดบ้านเรามากนะครับ เรามาดูตัวอย่างกัน นะครับ อย่างกะหล่ำปลีนะครับ เอ่อ กะหล่ำปลีเนี่ยเราปลูกได้ประมาณ เอ่อ 100,000 100,000 ตันต่อปี ในขณะที่ความต้องการของตลาดบ้านเราประมาณ 200,000 ตันต่อปีนะครับ ตรวจอื่นๆนะครับ ผักกัดเขาปลีมะเขือเทศมันฝรั่งกระเทียมหอมหัวใหญ่พริกหรือกระทั่งตรวจอื่นๆเราล้วนปลูกได้น้อยกว่าความต้องการของตลาดนะครับ แล้วทำไมราคามันถึงตกต่ำล่ะ ทั้งๆที่เราก็ปลูกได้น้อยกว่าความต้องการ เพราะรัฐบาลปล่อยให้มีการนำเข้ามามากนะครับ และมากจนครองตลาดในประเทศ ไทยไปแล้วนะครับ เอ่อ สไลด์ต่อไปนะครับ เมื่อดูข้อมูลจากกรม สศลกากรนะครับ เราก็จะเห็นได้ชัดเลยนะครับ ว่าการนำกะหล่ำปรีเพิ่มขึ้นจาก 2,200 ล้านบาทในปี 2564 เป็น 5,100 ล้านบาทในปี 256 เพิ่มขึ้นมากถึง 2.2 2 เท่า อย่างอื่นๆนะ ครับ มันฝรั่งมะเขือเทศพริกกระเทียมล้วนมีการนำเข้ามาที่เพิ่มมากขึ้นนะครับ แม้แต่สินค้าที่ไทยได้รับสิทธิปกป้องพิเศษภายใต้ WTO นะครับ ก็คือมันฝรั่งและหอมหัวใหญ่นะครับ เราก็ยังมีการซึ่ง 2 อย่างนี้เรามีสิทธิ์ห้ามไม่ให้นำเข้านะครับ แต่กลับไปมีมติครม.เปิดให้นำเข้ามาอีกนะครับ ที่ปล่อยให้มีการนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย ก็นึกว่ามากเกินแล้วนะครับ แต่ก็ยังมีการปล่อยปะรัดเลยให้มีการรักรอบนำเข้ามาอีกนะครับ ผมจึงมีข้อเสนอ 3 ประการดังนี้นะ ครับ คือ 1 ใช้กลไกตรวจสอบการปนเปื้อนสารเคมีแมลงแลก็เชื้อโรคให้เป็นจริงแล้วก็ทำอย่างต่อเนื่องนะครับ 2 คือปราบปรามการรักรอบนำเข้ามาอย่างจริงจัง และ 3 คือระงับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรชนิดที่ไทยเราได้รับสิทธิปกป้องพิเศษภายใต้ WTO อยู่แล้วนะครับ สไลด์ต่อไปนะครับ มายากคติที่ 3 ก็คือของจีนถูกกว่าคนเลยชอบซื้อจริงมั้ครับ เมื่อก่อนอาจจะใช่นะครับ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วครับ เพราะสิ่งที่ผมเห็นตอนที่ผมไปเดินดูที่ตลาดกลางรอบๆกรุงเทพฯนี่แหละ ครับ เห็นว่าสินค้าของจีนเงี้ยจะมีราคาสูงกว่าของไทยประมาณ 2-5 บาทนะครับ ที่เป็นเช่นนี้เพราะทุนจีนกินรวบตลาด เอ่อ พืชผักในประเทศไทยไปหมดแล้วนะครับ ตอนนี้ที่ตลาดกลางใหญ่ๆนะครับ เอ่อ คลังสินค้าของจีนทยอยขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆแล้วเขาจะใช้วิธีการให้คนที่ขายตามแผงเนี่ยเอาไปขายก่อน แล้วค่อยมาจ่ายคืนทีหลังก็เลยทำให้ตอนเนี้ยตามแผงขายมีแต่สินค้าของจีนวางเต็มไปหมดนะครับ ในขณะที่โดยเฉพาะของที่ไปวางขายบนห้างนะ ครับ เขาจะใช้วิธีการให้บริษัทผู้จัดหาเนี่ยไปประมูลซึ่งบริษัทที่ประมูลได้นะ ครับ ส่วนหนึ่งเป็นบริษัทที่เป็นของทุนคนต่างชาติเขาก็จะเอาแต่ของที่มาจากจีนเนี่ยไปส่งขายนะครับ ดังนั้นต่อให้ราคาผักของบ้านเราเนี่ยต่ำกว่าแต่ก็ไม่สามารถเบียดเอาไปวางในตลาดได้นะครับ ผมจึงเสนอให้ทำ 3 ข้อนะ ครับก็คือ 1 ควบคุมการนบายสินค้านำเข้าแต่ละชนิดสำหรับใน ช่วง 3 เดือนที่ผลผลิตของไทยออกสู่ตลาด เพื่อไม่ให้มากระทบกับราคาของเกษตรกรคน ไทยนะครับ 2 ก็คือสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนสำหรับผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรคนไทยให้เขาเนี่ยแข่งขันกับผู้ประกอบการจีนได้นะครับ และ 3 คือตรวจสอบและปรับปรามบรรดาบริษัทที่เป็นนอมินีของทุนต่างชาตินะครับ สไลด์ต่อไปนะครับ มายาคติที่ 4 ก็คือว่าเกษตรกรคนไทยปลูกตามความเคยชินไม่รู้จักการวางแผนนะครับ เกษตรกรคนไทยส่วนใหญ่ปลูกตามฤดูกาลแล้วก็ปลูกตามความเคยเชียนจริงนะครับ แต่ที่เป็นแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรคนไทยเนี่ยคิดไม่ได้นะครับไม่สนใจไม่รู้จักวังแผน ปัญหาก็คือว่ามันต้องลงทุนครับและต้องมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเนี่ยมาให้แต่รัฐไม่เคยเอามาให้ได้นะครับ ส่วนใหญ่แล้วนะ ครับ พืชผักสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีแต่ว่าถ้าปลูกนอกฤดูอ่ะมันต้องเพิ่มทุนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงเรือนเพิ่มต้องสุ่มน้ำเองต้องซื้อปุ๋ยซื้อยาเองนะครับ เอ่อ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็ไม่มีใครช่วยนะ ครับ ผมจึงมีข้อเสนอให้ทำ 4 ข้อนะ ครับก็คือ 1 เร่งพัฒนาแหล่งน้ำโดยเฉพาะการกระจายแหล่งน้ำขนาดเล็กนะครับ 2 คือจัดทำข้อมูลให้เกษตรเกษตรกรเนี่ยใช้ในการตัดสินใจอย่างน้อยก็คือทำให้รู้ว่าในแต่ละช่วงเวลามีการปลูกมากน้อยขนาดไหน เอ่อ ช่วงไหนชนิดไหนที่มีแนวโน้มว่าราคาจะตกช่วงแบบชนิดไหนที่ เอ่อ ยังไม่มีคนปลูกนะครับ แล้วก็ต้องเตรียมมาตรการสำหรับการเข้าแทรกแซงในกรณีที่ราคาตกต่ำอย่างผิดสังเกตนะครับ เช่นใช้เงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนะครับ มายาติที่ 5 นะครับ G ของ่ายแต่กษัตกรไทยไม่ยอมไปขอ ท่านประธานครับ ในขณะที่ระเบียบการค้าสมัยใหม่นะครับ กำหนดว่าการส่งสินค้าเกษตรไปขายต่างประเทศกับการนำเพื่อขายบนห้างเนี่ยมันต้องมีใบรับรอง G นะครับ แต่ใบรับรอง GP เนี่ยมันขอยากนะครับ เจ้าหน้าที่มักจะบอกว่าของ่ายๆนะครับ แต่ว่าเราไปขอจริงเนี่ยมันขอยากมากเพราะการออมไรอง G ของไทยนะ ครับมันเป็นระบบที่ต้องไปร้องขอต้องใช้เวลาต้องเสียเงินไปจัดเตรียมเพื่อให้ได้ตามเงื่อนไขนะครับ แล้วก็ต้องเสียค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญไปตรวจรับรองอีกนะครับ รวมๆแล้วเนี่ยก็อาจจะเสียค่าจ้างตั้งเสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนนะ ครับ ผมจึงมีข้อเสนอว่าให้เร่งออกใบรับรอง GP โดยกำหนดให้การออกใบรับรอง GP เนี่ยเป็น เอ่อ บริการจากภาครัฐแล้วก็ต้องออกมาตรการจูงใจด้วยนะครับ อย่างเช่นช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการตรวจหรือมีเงินกู้ระยะยาวหรือคูปองส่วนลดเพื่อให้กสิกรเนี่ยใช้ในการเตรียมจัดการให้ได้ตามเงื่อนไขที่ระเบียบกำหนดนะครับ มาถึงมายคติที่ 6 นะครับ มายคติสุดท้ายแล้วนะ ครับ ถ้าคนช่วยกันซื้อเงินจะตกถึงมือเกษตรกรจริงมั้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าหากตัวท่านประธานและประชาชนคนไทยเนี่ยเห็นว่าพี่น้องเกษตรกรกำลังเดือดร้อนแล้วก็อยากจะอุดหนุนพวกเขาท่านเดินไปที่ตลาดนะ ครับท่านจะไม่รู้เลยนะครับว่าของชิ้นไหนปลูกโดยกสกรคนไทยเพราะไม่มีการติดฉลากแสดงแหล่งเพาะปลูกนะครับ ไม่มีการวางแยกแทรกขายระหว่างสินค้าของไทยกับสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนะครับ เอ่อ อย่างมันฝรั่งนะครับอยู่บนจอแล้วก็บนมือในมือผม เี่ครับ ที่เห็นมันฝรั่ง 2 ลูกนี้ก็จะคล้ายๆกันนะครับ ลูกที่อยู่ในมือผมเนี่ย ครับลูกนี้ลูกในไทยนะครับ ส่วนลูกนี้นำเข้ามาจากประเทศจีนนะครับ แต่ถ้าท่านเดินไปในตลาด 2 ลูกนี้จะวางขายอยู่ในกองเดียวกันนะครับ แล้วคนทั่วๆไปอ่ะจะรู้ได้ยังไง ล่ะครับ ผมจึงมีข้อเสนอให้ทำ 2 อย่างนะ ครับก็คือ 1 สนับสนุนการพัฒนาตลาดทางเลือกอื่นๆนะครับ อย่างเช่นตลาดซื้อขายออนไลน์ที่เกษตรกรเนี่ยเข้าถึงได้นะครับ และ 2 ก็คือรณรงค์และบังคับใช้กฎหมายให้ติดฉลากแสดงแหล่งที่มาของสินค้าหรือให้มีการแยกวางขายนะครับ เพื่อทำให้ผู้บริโภคเนี่ยได้รู้ถ้าเกิดว่า เอ่อ ใครอยากอุดหนุนเกษตรกรคนไทยก็จะรู้ได้ว่าต้องไปซื้อของจากกองไหนชิ้นไหนนะครับ ผมขอเรียนไปยังคณะรัฐมนตรีนะครับว่าเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักในประเทศไทยคือหนึ่งในกลไกรักษาความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศนะครับ หากคนเหล่านี้ล้มหายไตจากมากเท่าไหร่นั่นก็หมายความว่าความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยก็จะลดน้อยถอยลงไปมากเท่านั้นก็หวังว่า เอ่อ คณะรัฐมนตรีจะนำข้อเสนอของผมไปทบทวนแล้วก็ปรับใช้ สุดท้ายผมก็จะบอกว่าพอแล้วราคาแค่ 1 บาทมันไม่ไหวแล้วครับ ขอบคุณมากครับ
>> ครับท่านณัฐพลโตวิจักรชัยกุลครับ
>> เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ณัฐพล ตัววิจักรชัยกุล ผู้แทนราษฎรเชียงใหม่เขต 3 พรรคประชาชนในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายวันนี้ผมขอพูดถึงนโยบายการท่องเที่ยวของรัฐบาลภูมิใจไทย ครับ แม้ว่าที่ผ่านมาประเด็นด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลนี้จะเงียบมากนะครับ แต่ว่าความท้าทายท้าทายของการท่องเที่ยวไทยในเวลานี้รวมกับคำแถลงนโยบายที่ปรากฏว่ามีนโยบายท่องเที่ยวออกมาเยอะเกินคาดนะ ครับ ผมจำเป็นต้องพูดครับ แต่ก่อนที่จะไปถึงตัวนโยบายนะครับ ขอเล่าสั้นๆนะครับว่าตอนนี้การท่องเที่ยวไทยกำลังประสบอะไรบ้าง 2-3 ปีมานี้ครับ นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยลดลงครับ เพราะความน่าสนใจของเราลดลง ประเทศเพื่อนบ้านเราทำได้ดีกว่าครับ นักท่องเที่ยวก็ขาดแรงจูงใจที่จะกลับมา ซ้ำจากนักท่องเที่ยวที่มาน้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนะครับ แต่มาแล้วก็กระจุกอยู่เพียงแค่ใน 5 จังหวัดหลัก จากข้อมูลครับ บอกว่ารายได้การท่องเที่ยว 70% เปอร์ กระจุกอยู่เพียงแค่ใน 5 หัวเมืองหลัก ส่วนอีก 30% ก็คือ 70 กว่าจังหวัดต้องแบ่งๆกันไปครับ รายได้กระจุกไม่พอนะครับยังกระจุกตัวเพียงแค่ในบางช่วงเวลาของการท่องเที่ยวด้วย ผมยกตัวอย่างเชียงใหม่ครับ เรามีคำพูดกันครับ หน้า high 4 หน้า low 8 ก็คือนักท่องเที่ยวมาแค่ช่วงหน้าหนาว ฤดูมาน้อยฤดูฝุ่นไม่มีใครมานะครับ มันก็ทำให้รายได้ของผู้ประกอบการถัวเฉลี่ยออกมาแล้วทั้งปีเนี่ยมันไม่มั่นคงครับ รายได้ไม่มั่นคงไม่พอครับ ในบางพื้นที่ก็มีทุนนอมินีต่างชาติมาแย่งส่วนแบ่งรายได้เราไปอีก ในบางพื้นที่ครับที่มีรายได้ดีหน่อย นักท่องเที่ยวเยอะหน่อยอย่างภูเก็ตนะครับ ผลของมันกลับกลายเป็นว่าสร้างผลกระทบให้โครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถรองรับได้ครับ ในบางพื้นที่บางจังหวัดเหมือนโดนเคาะซ้ำกำซัดนะครับ น้ำท่วมหาดใใหญ่น้ำท่วมแม่สาย สงครามชายแดนไทยกัมพูชามันทำให้บางพื้นที่นั้นไม่สามารถเที่ยวได้เลย ในส่วนของนักท่องเที่ยวคนไทยเองก็ลำบากครับ เศรษฐกิจที่ผ่านมาไม่ดีอย่างต่อเนื่องนะ ครับ ตัวเครื่องบินในประเทศแพง ตัวเลือกการเดินทางมีน้อยนะครับ ยิ่งเป็นช่วงนี้น้ำมันแพงแบบนี้ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากน่าจะเลือกที่จะนอนอยู่บ้านแล้วก็เก็บเงินไว้ก่อนไม่อยากเที่ยวนะครับ การแก้ไขของภาคัฐก็ช้าครับ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆช้า ควบคุมนอมินีไม่ได้นะครับ ทุ่มงบไปกับการจัดอีเวนต์ที่ผ่านมาก็มีเพียงแค่ไม่กี่โครงการที่สำเร็จนะครับ อันนี้ไม่รวมปัญหาการท่องเที่ยวอื่นๆนะครับ เช่นปัญหา กัญชาในเมืองท่องเที่ยว ปัญหาโรงแรมที่พักไม่มีใบอนุญาต ปัญหาบัตรคอนเสิร์ตแพง หลายเรื่องครับที่สำหรับผมมันเป็นองค์ประกอบที่รวมกันแล้วทำให้การท่องเที่ยวเราอ่ะมันควรจะดีถูกมั้ครับ ซึ่งการแก้เราควรที่จะมีนโยบายที่ต้องแก้เรื่องนี้ทุกด้านการท่องเที่ยวเรามันถึงจะดีครับ ทีนี้ครับเมื่อมาดูนโยบายด้านการท่องเที่ยวของพรรคภูมิใจไทยนะครับ ท่านระบุไว้ตรงๆนะครับ 5 ข้อในหน้าที่ 9 กับหน้าที่ 10 นะครับ แต่ถ้าเกิดว่าอ่านทั้งเล่มแล้วเนี่ยครับก็จะเห็นว่ามีนโยบายข้ออื่นๆที่มันเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอยู่ด้วย เพียงแค่ว่าท่านไม่ได้รวบมันมาภายใต้หมวดของคำว่านโยบายการท่องเที่ยว นะครับ แต่ผมอ่านทั้งเล่มครับผมก็ดึงทุกข้อออกมาแล้วก็มาจัดกลุ่มมันใหม่จนแยกออกมาได้เป็นประเด็นด้านการท่องเที่ยว 7 ด้านนะครับ ต้องบอกไว้ก่อนครับว่าท่านเขียนมาครอบคลุมนะครับ แต่ที่ขาดไปก็คือขาดรายละเอียดของในแต่ละประเด็นครับ เริ่มกันที่ประเด็นด้านแรกนะครับ ท่านอยากจะแก้ไขเรื่องการกระจายตัวท่านก็เลยมีนโยบายไปมาว่าท่านจะทำให้ไทยสามารถเที่ยวได้แบบ 365 วันครับ เพียงแต่ว่าวิธีการที่ท่านเขียนมาว่าท่านจะทำนะครับ ขออนุญาตอ่านนะครับ ท่านบอกว่าท่านจะสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ประทับใจ สร้างความปลอดภัย ต่อยอดจุดแข็งเช่นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปะวัฒนธรรมวิถีไทยผสมผสานสินค้าและบริการไทยเช่นผลไม้ไทยอาหารสปาสินค้า G เพื่อเพิ่มมูลค่าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ บลาๆนะครับ เขียนมาแบบนี้ดูดีครับ เขียนมาแบบนี้ไม่ผิดเลยครับ แต่ท่านรู้มั้ยครับในบางพื้นที่ในบางจังหวัดเมีสิ่งเหล่านี้หมดแล้วนะครับ แต่ในบางพื้นที่บางจังหวัดเค้าก็ยังไม่สามารถเที่ยวได้แบบ 365 วัน ยกตัวอย่างเชียงใหม่บ้านผมเนี่ยแหละครับ มีวัฒนธรรมครับ มีอาหารครับ มีแหล่งท่องเที่ยวครับ มีทุกอย่างครับ มีฝุ่น PM 2.5 5 ครับ เลยทำให้เราไม่สามารถเที่ยวได้แบบ 365 วัน ยกตัวอย่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ มีพหุัฒนธรรม มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติผู้คนน่ารักนะครับ แต่ก็ติดเรื่องภาพลักษณ์จากเหตุการณ์ไม่สงบต่างๆเลยทำให้การท่องเที่ยวของ 3 จังหวัดมันไม่ได้ปั่นเท่าที่ควร ประเด็นของผมคืออย่างนี้ครับ ในการที่เราอยากทำให้แต่ละที่สามารถเที่ยวได้ 365 วัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวอย่างเดียวมันไม่พอครับ หน้าที่ของรัฐคือท่านต้องหาอุปสรรคด้านอื่นที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้วย แต่มันทำให้คนไม่อยากไปเที่ยวท่านต้องหาให้เจอแล้วแก้มันควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวครับ นโยบายแบบนี้มันถึงจะสำเร็จเป็นนโยบายด้านที่ 2 ครับ ด้านการจัดให้มีประกันภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติภาคบังคับ อันนี้เห็นด้วยนะครับ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยจริงๆแล้วควรที่จะมีประกันภัยมาตั้งนานแล้วนะครับ แต่ที่ติดใจครับ ติดใจในรายละเอียดว่าท่านจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ทำไมถึงพูดแบบนี้ครับ เมื่อสัปดาห์ครับ เห็นข่าวนะครับ รัฐมนตรีท่านนึงนะครับ ชงเตรียมชงเรื่องให้ครม.เคาะหเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาทจากนักท่องเที่ยวต่างชาติตามกฎหมายว่าด้วยค่าเหยียบแผ่นดินนะครับ บอกไว้ นะครับว่าค่าเหยียบแผ่นดินที่เก็บได้ สามารถนำมาจัดทำหรือที่เรียกว่าซื้อประกันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้นั่นแหละครับ ประเด็นนี้ต้องการความชัดเจนจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนะครับว่าท่านจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร จะเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 และซื้อประกันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือว่าท่านจะใช้วิธีการอื่นที่จะบังคับให้นักท่องเที่ยวเขาซื้อก่อนเดินทางเข้าประเทศ เรื่องนี้สำคัญ นะครับ เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อความต้องการต่ออ่าเค้าเรียกว่าข้อจำกัดต่างๆที่จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย อยากให้ท่านตอบครับ นโยบายด้านที่ 3 ครับ ด้านการทบทวนฟรีวีซ่ากับการจัดการทุนนอมินี เรื่องฟรีวีซ่าไม่พูดเยอะนะครับ เอาเป็นว่า 3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นนะครับ แต่ที่เพิ่มคือทุนนอมินี ทุนสีเทาทุนสีดำที่เกิดขึ้นตามหัวเมืองต่างๆ เรื่องนี้คิดว่าใช้เวลาไม่นานนานครับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะมีข้อมูลหมดแล้วก็เหลือเพียงแค่ว่าให้ทางครม.เคาะห์ว่าจะเอายังไงกับฟรีวีซ่านะครับ ส่วนเรื่องการจัดการนอมินีครับ อันนี้เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าที่ผ่านมาเนี่ยกฎหมายที่เรามีอยู่เดิมมันไม่เพียงพอในการจัดการกับนอมินีนะครับ แม้ว่าเราจะรู้ว่าการกระทำแบบเนี้ยเข้าข่ายนอมินีแน่ๆ สิ่งที่ผมอยากแนะนำเพิ่มนะครับ ในเมื่อท่านจะเอาจัดกการเรื่องนี้จริงๆเนี่ย ท่านต้องแก้ พรบ.ธุรกิจต่างด้าวเพิ่มนะครับ โดยการกำหนดนิยามของการกระทำแบบนอมินีให้มันชัดขึ้น เพิ่มโทษการกระทำแบบนอมินีให้มากขึ้น แล้วก็บังคับใช้อย่างจริงจัง ทำแบบนี้เราถึงจะมีอาวุธไปจัดการกับเรื่องนี้ครับ นโยบายที่ 4 ครับ ด้านการพัฒนาเชิงกายภาพทางการท่องเที่ยว เรื่องนี้ก็เห็นด้วยนะครับ เราจำเป็นต้องพัฒนาเชิงกายภาพของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในคำแถลงของท่านนะ ครับ ขออนุญาตอ่านอีกครั้งนะครับ ท่านเขียนไว้ว่าท่านต้องการส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุม ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนากระจายอำนาจทางการคลังออกกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอนจัดเก็บรายได้ใหม่ๆควบคู่กับการพัฒนาสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการจัดนิกระจายอำนาจทางการคลังออกกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอนจัดเก็บรายได้ใหม่ๆควบคู่กับการพัฒนาสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการจัดนิทรรศการจัดประชุมจัดคอนเสิร์ตจัดกีฬารองรับชาวต่างชาติกลุ่มดิจิทัลnoสพร้อมกับพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำขนส่งสถานะในเขตเมืองพัฒนาระบบตรวจสอบรับรองมาตรฐานสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ท่านประธานครับ ท่านน่าจะเคยได้เห็นถ้อยคำนโยบายแบบนี้มาจากรัฐบาลหลายสมัยแล้วนะครับ แน่นอนครับผมเห็นด้วยว่ามันจำเป็นต้องพัฒนานะครับ แต่ถ้อยคำที่รัฐบาลนี้เขียนมาเนี่ยเหมือนท่านเอานโยบายที่ควรจะสำเร็จไปแล้วในอดีตมาเขียนว่าทำไมในวันนี้ นะครับ คือเพราะมันไม่สำเร็จในอดีตใช่มั้ครับ ท่านถึงเอามาทำใหม่ แต่ว่าท่านรู้มั้ครับว่าเหตุใดมันถึงไม่สำเร็จในอดีต สำหรับผมครับมันเป็นเพราะงบประมาณที่เรากระจายลงท้องถิ่นมันไม่พอนะครับ อีกประเด็นนึงก็คืองบการท่องเที่ยวทุกก้อนนะ ครับที่ถูกใช้ไปในช่วงเวลาที่ผ่านมามันใช้ไปอย่างไม่ตรงจุดครับ ข้อเสนอของผมคือจริงๆแล้วถ้าเพียงแค่ท่านกระจายงบประมาณลงท้องถิ่นให้มากขึ้นนะครับ แล้วก็ใส่ใจกับงบท่องท่องเที่ยวทุกก้อนให้เน้นเป็นด้านการพัฒนาเชิงกายภาพมากขึ้นมากกว่าการจัดอีเวนต์เพียงแค่นี้ครับ ท่องเที่ยวท้องถิ่นมันก็เจริญได้โดยที่ท่านไม่ต้องรอออกกฎหมายใหม่ก็ได้นะครับ สิ่งที่ผมอยากให้รัฐบาลทำนะครับซึ่งท่านทำได้เลยในงบ 70 นะครับก็คือแก้เรื่องงบประมาณให้มันกระจายลงท้องถิ่นมากขึ้น แล้วก็ไปแก้เรื่องงบท่องเที่ยวเนี่ยแหละครับ คือถ้าท่านไม่แก้เรื่องนี้ด้วยต่อให้ท่านหารายได้ใหม่เข้ามาได้แต่ถูกใช้ไปแบบเดิมการพัฒนามันก็ไม่เกิดอยู่ดีนะครับ นโยบายด้านถัดไปครับ นโยบายด้านการเงินครับ ทุกรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอยู่แล้วนะครับ เป็นเหมือนท่าบังคับ แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นครับ ผมอยากเห็นมาตรการด้านการเงินเชิงรับที่เจาะจงไปกับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวตรงๆนะ ครับ เมื่อวานเพื่อนเราอภิปรายกันเยอะครับ น้ำท่วมต่างๆสงครามชายแดนต่างๆท่านทราบมั้ครับ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดเหล่านั้นน่ะเดินทางมาสภากี่ครั้งมาหลายครั้งมากนะครับ ข้อเสนอของพวกเขามาตรการเยียวยาที่เขาต้องการถึงจะออก จากรัฐบาลไป สิ่งที่ผมอยากเห็นจริงๆครับ ผมอยากเห็นรัฐบาลนี้เตรียมมาตรการเชิงรับเหล่านี้ไว้เหมือนเมื่อวานครับ เพื่อนส.ส.ผมเฉลิมพงษ์จากภูเก็ตบอกไปแล้วนะครับว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการเยียวยาเจาะจงไปกับกลุ่มรถบัสรถตู้รถแท็กซี่รถทัวร์ ได้แล้วเพราะกลุ่มนี้เขาได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงไปแล้ว มาตรการแบบเนี้ยครับ ท่านต้องมีไม่ใช่ว่าคิดอะไรไม่ออกท่านก็ทำเที่ยวคนละครึ่งแอวเหนือคนละครึ่งเที่ยวไทยคนละครึ่งพลัสอะไรแบบเนี้ยครับ คือท่านต้องคิดเผื่อคนไทยด้วยครับในสภาวะแบบเนี้ยต่อให้ท่านทำโครงการเที่ยวคนละครึ่งออกมาแต่คนไทยจะเอาเงินที่ไหนอีกครึ่งนึงเพื่อควักออกมาเที่ยวในสภาวะแบบนี้นะครับ นโยบายถัดไปครับ เป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมาย กฎหมายที่ระบุไว้ในคำแถลงฉบับนี้นะครับมีอยู่ 2 กฎหมายนะ ครับคือกฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัลกับกฎหมายโรงแรม กฎหมายโรงแรมไม่พูดเยอะครับ สภาชุดที่แล้วผมยื่นเข้าไปแล้ว สภาชุดนี้ผมก็ยื่นพรบ.โรงแรมจะพรรคประชาชนเข้าไปแล้ว ที่เหลือก็คือรอรัฐบาลเราจะได้มาทำเรื่องนี้กัน ส่วนเรื่องพร.บ.แพลตฟอร์มดิจิทัลอันนี้เห็นด้วยนะครับ คนในวงการท่องเที่ยวอย่างเราเนี่ยเสียค่าคอมมิชชั่น 15% ต่อคืน 30% ต่อคืนให้กับเว็บไซต์จองที่พักต่างชาติมาหลายสิบปีละ โดยที่เราก็ไม่มีตัวเลือกอะไรมากนัก ซึ่งการที่เราจะมีพรบ.แพลตฟอร์มขึ้นมามันก็จะเป็นกลไกหนึ่งที่เพิ่มความเป็นธรรมด้านนี้ให้กับผู้ประกอบการนะครับ เรื่องนี้ทราบมาครับว่าจริงๆแล้วเนี่ยทางกฤษฎีกามีร่างหลักการพรบ.เศรษฐกิจดิจิทัลไว้แล้ว พยายามที่จะดันเข้าครม.ครม.ก่อนหน้าท่านมาแล้วครั้งนึง แต่ก็ได้ยินแว่วๆมานะครับว่าโดนทุนใหญ่แพลตฟอร์มบางทายขวางเอาไว้ เรื่องนี้นะครับ ในเมื่อทางรัฐบาลแถลงเป็นนโยบายมาแล้วเนี่ย ผมผมหวังจริงๆครับว่ารัฐบาลนี้จะใจแข็งพอไม่ยอมให้ทุนใหญ่แพลตฟอร์มรายใดมาขวางอีกนะครับ นโยบายด้านสุดท้ายครับ ที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ที่สุดของรัฐบาลภูมิใจไทยก็คือเรื่องของการควบรวมกระทรวงท่องเที่ยวและกระทรวงวัฒนธรรมนะครับ เรื่องนี้ในแง่ดีก็คือเป็นการริเริ่มในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในการบริหารที่ดี แต่ที่ติดใจก็คือรายละเอียดมันไม่มีนะ ครับ เหมือนที่ท่านรัฐมนตรีซาบิดาเคยให้ข่าวไว้ว่าเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้ทำการศึกษา ต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 6 เดือนนะ ครับ ประเด็นที่มันติดใจมันมีเยอะครับ เช่นว่าวิสัยทัศน์ระหว่างกระทรวงนึงที่เน้นงานอนุรักษ์รักษามากๆกับอีกกระทรวงนึงที่เน้นการขายวิสัยทัศน์ 2 กระทรวงนี้จะรวมกันอย่างไรแล้วเราจะวางจุดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการเน้นการขายไว้ตรงไหนนะ ครับ หน่วยงานที่มีภารกิจคล้ายคลึงกันกองภาพยนตร์ในกระทรวงท่องเที่ยวกองภาพยนตร์ในกระทรวงวัฒนธรรมหอภาพยนตร์ที่เป็นองค์กร มหาชนจะควบรวมเขาอย่างไรหน่วยงานประเภทอนุรักษ์สุดๆอ่าสำนักหอสมุทรแห่งชาติกรมการศาสนาหรือหน่วยงานเชิงคุณธรรมจริยธรรมอย่างศูนย์คุณธรรมเราจะเอาพวกเขาไปวางไว้ตรงไหนความเห็นผมครับ ในเมื่อเราต้องศึกษาเรื่องนี้อยู่แล้วผมอยากเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสาสามัญในสภาชุดนี้นะครับจะได้เปิดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมแล้วเผื่อว่าเราจะเจอทางเลือกที่ดีกว่าการควบรวมแค่ 2 กระทรวงนี้ก็ได้นะครับ ท่านประธานครับ ที่ผมรัวไปเมื่อสักครู่ก็คือ นโยบายด้านการท่องเที่ยวที่ดึงออกมาได้ทั้งหมดจากทำแถลงนโยบายของภูมิใจไทย หากกล่าวโดยสรุปนะครับก็ท่านเขียนมาได้เยอะครอบคลุมหลายประเด็น มีการมองออกไปนอกกระทรวงท่องเที่ยวมองไปถึงงานของกระทรวงอื่นๆด้วยนะครับ แต่ที่ขาดนั่นแหละครับก็คือขาดความเข้าใจในประเด็นบางอย่าง เอ่อ ขาดรายละเอียดในบางเรื่อง และที่ผมอยากจะบอกครับว่าเรื่องเหล่าเนี้ยครับ รัฐบาลอื่นๆรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็เขียนมาแล้วในเรื่องคล้ายๆกันนะครับ แต่ว่ารัฐบาลก่อนหน้าที่ผ่านมาก็ทำได้ไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะกระทรวงต่างๆที่มันเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเนี่ยถูกแบ่งกันตามโควต้ารัฐมนตรี พอมันถูกแบ่งแบ่งไปเนี่ย งานการท่องเที่ยวที่มันเกี่ยวข้องทั้งหมดมันก็เลยไม่เคยมีความฝันเดียวกัน งานการท่องเที่ยวก็ไปจบกับเรื่องที่ทำง่ายเช่นโฆษณาประชาสัมพันธ์จัดอีเวนต์ ซึ่งมันพิสูจน์แล้วนะครับว่าการขายหน้าบ้านเพียงอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ แต่เราต้องแก้งานหลังบ้านการท่องเที่ยวด้วย ผมอยากบอกกับรัฐบาลนี้นะครับ ณ เวลาเนี้ย กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมดตามนโยบายที่ท่านเขียนมาเลยเนี่ย อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ซึ่งถ้ารอบนี้ท่านยังไม่สามารถทำการท่องเที่ยวให้ดีได้ นโยบายที่ท่านอุตส่าห์เขียนมาเยอะแบบ Plus เนี่ยครับ ผลลัพธ์ของมันก็จะออกไปแค่เท่านั้นครับผม ขอบคุณครับท่านประธาน
>> ครับท่านนิมาลีทักษ์ครับ
>> กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ท่านอิกมาศศรีวิทักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่นเขต 8 พรรคกล้าทำ ต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล ผมขอพูดถึง 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือเรื่องของที่มา ต้องบอกว่ารัฐบาลชุดนี้นะครับมีที่มาซึ่งจาก 2 พรรคการเมืองเปรียบเสมือนแม่น้ำ 2 สายนะครับที่ไหลมาบรจบกัน สายหนึ่งคือสายสีน้ำเงิน สายหนึ่งคือสายสีแดงนะ ซึ่งโดยปกติถ้าแม่น้ำ 2 สายไหลมาบรรจบกันก็รวมเป็นแม่น้ำสายใหญ่ แล้วก็ไปหล่อเลี้ยงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้เจริญงอกงามให้เจริญเติบโต ในส่วนของพรรค 2 พรรคที่มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลก็เช่นกัน ถ้ามีความร่วมมือร่วมใจกันด้วยดี เพื่อที่จะทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า ผมก็เชื่อว่าทั้ง 2 พรรคการเมืองจะทำให้ประเทศไทยนั้นเจริญก้าวหน้าต่อไป แต่เพียงแต่ว่าตอนนี้ในส่วนตัวของผมเองมีความรู้สึกว่าไม่สบายใจ โดยเฉพาะเรื่องของความเชื่อมั่นกับการจัดตั้งรัฐบาลของ 2 พรรคการเมืองนั้น อันดับแรกนะครับก็เจอวิกฤต อันที่ 2 คือที่มา ท่านทั้งหลายคงพอที่จะทราบท่านประธานก็คงพอที่จะทราบว่าที่มานั้นของ 2 พรรคการเมืองสลับสับเปลี่ยนกันเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วก็มีข้อกังขามีปัญหาต่อเนื่องตลอดที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายนะครับ หลายอย่างก็เป็นนโยบายที่ไม่เห็นตรงกันสักเท่าไหร่ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเรื่องของกัญชาตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร หรือแม้กระทั่งนโยบายเรื่องของอย่างอื่นก็เช่นกันนะครับ อย่างกรณีของคาสิโน เข้าใจว่าน่าจะถอยกันไปแล้ว หรือนโยบายการต่างประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างกรมกัมพูชาผมเชื่อว่าอีกพรรคนึงก็มีความมุ่งมั่นในการที่จะเปิดด่านอีกพรรคนึงก็ไม่กล้าที่จะเปิดด่านเพราะกลัวมีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนต่อประเทศชาติ เมื่อ 2 พรรคนี้มารวมกันนะครับก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะที่ผ่านมาก็มีการเค้าเรียกว่าถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล มันทำให้ผมมีความรู้สึกว่าสงสัยว่าคือเกิดจากการรวมตัวกันด้วยจำนวนแค่นั้นหรือเปล่าหรือมีเหตุผลอย่างอื่นนะครับ โดยเฉพาะก่อนหน้านี้นะครับหลายๆท่านคงทราบกันดี ว่ามีการจัดตั้งนะครับหรือมีการให้ตั้งคณะทำงานเพื่อที่จะติดตามนะฮะเพื่อที่จะตรวจสอบเกี่ยวข้องกับเรื่องของที่ดินเขากระโดงเรื่องของการฮัวะสว. แต่หลังจากนั้นมาทำไมเรื่องนี้ถึงได้เงียบและสุดท้ายก็บอกว่านะหมดภารกิจยืนหยุดภารกิจแล้วก็มีการร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ประเด็นตรงนี้เกิดข้อสงสัยว่าเพราะว่ามีข้อตกลงอะไรกันหรือเปล่านะครับ ข้อตกลงนี้จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของความยุติธรรม ตามที่ผมดูในหนังสือคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ มีการพูดถึงการออกกฎหมายแก้ไขกฎหมายแต่ไม่ไม่มีการพูดถึงเรื่องของการสร้างความยุติธรรมภายในประเทศ ที่ผ่านมานะครับตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีมีปัญหาเรื่องของของความไม่เท่าเทียมนะครับ ความเหลื่อมล้ำความยุติธรรม จนเกิดวาทกรรมที่บอกว่า 2 มาตรฐาน คนตัวเล็กทำอะไรก็ผิด คนมีเงินทำอะไรก็รอด จนเป็นเหตุให้ทุนต่างประเทศนำไปพูดไปกล่าวและก็ทำลายชื่อเสียงของประเทศชาติ บอกว่าอยู่ประเทศไทยเนี่ยไม่ยาก ขอให้มีตังค์แปลว่าขอให้มีเงินผิดก็รอด สิ่งเหล่านี้เนี่ยในประเทศไทยในตอนนี้ผมเชื่อว่าก็ยังไม่ได้คลี่คลายก็ยังมีปัญหาคาใจกันอยู่นะครับ แล้วในส่วนของรัฐบาลก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ไม่พูดถึงเรื่องว่า จะทำความยุติธรรมหรือสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนหรือให้ความมั่นใจต่อพี่น้องประชาชนได้อย่างไร ดังนั้นแล้วนะครับกับการร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ผมอยากจะให้ฉายาว่าเป็นการจัดตั้งรัฐบาลเหมือนกับละครไทยก็คือตบจูบนะฮะ ก่อนหน้านี้ก็เหมือนกับไม่พอใจนะครับแล้วก็ที่ เอ่อ ซึ่งกันและกันแล้วก็มารวมกัน โดยเฉพาะในช่วงการหาเสียง มีการปราศรัยโจมตีกันค่อนข้างหนัก จนมีคนมาออกคลิปตอนปราศรัยเนี่ยนะครับโจมตีเนี่ยเนี่ยโดยเฉพาะโจมตีท่านนายกรัฐมนตรีของผมต่างๆนานา แต่วันที่เลือกนายกรัฐมนตรีกับพูดเสียงหวานว่าอนุทินชานวีรกุล สิ่งเหล่านี้เนี่ยมันทำให้เกิดความรู้สึกนะครับของหลายๆคนโดยเฉพาะในตัวผมเนี่ยมีความรู้สึกไม่มีความเชื่อมั่น ท่านประธานที่เคารพรักครับ กรณีของความเชื่อมั่นเนี่ยถ้าทำอะไรก็แล้วแต่ถ้ามีความเชื่อมั่นเนี่ย มักจะสำเร็จไปกว่าครึ่งเขาเรียกมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่รัฐบาลรอบนี้นอกจากเจอวิกฤตแล้วไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีทำให้พี่น้องประชาชนขาดความเชื่อมั่นแล้วก็ยังมีการกำหนดนโยบายนะครับไม่ได้พูดถึงความเชื่อมั่นหรือแสดงถึงออกถึงทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการที่จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไป นะดังนั้นแล้วนะครับคงจะเหมือนคำกล่าวนะหลายๆครั้งที่บอกว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรนะครับ ตอนนี้มารวมกันก็อยากจะฝากไปถึงคณะรัฐมนตรีนะว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่นต่อพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะการร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ เพราะว่าดูจากนโยบายนะครับของ 2 พรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ อีกพรรคนึงมีนโยบายนะฮะอยู่ในหนังสือฉบับนี้ แต่อีกพรรคนึงไม่มีเลยทั้งที่ตอนไปหาเสียงเนี่ยท่านประธานที่เคารพครับเยอะมากนะฮะนโยบายพรรคหนี้เกษตรกรซึ่งตอนนี้นะครับประชาชนเดือดร้อนอยู่เนี่ยถ้าพรรคหนี้เนี่ยพี่น้องประชาชนก็จะบรรเทาได้แต่ปรากฏว่าไม่มีนอกจากนี้นโยบายอื่นๆนะครับที่เป็นประโยชน์ที่ดี ควรที่จะเอามารวมกันแต่ทำไมไม่เอามารวมกันเหมือนสายน้ำที่ผมกล่าวถึงนะครับ สุดท้ายจะกลายเป็นว่านะฮะในส่วนของการรวมกันเนี่ยมันทำให้เกิดปัญหา นะครับแล้วจะส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดินของพี่น้องประชาชนเหมือนที่ผ่านมาหรือเปล่า เพราะว่าอีกพรรคนึงดูแลกระทรวงเกษตรกระทรวงแรงงานนะฮะมีนโยบายแต่ทำไมไม่เอามากำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาลร่วมกัน อันนี้น่าสงสัยนะท่านประธานครับ ดังนั้นอย่าเป็นรัฐบาลตบจูบกันต่อไปและที่สำคัญก็คืออย่าให้เกิดปัญหานะครับในการบริหารรัฐแผ่นดินขอให้ทุกอย่างราบรื่นด้วยดีนะครับขอเป็นการกอดจูบอย่าเป็นการตบจูบนะครับขอให้นะฮะอ่ามีการพัฒนาพัฒนาต่อเนื่องนะครับอย่านะครับเป็นลักษณะของการถดถอยกันต่อไปนะครับไม่ใช่ถอยหลัง 19 นะฮะเหมือนที่ตามข่าวตามคลิปนะเราต้องมีการพัฒนาที่สำคัญต้องบอกว่าอนาคตของชาติอนาคตของพี่น้องประชาชนคือหัวใจของพวกเราทุกคนขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
>> ครับท่านวิรุฒปู่เพ็งครับ
>> ครับกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวิสรุฒปูเพ็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่นเขต 6 พรรคภูมิใจไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุนเสนอแนะเกี่ยวกับคำแถลงนโยบายรัฐบาลด้านสังคมเรื่องสร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย ปัญหาของพี่น้องประชาชนมีหลายรูปแบบครับมีหลายปัจจัยแตกต่างกันออกไปนะครับ แต่วันนี้นะครับผมขอเสริมประเด็นเรื่องที่พักอาศัยแบบมั่นคงและปลอดภัยสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศในรูปแบบบ้านพักคนชราแบบ PPP public private Partnership นะ ครับ คือการพูดถึงแนวทางที่รัฐร่วมมือกับเอกชนจัดการดูแลผู้สูงอายุซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญในสังคมนะครับที่เข้าสู่ปัจจุบันนะครับ สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวจากการที่กระผมเองนะครับได้ลงพื้นที่นะครับแล้วก็ได้สัมผัสเรื่องความทุกข์ยากแสนเข็นนะครับในการดำรงชีพของพ่อแม่พี่น้องนะครับในพื้นที่นะครับทั้งบ้านเรือนที่ชำรุดทรุดโทรมนะครับ ไม่มีน้ำไม่มีไฟฟ้าใช้นะครับ ซึ่งพี่น้องประชาชนนะครับอยู่อย่างยากลำบากนะครับ ซึ่งพี่น้องประชาชนนะครับในประเทศไทยนะ ครับ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในเขตจังหวัดขอนแก่นของกระผมเองนะครับซึ่งกลุ่มปาบางนะ ครับก็บอกอยู่แล้วนะครับว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกละเลขาดโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการต่างๆโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ปัจจุบันนะครับผู้สูงอายุในประเทศไทยนะ ครับมีประมาณ 20% ของประชากรนะครับแล้วก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนะครับ ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและแข็งแรง นะครับมีคนช่วยเหลือเหือได้ดูแลก็จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นบ้านพักคนชราหรือสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุผู้สูงวัยที่ไม่มีคนดูแลนะครับเปรียบเสมือนบ้านหลังสุดท้ายนะครับที่เป็นที่พึ่งของพวกเขา นะครับ ให้ผู้สูงอายุมีชีวิตที่ปลอดภัย มีคนดูแลทั้งร่างกายและจิตใจผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากครอบครัวที่ดูแแลไม่ไหวนะครับ ผู้สูงอายุที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบ้านพักคนชราในไทยนะครับมีทั้งของรัฐแลก็ของเอกชนนะ ครับ ดั่งแนวคิดของ PPP นะครับจึงเข้ามาเป็นทางออกใหม่ของประเทศนะครับที่จะทำให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือในการบริการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมมากที่สุด การร่วมทุนและบริหารระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในบริบทบ้านพักคนชรานะครับที่รัฐสนับสนุนงบประมาณที่ดินนโยบายดูแลพี่น้องประชาชนส่วนเอกชนเป็นการลงทุนบริหารจัดบริการคุณภาพ เพราะฉะนั้นนะครับผมขอเสนอเหตุผลที่ต้องใช้ระบบ PPP เข้ามามีส่วนร่วมนะครับในการบริหารจัดการนะครับดูแลพ่อแม่พี่น้องประชาชนระหว่างภาครัฐและก็เอกชนนะครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ งบประมาณของรัฐมีจำนวนจำกัด บ้านพักของรัฐมีจำนวนน้อยและต้องรอชิวนานนะครับ และที่สำคัญ ข้อ 3 เอกชนนะครับมีศักยภาพสูงมีเทคโนโลยีมีบุคลากรและบริการที่ครบถ้วนนะ ครับ ถ้าเราผลักดันได้สำเร็จนะครับผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ตามต่างจังหวัด หรือจังหวัดเล็กๆนะครับที่มีพี่น้องประชาชนมีรายได้น้อยนะครับจะได้มีโอกาสเข้าถึงการดูแลอย่างทั่วถึงนะครับ ผมขอยกตัวอย่างนะครับ บ้านบางแคนะครับ หรือว่าศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุที่พี่น้องประชาชนนะครับต้องเข้าชิวเพื่อรับการบริการซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้รับบริการอยู่แล้วนะครับ ถ้าเกิดโครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุนี้ขึ้นนะครับ ก็จะทำให้การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงและเพียงพอต่อความต้องการของผู้สูงวัยหรือผู้สูงอายุก็จะเพิ่มมากขึ้นนะครับ และที่สำคัญนะครับสามารถจ้างงานนะครับไม่ว่าจะ เป็นโครงการพยาบาลอาสานะครับประจำหมู่บ้านนะครับเพื่อมาดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยผู้สูงอายุผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิงในชุมชน เข้ามาดูแลมาช่วยเหลือกลุ่มป่อบางได้และสร้างโอกาสสร้างรายได้ได้อีกทางทำให้คนมีรายได้น้อยนะครับสามารถเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้น ผู้สูงวัยและกลุ่มเปอะบางได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบมากขึ้นนะครับ สุดท้ายนี้นะครับ กระผมขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีท่านอนุทินชานวีรกุลและรัฐบาลนะครับที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเป่าบางอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คนทุกช่วงวัยได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม การขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้นะครับไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตแต่ยังทำให้ผู้สูงอายุของพวกเรานะครับไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลานนะครับและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีมีคุณค่าและมีความภาคภูมิใจในตัวเอง ขอบคุณครับ
>> ท่านิรัพิมพณิชครับ
>> ท่านประธานที่เคารพ กระผมวิรัตน์พิมพิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาฬสินธุ์พรรคเพื่อไทยเขต 1 ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับผมขอร่วมอภิปราย อ่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลในของท่านนายกอนุทินรัฐบาลอนุทิน 2 ในครั้งนี้ในเรื่องยาเสพติดครับ ที่ท่านอนุทินแถลงนโยบายเมื่อเช้าเนี่ยบอกว่าจะป้องกันและปราบปรามยาเสพติดโดยใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและเคร่งครัดโดยระบุในหน้า ที่ 11 ข้อ 10.2 2 ที่ระบุว่าจะปราบปรามและบังคับและใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปะละเลยให้มียาเสพติดในพื้นที่ที่รับผิดชอบจะต้องรับโทษทั้งวินัยร้ายแรงและอาญา โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อนโดยให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้วอีกอย่างนึงก็คือข้อ 15/3 3 หน้า 14 ระบุว่าจะผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดอำเภอทุกอำเภอโดยส่งเสริมภาคเอกชนและส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาตอนนี้ประเทศไทยเราเนี่ยยาเสพติดผมว่าประชากร 1 ล้านคนที่ติดยาเสพไม่ใช่น้อยนะครับท่านประธาน จาก 60 66 ล้านติดยาไอ้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด 1,000 เนี่ยมันเป็นสถิติที่น่าตกใจที่สุดในโลก ท่านประธานครับผมกราบเรียนท่านอนุทินว่าครั้งหนึ่ง ผมกับผมได้มีโอกาสเดินข้างๆท่านอนุทิน ซึ่งท่านเป็นนายกสมัยที่ 2 ที่เปิดสะพานที่บึงกา เอ่อ วันนั้นมีนายกประยุทธ์จันทร์โอชาเดิน ทำหน้าท่านผมก็บอกว่านี่ท่านรองนายกและรัฐมนตรีสาธารณสุขประชาชนก็สนใจกับท่านประยุทธ์มากกว่าคือเป็นเบอร์ 1 คือเป็นนายกท่านทินพูดกับผมบอกว่าท่านนายกบอกว่าหมูเราเป็นเบอร์หลาล่างเราไม่ใช่เบอร์ แต่วันนี้ผมกราบเรียนท่านนายกครับท่านเป็นเบอร์ 1 นะครับ เพราะงั้นปัญหายาเสพติดเนี่ยผมบอกว่าถ้าท่านนายกเอาใจใส่แก้ปัญหาทำได้ครับ ผมเห็นด้วยนะครับที่บอกว่า จะจัดการเลือกหน่วยงานราชการก่อนวันนี้ถ้าหน่วยงานราชการยังมีผู้ติดยาเสพติดอยู่เนี่ย ผู้บริหารหน่วยงานราชการไม่สมควรจะเป็นผู้บริหารต่อแล้ว วันนี้การปรับปรามยาเสพติดเนี่ยที่หลักๆคือปปส. ปปส.เนี่ยปรับปรามยาเสพติดแต่มีกำลังคนนิดเดียวแล้วเวลาไปตั้งหน่วยงานราชการต่างๆไม่ว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านปลัดอำเภอหรือต่างๆเนี่ยก็ให้ตั้งเป็นเจ้าพนักงานปราบปราบยาเสพติดแต่ไม่เคยให้เงินเค้าเลยครับตั้งเฉยๆผมว่าวันนี้การจะปราบปรามยาเสพติดเนี่ยกำนันผู้ใหญ่บ้านรู้ดีที่สุดท่านก็เคยเป็นอธิบดีท่านทราบอยู่แล้วว่าท่านรู้หมดล่ะค่ะว่าใครปราบปรามสิทธิ์แต่จะให้เค้าปราบปรามโดยไม่มีอะไรเลยตั้งเสร็จบนนำจับไม่เคยให้เค้า เอ่อ ความช่วยเหลือไม่เคยมีเงินต้องควักตัวเองเติมน้ำมันเองผมว่ามันจะยุติธรรมกับเขาเหรอผมกราบเรียนในฐานะที่ท่านนายกเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยด้วยเอ่อท่านประธานสภาที่นั่งอยู่นี่ก็เคยเป็นผู้นำของกระทรวงมหาดไทยลองช่วยกันหน่อยครับ ทำไมทำเราทำที่ลองทำฮะมันเป็นระดับโลกแล้วครับคนวันนี้ในหมู่ในพื้นที่ผมเนี่ยจะหาคนสมัครนายกไอ้สมัครอบต.หมู่บ้านยังไม่มีเลยครับเพราะว่าส่วนนึงติดยาไปหมดแล้วเหลือแต่คนแก่ๆเพราะงั้นวันนี้มันถึงเวลาที่จะต้องปราบปรามยาเสพติดเวลาน้อยนิดของผมเนี่ยผมอยากให้สะท้อนให้ท่านประธานผ่านถึงท่านนายกเอาจริงเอาจังสักทีนะครับ ปราบปามยาเสพติดเอาจริงเอาจังหน่อย ไม่ใช่ว่าวันนี้ เอ่อ หน่วยงานราชการที่นั่นมีแต่คนติดยาเสพติดในหน่วยงานของท่าน ลองแก้กันหน่อยครับแล้วให้กำนันผู้ใหญ่บ้านเค้าได้มีโอกาสได้มาทำงานกันเต็มที่ ผมอยากเห็นคนวันนี้ลูกฆ่าแม่นะครับไม่ค่อยมีแม่ฆ่าลูกนะครับแล้ววันนี้ชาวบ้านเี่อยู่กันอย่างทรมานครับเพราะงั้นกราบเรียนท่านประธานครับผ่านไปถึงท่านนายกทำนโยบายที่ทำเนี่ยให้เป็นจริงให้ได้หน่อยครับผมจะคอยฟังเดี๋ยวอีก 2 เดือนมาเจอกันอีกครั้งหนึ่งครับขอกรากราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ
>> ครับท่านพลตั้งศรีเกียรติกุลครับ
>> กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ รวมทั้งสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผมนายแพทย์ประพลตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา ขออภิปรายด้านสาธารณสุข ท่านประธานครับ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกี่ประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ถือว่าเป็นเสาหลักของความมั่นคงทางด้านสุขภาพของประชาชน แต่วันนี้ ระบบสุขภาพของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างอย่างน่ากังวลยิ่ง ปัจจุบันโรงพยาบาลของรัฐจำนวนมากกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง เงินทุนหมุนเวียนของโรงพยาบาลรัฐลดลงจาก 82 12,000 ล้านในปี 2000 566 เหลือเพียง 22,000 ล้านในต้นปี 2569 หรือลดลงกว่า 60,000 ล้านบาท มีโรงพยาบาลเกินกว่าครึ่งนึงหรือร้อยละ 58 มีสถานะติดลบ จนไม่สามารถชำระหนี้ค่ายาได้ เห็นได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมยาร้องเรียนปัญหาค้างชำระค่าซื้อยาและเวชภัฑ์สะสมกว่า 60,000 ล้าน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่าแม้นระบบหลักประกันสุขภาพของไทยจะประสบความสำเร็จตามการเข้าถึงบริการ แต่โครงสร้างทางการเงินอยู่ใกล้ปากเหวเหลือเกิน ปัญหาอยู่ที่ระบบงบประมาณ การบริหารจัดการหรือธรรมาภิบาลของสพ.สช. หรือไม่ ผมมี 3 ประเด็นสำคัญ ประเด็นที่ 1 กองทุนผู้ป่วยในหรือ IPD เป็นงบปลายปิด หรือหมดแล้วหมดเลย ท่านประธานครับ ต้นปีงบประมาณผู้ป่วยใน 1 หน่วยน้ำหนัก RW ประมาณผ่าตัดไส้จิ่งอักเสบ จะได้รับ 8,350 แต่ 2 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ เงินหมดแล้วจ่ายเพียง 4,400 บาท สำราญไปกว่านั้นยังมีเงินเดือนของบุคลากรแฝงอยู่อีก 5,000 ท่านประธานครับ ผ่าตัดไส้จิ่งต้นปีได้รับสูธิ 3,500 บัตรเท่านั้น เมื่อหักเงินเดือนปลายปีหักเงินเดือนแล้วเหลือติดลบเลย จนมีวลีของคนหน้างานว่ายิ่งรักษายิ่งขาดทุน ประเด็นที่ 2 นวัตกรรม 7 นางฟ้า เป็นคลินิกเอกชนจ่ายแบบปลายเปิด หรือเท่าไหร่เท่ากัน ก่อนจะถึง 7 นางฟ้าผมขอย้อนไปปี 2563 64 สมัยท่านนายกอนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จับทุจริตคลินิกชุมชนอบอุ่น 211 แห่ง งวงเงินเสียหาย 691 ล้าน ใช้วิธีผู้ป่วยทิพย์ ตรวจแลบททิพย์แล้วมาเบิก และเห็นว่าอาจจะมีการเชื่อมโยงกับคนในบอร์ดสปสช.ด้วย ท่านประธานครับ 7 นางฟ้าคือคลินิกเอกชน คลินิกแพทย์คลินิกทันธแพทย์คลินิกพยาบาล ร้านยาร้านตรวจแบบกายภาพและลวดแผนไทย โดยสปสช.ให้เป็นคู่สัญญา ปีนี้ 2569 ตั้งงบไว้ 3,700 ล้านบาท ปรากฏว่าเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเงินหมดแล้ว เหลืออีก 7-8 เดือน จะต้องเกลี่ยเงินจากกองทุนอื่นมาเติมให้ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท ท่านประธานคงเห็น 2 มาตรฐานชัดเจนโรงพยาบาลรัดแบบปลายปิดแต่ 7 นางฟ้าเป็นแบบปายฝ่ายเปิด ปี 2563 มีนางฟ้าเดียวก็ยังคุมไม่ได้แล้วปีนี้ล่ะ มีถึง 7 นางฟ้าจะเป็นอย่างไร มีบางกลุ่มเผยแพร่ข้อมูลตั้งคำถามว่าทำไม ผมต้องไปปฏิรูประบบที่เขาบอกว่าคุ้มค่าที่สุด ปัญหาหนี้โรงพยาบาลไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียวและผมก็ไม่ได้กล่าวโทษระบบใดระบบ 1 ผมขอยืนยันตรงนี้ว่าผมไม่เคยเสนอให้ลดสิทธิของประชาชนแม้นแต่ข้อเดียว สิ่งที่ผมพูดมาตลอดคือระบบต้องมีงบประมาณที่สอดคล้องกับต้นทุนจริงของการรักษา เพราะเราถ้าเราปล่อยให้โรงพยาบาลต้องรับภาระต้นทุนที่สูงกว่างบประมาณที่ได้รับต่อไปวันหนึ่งโรงพยาบาลรัฐจะเป็นฝ่ายลบก่อนและเมื่อถึงวันนั้นผู้ที่รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนนั่นเอง ประเด็นสุดท้ายผมขอพูดถึงเกี่ยวกับธรรมาภิบาลของบอดสปสช. และชีวิตของเด็กไทยคือเรื่องวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอกคัสหรือ PCV ข้อมูลจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์สมาคมโรคติดเชื้อยืนยันชัดว่าเชื้อนี้เกิดจากโรคปอดอักเสบเยื่อหุ้มสมองอักเสบและติดเชื้อกระแสเลือดในดินผลของโรคไม่ใช่แค่ป่วยมีเสียชีวิตพิการจากเยื่อหุ้มสมองหูหนวกบางรายถึงขั้นต้องตัดแขนตัดขา ข้อคุณจากกรมควบควบคุมโลกยืนยันว่าโลกนี้กระจายทั่วไปจากไบจากสถาบันวัคซีนยืนยันแล้วว่าวัคซีนที่มีความคุ้มค่าในการป้องกันเด็กไทย ทั่วโลกก็ได้ฉีดวัคซีนนี้ประเทศเพื่อนบ้านเบียนมาร์ลาวกัมพูชาก็ให้วัคซีนนี้ แต่การประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์มีมติว่าให้เอาเงินนะ 2-3 ล้านไปฉีดนำร่องจากที่เราได้งบประมาณถึง 225 ล้านข้อมูลต่างๆที่ผมกล่าวถึงเนี่ยไม่ได้นำเข้าในการพิจารณาในวอร์ด หมอเด็กไม่ยอมหมอเด็กก็มีการนะฮะเคลื่อนไหว อ่าแล้วก็ทำให้เกิดการประชุมอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 2 มีนาคม ปรากฏว่าเปลี่ยนมติฮะแต่ผมคิดว่าความเสร็จเอ่อความผิดได้กระทำสำเร็จแล้วไม่สามารถหลงรับลงลบล้างความผิดได้ การไม่เอาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงโดยครบถ้วนเข้าการประชุมถือว่าขาดธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรงอาจถึงขั้นมีปัญหาทางจริยธรรม ท่านนายกรัฐมนตรีครับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาสึ รัฐบาลต้องรื้อระบบสปสช.อย่างจริงจังหรือดูให้ชัดว่าโครงสร้างงบประมาณการบริหารจัดการและธรรมาภิบาลขององค์กรนี้เป็นอย่างไร หรือดูให้ถึงแก่นว่ามีผู้ทรงอิทธิพลแฝงตัวอยู่ในบอร์ดหรือไม่หรือดูให้โปร่งใสว่ามีกลุ่มบุคคลที่ใช้ระบบสุขภาพของประชาชนเป็นช่องทางทำมาหากินหรือไม่และต้องรื้อให้สังคมเห็นด้วยว่ามีใครบ้างที่เไปซุกตัวอยู่ในโครงสร้างอำนาจหลังเกษียณเพื่อทิศทางของระบบนี้เพราะระบบหลักประกันสุขภาพไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของพี่น้องประชาชนหากเรายังไม่กล้ารื้อความจริงออกมาให้เห็นระบบที่เป็นหลักประกันของประชาชนอาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือของคนบางกลุ่มและนั่นคือสิ่ง ที่สังคมไทยไม่ควรยอมรับอีกต่อไปขอบคุณครับ
>> ท่านวีรพันธ์สุวรรณามัยครับ
>> กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เพื่อนๆสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับผม นายแพทย์วีรพันธ์สุวรรนามัยนะครับสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับท่านประธาน ครับผมอภิปรายต่อจากท่านอาจารย์หมอประพล นะครับในเรื่องเกี่ยวกับธรรมาภิบาลแต่ว่า ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องนั้นนะครับวันนี้ ผมได้อ่านร่างร่างนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนไทยครับแต่ว่าในร่างนโยบายในนโยบายฉบับนี้เนี่ยนะครับ ท่านไม่มีคำว่าสร้างเสริมสุขภาพอย่างชัดๆแม้แต่คำเดียวนะครับท่านในข้อ 14 ครับกล่าวถึงการพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาได้ทุกที่รวมถึงสร้างความสมดุลระหว่างการรักษาสุขภาพเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาลนะครับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณแต่ว่าในภาพรวมยังไม่เห็นคำว่าสร้างเสริมสุขภาพเลยครับเพราะฉะนั้นครับท่านประธานครับผมอยากจะเสนอให้รัฐบาลยกระดับความสำคัญของการป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพกำหนดไว้ในนโยบายอย่างชัดเจนเพื่อจะดำเนินการต่อไปนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพิ่งจะให้ข่าวเมื่อวันที่ 6 เมษายนจากในสื่อหลายๆสื่อเลยนะครับ บอกว่าคนไทยเนี่ยกำลังเผชิญภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือว่า NCD นะครับอย่างหนักเลยมีประชาชนไทยเนี่ยเป็นโรคนี้อยู่ 14 ล้านคนแล้วก็เสียชีวิตถึงปีละ 400,000 คนต่อปีซึ่งเป็นทั้งภาระต่อการบริการของโรงพยาบาลทั่วประเทศและก็ยังเป็นภาระต่องบประมาณของประเทศด้วยเช่นกันนะครับ ดังนั้นหากเราจะแก้ปัญหาการรักษาความเจ็บป่วยของประชาชนที่จริงๆสามารถจะหลีกเลี่ยงได้นะ ครับเราจึงต้องหันกลับมาดูนโยบายควบคุมปัจจัยเสี่ยงอยู่ 4 ประการที่สำคัญครับ คือเราต้องลดจำนวนคนสูบบุหรี่ลงให้ได้นะ ครับ ลดคนดื่มสุราลงให้ได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพและการเพิ่มการออกกำลังกายครับ มีหลักฐานยืนยันครับทำแค่ 4 อย่างนี้ประชาชนคนไทยจะแข็งแรงขึ้นนะครับผมจึงขอฝากในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพนี้อยู่ในนโยบายของรัฐบาลด้วยนะครับ นอกจากนโยบายเรื่องสร้างเสริมสุขภาพแล้วเนี่ยครับ นโยบายข้อที่ 14.1 1 ครับเรื่องการปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญอย่างที่ท่านอาจารย์หมอประพล ได้พูดไปสักครู่นี้นะครับเพราะว่าระบบบัตรทองหรือสปสช.เนี่ยดูแลประชาชนถึง 47 ล้านคนนะครับ งบประมาณในส่วนนี้เกือบ 300,000 ล้านบาทนะครับ เราจะไม่สามารถที่จะปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพได้เลยนะครับถ้ากระบวนการในการคัดเลือกผู้ที่จะมาบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพนี้ถูกตั้งคำถามในเรื่องของธรรมาภิบาลครับ ภายใต้พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2545 ครับมีการออกแบบโครงสร้างให้มี 2 กรรมการใหญ่นะ ครับคือคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งเราจะเรียกว่าบอร์ดสปสช.นะครับ และอีกบอร์ดนึงคือคณะกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานบริการสาธารณสุขซึ่งเรียกว่าบอร์ดคุณภาพครับ 2 บอร์ดนี้มีหน้าที่คานอำนาจกันครับแยกส่วนงานกันระหว่างการบริหารจัดการการเงินและการควบคุมมาตรฐานการรักษาครับ แต่ท่านประธานครับ เอ่อ ก่อนที่ผมจะอภิปรายต่อไปผมต้องเรียนต่อท่านประธานในที่ประชุมแห่งนี้ว่าผมมีความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของบอร์ดแต่ละท่านนะ ครับ เพราะว่าหลายท่านเนี่ยเป็นผู้ทรงคุณวุฒินะครับระดับประเทศและหลายท่านก็เป็นครูครูบาอาจารย์ของผมด้วยนะครับ ดังนั้นขอให้มั่นใจครับว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายนี้ไม่ได้มุ่งเจตนาที่จะมุ่งโจมตีในตัวบุคคลนะครับ แต่ผมกระทำในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกรัฐสภาเพื่อชี้ให้เห็นปัญหาถึงโครงสร้างที่แฝงตัวและสะสมมาอย่างยาวนานในบอร์ดนี้นะครับ ผมลองนำข้อมูลรายชื่อกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติวิเคราะห์ย้อนหลังครับ 22 ปีตั้งแต่ปี 2546 - 256 ครอบคลุม 2 บอร์ดครับ พบข้อเท็จจริงที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือมีกลุ่มกลุ่มบุคคลกลุ่มเดิมดำรงตำแหน่งวนเวียนอยู่ในระบบสปสช.มาอย่างยาวนานครับ จนอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาลครับ ท่านประธานมีอย่างน้อย 20 เอ่อ มีอย่างน้อย 30 รายชื่อนะครับที่เคยอยู่ในบอร์ดทั้งบอร์ดสปสช.และบอร์ดคุณภาพสลับไปสลับมามีอย่างน้อย 10 รายชื่อที่ดำรงตำแหน่งในบอร์ดยาวนาน 15 ปีครับ สพสช.มีอยู่ 22 ปีนะครับบนคนเดิม 10 กว่าคนอยู่ 15 ปีและมีอยู่บางคนอยู่มาแล้ว 21 ปีครับมีปีเดียวเท่านั้นเองที่ไม่เป็นบอร์ดสพสช.อันนี้ผมไม่ได้นับอนุนะครับ พอเข้าไปดูในรายละเอียดพบสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งครับ ผมยกตัวอย่างบอร์ดเดียวครับ บอกตัวอย่างท่านเดียวครับเพราะจริงๆแล้วมีหลายท่านครับมีท่านหนึ่งเป็น NGO ด้านการเกษตรไปอยู่บอร์ดสปสช. 8 ปีครบวาระใช่ไหมครับเปลี่ยนไปเป็นบอร์ดไปเป็น NGO HIV ครับกลับไปเป็นบอร์ดคุณภาพอีก 4 ปีต่อจากนั้นท่านเดิมยังไปอยู่ในบอร์ดสปสช.ใหญ่อีก 6 ปีครับ รวมระยะเวลาอยู่ในบอร์ด 18 ปีครับ ปรากฏการณ์อย่างนี้ไม่ได้อยู่คนเดียวนะครับมีหลายบุคคลซึ่งมันแปลว่า NGO ก็เปลี่ยนได้นะครับเปลี่ยน NGO แล้วก็เปลี่ยนไปบอร์ดวนไปเรื่อยๆ คำถามคือ สปสช.จะมีกระบวนการแต่งตั้งอย่างไรครับ ที่สามารถทำให้ผู้มีดำรงตำแหน่งได้อย่างยาวนานขนาดนั้นทั้งๆที่พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเนี่ยกำหนดวาระไว้ไม่เกิน 4 ปีนะครับไม่เกิน 2 วาระติดกันคืออยู่ได้แค่ 8 ปีอันนี้ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามันมีช่องทางบางอย่างครับไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลง NGO หยุดพักแล้วกลับมาหรือการย้ายไปอยู่อีกบอร์ดนึงเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านกฎหมายครับท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมนำเสนอนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมค้นพบคนเดียวนะครับผมเชื่อว่าเพื่อนๆสมาชิกในนี้ก็พบเช่นกันสถาบันวิจัย PDI ก็ได้ออกรายงานในเดือนกรกฎาคมปี 256 ก็ชี้ครับว่าสปสช.มีช่องโหวด้านความโปร่งใสและขาดกลไกการถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพนะครับ เสนอให้ทบทวนบทบาทของคณะกรรมการโครงสร้างนะครับเพื่อให้กองทุนมีความยั่งยืนต่อไป ผมขอตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาครับฝากท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขครับว่า ท่านจะเริ่มต้นนโยบายการปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไรถ้ากระบวนการสรรหาคณะกรรมการการสปสช.ยังถูกตั้งคำถามในเรื่องของธรรมาภิบาลอยู่ครับ ขอบพระคุณครับ
