📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

วิเคราะห์พฤติกรรมและนิสัย ทำไมคนดีทำชั่ว!? | เกลา x อ.ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา

Klaoshow1:08:26

Transcription

เราไม่ควรตัดสินคนอื่นจากภายนอก แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการฝืนธรรมชาติของมนุษย์ เพราะว่ามนุษย์เราตัดสินคนตั้งแต่ 15 วินาทีแรกละ ที่เข้ามาว่าชอบหรือไม่ชอบ

มันคือคำว่าสนามอารมณ์ เมื่อไหร่ที่เราก้าวขาเข้า ไปแม้แต่ข้างเดียวถือว่าแพ้แล้ว ใครก็ตามที่เริ่มรู้สึกก่อนน่ะคนนั้นทุกข์กว่า ใช่ครับ เสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกลียด การรัก การโกรธด้วย ถูกต้อง ทั้งหมดใครรู้สึกก่อน เสียเปรียบเสมอ

ตัวเราเนี่ยมีอัตลักษณ์ กี่อัตลักษณ์ จริงๆเราควรมีอัตลักษณ์เดียวครับ ควรมีตัวตนเดียว ถ้าอยู่ดีๆคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษเมื่อไหร่ หรือคิดว่าตัวเองเป็นคนอื่นเมื่อไหร่ อันนั้นน่าจะมีแนวโน้มมีอาการทางจิต

นิสัยอะไรคะ ในมุมมองนักอาชญาวิทยา ที่มองว่า เฮ้ย นิสัยเนี้ยอันตรายสุดๆเลย ผมคิดว่านิสัย lack of empathy นะ การไม่เห็นอก เห็นใจผู้อื่น ซึ่งผมว่ามันเป็นอะไรที่แก้ได้ยากมากเลย การไม่เห็นใจคนอื่น และการไม่มีน้ำใจเนี่ย

อาชญากร หรือคนที่ก่อเหตุ เวลามีผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์คนรอบตัว ครอบครัว เขาก็จะบอกว่า เฮ้ย ปกติคนเนี้ยเป็นคนดี เขาไม่น่าจะทำ คนดีของคุณอาจจะไม่ใช่คนดีของสังคม คนที่บอกว่าเด็กคนนี้เป็นคนดี มีแค่คนในครอบครัว แต่สังคมอีก 1,000 คนบอกว่า ลูกคุณเลว สรุปแล้วลูกคุณเลวหรือดีครับ

อะไรที่มันเป็นสาเหตุหรือเป็นเหตุจูงใจ ให้คนที่เป็นคนดีเนี่ย ทำสิ่งที่ไม่ดีสุดๆได้อ่ะคะ

สวัสดีครับ สวัสดีค่ะอาจารย์ตฤณห์ ดีใจมากค่ะ วันนี้ได้เจอแล้วก็ตื่นเต้นมากๆค่ะ ยินดีเช่นกันครับ ตื่นเต้นจริงเหรอ จริง ทำไมดูไม่ตื่นเต้นหรอคะ ดูเก็บงำไว้อยู่นะ อ๋อ เป็นผู้มีความลับอะไรอย่างเงี้ย เตรียมตัวมาดีมั้ยครับวันนี้ ไม่กล้าพูดว่าดี กลัวมันไม่ดี เดี๋ยวไปเรื่อยๆ คอยดูคอยดู แหมน่ากลัวเหมือนกันนะเนี่ย ความรู้สึกของคนที่นั่งอยู่หน้าอาจารย์ตฤณห์นะคะ ตอนนี้ก็ก็มีความตื่นเต้นค่ะทุกคนเผื่อใคร อยากรู้นะคะคำถามทำผิดมารึเปล่าครับอ๋อ ไม่ค่ะถ้าคนทำผิดจะกลัวไม่ได้กลัวค่ะเออ แค่ตื่นเต้นแค่ตื่นเต้นนิดนึงอยู่กับคนมี ชื่อเสียงโอ้ยไม่ขนาดนั้นอาจารย์ตินคะ อาจารย์บอกว่าจริงๆอาจารย์ไม่ค่อยได้คุย เรื่องเกี่ยวกับตัวเองเท่าไหร่อ่ารเออ แล้ววันนี้พระนาคก็เลยอยากจะมาชวนอาจารย์ คุยเรื่องของนิสัยอาจจะทั้งนิสัยของ อาจารย์เองแล้วก็วิเคราะห์พฤติกรรมของเ่อ มนุษย์ด้วยค่ะใช่ครับยินดีค่ะคำถามแรก อยากรู้ว่าแล้วตัวอาจารย์ตินอ่ะค่ะอะไร เป็นนิสัยเด่นๆของเราผมหรอใช่เป็นนิสัย เชื่อคนยากครับอือฮึน่าจะเป็นนิสัยตั้ง แต่เด็กเลยอ่ะชอบโดนอำตอนเด็กๆก็เลยไม่ ค่อยเชื่อสิ่งที่ได้ยินเท่าไหร่กลายเป็น นิสัยติดตัวของเราที่ชอบหาคำตอบคำตอบที่ ได้มาคำตอบที่ 1 เราอาจจะไม่เชื่อเมื่อไป แสวงหาคำตอบที่ 2 3 4 ก็กลายเป็นกลาย เป็นข้อดีในอาชีพไปเลยอือในการหาข้อเท็จ จริงค่ะแต่ว่าคือเราเป็นตั้งแต่เด็กๆแล้ว ที่ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายผมชอบตั้งคำถาม ครับเป็นคนที่อยากรู้แล้วก็ไม่ถ้าไม่เข้า ใจอะไรก็จะพูดออกไปเลยว่าไม่เข้าใจฉะนั้น อะไรที่เราเข้าใจจริงๆมันก็จะจำได้ไปตลอด ฉะนั้นการเรียนแบบท่องจำมันก็ไม่เหมาะกับ เราซักเท่าไหร่เหมือนการเรียนพื้นฐานใน ขณะที่เด็กคนอื่นเขาใช้วิธีนี้เราชอบลง มือทำมากกว่าตั้งคำถามไปเรื่อยๆจนกว่าเรา จะเข้าใจอย่างแท้จริงตอนที่เป็นนัก เรียน่ะอาจารย์เป็นนักเรียนแบบที่ยกมือ ถามคุณครูตลอดเลยมั้คะยกมือถามตลอดครับ แล้วก็ทำหน้าสงสัยตลอดเวลาอแต่คะแนนไม่ ได้ดีนะเออไม่ได้ไม่ใช่คนเรียนเก่งคุณครู มีท้อบ้างมั้ยคะว่าตอบแล้วทำไมยังไม่เข้า ใจอีกเด็กท้อครับท้อเราอาจจะไม่เหมาะกับ วิธีการส่งสารแบบนั้นเพราะว่าเอาตามจริงๆ แล้วเนี่ยตามธรรมชาติของมนุษย์เราเนี่ย เนี่ยในโรงเรียนน่ะไม่ยอมบอกไม่ยอมทดสอบ นักเรียนนักเรียนเขาจะมีวิธีการรับและส่ง สารอยู่ 4 แบบมีได้ยินได้เห็นได้ฟังได้ รู้สึกได้สัมผัสเราจะรู้ได้ไงว่าเด็กคน นี้เหมาะกับการฟังพูดอ่านหรือเขียนมัน ต้องมีแบบทดสอบก่อนครับซึ่งโรงเรียนไม่ ได้แจกจ่ายให้นักเรียนทำว่าเด็กคนนี้ เหมาะแก่การฟังเด็กคนนี้เหมาะกับการดูภาพ เด็กคนนี้เหมาะแก่การอ่านเด็กคนนี้เหมาะ กับการเขียนลงมือทำอันนี้คือวิธีการ ในการเรียนรู้ของเแต่ละคนมีไม่เหมือนกันฉะนั้น การที่เราใช้วิธีการเดียวกันในโรงเรียนนะ ครับที่หวังว่าเด็กทั้งห้องอ่ะจะเข้าใจ ด้วยวิธีการเดียวกันหมดมันไม่ถูกต้องผมก็ เป็นหนึ่งในเด็กที่ไม่เข้าใจวิธีการที่ โรงเรียนเตรียมมาแสดงว่ามันอาจจะวัดไม่ ได้ว่าเด็กคนเนี้ยที่ดูเหมือนเรียนเข้าใจ ด้วยวิธีการที่ครูสอนแบบนี้แปลว่าเขาเป็น เด็กเก่งถูกต้องอืแต่มันมีวิธีการประเมิน แบบเดียวที่ระบบการศึกษาของไทยใช้ก็คือ ระบบเกรดนั่นเองทำให้เด็กที่อาจจะมีperฟ Performance เรื่องการใช้พลัง energy ใน การแสดงออกเขาอาจจะไม่ได้เกรดที่ดีในขณะ เรียนอะไรที่มันเป็นวิชาการแต่พรสวรรค์ ของแต่ละคนนะ่ะครับมันอยู่ที่ว่าผู้สอนจะ มองเห็นมยไม่ได้อยู่ที่เด็กได้เกรดเท่า ไหร่ถ้าสมมุติว่าตอนเนี้ยเด็กๆฟังอยู่ค่ะ แล้วก็รู้สึกว่าเฮ้ยเราอยากจะค้นหาให้เจอ ว่าเราเป็นคนที่มีความสามารถในการเรียน รู้ทางด้านไหนอ่ะเราเราทำยังไงได้บ้างคะ ผมแนะนำให้ทำแบบทดสอบที่เรียกว่า Vark test ครับ V A R K V test มีทั้ง ภาษาไทยภาษาอังกฤษพอทำแล้วปุ๊บมันก็จะมี คะแนนมาให้ว่าเราเรียนรู้ได้ดีที่สุดใน การมองในการอ่านหรือในการฟังหรือจะต้องลง มือทำถึงจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดอันเนี้ย แบบทดสอบฟรีในอินเทอร์เน็ตมีอค่ะซึ่ง สมมุติว่าไม่สมมุติละความจริงก็คือเราคง ยังเปลี่ยนระบบการศึกษาไม่ได้ก็คงยังต้อง เรียนกันแบบนี้แต่สมมุติว่าเราไปวาร์ปเทส แล้วเรารู้ว่าเฮ้ยเราเป็นคนที่ลงมือทำ แล้วแล้วดี อึยัง ไดสมมุติว่าเราได้ตัว K ลงมือทำคือ Kinesis มัน V K ตัวที่ได้คะแนนมากที่ สุดคือสิ่งนั้นที่เหมาะกับเรานะครับอย่าง เช่นถ้าได้ตัวV่อมาจาก Visuality ก็คือ มองมองเห็นภาพจำเป็นแผนภูมินะครับบางคน ได้ R ตัว R ก็คือคุณต้อง Read คุณต้อง อ่านถึงจะบันทึกเข้าไปในระบบความทรงจำแต่ ถ้าคุณได้ลงมือทำเนี่ยเนี่ยวิธีการง่าย ที่สุดก็คือการช็อตโนตอืคุณอ่านคุณฟังมา แล้วคุณก็ช็อตโนตการได้ช็อตโนตคือการได้ performอและได้ขยับอือฉะนั้นมันก็อาจจะ ช่วยส่งเสริมระบบการเรียนให้มันดีขึ้นได้ อือค่ะก็คือพอเรารู้แล้วเราก็ไปปรับกับ ความสามารถในการเรียนรู้ของเราก็จะช่วย ให้เราผมว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดเลยด้วย ซ้ำในการจำแนกค่ะเด็กออกนะครับว่ากลุ่ม นี้เหมาะแก่การฟังเราก็ไปฟังพcสกลุ่ม เนี้ยฟังพcสการศึกษาหรือกลุ่มนี้ต้องดู วีดีโอถึงจะเข้าใจกระบวนการของบทเรียน อันเนี้ยครูบางท่านน่ะยังไม่เคยได้ยินเลย test หลายๆคนก็น่าจะไม่เคยได้ยินเหมือน กันผมก็ขอแนะนำแล้วกันว่ามันเป็นวิธีที่ ผมให้นักศึกษาคาบแรกครับทำค่ะถ้าสมมุติ ตอนนี้เราโตละทำงานละมีอาชีพละไม่ใช่เด็ก แล้วค่ะวารคเทestมีประโยชน์อยู่มั้คะมี ประโยชน์ครับยกตัวอย่างนะสมมุติสุภาพสตรี ซื้อเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มาสักอย่าง