>> ครับต่อไปเชิญท่านพภักคมลหนุนอนานันท์ ครับเชิญครับ
>> เรียนประธานสภาค่ะ ดิฉันภัคมลหนุนอานนันท์ ผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนในฐานะสมาชิก รัฐสภา หลังฟังนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายและเพื่อนสมาชิกอภิปรายมาตลอดทั้งวัน สิ่งที่ดิฉันอยากได้รับการยืนยันค่ะว่านโยบายที่นำเสนอต่อคนไทยทั้งประเทศวันนี้ผ่านการทบทวนสรุปและถอดบทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมาแล้วหรือยัง ท่านแน่ใจแล้วใช่มั้ยคะว่าหลังจากนี้ประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาลภูมิใจไทยจะสามารถนำพาประเทศไทยและผ่านวิกฤตและความท้าทายต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ทราบกันดีค่ะว่านายอนุทินชานวีรกูลเคยดำรงตำแหน่งสำคัญและอยู่ในวิกฤตมาแล้วหลายครั้งทั้งวิกฤตโรคระบาดโควิด-199 เมื่อปลายปีที่ผ่านมาค่ะวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยและขณะนี้ค่ะวิกฤตน้ำมันที่คนไทยทั้งประเทศกำลังเผชิญพร้อมกันอยู่วิกฤตเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ที่ผ่านแล้วผ่านไปนะคะแต่เป็นบทพิสูจน์ความสามารถในการบริหารประเทศวิกฤตใหญ่ที่ดิฉันกล่าวมาประชาชนพอจะได้เห็นฝีไม้ลายมือของนายอนุทินชานวีรกูลมาบ้างแล้วค่ะและเห็นแล้วว่าการบริหารแบบนายอนุทินบกพร่องและสร้างความเสียหายไว้ขนาดไหนยิ่งน่ากังวลไปกันใหญ่นะคะเพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้นายกรัฐมนตรีอนุทินชานวีรกูลให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในทำนองที่บอกว่าขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนมั่นใจเพราะพรรคภูมิใจไทยเคยผ่านวิกฤตน้ำท่วมและวิกฤตโควิดมาแล้วเราจัดการได้ดีท่านประธาน สิ่งที่นายกรัฐมนตรีมั่นใจต่างกับความรู้สึกของพี่น้องประชาชนลิบลับนะคะดังนั้นรัฐบาลอนุทิน 2 กำลังถูกจับตาและตั้งคำถามจากพี่น้องประชาชนค่ะว่า 4 ปีหลังจากนี้ไปประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่และเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิมค่ะดิฉันในฐานะผู้แทนราษฎรมีความจำเป็นต้องตั้งคำถามถึงกรอบวิธีคิดเพราะวิธีคิดวิสัยทัศน์มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลักดันนโยบายค่ะ ประเทศไทยไม่สามารถฝากความหวังเอาไว้ได้กับวิธีคิดเดิมๆอีกแล้วนะคะและประเทศไทยไม่ใช่ที่ทดลองงานดิฉันเห็นด้วยเหมือนที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเอาไว้เลยหากจะสรุปให้เข้าใจง่ายๆวันนี้วิธีคิดของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยในการบริหารประเทศจากวิกฤตที่ผ่านมาแก้ปัญหาแบบผิวๆเผินๆค่ะดูแคลนความเดือดร้อนของประชาชนทำไมดิฉันกล้าพูดแบบนี้เพราะย้อนกลับไปดูสิคะเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมามันพอสรุปแบบนั้นได้จริงๆเรื่องนี้ท่านเบื่อจะฟังแล้วแต่ต้องฟังค่ะดิฉันก็จะพูดแล้วพูดอีกอยู่นั่นแหละปลายปีที่ผ่านมาค่ะน้ำท่วมใหญ่ในหาดใใหญ่น้ำท่วมใหญ่ชนิดที่พี่น้องประชาชนหนีเอาชีวิตรอด ไฟดับทั้งเมืองอินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้เลย สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวค่ะคือรอคอยรอคอยให้คนมาช่วยชีวิตเท่านั้นเองวิกฤตหนักขนาดนั้นนะคะแต่รัฐบาลของนายอนุทินไม่มีไม่มีกระทั่งศูนย์กลางข้อมูลค่ะเพื่อระบุพิกัดของผู้ประสบภัยไม่มีแม้กระทั่งแผนปฏิบัติงานฉุกเฉินซึ่งเป็นเครื่องมือตามมาตรฐานสากลประชาชนและกู้ภัยช่วยเหลือกันเองค่ะเหตุการณ์ภัยพิบัติที่รุนแรงขนาดนั้นพี่น้องประชาชนเขาคาดหวังเขาคาดหวังจะเห็นภาวะของผู้นำที่นั่งหัวโต๊ะตบโต๊ะจัดการสั่งการอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องชีวิตของพวกเขา แต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดกับเหตุการณ์นี้ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดของพี่น้องประชาชนที่มีต่อนายกรัฐมนตรีกับเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใใหญ่คืออะไรคือเขาเห็นนายกรัฐมนตรีไปผัดข้าวแจกผู้ประสบภัยดิฉันไม่ทราบหรอกค่ะว่าก่อนหน้านั้นท่านทำอะไรมาแต่ทุกครั้งที่เวลาเป็นผู้นำในภาวะวิกฤตที่ประชาชนเขาคาดหวังท่านต้องคิดให้รอบคอบท่านต้องคิดอย่างละเอียดว่าท่านจะแสดงอะไรออกมาท่านอาจจะเป็นคนที่อัธยาศัยดีเฟรนลี่อบอุ่นคมซชอบทำกับข้าวแต่มันไม่ใช่มันไม่ใช่เวลานี้แน่ๆนะคะท่านต้องระมัดระวังการแสดงออกในช่วงเวลาที่ประชาชนเคาดหวัง ท่านลืมไปหรือเปล่าว่าประเทศไทยเราเป็นรัฐรวมศูนย์ราชการท้องถิ่นตัดสินใจในคำสั่งใหญ่ๆไม่ได้ค่ะคนที่มีอำนาจสูงสุดคือนายกรัฐมนตรีและวันนั้นท่านเองก็ควบกระทรวงมหาดไทยด้วยไม่มีใครใหญ่กว่าท่านแล้วทรัพยากรต่างๆในประเทศนี้อยู่ในอำนาจของท่านทั้งสิ้นแต่ท่านกลับละเลยค่ะจนปล่อยให้วิกฤตมันลุกลามบานปลายท่านคิดว่าการที่ท่านผัดข้าวให้กับผู้ประสบภัยอาจจะเป็นการส่งความห่วงใยและคลายการความกังวลให้พี่น้องประชาชนแต่เปล่าเลยค่ะเปล่าเลย
>> สิ่งที่ท่านทำมันเป็นการตอกยากมีผู้ประท้วงครับเชิญครับ
>> ครับท่านประธานครับประท้วงข้อ 45 นะครับ ประเด็นที่ผู้กำลังอภิปรายนะครับก็ที่ฟังดูนะครับก็คือยังวกวนอยู่ประเด็นในเรื่องของน้ำท่วมหาดใใหญ่เราก็ได้อภิปรายในยติที่ผ่านมาผมไม่ได้ไม่ได้ติดใจอะไรนะครับ ก็อยากจะบอกเพื่อสมาชิกว่านโยบายตรงไหนที่ท่านเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ให้กับรัฐบาลผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ต้องกราบขออภัยเพื่อนสมาชิกด้วยนะครับ
>> ครับผมวินิจใจครับมันเอ่อคนละวาระการประชุมไม่เป็นไรครับแต่ว่า
>> ใเย็นๆอีกแป๊บเดียวจะเข้าแล้วเชิญต่อคนทุกข์มานานท่านใจกว้างหน่อยนะคะที่จะรับฟังเรื่องเหล่านี้ซ้ำๆ
>> บทบาทหลักของการเยียวยาที่พอจะคาดหวังได้จากรัฐบาลคือการเยียวยาแต่วันนี้ประสิทธิภาพการเยียวยาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยยังมีคนอีกหลายแสนสิทธิ์ที่รอการเยียวยาถึงแล้วค่ะและนโยบายเล่มนี้พอมาอ่านก็ตรงตามข้อกังวลของดิฉันเป๊ะๆเลยตรงตามข้อกังวลเลยค่ะว่าท่านไม่ได้สรุปบทเรียนอะไรเลยก็เพราะนโยบายกองทุนภัยพิบัติที่ระบุในเล่มนี้ระบุแค่ว่าจะเอา AI มาช่วยเวลามีภัยพิบัติ AI จะระบุตำแหน่งช่วยจ่ายเงินเยียวยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแต่นโยบายก็เขียนมาหลวมๆค่ะไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่ไหนเลยค่ะชาวบ้านดิฉันอ่านเนี่ยยังรู้เลยว่าท่านแค่อ้าง AI ไว้ก่อนแล้วก็อุตส่าห์นำเทคโนโลยีมาใช้แล้วนะคะสุดท้ายก็มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์การจ่ายเงินเยียวยาอยู่ดีวิธีคิดคือแบบเดิมเลยค่ะเจ็บจ่ายจบคนเจ็บคือประชาชนคนจ่ายคือรัฐบาลในรายละเอียดเล่มนี้ไม่ได้ลงตัวเลขเอาไว้แต่ในเว็บไซต์พรรคภูมิใจไทยเขียนไว้ชัดเจนค่ะว่ารัฐบาลจะจ่ายค่าประกันภัย 1,000 บาทต่อครัวเรือนและเมื่อ AI จับได้ระบุพิกัดของคนที่ประสบภัยพิบัติแล้วรัฐจะจ่ายครัวเรือนละ 100,000 บาทและหากอยากได้เงินเยียวยาเยอะกว่านี้ประชาชนต้องเพิ่มค่าประกันเองและสุดท้ายคนที่จบคือใครคะคือรัฐบาลค่ะจ่ายแล้วค่ะจบแล้วถือว่าทำแล้วเสร็จสิ้นกันและถ้ารัฐจะใช้วิธีการคิดแบบนี้นะคะมีภัยพิบัติเมื่อไหร่ก็แค่หาเงินจ่ายให้เร็วๆแค่จ่ายเยียวยาให้ทันก็พอคิดแบบนี้ดิฉันว่ามันเน้นเอาตัวรอดค่ะลดบัตรบทบาทของตัวเองในฐานะรัฐเหลือแค่บริษัทประกันภัยการรับมือกับภัยพิบัติสุดท้ายแล้วมันไม่ใช่แค่การจ่ายเงินเยียวยาเท่าไหร่หรือจะจ่ายรวดเร็วแค่ไหนสิ่งที่ประชาชนเขาอยากได้เขาอยากได้ความมั่นใจค่ะเขาอยากได้รายละเอียดในเล่มนี้ที่ท่านใส่ลงไปว่าท่านจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมอย่างไรแจงมาให้ละเอียดแต่ในเล่มนี้สุดท้ายแล้วก็เขียนไว้กว้างมากค่ะไม่รู้เลย สิ่งที่ประชาชนอยากได้เขาแค่อยากรู้ว่ารัฐบาลอนุทิน 2 จะดูแลปกป้องชีวิตเค้าไม่ปล่อยให้เขารอความตายและลอยคอเหมือนรัฐบาลอนุทิน 1 ใช่หรือไม่ดิฉันถามตรงๆเลยวันนี้ท่านรัฐมนตรีนั่งอยู่หลายท่านก่อนที่รัฐบาลหนู 2 จะผลักดันนโยบายกองทุนภัยพิบัติท่านได้ติดตามความเสียหายในรัฐบาลหนูหนึ่งแล้วหรือยังท่านได้ไปถามหรือเปล่าว่าความเสียหายประเมินไว้เท่าไหร่เศรษฐกิจเสียหายเท่าไหร่ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ถึงจะฟื้นฟื้นฟูให้พี่น้องประชาชนได้ ท่านได้ไปถามไว้มั้คะหรือแค่รอปล่อยมาตรการคนละครึ่งพลัสแล้วก็ถือว่าสุดท้ายแล้วเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วก็เพียงพอ ดิฉันว่าถ้าคิดกันแค่นี้จริงๆมันโหดร้ายมากมันดูถูกความเดือดร้อนของประชาชนมากๆนะคะและอันตรายมากในฐานะผู้นำประเทศพอมาสังเกตค่ะว่าวิธีคิดแบบผิวเผินวิธีคิดแบบดูแคลนความรู้สึกของประชาชนไม่ได้เห็นจากนายอนุทินคนเดียวนะคะเพราะในสัปดาห์ที่ผ่านมาสิ่งที่เราเห็นท่านยังจำกันได้มีการพิจารณาถกเถียงเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนในภาคเหนือที่กำลังประสบกับฝุ่นฝุ่นพิษ PM 2.5 5 ขณะนี้สถานการณ์รุนแรงมากประชาชนสูดหายใจเข้าไปเป็นฝุ่นพิษเด็กๆตัวเล็กๆหายใจออกมาเป็นเลือดนะคะแน่นอนว่าพรรคประชาชนเรายืนยันค่ะว่าปัญหานี้แก้ได้มันต้องมีกฎหมายควบ คุมประเทศไทยต้องมีพรบ.อากาศสะอาดเพื่อคุ้มครองชีวิตประชาชนแต่ด้วยความเคารพเถอะค่ะส.ส.พรรคภูมิใจไทยอภิปรายในวาระนั้นและยืนกรานในสภาแห่งนี้ว่าไม่เห็นด้วยกับพรบ.อากาศสะอาดจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ท่านยกมานะคะด้วยความเคารพเรามีเหตุผลเดียวค่ะเหตุผลว่าพี่น้องประชาชนคนไทยใช้ลมหายใจเดียวกันค่ะดังนั้นพรบ.อากาศสะอาดน่าจะเป็นฉันทามัตติร่วมกันของคนทั้งสังคม หรือที่ท่านไม่เห็นด้วยลึกๆแล้วท่านกลัว ท่านกลัวนายทุนอุตสาหกรรมจะไม่พอใจหรือเปล่าและดิฉันพูดดักเอาไว้เลยนะคะท่านไม่ต้องประท้วงไม่ต้องโต้แย้งกับดิฉันว่าความเห็นของส.ส.ท่านหนึ่งไม่เกี่ยวกับคณะ
รัฐบาลเอาแบบนี้ ชวนพี่น้องประชาชนเลยจับตากันว่าหลังจากนี้ คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะนำ พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่พิจารณาค้างไว้ที่สภาเข้ามาพิจารณาต่อหรือไม่ ท่านสมาชิก >> ผมมีมีท่าน >> ขออนุญาตใช้ >> ประท้วงครับเชิญครับ >> ภาจริงประท้วงท่านคือสิ่งที่เรากำลังอภิปรายกันวันนี้ >> ท่านประธานท่านประธานครับผมประท้วงครับ >> เดี๋ยวเดี๋ยวให้ให้ท่านผู้ประท้วง >> ผมประท้วงเสร็จก่อน >> เดี๋ยวให้ท่านผู้ประท้วงประท้วง >> ผมประท้วงผู้ประท้วงครับเพราะผู้ประท้วงจะใช้สิทธิ์พาดพิงซึ่งใช้ตอนนี้ไม่ได้ ครับผมประท้วงผมประท้วงครับผมเปลี่ยนเป็นประท้วงครับท่านปกรวุฒนั่งนั่งลงนั่งผมประท้วงครับผม >> ใช่ประท้วงอ่าผมกำลังจะถามว่าท่านสมาชิกประท้วงหรือจะใช้สิทธิ์พาดพิง >> เอ่อกำลังจะถามนะครับ >> 2 2 2 เรื่องครับเรื่องแรกคือท่านอภิปรายไม่เกี่ยวกับประเด็นเรื่องนโยบายซึ่งท่านอภิปรายนอกประเด็นในสิ่งที่เรากำลังอภิปรายคือนโยบายรัฐบาลที่แถลงไป 2 ก็คือท่านพลาดพิงเพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานจะกรุณาก็คือขอให้ท่านยุติพูดถึงเอ่อบุคคลที่ว่าซึ่งก็คือผม 2 ก็คือหลังจากนั้นผมจะได้ขออนุญาตที่จะอภิปรายในสิ่งที่ผมถูกพาดพิงครับท่านประธานครับ >> ครับผมวินิจฉัยอย่างงี้ครับเอ่อประเด็นที่ 1 ท่านพูดได้ครับประเด็นที่ 2 จะให้สิทธิ์ท่านโอเ >> อ่าเพราะว่ามี ส.ส.ท่านหนึ่งผมก็เข้าใจว่าหมายถึงท่านนั่นแหละนะครับฉะนั้นหลังจากผู้อภิปรายอ่าท่านเสร็จแล้วท่านก็ใช้สิทธิ์พาดพิงว่าท่านเสียหายอย่างไรเชิญท่านปกรวุฒิครับ >> ไม่มีอะไรแล้วครับท่านประธานวินิจฉัยถูกต้องครับขอบคุณครับ >> ครับเชิญท่านผู้อิไปต่อครับ >> คือดิฉันยืนยันตั้งแต่ตอนต้นนะคะอยากให้คนที่ประท้วงหรือใครก็ตามเปิดใจให้กว้างดิฉันบอกว่าดิฉันจำเป็นต้องตามคำถามโทษๆโทษครับท่านสมาชิกอ่าผมเรียนงี้ครับอ่าเมื่อการวินิจฉัยจบแล้วท่านสมาชิกก็ดำเนินการประชุมต่อไม่ถ้างั้นมันจะต่อยาวอีกครับไม่เป็นไรครับเชิญเชงดิฉันจบไว้แค่ว่าดิฉันเชิญชวนพี่น้องประชาชนนะคะให้ดูความจริงใจแล้วกันว่าจะได้มีการพิจารณา พ.ร.บ.อากาศสะอาดกันต่อหรือไม่และเหตุการณ์ปัจจุบันค่ะเหตุการณ์วิกฤตน้ำมันซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางสงครามดำเนินมาแล้วเป็นเดือนนะคะแต่รัฐบาลของนายอนุทินยังไม่มีทีท่ายังไม่มีทีท่าว่าจะมีความพร้อมรับมือกับผลกระทบของประชาชนอย่างเป็นระบบเลยตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาประชาชนคนไทยรู้ชะตารตัวเองกันแบบวันต่อวันค่ะในวันที่น้ำมันหาเติมไม่ได้รัฐบาลกลับบอกว่าประชาชนอย่าตื่นตระหนกทั้งๆที่ในขณะนั้นเนี่ยประชาชนทั้งประเทศเขาโพสต์ภาพกันในโซเชียลมีเดียว่าเขาไปต่อคิวเติมน้ำมันปั๊มน้ำมันเองก็ติดป้ายว่าน้ำมันไม่พอแต่รัฐบาลกลับบอกว่าประชาชนเองกักตุนและอย่าตื่นตระหนกพอหลังจากนั้นไม่นานค่ะราคาน้ำมันกระโดดพุ่งข้ามคืนประชาชนไม่ทันได้ตั้งหลักค่ะต้นทุนการใช้ชีวิตสูงขึ้นต้นทุนการผลิตของธุรกิจต่างๆก็เพิ่มตามค่ะกลายเป็นว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันแล้วนะคะแต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจในวงกว้างตอนแรกก็บอกให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกไม่มีอะไรวิกฤตพอผ่านไปสักพักค่ะรัฐมนตรีพิพัฒน์ในฐานะ ผอ.สบก.ก็ออกมายอมรับว่ากองทุนน้ำมันเอาไม่อยู่แล้วรัฐบาลต้องลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลบวกกับท่านรัฐมนตรีคลังค่ะท่านเอกนิติก็ออกมา ยอมรับว่าไม่สามารถตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 33 บาทได้แล้วเท่ากับว่านี่คือการยอมรับพร้อมกันของรัฐมนตรี 2 ท่านในรัฐบาลชุดนี้ว่านี่คือสถานการณ์มันวิกฤตแล้วแล้วก่อนหน้านี้ทำไมท่านถึงยืนยันว่ามันปกติแล้วกล่าวหาว่าประชาชนตื่นตระหนกไปเองล่ะค่ะสุดท้ายพอเรื่องมันแดงออกมาหนีความจริงไม่ได้สิ่งที่รัฐบาลทำก็ตามสไตล์ค่ะพูดเอาง่ายขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนให้ใช้น้ำมันช่วยกันประหยัดในวันที่รัฐบาลสื่อสารให้ประชาชนช่วยกันประหยัดนายกรัฐมนตรีอนุทินตามสไตล์แกค่ะชิลๆไม่ได้คิดมากอะไรก็ปรากฏตัวที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยรถไฟฟ้าป้ายแดงออกข่าวว่าท่านขับรถเองไม่มีขบวนติดตามความคิดท่านในขณะนั้นนะคะดิฉันคิดว่าท่านอาจจะคิดว่าพี่น้องประชาชนอ่านข่าวแล้วต่างปราบปลื้มและชื่นชมแต่สิ่งที่ท่านทำมันตอกย้ำค่ะมันตอกย้ำวิธีคิดวิสัยทัศน์ของผู้นำมันตอกย้ำว่าความคิดของผู้นำคณะผู้บริหารประเทศไทยในขณะนี้ห่างห่างกับพี่น้องน้องประชาชนคนหาเช้ากินค่ำราวฟ้ากับเหวและวิธีคิดแบบนี้มันไม่ได้แสดงออกเพียงครั้งเดียวมันแสดงออกมาทุกครั้งเวลาที่มีวิกฤตตอนน้ำท่วมแทนที่ท่านจะสื่อสารว่า 100 วันหลังจากนี้รัฐบาลจะทำอะไรจะฟื้นฟูอย่างไรทำให้พี่น้องประชาชนได้กลับมามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ปกติแต่ท่านก็เลือกที่จะให้มีการแพร่ภาพออกสาธารณะเป็นภาพการผลัดข้าวออกไปวันนี้ในวันที่สถานการณ์น้ำมันพุ่งนะคะประชาชนรู้สึกไม่มั่นคงกับเงินในกระเป๋าแทนที่ท่านจะสื่อสารตรงๆแถลงแผนรับมือสถานการณ์เลยเอาความจริงมาพูดกันรัฐจับมือกับประชาชนเดินไปข้างหน้าพร้อมกันใช้ความจริงช่วยเหลือกันให้พ้นวิกฤต 3 เดือน 6 เดือนหลังจากนี้ประชาชนเขาจะได้วางแผนชีวิตเขาได้แต่ท่านกลับเลือกที่จะขับรถไฟฟ้าป้ายแดงเพื่อบอกกับประชาชนว่าให้ประหยัดน้ำมันดิฉันคิดว่าความคิดแบบนี้เนี่ยมันจำเป็นต้องมีการตั้งคำถามกันจริงๆนะคะและไอ้วิธีคิดแบบนี้เนี่ยมันเหมือนกันหมดเลยค่ะนายชัยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงดีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าเราทุกคนต้องปรับตัวเรื่องทัศนคติและการใช้ชีวิตแบบพอเพียงเพราะสถานการณ์สงครามขณะนี้ยืดเยื้อรวยรวยค่ะเพราะท่านรวยไงท่านเลยพูดแบบนี้ได้คนจนน่ะเวลาสั่งให้เขาประหยัดท่านต้องทำให้เขามีก่อนวันนี้มันเป็นอะไรกันไปหมดคนเป็นนายกรัฐมนตรีคนเป็นรัฐมนตรีไม่เข้าใจจินตนาการไม่ออกเลยว่าคนเวลามันจนมันจนจริงๆมันขยับไม่ได้เลยก่อนเลือกตั้งท่านมาบอกว่าจะทำให้คนไทยรวยจนร้องขอชีวิตเลือกตั้งเสร็จได้อำนาจมาท่านบอกว่าขอให้ประชาชนพอเพียงดิฉันคิดว่าวิธีคิดแบบผิวเผินแบบนี้นะคะมันสะท้อนมันสะท้อนผ่านนโยบายนี้เช่นกันดิฉันถามตรงๆถามตรงๆเลยว่าเวลานายกรัฐมนตรีบอกว่าจะทำให้พี่น้องประชาชนรวยจนร้องขอชีวิตเนี่ยท่านรู้หรือเปล่าว่าต้นตอของความจนและความขัดสนของประชาชนมันคืออะไรกันแน่เพราะในนโยบายเล่มนี้ไม่มีบรรทัดไหนเลยนะคะที่บอกว่ารัฐบาลมีเจตจำนงในการลดความเหลื่อมล้ำและพร้อมสู้กับกลุ่มทุนผูกขาดให้ประชาชนท่านประธานในยุคนึงสมัยนึงเรามักได้ยินคำว่าคิดใหญ่ทำเป็นแต่ปัจจุบันคำว่าพูดแล้วทำกำลังทำให้กลายเป็นสิ่งใหม่เพราะอย่างที่หาเสียงค่ะคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยก็บอกไว้ชัดเจนว่านโยบายไม่ต้องละเอียดมากเน้นน้อยๆแต่ทำได้จริงจะดีกว่าคิดแบบนี้ดิฉันว่าเป็นการคิดแบบเอาตัวรอดดึงความหวังของประชาชนให้ต่ำลงประชาชนควรคาดหวังกับผู้นำและรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความกล้าหาญมากพอในการสร้างการเปลี่ยนแปลงมันไม่ใช่แค่พูดแล้วทำสุดท้ายแล้วท่านก็ใช้ศัพท์ที่มันทันสมัยขึ้นแต่วิธีคิดต่างๆก็เหมือนเดิมค่ะขณะเดียวกันเมื่อใครในประเทศนี้มุ่งหวังจะสร้างการเปลี่ยนแปลงกับถูกตีตาว่าเป็นพวกเพ้อฝันเก่งแต่ฝันเก่งแต่พูดทั้งๆที่พรรคการเมืองรัฐบาลควรนำเสนอนโยบายที่ก้าวหน้าท้าทายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของประชาชนนะคะแต่ประเทศนี้วันนี้ไม่ได้สนใจแล้วว่าสิ่งที่ทำมันคู่ควรกับสิ่งที่ประชาชนควรจะได้รับหรือไม่คนจะเป็นนักการเมืองค่ะถ้าไม่มองให้ไกลไม่กล้าท้าทายข้อจำกัดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนแล้วจะโหยหาอำนาจกันไปทำไมคะไม่มีเจตจำนงที่จะเปลี่ยนแปลงยังไม่พอยังกดให้เจตจำนงของคนอื่นต่ำลงด้วยกดให้ประชาชนเขาไม่คาดหวังกดให้ประชาชนเขาเชื่อและชินเพราะชีวิตของเขาคนตาดำๆธรรมดามันก็ได้แค่นี้แหละการเมืองวันนี้ค่ะกำลังทำและให้รางวัลกับคนที่คิดแต่ในกรอบพูดแต่เรื่องเดิมๆทำแต่เรื่องเดิมๆแต่ต้นตอของปัญหาที่ฉุดรั้งไม่ให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนโตได้ยังคงอยู่รัฐราชการที่แข็งทื่อยังคงอยู่ความเหลื่อมล้ำเชิงระบบยังคงอยู่สิทธิและเสรีภาพยังคงถูกจำกัดสุดท้ายสิ่งที่เราได้วันนี้ก็เป็นวิธีคิดที่ถ้าประชาชนจนก็แค่ปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มทักษะเพิ่มความรู้เพิ่มเทคโนโลยีแล้วก็แจกเงินแต่ไม่เคยตั้งคำถามกับระบบเศรษฐกิจสังคมที่กดขี่ให้คนส่วนใหญ่จนและเข้าไม่ถึงโอกาสตั้งแต่แรกเลยค่ะและทั้งหมดนี้นะคะนโยบายเล่มนี้ชัดเจนว่าเป็นนโยบายที่ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองใดๆเลยไม่สามารถสร้างความหวังให้กับพี่น้องประชาชนไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศนี้รัฐบาลชุดนี้สุดท้ายท่านจะเป็นแค่ผู้ที่จัดสรรผลประโยชน์ให้กับนายทุนและชนชั้นนำก็เท่านั้นดิฉันอยากฝากไว้คำเดียวสุดท้ายอย่าสบประมาทประชาชนขอบคุณครับ >> ก่อนที่คณมนตรีจะได้ชี้แจงผมจะให้ท่านศุภชัยใจสมมุติท่านได้ใช้สิทธิ์พาดปิงครับเชิญครับ >> ครับกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับผมศุภชัยชัยสมุทรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยผมขออนุญาตใช้สิทธิ์ตอบโต้เรื่องการพาดพิงผมประเด็นที่ท่านสมาชิกพูดก็คือเรื่องการที่เราอภิปรายกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในเรื่องของปัญหา PM 2.5 ซึ่งวันนั้นมีสมาชิกหลายท่านจากพรรคของท่านเนี่ยได้แสดงความคิดเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ค้างอยู่ที่วุฒิสภารัฐบาลควรจะหยิบยกแต่ผมได้ลุกขึ้นอภิปรายแล้วบอกว่าผมไม่เห็นด้วยกับท่านนี่คือวิถีประชาธิปไตยไงครับผมมีข้อมูลผมมีเหตุผลของผมที่ผมคิดว่าถ้าจะหยิบยกร่างพระราชบัญญัติเข้ามาพิจารณาต่อผลกระทบมีอยู่มากมายซึ่งผมได้อธิบายได้อภิปรายให้ฟังอยู่ประมาณ 7-8 ประการซึ่งผมจะไม่พูดซ้ำเพียงแต่จะบอกว่าผมคิดไม่เหมือนท่านไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ท่านคิดถูกและผมผิดเมื่อกี้ท่านบอกว่าอย่าคิดต้องอย่าคิดใจอยู่ในกรอบผมก็คิดนอกกรอบไงครับคิดไม่เหมือนท่านแล้วไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ผมคิดผิดหรือว่าของท่านถูกหรือไม่มีใครถูกไม่ผิดแต่ทั้งหมดผมไม่ได้บอกว่ารัฐบาลจะต้องเอาตามผมหรือไม่เพราะผมเชื่อว่ารัฐบาลเองท่านก็มีดุลพินิจในการแทบวินิจฉัยเอาเหหลักฐานต่างๆมาประกอบการพิจารณาแต่สิ่งต้องเรียนท่านนะครับว่าผมพูดก็ยืนยันครับว่าเป็นพอท่านพูดอย่างนั้นผมก็ลุกขึ้นพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีมติอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอกครับสิ่งที่ภูมิใจไทยมีอยู่อย่างเดียวก็คือเราก็ห่วงใยพี่น้องประชาชนในเรื่องอากาศที่ต้องการที่จะให้มีกฎหมายดีๆเพื่อทำให้อากาศมันสะอาดขึ้นแต่ไม่ได้หมายความว่าเราต่อต้านการมี พ.ร.บ.อากาศสะอาดหรือผมต่อต้านเพราะผมก็ได้ร่วมพิจารณาเรื่องนี้มาเป็นเรื่องแรกแล้วผมจะบอกขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียวครับว่าในปี 2562 ผมนี่แหละครับเป็นผู้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดแล้วยื่นเข้าสภาแห่งนี้โดยนายอนุทินชาญวีรกุลและคณะและหลังจากนั้นก็มีเอ่อพรรคการเมืองหลายพรรคก็ร่างเข้ามาประกบด้วยรวมทั้งภาคประชาชนแต่กฎหมายฉบับนั้นไม่ได้มีการพิจารณาต่อเพราะอยู่ในระเบียบวาระแล้วก็ท่านนายกประยุทธ์ก็ได้ยุบสภาเสียก่อนสิ่งที่จะขออนุญาตเรียนกับท่านประธานเพิ่มเติมอีกนิดในเรื่องประเด็นนี้ก็คือว่าวันนั้นก็มีผู้ที่แสดงความไม่พอใจกับผมนะครับเอ่อในออนไลน์ก็ทัวร์ลงเยอะไม่เยอะฮะผมนับแล้วไม่ถึงล้านหรอกแต่ก็เยอะอยู่ประเด็นที่ผมจะเรียนกับท่านประธานเพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาของท่านประธานต่อไปก็คือในวันรุ่งขึ้นมีท่านสมาชิกของพรรคท่านนี่แหละไปแถลงที่ห้องสื่อมวลชนไปแถลงข่าวแล้วกล่าวว่ากล่าววิจารณ์การอภิปรายของผมซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการทำงานที่ประหลาดมากครับท่านประธานครับ >> ถ้าท่าน >> ไม่เห็นด้วยกับผมอ้าพี่แต่วันรุ่งขึ้ท่านพูดว่าทำไมนายสว่าอย่าอย่างงี้เพราะฉะนั้นที่นี่มันก็เป็นสภาแล้วก็นอกตรงนั้นก็เป็นเหตุของสภาที่ท่านประธานต้องพิจารณาด้วยครับว่าต่อไปเนี่ยถ้าใครไปทำล่วงล้ำเกินห้องไปเนี่ยก็ควรที่จะต้องชัดเจนว่าอย่างนั้นไม่ถูกต้องปิดผมขออนุญาตเพียงเท่านี้แหละครับเพียงแต่จะบอกว่าท่านไม่เป็น >> ท่านประธานครับผมขอประทูท่านประธานครับ >> ว่าสิ่งที่ท่านสุญจหรือท่านประธานครับผมขอประทานครับที่ >> ผมเข้าใจเรื่องปิดไมค์ >> ครับ >> ผมเข้าใจท่านนนะครับผมก็พยายามให้หยุดแต่ว่าปกติจะไม่ปิดไมค์ถ้าไม่จำเป็นถ้าเมื่อกี้ถ้านานกว่านี้ก็จะปิดครับครับพอๆครับให้ให้ท่านผู้ประท้วงได้ประท้วงท่านพกรวุฒิครับอ่าเชิญครับ >> ขอบคุณท่านประธานผมคนท่านประธานตอนตามข้อ 5 ครับในการควบคุมการประชุมครับ >> นี่ไม่ใช่การนี่ไม่ใช่การใช้สิทธิ์พัดพิงแล้วเลยเลยการใช้สิทธิ์พาดพิงไปเยอะแล้วพาดิกินกลับด้วยครับและท่านประธานก็ไม่ควบคุมการประชุมเลย >> ผม >> ถ้าถ้าเป็นพรรคผมท่านประธานปิดไมค์ไปตั้งนานแล้วครับท่านประธาน >> ผมไม่เคยปิดไมค์พรรคท่านนะฮะ >> ท่านประธานพูดพูดจริงใช่มั้ยครับ >> เราเราย้อนเราย้อนไปดูการประชุมครั้งก่อนมั้ครับ >> มีๆมีครั้งหนึ่งมีครั้งหนึ่งแต่ว่ามันจำเป็นมีครั้งหนึ่งนะท่านท่านอย่ามาเอาชนะงี้เมื่อกี้พอแล้วครับพอแล้วถ้าถ้าผมขอให้ท่านพู้การประชุมมันเลยการใช้ไกลมากครับขอบคุณครับผมผมก็คิดว่าจะจะให้หยุดแล้วนะครับขอบคุณครับพอแล้วครับเรื่องนี้พอเถอะครับ >> ท่านประธานครับขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ครับ >> เชิญชิเชิญครับ >> พัทรพงษ์นีรพัฒน์ครับท่านประธานผมขออนุญาตใช้สิทธิ์พลาดพิงคืน >> อันนี้ผมกำลังเชิญชิครับเชิญ >> ผมกำลังพูดถึงท่านประธานเลยนะครับถ้าท่านประธานจะวินิจฉัยแบบนี้ใครพูดถึงพระพรรคอะไรก็ตามทุกคนสามารถใช้สิทธิ์พลาดพิงได้หมดการประชุมในสภานี้ไม่มีทางจบครับเพราะฉะนั้นผมขอให้นิท่านท่านประธานวินิจฉัยใหม่ในเรื่องของสิทธิ์พลาดพิงผมจะไม่ใช้สิทธิ์พาดพิงเสียเวลาที่ประชุมในวันนี้ผมจะอภิปรายวันพรุ่งนี้แต่ว่าท่านประธานต้องพิจารณาใหม่ในการวินิจฉัยสิทธิ์พลาดพิงถ้าแบบนี้เรียกว่าพาดพิงแล้วสามารถพูดเรื่อยๆแบบนี้พลาดพิงกันได้ทุกวันน่ะครับถ้าอย่างงั้นน่ะขอบคุณท่านประธานครับ >> ฟังผมวินิจฉัยนะครับพอแล้วครับท่านศุภชัย ครับผมจะชี้ผมจะวินิจฉัยถ้าอย่างงั้นท่าน ท่านก็จะโดนโดนพลาดพิงไปพลาดพิงมาก็ไม่จบนะครับผมผมต้องฟังผมวินิจฉัยนะครับถ้า งั้นก็ผมก็จะเข้าลักษณะควบคุมการประชุมไม่ได้นะครับฉะนั้นผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าอ่าเมื่อสมาชิกได้เอ่ยถึงอ่าท่านผู้ อ่าการอภิปรายเรื่องอากาศสะอาดผมก็มองผมก็อยู่ในที่ประชุมเป็นประธานที่ประชุมผมก็เห็นว่ามีสมาชิกท่านเดียวพูดผมก็ให้โอกาสได้ชี้แจงแต่ก็เรียนว่าเมื่อชี้แจงยาวเกินผมก็จะตัดอยู่แล้วนะครับฉะนั้นก็ อ่าแต่ว่าสิทธิ์สิทธิ์ที่อ่าทั้ง 2 ฝ่ายก็คือสิ่งที่ท่านผู้เอ่อถูกพาดพิงได้ชี้แจงถูกเรื่องเอ่อประเด็นที่ไม่ควรพูดก็คือการเอาสิทธิ์การอภิปรายในห้องประชุมนะ ครับในห้องประชุมถ้าถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็เลยให้พูดนะครับฉะนั้นก็ถือว่าจบตามนี้นะครับนะครับขอบคุณมากครับเชิญท่านรองนายกเอกนิตินิติพระภาสได้ชี้แจงครับเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรตินะครับก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่อ่าให้คำแนะนำหลายเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจนะครับในฐานะที่ผมดูแลเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยผมอยากขอฉายภาพให้เห็นถึงภาพที่เรามองเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่วันนี้แต่มองไปอีกข้างหน้าด้วยว่าเป็นอย่างไรนะครับผมเข้าใจดีว่าทุกท่านเป็นห่วงกับวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคา น้ำมันสูงขึ้นทั้งโลกราคาผันผวนน้ำมันอาจจะขาดแคลนหลายประเทศต้องปันน้ำมันกันแล้วสภาพวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางนี้เนี่ยส่งผลกระทบทั้งโลกและส่งผลถึงประเทศไทยเช่นเดียวกันที่เรามองวิกฤตในวันนี้วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตของโลกนะครับแล้วจะไม่แค่ส่งผลในระยะสั้นแล้วพูดกันตามความเป็นจริงมันอาจจะยืดเยื้อและซับซ้อนวันนึงเปิดช่องแค่พอมุสวันนึงปิดช่องแค่พอมุสเรามีความไม่แน่นอนมากเพราะฉะนั้นเนี่ยสิ่งที่เรามองคือฉากทัศน์ที่มันจะเกิดขึ้นต้องขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภาหลายท่านที่ได้พูดถึงฉากทัศน์นี้ไว้บ้างแล้วผมจะไม่ขอลงรายละเอียดแต่ส่งผมจะเล่าให้ฟังว่าที่เรามองว่าผลกระทบเนี่ยที่จะส่งผลต่อไทยมันจะมีหลายช่องทางเริ่มจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่มันลามาถึงวิกฤตพลังงานซึ่งในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุสเป็นแหล่งที่ส่งออกพลังงานทั้งน้ำมันก๊าซธรรมชาติปุ๋ยเคมีและอีกหลายสินค้าตรงนี้เนี่ยทำให้สินค้าในอนาคตอาจจะขาดแคลนได้ราคาสินค้าที่ขึ้นจะไม่แค่ราคาพลังงานอาจจะเป็นราคาอย่างอื่นและสิ่งที่ต่อมาที่หลายท่านได้พูดถึงเราต้องเตรียมพอพร้อมให้ดีว่าจะมีโอกาสเกิดที่เรียกว่า stack flation คือทั้งเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกซึ่งอาจจะเจอกันทั้งโลกในฐานะที่ดูภาพรวมเศรษฐกิจเราต้องรับผิดชอบในการเตรียมพร้อมในส่วนนี้ในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจในระยะสั้นที่เร่งด่วนที่สุดเราถึงต้องช่วยลดผลกระทบกับประชาชนต้องดูแลเค้าค่าครองครองชีพเค้านะครับแต่เราก็ต้องเตรียมทรัพยากรที่ดูแลคนไทยในทุกกลุ่มไม่ใช่แค่ผู้ที่ขับรถยนต์ยังมีประชากรคนไทยที่ต้องการงบประมาณดูแลจำนวนมากเพราะฉะนั้นประเทศไทยและทุกประเทศมีทรัพยากรที่จำกัดเราต้องใช้ทรัพยากรนั้นช่วยดูแลคนให้ตรงจุดที่สุดและให้คุ้มค่าที่สุดในสิ่งแรกนี้สิ่งที่เราทำเราต้องใช้ทุกเครื่องมือเราแน่นอนครับสิ่งแรกเลยเมื่อวิกฤตสงครามตะวันออกกลางซึ่งไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่มันกระทบราคาพลังงานเราก็ใช้เครื่องมือกองทุนราคา น้ำมันเข้าไปพยุงซึ่งหลายประเทศไม่มีกองทุนนี้เค้าถึงไม่ได้ใช้เครื่องมือนี้เสร็จแล้วหลายท่านพูดถึงภาษีสรรพสามิตผมต้องขอขอบคุณในคำแนะนำนะครับแต่ภาษีสรรพสามิตเราใช้ดูแลประชาชนในกลุ่มอื่นผมยกตัวอย่างนะครับถ้าเราลดภาษีสรรพสามิตรเพื่อช่วยลดราคาน้ำมันมันก็ไม่ต่างจากที่ใช้กองทุนราคา น้ำมันในการดูแลราคาไม่ให้สูงจนเกินไปช่วยดูแลประชาชนเช่นเดียวกันแต่ภาษีสรรพสามิตที่เราใช้เป็นงบประมาณในการหา รายได้ดูแลงบประมาณโรงพยาบาลผู้ป่วยคุณหมอพยาบาลต่างๆค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอยู่ทุกปีในส่วนนั้นอาจจะได้รับผลกระทบผมในฐานะที่ดูแลกระทรวงการคลังผมถึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ทุกเครื่องมือในการดูแลประชาชนทุกกลุ่มกองทุนราคาซึ่งเป็นด่านแรกที่เราใช้ดูแลพยุงราคาไม่ให้สูงจนเกินไปนอกจากนั้นครับเราพยายามใช้เงินงบประมาณเท่าที่มีอยู่เท่าที่เหลืออยู่ในการช่วยลดผลกระทบสิ่งที่ทั่วโลกทำกันเราคำนึงถึงครับวันเนี้คนที่ถูกกระทบด่านแรกเลยคือกลุ่มขนส่งเพราะว่ากลุ่มขนส่งนี้ก็จะใช้น้ำมันเยอะแล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้พลังงานจากน้ำมันสูงมากเพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ถ้าเราไม่ดูแลเค้าก่อนต้นทุนสินค้าก็จะแพงขึ้นตามลำดับเพราะฉะนั้นวันเสาร์นี้ที่มีประชุมครม.นักพิเศษก็จะมีการดูแลประชาชนกลุ่มนี้นอกจากนั้นยังมีกลุ่มเปราะบางที่เขาอาจจะได้รับผลกระทบที่เขามีรายได้น้อยก็จะมีอ่าการดูแลในกลุ่มนี้ด้วยจะมีกลุ่มประมงซึ่งก็ต้องใช้น้ำมันในการหาอาหารทะเลซึ่งถ้าเราไม่ดูแลก็จะนำผลไปทำให้ อาหารทะเลยิ่งแพงขึ้นกระทบไม่ใช่แค่ชาวประมงแต่ก็กระทบคนไทยและกระทบทบรายได้ของส่วนอื่นๆนอกจากนั้นก็ยังมีเกษตรกรที่กำลังเพราะปลูกต้องมีเรื่องปุ๋ยซึ่งตรงนี้เดี๋ท่านรองนายกสุภจีคงจะมาเล่าให้ฟังเราถึงต้องสกัดวิกฤตนี้ก่อนที่จะลุกลามไปใหญ่โตแล้วเราต้องเลือกให้ตรงกลุ่มบนทรัพยากรที่จำกัดอันเป็นสิ่งแรกที่เราตั้งใจที่จะช่วยประชาชนลดผลกระทบเค้าขณะเดียวกันเราก็ต้องเตรียมเม็ดเงินเตรียมทรัพยากรที่จะดูแลประชาชนในกลุ่มอื่นๆหากวิกฤตสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนต่างๆอีกมากมายตรงนี้เนี่ยเป็นการเตรียมความพร้อมเราต้องพร้อมครับวันนี้วิกฤตนี้เป็นวิกฤตทั้งโลกถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมใช้เม็ดเงินทุกอย่างทุกบาททุกสตางค์ไปช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตและสิ่งทีน่ากลัวที่สุดอาจจะนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์นั้นในปี 2540 ที่คนต้องตกงานจำนวนมากเราจะต้องป้องกันไม่ให้เจอวิกฤตเช่นนั้นครับเพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลพยายามจะดูแลในระยะสั้นพยายามช่วยคนที่เดือดร้อนแล้วก็ทันทีที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างรุนแรงเราก็ใช้กองทุนราคามาพยุงไม่ให้มันสูงจนเกินไปขณะเดียวกันเราพยายามใช้กลไกทุกอย่างในการที่จะลดราคาน้ำมันซึ่งท่านรัฐมนตรีพลังงานก็ได้ดำเนินการไปเรียบร้อยนอกจากนั้นผมอยากจะเรียนอย่างนี้การเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตในครั้งนี้เราต้องเตรียมพร้อมในระยะยาวสิ่งที่เราต้องเตรียมพร้อมในระยะยาวผมเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกไปในหลายมิติ มิติที่ 1 เรื่องความมั่นคงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดความมั่นคงในที่นี้จะไม่ได้หมายถึงความมั่นคงทางทหารแต่เป็นความมั่นคงในด้านอื่นๆไม่ใช่แค่ทหารแต่เป็นอาหารแต่เป็นยารักษาโรคที่อาจจะขาดราคาอาจจะแพงเพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ที่จะวิกฤตจะลุกลามไปสู่วิกฤตอื่นๆเพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะเปลี่ยนวิกฤตตรงนี้ให้เป็นโอกาสได้เพราะประเทศไทยมีฐานการผลิตอาหารที่สำคัญมีฐานการผลิตยาที่สำคัญมีสมุนไพรที่ดีวิกฤตโควิดฟ้าทะลายโจรถึงเป็นสมุนไพรไทยที่โด่งดังไปทั่วโลกเราต้องใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสซึ่งเดี๋ยวผมจะกล่าวถึงในลำดับถัดไปสิ่งที่ 2 ที่ผมคิดว่าจะเปลี่ยนไปคือวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันถูกจะไม่มีอีกต่อไปอย่างน้อยในเวลาปี 2 ปีเพราะว่าวันนี้สงครามในตะวันออกกลางได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานอยู่มากการที่โรงงานผลิตน้ำมันผลิตก๊าซธรรมชาติจะผลิตออกมาใหม่ใช้เวลาอีกปีถึง 2 ปีเพราะฉะนั้นสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่เราต้องพยายามทำให้คนไทยธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยยังโชคดีนะครับที่เรามีแสงแดดเราสามารถส่งเสริมการทำโซลารเรายังมีเอทานอลซึ่งผลิตจากอ้อยซึ่งสามารถมาผสมกับน้ำมันทำเป็น E20 จากมันสัมปะหลังเรายังมีน้ำมันปาล์มที่มาผสมดีเซลเป็น B10 V20 เราต้องส่งเสริมตรงนี้ให้คนไทยได้มีโอกาสใช้พลังงานสะอาดพลังงานชีวมวลแล้วก็พลังงานทดแทนเหล่านี้แล้วมันจะส่งผลให้เกษตรกรไทยรายได้ดีขึ้นด้วยตรงนี้ก็คือวิกฤตพลังงานที่ต้องเปลี่ยนไปเดี๋ยวผมจะเล่าถึงวิธีการนะครับเรื่องที่ 3 คือเรื่องเทคโนโลยีและ AI ซึ่งวันนี้ทั้งโลกเปลี่ยนไปเร็วมากจริงๆหลายคนในห้องนี้ก็ได้ใช้ AI แล้วแต่คนไทยอีกจำนวนมากยังไม่มีโอกาสเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีและ AI ซึ่งทุกคนทราบดีมันจะช่วยทำให้เขาหารายได้ได้ดีขึ้นพ่อค้าแม่ค้าสามารถเอา AI มาช่วยโพสต์รูปสวยสวยสามารถขายของได้มากขึ้นสามารถมาวิเคราะห์ต้นทุนสามารถที่จะลดรายจ่ายได้ตรงนี้ก็คือโลกเปลี่ยนไปที่จะต้องใช้ดิจิทัลและ AI มากขึ้นเพราะฉะนั้นนโยบายรัฐบาลเราถึงมุ่งเน้นวิธีการที่จะต้องลงทุนใหม่เราจะทำอย่างไรครับในการวิปเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสท่ามการโลกที่เปลี่ยนไปเศรษฐกิจที่จะเปลี่ยนไปอีกหลายปีอันที่ 1 คือเราต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญโดยเฉพาะพลังงานสะอาดหลายคนพูดถึงพลังงานนะครับเราต้องเปิดให้มีพลังงานสะอาดลงทุนในพลังงานสะอาดมากขึ้นต้องมีโอกาสเปิดให้ประชาชนเปลี่ยนหลังคาบ้านให้สามารถหารายได้และลดรายจ่ายค่าไฟได้และต้องให้สามารถเขาขายไฟนั้นกลับคืนให้รัฐได้ถ้าเขามีแสงแดดมากกว่าเกินแล้วเปลี่ยนเป็นไฟที่เขาใช้ต้องขายคืนให้กับรัฐได้อันนี้ก็จะเป็นการเปลี่ยนหลังคาเป็นรายได้ให้ชาวบ้านธุรกิจเองก็จะต้องสามารถที่จะลงทุนในพลังงานสะอาดโซลารฟาร์ม Floating solar แล้วเขาต้องสามารถไม่ต้องใช้พลังงานที่พึ่งกับการไฟฟ้าอย่างเดียวเขาสามารถที่จะลงทุนและเราต้องเปิดขายไฟโดยตรงเปิด direct เพื่อให้ธุรกิจต้นทุนถูกลงเราต้องช่วยเค้าปรับเปลี่ยนให้เค้าเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่น้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไปแต่สามารถใช้พลังงานสะอาดพลังงานจากแสงแดดที่มีอยู่ฟรีให้สามารถมาลดต้นทุนเค้าลดค่าไฟเค้าและสามารถทำให้เขาไปผลิตสินค้าและส่งเสริมให้เกิดสินค้าที่มาจากผลิตจากพลังงานสะอาดได้มากขึ้นนั่นคือการลงทุนในเรื่องของพลังงานสะอาดสิ่งที่ 2 ที่สำคัญมากเราต้องเน้นทำเรื่องการลงทุนในคนเพราะฉะนั้นผมไม่สามารถจะไปพูดทุกบรรทัดของในนโยบายเศรษฐกิจได้แต่นี่คือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ก็คือว่าเราต้องลงทุนทำให้คนไทยเก่งขึ้นเรารู้ครับว่าคนไทยเกิดลงผู้สูงอายุจะมากขึ้นเรื่อยๆเพราะฉะนั้นการที่จะใช้ปัจจุบันนี้เนี่ยเราต้องใช้ AI ที่หลายประเทศเป็นกังวลว่า AI จะมาแย่งงานคนทำทำให้คนตกงานเราต้องวางยุทธศาสตร์ AI ให้ดีและสามารถทำให้คนเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆให้เขาใช้ AI ไปหารายได้ในโครงการคนละครึ่ง Plus ที่ผ่านมาอาจจะมีเวลาสั้นที่ทำสิ่งที่ตั้งใจทำต่อไปคือเราจะให้ AI ไปช่วยถุงเงินให้ชาวบ้านที่ขายลูกชิ้นปิ้งสามารถวิเคราะห์ได้ว่าวันนี้เค้าขายลูกชิ้นปิ้งจากลูกชิ้นไก่หรือลูกชิ้นหมูได้มากกว่ากันเค้าจะได้เตรียมทรัพยากรไปซื้อไก่ซื้อหมูไม่ต้องซื้อมาเกินที่เค้าจำเป็นที่จะผลิตเขาจะรู้ได้ว่าลูกค้าเ้าต้องการอะไรเค้าสามารถที่จะถ่ายรูปโพสต์แล้วขายออนไลน์ได้อันนี้คือสิ่งที่จะเป็นเครื่องมือก็ไปช่วยเค้าขณะที่ผู้ซื้อในเรื่องเป๋าตังค์เราก็จะมีเครื่องมือ AI ที่จะช่วยปรับเปลี่ยนคนไทยให้เข้าสู่เทคโนโลยีจะได้ใช้ AI ได้เป็นจะมีหลักสูตรสอนที่เขาสามารถที่จะไปเรียน AI ได้ฟรีอันนี้คือสิ่งที่เราตั้งใจทำให้คนไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคเทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้นธุรกิจขนาดใหญ่มีสามารถใช้ AI ได้เยอะครับพวกเราที่มีรายได้ก็สามารถซื้อ AI โปรแกรมที่ราคาแพงได้แต่คนไทยต้องมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีนั้นอย่างเท่าเทียมกับพวกเรานี่คือสิ่งที่จะตั้งใจยกระดับเค้านะครับสุดท้ายครับในเรื่องการลงทุนที่สำคัญภาครัฐทำคนเดียวไม่ได้ครับวันนี้ทรัพยากรภาครัฐมีจำกัดเราต้องร่วมทุนกับภาคเอกชนธุรกิจทั้งไทยทั้งต่างประเทศมาช่วยยกระดับพัฒนาเศรษฐกิจไทยแต่สิ่งนี้เนี่ยวันนี้นะครับท่ามกลางโลกใหม่ที่ความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญผมในฐานะที่มีโอกาสดูแล BOI สำนักงานส่งเสริมการลงทุนได้มีโอกาสไปเจอต่างชาติผมพบเลยครับว่าวันนี้ทุกคนอยากจะมาลงทุนที่เมืองไทยปีที่แล้วยอดการส่งเสริมใบสมัครส่งเสริมการลงทุนสูงมากนะครับ 1.8 8 ล้านล้านสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา 60 กว่าเปอร์เซ็นต์สิ่งที่ผมพยายามช่วยทำคือเค้ามาลงทุนแต่ต้องทำให้เขาเกิดลงทุนจริงหลายสิ่งหลายอย่างเขาติดอุปสรรคขอใบอนุญาตช้าสิ่งเหล่านี้เราได้ไปปลดล็อคปลดล็อคทำให้เขาสามารถลงทุนได้เร็วและขอให้เขาทำเทคโนโลยี transfer สอนคนไทยทำให้คนไทยเก่งขึ้นมีรายได้ที่ดีขึ้นทำโครงการที่เชื่อมระหว่างทักษะคนไทยเข้าสู่โลกยุคยกใหม่ให้เขาสามารถได้งานที่ดีทำงานที่ดีมีรายได้สูงขึ้นอันนี้คือโครงการที่เราจะเชื่อมเรียกว่าโครงการ Skill Bridge ซึ่งก็อยู่ในเล่มสีน้ำเงินเช่นกันอันนี้เป็นส่วนเล็กๆที่เราจะทำนะครับเพื่อยกระดับคนไทยให้เก่งขึ้นแต่ที่สำคัญเราต้องปลดล็อคกฎกติกาต่างๆผลเราพิสูจน์แล้วครับในไตรมาส 4 ที่ผ่านมาตอนที่เศรษฐกิจไทยติดลมถ้าไปเจาะลึกรายละเอียดจะเห็นว่าตัวที่สำคัญที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากกล่มคือการลงทุนของภาครัฐและการลงทุนของเอกชนซึ่งสูงขึ้นภาครัฐโตประมาณ 13% การลงทุนเอกชนโตประมาณ 6% 7% เฉลี่ยประมาณ 8% ตัวเนี้ยคือเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่ามันช่วยการปลดล็อคให้เอกชนลงทุนมันสามารถช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้แต่เราต้องทำในระยะยาวไม่ใช่ทำแค่ไตรมาส 4 เราต้องทำทั้ง 4 ปีมันจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่งวันนี้ทุกประเทศเจอวิกฤตครับแต่เราต้องเลือกทาร์เก็ตเลือกให้ชัดให้เอกชนร่วมมือกับภาครัฐเรามีของดีเยอะนะครับอาหารเกษตรอุตสาหกรรมสมัยใหม่เพราะผมให้อนุมัติการลงทุนของหุ่นยนต์ที่ต่างชาติสนใจมาลงทุนเยอะมากในเรื่อง AI ในเรื่องดิจิทัลในเรื่องเศรษฐกิจสุขภาพซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งเราต้องปลดล็อคให้พวกนี้เข้ามาลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีและจับมือกับคนไทยเพื่อจะสามารถให้คนไทยยกระดับเศรษฐกิจไทยพอหลังวิกฤตเราผ่านวิกฤตนี้เราจะได้กลับมาแข็งแกร่งสุดท้ายครับท้ายสุดครับผมเชื่อครับทุกท่านทราบดีว่าวิกฤตครั้งนี้มันอาจจะรุนแรงกว่าที่คิดเราต้องเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในระยะสั้นเราต้องร่วมกันช่วยคนที่เค้าเดือดร้อนเราต้องช่วยให้เค้าผ่านพลวิกฤตนี้ไปให้ได้และเราทำแค่นั้นไม่พอครับเราจะต้องช่วยให้เค้าให้เค้าเติบโตหลังวิกฤตเราต้องเปลี่ยนผ่านเค้าให้เค้าสามารถเป็นคนที่เก่งขึ้นหารายได้ได้ดีขึ้นดูแลครอบครัวที่ดีขึ้นธุรกิจเติบโตได้ดีขึ้นคนตัวเล็กตัวน้อยธุรกิจ SME จะต้องสามารถเติบใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้นได้สามารถส่งออกไปต่างประเทศเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเค้าเค้าจะได้มีรายได้ที่สูงขึ้นผมเชื่อครับว่าถ้าเราสามารถเปลี่ยนผ่านเค้าไปสู่ธุรกิจสมัยใหม่ที่เขามีรายได้ที่สูงขึ้นประเทศไทยก็จะมีรายได้ที่ดีขึ้นเาก็จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นผมเชื่อครับว่าเราจะต้องผ่านวิกฤตครั้งนี้ได้และเราจะต้องช่วยกันแล้วเราจะต้องเปลี่ยนผ่านเค้าครับเปลี่ยนผ่านเค้าต้องปฏิรูปประเทศให้เรากลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งแข็งแกร่งและเราจะต้องทำด้วยกันครับและผมขอขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภาพาทุกท่านที่ให้ความเห็นคอมเมนต์มานะครับก็เราจะต้องผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันขอบคุณครับ >> ครับต่อไปเชิญท่านอามินมยูโซครับเชิญครับ >> กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพกระผม นายอมินมยุโสสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดธราธิวาสเขต 2 อำเภอสุ่งกอำเภอตากใบพรรคกล้าธรรมในฐานะสมาชิกรัฐสภาสภาขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลซึ่งแน่นอนครับผมเป็น ส.ส.ที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในหัวข้อที่ 9.3 3 ก็คือการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยน้อมนำพระราชดำริของพระองค์ท่านทรงมีพระราชดำริว่าการพัฒนาต้องเริ่มจากความเข้าใจเข้าถึงและพัฒนาว่าด้วยเรื่องของการสร้างสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หัวใจของความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่งบประมาณหรือกำลังพลเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่กลไกการเชื่อมภาครัฐกับประชาชนเข้าด้วยกันอย่างแท้จริงวันนี้ผมขอเสนอให้รัฐบาลยกระดับยกเครื่องสภาที่ปรึกษาการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นกลไกกลางของการขับเคลื่อนนโยบายเพราะสภานี้ไม่ใช่หน่วยงานของราชการทั่วไปแต่คือพื้นที่ของเสียงประชาชนอย่างแท้จริงที่มีทั้งผู้นำศาสนาผู้นำท้องถิ่นนักธุรกิจและภาคประชาสังคมอยู่พี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการสันติภาพที่ยั่งยืนเราต้องเริ่มจากความเข้าใจไม่ใช่ความหวาดระแวงจึงจำเป็นต้องใช้สภาที่ปรึกษาเป็นกลไกในการกลั่นกรองยุทธศาสตร์ก่อนเข้าสู่การตัดสินใจระดับนโยบายเพื่อให้ทุกมาตรการของรัฐสอดคล้องกับชีวิตจริงของประชาชนในพื้นที่และที่สำคัญนะครับต้องเชื่อมสภาแห่งนี้เข้าสู่โต๊ะการเจรจาพูดคุยสันติสุขเพื่อให้เสียงของประชาชนไม่ได้ถูกตัดออกจากกระบวนการสันติภาพปัญหาใหญ่ของพื้นที่ไม่ใช่แค่ความไม่สงบแต่คือความไว้วางใจประชาชนจำนวนมากไม่กล้าเข้าหาหน่วยงานของรัฐโดยตรงจึงจำเป็นต้องใช้สภาที่ปรึกษาทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการรับเรื่องร้องเรียนและมีบทบาทติดตามความเป็นธรรมรวมถึงการประเมินผลกระทบจากกฎหมายพิเศษเพราะความยุติธรรมไม่ใช่แค่มีอยู่แต่ต้องรู้สึกได้จริงๆท่านประธานครับหากเศรษฐกิจยังอ่อนแออยู่อย่างนี้ปัญหาที่มีคงยากที่จะคลี่คลายจึงต้องสร้างสันติภาพที่จับต้องได้ผ่านการสร้างงานสร้างรายได้และสร้างโอกาสผมขอเสนอให้สภาที่ปรึกษาเป็นเวทีรวมพลังของภาคธุรกิจออกแบบเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้เหมาะสมกับพื้นที่จริงและขับเคลื่อนการแก้ปัญหายาเสพติดด้วยพลังของชุมชนและศาสนาไม่ใช่เพียงมาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวและอีกเรื่องที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือเรื่องของการศึกษาในพื้นที่ต้องไม่ทำลายตัวตนของคนในพื้นที่และต้องต่อยอดอัตลักษณ์ให้สถาบันศึกษาในพื้นที่นี้มีส่วนร่วมในการกำหนดหลักสูตรและให้สภาที่ปรึกษาเป็นผู้สะท้อนว่าการศึกษานั้นสามารถตอบโจทย์ของพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ท่านประธานครับหากรัฐบาลต้องการให้นโยบายการแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายภาคใต้เกิดผลจริงก็คือต้องเริ่มจากฟังคนในพื้นที่อย่างแท้จริงและไม่มีเวทีใดที่เหมาะสมไปกว่าสภาที่ปรึกษาการบริหารและ การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้หากเราใช้กลไกนี้อย่างจริงจังสันติสุขจะไม่ใช่แค่เป้าหมายทางนโยบายแต่จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงจึงขอนำเรียนผ่านท่านประธานสภาผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีทุกๆท่านด้วยครับอีก 1 เรื่องครับคือเรื่องของราคาน้ำมันก็คือเรื่องของน้ำมันก็คือเรื่องเชยๆที่เขาพูดกันนะครับเมื่อเช้าก็ได้ฟังท่านอภิสิทธิ์ท่านก็พูดว่าเรื่องเชยๆผมเองก็คนเชยๆที่มาจากบ้านนอกคนนึงอยากเห็นรัฐบาลโอบอุ้มพี่น้องประชาชนคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางโดยขออนุญาตนำแนวทางการอบอุ้มรากหญ้าของประเทศเพื่อนบ้านก็คือมาเลเซียเรื่องของการอุดหนุนน้ำมันแบบเฉพาะเจาะจงตรงกลุ่มหรือการซับซีไดรฟ์แบบทาร์เก็ตนะครับไม่ใช่ซับซีไดรฟ์แบบเหมารวมโดยกำหนดให้ประชาชนชาวมาเลเซียที่เข้าหลักเกณฑ์นะครับสามารถเติมน้ำมันในราคาเพียง 1.99 99 เหรียญหรือว่า 16 บาทนะครับโดยกำหนดให้ 1 คนสามารถเติมน้ำมันได้ต่อเดือน 300 ลิตรนะครับอย่างในภาพด้านขวามือนะครับโดยเราเนี่ยก็สามารถมาผนวกกับของเราก็คือใช้แอปเป๋าตังค์นะครับโดยกำหนดให้เลยว่าเดือนนึงเนี่ยของเราอาจจะ 100 ลิตรหรือ 200 ลิตรก็ได้นะครับซับซีไดรฟ์ไปยังกลุ่มเปราะบางนะครับรัฐบาลแต่กรณีที่จะใช้วิธีนี้นะครับรัฐบาลก็ควรสื่อสารอย่างอย่างตรงไปตรงมานะครับว่าเงินอุดหนุนพลังงานปีนึงเนี่ยใช้งบไปเท่าไหร่ใครได้ประโยชน์และถ้าปรับเป็น target subsidiz หรืออุดหนุนแบบเจาะจงจะประหยัดได้เท่าไหร่เมื่อข้อมูลโปร่งใสประชาชนคนไทยที่ไม่ได้รับสิทธิ์ที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะเข้าใจว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์แต่คือการทำให้ความช่วยเหลือเป็นธรรมมากขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ครับขอบคุณมากครับ >> ครับ >> ต่อไปเชิญท่านนัทยาบุญภักดีครับเชิญ เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพค่ะดิฉันนัทยาบุญพักดีผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อพรรคประชาชนในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะขอร่วมอภิปรายนโยบายของรัฐบาลในมิติด้านสังคมนะคะท่านประธานคะยอมรับเลยค่ะว่าเมื่อได้อ่านคำแถลงนโยบายเล่มสีน้ำเงินนี้เนี่ยดิฉันตกใจมากค่ะในนโยบายทั้ง 5 ด้านมีอยู่ 58 ข้อย่อยไม่ได้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสร้างตาข่ายรองรับพี่น้องประชาชนที่อาจจะร่วงหล่นนะคะเนื่องจากว่าตอนนี้เนี่ยต้องเรียกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤตแล้วถ้าท่านเปิดดูเนี่ยจะเห็นว่ารัฐบาลเขียนไว้เพียง 2 บรรทัดเท่านั้นดิฉันจะอ่านให้ฟังนะคะเขียนไว้เพียง 2 บรรทัดเท่านั้นว่าจะดำเนินมาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบางเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำเขียน 2 บรรทัดจริงๆค่ะท่านทั้งๆที่รัฐบาลก็รู้ดีว่าเราเนี่ยเป็นสังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์แล้วแล้วแถมยังมีความเหลื่อมล้ำสูงมากด้วยพี่น้องประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางเนี่ยมีจำนวนมากนะคะเกิดน้อยวัยแรงงานหดตัวผู้สูงอายุมีจำนวนมากวัยแรงงานเป็นเดอะแบกที่ตอนเนี้ยแบกจนหลังแทบจะหักความเดือดร้อนของพี่น้องเนี่ยกลับไม่ได้ถูกเขียนให้ชัดลงไปในนโยบายรัฐบาลเมื่อสักครู่ดิฉันได้ฟังท่านรองนายกเอกิติ ดีใจที่ท่านได้พูดสิ่งนี้แต่ว่ามันไม่ได้อยู่ในนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภานะคะไส้ในของนโยบายด้านสังคมของรัฐบาลมี 9 ข้ออ่ะค่ะแต่ว่าถ้าไปอ่านดูเนี่ยก็จะรู้สึกว่าเขียนเหมือนโลกเนี่ยกำลังดำเนินไปตามปกติเลยอยากจะให้ข้อมูลเพื่อที่จะย้ำเตือนท่านว่าประชาชนทั่วประเทศเนี่ยค่ะมีหลายกลุ่มมีความหลากหลายมีทุนชีวิตที่ไม่เท่ากันเพราะฉะนั้นก็จะมีภูมิต้านทานต่อภาวะวิกฤตเนี่ยไม่เท่ากันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาค่ะพี่น้องที่กลายเป็นคนจนจำนวนรวมแล้วเนี่ย 3,500,000 คนซึ่งเพิ่มจากปีก่อนหน้าเนี่ยกว่าล้านคนเลยทีเดียวแล้วในจำนวนนี้ค่ะกลุ่มที่จนมากเนี่ยรายได้ของเขาเนี่ยนะคะ 600-1,000 บาทต่อเดือนซึ่งมีเกือบ 900,000 คนและดิฉันเชื่อค่ะว่าในขณะที่เรากำลังพูดอยู่นี้ตัวเลขเกือบ 900,000 คนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกส่วนหนึ่งนั้นเป็นพี่น้องในภาคเกษตรหลายท่านเพื่อนสมาชิกได้พูดกันไปเยอะแล้วในกลุ่มเอ่อพี่น้องที่เป็นภาคเกษตรกรเนี่ยจำนวนคนจนเพิ่มมากกว่ากลุ่มอาชีพอื่นๆอย่างที่ทราบทราบๆกันในความเปราะบางเชิงโครงสร้างของกลุ่มอาชีพนี้เดือนที่แล้วดิฉันนำเสนอเรื่องของบุตรหลานของครัวเรือนภาคเกษตรที่ณตอนนี้เนี่ยกำลังถูกเขย่าอย่างรุนแรงและถ้าเราไม่ทำอะไรให้ทันการเนี่ยเดือนพฤษภาคมเปิดปีการศึกษาใหม่เด็กจำนวนนึงอาจจะไม่กลับมาเรียนมันมีสิ่งที่เราสามารถที่จะทำได้ในตอนนี้เลยเพื่อที่จะป้องกันเด็กหลุดจากระบบโดยไม่ต้องไปตามกลับมาเรียนเมื่อเปิดเทอมในกลุ่มเด็กเล็กก็เช่นกันค่ะอย่างที่คุยกันเสมอว่าเกิดน้อยแต่ปัญหาใหญ่คือทุกๆ 10 คนเนี่ย 7 คนคือเด็กยากจนแล้วก็เกือบครึ่งหนึ่งเนี้ยตกหล่นจากโครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดด้วยค่ะในเขตเมืองยังมีพี่น้องยากจนในกลุ่มของแรงงานนอกระบบเป็นกลุ่มที่รับจ้างอิสระค้าขายรายย่อยแล้วก็เป็นแรงงานแพลตฟอร์มซึ่งในนโยบายรัฐบาลไม่ได้เขียนถึงพวกเขาเหล่านี้เลยค่ะในมิติของความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ท่านมีข้อมูลอยู่ในมืออยู่แล้วว่า 10 จังหวัดที่ยากจนที่สุดเนี่ยเป็นจังหวัดไหนบ้างอยู่ที่ไหนกันบ้างบางจังหวัดในกลุ่มยากจนที่สุดยากจนเรื้อรังมา 15 ปีแล้วแล้วก็ส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคเหนืออีสานแล้วก็ชายแดนใต้ไม่ถูกพูดถึงอย่างเฉพาะเจาะจงในนโยบายของรัฐบาลเช่นกันทั้งๆที่วิกฤตที่กำลังเอ่อส่งผลกระทบกับเราทั้งประเทศเนี่ยกลุ่มที่จะโดนหนักสุดเนี่ยจะเป็นกลุ่มพี่น้องเหล่านี้ครัวเรือนเปราะบางที่สุดเป็นครัวเรือนแหว่งกลางท่านทราบมั้ยคะว่าในบางหมู่บ้านในบางตำบลนั้นเนี่ยครัวเรือนแหว่งกลางที่มีแต่ผู้สูงอายุกับเด็กเนี่ยมีมากถึง 60-70% เลยทีเดียวท่านมีแผนที่จะรับมือสำหรับพี่น้องกลุ่มนี้อย่างไรนะคะในอนาคตในอีกไม่นานค่ะครัวเรือนเปราะบางที่จะเป็นระเบิดเวลาลูกถัดไปคือครัวเรือนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวอยากจะให้ท่านเตรียมรับมือนะคะในส่วนของกลุ่มผู้สูงอายุค่ะปัญหาสุขภาพที่เริ่มมาเนี่ยแต่ 1 ใน 3 คนของผู้สูงอายุยังต้องทำงานเลี้ยงชีพหลายคนเงินออมหมดไปช่วงโควิดหลายคนเป็นเหยื่อสแกมเมอร์เบี้ยยังชีพได้รับทุกเดือนค่ะแต่มันน้อยเกินกว่าจะยังชีพยิ่งตอนนี้ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้นอกจากนี้ค่ะดิฉันอยากจะชวนท่านมองกลุ่มเสี่ยงใหม่เป็นกลุ่มคนจนกลุ่มไปตอนนี้ยังไม่จนแต่อีกไม่นานอาจจะใช่ไม่ใช่กลุ่มเปราะบางในนิยามของท่านในตอนนี้แล้วก็มักจะถูกมองข้าม นั่นคือชนชั้นกลางค่ะซึ่งอาจจะทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยรายได้สูงเกินเกณฑ์ที่จะได้รับสวัสดิการจากรัฐแต่ก็ต่ำเกินกว่าจะมีเงินออมไม่มีเงินสำรองพอถ้าเกิดวิกฤตรายได้อาจจะอยู่ที่ 35,000-70,000 บาทแต่แบกหนี้ทั้งผ่อนบ้านผ่อนรถจับจ่ายใช้สอยเพื่อตัวเองและครอบครัวส่งลูกเรียนเอกชนส่งลูกเรียนนานาชาติหรือโปรแกรมพิเศษดูดีในตอนนี้ค่ะจ่ายเพื่อสวัสดิการที่ดีกว่าที่รัฐมีให้เพราะตอนนี้มีกำลังใจทั้งเรื่องการศึกษาประกันสุขภาพประกันชีวิตแต่การต้องซื้อสวัสดิการเหล่านี้เองเนี่ยมันคือภาษีแฝงและทำให้พี่น้องกลุ่มชนชั้นกลางกลุ่มนี้ซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างถึงกลางเนี่ยยากที่จะรวยยากที่จะมีเงินออมและพร้อมที่จะล้มหากรายได้สะดวกสุดพี่น้องกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยนะคะท่านเพราะว่าคือผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวนเกือบ 12 ล้านคนอย่างที่บอกค่ะณเวลา นี้รายได้พอกินแต่หนี้ท่วมหัวหากไม่มีตาข่ายรองรับที่เหมาะสมกับพวกเขาไม่น่าจะยืนระยะอยู่ได้นานสุดท้ายอาจจะล้มทั้งยืนแล้วประเทศนี้จะเหลือเพียงคนจนกับมหาเศรษฐีหรือไม่มาตรการกระตุ้นระยะสั้นที่ท่านได้เอ่อนำเสนอมาแล้วก็เกิดกำลังจะดำเนินการต่อไปนั้นเนี่ยแน่นอนค่ะเน้นแก้ปัญหาด้วยการกระตุ้นระยะสั้นสงเคราะห์คนจนแบบคัดกรองซึ่งอาจจะได้ผลในระยะเฉพาะหน้าแต่อาจจะมีผลต่อปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่จะหนักหนามากขึ้นในระยะยาวเพราะอะไรคะพี่น้องคนยากจนและกลุ่มเปราะบางเดิมจะต้องมาลงทะเบียนอีกรอบค่ะรอบใหม่เพื่อที่จะรับความช่วยเหลือจากรัฐท่านอยากจะพุ่งุ่งเป้ามากขึ้นพี่น้องก็อาจจะเจอกับการคัดกรองความจนที่เข้มข้นมากขึ้นและเราก็อาจจะได้เห็นคนจนตกหล่นจำนวนมากกว่าเดิมเพราะไม่มีสมาร์ทโฟนไม่มีเน็ตที่เสถียรไม่มีข้อมูลบุคคลอยู่ในระบบดิจิทัลภาครัฐไม่มีเอกสารราชการเด็กเล็กค่ะอย่างที่บอกว่าให้เงินอุดหนุนอยู่ที่เดือนละ 600 บาทต่อเดือนเนี่ยมาเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ไม่ได้ให้ถ้วนหน้าแต่ว่ามาคัดกรองความจนของเด็กก่อนทั้งๆที่เด็กเกิดใหม่ลดลงปีล่าสุดเนี่ยน้อยลงต่ำสุดในรอบ 70 ปีด้วยซ้ำไปเราก็ยังไม่ขยับเพดานให้อย่างน้อยที่สุดค่ะถ้ายังขยับเพดานไม่ได้ก็ให้แบบถ้วนหน้าในตอนนี้เลยก็ยังดีกว่าปล่อยให้เด็กเสียโอกาสรัฐบาลที่ผ่าผ่านผ่านๆมาซึ่งท่านก็ร่วมเป็นรัฐบาลทุกรอบนะค่ะสัญญาทุกครั้งค่ะว่าจะให้ถ้วนหน้าบางทีก็สัญญาจะเพิ่มเพดานให้ด้วยซ้ำไปแต่สุดท้ายก็เหมือนกับหลอกเด็กนะนะคะท่านก็ปล่อยให้เด็กเล็กเกือบครึ่งเนี่ยตกหล่นจากโครงการเงินอุดหนุนโตขึ้นมาหน่อยค่ะท่านพูดถึงเอ่อ Learning Platform แพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์พูดถึง Skill Bridge ที่จะเชื่อมให้เด็กเนี่ยเอ่อได้สะสมทักษะแล้วก็แมตช์กับอุตสาหกรรมใหม่แต่ว่าท่านจะต้องมีแผนที่จะเตรียมรองรับว่าแล้วจะกระจายอุตสาหกรรมเป้าหมายเอ่อ 6 ด้านของท่านเนี่ยไปสู่เอ่อเด็กเยาวชนนะคะในทั่วประเทศในระดับท้องถิ่นเนี่ยอย่างไรมิใช่น่ะค่ะก็จะเข้าไม่ถึงงานที่ดีอยู่ดีนะคะในส่วนของกลุ่มเสี่ยงไหมคือชนชั้นกลางล่างถึงกลางที่ดิฉันได้พูดไปเนี่ยท่านพอจะมีนโยบายที่จะช่วยประคองโดยเฉพาะประคองหนี้นะคะแต่ว่าภาระหนี้หนี้ระยะยาวของครูเหล่าเนี้ยก็ยังคงเป็นภาระของเขาอยู่ดีนะคะไม่ว่าจะเป็ค่าใช้จ่ายด้านต่างๆของเขาซึ่งอย่างที่บอกค่ะกลุ่มนี้เงินออมต่ำมากแล้วก็เสี่ยงที่จะล้มท่าวิกฤตยืดเยื้อแล้วกระทบต่อรายได้สุดท้ายกลุ่มผู้สูงอายุค่ะฟังดูดีว่าจะเน้นให้มีงานทำเป็น Silver Economy เป็นเศรษฐกิจสูงวัยใช่มั้ยคะแต่ก็จะดีเฉพาะกับผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพหรือว่าไม่ได้มีภาระในการดูแลหลานนะคะแทนพ่อแม่เขาที่ต้องไปทำงานแต่อย่างที่บอกค่ะเด็กเรานะคะพ่อแม่ไปทำงานต้องอยู่กับปู่ย่าตายายนะคะเป็นจำนวนมากทีเดียวและผู้สูงอายุส่วนใหญ่ของเราก็เป็นกลุ่มที่ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยเบี้ยยังชีพนะคะซึ่งอย่างที่บอกว่ามันไม่พอแล้วค่ะ 600 บาทต่อเดือนเราก็ไม่เคยขยับตามค่าครองชีพที่สูงเพิ่มขึ้นเลยถ้าท่านมีความจริงใจท่านเปลี่ยนเบี้ยยังชีพที่น้อยนิดให้เป็นบำนาญขั้นต่ำแบบถ้วนหน้าให้ผู้สูงอายุมีหลักประกันเอ่อในการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีได้มั้ยคะสุดท้ายนะ คะท่านเป็นไปได้มั้ยคะที่ท่านจะให้คำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลนี้จะไม่ทำให้คนจนเพิ่มขึ้นไม่ทำให้กลุ่มเสี่ยงใหม่เพิ่มขึ้นไม่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นนโยบายคนไทยไร้จนบัญชีตั้งตัวเด็กและเกิดที่ท่านหาเสียงกันนั้นมันไปอยู่ที่ไหนไม่ปรากฏอยู่ในเอ่อนโยบายที่ท่านแถลงสิ่งที่ท่านบอกว่าไม่มีงบไม่อยากกู้เพิ่มไม่อยากเสียวินัยการคลังดิฉันเสนอว่าท่านตัดสินใจเลยค่ะเก็บภาษีลาภลอยนะคะเพื่อที่จะมาทำเป็นเอ่อสวัสดิการแบบขั้นบันไดไม่ต้องคัดกรองความจนให้มันเข้มงวดเกินไปแล้วก็ไม่ต้องตัดสิทธิ์คนที่มีรายได้เกินเกณฑ์ความยากจนแต่ว่าจัดความช่วยเหลือแบบขั้นบันไดเพื่อที่จะประคองสุดท้ายค่ะท่านประธานคะหลังวิกฤตโควิด-19แล้วก็วิกฤตพลังงานครั้งนี้เนี่ยหลายประเทศถือเป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านนโยบายสวัสดิการจากกระตุ้นชั่วคราวไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการที่ยืดหยุ่นเพื่อที่จะรองรับทั้งวิกฤตรอบนี้ซึ่งไม่รู้จะยาวนานเท่าไหร่และวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าซึ่งดิฉันมองว่าพี่น้องประชาชนอยากได้สิ่งนี้และไม่ไหวแล้วกับนโยบายที่รัฐบาลมุ่งรักษาโครงสร้างเดิมรักษาผลประโยชน์ให้ตกอยู่กับกลุ่มเดิมๆขอบคุณค่ะ >> ครับต่อไปเชิญท่านฤทธิิรงค์ภูมิสวัสดิ์ >> ครับกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพกระผมนายฤทธิรงค์ภูมิสวัสดิ์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคามเขต 1 พรรคภูมิใจไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับวันนี้ผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุนคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีนำโดยท่านอนุทินชาวีรกูลนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะในมิติการปฏิรูประบบประกันสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของแรงงานนะครับท่านประธานครับวันนี้นะครับผมขอ ลุกขึ้นมาพูดในฐานะพี่น้องแรงงานทั่วประเทศที่ฝากความหวังไว้กับกองทุนที่มีมูลค่ามากกว่า 2.99 99 ล้านบาทแต่คนทำงานกลับรู้สึกว่าพวกเขาเข้าถึงยากตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมานะครับระบบประกันสังคมของเรามันยักษ์ที่ถูกแช่แข็งแต่ท่านประธานทราบมั้ยครับว่าเพดานเงินสมทบ 15,000 บาทเราใช้มาตั้งแต่ปี 2534 สมัยนั้นก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาทถึง 15 บาทแต่ปัจจุบันเมื่อวันที่ 1 มกราคมเพิ่งมีการเพิ่มเพดานเป็น 17,500 บาทครับนี่แหละครับคืออุปสรรคและความท้าทายที่ผมมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของท่านอนุทินมองเห็นและพร้อมจะทลายมันทิ้งครับความเหลื่อมล้ำของในปัจจุบันนะครับที่เราพบปัญหานะครับก็คือว่าแรงงานในแพลตฟอร์มต่างๆในโลกของ gig economy นะครับแรงงานแพลตฟอร์มที่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงเนื่องจากเอ่อคำนิยามของคำจำกัดความของในมาตรา 5 นะครับในคำว่าแรงงานเอ้ยในขอขออภัยครับในคำว่าลูกจ้างนะครับแล้วก็ความเหลื่อมล้ำของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 39 และ 40 ที่มีกำแพงสูงชันแรงงานอิสระเข้าไม่ถึงการดูแลที่เท่าเทียมทำให้เกิดพลเมือง 2 จำกัดในระบบสวัสดิการเดียวกันครับท่านประธานครับแต่ผมก็ขอสนับสนุนนโยบาย 3 ขอตามมาตรา 77 นะครับในประเด็นที่ขอเลือกไม่ต้องถูกบังคับให้รับบำนาญเพียงอย่างเดียวใครจำเป็นต้องใช้เงินก้อนไปตั้งตัวให้ไปปิดหนี้ให้เขาเลือกรับบำเหน็จได้ขอคืนก็คือในยามวิกฤตเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญอยู่ณตอนนี้เงินสะสมชราภาพไม่ต้องใช้เงินที่ดูแลที่แตะไม่ได้แต่เราจะเปิดทางคืนเงินให้บางส่วนมาประทังชีวิตครับและขอสุดท้ายขอให้กู้ก็คือการใช้เงินสมทบเป็นหลักประกันเงินกู้สถาบันการเงินมั่นใจประชาชนไม่ต้องไปกู้เงินนอกร้อยระบบอีกต่อไปครับดังนั้นนะครับในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสามเขต 1 ผมขอส่งสัญญาณไปยังพี่น้องประชาชนว่าวันนี้ท่านมีรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์และกล้าทลายข้อจำกัดเดิมๆเพื่อมารักษาสวัสดิการของแรงงานคนไทยครับขอบพระคุณมากครับ >> ครับต่อไปเชิญท่านจิรพรสินทุพครับเชิญครับ >> ท่านประธานที่เคารพดิฉันจิราภรสินุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ดเขต 5 พรรคเพื่อไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภาท่านประธานที่เคารพครับมีคำกล่าวที่ว่าพีระมิดไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยการเริ่มจากส่วนบนเพราะฉะนั้นการซ่อมแซมพีระมิดก็ไม่สามารถที่จะทำจากบนลงล่างได้เช่นเดียวกันค่ะการพัฒนาประเทศก็ย่อมต้องให้ความสำคัญกับการทำให้โครงสร้างฐานรากมั่นคงซึ่งในความเห็นของดิฉันนั่นคือการให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาและการเรียนรู้ซึ่งเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดและเป็นรากฐานของการพัฒนาการเมืองเศรษฐกิจและสังคมของประเทศท่านประธานที่เคารพครับเป็นเวลาหลายทศวรรษค่ะที่ประเทศไทยมีความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาแล้วก็แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแต่ปัญหาเหล่านั้นก็ยังไม่ได้คลี่คลายค่ะเรารู้ว่าโรงเรียนในเมืองและโรงเรียนในชนบทมีมาตรฐานที่แตกต่างกันปัญหานี้เห็นชัดสัมผัสได้แต่ยังแก้ไขไม่ได้ค่ะในประเทศไทยค่ะเราสามารถผลิตครูได้มากกว่าปีละประมาณ 35,000 คนแต่ขณะเดียวกันค่ะโรงเรียนในต่างจังหวัดโรงเรียนในชนบทยังขาดแคลนครูค่ะโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งครู 1 คนต้องสอนราว 4-5 วิชาหนักกว่านั้นก็คือครู 1 คนค่ะสอนทุกวิชาแบบเหมาชั้นเรียนก็มีหลายโรงเรียนในต่างจังหวัดยังต้องทำผ้าป่าเพื่อการศึกษาทุกปีค่ะเพื่อมาจ้างครูอัตราจ้างคำถามคือในระยะยาวเราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรระบบการศึกษาของไทยค่ะกำลังแยกเด็กออกเป็น 2 โลกค่ะโลกของเด็กในเมืองที่เข้าถึงโรงเรียนที่ดีมีครูพอมีเทคโนโลยีมีการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตและโลกของเด็กชนบทที่โรงเรียนขาดแคลนทุกอย่างค่ะแม้กระทั่งอาหารกลางวันที่มีคุณภาพความยากจนยังคงเป็นตัวกำหนดว่าเด็กคนไหนจะได้รับการศึกษาที่ดีหรือไม่และความเหลื่อมล้ำในรุ่นนี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังรุ่นหน้าหากเราไม่เริ่มลงมือตัดวงจรนี้ออกไปท่านประธานที่เคารพคะโจทย์ใหญ่ที่สุดทุกคนเราทราบกันดีว่าเราจะทำอย่างไรค่ะให้โรงเรียนในชนบทจังหวัดร้อยเอ็ดแล้วก็จังหวัดอื่นๆทั่วประเทศค่ะมีคุณภาพการเรียนการสอนเทียบเท่าหรือว่าใกล้เคียงกับโรงเรียนในเมืองหลวงรวมถึงมีทรัพยากรเพียงพอที่จะพัฒนาเด็กให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่งรัฐบาลอาจจะต้องลงมือแก้ปัญหานี้ด้วยการเริ่มจากการปรับการจัดสรรทรัพยากรใหม่ด้วยการปรับสูตรคำนวณเงินอุดหนุนรายหัวแบบใหม่ค่ะเพราะว่าสูตรคำนวณเงินอุดหนุนรายหัวในปัจจุบันคิดจากจำนวนนักเรียนโรงเรียนที่มีเด็กจำนวนน้อยก็จะได้เงินน้อยแต่ค่าใช้จ่ายคงที่อย่างค่าไฟหรือค่าบำรุงเอ่ออาคารไม่ได้ลดลงตามจำนวนเด็กทำให้โรงเรียนขนาดเล็กทั่วภาคอีสานแล้วก็ทั่วประเทศมีเงินไม่พอที่จะจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพดังนั้นค่ะเราต้องเริ่มเอ่อเพิ่มนะคะตัวแปรที่สะท้อนความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่เข้าไปด้วยแทนที่จะนับแค่จำนวนเด็กนักเรียนให้นับได้ว่าโรงเรียนนั้นอยู่ไกลแค่ไหนเอ่อมีค่าเอ่อมีขนาดใหญ่หรือเล็กแค่ไหนแล้วก็พื้นที่รอบข้างมีศักยภาพทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไรการปรับสูตรคำนวณงบประมาณจะสามารถทำให้ครูในโรงเรียนขนาดเล็กค่ะได้ทำหน้าที่สอนอย่างแท้จริงไม่ต้องมาแบกรับภาระการบริหารค่าใช้จ่ายที่ไม่เพียงพอเด็กๆเองก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นซึ่งประเทศนิวซีแลนด์นะคะก็กำลังใช้แนวทางในลักษณะเดียวกันที่เรียกว่า Equity Index หรือว่า EQI แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศนิวซีแลนด์นี้มีคุณภาพการศึกษาเอ่อที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกันทั้งประเทศท่านประธานที่เคารพคะนอกจากปัญหาคุณภาพการเรียนการสอนแล้วสิ่งที่ควรจะเป็นพื้นฐานที่สุดของโรงเรียนอย่างเรื่องของความปลอดภัยทั้งทางร่างกายแล้วก็ความปลอดภัยทางใจก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ค่ะเรามักจะได้ยินข่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าค่ะเรื่องเด็กได้รับบาดเจ็บจนถึงเสียชีวิตจากสนามเด็กเล่นที่อันตรายหรือตู้กดน้ำดื่มในโรงเรียนหลายแห่งที่กระแสไฟรั่วรวมถึงคุณภาพของรถรับส่งนักเรียนที่ไม่มาตรฐานแต่ว่าก็ยังต้องวิ่งรับส่งเด็กทุกวันเพราะผู้ปกครองไม่มีทางเลือกค่ะแล้วก็ไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาจัดการอย่างเป็นระบบปัญหานี้ค่ะไม่ได้ใช้งบก้อนใหญ่ในการจัดการเพราะรัฐบาลสามารถดึงเอาสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่เข้ามาช่วยได้ให้นักศึกษาอาชีวะเข้าไปตรวจสอบแล้วก็ซ่อมซ่อมแซมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกปฏิบัติจริงค่ะโรงเรียนได้เรื่องความปลอดภัยส่วนนักศึกษาอาชีวะก็ได้ประสบความจริงอ่าได้ประสบการณ์จริงซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่ายอีกปัญหาหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้เลยค่ะก็คือเรื่องความไม่ปลอดภัยที่มาจากผู้ที่ควรจะปกป้องเด็กมากที่สุดเราได้เห็นข่าวครูทำร้ายร่างกายแล้วก็ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าค่ะปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของปัเจกบุคคลแต่เป็นเรื่องของระบบที่ยังไม่มีกลไกคุ้มครองเด็กที่เข้มแข็งพอค่ะซึ่งดิฉันสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งสร้างกลไกให้เด็กกล้าร้องเรียนอย่างปลอดภัยผ่านการตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพนักเรียนจากครูทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศเพื่อให้เด็กทุกคนมีที่พึ่งที่ปลอดภัยแล้วก็เป็นอิสระจากสายการบังคับบัญชาของโรงเรียนทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคนซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนพึงจะได้ครับท่านประธานที่เคารพคะประเด็นสุดท้ายค่ะนอกจากความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษาเรายังเผชิญกับปัญหาสำคัญคือการศึกษาไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานเด็กบางคนถีบตัวเองจนประสบความสำเร็จในระบบการศึกษาแต่กลับต้องเผชิญกับความยากลำบากเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานเนื่องจากทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตออกมายังไม่สอดคล้องกับความต้องการของโลกการทำงานค่ะองค์กรแรงงานระหว่างประเทศหรือ ILO ค่ะระบุเมื่อปลายปี 256 ว่า SK Missmatch หรือความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะของแรงงานกับทักษะที่ต้องใช้ในโลกการทำงานเป็นกับดักสำคัญของประเทศไทยมีการประเมินจากสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติค่ะว่าใน 5 ปีข้างหน้าไทยต้องการบุคลากรทักษะสูงเพิ่มอีกราว 1 ล้านคนแต่เมื่อย้อนกลับไปมองตัวเลขในปี 2567 พบว่าแม้มีตำแหน่งงานว่างถึง 87,000 ตำแหน่งแต่มีคนสมัครเพียง 25,000 คนและได้งานเพียงราว 16,500 คนพูดง่ายๆก็คือมีงานรออยู่ค่ะแต่หาคนที่ตรงกับงานไม่ได้และในกลุ่มคนจบใหม่อายุ 15-24 ปีค่ะอัตราว่างงานสูงถึง 3.1% 1% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศถึง 3 เท่าไม่ใช่เพราะไม่มีงานค่ะแต่เพราะทักษะที่มีไม่ตรงกับงานที่ตลาดต้องการเรื่องนี้เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างนะคะที่เกิดจากการที่กระทรวงต่างๆโดยเฉพาะกระทรวงเกี่ยวกับทุนมนุษย์และภาคเอกชนยังคงทำงานแยกส่วนกันอยู่ต่างคนต่างเดินจึงไม่มีใครว่าจริงๆแล้วตลาดต้องการอะไรและการศึกษา ก็ไม่รู้ว่าควรผลิตคนยังไงปัญหานี้เราสามารถศึกษาแนวทางของประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษาอย่างสิงคโปร์ค่ะที่ตั้ง Future Economy Council ค่ะซึ่งได้รวมเอารัฐบาลภาคอุตสาหกรรมสหภาพแรงงานแล้วก็สถาบันทางการศึกษามาไว้บนโต๊ะเดียวกันค่ะทำให้เขาสามารถส่งสัญญาณไปยังระบบการศึกษาได้ว่าตลาดต้องการอะไรล่วงหน้าก่อนที่จะขาดแคลนจริงประเทศออสเตรเลียค่ะก็เดินในทิศทางเดียวกันโดยตั้ง Productivity Commission ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์รวมถึงการยกระดับสายอาชีวะให้มีสถานะเทียบเท่ากับสายสามัญผลก็คือเด็กที่เลือกเรียนอาชีวะก็มั่นใจได้ว่าเรียนจบไปแล้วมีงานรองรับแน่่นอนค่ะสำหรับประเทศไทยเราสามารถนำโมเดลนี้นำมาปรับใช้ได้โดยการจัดตั้ง Productivity Superบอร์ดซึ่งดิฉันคิดว่าในระยะเริ่มต้นนะคะเราอาจจะเริ่มจากการเอ่อตั้งด้านทุนมนุษย์ก่อนผ่านการจัดตั้ง Human Capital Superบอร์ดโดยรวมเอา กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงแรงงานกระทรวงอวพม.แล้วก็ภาคเอกชนมานั่งทำงานร่วมกันเพื่อให้มีคนรับผิดชอบภาพรวมในการกำหนดทิศทางหลักสูตรให้ตรงกับตลาดของประเทศทำให้ระบบการศึกษาสามารถที่จะผลิตคนที่มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการได้ค่ะท่านประธานที่เคารพคะการพัฒนาประเทศค่ะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหากคุณภาพของการศึกษาของคนในประเทศยังแตกต่างเหลื่อมล้ำกันอยู่มากการพัฒนาการศึกษาเป็นเรื่องของอนาคตประเทศค่ะที่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองและต้องบูรณาการร่วมกันเอ่อของหลายกระทรวงดิฉันขอฝากความหวังกับรัฐบาลในการทำให้โรงเรียนดีทำให้ระบบการศึกษาเอ่อดีมีคุณภาพเพื่อจะสร้างโอกาสให้กับเด็กไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกันค่ะขอบคุณค่ะ >> ครับต่อไปเชิญท่านศรายุทธยิ้มยวนครับเชิญ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพท่านสมาชิกผู้ทรงเขตที่เคารพทุกท่านกระผมนายสรุทธยิ้มญวนสมาชิกวุฒิภาจากจังหวัดสุพรรณบุรีในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับวันนี้ผมจะขออนุญาตเอ่อสนับสนุนนโยบายด้านเศรษฐกิจการเกษตรของรัฐบาลครับท่านประธานครับอย่างน้อย 3 เรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เอ่อนำเสนอเอาไว้นะครับนั่นก็คือ 1 เรื่องของการแปรรูปสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเนื่องจากว่าเกษตรกรเรานะครับซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่เนี่ยปัจจุบันนี้เราขายแต่สินค้าต้นน้ำนะครับส่วนสินค้ากลางน้ำปลายน้ำเป็นของนายทุนทั้งหมดครับประการที่ 2 รัฐบาลบอกว่าจะใช้ Big Data นะครับเชื่อมโยงเอ่อการเกษตรกับอุตสาหกรรมเกษตรอันนี้ผมก็เห็นด้วยเพราะที่ผ่านมานะครับท่านประธานครับอยู่คนละทิศละทางต้นน้ำอยู่ทางกลางอยู่ทางปลายอยู่ทางนะครับเชื่อมโยงกันไม่ติดท้ายสุดอุตสาหกรรมเกษตรท่านบอกว่าเราคาดหวังว่าจะเป็นศูนย์กลางของอาหารโลกนะครับอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีแต่ทั้งนี้ผมคิดว่าถ้าเราจะเขียนไว้แบบนี้อาจจะยังไม่พอจำเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธานครับต้องมีเครื่องมือเครื่องมือซึ่งเป็นกฎหมายที่จะผลักดันเรื่องเหล่านี้เพราะถ้าให้พูดคุยกันนะครับระหว่างเกษตรกรกับผู้ซื้อสินค้าต้นเอ่อกลางทางปลายทางคงเกิดยากเกษตรกรเสียเปรียบอยู่ทุกวี่ทุกวันนะครับดังนั้นผมจึงคิดว่าถ้าเราจะช่วยเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศไม่ว่าจะเป็นข้าวยางมันปาล์มข้าวโพดหรือแม้กระทั่งอ้อยเราจำเป็นต้องออกกฎหมายผมจึงอยากจะนำเสนอว่าเราควรจะมีพระราชบัญญัติสินค้าเกษตรหลักๆให้ครบถ้วนครับท่านประธานครับปัจจุบันวันนี้เรามีพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2527 แน่นอนอาจจะไม่ได้ทำให้สินค้าให้อ้อยราคาสูงตลอดไปแต่แน่นอนเมื่อคนขายอ้อยเกษตรกรขายอ้อยไปแล้วราคาเบื้องต้นได้ไปแล้วเขายังมีสิทธิ์ที่จะได้กำไรนะครับจากการขายน้ำตาลของผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลและก็ผู้ค้าน้ำตาลไปต่างประเทศด้วยดังนั้นตรงนี้แหละฉะนั้นข้าวก็เช่นเดียวกันควรจะปรับปรุง พ.ร.บ.ข้าว 2489 ให้เป็นปัจจุบันได้แล้วรวมทั้งยางมันปาล์มข้าวโพดต่างๆทำอย่างไรให้โครงสร้างราคาหรือรายได้เนี่ยจากปลายทางนะครับเกลี่ยมาให้ต้นทางบ้างทุกวันนี้ชาวนานะครับทำนา 120 วันขายข้าวได้กำไรสมมุติขายได้กำไร 1,000 บาทนะเขาได้จริงๆแล้วนะครับท่านประธานครับเขาได้กำไรเพียงวันละ 8 บาทถ้าได้กำไรนะครับแต่ว่าพ่อค้าซื้อข้าวไป 1 ตันเนี่ยขายซื้อเช้าขายบ่ายอาจจะได้ 400-500 วันเดียวต่างกันมากมายแม้กระทั่งมันสมรังยกตัวอย่างใช้ 8 เดือนกว่าจะได้มันแล้วก็ขายมันไปพ่อค้าลานมันอาจจะขายมันทีเดียวนะครับได้ 300-400 ซื้อเช้าขายเที่ยนขายบ่ายแต่เกษตรกรใช้เวลา 8 เดือนได้กำไรนะครับตันละ 4 บาทต่อวันนี่ต่อวันนะครับข้าว 8 บาทต่อวันอยู่ไม่ได้ครับปัญหานี้หนี้สินต่างๆมากมายครับผมเลยคิดว่าต้องมี พ.ร.บ.ทั้งหมดเพื่อจะบังคับทั้งหมดเลยว่าคนขายข้าวสารผมยกตัวอย่างข้าวได้กำไรจริง ๆเท่าไหร่โรงสีได้เท่าไหร่นะครับเกษตรกรได้เท่าไหร่ผมเชื่อว่าเกษตรกรได้น้อยที่สุดนะครับถ้าเป็นถ้าท่านมี พ.ร.บ.