นึงส่วนใหญ่ไม่ค่อยอ่านคู่มือเปิดแกะลอง ก่อนจริงมั้ครับในขณะที่เพศชายเขาจะอ่าน คู่มือก่อนอืแล้วก็อ่านจบแล้วค่อยเปิด เครื่องวิธีการเรียนรู้ว่ามันต่างกันและ ประสิทธิภาพในการใช้iceเหล่านั้นก็ต่าง กันเช่นกันอย่างโทรศัพท์เครื่องนึงอ่ะคุณ ใช้เต็ม 100% เท่าที่มันทำได้หรือเปล่า ไม่อย่างตัวแพนด้านี่คือไม่เลยใช่มั้ย แล้ววิธีการที่เราจะอยากรู้ว่ามันใช้ยัง ไงเอ๊ะนัเอ่อโทรศัพท์พังแบบนี้ต้องแก้ยัง ไงมันจะมีคนที่เข้าไปอ่านเข้าไปดู YouTube กับเข้าไปฟังวิธีการแก้ปัญหาฉะนั้นเรา ต้องเลือกอันที่เหมาะกับเราเราจะได้รู้ ว่าช่องทางรัฐที่ง่ายที่สุดเหมาะสมกับเรา มากที่สุดคือทางไหนอือฮึจริงๆสกิลเนี้ย มันมีผลอย่างมากต่อการเลือกอาชีพเลย เหมือนกันเนาะว่าแบบเออเราจะพอเราเรียนจบ มาแล้วเนี่ยค่ะว่าไอ้สกิลการฟังการดูการ ลงมือทำอย่างเงี้ยเราอันไหนมากสุดซึ่งมัน จะเอื้อต่อการทำงานอ่ะผมว่าในทุกอาชีพอ่ะ ครับมันจะมีคนที่ถนัดไม่เหมือนกันแต่ต้อง ทำอาชีพเดียวกันฉะนั้นแต่ละคนมันก็จะมี แนวทางในการทำงานไม่เหมือนกันอือฮึอย่าง ถ้ามีงานยากๆนะผมมักจะมอบให้นักศึกษาที่ ขี้เกียจงานยากที่สุดให้คนที่ขี้เกียจที่ สุดทำเพราะเขาจะหาทางทำจนเสร็จให้ได้ใน เวลาอันรวดเร็วผมสนใจผลไงไม่ได้สนใจ ระหว่างทางอยู่ที่ว่าคุณสนใจการสอนเรียน รู้ระหว่างทางหรือต้องการผลมันการออกแบบ วิธีการเรียนการสอนขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ เรียนด้วยครับต้องวางแผนถ้าผู้ฟังเป็นนัก ศึกษาเป็นข้าราชการเป็นตำรวจเป็นพนักงาน เอกชนผมก็ต้องออกแบบบทเรียนให้มันเหมาะ กับกลุ่มคนที่ไม่เหมือนกันอืค่ะอย่าง อย่างเมื่อกี้ที่อาจารย์บอกว่าเอางานยาก ที่สุดให้คนที่ขี้เกียจไปทำเพราะว่าเขา มักจะมีความสามารถในการหาทางลัดให้มัน เสร็จเร็วๆอือแล้วเราจะพูฟได้ยังไงว่า เา้าเกิดการเรียนรู้จริงๆอ่ะเขาอาจจะแบบ ไปจ้างคนอื่นอีกทีนึงหรือเปล่าเราสนใจ ด้วยหรอครับว่าลูกน้องเราต้องการการเรียน รู้จริงๆหรือเปล่าเราไม่ได้ต้องการงาน เสร็จอย่างเดียวหรออยู่ที่ว่าเราเป็นเจ้า นายหรือเราเป็นครูถ้าเราเป็นครูเนี่ยเรา หวังให้เขาเข้าใจ process ในการทำงานแต่ ถ้าเราเป็นเจ้านายผมไม่สนนะว่าเขาจะทำ ด้วยวิธีไหนงานเสร็จจบก็ใช้จิตวิทยา เหมือนกันเนาะในการในชีวิตประจำวันเราใช้ จิตวิทยาทั้งวันครับอือฮึทุกวันด้วยทุก อาชีพค่ะย้อนกลับไปนิดนึงค่ะที่อาจารย์ บอกว่าอาจารย์เป็นคนที่มีนิสัยเชื่อคนยาก อือออาจารย์ว่าพื้นฐานนิสัยแบบเนี้ยทำให้ เราเป็นคนที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของอะไรก็ ตามง่ายๆมั้คะคงไม่หรอกครับมันก็มันเป็น พื้นฐานนิสัยเราแต่ว่ามันอาจจะไม่ได้เป็น ป้อมปราการป้องกันทุกอย่างในชีวิตเราหรอก อือสมมุติว่าคนในบ้านมาพูดอะไรสักอย่าง นึงการที่เป็นคนใกล้ชิดเป็นคนที่เราไว้ใจ เนี่ยผมก็จะไม่เปิดปราการสแกนนั้นไม่ได้ เปิดเรดาร์ในการทำงานกับคนที่ใกล้ชิดกับ เรามนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะเชื่อสิ่งที่ ได้ยินก่อนมนุษย์ไม่ค่อยตั้งคำถามว่าอัน นี้ไม่จริงแต่สกิลเนี้ยผมไม่ค่อยใช้ใน บ้านกับเพื่อนเท่าไหร่ใครจะทำงานตลอดเวลา จริงมั้ยอือเราก็จะไปตั้งคำถามกับคนที่ เราเพิ่งเจอหรือเป็นเรื่องงานอย่างเงี้ย ครับว่าสิ่งที่เราได้ยินมันจริงหรือเปล่า อะไรคือข้อมูลหลักฐานอือฮึสิ่งนึงที่มัน อยู่ในเนี้ยคือถ้าสมมุติว่าเรามองไม่ใช่ แค่ตัวอาจารย์แล้วอ่ะค่ะอย่างนึงที่อาจจะ ทำให้เราเป็นเหยื่อของอะไรก็ตามได้มันคือ ความเชื่อเชื่อใจใช่มั้คะถูกต้องครับอื ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนเรามักจะตกเป็น เหยื่อกับคนรู้จักเพราะว่าเชื่อใจเนี่ยแหละ คำเนี้ยสำคัญที่สุดเลยอืจริงค่ะ ตายมานักต่อนักแล้วใช่มั้ยอือเ้าบอกว่า อะไรนะคนอะไรนะคนที่ไว้ใจร้ายที่สุดเออ จริงอือแต่คิดอย่างงี้เดี๋ก็ไประแวงเอง ไม่มันสอดคล้องนะกับเอ่อทฤษฎีของฆาตกรต่อ เนื่องนะครับเพศหญิงจำนวน 65% ครับจะสังหารคนใกล้ชิดมากกว่าคนแปลก หน้าทำไมอ่ะคะก็มันอยู่ในพันธุกรรมเพศ ครับอืเพศหญิงจะมีความคุ้นชินคุ้นเคยแล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะสังหารคนใกล้ตัวญาติสนิท เพื่อนหรือลูกของตัวเองสามีมากกว่าไป สังหารคนแปลกหน้าซึ่งตรงข้ามกับเพศชายเพศ ชายเนี่ย 85% ไปสังหารคนแปลกหน้าเป็นหลัก โหน่ากลัวเหมือนกันเดี๋ยวๆไปเรื่อยๆแพน น่าจะมีคุยคุยเรื่องนี้อีกเนาะค่ะตอนนี้ ขอกลับมาที่เรื่องนิสัยนิดนึงค่ะว่าในทาง ด้านของนักอาชญาวิทยาแล้วค่ะนิสัยเนี่ยมี คำอธิบายว่ายังไงบ้างคะนิสัยเป็นสิ่งที่ เราทำซ้ำๆจนเกิดความเคยชินครับนิสัยเป็น สิ่งที่เปลี่ยนได้ถ้าตั้งใจจริงๆอหรือว่า มีแรงผลักดันมีแรงจูงใจในการเปลี่ยนซึ่ง ต่างจากคำว่าบุคลิกภาพบุคลิกภาพคือการ สั่งสมประสบการณ์เป็นภาพรวมของตัวตน ฉะนั้นค่อนข้างจะเปลี่ยนยากแต่เปลี่ยนได้ แต่คน 1 คนสามารถมีหลายบุคลิก ได้จริงค่ะแต่ก่อนเนี่ยนะการมีหลายบุคลิก เนี่ยจะถือว่าเป็นโรคทางจิตนะครับเรียก ว่าโรค MPD Multiersality Disorder แต่ ในปัจจุบันเนี่ย DSM5 หรือว่าข้อมูลการ วินิจฉัยโรคทางจิตแล้วก็สถิติเวอร์ชั่น ที่ 5 เนี่ยที่เขารวมโรคทางจิตเข้าไว้ ด้วยกันเนี่ยการมีหลายบุคลิกภาพไม่ถือว่า เป็นโรคทางจิตละเขาเปลี่ยนชื่อโรคเป็นโรค หลายอัอัตลักษณ์แทนอือฮึซึ่งตอนเนี้ยคน เราสามารถมีได้หลายบุคลิกภาพโดยไม่ไม่ถูก มองว่าเป็นอาการป่วยดังนั้นการมีหลาย บุคลิกภาพทำได้แต่คุณควรจะมีตัวตนหรือ อัตลักษณ์เดียวเช่นผมชื่อนี้อายุเท่านี้ นิสัยเป็นแบบนี้ควรจะมีหนึ่งเดียวไม่ใช่ เดี๋ยวก็เป็นเด็ก 7 ขวบเดี๋ยวก็เป็นคน อายุ 38 เดี๋ยวก็เป็นคนอายุ 65 อันเนี้ย เรียกว่าหลายอัตลักษณ์ซึ่งคำว่าหลาย อัตลักษณ์ตอนเนี้ยเป็นโรคครับมาแทน MPD เรียกว่าโรค DID หรือโรคอ่า Dissociative identity disorder ขยายความนิดนึงค่ะ อัตลักษณ์หมายถึงว่าสิ่งที่สามารถระบุ ระบุตัวตนได้อย่างนี้หรือเปล่าคะลูก อัตลักษณ์อย่างเช่นคุณแพนด้าค่ะชอบกิน อะไรค่ะเป็นคนขี้อายมั้ยอืมันควรจะเป็น แบบนั้นมันไม่ควรเปลี่ยนนะครับเพราะว่า มันค่อยๆสะสมค่อยๆเชฟเป็นตัวตนของเราขึ้น มาตั้งแต่เด็กแต่นิสัยเนี่ยมันเกิดจากการ ที่เราทำซ้ำๆบ่อยๆเช่นตื่นสายนิสัยใส่ขี้ เกียจหรือว่าชอบกินกาแฟไม่ใส่น้ำตาลสิ่ง เหล่าเนี้ยเปลี่ยนได้ง่ายกว่าบุคลิกภาพ และบุคลิกภาพก็เปลี่ยนจะว่าเปลี่ยนได้ มั้ยเปลี่ยนได้สิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุด คืออัตลักษณ์อัตลักษณ์คือตัวตนเราเช่นเรา โดนสุนัขกัดมากลายเป็นคนกลัวสุนัขไปเลย เราจะทำให้หายกลัวก็ยากอืเพราะมันคือตัว ตนไปแล้วว่าฉันจะกลัวสิ่งมีชีวิตนี้ดัง นั้นอัตลักษณ์เราเป็นคนชื่อนี้อายุเท่า นี้ชอบทำแบบนี้อีกวันนึงจะให้เราเปลี่ยน เป็นทำนิสัยเหมือนเด็กอายุ 7 ขวบหรือทำ นิสัยเหมือนคนอายุ 65 ก็ไม่ได้เพราะ อัตลักษณ์คือตัวตนค่ะออัตลักษณ์มันอยู่ ลึกกว่านิสัยไปอีกถูกต้องครับค่ะแล้ว อย่างคำว่าสันดานในคำอธิบายของอาชญาวิทยา ค่ะมันคืออันเดียวกับอัตลักษณ์มั้คะหรือ ว่าคนละอันกันใช่ครับสันดานก็คืออยู่ ลึก ที่สุดคือแกนหลักของนิสัยมนุษย์ก็คือตัว ตนอือาจจะไม่แน่นฝังแน่นเท่ากับอัตลักษณ์ แต่สัตว์สันดานก็เปลี่ยนได้ยากไม่เหมือน นิสัยอ้าวแล้วถ้าสมมุติว่าบางคนอือมี นิสัยขี้เกียจอือแต่พยายามเปลี่ยนแล้วไม่ ได้สักทีอย่างี้แปลว่าเป็นคนมีสันดานขี้ เกียจแล้วหรือยังคะการจะเปลี่ยนเนี่ยมัน ไม่ใช่เปลี่ยนง่ายๆมันอยู่ที่ว่าแรงจูงใจ ในการเปลี่ยนของเขาหรือว่าเขาเจอ ประสบการณ์ชีวิตเช่นบ้านล้มละลายอืแล้วจะ มาขี้เกียจอย่างเงี้ยความตั้งใจจริงก็มี ผลต่อการเปลี่ยนแปลงนิสัยเหมือนกันจะบอก ว่าอัตลักษณ์สันดาน นิสัยนิสัยเปลี่ยนง่ายที่สุดอือื บุคลิกภาพก็เปลี่ยนง่ายครับง่ายกว่า สันดานแน่นอนแล้วถ้าสมมุติว่าเราเรา เปลี่ยนนิสัยของเราเป็นชั้นที่เราอาจารย์ บอกว่าเปลี่ยนง่ายที่สุดถ้าเราเปลี่ยนจน สำเร็จแล้วอ่ะเราจะมีโอกาสที่จะเปลี่ยน ไปเรื่อยๆจนเปลี่ยนไปถึงอัตลักษณ์ได้มั้ยคะ หรือเป็นไปไม่ได้ยากครับอืการเปลี่ยนตัว ตนเราเลยเนี่ยเป็นได้ยากส่วนใหญ่อย่าง ที่ผมบอกการมีอัตลักษณ์หลายอัตลักษณ์เนี่ย มันเป็นโรคทางจิตมันคือกระบวนการที่สมอง อ่ะหลีกหนีความจริงอันโหดร้ายทำให้ต้อง สร้างตัวตนใหม่เพื่อหนีเหตุการณ์นั้นๆอื อย่างเช่นผู้หญิงที่อาจจะโดนทารุณกรรมทาง เพศตั้งแต่เด็กทำให้สมองเราชัดดาวตัวตน นั้นเราสร้างคาแรคเตอร์ขึ้นมาใหม่ในการ ใช้ชีวิตเช่นอาจจะสร้างคาแรคเตอร์เป็นผู้ ชายอืออะไรอย่างเงี้ยมันจะมีเคสนึงของเอ่อ เป็นสารคดีของออสเตรเลียนะครับชื่อเจนนี่ เ้ามี 2,500 บุคลิกภาพ ภาพไปดูได้อันนี้สนุกมากเล่าให้ฟังหน่อย ได้มั้คะก็เค้าโดนทารุณกรรมทางเพศเนี่ย แหละครับจากคนเป็นพ่อเขาก็เลยสร้างตัวตน ขึ้นมาใหม่หลายๆตัวเนื่องจากสมองเรามัน มหัศจรรย์น่ะอืมันไม่ต้องการให้เด็กคน นั้นน่ะจำภาพอันเลวร้ายสมองมันก็เลยปิด แล้วก็สร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ให้เขาใช้ ชีวิตแบบใหม่แต่อันเก่ามันก็ไม่ได้หายไป มันมีวิธีการรักษาคือการรักษาโรคเนี้ยก็ คือพยายามจะหลอมตัวตนของเขาหรืออัตลักษณ์ ไหนที่มันเด่นชัดก็จะรักษามันไว้ อัตลักษณ์ไหนที่เอ่อทำการทำงานมี บุคลิกภาพจิตใจแจ่มใสเขาจะรักษาไว้พยายาม ผนวกรวมให้เป็นอัตลักษณ์เดียวให้ได้มาก ที่สุดค่ะแล้วถ้าอย่างเนี่ยเรากำลังฟัง อยู่อยากรู้ค่ะว่าตัวเราเนี่ยมีอัตลักษณ์ กี่อัตลักษณ์อย่างงี้มันมันพอจะสังเกตตัว เองยังไงได้บ้างมั้ยคะจริงๆเราควรมี อัตลักษณ์เดียวครับควรมีตัวตนเดียวถ้า อยู่ดีๆคิดว่าตัวเองมีพลังวิเศษเมื่อไหร่ หรือคิดว่าตัวเองเป็นคนอื่นเมื่อไหร่ อันนั้นน่าจะมีแนวโน้มมีอาการทางจิตอ ฉะนั้นก็แนะนำให้ไปพบจิตแพทย์เพื่อทำการ ทดสอบอย่างจริงจังไปเลยดีกว่ามันมันเป็น โมเมนต์แบบไหนคะที่ที่แบบเราจะมานั่ง เถียงกับตัวเองว่าเฮ้ยเราเรามีอีกร่างนึง หรืออะไรอย่างเงี้ยเหรอมันต้องเป็นความ รู้สึกว่ารู้สึกว่าตัวเองอ่ะเป็นคนอื่นออ ต้องไปถามผู้ป่วยผู้ป่วยน่าจะอธิบายได้ ชัดเจนกว่าผมเพราะผมไม่เคยรู้สึกว่ามี หลายอัตลักษณ์แต่เราอ่ะมีหลายบุคลิกได้ เช่นเวลาเล่นกับสัตว์ก็จะเสียง 2 ใช่อยู่ กับพ่อแม่ก็เป็นคนเรียบร้อยอยู่กับเพื่อน ก็อาจจะเป็นคนพูดจาหยาบคายผงผางเงี้ยครับ อันนี้คือบุคลิกภาพอืซึ่งเรามีได้หลาย บุคลิกภาพเป็นเรื่องปกติซึ่งเจ้า อัตลักษณ์เนี่ยค่ะมันอยู่ลึกเนาะแล้วจริง ๆตัวเนี้ยเป็นตัวที่กำหนดมั้คะว่าเราจะทำ ในสิ่งที่ไม่ดีสุดๆได้หรือเปล่าเช่นก่อ อาชญากรรมอะไรอย่างเงี้ยอัตลักษณ์เป็นตัว ตนเป็นภาพรวมของตัวตนเราใช่มั้ครับที เนี้ยเอ่อการที่จะเป็นคนไม่ดีเนี่ยมัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมีปัจจัยด้านพันธุ ธุกรรมปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมแล้วก็ ปัจจัยทางด้านการตีความการตีความเหตุ การณ์อย่างเช่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าการ แยกแยะข้อเท็จจริงกับสิ่งที่อยู่ในหัวทำ ได้หรือเปล่าก่อนอื่นเลยก่อนที่เราจะดู ว่าใครนิสัยดีไม่ดีเนี่ยเราเอาอะไรเป็น ตัววัดนิสัยนั้นมันผิดกฎหมายมั้ยมันแปลก มั้ยหรือมันสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น มั้ยถ้ามันไม่เข้า 3 ข้อเนี้ยครับอาจจะ ไม่ใช่นิสัยไม่ดีก็ได้แต่เป็นนิสัยที่ไม่ ถูกใจคุณใช่อืใช่เออจริงๆมาคิดตามเนาะแบบ เฮ้ยเราไม่ชอบคนนี้เพราะเเรารู้สึกว่า เค้านิสัยไม่ดีอแต่จริงๆแล้วถ้ามานั่งดู แบบถอดอคติออกแล้วมองว่าเฮ้ยถ้าเราเป็นคน ที่ทำนิสัยแบบนั้นเหมือนกันมันก็ไม่ได้ เดือดร้อนไม่ใช่หรอเออมันเป็นเพราะว่าเรา ไม่ชอบเ้าถามต่อคะแล้วอย่างอคติที่เรามี ต่อใครสักคนนึงอ่ะอย่างบางคนที่แบบเหมือน เห็นครั้งแรกแล้วแบบไม่ชอบหน้ามันเกิดจาก อะไรคะอาจารย์มันมีเหตุผลทางจิตวิทยาอยู่ 3-4 4 ข้อข้อแรกเนี่ยก็จะเป็นเราไม่ชอบ สิ่งที่มีในตัวเรานั่นแหละแต่มีในตัวเขา ด้วยแต่การที่จะเกลียดคนอื่นมันง่ายกว่า การบอกว่าเกลียดตัวเองนิสัยที่ไม่ดีที่ เขามีเนี่ยเราก็มีเหมือนกันตรงนั้นข้อ 2 ครับเค้าอาจจะมีส่วนที่คนที่เราไม่ชอบ ก่อนหน้าเนี้ยมีแล้วดันมามีในตัวคนนี้ ด้วยอย่างเช่นอาจจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผม วิธีการพูดน้ำเสียงก็ทำให้เราไม่ชอบข้อ ต่อมาคือเค้ามีความแตกต่างจากสังคมของเรา มากเช่นอาจจะจบนอกพูดไทยคำอังกฤษคำแล้ว เรารู้สึกว่าเรากับเขามันต่างกันมากๆเลย เราเลยเราเลยรู้สึกไม่คุ้นชินกับลักษณะ แบบนั้นทำให้เราเกิดความไม่สบายใจอึดอัด เวลามันเจอสิ่งแปลกปลอมเราก็เลยไม่ชอบอื มันเป็นเหตุผลทางด้านจิตวิทยาไม่ชอบอือ แล้วถ้ามันเกิดความรู้สึกไม่ชอบขึ้นมา แล้วเนี่ยค่ะอาจารย์ว่าเราควรทำยังไงอ่ะ ถ้าสมมุตินะอ่ะสมมุติเลยว่าคนเนี้ยเป็น เพื่อนร่วมงานที่เราต้องทำงานด้วยกันน่ะ เออแล้วจะมาแบบว่าต่างคนต่างอยู่ก็ไม่ได้ ก็ต้องทำงานด้วยกันอาจารย์มีคำแนะนำยังไง อ่ะคะอผมว่าคนไม่ชอบอ่ะคนที่เริ่มไม่ชอบ ก่อนน่ะเา้าจะเป็นทุกข์เองอืเวลาเราไปทำ งานอีกคนนึงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำครับคนอื่น เขามาทำงานได้ตามปกติแต่เราเนี่ยรู้สึก ขุ่นเคืองใจไม่ชอบไม่อยากนั่งกับคนนี้ไม่ อยากกินข้าวร่วมโต๊ะกับคนนี้คนที่ทุกข์ใจ เองคือคนที่เริ่มไม่ชอบก่อนฉะนั้นวิธีการ รับมือกับมันก็คือเราไม่ควรตัดสินคนอื่น จากภายนอกแต่จริงๆแล้วมันเป็นการฝืน ธรรมชาติของมนุษย์เพราะว่ามนุษย์เราตัด สินคนตั้งแต่ 15 วินาทีแรกละที่เข้ามาว่า ชอบหรือไม่ชอบเหมือนการประกวดร้องเพลง อะไรอย่างเงี้ยครับแค่เดินขึ้นเวทีมาเรา มีคำว่าชอบหรือไม่ชอบขึ้นมาและจากวิธีการ เดินวิธีการแต่งตัวทีเนี้ยการพยายามลด อคติเนี้ยเราต้องมีสติรู้ตัวตลอดเวลาว่า เออคนนี้เข้ามาแล้วถึงเราจะไม่ชอบเค้าเรา ลองทำความรู้จักเขาหน่อยมั้ยแล้วใช้ให้ เวลาเป็นตัวตัดสินดีกว่าว่าเราชอบหรือไม่ ชอบเา้าเพราะบางคนเซ้น์เรามันแม่นจริง จริงว่าคนเนี้ยนิสัยไม่ดีพอมาคลุกคลีจริง ๆอ้าวนิสัยไม่ดีจริงๆด้วยแล้วก็แค่แยกตัว ออกมาอยู่ห่างๆคือการรับมือกับคนที่ไม่ ชอบอ่ะมันง่ายมากเลยเราแค่ไม่ต้องสูงสิง กับเขาแค่นั้นเองค่ะยกเว้นแต่คนนิสัยไม่ ดีคนนั้นน่ะมีผลต่อการทำงานของเราเช่น เป็นเจ้านายเรากลั่นแกล้งเราอันนี้ก็ข้าง ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่รับมือยากและใช้ แค่สติอย่างเดียวก็ไม่ได้ต้องใช้ความอดทน ด้วยอืจริงค่ะต้องอดทนเนาะมันเป็นเรื่อง ปกติครับของทุกที่ทำงานมันจะมีคนที่อยู่ๆ ก็ไม่ชอบคนอื่นมันก็เป็นหลักจิตวิทยาที่ ผมบอกนั่นแหละอยู่ดีๆเขาก็ไม่ชอบเราทั้งๆ ที่เราไม่เคยทำอะไรให้เขาเลยเราจะไป เปลี่ยนให้เขาชอบเราอาจจะยากทำใจดีกว่า ง่ายที่สุดเหมือนใครก็ตามที่เริ่มรู้สึก ก่อนน่ะคนนั้นทุกข์กว่าใช่ครับเสมอไม่ว่า จะเป็นเรื่องของการเกลียดหรือการรักการ โกรธด้วยถูกต้องทั้งหมดใครรู้สึกก่อน เสียเปรียบเสมออือฮึมันคือคำว่าสนามอารมณ์ เมื่อไหร่ที่เราก้าวขาเข้าไปแม้แต่ข้าง