ผมคิดว่า 4 ปีนี้รัฐบาลผลักดันได้ทันครับเอาตัวหลักๆก่อนนะครับแม้กระทั่งว่าเอ่อจะแก้ปัญหาเรื่องหนี้ถ้าเราไม่แก้ปัญหาเรื่องรายได้เกษตรกรปัญหาเรื่องหนี้ไม่มีทางแก้ได้เพราะการแก้หนี้พักหนี้ลดหนี้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้เพียงซื้อเวลาไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้ถ้าเกษตรกรไม่มีรายได้อย่างแท้จริงฉะนั้นต้องเกลี่ยกำไรจากคนที่ได้กำไรมากเอามาให้คนที่มีกำไรน้อยจากปลายน้ำกลางน้ำเอามาต้นน้ำผมคิดว่าจำเป็นนะครับแล้วท่านจะได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากมายเกษตรกรครึ่งประเทศแรงงานเกษตรอีกเท่าไหร่นะครับผู้ที่อยู่ในเอ่อต้นน้ำอีกเรื่องหนึ่งรัฐบาลบอกว่าพยายามที่จะแก้หนี้หรือพยายามจะหาเอ่อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมาให้กับเกษตรกรตามโครงการต่างๆผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแต่ผมอยากจะเสนอนะครับแนวทางนะครับว่า เป็นไปได้มั้ยปัจจุบันนี้รัฐบาลเป็นหนี้ ธกส.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเนี่ยไม่ต่ำกว่า 7-800 แสนล้านท่านจ่ายหนี้คืนเข้าไปสักปีละแสนล้านแล้วมีข้อตกลงว่าธกส.ต้องเอาไปจ่ายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับโครงการต่างๆที่จะสร้างผลิตภาพที่จะช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างเนี้ยธกส.ก็มีต้นทุนเงินลดลงไม่ต้องไปหาเงินฝากซึ่งมีต้นทุนสูงใช้เงินที่เป็นหนี้อยู่เนี่ยหรืออีกช่องทางหนึ่งงบแผ่นดินปี 1 ไม่ต่ำกว่า 3.7 ล้านล้านขึ้นไป 3.8 ตรงนี้กระทรวงทบกรมไหนยังไม่ได้ใช้เอาเงินมาฝากกับธนาคารออมสินธานธกส.ราคา SM เพื่อให้เขาไปจ่ายสินเชื่อก่อนนะครับเค้าจะได้มีเงินตรงนี้เอาไปจ่ายสินเชื่อนะครับช่วงหนึ่งสินเชื่อถ้าเป็นเชื่อระยะสั้นก็ก็น่าจะได้ระยะยาวก็ได้เนื่องจากว่างบประมาณแผ่นดิน 1 ปีนะครับส่วนงานต่างๆสวนราชการต่างๆไม่ได้ใช้ภายในวันเดียวนะครับสุดท้ายครับเอ่อรัฐบาลมีแนวคิดนะครับที่จะเอ่อเรียกว่าผลักดันนะครับการปล่อยเปิดการ์ดเรกกระจกเป็นศูนย์ในปี 2025 2050 ผมเห็นด้วยดังนั้นผมอยากจะเชิญชวนนะครับท่านรัฐมนตรีเกษตรหรือว่าส่วนงานที่เกี่ยวข้องเอ่อไปเยี่ยมชมนะครับนารถโลกร้อนที่อำเภอเดือดบางสุพรรณบุรีนะครับตรงนั้นลดต้นทุนได้ด้วยลดนะครับการปล่อยก๊าซกระจกได้ด้วยนะครับด้วยการใช้การเรียกว่าเปียกสลับแห้งนะครับเป็นเรื่องที่กรมการข้าวกระทรวงเกษตรทำไว้ดีผมขอชื่นชมแล้วก็สามารถขายได้ในราคาแพงขึ้นอีกอย่างน้อยตันละบวกไปอีกตันละ 500 บาทอันเนี้ยเป็นแนวทางที่ท่านจะเป็นตัวอย่างแล้วก็เอาไปเอ่อส่งเสริมตามนโยบายของรัฐบาลได้เลยนะครับขอกราบขอบคุณครับ >> ครับต่อไปเชิญท่านอมรศักดิ์กิทนานันท์ ครับเชิญครับ >> กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านกระผมนายอมรศักดิ์กฤทธนานันท์สมาชิกวุฒิสภา ก่อนอื่นผมขอชื่นชมรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนการศึกษาและนวัตกรรมซึ่งเป็นทิศทางที่ถูกต้องในการพาประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงแต่ปัญหาของประเทศเราในวันนี้คือระบบการทำงานที่แยกส่วนไม่ได้เชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันเราผลิตบัณฑิตจำนวนมากแต่ไม่ตรงกับที่ตลาดต้องการเรามีงานวิจัยไม่น้อยแต่ถูกนำไปใช้ประโยชน์น้อยกว่าที่ควรเรามีหลักสูตรอบรมมากมายแต่ไม่นำไปสู่การเพิ่มรายได้ของประชาชนดังนั้นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการวันนี้คือการออกแบบกลไกการพัฒนาคนและการสร้างนวัตกรรมที่เชื่อมโยงทั้งระบบแบบไร้รอยต่อผมจึงขอเสนอเพิ่มเติมจากสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจจะทำเป็น 3 เสาหลักที่รัฐบาลสามารถทำได้ทันทีครับเสาที่ 1 คือการสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลครับเราต้องการระบบของประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริงๆเราต้องรู้ว่าประเทศต้องการกำลังคนแบบไหนสาขาอะไรทักษะอะไรคนไทยควรจะเรียนอะไรเพื่อให้เรามีกำลังแรงงานที่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศในอนาคตทำได้โดยสร้างระบบข้อมูลกำลังคนและทักษะแห่งชาติครับเชื่อมโยงข้อมูลจากฐานที่มีอยู่แล้วของกระทรวงแรงงานกระทรวงอวและภาคเอกชนต่างๆที่มีอยู่กระจัดกระจายให้รวมเป็นฐานเดียวและใช้ AI มาวิเคราะห์ครับว่าอีก 3 ปี 5 ปี 10 ปีข้างหน้าเราต้องการกำลังคนในสาขาไหนที่ประเทศต้องการคนเหล่านั้นต้องมีทักษะอะไรมีความสามารถด้านไหนเป็นข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ซึ่งจะช่วยทำให้เด็กรู้ว่าเขาควรจะเรียนสาขาอะไรเพื่อจะมั่นใจว่ามีงานในอนาคตคนทำงานอยู่แล้วจะต้องพัฒนาตนเองเรื่องอะไรเพื่อให้เขายังอยู่ในตลาดแรงงานต่อไปได้มหาวิทยาลัยก็จะรู้ว่าจะต้องผลิตสาขาบัณฑิตสาขาไหนแล้วต้องปรับหลักสูตรยังไงให้ตรงกับสิ่งที่ตลาดต้องการรัฐบาลก็มีข้อมูลไปใช้ในการกำหนดแผนชาติเรื่องกำลังคนไปลดสาขาที่เกินไปเพิ่มสาขาที่ขาดและเอาข้อมูลนั้นไปจัดสรรงบประมาณให้กับมหาวิทยาลัยผลิตคนตามที่ประเทศต้องการ 2 ครับรัฐบาลควรจะทำบัญชีการเรียนรู้ส่วนบุคคลหรือว่า individual learning account ให้ประชาชนแต่ละคนมีฐานข้อมูลประวัติการเรียนรู้การพัฒนาตนเองเขาเคยอบรมอะไรเคยพัฒนาทักษะเรื่องอะไรอยู่ในฐานข้อมูลนี้แล้วใช้ AI มาช่วยให้คำแนะนำครับว่าเขาควรจะไปอบรมพัฒนาตนเองเรื่องไหนต่อเพื่อให้ตรงกับสิ่งที่ตลาดต้องการจริงๆและขณะเดียวกันรัฐบาลควรที่จะจัดระบบให้มีงบพัฒนาตนเองพัฒนาทักษะของแต่ละบุคคลเป็นลักษณะร่วมจ่ายก็ได้นะครับเพื่อให้เขาไปใช้เรียนหลักสูตรที่จะเตรียมเขาสู่ตลาดแรงงานที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตเสาที่ 2
ครับ เราต้องเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัย จากผู้ผลิตใบปริญญาไปเป็นผู้สร้างคน สร้างสมรรถนะ สร้างนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แท้จริงครับ ซึ่งทำได้โดย ประการแรกครับ ต้องปรับระบบการเรียนทั้งหมดนะครับ ให้ยึดผลลัพธ์และสมรรถนะ หรือ competency มากกว่าเพียงแค่เรียนสาขาอะไร แต่ควรจะจบไปแล้วทำอะไรได้ มีความสามารถด้านไหน ตามโจทย์ที่แต่ละสาขาอาชีพต้องการในตลาดแรงงาน
2 ครับ ควรกำหนดให้ทุกหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาเป็นการเรียนในเชิงบูรณาการกับการทำงานครับ เช่น ให้ไปทำสหกิจศึกษา หรือต้องไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษาในทุกหลักสูตรนะครับ เพื่อให้มั่นใจว่าเขามีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริง
3 ครับ อาจจะพิจารณาปรับระบบงบประมาณมหาวิทยาลัยครับ ให้โยงกับผลลัพธ์ที่มหาวิทยาลัยนั้นทำได้ เช่น ดูจากอัตราการมีงานทำของบัณฑิต รายได้จากงานวิจัย ความร่วมมือกับภาคเอกชน หรือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมของชุมชน
เสาที่ 3 ครับ คือการเชื่อมโยงการสนับสนุนงานวิจัยสู่การวิจัยมูลค่าสูงและการใช้ประโยชน์ ประเทศไทยเราครับ ต้องก้าวข้ามจากผู้บริโภคเทคโนโลยี เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีมูลค่าสูง เราต้องทำให้งานวิจัยกลายเป็นธุรกิจ เป็นกิจการที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศและแข่งขันในตลาดโลกได้ครับ
สิ่งที่ทำได้ครับ
1. โครงการวิจัยระดับชาติแบบมุ่งเป้าครับ ควรจะจัดสรรงบประมาณการวิจัยในสาขาที่เป็นยุทธศาสตร์ จุดแกร่งของประเทศ เช่น Biomedical Wellness Health เกษตรอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ หรือเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืน ต้องมีการกำหนด National Product Champion ที่ไทยโดดเด่นครับ เช่น มันสัมปะหลัง ยางพารา ปาล์ม ข้าว ผลไม้ ขมิ้นชัน เป็นต้น แล้วใส่งบวิจัยลงไปครับ มุ่งเป้าตลอดเชนตั้งแต่การผลิต การแปรรูป เพิ่มมูลค่า ขยายตลาด เพื่อให้งานวิจัยนั้นตอบโจทย์ครบกระบวนการ
2. ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของการวิจัยชั้นสูงครับ ไม่ว่าจะเป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ โรงงานต้นแบบ ศูนย์ทดลองและรับรองมาตรฐาน โรงงานสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรและพืชเกษตรที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย และควรเปิดโอกาสให้เอกชนและมหาวิทยาลัยเข้าถึงเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้
3. พัฒนากำลังคนด้าน Deep Technology และดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับโลกครับ ควรจะมีการจัดสรรงบประมาณพิเศษนะครับ ทำเป็น sบอกเพื่อให้มหาวิทยาลัยพัฒนาหลักสูตรในสาขาที่ประเทศต้องการอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นBiโทคนะครับ ด้าน Quantum Technology ด้านของ AI ด้านของวัสดุศาสตร์ชั้นสูงนะครับ ควบคู่กับการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยผ่านโปรแกรมจูงใจต่างๆ
4. สนับสนุนให้เกิดStartอใหม่ๆแล้วก็Spin offจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ต้องส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลการวิจัย สิทธิบัตรต่างๆ ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน matching fund ระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อเอางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เอาไปเกิดให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจต่างๆ ส่งเสริมให้หลักสูตรสร้างผู้ประกอบการในในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยมีโปรแกรม Accelerator หรือ Incubator ที่ปรึกษาทางธุรกิจ การตลาด ระดมทุน
สุดท้ายครับ ควรส่งเสริมเทคโนโลยี การถ่ายโอนเทคโนโลยีต่างๆนะครับ เป็น Tech Transfer Office ระดับชาติ ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย นักธุรกิจต่างๆ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงเอางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ครับ
ท่านประธานครับ ที่ผมเสนอมาทั้งหมดนั้นเป็นการปรับปรุงระบบนะครับ การพัฒนาคน และการวิจัยเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศสู่รายได้สูง ถ้าเรายังทำแยกส่วนแบบเดิม ระบบก็จะเหมือนเดิมครับ วันนี้รัฐบาลมีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนทั้งระบบ เพราะว่าทั้ง 3 กระทรวงอยู่ภายใต้เอ่อท่านรองนายกคนเดียวกัน เป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่จะสร้างอนาคตไปสู่ความเปลี่ยนแปลงให้กับคนไทยทุกคนครับ ขอบพระคุณครับ
>> ครับต่อไปท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านสุภจี สุธรรมพันธ์ ขอชี้แจงครับ เชิญครับ
>> กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉันนาง สุภจี สุธัมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณท่านวุฒิสมาชิกและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนะคะ ที่ได้กรุณาให้ข้อชี้แนะแล้วก็มีการแนะนำในเรื่องของประเด็นต่างๆ มากมายในการอภิปรายในวันนี้ตั้งแต่ช่วงเช้า ดิฉันจะขออนุญาตใช้เวลาในช่วงต้นของการแถลงนี้ในการตอบคำถามบางประเด็นของท่านนะ คะที่เป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง แต่คงไม่ได้ใช้เอ่อเวลาทั้งหมดในการตอบคำถามนะคะเอ่อ เราคงมีเวลาพูดคุยกันได้อีกมาก กั้นขออนุญาตใช้เวลาส่วนนึงในการตอบคำถามแล้วก็อีกส่วนนึงในการอธิบายแถลงถึงแนวทางในการปฏิบัติงานนะคะ ภายใต้นโยบายที่ท่านนายกได้แถลงไปแล้ว ก็จะพูดเป็นเพียงพอสังเขปนะคะ
เรื่องแรกเลยที่ท่านสมาชิกได้มีการแสดงความกังวลห่วงใยว่ารัฐบาลเนี่ยไม่ได้มีการเอ่อดูแลในเรื่องของนโยบายที่เป็นความเร่งด่วน งั้นขออนุญาตเรียนว่าเอ่อจริงๆ แล้วเนี่ยทุกท่านตระหนักดี รัฐบาลเองก็ตระหนักดีค่ะว่าวิกฤตที่เรากำลังเผชิญนี้เนี่ยมันมีความซับซ้อนในหลายมิติมาก ทั้งในเรื่องของภูมิศาสตร์ที่ทุกท่านทราบดีว่ามันมากระทบถึงภูมิศาสตศาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และรวมถึงสภาวะที่เรามีความตึงตัวไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่ต้องมีการปรับทั้งเรื่องของโครงสร้าง ทั้งในเรื่องของ disruption ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสภาพภูมิอากาศและรวมถึงเทคโนลีด้วย ดังนั้นเนี่ยเราก็ต้องพยายามที่จะทำทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน ในมุมของนโยบายเร่งด่วนนะคะ ในส่วนที่ดิฉันดูแลก็ขออนุญาตแตะพอสังเขปสัก 3 ประเด็น ซึ่งก็ตอบเอ่อในเรื่องที่ท่านได้มีความห่วงใยมาที่มีการอภิปรายมาตั้งแต่เช้า
ในเรื่องแรกเลยดิฉันก็ขออนุญาตแตะในเรื่องของการดูแลค่าครองชีพ เรื่องที่ 2 ดิฉันขออนุญาตนำเรียนแล้วก็อธิบายถึงสภาวะสภาพของการควบคุมราคาสินค้า หรือความขาดแคลนของสินค้าจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของพี่น้องประชา เรื่องที่ 3 มีหลายท่านที่ให้ความเห็นข้อแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของสินค้าเกษตร ซึ่งดิฉันก็จะขออนุญาตแตะในเรื่องนี้นะคะ เอาเป็นว่าในเรื่องของเรื่องเร่งด่วนเนี่ย งั้นขออนุญาตฉายไปทีละภาพในเรื่องของการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ดิฉันคิดว่าวิกฤตตะวันออกกลางเนี่ยอย่างที่เรียนน่ะค่ะว่ามีมิติที่มีความซ้ำซ้อนแล้วก็ซับซ้อนมากมาย สิ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนท่านเอ่อสมาชิกทั้งหลายผ่านท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉันอยากจะบอกว่าเราคงดูเฉพาะมิติใดมิตินึงไม่ได้ ความเร่งด่วนเราก็คงจะต้องดูทั้งในเรื่องของการประหยัดในเรื่องของรายจ่าย ทั้งในเรื่องของการหาทางที่จะเพิ่มรายได้ แล้วก็ทั้งในเรื่องของการต้องกระจายโอกาสให้ทุกท่านเนี่ยสามารถที่จะเข้าถึงนะคะ แล้วก็สามารถที่จะได้รับการดูแลอย่างทั่วทั่วถึง ซึ่งเหล่าเนี้ยค่ะเราก็เลยเป็นที่มาที่เราก็จะขออนุญาตแยกให้ท่านดูในเรื่องของมิติของการดูแลเรื่องค่าครองชีพ งั้นขออนุญาตแสดงให้ดูถึง 2 มิติกว้างๆ นะคะ แต่ในเรื่องของรายละเอียดเนี่ยเราจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี หลังจากที่เราแถลงนโยบายเสร็จ ก็คือเราเรียกประชุมท่านนายกนะคะ เรียกประชุมในวัน ที่ 11 ทันทีคือวันเสาร์ เราก็ตั้งใจเต็มที่ว่าหลังจากที่เราแถลงนโยบายเรียบร้อย เราจะมาจัดการในเรื่องนี้ให้มีนัยยะเพิ่มขึ้นจากที่ท่านรองนายกเอกนิติได้พูดไปแล้ว เรามีโครงการหลายโครงการนะคะที่เป็นระดับเ่อเศรษฐกิจมหาภาค ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในเรื่องของเอ่อในเรื่องของบัตรเติมเงินนะ คะ หรือว่าคนละครึ่งพลัส อันนั้นเนี่ยเป็นสิ่งที่ท่านรองนายกเอกนิติได้กล่าวไปแล้ว เราคงมีรายละเอียดออกมาให้ท่านเอ่อสมาชิก แล้วก็เอ่อประชาชนได้ทราบเอ่อหลังจากที่เรามีการเข้าประชุมครม.นะคะในวันเสาร์นี้
ส่วนในตัวของดิฉันก็จะเป็นตัวเสริมนะคะ ก็ในมุมของสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น คือตอนเนี้ยค่ะสินค้าที่เราควบคุมได้ ซึ่งเดี๋ยวดิฉันจะขออนุญาตฉายภาพให้ดูนะคะว่าเราควบคุมอะไร แล้วเราควบคุมด้วยมาตรการอะไร แต่ในเรื่องแรกเนี่ยก็คือในเรื่องของการดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น คิดว่าเรื่องเนี้ยเราพยายามหาทางเลือกทางออกให้พี่น้องประชาประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นได้ทันท่วงที เราได้มีโครงการไทยช่วยไทยซึ่งได้ประกาศไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะคะ การที่เราสามารถที่จะทำเรื่องนี้ได้ เราไม่ได้ทำได้ด้วยคนเดียว ค่ะเราร่วมมือกันกับผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายน้อยและถึงทั่วถึงทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัดไม่นับรวมกรุงเทพฯนะคะ กรุงเทพฯเราก็ทำด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นก็ 77 จังหวัดครอบคลุมทั้งประเทศ สิ่งที่เราทำคือเราออกสินค้าที่เป็นสินค้าจำเป็น อันเนี้ยค่ะเราได้รับการสนับสนุนร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ผลิตรายใหญ่ แต่เราส่งต่อไปให้ผู้ผลิตรายเล็ก แล้วก็ผู้ประกอบการรายเล็ก พวกเอ่อร้านค้าปลีกค้าส่งตามแหล่งจังหวัดต่างๆ จำนวนมากกว่า 300 กว่าล้านนะคะที่จะสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 3,000 รายการ ซึ่งเราทำ เอ่อราคาลดให้สูงสุดถึง 58% ซึ่งถ้าท่านสมาชิกช่วยไปโปรโมทเรื่องนี้ ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่ายังมีทางเลือก ยังมีสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาที่สามารถจับต้องได้ ซึ่งอันเนี้ยเป็นสิ่งที่ที่เราทำงานร่วมมือผนึกกำลังกับพวกผู้ประกอบการ ผู้ผลิตค้าปลีกค้าส่งรายย่อยทั่วประเทศ
แต่ในขณะเดียวกันเราทำแบบนี้ เราจะทำทั้งปีนะคะ แต่ในขณะเดียวกันเราจะใช้โอกาสนี้ในการเพิ่มรายได้ด้วยเช่นกัน โดยที่เราเริ่มที่จะใช้กลไกของภาครัฐนะคะ ในการที่จะรวบรวมกันก็นำโดยพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการที่จะไปนำเอาสินค้าชุมชน สินค้าทั่วประเทศเนี่ยให้มีมาตรฐานมากขึ้น เรามีการพูดคุยกับทางกระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องของมก. เรามีการพูดคุยกับกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องของอย. เพื่อที่จะให้การนำเอาสินค้า SE เนี่ยยกระดับมาตรฐานที่สามารถจะส่งมอบต่อให้พี่น้องประชาชนได้ ทั้งออนไลน์แล้วก็ตามร้านค้าทั่วประเทศนะคะ ซึ่งอันนี้จะเป็นเฟสที่เรากำลังพัฒนาอยู่น่าจะเริ่มเห็นสินค้าของ SE ซึ่งตอนเนี้ยเราได้มีการลิสต์รายการสินค้าของ SME ชุมชนนะคะ ที่ระดับชุมชนในต่างจังหวัดเนี่ยขึ้นมาแล้วกว่า 2-300 รายการนะคะ เพื่อที่จะเอาเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มทั้งออนไลน์แล้วก็ตามร้านค้าทั่วไป อันนี้ก็เป็นการทำให้เรามีทางเลือกให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด เพื่อที่ท่านจะได้สามารถจะคงอยู่ได้ แต่แน่นอนค่ะเราทำไม่ได้ทุกประเภท เพราะว่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นก็เราก็พยายามทำเต็มที่ ส่วนอื่นๆ ทั่วไปก็อาจจะต้องปล่อยให้กลไกทางการตลาดเนี่ยมันเดินไปอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งเดี๋ยวดิฉันจะขออนุญาตกล่าวถึงในเรื่องของสินค้าควบคุม ท่านจะได้ช่วยกันอธิบายให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ เพราะอย่างน้อยถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทราบและเข้าใจดี ท่านก็สามารถสื่อสารให้พี่น้องประชาชนไม่ตระหนกเกินไป และเข้าใจว่าเรามีทางเลือก วันนี้นะคะ วิกฤตที่เราเจอ เราไม่ได้แบ่งหรอกค่ะว่าใครเป็นคณะผู้บริหารเอ่อรัฐบาล หรือท่านเป็นฝ่ายตรงข้ามข้ามหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ฉะนั้นคิดว่าพวกเรามีหน้าที่ทุกคนที่จะส่งสิ่งที่ เป็นประโยชน์และดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชน ก็ขออนุญาตทำความเข้าใจและขอความร่วมมือจากท่านด้วยเช่นกันนะคะ
อีกนึงช่องทางและเราจะทำให้สินค้าเหล่านี้ หรือสินค้าอื่นๆ ที่มีความจำเป็นที่จะต้องไปถึงพี่น้องประชาชนในกลุ่มเปราะบางได้หรือ ไม่ ดังงั้นก็ต้องขออนุญาตยกโครงการธงฟ้า มาพูด หลายท่านก็พูดบอกว่าพาณิชย์คิดอะไรไม่ออกก็ธงฟ้า ดิฉันอยากจะขออนุญาตเรียนท่านลองคุยกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างๆ สิคะว่าเวลาที่เรามีกิจกรรมนี้เนี่ย เขาได้ประโยชน์อย่างไรนะคะ อย่ามองว่าเลเบลว่ามันเป็นท้องฟ้าหรืออะไร ประโยชน์ก็คือเราส่งตรงไปถึงพี่น้องประชาชนในกลุ่มแรกที่เราดูเอ่อสินค้าไทยช่วยไทย อุปโภคบริโภค อันนั้นเราส่งผ่านทางผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายย่อยทั่วทั้งประเทศ เราช่วยให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ด้วย แต่ในขณะเดียวกันถ้าเป็นโครงการเกี่ยวกับเรื่องของธงฟ้า เราส่งตรงไปให้พี่น้องประชาชนบางจุด เราตั้งใจจะทำทั้งหมด 518 จุดนะคะ ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และถ้าพี่น้องประชาชนที่อยู่ห่างไกล ไม่สามารถมาจุดไม่ไม่สามารถมาที่จุดที่ขายสินค้าธงฟ้านี้ได้ สิ่งที่เราทำก็คือเราคิดถึงเรื่องนี้ค่ะ เราจะมีธงฟ้าโมบล หรือมีรถพุ่มพวงนะคะ ที่จะไปถึงชุมชนให้ได้มากที่สุด ในจำนวนเอ่อ งบประมาณที่เรามีจำกัดและใช้อย่างเป็นประโยชน์สูงสุด ซึ่งเราก็จะมีบัตรเติมน้ำมันให้ มีสินค้าราคาพิเศษให้พี่น้องประชาชนที่อาจจะมีรถค่ะ แล้วอาจจะอยากที่จะมามีส่วนร่วม ท่านสามารถที่จะเข้ามาลงทะเบียนได้ว่าท่านอยากจะมาเป็นส่วนนึงของรถพุ่มพวง หรือรถธงฟ้าโมบล อย่างที่เราพูดกัน รถทองฟ้าเคลื่อนที่เนี่ยค่ะ ทำได้เหมือนกัน เป็นการสร้างอาชีพในช่วงที่เราเผชิญวิกฤตนี้ ท่านก็ทรงสินค้าตรงไปตามหมู่บ้าน หรือว่าชุมชนที่เขาอยู่ห่างไกล ไม่สามารถเข้าถึงสินค้าตามร้านธงฟ้าได้ อันนี้ก็เป็นกิจกรรมที่เราตั้งใจจะทำ รายละเอียดก็จะออกมาหลังจากที่เราประชุมครม.เสร็จในวันที่ 11 นะคะ
อีกเรื่องนึงก็คือเราต้องการจะเชื่อมโยงสินค้าชุมชนนะคะ อันนี้เนี่ยเราจะเชื่อมโยงในลักษณะให้เค้ามาเจอกันในลักษณะที่สินค้าเกษตรก็ดี สินค้าชุมชนก็ดี เรามีจุดที่ให้เข้ามาขาย โดยที่เรามีการทำตลาดนัดพันแห่งทั่วประเทศนะคะ ก็จะมีทั้งจุดที่เป็นจุดชุมชนใหญ่ จุดชุมชนเล็ก เพื่อจะให้มันมีการกระจายตัวแล้วมี การเจอกันโดยตรงระหว่างสินค้าเกษตรที่ ท่านผู้ส่งเกียรติก็มีความเป็นกังวลถึงสินค้าเกษตรหลายตัวที่อาจจะมีราคาเอ่อตกต่ำนะคะ ซึ่งเดี๋ยวดิฉันก็จะมีการอธิบายเป็นขั้นเป็นตอนไป แต่จริงๆ แล้วเราก็มีพื้นที่เหล่านี้แหละค่ะ ที่เขาจะได้นำเอาสินค้าเหล่าเนี้ยมาขายตรงในพื้นที่ที่มี เราได้ทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงาน โดยที่ให้เอ่อหน่วยงาน หรือว่าเอ่อผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงพลังงานนะคะ เอ่อที่มีปั๊มน้ำมันเนี่ยเป็นจุดนัดพบสินค้าเหล่านี้ด้วยเช่นกันนะคะ ดิฉันพูดขาดไปนิดนึงตรงที่พูดในเรื่องของธงฟ้า ดิฉงั้นอยากจะเรียนว่าธงฟ้าที่ 518 แห่ง ก็เป็นเรื่องนึง แต่ดิฉันก็มีความเข้าใจถึงความเร่งด่วนและความจำเป็นของผู้ปกครองนะคะ ตอนนี้เรากำลังจะเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคม สิ่งที่เราทำคือเราก็จะมีการลงไปที่โรงเรียนและสถานศึกษาอย่างน้อยพันแห่งนะคะ โดยที่เราขอให้ทางกระทรวงศึกษาก็เป็นการบูรณาการกับกระทรวงศึกษาให้ช่วยชี้เป้าว่าโรงเรียนไหน หรือแหล่งตรงไหนที่มีความต้องการ เราจะมีชุดนักเรียนราคาพิเศษ เครื่องอุปกรณ์การเรียนการสอนราคาพิเศษ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของผู้ปกครอง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราตั้งใจจะทำอย่างเร่งด่วนนะคะ อันนี้นี่คือในเรื่องของมุมของค่าครองชีพ จริงๆ แล้วมีรายละเอียดอีกมากที่จะทำ ดิฉันก็ขออนุญาตโดยสังเขตตามนี้
อีกเรื่องนึงค่ะเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงแล้วไม่ค่อยมีความเข้าใจกัน ดิฉันขออนุญาตอธิบายเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก แต่ดิฉันเชื่อว่าไม่เกินความสามารถของท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายที่จะเข้าใจ งั้นขออนุญาตเชิญชมในเรื่องของสินค้าควบคุม สินค้าควบคุมขออนุญาตเรียนว่าเรามีพรบ. ว่าด้วยการควบคุมราคาสินค้าและบริการตั้ง แต่ปี 2542 เรามีสินค้าควบคุมเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2543 เนี่ยประมาณ 59 รายการนะคะ ที่เป็นสินค้าที่เป็นที่สนใจของท่านผู้มีเกียรติและพี่น้องประชาชนทั้งหลาย ก็คือสินค้าน้ำมัน สินค้าน้ำมันเนี่ยอยู่ในสินค้าควบคุม ถูกต้องค่ะ ซึ่งอยู่มานานนะคะ ไม่ใช่เฉพาะที่ มีครม.ม.อนุมัติในปี 68 เดือนมิถุนายน ขอเรียนว่าปกติเนี่ยเราจะมีการหมายถึงกกร. นะคะ คณะกรรมการกลางที่ดูแลเรื่องราคาสินค้าและบริการเนี่ย เราจะมีการทบทวนว่าเราควรจะมีสินค้าควบคุมอะไรบ้าง ปกติเนี่ยเดือนมิถุนายนนะคะ เพราะงั้นถ้าท่านไปดูในเรื่องของมติครม.ในทุกๆปีตั้งแต่ปี 43 มาเนี่ย ท่านจะเห็นสินค้าน้ำมันนี่แหละค่ะ อยู่ในสินค้าควบคุมมาตั้งแต่นั้นแหละ ไม่ใช่เฉพาะปี 256 แต่ว่าดิฉันทำรีมาร์คไว้ให้เห็นนะ ตัวเลขอาจตัวหนังสืออาจจะเล็กหน่อย เดี๋ยวฟังดิฉันอธิบายแทนก็แล้วกันนะคะว่าสินค้าควบ คุมเนี่ยมันมีอยู่หลายมาตรการนะคะ จำนวนสินค้าควบคุมก็เรื่องนึง มาตรการที่ดูแลก็เรื่องนึง มันจะมีสินค้ากลุ่มนึงที่ควบคุมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คืออยู่ในส่วนบนของสไลด์ที่ท่านเห็น ก็คือถ้าจะขึ้นราคาต้องมาขอนะคะ ไม่งั้นขึ้นไม่ได้ ซึ่งเดี๋ยวจะมีเรื่องปุ๋ย ขออนุญาตแตะเรื่องปุ๋ยอีกทีนะ คะ อันนี้ยกตัวอย่างเช่นนั้น หรือสินค้าที่ อยู่ในมาตรการที่เป็นสินค้าควบคุมเหมือนกันนะ แต่ว่าไม่ต้องมาขออนุญาตก่อนขึ้นราคา แต่ท่านต้องแจ้งก่อนว่าถ้าจะขึ้นราคา ต้องมาบอกนะ เราก็จะได้มีหน้าที่ไปเจรจา ว่าถึงเวลาคนขึ้นหรือยัง กลไกของท่านเป็นยังไง ต้นทุนท่านเป็นยังไงเหรอ ทำไมท่านถึงจะขึ้น เราไม่ได้ไปคุมห้ามเขาขึ้น แต่เราใช้วิธีเจรจาอธิบายการดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคค่ะท่าน งั้นอยากจะเรียนว่าเราต้องปล่อยให้มันเป็นตามกลไกการตลาด ตามความสมเหตุสมผลและเป็นธรรมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะไปบังคับได้ทุกเรื่องนะคะ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นอีกหมวดนึง อีกหมวดนึงก็คือไม่ได้ต้องขอขึ้นราคา ไม่ต้องแจ้งต่อนขึ้นราคา แต่ตรงเนี้ท่านต้องแจ้งข้อมูลปริมาณ อันนี้ก็เป็นการที่เราดูแลควบคุมสต๊อกนะคะ อีกหมวดนึงมาตรการที่เราดูแลหรือควบคุม คือเราควบคุมเฉพาะเวลาที่มีการขนย้ายเอ่อ เคลื่อนที่ อันนี้ก็คือดูแล movement ของ ST ยกตัวอย่างตัวเลขเอ่อที่ดิฉันว่าเอ่อ ขอกลับไปในเรื่องของการแจ้งปริมาณและราคา ก็ขออนุญาตพูดถึงเรื่องของเมล็ดพลาสติกนะ คะ เม็ดพลาสติกซึ่งเดี๋ดิฉันจะพูดในรายละเอียดอีกทีนึงในหมวดของการควบคุมการขนย้ายการส่งออก มีตัวนึงที่ฉันอยากจะเอ่อให้ท่านเห็นชัดก็คือเรื่องของเอ่อตัวน้ำมันปาล์มนะคะ มีท่านผู้ทรงเกียรติบางท่าน มีความเป็นกังวลว่าเรามีมติควบคุมห้ามส่งออก งั้นขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพนะ คะ เราไม่ได้ห้ามส่งออก สิ่งที่เราขอคือถ้าท่านจะส่งออกให้มาขออนุญาตค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้รบกวนท่านถ้ามีโอกาสอธิบายให้เอ่อพี่น้องประชาชนที่ทำปาล์มน้ำมันเข้าใจนะคะ เพื่ออะไรคะ เพราะว่ารัฐบาลมี ความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้ท่านใช้ ไบโอดีเซล น้ำมันปาล์มผลปาล์มเนี่ยที่จะทำเป็น CPO เนี่ยค่ะ มันเป็นอะไรที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ ถ้าเราสนับสนุนให้เราใช้เอ่อตัว CPO หรือตัวน้ำมันปาล์มเนี่ยมาเป็นส่วนนึงในการผสมตัวดีเซลเนี่ย แล้วเราไม่ควบ คุมปริมาณมันอาจจะเกิดความขาดแคลน ดังนั้นถึงเป็นที่มาว่าเราถึงขอทราบในเรื่องของสต๊อก ท่านต้องส่งให้เราดูทุกอาทิตย์นะคะ แล้วก็ในมุมของถ้าจะส่งออกมาบอกได้ ถ้ามันมีความสมดุลระหว่างอุปสงค์อุปทานเพียงพอภายในและภายนอกประเทศ เราก็ให้อนุญาตได้ตามเอ่อสิ่งที่ท่านขอมานะคะ ไม่ได้ห้ามแต่ขออนุญาต อันนี้ขอมาบอกก่อน เพราะงั้นอันนี้เป็นเรื่องยกยกตัวอย่างเช่นนั้น คราวนี้ท่านอาจจะมีความเป็นกังวลว่าอ้าวแล้ว ถ้าอย่างนั้นตอนนี้น้ำมันปราม ก็โทษค่ะผลปรามเนี่ยราคาก็ตกสิ ขออนุญาตเรียนท่านด้วยความเคารพค่ะ ปีที่แล้วช่วงเวลานี้นะคะ ราคาปรามอยู่ที่ 5.56 สตางค์ เมื่อวานนี้ราคาผลปรามอยู่ที่ 8.10 10 สตางค์ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วค่ะ อาจจะไม่ ได้เพิ่มขึ้นมากมายนะคะแต่มันก็อยู่ใน เทรนด์ขาขึ้น เราไม่ได้ไปคุมเรื่องนี้นะคะ เพราะเราไม่ได้คุมเรื่องราคา แต่เราดูแลว่าให้สต๊อกเนี่ยมันสามารถที่จะ อยู่ของมันได้
ถัดมาสุดท้ายค่ะซึ่งอันนี้ก็กลับมา เรื่องของน้ำมัน มาตรการในการควบคุมราคานะคะ ไม่ว่าจะเป็นพวกน้ำมันยาเวชภัฑ์ หรือว่าบริการทางก้านขนส่ง หรือน้ำตาลทราย 4 ตัวเนี้ยนะคะที่เราทำเลเบลเป็นสีเขียว ในสไลด์นี้เนี่ยเราใช้มาตรการการบริหาร เราไม่ได้ดูในเรื่องของการขึ้นราคาหรือ ไม่อย่างไรเนื่องจากว่าสินค้าที่ดิฉันมา ทั้ง 4 อย่างเนี่ยเค้ามีกฎหมายควบคุม เฉพาะในกรณีน้ำมันเนี่ยเค้าก็มีเอ่อทีม งานที่ท่านเอ่อรัฐมนตรีเอกนัสก็ได้นำใน การเอ่อดูแลในเรื่องของการลดค่ากลัน ดูแลในเรื่องของการตั้งราคานะคะ งั้นเราไม่ได้ไปดูในเรื่องของราคาเพราะเรามี กลไกของกระทรวงพลังงานที่ดูแลอยู่เช่นเดียวกัน กับยารักษาโรคคะเราไปควบคุมราคายาไม่ได้ เพราะเมีบทบาทและหน้าที่ของกระทรวงสาธาร สาธารณสุขดูอยู่ หน้าที่ของเราทำอะไรคะคือดูว่าถ้าประกาศ ราคานี้แล้วไม่ขายตามราคานี้อย่างี้ผิดค่ะ เราจับได้ถ้าท่านมีการเติมสมมุติน้ำมันนะฮะ เติมแล้วไม่ตรงตามหัวจ่าย บอกว่าจะเติม 10 ลิตรไปเติมแค่ 9 ลิตร อย่างนี้เรามีสิทธิ์จับได้ เพราะฉะนั้นท่านขออนุญาตให้ท่านทำความเข้าใจ ว่ามันมีมาตรการในการดูแลสินค้าควบคุมที่ แตกต่างกันไป ซึ่งถ้าเราสามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ก็น่าจะเป็นการดีนะคะ ดิฉันยกตัวอย่างอีกอันนึง พอดีมีผู้ประกอบการเนี่ยบอกดิฉันมาว่าคุณศุภจี คุณเพิ่งใส่สินค้าควบคุมเพิ่มมา เพราะว่าเราเรียกทบทวนในเรื่องของสินค้าควบคุมเร็วขึ้น กว่าทุกปีเพราะว่าเรามีวิกฤตนะคะ ดิฉันก็ เรียกประชุมตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมแล้ว ดิฉันมีใส่เพิ่มเข้ามาคือเรื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เราใส่เป็นสินค้าควบคุม ไม่ได้ดูแลเรื่องราคานะคะ แต่เราดูแลเรื่องปริมาณ เหตุผลเพราะอะไร คะเพราะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เนี่ยมันเป็นต้นทางของอาหารสัตว์ ถ้ามีความขาดแคลนท่านก็จะไปปิหาในเรื่องของหมูไก่วัวนะคะที่ต้องขึ้นราคา ดังนั้นเราก็ต้องดูแลไม่ให้อาหารสัตว์ขาดแคลน แล้วก็ดูเรื่องสต๊อกค่ะ ไม่ได้ดูเรื่องราคา ดังนั้นบริบทของการควบ คุมเนี่ยมันมีหลายมาตรการมากแล้วก็ไม่ใช่ ดิฉันคนเดียวนะคะเรามีคณะกรรมการที่ดูแล ในเรื่องของราคากลางสินค้าและบริการซึ่ง เป็นองค์ประกอบของหลายคนค่ะ พาณิชย์ก็เป็น ดิฉันเป็นประธานแต่ว่าก็มีทั้งเอ่อคนที่ เอ่อเป็นผู้ทรงทรงคุณวุฒิภายนอกคนที่มาจากอุตสาหกรรมโดยตรงก็ใช่นะคะ ถ้าลักษณะอย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากจะขออนุญาตนำเรียน
ถัดมาก็เป็นเรื่องที่ท่านให้ความสนใจอย่างยิ่งว่าเอ๊ะเรื่องปุ๋ยค่ะท่านบอกว่าเคยพูดว่าสิงหาคมตอนนี้ทำไมถึงมาเป็นเมษายนั้นขออนุญาตนำเรียนด้วยตัวเลขนะคะ เพราะว่าข้อเท็จจริงนี้ก็ไม่มีใครบิดเบือนได้หรอกค่ะ ในวันที่เราแจ้งว่ามันจะมีปุ๋ยได้ถึงสิงหาคมก็เพราะว่าเรามีสต๊อกในประเทศอยู่เนี่ยประมาณ 340,000 กว่าตัน นะคะ ขออนุญาตกลับมาที่จุดแรกก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจว่าปุ๋ยที่เราใช้และมีปัญหา หรืออาจจะมีปัญหาในเรื่องของความขาดแคลนนั้นคือปุ๋ยยูเรียค่ะ ปุ๋ยตัวอื่นเนี่ยเรายังสามารถบริหารจัดการได้ที่ระดับนึง ไม่ได้บอกว่าจะไม่ขาดแคลนนะคะแต่สามารถที่จะบริหารจัดการได้ที่ระดับนึง แต่ตัวที่เป็นประเด็นหลักก็คือยูเรีย เพราะเราต้องพึ่งพาวัตถุดิบที่มาจากแหล่งที่ปัจจุบันนี้มีปัญหานะคะ ไม่สามารถจะขนส่งได้ ยูเรียเนี่ยประมาณ 36% ของแม่ปุ๋ยที่เราเอามาใช้ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเรามีปุ๋ยที่ยังใช้ได้ตามปกติอีก 64% ค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปุ๋ยทั้งตลาดเนี่ยมันจะขาดแคลนไปซะทั้งหมด อันนั้นคือประเด็นที่ 1 นะคะ
ประเด็นที่ 2 คือเรามีสต๊อกเมื่อตอนที่เราบอกว่าจะอยู่ถึงสิงหาคม เพราะว่าเรามีสต๊อกอยู่ประมาณ 340,000 ตันตามสไลด์ที่ได้โชว์อยู่นี้นะคะ แล้วเรามีการนำเข้า ในเดือนเมษายนอยู่ที่ 200,000 อันนี้คือปริมาณที่เราคาดถึงสิ่งที่กำลังจะนำเข้ามานะคะ ส่วนความต้องการที่จะใช้ในเดือนเมษายนเอยู่ที่ประมาณ 270,000 ดังนั้นเรายังจะมีสต๊อกคงค้างถึงสิ้นเดือนเมษายนอีก 300,000 ตัน ซึ่งหลังจากที่เรามีการพูดคุยกับทางประสานแล้วก็ได้รับการยืนยันจากทางท่านนายกสมาคมการฆ่าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย เรายังมีปุ๋ยยูเรียนะคะ ตัวอื่นไม่ไม่ได้เอามาพูดตรงนี้นะคะ จะอยู่ได้ถึงประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ดังนั้นน่ากังวลมั้ยคะ สำหรับดิฉันน่ากังวล น่ากังวล 2 ด้านด้วยกันคือทั้งด้านราคาและทั้งด้านขาดแคลน ในมุมของราคาปุ๋ยเริ่มมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ในมุมของปุ๋ยยูเรียนะคะ ดังนั้นเนี่ยเราก็ต้องใช้กลไกการตลาดมาดูว่าเราถึงเวลาที่ควรจะปรับราคาได้แล้วหรือยัง ซึ่งดิฉันขออนุญาตเรียนตอนนี้ นะคะว่ายังไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่ส่งเรื่องมาขอขึ้นราคา เพราะดิฉันได้เรียนไปตั้งแต่ต้นแล้วว่าปุ๋ยคือสิ่งที่อยู่ในหมวดของการควบคุมเบ็ดเสร็จ คือถ้าขึ้นราคาต้องขอ ณวันนี้ยังไม่มีคนมาขอนะคะ ซึ่งเราก็ประสานเอ่อใกล้ชิดกันกับท่านนายกสมาคม เอ่อการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทยอย่างที่ดิฉันได้เรียนไปแล้ว คราวนี้เนี่ยในเรื่องของราคา สิ่งที่เรามีมาตรการที่จะดู แลก็คือโครงการทองเขียวนั่นแหละค่ะ ในการที่เราจะช่วยกระสอบละ 300 บาท เดิมเราเคยช่วยกระสอบละ 200 แล้วก็มาช่วยกระสอบละ 300 บาท ให้ 50 ต่อเอ่อ 1 ครัวเรือนนะคะ แล้วถ้าเกิดท่านมีบัตรดินดีซึ่งเราทำงานร่วมกันใกล้ชิดกับกระทรวงเกษตรค่ะ ถ้าท่านมีบัตรดินดีเนี่ยเราให้เพิ่มอีกกระสอบนึง แปลว่าท่านจะได้ 1,500 บาท และเรายังแถมให้ว่าถ้าท่านไม่มีบัตรดินดีเนี่ย ท่านได้อีก 50 บาท เพื่อที่ท่านจะได้เอาไปซื้อในเรื่องของยาพ่นยาฆ่าแมลง หรืออะไรก็แล้วแต่เพิ่มเติม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของท่าน แต่ถ้าท่านมีบัตรดินดีท่านสามารถที่จะได้เพิ่มเติมอีกนะคะ และรวมถึงถ้าท่านใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งก็เห็นว่ามีบางท่านเนี่ยพูดถึงปริมาณของปุ๋ยอินทรีย์ก็ชื่นชมข้อมูลที่ท่านให้มานะคะ ก็ขออนุญาตนำเรื่องเนี้ยเข้ามาดูในบริบทว่าจะมีความเพียงพอหรือไม่อย่างไร แต่เกษตรกรเนี่ยไม่ได้โยกไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหมดหรอกค่ะ ในอนาคตอันยาวไกลเนี่ยคงเป็นแต่ตอนเนี้ย ส่วนมากก็ยังพึ่งพาแม่ปุ๋ยอย่างที่เรียนไปนะคะ เพราะฉะนั้นอันนี้คือมาตรการเร่งด่วนที่ดูแลในเรื่องของราคา แต่จากนี้ไปเนี่ยเดี๋ยวเราจะนำเรื่องเข้าครม.อมเช่นกัน เราจะมีโครงการแม่ปุ๋ยคนละครึ่ง โดยที่จะให้ธกส.เนี่ยเป็นตัวกลางในการดูแลให้ สามารถที่จะหาแม่ปุ๋ยที่ตรงตามความต้องการของดินในพื้นที่นั้นๆ เราไม่ต้องใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ ทางเลือกก็ใช้ปุ๋ยปุ๋ยสูตรสำเร็จไม่มีปัญหาท่านก็ใช้ไป แต่ถ้าท่านอยากได้ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ท่านก็ใช้วิธีในการคุย โดยที่เราจะส่งทางเอ่อทำงานประสานกับกระทรวงเกษตรนะคะ ในการเอากรมวิชาการเกษตรเอากรมพัฒนาพัฒนาที่ดินมาวิเคราะห์ว่าปุ๋ยตรงๆ นั้นเนี่ย ที่ดินพื้นดินตรงเนี้ยต้องการปุ๋ยประเภทไหนมากน้อยแค่ใด แล้วก็ไปผสมให้ฮะ โดยที่ใช้สหกรณ์การเกษตรเพื่อส่งเสริมให้มีความแข็งแรงของชุมชน เพราะฉะนั้นท่านก็จะใช้ปุ๋ยที่ตรงตามความต้องการมากขึ้น แต่เราก็คงไม่สามารถทิ้งผู้ประกอบการได้ อันนี้เราทำงานร่วมกัน ประสานกับผู้ประกอบการนะคะ เพื่อในส่วนที่เป็นปุ๋ยสำเร็จท่านก็ขายไป ส่วนที่เราจะช่วยชุมชนที่มีความต้องการอย่างนี้เราก็ทำไป เป็นการทำคู่ขนานกันไปนะคะ เพราะเราต้องดูทั้งระบบไปพร้อมๆ กัน
ถัดมาก็คือเรื่องขาดแคลนนะคะ ท่านก็จะสังเกตเห็นว่าตอนเนี้ยค่ะ ถึงแม้ว่าเรายังจะมีสต๊อกจำกัด แต่เราก็เริ่มหาแหล่งปุ๋ยที่อื่นนะ คะที่เข้ามา อย่างกระทรวงพาณิชย์เนี่ยก็เริ่มคุยกับมาเลเซียบรูไนยนะคะ เอาแม่ปุ๋ยเนี่ยเข้ามาได้บ้างแล้วนะคะ ตอนนี้ก็เข้ามา 60,000 กว่าตันนะคะที่กำลังจะเข้ามา อีกส่วนนึงก็คือปุ๋ยที่ค้างอยู่ตอนนี้ 5 ลำค่ะ ที่ค้างอยู่ที่ช่องแคบโฮมุส ซึ่งท่าน เอ่อรองนายกรัฐมนตรีศิศักดิ์ก็พยายามเจรจาตลอดเวลากับทางเอ่อทางอิหร่านนะคะ แล้วก็ทางโอมานว่าให้ช่วยกันปล่อยให้เรือของเราร ออกมา ถ้าเราได้ 5 ลำนี้ออกมาเนี่ย เราก็อยู่ได้อีกอีกพอสมควรเลยทีเดียวค่ะ เพราะงั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราทำร่วมกัน แล้วก็ท่านรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรท่านก็แคtiveมากนะคะ ท่านก็พยายามที่จะไปเจรจา กับทางประเทศต่างๆ ในการสั่งซื้อปุ๋ยสำเร็จมาเพื่อช่วยเสริมภาวะขาดแคลนนะฮะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทางเกษตรก็ทำประสานกันค่ะ เพราะว่าเราคงทำงานคนเดียวไม่ได้ ก็คงต้องทำงานในเรื่องของบูรณาการนี่แหละ ค่ะแต่ที่สำคัญดิฉันอยากจะเรียนว่ามีหลายท่านบอกว่าปุ๋ยขึ้นราคาไปแล้ว พาณิชย์อยู่ ที่ไหนนะคะ ตอนนี้เรามีคดีคงค้างอยู่ 48 คดี สำหรับคนที่ขึ้นราคาโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตไม่ติดป้ายราคานะคะ ก็มีแล้วก็อยู่ ในระหว่างที่เราสอบสวนก็มีอย่างน้อยก็ 48 ราย เราเจอจริงจับจริงค่ะ แล้วก็ขออนุญาตส่งผ่านทางท่านประธานสภาไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติและประชาชนด้วยนะคะ ถ้าเห็นเบาะแสว่ามีราคาปุ๋ยขึ้นนะคะ ตอนนี้แจ้งเลยค่ะ 1569 ก็ได้ หรือว่าแจ้งมาทางช่องทางของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้ เราจะได้ไปดูช่วยกันชี้เป้าสิคะ เพราะว่าเราก็พยายามลงนะคะ ตอนนี้เราลงไปทั้งหมดเนี่ย 1,065 แห่งนะคะ แล้วเราก็ลงทุกวันน่ะค่ะ ในการไปดูนะคะ อันนี้ก็เป็นเรื่องของสถานการณ์ปุ๋ยนะคะ
ขออนุญาตไปต่อเรื่องพลาสติกสั้นๆ นะคะ เม็ดพลาสติกเนี่ยไม่เคยอยู่ในสินค้าควบคุม แต่เราก็รู้จากวิกฤตนี้ล่ะค่ะ เราก็นำเอาเค้าเนี่ยเข้ามาอยู่ในสินค้าควบคุม ไม่ใช่เรื่องราคานะคะ แต่เราดูในเรื่องของปริมาณ ความเพียงพอ ซึ่งพอเรามาดูแล้วเนี่ย เมล็ดเม็ดพลาสติกเนี่ยมีหลายประเภทมากเลยค่ะ อันที่ขาดแคลนก็คือประเภทที่เราเอามาทำหลายอย่าง ดังนั้นเนี่ยสิ่งที่เราพยายามทำเนี่ย เรามีการประสานกันตอนนี้นะคะ 2 กระทรวงก่อนก็คือพาณิชย์กับอุตสาหกรรม แต่ในเฟสถัดไปซึ่งตอนนี้ค่ะ เรากำลังตั้งคณะทำงานนี้ เราจะมีรวมสาธารณสุข เราจะมีรวมอว. เราจะมีรวมมหาดไทยเข้ามาอยู่ในคณะทำงานในเรื่องเม็ดพลาสติก จะมาทำอะไรกันคะ เราจะมาทำ 3 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน เรื่องแรกคือเราต้องมาช่วยกันพุ่งเป้าว่าเมล็ดพลาสติกที่มันไปทำให้เกิดปัญหามันมีอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างเอ่อมากกับพี่น้องประชาชนในหมวดของสินค้าอุปโภคบริโภค เราก็เลยมีทั้งพวกบรรจุพันธุ์อาหารกับเรื่องของบรรจุเวชภัฑ์ยานะ ซึ่งอันนี้เช่นถุงน้ำเกลือ ถุงเลือด หรือว่าถุงฟอกไตใดๆ ก็แล้วแต่ ดังนั้นเราพอพุ่งเป้าได้ว่าเป็นตรงนี้ เราก็จะได้ประสานกันกับผู้ประกอบการในไทย ซึ่งมีไม่มากหรอกค่ะ เราคุยได้ แล้วเราก็พยายามจะหาแหล่งวัตถุดิบเสริมขึ้นมานะคะ
เรื่องที่ 2 นะคะ ซึ่งเป็นเรื่องระยะกลางที่เราควรจะต้องทำ อันนี้ก็ต้องอาศัยทางท่านรองนายกรัฐมนตรียศันก็คือเรามาช่วยกันดูแลในเรื่องของการวิจัย พัฒนาว่าเราทำยังไงเราถึงจะ simplify การใช้พลาสติกได้มากขึ้น อย่างขวดเนี่ยค่ะเรามีพลาสติกอยู่ 3 ประเภท ทั้งป้ายทั้งตัวโมของขวดทั้งฝา เราทำยังไงเราถึงจะลดความพึ่งพาอย่างนี้ได้ อันนี้ก็เป็นการ re design Simplify SKU แทนที่ท่านจะมีขวด 250 ml ขวด 100 ml ขวด 20 ml ขวด 300- 500 ml ลด SKU ได้มย อันนี้อุตสาหกรรมรับไปเจรจา กับผู้ผลิตเพื่อที่จะให้เราใช้อย่างประหยัด เพราะตอนนี้เราไม่รู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะคะ เหยุดรบกัน 2 อาทิตย์แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าแล้วมันจะเป็นยังไงต่อ แต่การทำงานเนี้ยค่ะ
ในเรื่องที่ 3 เนี่ยมันจะช่วยเราในระยะยาว เพราะเราก็ควรจะถือโอกาสลดขยะพลาสติกกันด้วยดีมั้ยคะ ปีนึงเนี่ยนะคะ ดิฉันเนี่ยข้อมูลเก่าก่อนที่ดิฉันจะคุยกับทางอุตสาหกรรมเมื่อวานนี้เนี่ยค่ะ ดิฉันมีตัวเลขว่าปีนึงเนี่ยเรามีขยะพลาสติกอยู่ 2 ล้านตันต่อปี พอคุยกับทางอุตสาหกรรมท่านบอกว่าไม่ใช่คุณสุภจี ตอนเนี้ย 2.7 ล้านตันต่อปีแล้วเรารีไซเคิลกันแค่ 25% ประมาณนะคะ แปลว่าอะไรคะ เรามีเเยอะมากที่เราlนfielที่เราไปฝังกลบถูกมั้คะ ถ้าเรามารื้อกระบวนการในเรื่องของจัดเก็บขยะ ดูแลในเรื่องของรีไซเคิle ประสานกับทางอย. เพราะว่าเมื่อรีไซคิแล้วอะไรที่เป็นสามารถเอามาใช้ได้อีก เพราะว่ามันไม่ใช่ว่ารีไซคิแล้วใช้ได้กับทุกนะคะ อย่างของที่เป็น food อันนี้อาจจะใช้ไม่ได้เหล่าเนี้ยค่ะ มันถึงต้องประสานกันหลายคน เพราะฉะนั้นนี่คือ เอ่อเรื่องของเม็ดพลาสติกฉงั้นขออนุญาตเรียนว่าเม็ดพลาสติกดิฉันไม่ได้ห่วงในเรื่องของขาดแคลนเท่าไหร่นะคะ เพราะว่าคิดว่าเรายังพอบริหารจัดการได้นะคะ แต่ดิฉันห่วงเรื่องราคามากกว่านะคะ ซึ่งอันเนี้ยเราก็ต้องพยายามเข้ามาดูแลแล้วก็ดูกลไกการตลาดให้มันมีความสมเหตุสมผลแล้วก็ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการทั้งห่วงโซ่เลยนะคะ ไม่ใช่เฉพาะผู้ผลิตอย่างเดียว
ขออนุญาตไปต่อนะคะ อันนี้ก็ขอบพระคุณท่าน เอ่ออาจารย์สิทธิพลนะคะ ท่านก็ให้เอ่อข้อคิดเห็นข้อชี้แนะครั้งนะคะ เหมือนกับประหนึ่งท่านทำงานอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์เลยทีเดียวนะคะ เพราะว่าท่านจะมีความรู้ในส่วนงานของกระทรวงพาณิชย์มากมาย งั้นก็ขออนุญาตเรียนว่าสิ่งที่ท่านมีความกังวลเนี่ย ดิฉันทำงานอยู่ตลอดในทุกเรื่องอ่ะนะ คะ อาจจะให้ท่านเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง เพราะบางเรื่องอย่างยกตัวอย่างท่านพูดเรื่อง ของเอ่อทุ่มตลาดantiumpัิที่ท่านบอกว่าทำงานมาตั้งนานมีอยู่แค่ 3 เคสงั้นขออนุญาตเรียนว่าดิฉันประชุมทุกเดือน ดิฉันเป็นประธานเองด้วย เรามีเคสที่เราพิจารณาอยู่ตอนนี้ 12 ค่ะ แต่เนื่องจากมันยังไม่จบ เราไม่สามารถจะบอกสาธารณะได้ เพราะมันมีข้อมูลอ่อนไหวดังนั้นเนี่ยเนี่ยทำอยู่นะคะ เรื่องการทุ่มตลาด แต่กระนั้นก็ตามดิฉันเห็นด้วยกับท่านค่ะ แค่นี้ก็ยังไม่พอ 12 เคสเราทำได้ดีกว่านี้อีกหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องมาทบทวน ซึ่งดิฉันก็รับข้อเสนอแนะนะคะ
อีกเรื่องนึงท่านมีความกังวลเรื่องตัวชี้วัดของทูตพาณิชย์ ท่านบอกว่าเราให้เวทของการตัวชี้วัดที่ 5% ที่เกี่ยวกับเรื่องของการส่งออก ท่านพูดถูกค่ะ แต่ทูตไม่หมด เพราะจริงๆ แล้วเนี่ยเวทของการที่ส่งเสริมคือคนที่ดูแลทูตพาณิชย์นี่คือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เขาไม่ได้มีดูในเรื่องเฉพาะว่าปริมาณการส่งออกเท่าไหร่ และโดยส่วนตัวนั้นไม่ได้เน้นเรื่องปริมาณนั้น เน้นเรื่องคุณภาพด้วย เพราะฉะนั้นเนี่ยเขาจะมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการส่งออก เวทของการดูตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกทั้งหมดเนี่ย 70% ค่ะ 30% เป็นเรื่องงบประมาณ เพราะเราเป็นภาครัฐ เราต้องดูแลบริหารเรื่องงบประมาณ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอบพระคุณในความห่วงใย แต่ดิฉันก็จะรับไปดูนะคะว่าเรามีตัวชี้วัดอะไรที่เด่นชัดและสามารถที่จะสร้างผลสัมฤทธิ์ในเรื่องการส่งออกแบบมีคุณภาพได้มากขึ้นหรือไม่
สิ่งที่นั้นอยากจะโชว์เอ่อให้ท่านเอ่อสิทธิพลและก็ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายเห็นผ่านท่าน่อประธานนะคะ เอ่อในเรื่องที่ท่านให้ความกังวลเรื่อง 301 นะคะ การถูกสอบสวน 301 แล้วก็เรื่อง SME ขออนุญาตอนุญาตกราบเรียนท่านว่ากระบวนการไต่สวน 301 เนี่ย ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม ทันทีที่ได้รับในเรื่องของเราถูกไต่สวนจริงๆ แล้วเนี่ยเรามีเพื่อนนะคะ คือเราไม่ได้โดนประเทศเดียว ท่านก็ทราบดี เราถูกไต่สวนอยู่ 3 เรื่อง 3 เอ่อสิ่งกลุ่มสินค้าเป้าหมาย เอาอย่างนี้เอาใหม่ค่ะ เราถูกสอบสวนอยู่ 2 เรื่องนะคะ เรื่องแรกเลยก็คือเอ่อการที่ เรา over under capacity เค้าเรียกว่า กำลังผลิตส่วนเกินเรามีน้อยนะคะ ก็คือเรามีการผลิตส่วนเกินเยอะ เราผลิตได้น้อย ตรงนี้เป็นเรื่องนึง ซึ่งอันเนี้ยเน้นอยู่ 3 sectตor นะคะ ไม่ใช่ทุกsectตor ก็จะมีในเรื่องของเครื่องจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนและยางแล้วก็ผลิตภัณฑ์ยางนะคะ อันนี้ก็เป็นก้อนที่ 1 ที่ถูกไตสวน
ก้อนที่ 2 เนี่ยเรามีเพื่อนเยอะเลยค่ะ 60 ประเทศ เขาพูดถึงเรื่องของการใช้แรงงานบังคับ the Force la นะอันเนี้ยอันตราย เพราะว่ามันกวาดได้ทุกสินค้าเลย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ค่ะ ดังนั้นเราก็เลยมีการตั้งคณะทำงาน เราได้รับรู้เรื่องนี้วันที่ 11 มีนาคม ฉะนั้นตั้งคณะเลยตั้งแต่วันที่ 12 นะคะ แล้วก็วันที่ 16 เนี่ยเราก็ตั้งทีม เพื่อจะรับมือนะคะ โทษค่ะ 12 เราได้รับเรื่อง Force Labบ 16 เนี่ยเราตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมการรับมือ แล้วจากนั้นมาเราคุยทุกวันเลยค่ะ แล้วก็คณะทำงานของเราเนี่ยไม่ได้เป็นเฉพาะพาณิชย์คะ เราคือทีมไทยแลนด์ที่ไม่ใช่ไม่เฉพาะพาณิชย์อย่างเดียว มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวง และรวมถึงที่สำคัญคือผู้ประกอบการทั้งสภาหอสภาอุดนะคะ อันนี้เราก็ทำงานร่วมกันกับ กกร และเราก็เอ่อมีความตั้งใจนะคะว่าเราจะสามารถ submิให้ได้ภายในวันที่ 15 เมษายน เพราะงั้นพวกเราทำงานกันทุกวันในเรื่องนี้นะคะ ท่านกังวลดิฉันก็กังวลนะคะ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ เพราะว่าสหรัฐเนี่ยเป็นประเทศเราส่งออกอันดับ 1 นะคะ แต่สิ่ง ที่ฉันคิดว่าเรามีเรื่องราวที่เราสามารถ ที่จะอธิบายได้พอสมควร และสิ่งที่ดีก็คือว่าเราได้รับเอ่อนัดเรียบร้อย และหลังจากที่ เราต้อง submit ภายในdeadลวันที่ 15 เมษายนเนี่ย ทาง USR ได้รับว่าจะให้เราเนี่ยเข้าไปประชุมนะคะ เป็น Technical Consultation เรียบร้อยลงวันนัดแล้ววัน ที่ 13 พฤษภาคม แต่ส่วนตัวดิฉันจะบินไปที่ วอชingtonดี ในการไปเจรจาต้นเดือนพฤษภาคมนะคะ ตอนนี้กำลังรอวันอยู่ว่าจะเป็นวันไหน เพราะฉะนั้นทั้งหลายทั้งปวงเนี่ยค่ะ ก็เป็นสิ่งที่เราพยายามทำ 301 ไม่ละเลยค่ะ
อีกเรื่องนึงไม่ใช่เฉพาะท่านสิทธิพล แต่หลายท่านมีความเป็นกังวลเรื่อง SE ดิฉันขอรวบยอดเป็นสรุปอย่างนี้นะคะ ดิฉันก็กังวลเพราะว่า SE ในบ้านเราเนี่ยมีจำนวนมากค่ะ 99% ของจำนวนบริษัทเนี่ยเป็น SE 35% ของรายได้ GDP มาจาก SE เพราะฉะนั้นเป็น sector ที่ใหญ่มาก แต่มันไม่ค่อยจะเอ่อสมดุลสักเท่าไหร่ ประเทศที่มีความเจริญแล้วทางด้านเศรษฐกิจเนี่ย ควรจะมีรายได้ที่มาจาก SE เนี่ยเกือบครึ่งนึงนะคะ ถ้าเราไปดูค่าเฉลี่ยของ OECD ซึ่งท่านคงทราบดี เพราะฉะนั้นเราก็เลยบอกว่าถ้าเช่นนั้นเนี่ย ถ้าเราแยกปัญหาเป็น 2 เรื่อง จริงๆ แล้วมีหลายมิตินะคะ มีเวลาสั้นๆ ก็จะเล่าให้ฟังแค่นี้ ในเรื่องของสินค้าทลัก แล้วก็ในเรื่องของการขาดเงินทุนและความเชี่ยวชาญ สิ่งที่เราทำตอนนี้นะคะ ก็คือว่าเราเฝ้าระวังเข้มงวดมาก แบบเร time เลยค่ะ ร่วมกันกับเอ่อสภาหอสภาอุดนะคะ ในการสแกนสินค้านำเข้าผิดปกติ แล้วจริงๆ ตกไปจริงๆ แล้วเราทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันกับทางกรมสศุลกากรด้วยเช่นกันนะคะ
ถัดมาคือในเรื่องของSaฟ Guard นะคะ ก็คือมาตรการป้องกัน ตอนนี้เรามีการไต่สวนแบบ Fast Track ค่ะ ปัจจุบันเนี้ยเรามีเอ่อกรณีอื่นที่ไม่ใช่เหล็กนะ คะท่านบอกว่าเรามีเหล็กหรือว่าอะไรก็แล้วแต่อย่างเดียวมีอย่างอื่นด้วยค่ะ เราบอกว่าตอนนี้เรากำลังไต่สวนอยู่ 1 กรณี แต่จริงๆ สำหรับดิฉันก็ยังคิดว่ามันน้อยไปนะ คะก็เห็นด้วยกับท่านว่าเราน่าจะทำได้เพิ่มเติมมากกว่านี้
เรื่องที่ 3 ที่ท่านบอกว่าไม่มีใครช่วย SE เลยเอ่อจะมาขอความช่วยเหลือเนี่ยต้องเข้ามาเองไม่มีทุน ตอนนี้ช่วยรบกวนช่วยไปบอกท่าน SE ให้นะคะว่าเรามีการจ้างที่ปรึกษา กฎหมายให้ในการที่จะช่วยดูแต่สู้คดีทุกคดีฟรีนะคะ ไม่มีไม่มีการคิดเงินให้กับท่าน SE ทั้งหลาย และรวมถึงเรายังมีคลินิกการค้าให้แก่ SE เพื่อจะให้เขารู้แล้วก็เยียวยาให้ทันท่วงที และรวมถึงอันนี้เป็นโอกาสของเราเลยค่ะ เราพยายามจะเสริมแกร่ง สร้างในเรื่องของ local content ก็พยายามให้แต้มต่อกับ SME มากขึ้นนะคะ ท่านถามว่าเป็นบังคับหรือเป็นนโยบายทั้งคู่ ค่ะอันนี้เราก็จะมีออกกฎระเบียบมาก็ต้องขออนุญาตเอ่อรัฐบาลนี้ยังไม่ได้นะคะ แต่ถ้าเรียบร้อยดีแถลงนโยบายเสร็จ เรื่องนี้จะออกมาเร็วแน่นอนนะคะ
ถัดมาอีกเรื่องนึง เรื่อง SME หรือว่าเอ่อพวกNorอมินนะคะ อันนี้ก็อาจจะรวมถึงไม่ใช่SMอด้วยเนี่ย ขออนุญาตนำเรียนว่าเราใส่ใจอย่างยิ่ง ขออนุญาตบอกอย่างี้ค่ะ การลงทุนเนี่ยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นใหญ่หรือเล็กเนี่ย เราพยายามจะสร้างความสะดวกสบายให้มากขึ้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเนี่ยสามารถที่จะทำ Fast Track ในการขอลายเส้นนะคะ ในการทำใบอนุญาตเนี่ย จากที่กรอบเวลาตามกฎหมาย 60 วัน เราลดเหลือ 1 เดือน แต่ถ้าเรามีการพัฒนาแบบบูรณาการ เพิ่มขึ้นตรงนี้ก็อาจจะลดได้เพิ่มขึ้นค่ะ ส่วน BOI แต่ก่อนนี้ขอ BOI เสร็จต้องมาขอใบรับรองที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เราบอกไม่ต้อง เพราะท่านออก BOI เสร็จแล้วข้อมูลก็อยู่ตรงนั้นแล้ว ออกใบรับรองได้ตรงนั้นเลยที่ BOI ก็เป็นการเสริมความสะดวกนะคะ อันนี้คือมาตรการที่ช่วยคนดี
ส่วนมาตรการป้องกันคนไม่ดี สิ่งที่เราได้ทำมาแล้วนะคะ ก็ขออนุญาตให้ดูว่าเราเนี่ยมีการเข้มข้น โดยที่เราวางบรรทัดฐานในเรื่องของการขอจัดจดทะเบียนบริษัทเนี่ยค่ะ เรียนให้ดูสถิตินะคะ ในปี 256 นับ 3 เดือนนะคะ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31 มีนาคมเนี่ย เรามีบริษัทที่เข้าข่ายเป็นนอมินีเนี่ย ที่มาขอจดทะเบียนสังสั 3,511 บริษัทแล้วเข้าข่ายแล้วทำยังไงต่อคะ เราก็ต้องไปดูว่าจริงหรือไม่มีการสอบสวนอะไรก็แล้วแต่ แต่ งานมันก็เยอะค่ะ จำนวนเยอะ สิ่งที่เราทำคือเรายกระดับมาตรการเนี่ย ทำให้เขอได้ยากขึ้น ดังนั้นเนี่ยมันลดลงอย่างชัดเจนเลยค่ะ ในวันที่ 1 มีนาคมปีนี้นะคะ เพราะเรา โทษค่ะ วันที่ 1 มกราคมปีนี้ถึง 31 เอ่อ มีนาคมปีนี้เนี่ย พอเราเริ่มบังคับใช้มาตรการกฎหมายใหม่เนี่ยนะคะ เราสามารถลดจำนวนคนที่เข้าข่ายนอมินเนี่ยถึง 60% ดิฉันไม่อยากเห็นตัวเลข 1,373 หรอกค่ะ ดิฉันอยากเห็นเป็น 0 แต่ว่าตอนนี้เราก็ค่อยๆเป็นค่อยๆไปใน 3 เดือนก็พัฒนาแบบนี้ นะคะ
อีกส่วนนึงก็คือถ้าเรานับเฉพาะเดือนเมษายน เรามีความรู้สึกว่า 1-31 มีนาคม ไตรมาสที่ 1 เนี่ยลด 60% ก็จริง แต่เราก็ยังคิดว่ามันควรจะลดได้อีก เราก็เพิ่มมาตรการเข้มข้นมากไปอีก ดูเส้นทางการเงิน ให้ทำหนังสือยืนยัน มันตกลงเลยค่ะ ในวัน 9 เดือนแรกของเดือนเมษายน 9 วันแรกของเดือนเมษายนเนี่ย จาก 327 บริษัทเนี่ยลดลงเหลือ 87 บริษัทที่เข้าขาย ซึ่งเราก็จะไปไต่สวนต่อนะคะ ป้องกันอีกแบบนึงค่ะ ดิฉันก็ได้ประกาศมาตรการเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพวกบัญชีม้า นะคะ เราก็มีการลดสถิติอย่างยิ่งนะคะ อย่างในวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 ธันวาคมที่เข้าข่ายบัญชีม้าแล้วเราต้องไปดูดูแลเนี่ย มีอยู่ 549 บริษัท หลังจากที่เราออกของขวัญปีใหม่ไปตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เอ่อ 1 มกราคมปีนี้นะคะ เขาก็สามารถที่จะ เราก็จะลดคนที่มีความสุ่มเสี่ยงบัญชีมาได้เหลือแค่ 10 บริษัท ซึ่งมาตรการเยอะนะ คะ 4 มาตรการ 2 ประกาศ ถ้าท่านอยากรู้ เดี๋ยวมาคุยกันทีหลัง ดิฉันก็ให้ข้อมูลได้ นะคะไม่อยากให้เสียเวลามาก