เดียวถือว่าแพ้แล้วแค่คุณก้าวเข้าไปใน สนามอารมณ์คุณแพ้แล้วในทุกๆการดีเบตในทุก ๆเวทีในการสนทนาหรือโต้โต้แย้งกันเนี่ยคน มีอารมณ์จะถูกมองว่าไม่มีวุฒิภาวะทันที ดังนั้นวิธีการเจรจากับใครก็แล้วแต่ไม่ ว่าอยู่ในสถานะไหนคุณเอาอารมณ์ออกมาก่อน ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องแสดงครับแต่เรามักจะ เห็นเวลาที่เราสมมุติว่ามีการโต้แย้งหรือ ทะเลาะกันแล้วกันเนาะอารมณ์มันนำค่ะแล้ว เรามักจะอยากเอาชนะด้วยอารมณ์อ่ะค่ะ อาจารย์แต่ถ้าทำอย่างนั้นแปลว่าเราจะไม่ มีวันชนะหรอกค่ะผมว่ามันอยู่ที่ว่าจุด ประสงค์และกลเม็ดวิธีในการสนทนาเราอยู่ใน สนามไหนสนามธุรกิจสนามการโต้วาทีหรือสนาม การเมืองนะครับคือการใช้อารมณ์เนี่ยอยู่ ที่ว่าอารมณ์ที่เราต้องการจะสื่ออย่าง เช่นเราต้องการสื่ออารมณ์เศร้าในศาลอย่าง เงี้ยอารมณ์เศร้ามันก็เป็นตัวนำพาสมมุติ ถ้าเป็นระบบลูกขุนของอเมริกาอย่างเงี้ย มันก็จะโน้มน้าให้คนในห้องตามอารมณ์เรา ได้ด้วยแต่ในบางสถานการณ์เราต้องใช้ เรื่องเหตุผลเป็นเรื่องของสมองส่วนหน้า เรื่องอารมณ์เป็นเรื่องของอมิการาซึ่ง เป็นส่วนในสมองกันอยู่ด้านในอยู่ที่ว่า สถานการณ์ไหนเราต้องการแบบไหนเพราะทุกๆ สถานการณ์น่ะความสำคัญของอารมณ์และ เหตุผลมันไม่เท่ากันอยู่ที่ว่าเราอยู่ในห้อง เรียนไหนตอนนั้นอืก็ต้องเลือกใช้ให้ถูก ใช่อืค่ะอย่างซีนแสดงละครอย่างเงี้ยต้อง ซีนอารมณ์ไงมันไม่มีเหตุผลอยู่แล้วก็ต้อง ใช้อารมณ์จะมาใช้ตรรกะก็เป็นโรบอตใช่อือ ฮะอาจารย์คะแล้วอย่างสมองของเราเนี่ยค่ะ มันมีผลต่อนิสัยต่อการเป็นของเรายังไง บ้างคะมีผลโดยตรงครับอืมันไม่ใช่แค่รูป ร่างหน้าตาของเราที่เหมือนกับบรรพบุรุษ มันหมายถึงอวัยวะข้างในกับสมองด้วยซึ่ง รูปแบบของสมองอ่ะก็เป็นตัวตั้งของนิสัย ตอนแรกใจร้อนก้าวร้าว ไม่มีความเห็นอกเห็นใจแล้วก็มีเรื่องสาร สื่อประสาทพวกโดพามีนเอ่อเซโรโทนินคือทุก อย่างเนี้ยเราเลือกไม่ได้เราได้มาตั้งแต่ เกิดเลยมันก็ต้องพูดเรื่องพันธุกรรมเนี่ย ก็คือรูปแบบสมองที่มีผลต่อนิสัยอืก็คือ เหมือนคำที่เขาบอกว่าก็ก็เลือกเกิดไม่ได้ เลือกเกิดไม่ได้จริงๆแต่มันรับมาแล้วแต่ อย่างมันก็แค่ครึ่งเดียวครับถ้าคุณถูก เลี้ยงมาอย่างถูกวิธีคุณก็จะรู้วิธีการ รับมือกับสิ่งเนี้ยที่อยู่ในตัวเราอือฮึ อือค่ะแล้วอย่างสมมุติบางคนที่เค้าอยู่ใน สังคมอ่ะสมมุตินะว่าพันธุกรรมเค้าที่เขา ได้รับมาก็เป็นนิสัยในเชิงที่ไม่ค่อยดี อืออ่ะแล้วก็อยู่ในครอบครัวที่ไม่ได้อบ อุ่นอีกอือฮึเติบโตขึ้นมาอยู่ในสภาพแวด ล้อมที่ก็ไม่ได้ดีอีกอือฮึเค้ามีแนวโน้ม แค่ไหนที่เขาจะเป็นคนไม่ดีอ่ะค่ะก็มีแนว โน้มสูงเลยครับอืก็นอกจากมีโรโมเดลที่ไม่ ดีไม่ได้มีตัวตั้งแล้วเนี่ยมันเหมือน ปัจจัยแรกคือพันธุกรรมปัจจัยที่ 2 คือ สภาพแวดล้อมปัจจัยที่ 3 คือความมุมานะใน การจะเปลี่ยนแปลงเด็กคนเนี้ยที่โตมา พันธุกรรมก็ไม่ดีสภาพแวดล้อมก็ไม่ดีมี อย่างเดียวคือโอกาสที่คนอื่นน่ะหยิบยื่น ให้เขามันมีโอกาสที่ดีมยหรือว่าเขามีความ มุมานะที่จะเปลี่ยนแปลง มค 1 ใน 3 เท่านั้นเองอ่ะอยู่ที่ว่าคนๆเ จะใช้สัดส่วน 1 ใน 3 เปลี่ยนแปลงตัวเอง เอาชนะอีก 2 อย่างได้มั้ยอีก 2 อย่างเมัน เป็นพื้นฐานที่มาตั้งแต่เกิดเกิดมาก็ พันธุกรรมแบบนี้ละสมมุติสมองของส่วนหน้า มีขนาดเล็กอย่างเงี้ยครับก็มีความเห็นอก เห็นใจผู้อื่นน้อยก้าวร้าวควบคุมอารมณ์ ตัวเองไม่ได้เจอกับสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี อีกพ่อแม่เลี้ยงอย่างไม่ถูกวิธีพ่อแม่ละเ เลยเมินเฉยอีกเปอร์เซ็นต์น้อยๆตรงเนี้ยจะ เอาชนะอย่างอื่นได้มยเปอร์เซ็นต์น้อยๆตรง เนี้ยค่ะมันจะเกิดขึ้นยังไงที่เขาจะแบบ ปิ๊งแว๊บว่าเฮ้ยฉันจะเอาดีชีวิตนี้อะไร อย่างเงี้ยมีนะครับมีมีเหตุการณ์มีหลายมี หลายๆหรือเหตุการณ์ที่เค้าไม่ชอบนิสัยของ พ่อแม่ตัวเองแล้วเขาก็ตั้งมั่นว่าจะไม่ เป็นเหมือนพ่อแม่ตัวเองแต่หลายๆคนผมเห็น ตั้งไว้แต่ทำไม่ได้ซะส่วนใหญ่อย่างเช่น มี พ่อแม่เจ้าชู้พ่อแม่ตบตีฉันจะไม่ทำแบบนี้ กับสามีหรือภรรยาสุดท้ายแล้วมันก็พ่ายแพ้ ต่อเขาเรียกว่ารูปแบบพฤติกรรมจาก บรรพบุรุษที่มันส่งต่อมาทาง DNA การก้าว ร้าวเนี่ยมันต้องใช้สติมากในการควบคุม ส่วนใหญ่มนุษย์ทั่วไปก็จะพ่ายแพ้แล้วก็ ก้าวร้าวเหมือนคนที่คุณไม่ชอบนั่นแหละแต่ จะมีน้อยคนมากที่กำลังจะก้าวร้าวและมีสติ ยั้งคิดว่าไม่เราจะไม่ทำเหมือนที่ผ่านมา ไม่ทำเหมือนพ่อแม่เราคำว่าสตินี่คือตัว ตัดสินเลยว่าเราจะเหมือนหรือไม่เหมือนต้น ฉบับอือฮึสติอืแต่มันก็ยากมั้ยคะที่อยู่ๆ จะมีสติขึ้นมาได้ยากสติมันเป็นสิ่งที่เรา จะต้องมีทุกขณะจิตอทุกลมหายใจต้องมีสติ กำลังจะพูดคำว่าอะไรกำลังจะคิดอะไรสิ่ง นี้ทำแล้วกระทบต่ออะไรแต่มันไม่ใช่ทุกคน ที่จะมีสติตลอดเวลาและสติมันเป็นเรื่อง ที่ต้องฝึกไม่ใช่อยู่ดีๆคุณจะมีสติเลยสติ มาแล้วตามมาด้วยสมาธิมีมยในการขับรถขนาด เา้าให้อ่ารณรงค์ไม่ให้โทรขับใช่มั้ครับ ขนาดมีแฮนด์ฟรีคนก็ยังจะเหม่อลอยใจไปอยู่ กับบทสนทนามากกว่าอยู่บนถนนเนี่ยก็คือไม่ มีสติไม่มีสมาธิดัง คำง่ายๆเลยคือคำว่าสติเป็นสิ่งที่จะฝึก ทั้งนิสัยทั้งอัตลักษณ์ทั้งการแสดงออกสติ คำเดียวเลยอาจารย์คะอย่างเมื่อกี้ที่ยก ตัวอย่างมาเนาะเรื่องขับรถแล้วก็ใช้ โทรศัพท์จริงๆแพว่าหลายๆคนเป็นแหละอืออือ เพราะว่ามันยังไม่เคยเกิดอะไรขึ้นอ่ะอื มันยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเออมันยังไม่ เคยมีอะไรที่มันรุนแรงนี่เราเอาอยู่อย่าง เงี้ยจริงๆแล้วเอ่อมันมีงานวิจัยนะครับ ว่าการใช้แฮนด์ฟรีหรือการเปิดสปีกเกอร์ใน รถเนี่ยเนี่ยไม่ได้ช่วยให้ปลอดภัยขึ้นเลย อือเพราะว่ามันไม่ได้อยู่ที่ว่ามือเรา ว่างหรือไม่ว่างมันอยู่ที่สติกับสมาธิเรา อยู่ใจจดใจจ่ออยู่ที่ทางหรือเนื้อหาใน โทรศัพท์ฉะนั้นเราก็ไม่มีสมาธิเหมือนเดิม นั่นแหละเพียงแต่ว่าเราไม่ได้เอาคอหนีบ โทรศัพท์ไว้เท่านั้นเองอือฮึมีหลายคนแล้ว นะที่เอ่อฟังเพลงไปด้วยเดินไปด้วยแล้วรถ ไฟมาแล้วก็โดนทับอ่ะครับอันเนี้ยเราก็ เราต้องอธิบายเรื่องอะไรก็ต้องอธิบายเรื่อง สติมั้อ่ะผมว่านะรถไฟเนี่ยมันใหญ่มากแล้ว ทางรถไฟมันก็เห็นชัดว่าเป็นรางรางรถไฟแต่ คนที่ใจไม่ได้อยู่กับตัวครับเดินไปเรื่อย ๆกำลังอินกับบทเพลงหรือว่านึกเรื่องอื่น ไปเนี่ยเราไม่ได้โฟกัสอยู่ที่ณขณะนี้ ปัจจุบันก็เสียชีวิตกันในหลายรูปแบบเห็น มาเยอะแล้วค่ะไม่ใช่แค่คุยโทรศัพท์แต่ อะไรก็ตามที่เราทำแล้วไม่ได้อยู่กับ ปัจจุบันจริงๆมนุษย์เราเนี่ยไม่ได้ ฟังก์ชันมาให้มัลติ Tasking เราไม่ได้ถูก สร้างมาให้ทำหลายอย่างพร้อมกันแต่คนที่มี หลายอ่า multitask เนี่ยต้องผ่านการฝึก ครับอย่างเช่นคุณสามารถร้องเพลงไปด้วยได้ วาดรูปไปด้วยได้หรือวาดรูปมือแล้วก็เท้า วาดรูปได้เหมือนกันอย่างเงี้ยอ่าอันเนี้ มันต้องฝึกไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้มนุษย์ เราทำได้โฟกัสที่อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ถ้ามีคนเถียงว่านี่ไงก็ฝึกคุยโทรศัพท์ไป ขับรถไปก็ฝึกมาอยู่นะเออก็ยินดีด้วย แต่ไม่ทำก็ดีอืคือถ้ามันจำเป็นจริงๆอ่ะ ครับอย่างน้อยทางที่เราขับทุกวันน่ะความ เคยชินน่ะนิสัยว่าต้องขับบ้านกลับบ้านทาง เนี้ยกับคุยโทรศัพท์ไปด้วยอันนั้นน่ะอาจ จะทำได้เพราะว่ามันไปทางเดียวกันทุกวัน แต่ถ้าคุณต้องไปต่างจังหวัดเนี่ยแล้วคุย โทรศัพท์ไปด้วยผมไม่แนะนำอืเพราะว่าทุก อย่างมันเกิดแค่เสี้ยววินาทีใช่คุณพลาด เสี้ยววินาทีจบเลยแล้วไม่ได้จบแค่ตัวเรา ใช่ำอันตรายครับแล้วมีนิสัยอะไรคะที่ใน มุมมองนักอาชญาวิทวิทยาที่มองว่าเฮ้ย นิสัยเนี้ยอันตรายสุดๆเลยแล้วก็แก้ยากมาก ๆด้วยอ่ะผมคิดว่านิสัย lack of empathy นะคือการไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมันจะ เริ่มตั้งต้นมาจากตอนที่เราเป็นเด็กอ่ะ ครับพอเป็นเด็กปุ๊บพอเราไม่มีน้ำใจไม่ เห็นอกเห็นใจคนอื่นคนล้มแล้วหัวเราะก็ กลายเป็นแบบเด็กที่ชอบบูลี่คนอื่นแล้วพอ ชอบบูลี่คนอื่นเสร็จพ่อแม่ไม่แก้ไขหรือ ไม่เห็นถึงลักษณะนิสัยเนี้ยแก้ไม่ทันและ พอมาจนโตเนี่ยกลายเป็นบุคลิกภาพภาพหลงตัว เองนาซิติไม่เห็นใจคนอื่นหลอกใช้คนอื่น เหยียบคนอื่นเพื่อเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ ของตัวเองทั้งหมดทั้งหลายที่ผมพูดเนี่ย มันอยู่ใน dark triดทางจิตวิทยาของมนุษย์อืซึ่งผมว่ามัน เป็นอะไรที่แก้ได้ยากมากเลยการไม่เห็นใจ คนอื่นและการไม่มีน้ำใจเนี่ยเรื่องน้ำใจ มันไม่ใช่เรื่องที่โรงเรียนสอนนะสมมุติ ว่าไปไหนซื้อของฝากคนอื่นลองสังเกตสิครับ คนที่มีน้ำใจอ่ะเราจะมองว่าเขาเป็นคนที่ นิสัยดีน่ารักในที่ทำงานน่ะมันจะมีอยู่ ไม่กี่คนหรอกที่เราพูดว่ามีน้ำใจแล้วนึก ถึงหน้าคนนี้เลยเพราะการมีน้ำใจอ่ะมัน เป็นเรื่องที่ต้องฝึกสอนที่บ้านเค้าสอนมา เถึงเป็นแบบนั้นไม่เชื่อไปดูได้เลยคนที่ มีน้ำใจพ่อแม่เขาก็ต้องมีน้ำใจเช่นกันอือ ฮึมีน้ำใจจริงๆที่ไม่ได้ทำเพื่อผล ประโยชน์เราเราดูออกมั้ย ก็ออกนะคิดว่าเซนคนก็น่าจะดูออกนะอืคำว่า มีน้ำใจมันไม่ได้อยู่ที่ของครับมันไม่ได้ อยู่ที่ทุกเทศกาลนึกถึงเจ้านายแล้วเอา ซื้อมาให้อันนั้นอาจจะไม่ใช่น้ำใจอาจจะ เป็นการประจบแต่น้ำใจเนี่ยในทุกขณะที่คน นึงสามารถทำได้ช่วยถือของเดินไปเป็น เพื่อนเรื่องง่ายๆหรือคนกำลังพลุงพลัง อยู่เปิดน้ำให้ปิดน้ำให้น้ำใจมันมาในรูป แบบไหนก็ได้โดยที่น้ำใจมันมาโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดด้วยซ้ำว่าต้องช่วยแบบไหนอือือ เป็นลึกเข้าไปเป็นอัตลักษณ์ได้เลยมั้ยได้ ครับออค่ะที่บ้านต้องสอนมาดีอ่ะอืค่ะขอ ย้อนกลับไปนิดนึงตรงที่เรื่องของการ บุนี่อืออ่าเพราะว่าอันเนี้แพนด้าเองก็ ก็เกิดการตั้งคำถามเนาะเช่นอย่างสมัย เมื่อก่อนอตอนที่ย้อนกลับไปของแพนด้าแล้ว กันตอนแบบยังเป็นเด็กประถมอย่างเงี้ยอ่า แบบกับเพื่อนๆเราหรือว่าเวลาเพื่อนได้รับ แบบเพื่อนล้มหรืออะไรอย่างเงี้ยกับอยู่ กับเพื่อนน่ะคือมันไม่ได้รู้จักคำว่า บullลี่นะตอนนั้นแต่เราก็หัวเราะอ่ะค่ะ อือฮึเอ่อการที่เราหัวเราะหรือว่าเราชอบ ใจหรือเราตลกกับเวลาที่คนอื่นกำลังเดือด ร้อนอย่างเงี้ยอมันเอฟเฟคหรือปลูกฝังอะไร เราบ้างอ่ะคะผมว่านะเวลาเกิดเรื่องตลกขบ ขันขึ้นในเพื่อนรุ่นเดียวกันแล้วเรา หัวเราะผมว่ามันเป็นเรื่องปกติอ๋อแต่ถ้า หัวเราะเสร็จคุณช่วยเหลือเค้ามั้ยอืหรือ หัวเราะอย่างเดียวเลยเพื่อนเลือดออกก็ ยังหัวเราะต่อผมว่าการล้มแบบไม่ได้หนักหนา สาหัสมากมันก็อาจจะเป็นเรื่องตลกขบขันแต่ ถ้าเพื่อนหัวแตกหน้าผากแยกอย่างเงี้ยครับ ถ้าหัวเราะออกเนี่ยเผมว่าแปลกแล้วนะอือ อันนั้นเริ่มมีคำว่าเค้าเรียกว่าอะไร อ่ะึมอ่ะมีความสุขจากการเห็นผู้อื่นเจ็บ ปวดอันนั้นน่ะน่าจะไม่ปกติละแต่ถ้าล้ม แบบหัวทิ่มตกบันไดอย่างเงี้ยแต่ไม่มีอะไรหัก เป็นผมผมก็หัวเราะเพราะมันเป็นปฏิกิริยา ที่มันโจ๊กอ่ะในในหมู่เพื่อนฝูงอ่ะแต่สุด ท้ายแล้วสมมุติเพื่อนแขนหักเราต้องรู้สึก เดือดร้อนแล้วพาเพื่อนไปโรงพยาบาลอันเนี้ เป็นสิ่งที่จะตามมาตามมาหรือเปล่าตาม มาอยู่ตามมาอยู่หัวเราะเสร็จก็มีการช่วย เหลือเออเป็นเรื่องปกติครับอืค่ะโอเคแล้ว ก็ไม่ต้องรู้สึกว่าเฮ้ยเมื่อก่อนเราเคย เป็นคนไม่ดีมันไม่ใช่บullี่บullลี่คือการ กลั่นแกล้งรังแกแบบตั้งใจใช่เช่นผักเขาตก บันไดอันเนี้บูลลี่แน่นอนบullลี่ไม่ใช่ แค่คำพูดไม่ใช่ครับบullี่เนี่ยมี 3 แบบมี verbal bullี่ใช้คำพูดในการรังแกกลั่น แกล้ง Physical bu ก็คือทุบตีทำร้ายกับ อีกอันนึง Social Bullี่ Social Bullี่ คือการบอกให้คนอื่นไม่ต้องไปคุยกับคนนี้ นะแบนมันไม่ต้องคุยกับมันบีบบังคับให้ สังคมบullี่เามี 3 แบบคือการบullลี่มัน เกิดจากการตั้งใจให้เขา้าแบบรู้สึกแย่แต่ ไอ้คำพูดอ่ะค่ะบางครั้งเราไม่ได้ตั้งใจ อ่ะอือแต่มันออกมาแล้วแล้วมันเหมือนการ บullลี่เค้าอย่างเงี้ยยกตัวอย่างได้มั้ย อย่างเช่นแบบอ่าสมมุติเรารู้จักคนคนนึง เป็นเพื่อนหรือคุณพ่อคุณแม่เรียกลูกแบบ อ้วนอย่างเงี้ยอ่าถือเป็นการบullลี่หรือ ยังคะผมว่าเป็นการบullี่นะครับคือบาง ครั้งเนี่ยคำพูดที่เราพูดกับเขาบ่อยๆเขา อาจจะไม่ได้ชอบก็ได้อืออย่างครูที่โรง เรียนเรียกเด็กว่าดั้มดัมอ้วนๆหลังห้อง หยิบของให้หน่อยอย่างเงี้ยนี่คือการบูลี่ เด็กนะคนที่บูลี่เด็กมากที่สุดคือครูที่ โรงเรียนแต่เขาก็ไม่ได้เจตนาคือคำว่า เจตนาหรือไม่เจตนาเหยื่อเไม่รับทราบหรอก ครับแต่คุณพูดและกระทำออกมาแล้วเรียกเ้า แล้วเพื่อนทางห้องก็เรียกตามอย่างเงี้ย เด็กเขาอาจจะไม่ได้ชอบไม่ได้พอใจในรูป ร่างของเขาอยู่แล้วคุณยิ่งมาตอกย้ำด้วยคำ พูดแบบเนี้ยอ้วนดำไอ้แว่นอะไรอย่างเงี้ย ก็อาจจะสร้างแผลทางใจให้เด็กได้ซึ่งเจอ เจอบ่อยตามโรงเรียนครูชอบตั้งฉายาให้เด็ก อืจริงๆเด็กก็ตั้งฉายาให้ครูเหมือนกันไม่ รู้ครูรู้หรือเปล่าหายกันมั้คะอย่างงี้ แล้วอย่างอาจารย์บอกว่าเอ่อนิสัยเนี่ยมัน เปลี่ยนง่ายอแต่บางคนน่ะเขาพยายามที่จะ เปลี่ยนแล้วแต่มันเปลี่ยนไม่ได้จริงๆมัน จะมีมั้คะคนที่แบบไม่สามารถเปลี่ยนนิสัย ตัวเองได้มีเยอะแยะส่วนใหญ่คนที่ไม่ สามารถเปลี่ยนได้เยอะกว่าคนที่เปลี่ยนได้ ครับคนที่ตั้งใจเอาจริงเอาจังแล้วเปลี่ยน แปลงเนี่ยยากเขาต้องมีความเอ่อมีระเบียบ ในตัวเองสูงมีดิซิพลินสูงเอาจริงเอาจัง เอาเรื่องง่ายๆนะเรามาคุยกันเรื่องนี้ พรุ่งนี้จะลดน้ำหนักเอาคำเนี้ยมีกี่คนทำ ได้พูดอย่างงี้ทุกวันได้มั้ยพรุ่งนี้จะลด น้ำหนักเออก็ใช่ไงเราได้ยินมาตลอดถูกมั้ ครับเอาแค่เรื่องง่ายๆเนี่ยคุณตอบผมแล้ว กันว่ามีกี่คนที่ทำได้ อืก็น่าจะน้อยเออสรุปแล้วการเอาจริงเอา จังการเคารพคำพูดตัวเองอ่ะเป็นเรื่องหลัก ว่าคนเจะเปลี่ยนนิสัยได้จริงมั้ยการ เปลี่ยนนิสัยมันไม่ใช่แค่พูดว่าจะทำอ่ะ มันต้องเพฟอร์มหรือมันต้องลงมือปฏิบัติ ด้วยอย่างเช่นถ้ามีลูกคนแรกจะเลิกบุหรี่ มันมีพ่อที่เลิกบุหรี่ได้จริงๆครับภายใน วันเดียวหักดิบเลยพอมีลูกกับอีกคนนึงที่ ลูกโตแล้วก็ยังไม่เลิกก็พูดเด็กมันจำได้ นะคนอื่นก็จำได้เหมือนกันว่าคุณเคยพูดว่า อะไรสุดท้ายแล้วมันอยู่ที่ใจครับการเลิก บุหรี่การเลิกสุราการมีการเสพติดต่างๆ เนี่ยถ้าใจมันไม่ได้เข้าการบำบัดไปก็เท่า นั้นใจเนี่ยคือเป็นหลักเลยเป็นตัวตั้งตัว ตีเลยว่าเนี่ยมันจะทำให้เราทำสำเร็จหรือ ไม่อืตัวยากับการแพทย์เนี่ยเป็นเรื่อง ช่วยเหลือนะเป็นไซส์ข้างๆช่วยซัพพอร์ตใจ เราเนี่ยเป็นอันดับ 1 ในการตั้งมั่นไว้ ว่าเราจะเปลี่ยนนิสัยยังไง สมมุตินะว่าวันนี้อยากเปลี่ยนมากอือแต่ก็ ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าใจมันจะสู้หรือ เปล่าอือเราจะมีวิธีทำยังไงให้เราแบบเติม พลังใจของเราให้เราแบบทำสิ่งนี้สำเร็จได้ สักทีอ่ะค่ะมีตัวยึดเหนี่ยวจิตใจมั้ยถ้า ไม่ใช่คนอื่นไม่ทำเพื่อแม่ก็ทำเพื่อตัว เองจริงๆการทำเพื่อตัวเองเนี่ยมันไม่ต้อง มีข้ออ้างอย่างอื่นหรอกครับคือสิ่งเนี้ย สมมุติว่าถ้าเราเปลี่ยนแปลงแล้วจะทำให้ ชีวิตเราดีขึ้นถ้าคุณอยากชีวิตดีขึ้นคุณ ก็เปลี่ยนมันง่ายๆแค่นี้เลยมันอยู่ที่ว่า แรงจูงใจเราเนี่ยมันเอาชนะความขี้เกียจ หรือความเหลาะแหละการเป็นคนขี้แพ้ได้มั้ย