อีกเรื่องนึงก็คือจับด้วยค่ะ ปราบปรามด้วยเช่นกันนะคะ นี่คือจำนวนคดี ที่เราส่งไปที่ปปช.บ้าง ดำเนินคดีบ้าง หรือว่ามีการส่งไปที่กรมสรรพากร DSI นะคะ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเอาจริงค่ะ แต่ว่าก็ต้องขอความกรุณาท่าน ส.ส.ผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานสภานะคะ ถ้าท่านเห็นแล้วท่านบอกสุภจีไม่เห็นมันอยู่ตรงนี้ตรงนั้นบอกมาสิคะ ดิฉันจะได้ไปจับ ตอนนี้เนี่ยก็เหมือนอย่างราคาสินค้าถ้าอยู่ในหมวดควบ คุมเมื่อกี้ท่านเห็นแล้วนะคะเดี๋ยจะขอให้ ทางเอ่อสภาเนี่ยพิมพ์แจกก็ได้ค่ะ ท่านจะได้เห็นชัดๆ ว่าอะไรมันอยู่ตรงไหนเนี่ย ท่านก็ช่วยแจ้งมาดิฉันก็ไปจับก็เท่านั้น เองนะคะก็ขออนุญาตคร่าวๆในเรื่องของการ ปรับปรามนะคะ
คราวนี้ดิฉันใช้เวลาตอบคำถามไปเยอะเยอะแล้ว ท่านประธานขออนุญาตพูดเรื่องนโยบายอีกสักนิดนึงได้มั้ยคะ เดี๋ยวจะบอกว่าเราไม่ได้พูดเรื่องนโยบาย
>> เชิญครับ เชิญครับ
>> ค่ะ เราบอกเรื่องของคัสเตอร์นะฮะ ฉะนั้นก็ ด้วยความเคารพท่านเอ่อณัฐพงษ์ที่ท่านบอก ว่าเราก็มี 5 คลัสเตอร์อยู่เหมือนกัน ดิฉันก็จดหมดทุกคัสเตอร์ของท่านน่ะนะคะ แต่ดิฉันก็ไม่สามารถที่จะอธิบายตรงนั้นในรายละเอียดได้นะคะ งั้นขออนุญาตพูดคลัสเตอร์ของดิฉันแล้วะกันนะคะ คือ คัสเตอร์ที่ดิฉันดูแลเนี่ยนะคะ ที่ได้รับ การมอบหมายเนี่ยดูแลคลัสเตอร์ที่ 2 เป็น คลัสเตอร์ที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของการค้า การผลิตแล้วก็การบริการนะคะ ซึ่งดิฉันใช้หลักในการทำงานอยู่ 3 หลักหรือกลยุทธ์ ด้วยกันพอสังเขปนะคะ ก็คือทำยังไงถึงจะลดภาระให้พี่น้องประชาชนได้มากที่สุด ทำยังไงถึงจะเพิ่มรายได้ให้พี่น้องประชาชนให้มากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ต้องปรับโครงสร้างพร้อมๆ กัน อย่างที่ฉันเรียนคะตอนต้น ว่ามันมีทั้งเรื่องเร่งด่วน ระยะกลาง ระยะยาว ซึ่งเราไม่สามารถเลือกได้ว่าทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องทำพร้อมกัน ล่ะค่ะ งั้นขออนุญาตยกตัวอย่างให้ดู คลัสเตอร์นี้นะคะ ก็จะมีอยู่เอ่อซัก 4-5 เรื่อง 6 เรื่องนะคะ อาจจะไม่ได้แตะทั้งหมดนะฮะ ก็เนี่ยค่ะ ดิฉันก็จะยกมาวิธีการบริหารคลัสเตอร์ที่อยากจะเรียนท่านผู้มีเกียรติก็คือว่า ดิฉันจะใช้หลักของ issue base ก็คือเอาเรื่องราวที่มันเป็นปัญหา นั้นมาตั้งเป็นคัสเตอร์ แล้วเวลาบริหาร คัสเตอร์ก็คือเรียนเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต้องเป็นกระทรวงที่ดิฉันกำกับ แต่ว่าเป็นกระทรวงอื่นใดก็ได้อย่างเมื่อกี้ที่ยกตัวอย่างเรื่องเมล็ดพลาสติก ดิฉันยกตัวอย่างเรื่องปุ๋ย ดิฉันก็ข้ามกระทรวงที่ดิฉันกำกับ เพราะเรามีisชueเดียวกัน และคัสเตอร์เหล่านี้จะต้องถือตัวชี้วัดเหมือนกัน นั้นขออนุญาตไปเร็วๆ นะคะ
อันแรกเลยเขออนุญาตให้ดูเรื่องพืชเกษตรนะคะ เพราะว่ามีท่านหลายคนนะคะ ไม่ว่าจะเป็นท่านกุลวลี ท่านวราวุฒิ ท่านเอ่อสรายุทธ เมื่อสักครู่นี้นะคะ ที่พูดถึงแล้วก็มีอีกหลายท่านที่พูดถึง ขออนุญาตไม่ได้เอ่นามหมดทุกท่าน ท่านมีความห่วงใยเรื่องเกษตร ดิฉันอยากจะเรียนว่าเวลาที่เราดูปัญหาเรื่องสินค้าเกษตรนะคะ ดิฉันยกตัวอย่างเรื่องฟรุเพราะอันนี้จะเป็นอชueที่ฉันจะทำเรื่องผลไม้ก่อนนะฮ แต่ว่าหลักใหญ่ของสินค้าเกษตรมันเป็นแบบนี้ เราดูจุดใดจุดนึงไม่ได้อ่ะค่ะ มันต้องดูตั้งแต่ต้นทางก็คือผลิต ดูแลตั้งแต่ตรงกลางรวบรวมนะคะ อ่ะเดี๋ยวอจะอธิบายเรื่องล้งเรื่องอะไรซึ่ง อาจจะมีหลายท่านอยากรู้ แล้วก็เรื่องแปร รูปเราไม่ค่อยได้ทำแปรรูปค่ะ แปรรูปมันช่วยเยอะนะคะ เพราะว่าถ้าท่านแปรรูปเนี่ย เท่ากับท่านช่วยตอนที่มีอุปทานเกินเยอะ แล้วท่านสามารถจะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรนั้นได้ด้วย ถ้าท่านให้ความรู้กับ เอ่อพี่น้องประชาชนชาวเกษตรด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นในเรื่องนึง
อีกเรื่องนึงก็คือเรื่องการตลาดนะคะ รายละเอียดก็อย่างที่ดิฉันได้อยู่ในสไลด์นะ คะคงไม่อยากจะเสียเวลาท่านมากเกินไป ดิฉันอยากจะเรียนว่าในทุกๆ แท่งไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของต้นน้ำ ในเรื่องของการผลิต ในเรื่องของการแปรรูปและการขนส่ง ในเรื่องของการตลาดเนี่ย มีเจ้าภาพที่ต้องทำเยอะแยะมากมายนะคะ ซึ่งก็ขออนุญาตเอ่อนำเรียนต่อไป เอาเป็นรายละเอียด อันนี้ก็เอ่อเป็นการตอบตอบเอ่อข้อกังวล ของท่านอภิสิทธิ์ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่าน ที่ท่านเอ่อเอ่อมีความห่วงใยแล้วก็ลงพื้น ที่ไปช่วยดูแลเอ่อฉันก็ทราบว่าท่านกรก็ลง ไปดูด้วยในเรื่องของมะพร้าวน้ำหอมฉงั้นก็ ขออนุญาตเอ่อเล่าให้ฟังว่ามะพร้าวน้ำหอม เนี่ยที่มาที่ไปเราควรจะดูแปลเรื่องอะไร ที่เอ่อเนขออนุญาตเริ่มต้นอย่างนี้ค่ะ ในแต่ละช่วงการผลิตในแต่ละฤดูกาลมะพร้าวน้ำ หอมเนี่ยมันมีเอ่อความได้มาตรฐานและไม่ ได้มาตรฐานแตกต่างกันไป เราบังเอิญอาจจะต้องเรียกว่าโชคโชคไม่ดีนะคะ ในปีที่ผ่าน มาเนี่ยผลผลิตออกมาเยอะนะคะ เพราะว่าปี 67 เขาอั้นไว้เพราะว่ามีปัญหาเรื่องภูมิยอากาศ พอปี 68 นะผลผลิตทะลักออกมามาก พอออกมามากเนี่ยคุณภาพส่วนมากก็เลยตกเกรด นะคะก็คือไม่ได้เกรดที่เราส่งออกหรือไม่ ได้เกรดดีก็เลยกลายเป็นทำให้มันมีปัญหา ทั้งอุปทานเกินแล้วก็มีทั้งปัญหาเรื่องคุณภาพ ด้วยเช่นกัน ท่านบอกว่าท่านเพิ่งไป เอ่อราชบุรีมาเมื่อวานเท่านอาจจะฟังผิดกันนะคะ แต่ว่าท่านบอกว่าท่านเพิ่งไปมา เอ่อราคาเนี่ย 3 บาทเอง ดิฉันเห็นใจมากเลย มันไม่ควรจะเป็น 3 บาทเลย ดิฉันก็เช็คทัน ทีเลยกลับไปที่ทางทีมงานที่ดูแลอยู่ที่ ราชบุรีตอนนี้มันก็อยู่ที่ประมาณ 7-10 บาท ถ้าเป็นเอ่อมะพร้าวที่เกรดดีนะคะ แต่ไม่ใช่ประเด็นค่ะท่านขา ประเด็นก็คือว่า ถึงแม้จะเป็น 7 บาทหรือ 10 บาทมันก็ไม่ควรน่าพอใจค่ะ มันควรจะสูงกว่านี้ เพราะฉะนั้นวิธีแก้ของเราเนี่ย เราควรต้องแก้ทั้งระบบเช่นกัน อย่างเมื่อกี้ที่ดิฉันยกตัวอย่างทั้งต้นน้ำแล้วก็ปลายน้ำ ดังนั้นระยะสั้นสิ่งที่เราต้องทำนะฮะ ก็คือตอนนี้ สิ่งที่เราทำก็คือรับซื้อมาก่อนเลยค่ะ ดูดเอาอุปทานออกมาจากตลาด ซึ่งตั้งแต่เราเริ่มทำมาจนถึงปัจจุบันเนี้ย เราดูดออกมาแล้วประมาณ 10 ล้านลูก ไม่ได้ใช้เงินของรัฐมากมายนะคะ เพราะเราอาศัยความร่วมมือ จากโมเดิร์นเทรดอย่างเราเพิ่งทำเปิดตัว กับโมเดิร์นเทรด เราทำกับปั๊มน้ำมัน ซึ่งดิฉันก็ถูกบ่นว่าคิดอะไรไม่ออกไปขายมะพร้าวที่ปั๊มน้ำมันไม่ได้ใช้เงินนะคะ แต่ว่าเป็นการช่วยส่งเสริมให้เรามีที่ผ่องเพราะว่าถ้าเราเก็บขึ้นมาแล้วเราไม่ผ่องออกก็คงไม่ได้นะคะ
อีกเรื่องนึงก็คือเรื่องของการตรวจสอบนอมินีอันนี้ต้องเข้มข้นค่ะ ก็ต้องเอ่อขอประทานโทษนอมินี่นะคะ ว่ามันคงไม่สามารถไม่ตรวจได้อ่ะค่ะ ถ้าท่านทำไม่ถูกกฎหมายแล้วท่านจะหยุดซื้อ ถ้าท่านเป็นนมินี่ท่านก็ควรหยุดไปเลย มันไม่ถูกมั้ยคะ ก็คิดว่าท่านอภิสิทธิ์ก็คงเห็นด้วย เราก็ควรจะต้องมาทำช่วยส่งเสริมคนนี้ทำถูกจะดีกว่านะคะ อีกเรื่องนึงก็คือรณรงค์บริโภคภายในประเทศซึ่งก็ทำอยู่นะคะ เปิดตลาดต่างประเทศเพิ่มเติมเช่นยุโรป ตะวันออกกลาง โชคร้ายค่ะเราเพิ่งไปดูไบกันมาเมื่อต้นปีก่อนที่จะมีเหตุการณ์ เราได้ออเดอร์มาเยอะมากตอนนี้แล้วก็ลำบากส่งไปก็ไม่ได้นะฮะ นี่ก็เป็นประเด็นของภูมิรัฐศาสตร์ที่ว่าเรามีการควบคุมการนำเข้ามะพร้าวค่ะ เอ่อท่านเล่าบอกเรื่องของเอ่อมะพร้าวกะทิงั้นจะไปตรวจสอบนะไม่มีข้อมูลเอ่อเบื้องต้นตรงนี้ แต่เราเข้มข้นมากนะคะในเรื่องของการนำเข้าต้องอยู่ตภายใต้พันธกรณีของ FTA หรือ WTO ค่ะ
ถัดมาก็คือว่ามันมีการปนเปื้อนในเรื่องของเอ่อมะพร้าวเยอะในเรื่องของเอ่อน้ำมะพร้าวแปรรูปซึ่งมีการปนเปื้อนมาก เราก็ต้องแยกพิกัดค่ะ แยกพิกัดสศุรกและมาตรฐานอะไรที่ เป็นมะพร้าวแท้จากธรรมชาติ อะไรที่ปนเปื้อน หรือถ้าผิดจิตจริงๆ ก็จับนะคะ ส่วนในเรื่องของระยะกลางเรื่องล้งกลางหลายคนเข้าใจว่าล้งกลางคือพาณิชย์จะไปทำล้งกลาง ขออนุญาตนำเรียนนะคะ สิ่งที่ควรจะใช้คำพูดที่ถูกต้องคือล้งชุมชน สิ่งที่เรามีความตั้งใจก็คือว่าเราจะไปที่จังหวัดที่ทำเรื่องนี้ก็มี 5 จังหวัดใหญ่ๆ ในภาคกลาง แล้วก็มีทางภาคใต้นะคะ เรื่องมะพร้าวน้ำหอม เราจะเข้าไปดูในแต่ละชุมชนว่าเราจะสามารถที่จะรวบรวมแล้วก็ไปสร้างเสริมสร้างศักยภาพให้เขาสามารถรู้วิธีดูแลคุณภาพในการคัดในการกรองในการเก็บในการส่งได้อย่างไรนะคะ แล้วเรามีหน้าที่หาตลาดให้นะคะ อันนี้ก็เป็นการที่ไปช่วยเสริมทักษะและหาตลาดให้ ดังนั้นล้งชุมชนก็จะ เป็นตัวที่จะมาช่วยลดผ่อนเบาล้งที่อาจจะรวมตัวกันและไม่ซื้ออย่างที่ท่านมีความเป็นกังวล ถามว่าตอนนี้ทำไปถึงไหนแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้ทำเร็วค่ะ กำลังทำอยู่นะคะ ร่วมกันกับนายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมนี่แหละค่ะ เพราะฉะนั้นก็ต้องพยายามทำต่อไปนะคะ
เรื่องที่ 2 ก็คือเรื่องของการพัฒนาทักษะของการผลิตมะพร้าวงั้นขออนุญาตเรียนอย่างงี้คะ มะพร้าวเนี่ยมันหอมนะฮะ สิ่งที่เขาขายได้คือน้ำมะพร้าวน้ำหอมขายน้ำหอมถูกมั้คะ แต่สิ่งที่เราควรจะให้ความรู้ก็คือว่าเนื้อมะพร้าวและกากมะพร้าวอ่ะมันเอามาทำอะไรได้อีกเยอะ แต่เราไม่ได้ทำตรงเนี้ยค่ะ ก็เป็นสิ่งที่เราต้องมาเพิ่มทักษะให้เค้านะคะ เพราะว่าลูกนึงเนี่ยใช้น้ำได้ประมาณแค่ 30% ที่เหลือท่านทิ้ง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นโอกาสที่เราจะมาทำนะคะ มีการเอ่อสนับสนุนในเรื่องของแปรรูปเพิ่มมูลค่าไบโอชามีการพัฒนาเรื่องผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสร้างแบรนด์สินค้าเราจะได้สร้าง differentiation ระหว่างมะพร้าวน้ำหอมไทยนะคะ ซึ่งเรามีชื่อเสียงอยู่แล้ว ทำในเรื่องของ zoning contract farming เพราะว่ามะพร้าวหลายจำนวนมากนะคะ ในสิ่งที่เราปลูกเนี่ยเอ่อบางบางสวนก็อายุเยอะแล้วค่ะ เราก็คงจะต้องไปเยียวยาหรือช่วยให้เขาปรับให้เขาสามารถที่จะปลูกให้เอ่อมีเอ่อคุณภาพดีขึ้นได้ เพราะว่าถ้าคุณภาพมันตกราคาก็ตกไปตามด้วยค่ะ ขออนุญาตตามนี้นะคะ
ถัดมาขออนุญาตไปทุเรียนซะหน่อยแล้วกันนะคะ ทุเรียน ต้องเรียนอย่างี้ค่ะ ทุเรียนเนี่ยเราส่งออกมากกว่ารับทานในประเทศนะคะ และส่งออกที่เราส่งออกไปมากที่สุดคือจีน มากกว่า 90% ค่ะ เราอยู่อย่างนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ไม่ใช่เพราะว่าเราไม่รักคนจีน เยนก็อยากขายจีนต่อนะคะ แต่ว่าเราต้องหาตลาดใหม่เพิ่มเติม แม้กระทั่งจีนเองเนี่ยเราก็ขายแค่เมืองหลักค่ะ 7-8 จุด สิ่งที่ให้ทางเอ่อทีมงานส่งเสริมกรมเอ่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศคือคุณต้องไปดูด้วยว่าทุเรียนจริงๆ แล้วเนี่ยมันมีตลาดรองในจีนมั้ย มันอาจจะสามารถทำได้นะคะ แล้วไปดูแลเรื่องในเรื่องของคุณภาพด้วย ปกติเนี่ยทุเรียนส่งออกเกรดเนี่ยต้องมีน้ำหนักอันนึง แต่ดิฉันคิดว่าเราต้องไปให้ความรู้กับตลาดว่าจริงๆ แล้วลูกเล็กอร่อยนะคะ เป็นคนชอบรับทานทุเรียนลูกเล็กอร่อยกับลูกใหญ่ แต่เราไปตัดเกณฑ์ว่าส่งออกต้องเท่านี้ เราก็เลยกลายเป็นเหลือของที่มีคุณภาพส่งออกไม่ได้เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เราดูตลาดตอนนี้นะคะ สิ่งที่ทางเอ่อทูตพาณิชย์ต้องไปดูคือแบบนี้เลยค่ะ คือดูตลาดหลักก็ไปเพิ่มว่ามีผลิตภัณฑ์อะไรที่เราขายได้บ้าง เพราะว่าส่วนใหญ่ที่เราขายแทบ 100% เราขายผลสด จริงๆ แล้วแปรรูปทุเรียนมีมากมายนะคะ เราต้องทำตลาดคู่กันนะคะ กับในเรื่องของผลสด ไปดูตลาดศักยภาพก็มีหลากหลายประเทศค่ะ ที่เราสามารถทำได้ แล้วก็มีบางตลาดซึ่งเขายังไม่รู้จัก อันนี้ต้องไปส่งเสริมภาพลักษณ์นะคะ ก็ไปทำโปรโมชัร่วมกันกับพวกเทรด agent นะคะ หรือว่าพวก distributor ในประเทศนั้น
ขออนุญาตไปต่ออีกเรื่องนึง ข้าวสำคัญนะคะ หลายท่านพูดถึงข้าว สิ่งที่ท่านอยากจะโชว์ให้ดูตรงนี้ก็คือว่าเราพยายามจะผลักกันให้ข้าวมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ถ้าท่านดูตัวเลขนะคะ ข้าวของเราเนี่ยถ้าเป็นข้าวคุณภาพ ข้าวหอมมะลิมีการขยายตัวค่ะ แต่ข้าวขาวเนี่ยหดตัวเยอะเลยค่ะ เพราะฉะนั้นแปลว่าอะไรแปลว่าจริงๆ แล้วตลาดในเรื่องของข้าวเนี่ยเค้าให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณค่าเยอะนะฮะ อย่างยกตัวอย่างเช่นเราสามารถที่จะวางเอ่อโครงการเรื่องข้าวประณีตเนี่ยค่ะ ซึ่งก็ต้องทำงานร่วมกันกับทางกระทรวงเกษตรแล้วก็ทางอว.ด้วยนะคะ เรามองว่าข้าวรักโลกเนี่ยเป็นข้าวที่มีโอกาสมาก มีการเจริญเติบโตสูงเป็นเมาทรend ข้าวที่มีเรื่องราวเช่นข้าว G มี Story อันนี้ก็มูลค่าสูง อย่างยกตัวอย่างมีท่านนึงน่าจะมาจากกาฬสินธุ์ที่ท่านพูดถึงข้าวเหนียวเขาวงอะไรอย่างเงี้ยค่ะ อันนี้คือข้าว G เราก็ต้องส่งเสริม ถัดมาก็คือข้าวสุขภาพ เพราะงั้นถ้าเราเน้นพวกนี้ได้เนี่ย เราก็จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตั้งแต่ต้นน้ำก็คือไปดูเรื่องพันธุ์นะคะ ไปดูเรื่องการดูแล ใส่ปุ๋ยให้ถูกต้องตามดินที่ควรจะเป็น แต่ตัวที่มันหดตัวเข้าขาวไม่ดูเหรอคะ ไม่ใช่ค่ะต้องดูแล้วก็ดูด้วยกลไกเท่าที่เราทำ ได้นะคะ ยกตัวอย่างเช่นเราก็ต้องไปซื้อนำตลาดเหมือนกัน แต่ไม่ได้ซื้อแล้วเอามาเก็บนะคะ ซื้อแล้วดิก็มีการบูรณาการร่วมกันกับองค์กรทางภาครัฐเช่นกรมพระราชทัฑ์ กระทรวงกะลาโหมนะฮะ ให้รับซื้อข้าวที่เราซื้อตรงมาจากชาวบ้านนี่แหละค่ะ เราไปทำตลาดนัดเข้าเปลือกซื้อตรงจากชาวบ้าน เป็นการซื้อนำตลาดเพื่อให้ราคาไม่ตกเกินไป ตอนนี้ยัง มีบางจังหวัดที่อาจจะยังมีปัญหาอยู่นะ ไม่ได้บอกว่าทำแล้วดีแล้วก็จะต้องทำต่อ
อีกเรื่องนึงก็คือต้องไปดูเรื่องเมล็ดพันธุ์ค่ะ ข้าวขาวบ้านเราเนี่ยนะคะไร่นึงเนี่ยเราสามารถที่จะปลูกได้ประมาณสัก 5-600 กิล แต่คู่แข่งของเราเวียดนามประมาณ 1,400 ถึง 100 ก. อ้าวข้าวขาวเหมือนกัน เค้าผลิตได้มากกว่าเราเท่าตัวก็แปลว่าเราคงจะต้องไปดูแลเรื่องพันธุ์ข้าวเราให้มันแข็งแรงกว่านี้ถูกมั้คะ เราจะได้สามารถจะสู้ก็ได้ในเรื่องของราคา วันนี้เราไม่ได้เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 อีกต่อไปนะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ต้องดูในเรื่องของการพัฒนาตั้งแต่เมล็ดพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตนะคะ เสร็จแล้วก็ต้องไปเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ นะคะ ก็จะไม่พูดซ้ำเพราะว่าตลาดส่งออกมันก็มีไม่กี่ตลาดล่ะค่ะที่เราต้องพยายามทำ
มีท่านเอ่อนึงที่ถามเกี่ยวกับเรื่องของ G2G ของจีน 500,000 ตัน ขออนุญาตกราบเรียนนะคะ ว่าเราส่งไปแล้ว 40,000 ตันนะคะ เมื่อเอ่อประมาณต้นเดือนเอ่อกุมภาพันธ์ ขาดตอนแรกดิฉันคิดว่าจะส่งทันเดือนมกราคมไม่ทัน แต่ว่าประมาณอาทิตย์แรกของกุมภาพันธส่งแล้ว ตอนนี้เก็บเงินแล้วนะคะ 40,000 ตันแล้วก็มีหลออื่นๆ กำลังตามมา เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ไปไหนหรอกค่ะ ก็ส่งจริงนะคะ อันนี้เอ่อแล้วก็อีกอันนึงคือเราเอาสินค้าเกษตรไม่ใช่เฉพาะพ่อข้าวหรอกค่ะ เอามาอยู่ในส่วนนึงของการเจรจาการค้าของภาครัฐนะคะ เราจะซื้อ เอ่ออุปกรณ์หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ที่มีมูลค่าสูง เอาสินค้าเกษตรเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจา ไม่ใช่เป็นแรกนะคะ ไม่ใช่ว่าเราซื้อเครื่องบินลำนึงต้องเอาข้าวไปกี่ 10 ตัน 100 ตันไม่ใช่ค่ะ คิดอย่างนั้นไม่ได้ ค่ะสิ่งที่เราทำก็คือว่ามูลค่าของสินค้าที่เราซื้อเข้าเท่านี้ ขอให้มีสินค้าเกษตรติดไปสัก 10% ได้มั้ย 20% ได้มั้ย แล้วแต่การเจอเจรจาแล้วเราต้องขายในสิ่งที่เขาอยากได้ด้วยนะคะ ไม่ใช่อยากขายในสิ่งที่ เราอยากขายอย่างเดียว เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราพยายามจะทำนะคะ
ต่อมาอีกนิดเดียวค่ะ คือในเรื่องของ SE ที่ท่านมีความห่วงใย สิ่งที่เราทำนะก็คืออย่างที่เรียนไปแล้ว สถิติของ SE นะคะ เราก็ต้องทำให้เค้าเข้าถึงแหล่งทุน อันนี้ก็ทำงานร่วมกับท่านรองนายกเอกนิติ ยกระดับทักษะอันนี้ดิฉันเป็นเจ้าภาพนะคะ แล้วก็อาจจะรวมไปถึงทางอว. แล้วก็ทางกระทรวงศึกษา เข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับประเทศนะคะ ก็ทำให้มันอยู่ใน global supply chain เราอยากทำตัวเป็น food security เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเอาเรื่องนี้เข้ามาให้ SME เนี่ยอยู่ในนี้ด้วย โดยเฉพาะ SME ที่ทางด้านเกษตรนะฮะ หรือ SE ก็ต้องเอาเ้าเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปสงค์ประธานนั้นด้วย แล้วก็สร้างความเป็นธรรมในเรื่องของNอมินซึ่งก็ได้เรียนไปแล้วเราทำอะไรกับNorินไปแล้วบ้าง ก็มีผลเอ่ออย่างที่ท่านเห็นและอย่างที่เรียนในกรณีการจัดซื้อจัดจ้าง SME เราก็สนับสนุนค่ะ ถ้าเป็น Thai made in Thailand first เราก็จะให้แต้มต่อนะคะ อาจจะมีทั้งในเรื่องของภาษี อาจจะมีทั้งในเรื่องของราคา อันนี้ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลก็จะออกมาเป็นนโยบาย
ส่วนในเรื่องของตลาด อาจารย์สิทธิพลบอกว่าสุภจีปีนี้นโยบายไม่บอกเลยว่าจะไปทำตลาดอะไร ต้องกราบเรียนท่านด้วยความเคารพค่ะ โลกที่มันเปลี่ยนไวขนาดเนี้ย ที่ดิฉันบอกว่าจะไปที่ตลาดไหน อย่างเช่นดิฉันเคยบอกว่าอยากจะไปตะวันออกกลาง ตอนนี้ไปตะวันออกกลางก็ลำบากอยู่ค่ะ ท่านนั้นยังมีข้าวที่จะต้องส่งไปอิรักยังส่งไม่ได้เลยประมาณเนี้ยนะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ยันก็เลยไม่ได้ใส่ไว้ในนโยบาย แต่ไม่ไดหมายความว่าไม่ได้ทำงานนะฮะ ยกตัวอย่างตลาดหลักเนี่ยที่เราต้องทำก็คือตลาดเดิมเนี่ยต้องไปจัดการกับเรื่องของสหรัฐอเมริกา เพราะเเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 งั้นก็มีข้อมูลให้ดูนะคะ เพราะฉะนั้นเราต้องไปจัดการเรื่องของการทำ Investigation 301 ให้จบ เจรจาในเรื่องของ Art ให้จบนะคะ เพื่อที่เราจะได้พอมีแต้มต่อเขาก็จะได้ไม่ขึ้นภาษีเรามากเกินไป
ยุโรปท่านบอกว่าตั้งท่ามานาน ตั้งท่าจริงค่ะ เราคุยมา 8 รอบนะคะเอ่อไม่ใช่ 1 ใน 3 นะคะที่เราตกลงได้แล้ว ตอนนี้ประมาณ 2 ใน 3 ค่ะ แต่ไอ้ที่เหลืออยู่ 1 ใน 3 เนี่ยเข้มข้นมากค่ะ แต่ว่าเราเนี่ยกำลังจะมีไปเจรจากับเขาอีกรอบนึงเป็นรอบที่ 9 นะคะ ในเดือนมิถุนายนมา ตอนนี้เราก็อยู่ในคลาัสเตอร์ที่ฉันดูแลนี่แหละค่ะ ที่จะเอากระทรวงที่เกี่ยวข้องมาจบให้ลง เพราะว่าเรื่องเนี้ยมันไม่ใช่เรื่องของ EU หรอกค่ะ มันเรื่องของเราเอง ว่าเราจะตอบสนองต่อมาตรการเขาได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ามีส่วนที่เราจำเป็นจะต้องให้และมีคนที่ได้รับผลกระทบ เราก็ต้องคุยกับทางเอ่อเอกชนว่าเราจะต้องหาทางเยียวยาอย่างไร หรือเกษตรกรเช่นกันนะ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องทำ
อีกตลาดนึงจีนท่านบอกว่าเราไม่ได้สนใจสนใจมากค่ะ แล้วจีนอย่างที่ท่านพูดเลยค่ะว่าเราขาดดุลการค้าจริงๆ แต่จังหวะเนี้ยค่ะเป็นจังหวะที่น่าสนใจมากเลย ท่านลองดูแผน 5 ปีของจีนสิคะ ตอนเา มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์มากเลยเขารู้และที่ผ่านมาเนี่ยเขาพยายามจะไปที่ประเทศกำลังพัฒนาขายของไปเยอะเราก็โดนเยอะอ่ะนะ คะเอ่อทำให้ประเทศเหล่านั้นมีประเด็นปัญหาเยอะเรื่องนอมินีเรื่องของเอ่อการเอ่อโดน disrup กับเรื่องของราคาใดๆ ก็แล้วแต่เค้ารู้ค่ะว่าประเประเทศเหล่าเนี้ยไม่มีกำลังการซื้อเพียงพอ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยเปลี่ยนยุทธศาสตร์ท่านลองไปดูยุทธศาสตร์ 5 ปีดูนะคะ คือเขาพยายามที่จะทำตัวเป็น Midstream player แปลว่าอะไรคะเขาก็จะเข้ามาลงทุนกับเรานี่แหละค่ะ เพื่อที่จะทำให้เรามี content มากขึ้น local content มากขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่ง ที่ถ้าเราสามารถจะปรับตัวทันนะว่าสกิลอะไรที่ต้องการเเน้นในเรื่องของ AI เเน้นในเรื่องของ Biotechnology เเน้นในเรื่องของเอ่อเทคโนyที่หลายตัว เพราะฉะนั้นถ้าเราปรับตัวผู้ประกอบการเรานะคะ ให้สามารถทำ Joice Partnership กับเขาได้ เราก็สามารถที่จะสร้างศักยภาพของเราเป็น New Sve ก็ได้นะคะ อันนี้ก็เป็นเรื่องจีนแล้ว ดิฉันก็มีความตั้งใจว่าอยากจะลดแกปในเรื่องของการขาดดุลนะคะ ถัดมาคือเรื่องของ
ตลาดใหม่ท่านบอกว่าดิฉันไม่ได้ใส่ไว้ในนโยบาย ดิฉันก็ขออนุญาตเรียนว่าโชว์ให้ดู 3 อันนะคะ แต่ว่าจริงๆแล้วเราคุยได้มากกว่านี้ก็มีตั้งแต่อินเดีย ไม่ได้ง่ายนะคะ เพราะว่าเราได้ดุลการค้าเอยู่เยอะ เราก็ต้องไปคุยว่าจะต้องทำยังไง แล้วอินเดียประเทศเใหญ่นะคะ เอ่อ กำลังซื้อเขาก็เยอะ แล้วไปคุยกับเขาแบบองค์รวมไม่ได้ค่ะ มันต้องไปคุยแต่ละรัฐ งั้นก็เลยมีการแต่งตั้งนะคะ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงกระบวนการ เพราะฉะนั้นก็ยังไม่ได้ เอ่อ เป็น เอ่อ รองนายกที่เต็มรูปแบบนะคะ เดี๋ยวต้องรอเสร็จวันพรุ่งนี้ก่อนเนี่ยนะคะ ก็เตรียมทักทามแต่งตั้งท่านที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องอินเดียมาเป็นตัวแทนการค้า ว่าเอาจริงเดี๋จะเข้าไปดูว่าเราทำอย่างไร แล้วก็ต้องลงไปที่ระดับรัฐนะฮะ
เอ่อ ในเรื่องของลาตินอเมริกาน่าสนใจค่ะ เพราะว่าเค้าเนี่ยสามารถที่จะทำงานร่วมกันกับเราในห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานเป็นเทรดพทเnerอร์ได้ แอฟริกาน่าสนใจค่ะ แต่ไกล เพราะฉะนั้นเราต้องหาพารทเนอร์หลักๆ แล้วก็ต้องชวนท่านรองเอกนิติไปด้วย เพราะว่ามันยังติดปัญหาเรื่องการจ่ายเงินนะคะ เพราะว่าเรายังไม่มีธนาคาร reprent เราที่แอฟริกามากนัก เหล่านี้เป็นต้นนะคะ แล้วก็อาจจะมีอีกบาง region สุดท้ายท้ายสุด ค่ะ
หลายท่านพูดเรื่องการท่องเที่ยว งั้นขออนุญาตยกให้ฟังเพราะว่าอยู่ในคัสเตอร์นี้เช่นกัน การท่องเที่ยวที่ท่านบอกว่าเราพูดมานานว่าเราจะเน้นคุณภาพไม่ได้เน้นปริมาณ ฉันก็เห็นด้วยเลยค่ะ เพราะว่าดิฉันก็ไม่ได้คิดว่าเราควรจะต้องกลับไปที่ 40 ล้านคนเหมือนปี 2019 ก่อนโควิดไม่ต้องต้องแต่เราต้องกลับไปที่รายได้มากกว่า 3 ล้านล้านให้ได้ ทำยังไงดีล่ะคะ เราถึงได้มีนโยบายในการขมวดรวมนะคะ ในการที่จะเอาสิ่งที่ เป็นจุดแข็งของประเทศเรามาขาย อะไรที่แข็งของประเทศเราล่ะคะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ กีฬา อาหาร เอาเรื่องพวกนี้แหละค่ะมาเป็นจุดขาย ถ้าเราสามารถจะเติมวัตถุประสงค์ในการเดินทางมากไปกว่าแค่การมาเที่ยวธรรมดาเนี่ย เราก็จะสามารถดึงให้คนอยู่กับเรานานขึ้น ใช้เงินกับเรามากขึ้น
เรื่องที่ 2 เราเก่งเรื่องแพทย์ไงคะ ก็ต้องประสานงานกับทางสาธารณสุขว่าเอ๊ ถ้าเราจะทำเรื่อง Medical Tourism เรามาAK ไลกันยังไง เพราะว่าถ้าเราถือเป้าเดียวกัน แล้วในคัสเตอร์นี้เราก็ต้องช่วยกันคิดล่ะค่ะ ทำยังไงถึงจะเพิ่มในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ได้ หรือในเรื่องของข้อจำกัดของเราในเรื่องของประชากร เรามีคนสูงวัยเยอะ แต่ดิฉันอยากจะเรียนว่ามันอาจจะเป็นโอกาสนะคะ ดิฉันก็เป็นหนึ่งในคนสูงวัย สิ่งที่ประเทศไทยเนี่ยมี เอ่อ ความแข็งแรง เวลาที่ท่านพูดเรื่อง Health และ Care เนี่ยแยกออกเป็น 2 คำ เรื่องสุขภาพเมื่อกี้เราพูดเรื่อง Medical อีกด้านนึง เรื่อง Care คิดว่าไม่มีใครเก่งไปกับประเทศไทยในเรื่องของการเอาใจใส่หรือ Care ถ้าเราสามารถสร้าง Care Economy ให้กับคนเยอะแยะมากมายเช่นคนสูงวัยคนที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษเหล่านี้เป็นต้น ก็จะทำให้เราสามารถพลิกโอกาสเนี้ยให้เป็น เอ่อ ข้อจำกัดของโลกเนี่ยในเรื่องของประชากรเนี่ยให้มาเป็นโอกาสของเราได้นะคะ ซึ่งอันนี้ก็คงจะต้องมีกิจกรรมทำเยอะแยะมากมายนะคะที่จะช่วยสังคมสูงวัยให้ได้ด้วยเช่นกัน
อีกเรื่องนึงค่ะ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวด้วยนะคะ ตรงนี้เนี่ยแล้วก็ต้องปลดล็อคในเรื่องของกฎระเบียบเพื่อจะทำให้เราสามารถที่จะ เอ่อ ใช้ เอ่อ ประสิทธิภาพของเมืองรองนะคะ หรือเราจะเรียกว่าเมืองหน้าเที่ยวใดๆก็แล้วแต่เนี่ย ให้เขาสามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้จริงจังนะคะ และสุดท้ายก็คือว่าต้องมีการบูรณาการข้ามยุทธศาสตร์นะคะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเอาสินค้านะคะในแต่ละจังหวัดเนี่ย ชูขึ้นมาเป็นสินค้าประจำท้องถิ่น เอ่อ แล้วก็มีในเรื่องของสินค้า TI มีทั้งในเรื่องของการจะทำให้ปฏิทินของเรา 360 65 วันเที่ยวได้ หลายท่านบอกว่าอุ๊ยตอนนี้ไปทางเหนือมี PM 2.5 5 คุณจะเที่ยวได้ 365 วันอย่างไร ดิฉันไม่ได้บอกว่า 365 วันท่างต้องไปเชียงใหม่ ดิฉันบอกว่าท่านเวลาที่มาเที่ยวประเทศไทย วันไหนช่วงไหนประเทศไทยมีปฏิทินอะไรในจังหวัดไหนก็ไปตรงนั้นค่ะ แล้วก็ตัวของ PM 2.5 เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากเราต้องแก้ นะคะไม่ได้บอกว่าไม่แก้แต่อยากจะเรียนให้ท่านเข้าใจว่าไม่ได้หมายความว่าจังหวัดนึงมีคนเที่ยวได้ 365 วันไม่ใช่นะคะ หน้าฝนเก็เที่ยวจังหวัดนึงหน้าร้อนก็จังหวัดนึงหน้าหนาวก็จังหวัดนึงแต่เราจะทำปฏิทินประเทศไทยให้คนที่แขกที่มาเยือนเนี่ยสามารถที่จะเที่ยวได้ตลอดเวลาก็ต้องขอประทันโทษที่ใช้เวลามากนะคะ แต่ก็เนื่องจากดิฉันได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษเพราะว่าตั้งทั้งวันนี้ดิฉันก็ได้รับ เอ่อ ข้อเสนอแนะมากมายก็เลยขออนุญาตทั้งอธิบายในคำถามของท่านแล้วก็ทั้งนโยบายด้วยเช่นกัน
สุดท้ายนี้ค่ะ ท่านประธานที่เคารพและท่านผู้มีเกียรติทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและท่านวุฒิสมิกนะคะ เราช่วยกันเถอะค่ะ วันนี้เนี่ยประเทศไทยต้องเป็นหนึ่งเดียวนะคะ ดิฉันวิงวอนนะคะ ข้อชี้แนะของท่านดิฉันรับ นะคะถ้าเป็นสิ่งที่ดิฉันเอาไปทำและเกิดประโยชน์กับประชาชนกับประเทศชาติได้ ดิฉันยินดีไม่เคยเกียงเลยค่ะว่าจะเป็นคำแนะนำจากใคร แต่ว่าในขณะเดียวกันก็ขอความกรุณา ท่านด้วยนะคะในข้อมูลข้อเท็จจริงทำความเข้าใจกับประชาชนอย่าสร้างความตระหนกแต่ช่วยกันสร้างให้ทุกคนตระหนักว่าเราไม่เปลี่ยนไม่ได้แล้วค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
>> ขอบคุณท่านรองนายกครับ ต่อไปท่านพรเมธจินาครับ