อือมันอยู่ที่ว่าเราจริงจังกับการเปลี่ยน แปลงแค่ไหนถ้าเรามองว่ามันเป็นเรื่องเล็ก อย่างเช่นจะไม่กินน้ำตาลทุกวันจะกินแค่ อาทิตย์ละครั้งมันก็อยู่ที่คุณเอาจริงเอา จังแค่ไหนอือฮึแต่ถ้ามันมีแรงจูงใจอย่าง อื่นมากระตุ้นเช่นแฟนนอกใจอืไปหาคนที่ผอม กว่าแล้วแฟนก็บอกก็บอกแล้วว่าเธออ่ะอ้วน มันอยู่ที่ว่าตัวกระตุ้นคุณน่ะมันเกิดจาก อะไรอ่าถ้าคุณไม่ทำเพื่อตัวเองคุณต้องการ ทำเพื่อเอาชนะมันก็เป็นแรงจูงใจที่ดีครับ เพราะว่าผู้หญิงหลายคนหรือว่าผู้ชายก็ แล้วแต่ใช้แรงจูงใจจากความเกลียดชังความ แค้นมากกว่าความรักตัวเองอือซึ่งมันมัก ได้ผลนะค่ะอืจริงค่ะอย่างเวลาคนอกหัก อะไรอย่างี้เนาะมักจะแบบอยากเปลี่ยนตัวเอง ให้ดูดีขึ้นอือซึ่งมันก็ดีกับตัวคุณไงถูก มั้ยดีกับตัวคนที่คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองไป ในทางที่ดีแล้วการที่เราแบบเอาสิ่งยึด เหนี่ยวเป็นคนอื่นอยู่เสมออ่ะมันดีมั้ยคะ อมันก็ไม่ดีอยู่แล้วครับเพราะว่าทำไมเรา ต้องทำเพราะว่าคนอื่นน่ะตัวเราอยู่กับเรา ตลอดเวลาตัวเราเนี่ยแหละที่จะไม่เคยทอด ทิ้งเราคือตัวเราเองดังนั้นการเอาตัวเอง เป็นที่ตั้งเป็นโมเดลให้ตัวเองน่าจะดีที่ สุดอันนี้สำหรับความคิดผมนะเวลาที่เราดู ข่าวค่ะอาจารย์อันนี้อยากรู้มากว่าแบบ อย่างอาชญากรหรือคนที่ก่อเหตุอืเวลาที่มี ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์คนรอบตัวครอบครัว หรือเพื่อนบ้านเก็จะบอกว่าเฮ้ยปกติคน เนี้ยเป็นคนดีอเออนิสัยที่เรารู้จักเขา ว่าเค้าเป็นคนดีนะเไม่น่าจะทำแล้วอะไร ที่มันเป็นสาเหตุหรือเป็นเหตุจูงใจให้คนที่ เป็นคนดีเนี่ยทำสิ่งที่ไม่ดีสุดๆได้อ่ะ ค่ะเอาตอบแบบทั่วไปก่อนแล้วกันนะแรงกดดัน เามีแรงกดดันรอบด้านหรือเปล่าที่บีบ บังคับให้เขาจะต้องทำอย่างนั้นอย่างเช่น เป็นหนี้หรือว่าโดนเอ่อกดดันด้านอื่นๆที่ บังคับให้ต้องทำสิ่งที่มันไม่ดีนี้กับอีก อย่างนึงคนดีของคุณอาจจะไม่ใช่คนดีของ สังคมอืในเครือญาติคุณคุณมองว่าลูกฉัน เป็นคนดีหลานฉันเป็นคนดีผมเห็นหลายคดี เหลือเกินแต่หลานฉันเป็นคนดีนะครับออกไป แว้นสร้างความรำคาญ 3:00 น 4:00 นคนที่ บอกว่าเด็กคนเเป็นคนดีมีแค่คนในครอบครัว แต่สังคมอีก 1000 คนบอกว่าลูกคุณเลวสรุป แล้วลูกคุณเลวหรือดีครับอืแต่มันก็ทำใจ ยากมั้คะมันอยู่ที่ว่าใครเป็นคนให้คำ นิยามว่าคนนี้เป็นคนดีเพราะส่วนใหญ่ที่ มันยังมีความเกรงใจที่บ้านอยู่ก็จะไม่ แสดงนิสัยที่ไม่ดีต่อหน้าที่บ้านก็จะไป แอบทำความเบี่ยงเบนต่างๆเนี่ยออกมาหลังพบ ค่ำหลังเลิกเรียนหรือว่ารวมแก๊งกับเพื่อน ค่อยไปแสดงความไม่ดีออกมาดังนั้นคำว่า เป็นคนดีต้องเป็นสิ่งที่สังคมให้คำนิยาม ไม่ใช่คนในบ้านให้เองเพราะการเป็นคนดี มันเป็นคำที่สังคมจะต้องยอมรับเป็นหนึ่ง ในสมาชิกในสังคมที่มีคุณภาพไม่ใช่คุณเป็น คนดีในตระกูลแล้วเป็นคนเลวของสังคมภาพรวม ที่เหลือผมก็ไม่นับว่านี่เป็นคนดีนะค่ะอื ถามต่อเรื่องของความยุติธรรมดีกว่าอือใน มุมมองของอาจารย์อาจารย์ว่าความยุติธรรม คืออะไรความยุติธรรมมันเป็นเพียงนามธรรม ครับถ้าไม่มีการปฏิบัติให้เกิดขึ้นเชิง ประจักษ์ผมถือว่าไม่ใช่ความสำเร็จของการ ใช้คำว่าความยุติธรรมความยุติธรรมคือความ สมดุลระหว่างกฎหมายมนุษยธรรมและกระบวนการ ทางสังคมถ้าความยุติธรรมไม่ถูกนำมา ปฏิบัติให้เกิดเห็นแจ้งมันคือความไม่ ยุติธรรมแต่ยุติธรรมกับกลุ่มนึงก็อาจจะ ไม่ได้ยุติธรรมกับอีกกลุ่มนึงหรือเปล่าคำ ว่าความยุติธรรมเนี่ยมันจะต้องอย่างที่ บอกสมดุลเรื่องมนุษยธรรมและเรื่องกฎหมาย อือฮึสิ่งเนี้ยมันต้องชั่งน้ำหนักครับ ความยุติธรรมมันจะยุติธรรมต่อเมื่อคุณให้ สัดส่วนทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมเท่าเทียม ไม่ได้แปลว่าเท่ากันด้วยนะสมมุติว่าเด็ก ตัวเล็กอยากจะยืนมองที่สูงๆคุณต้องให้ที่ เหยียบอ่ะ 3 กล่องแต่ผู้ใหญ่ที่สูงแล้ว คุณให้ 1 กล่องเขาจะมองเห็นได้เท่ากัน นั่นคือความเสมอภาคครับซึ่งความเสมอภาค กับความเท่าเทียมเนี่ยไม่เหมือนกันถ้าเรา ให้กล่องทุกคนเท่ากันแม้จะให้เท่ากันมัน ก็ไม่เรียกว่ายุติธรรมอยู่ดีเพราะเด็กและ ผู้ใหญ่คนเนี้ยไม่สามารถมองเข้าไปข้าม กำแพงได้เท่ากันดังนั้นความเท่าเทียมยัง ไม่ใช่ความยุติธรรมถ้ามันไม่เสมอภาคเสมอ ภาคคือสัดส่วนที่เหมาะสมกับแต่ละคนให้แต่ ละคนมีสิทธิ์เข้าถึงสิ่งใดสิ่ง เหมือนกันเนี่ยความยุติธรรมอืเพราะฉะนั้น แปลว่าจริงๆแล้วเนี่ยเราเองในฐานะคน ทั่วไปเวลาเราเห็นข่าวหรืออะไรก็ตามเราไม่ น่าจะตัดสินได้นะว่าสิ่งเนี้ยยุติธรรมหรือ ไม่ยุติธรรมถูกมั้คะอือฮึเพราะเราไม่ได้ มีหน้าที่ในการที่จะมาจำแนกน้ำหนักต่างๆ อ่ะอืออือเอาอย่างี้ก่อนเราเข้าใจคำว่า ความจริงมั้ยความจริงหรือแฟเนี่ยครับแข้อ เท็จจริงข้อเท็จจริงมันเกิดขึ้นแล้วเช่น คนถูกมีดแทงนี่คือข้อเท็จจริงอยู่ที่ว่า มุมมองเนี่ยเรายังไม่ทันตัดสินนะเราแค่ วิเคราะห์ว่าคนนี้ถูกมีดแทงนี่คือแฟในงาน ที่ผมทำคือการวิเคราะห์ทำไมเขาถึงแทงนี่ สิมุมมองแทงเพราะป้องกันตัวหรือแทงเพราะ ว่าไม่ถูกกันมันมีหลายเหตุผลครับที่ความ จริงนั้นจะเกิดขึ้นมันอยู่ที่ว่าเราเอา อะไรมาวิเคราะห์พูดถึงความจริงอ่ะอาจารย์ มักจะบอกว่าความจริงอ่ะมีเพียงหนึ่งเดียว อือฮึแต่ว่าแพนด้าก็เคยได้ยินมาว่าจริงๆ ความจริงมันก็อาจจะไม่ได้มีแค่หนึ่งเดียว ก็ได้อย่างเช่นกรณีเรื่องให้คนตาบอดมาคลำ ช้างอือฮึคนนึงจับอือคนละส่วนกันก็บอก ต่างกันแต่ก็เป็นความจริงทั้งหมดอ่ะ อาจารย์อธิบายตรงนี้ยังไงผมเพิ่งพูดเมื่อ กี้เลยข้อเท็จจริงความจริงที่ผมพูดคือข้อ เท็จจริงมีหนึ่งเดียวคนตาบอดกำลังคลำ ช้างนี่คือแฟกแต่คลำส่วนไหนของช้างอยู่ที่มุม มองอื Angle จริงมั้ยอ่าฉะนั้นสุดท้าย แล้วความจริงก็มีหนึ่งเดียวนิครับแต่นั่น ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดที่เขารู้ถ้าจะเป็น ทั้งหมดของความจริงคุณต้องคลำช้างทั้ง ตัวไม่ใช่คลำแค่บางส่วนบางส่วนคือแค่เพียง มุมมองมุมใดมุมหนึ่งเท่านั้นเองอือฮึอินะ ความจริงอความจริงมีหนึ่งเดียวมีหนึ่ง เดียวแต่บางครั้งเราก็ยอมรับความจริงไม่ ได้เพราะว่าเรายืนอยู่ในจุดที่มองเห็นแค่ บางมุมครับอย่างเช่นผมเห็นภาพที่เป็นมีม เนาะเจ้าเจ้าฟ้าชายชาวเค้าชูนิ้วกลางอ่าอ แต่จริงๆเทำแบบนี้เค้าทำท่าโอเคแล้วอีก มุมกล้องนึงอ่ะมันเห็นแบบเนี้ยอืมันก็ เหมือนชูนิ้วกลางเนี่ยนี่คือมุมมองที่ ต่างกันความจริงคือเค้าชูมือขึ้นมาแค่ นั้นเองอือฮึอยู่ที่ว่าเราเห็นมุมไหน อย่างเวลาอาจารย์ทำคดีที่ผ่านไปแล้วนานๆ อย่างเงี้ยค่ะความจริงมันเกิดไปแล้วอ่ะ แล้วมันก็มันก็จบไปแล้วอ่ะแล้วเรามีวิธี การไปหาevidenceนหาหลักฐานยังไงว่าอะไร คือความจริงอะไรคือแค่แค่มุมมองอ่ะคือคำ ว่าความจริงเนี่ยครับที่มันเกิดขึ้น สมมุติว่านานมาและเรารู้ได้ไงว่าพยานหลัก ฐานที่เรามีเมื่อนานมาละมันมาทุกมิติทุก มุมมองการรื้อมาทำใหม่คือการพยายามอย่าง มากที่สุดในการรวบรวมทุกมิติมาประกอบกัน แล้วลองตีความดูใหม่ว่ามันเข้ากับอันเดิม มั้หรือมันหักล้างกันถ้ามันหักล้าง เนี่ยนี่คือเรื่องใหญ่แล้วเวลาตีความมัน มีเค้าเรียกว่าวิธีการในการตีความยังไง การทำคดีเราจะไม่เราจะไม่ตีความแบบนั้น เลยการทำคดีเราจะดูจากหลักฐานข้อเท็จจริง พยานทั้งหมดเอามาสร้างเป็นภาพแล้ว วิเคราะห์วิเคราะห์ข้อเท็จจริงว่าสมมุติ ว่าคนเดินมาตรงนี้ใครบ้างที่สามารถ access เข้าพื้นที่ตรงนี้ได้แล้วเดินมาได้ต้อง วิเคราะห์ในทุกมิติวิเคราะห์หลายชั้นมาก ครับกว่าจะทำคดีแต่ละคดีนึงเสร็จเนี่ยอื ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยมันเป็นไปได้มั้ยคะ ที่สมมุติว่าเรากำลังวิเคราะห์หรือตีความ อแล้วมันผิดสักจุดนึงอ่ะเหมือนกลัดกระดุม ผิดเม็ดอ่ะแล้วมันทำให้ต่อๆไปผิดหมดเลย เนี่ยอมันเป็นแบบนั้นอยู่แล้วถ้าเราติด กระดุมเม็ดแรกผิดสมมุติว่าการรวบรวมพยาน หลักฐานครั้งแรกมันผิดด้วยการตัดสิ่งที่ สำคัญออกไปแล้วมีแค่สิ่งที่ไม่สำคัญในการ ตั้งต้นนะครับเนี่ยคือกระดุมเม็ดแรกแล้ว คุณคิดว่าการทำงานต่อไปมันจะยากมั้ล่ะ เพราะคุณเอาสิ่งที่สำคัญน่ะออกไปแล้วไม่ ได้อยู่ในสิ่งที่เป็นพยานหลักฐานสุดท้าย เราต้องเอาสิ่งที่ไม่สำคัญ 9 รายการมา ศึกษาต่อทั้งๆที่ถ้ามีชิ้นเนี้ยชิ้นที่ เอาออกไปตั้งชิ้นแรกเสร็จตั้งนานละนึกภาพ ง่ายๆครับค่ะอย่างไอ้ 9 ชิ้นที่เป็นชิ้น เล็กๆชิ้นน้อยๆที่เอามาประติดประต่อกัน เนี่ยค่ะมันเป็นคนละเหตุการณ์กับไอ้ความ จริงก้อนเดียวนั้นเลยมั้คะมันเป็นไปได้ มั้ที่มันจะเป็นคนละอย่างกันไปเลยอ่ะเป็น ไปได้ครับเป็นไปได้ในทุกคดีด้วยอยู่ที่ ว่าความซับซ้อนหรือว่าใครอยู่เบื้องหลัง ใครได้ใครเสียผลประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ แต่ว่าในฐานะที่เราร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องเราเปิดรับทั้งหมดก่อนว่า เป็นจิ๊กซอแบบไหนแล้วก็เอามาดูว่าอ่ะ จิ๊กซอนี้คนละวัสดุกันเราเอาออกเราจะ เอาเฉพาะจิ๊กซอที่เป็นวัสดุเดียวกันทั้งหมด มาแล้วก็ต่อมันมีครับหลายคดีที่จิ๊กซอโดน ทำลายทิ้งไปแต่เราก็จะต่อให้มันได้ภาพ ใหญ่ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้แล้วค่อยไป เติมดีเทลเอาว่ามันน่าจะเป็นอย่างไรอือฮึ เพราะฉะนั้นถ้าทำไปถึงขั้นตอนนั้นน่ะ เปอร์เซ็นต์ที่มันจะออกนอกลู่นอกทางก็คือ น้อยมากใช่ครับอืออืค่ะเดี๋ยวนี้ วิทยาศาสตร์มันนำอารมณ์อยู่แล้วมันก็ได้ ข้อเท็จจริงซะเป็นส่วนใหญ่น่าจะเป็นข้อ เท็จจริงทั้งหมดเลยดีกว่าอันนี้เราคุยกัน ในตรงนี้ไม่ได้หมายถึงอะไรเออใช่ไม่ได้ หมายถึงอะไรครับหมายถึงเรื่องทั่วไปทั่ว ไปค่ะอาจารย์คะอีกอย่างนึงที่อาจารย์ทำ เนาะแบบเราจะเห็นอาจารย์ในสื่อต่างๆก็คือ อาจารย์เป็นนักอ่านแบบนักวิเคราะห์ภาษา กายอ่าแล้วการวิเคราะห์ภาษากายเนี่ยค่ะ จริงๆมันสำคัญยังไงบ้างอ่ะผมว่ามันดีนะใน แง่ของความสัสัมพันธ์มันเป็นการสื่อสาร อารมณ์ออกไปมากกว่าคำพูดมันสามารถโน้ม น้าวคนได้ด้วยอีกอย่างนึงมันเป็นการสร้าง บุคลิกภาพอ่ะครับในการเจรจางานสร้างความ มั่นใจหรือว่าสามารถทำให้เรารู้ทันว่าเรา เสียเปรียบอะไรใครหรือเปล่าผมว่ามันมีข้อ ดีหลายอย่างเลยสอนสักนิดนึงได้มั้คะว่า อย่างในการเจรจาหรือการคุวกับใครสักคนนึง ครับเราเราควรที่จะวิเคราะห์ภาษากายใน กรณีอะไรบ้างอ่ะผมว่าแทนที่เราจะวิเคราะห จ๊ะภาษากายเค้าในการเจรจาผมว่าสร้างความ ประทับใจให้คนอื่นน่าจะง่ายกว่าอือย่าง เช่นเวลานำเสนองานนะครับให้เปิดฝ่ามือผม พูดผมใช้มือพูดตลอดพูดปุ๊บนอกจากการขยับ ตัวน้อยๆจะสร้างความมั่นคงน่าเชื่อถือ แล้วเนี่ยถ้าเป็นการยืนก็ต้องยืนให้ปลาย เท้า 2 ข้างรับน้ำหนักเท่ากันการเปิดฝ่า มือการเปิดลำตัวครับแล้วก็เวลาพูดสบตาสบ ไม่ใช่จ้องการศพคือสบพยักหน้าบ้างสบพยัก ยักหน้าบ้างก็จะสร้างความน่าเชื่อถือให้ กับผู้ฟังอือฮึให้เชื่อสิ่งที่เราพูดอ่ะ โอ๊ยคนนี้พูดดูแบบดูจริงมากเลยทั้งๆที่ เราอาจจะไม่มั่นใจแล้วท่องมาอะไรอย่าง เงี้ย ประมาณนี้ก็เป็นบุคลิกภาพภายนอก ใช่ครับคือบุคลิกภาพอ่ะอย่างที่ผมบอกมัน เปลี่ยนแปลงได้ผมถอดสูตรถอดไทด์ผมก็ไม่พูด ท่านี้แล้วแต่ทำไม่ได้เนาะตอนนี้เออตอน นี้ก็เป็นการให้บริการวิชาการเออมันก็เลย ต้องเป็นแบบทางการแล้วอย่างการวิเคราะห์ ภาษากายคนอื่นน่ะค่ะมันถือเป็นการตัดสิน เขามั้ยคะไม่ครับวิเคราะห์แปลว่านำข้อมูล มา Work out นำข้อมูลมาต่อยอดการตัดสิน เนี่ยการวิเคราะห์เพื่อทราบเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่การตัดสินการตัดสินคือกระบวนการสุด ท้ายเลยที่เราชี้ถูกหรือผิดว่ามันเป็น อย่างนั้นแน่นอนหรือไม่ ศาสตร์ภาษา กายอ่ะเราเรียกว่า Pseudoscience คือศาสตร์เทียม ที่ปัจจุบันก็ได้รับการยอมรับมากเนื่อง จากการศึกษา Micro Expression หรือว่า การแสดงออกทางสีหน้าไมโครนี่เกิดขึ้น เสี้ยววินาทีนะครับเสี้ยววินาทีก็เกิดตรง ไหนบ้างเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือมากที่สุด ในการในการแปลงหรือแปลความหมายภาษากาย ดัง นั้นมันก็ช่วยในงานสืบสวนสอบสวนช่วยในงาน วิเคราะห์พฤติกรรมแต่มันไม่ใช่งานตัดสิน พฤติกรรมมันคืองานวิเคราะห์เราศึกษาเพื่อ รู้อย่างการที่เราไปคอมเมนต์ใน โซเชียลมีดีอือฮึเราก็แบบแม้มีอาจารย์ เป็นไอดอล ฉันเริ่มมีความรู้ในเรื่องของการ วิเคราะห์ภาษากายละเออแล้วก็เอาไปใช้แบบ เนี่ยดูคลิปคนนั้นคนนี้หรือเวลาดูข่าวคน นั้นคนนี้แล้วก็ไปคอมเมนต์วิเคราะห์ว่า เขาน่าจะเป็นอย่างงั้นอย่างนี้ได้เนี่ย ค่ะหรือในกรณีที่ว่าเราเห็นข่าวอะไรสัก อย่างนึงอ่ะแล้วเราก็ไปคอมเมนต์หรือว่า เป็นเ speed อ่ะเป็นคำพูดแย่ๆใส่คนๆนั้น เลยอ่ะค่ะแบบเนี้ยมันสะท้อนอะไรของเรา บ้างอ่ะค่ะถ้ามีผมเป็นต้นแบบจริงๆอ่ะคุณ จะไม่ด่าใครนะอืเพราะว่าการวิเคราะห์คือ การนำเสนอสิ่งที่คุณเห็นแล้วก็วิเคราะห์ จากประวัติหรือสถิติครับอย่างเป็นวิชาการ ถ้าทำแบบนั้นน่ะมันจะไม่มี head speech ออกมาเลยการวิเคราะห์คุณวิเคราะห์ได้ เฉพาะข้อมูลที่คุณมีหรือความน่าจะเป็น ส่วนใหญ่ผมจะพูดเรื่องสถิติถ้าสถิติคนที่ อ่ะสมมุติว่าคนมาแจ้งความแล้วสถิติบอกว่า ส่วนใหญ่คนที่แจ้งความคดีคนหายจะเป็นคน รักพาตัวไปอะไรประมาณนี้อันนี้ยกตัวอย่าง สถิตินะเราก็เอาสถิติเนี้ยมาถกปกกันใน ประเด็นของการอุ้มหายอะไรประมาณนี้แต่ไม่ ใช่การตัดสินผมไม่เคยพูดว่าคนนี้เป็นคน ฆ่าแน่นอนครับผมไม่เคยพูดเลยการวิเคราะห์ ต้องอยู่ในกรอบของวิชาการครับอีกอย่างนึง การใช้ Head Speed ในการพิมพ์หรือ คอมเมนต์อะไรแบบนั้นน่ะผมมองว่ามันเป็น เรื่องที่ปุถุชนทั่วไปไม่ควรทำอยู่แล้ว อ่ะนอกจากมันจะแสดงถึงความสามารถไม่มี วุฒิภาวะของคุณแล้วยังเป็นการเค้าเรียก ว่าอะไรส่งต่อความเกลียดชังอ่ะผ่านทาง อินเทอร์เน็ตให้แพร่กระจายไปตามแพลตฟอร์ม ต่างๆซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี แล้วยิ่งคนคอมเมนต์แบบนั้นคนที่มาเห็น คอมเมนต์ก็จะรู้ว่าคนนี้ไม่มีวุฒิภาวะ สำหรับผมผมมองว่าเขาเป็นคนป่วยอืเนี่ย กำลังจะถามต่อว่าแล้วอะไรที่ทำให้คนนึง อ่ะสามารถที่จะคอมเมนต์ด่าทอคนอื่นได้โดย ที่ไม่รู้สึกผิดอะไรเลยอ่ะค่ะการคอมเมนต์ มันง่ายไงครับไม่ต้องมารับผิดชอบไงเพราะ ว่าเวลาเราคอมเมนต์แล้วเราต้องโดนดำเนิน คดีมีกี่คนที่ถูกดำเนินคดีจริงๆพอการ พิมพ์อะไรก็ได้เน็ตประเทศไทยราคาถูกเน็ต มีความเร็วฉะนั้นอยากจะด่าใครก็พิมพ์ enter พิมพ์ Enter เสร็จปุ๊บไม่เห็นมี ใครมาเอาผิดไม่เห็นมีใครมาให้เราจ่ายค่า ปรับเลยก็พิมพ์ด่าไปทุกวันคนพวกเนี้ยจะ หยุดทำต่อเมื่อได้รับการลงโทษซึ่งเราไม่ ได้เอาจริงเอาจังกับการลงโทษการเอ่อกระทำ H speชในแพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้อืถ้า เอาจริงทุกคนโดนปรับคำละแสนโดนปรับจริงๆ ที่บ้านในวันถัดไปคุณว่าปริมาณมันจะลด มั้ยล่ะไม่กล้าเม้นเลยแหละนั่นไงแสดงว่า การลงโทษมันละหลวมครับแล้วเราก็มีหลายคน นะคะเช่นแบบinfluenซerหรือแม้กระทั่งคน ที่ใช้โซเชียลทั่วไปนี่แหละที่มันมีคน อื่นมาคอมเมนต์อ่ะเราก็มักจะเจ็บปวดไปกับ คอมเมนต์เหล่าเนี้ยออือผมคุยกับเพื่อนนะ เพื่อนผมบอกว่าการเถียงกับคนพวกเนี้ยใน อินเทอร์เน็ตมันเหมือนเรายืนเถียงกับสิ่ง ปฏิกูลในโถ่ส้วมจริงๆเรากดชักโครกทุก อย่างก็จบแล้วอืคุณไปยืนเถียงกันทำไมอ่ะ พอผมคิดอย่างี้ได้ก็เออจริงหลังจากนั้น ปุ่มกดบล็อกมันง่ายมากเลยนะครับเราก็ บล็อกไปจบมันแยกออกอยู่แล้วเนาะระหว่างคน ที่มาเม้น์แบบไม่ดีกับเม้น์บางส่วนก็อาจ จะบอกว่าอันเนี้ติเพื่อก่ออะไรอย่าง เงี้ยค่ะเค้าเป็นใครอ่ะอยู่ที่ว่าเค้า เป็นใครอืถ้าเค้าให้คอมเมนต์ที่มี ประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไขก็ดีครับ การติเพื่อก่อมันมีแต่วิธีการก็อยู่ที่ ว่าคุณมีระดับของมารยาทในการสื่อสารมาก แค่ไหนด้วยการพูดตรงทุกคนทำได้แต่การพูด ตรงสามารถทำแบบมีมารยาทได้อันนี้บางคนไม่ รู้ต้องเรียนหรอคะต้องฝึกหรือเกิดจากอะไร มารยาทเรียนไปไม่จำก็เท่านั้นครับอยู่ที่ ว่าสมมุติว่าถ้าเราเรียนที่โรงเรียนน่ะ แต่กลับไปที่บ้านที่บ้านหยาบคายมากเลย ฉะนั้นการสอนที่โรงเรียนอยู่ที่โรงเรียน เต็มที่ 8 ชมงอยู่ที่บ้านอีก 16 ชมงผมจะ เป็นคนมีมารยาทดีได้ยังไงในเมื่อที่บ้าน เป็นแบบเนี้ยจริงมั้ยฉะนั้นเราก็ต้องเก็บ สะสมทั้งประสบการณ์ในบ้านมันมันอยู่ที่ ปัจจัยหลายอย่างการที่จะทำให้คนนึงเป็น ยังไงหรือบางคนรู้สึกอายมากเลยที่บ้าน เป็นคนหยาบคายฉันจะไม่ให้ใครรู้เด็ดขาด ว่าที่บ้านฉันเป็นแบบนี้คนเนี้ยมีแรงจูง ใจไม่อยากให้คนตัดสินเขาก็จะพยายามอย่าง มากในการสร้างตัวตนขึ้น ทำตัวมีมารยาททำตัวรวยทำตัวไฮโซโอ้เรา เห็นมาเยอะแล้วนี่ครับคดีที่อวดรวยอวด นั่นอวดนี่แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น นั่นคือการสร้างตัวตนที่พยายามปลบกลบปม ด้อยของตัวเองอย่างี้ถือว่ามีหลาย อัตลักษณ์หรือยังคะไม่เรียกอัตลักษณ์ครับ เราเรียกว่าบุคลิกภาพอ๋อยังไม่ถึงอืออือ อยากรู้อ่ะค่ะว่าอย่างในประเทศไทยมีหลาย ภาคเนาะมันมีคดีแบบเฉพาะมั้ยอ่ะว่าภาค เนี้ยจะเจอคดีแบบเงี้ยเยอะเป็นพิเศษอะไร อย่างเงี้ยค่ะไม่นะอือผมไม่ค่อยผมยังไม่ เคยจัดอ่าสถิติอาจกรรมจากภาคส่วนใหญ่ทำ ผมก็ทำภาพรวมเป็นประเทศเป็นเพศแยกกัน ยังไม่เคยแบ่งแยกเป็นภาคแต่ที่ต่างประเทศอ่ะ มีอุณหภูมิที่ต่างกันเกี่ยวข้องกับคดีที่ ต่างกันมีอือแต่ประเทศไทยมันมีแต่ อุณหภูมิร้อนไงก็เลยแบบเอ้อเราไม่รู้จะ แยกแยกทำไมไม่ใช่ค่ะมีร้อนร้อนมากร้อนที่ สุดร้อนที่สุดเออเห็นด้วยเห็น อาฮะแล้วอาจารย์ว่าปัจจุบันเนี่ยค่ะด้วย ความที่ว่าทุกอย่างมันเร็วมีสื่อหรือว่า แม้กระทั่งข่าวการทำข่าวทุกวันนี้เนาะมี ไลฟ์สดด้วยซ้ำไปอ่ะการที่มันเปิดเผยข้อ มูลทุกอย่างแบบเนี้ยอาจารย์ว่ามันมีผลทำ ให้การเกิดอาชญากรรมมันมากขึ้นมั้อ่ะคะผม คิดว่าปัจจัยหลายๆอย่างนะครับทำให้ อาจเลยก็เรื่องสื่อเนี่ยแหละพอเห็นปุ๊บก็ อยากจะทำตามเพราะว่ามันมีเคสที่ทำแล้วไม่ ถูกจับอย่างเงี้ยมันก็จะทำเลียนแบบการ ปล้นร้านทองคือมนุษย์เราพฤติกรรมมนุษย์ เนี่ยมันจะมีต้นแบบเสมอเวลามันเกิดเหตุ อะไรสักอย่างนึงสักพักจะมีคนทำตามเหมือน ผมพูดเรื่องการวางยาพิษอ่ะไซยานพูดเสร็จ ผมบอกว่าเดี๋ต้องมีคนทำตามสุดท้ายก็มี มันเป็นเรื่องปกติของวัฏจักรของสังคมแต่นอก เหนือจากโซเชียลมีดีที่ทำให้เกิดการผลิต ซ้ำของการกระทำความผิดแล้วผมคิดว่าหลายๆ อย่างก็เป็นตัวแก้กันเองเหมือนกันเช่น ด้วยสื่อโซเชียลมีดียมันไวมากมากก็ทำให้ ผู้กระทำผิดกลัวการถูกจับกุมเพราะ ปัจจุบันนี้พอมีภาพแพร่ไปเนี่ยอีกวันนึง โดนจับละฉะนั้นเราก็ต้องดูดีๆว่าสื่อ เนี่ยมันเป็นทั้งบวกและลบเราโฟกัสมันที่ ด้านไหนอืเหมือนความเหงาค่ะเออเป็นคู่ บุคคลเล่นวหนุ่มบาวสาวปานเหรอออฮะอย่าง ก่อนหน้าเที่เราคุยกันค่ะว่าคนที่เป็นคน ดีๆที่หลายๆคนแบบว่าเขาเป็นคนดีแต่เขาก่อ เหตุอะไรสักอย่างนึงร้ายแรงขึ้นมาทีเนี้ย อาจารย์บอกว่าต้องดูว่าเขามีตัวกระตุ้นอะไรบ้าง เช่นความกดดันความเครียดอย่างี้ ใช่มั้คะแล้วจริงๆแล้วความเครียดอ่ะมันมี ผลต่อพฤติกรรมของเราขนาดไหนอ่ะคะความ เครียดมันเป็นการหลั่งของฮอร์โมน คอร์ติซอลนะครับซึ่งพอฮอร์โมนคอร์ติซอล หลั่งปุ๊บมันจะเกิดอาการนอนไม่หลับกิน ข้าวไม่ลงพอเครียดปุ๊บเราก็อยากจะทำให้ ความเครียดนี้หายไปก็อาจจะไปเล่นพนันใช้ ยาเสพติดกินยานอนหลับหรือทำสิ่งที่มันทำ ให้ให้เราลืมเรื่องนั้นไปชั่วขณะไอ้ตอน ที่เราไปหาเรื่องพวกนั้นทำนี่แหละมันก็จะ ทำให้พฤติกรรมของคนกลุ่มเนี้ยใกล้เคียง กับการกระทำความผิดเช่นพอเครียดๆโดนไล่ ออกจากงานไม่รู้จะหาเงินทางไหนไปเล่นสลอต แล้วกันพลนันออนไลน์ตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่ น่ากลัวสำหรับเยาวชนยุคนี้มากไม่ว่าจะ เป็นยาเสพติดปืนเถื่อนการพนันออนไลน์ล้วน แล้วแต่มาจากความเครียดก่อนเลยแล้วก็ความ โลภมาด้วยกันก็จะกลายเป็นการกระทำความผิด ในรูปแบบต่างๆการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ทุกวันนี้มันจะไม่เครียดมันก็แหมไม่เข้า ใจเลยอือค่ะผมก็เครียดเหมือนกันค่ะเพราะ ว่าเราทำคดีอาจกรรมเยอะเอ่อหลายๆท่านก็คง เห็นนะครับเวลาผมออกไปวิเคราะห์จนเาอาจจะ ลืมไปว่าเราเป็นอาจารย์อืนี่ผมเป็น อาจารย์ที่ต้องสอนหนังสืออยู่นะมือนึงก็ ต้องสอนหนังสือไปด้วยอีกมุมนึงก็ต้อง วิเคราะห์ข่าวให้สังคมด้วยเขาเรียกว่า บริการวิชาการความเครียดแล้วเข้าใจเพราะ ว่าคดีมันเกิดขึ้นน่ะ ทุกวันทุกชั่วโมงมีคนตายนะครับแต่วิธีการ ที่จะทำให้มันมีแนวโน้มสถิติคดีที่ลดลง เนี่ยมันต้องเกิดจากโครงสร้างโครงสร้าง ได้แก่โครงสร้างสังคมกฎหมายเราพูดเปล่าๆ ทุกวันเนี่ยกฎหมายเปลี่ยนมั้ยอือคนที่มี อำนาจเเปลี่ยนให้เรามั้ยเค้าเอาจริงเอา จังกับการลงโทษมั้ยผมทำได้แค่บอกให้สังคม ได้ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นปัจจัยปัญหาหา สาเหตุคืออะไรผมช่วยแก้ไม่ได้หรอกครับ อาชีพผมอ่ะเป็นอาจารย์เนาะทำได้แค่ให้ ความรู้ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าคนที่ได้ยิน ที่มีอำนาจเนี่ยเขาจะเอาสิ่งที่ผมพูดอ่ะ ไปปรับปรุงแก้ไขส่วนไหนโครงสร้างได้มั้ย กฎหมายได้มั้ยอย่างเช่นการพิจารณาอายุของ เด็กที่กระทำความผิดถ้าคุณอ้างหลักสากล คุณอ้างหลักสิทธิมนุษยชนปกป้องสิทธิ์เด็ก สิทธิ์นู่นสิทธิ์นี่คุณต้องดูด้วยว่าสากล เขาเอาเกณฑ์อะไรมาใช้บ้างเค้ามีการปกป้อง สิทธิ์ผู้ต้องขังมั้ยมีแต่เกณฑ์อายุที่ เขาลงโทษเด็กคือ 11 ปีเป็นต้นไปเค้าให้ เด็กรับเอ่อโทษทางอาญาเหมือนผู้ใหญ่นะ ครับประเทศไทยก็ยังตั้งอายุเกณฑ์ 15 18 ไม่ต้องรับโทษมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ อยู่เลยถ้าคุณอยากได้แบบสากลจริงคุณต้อง เอามาทั้งหมดไม่ใช่เอามาแค่บางข้อที่คุณ อยากเอามาอันนี้คือสิ่งที่ผมเข้าใจว่า ทำไมสังคมเราถึงเครียดอือืเข้าใจเลยมัน หลายๆมิติเลยนะคะแบบการใช้ชีวิตความปลอด ภัยความเป็นอยู่เศรษฐกิจความเครียดมัน เกิดแน่ๆแหละเด็กเกิดมาก็ร้องไห้แล้วอ่ะ ครับเครียดมั้ล่ะแล้วอย่างเวลาที่เราจะทำ อะไรที่ไม่ดีหรือก่ออาชญากรรมทำอะไรสัก อย่างค่ะมันเกิดจากความเครียดเกิดจากแรง กระตุ้นเกิดจากความกดดันจนมันกลายเป็น อารมณ์ชั่ววูบอืออืในทางนักอาชญาวิทยา อธิบายเรื่องของอารมณ์ชั่ววูปไว้ยังไง บ้างคะอารมณ์ชั่ววูบก็คือบันดาลโทสะก็คือ มันเกิดขึ้นเสี้ยววินาทีเวลาเราห้าม อารมณ์เราไม่ได้ครับซึ่งการที่เรามี อารมณ์ก้าวร้าวการฝึกห้ามสิ่งเหล่าเนี้ย มันต้องมาตั้งแต่เด็กอารมณ์ชั่ววูบไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วไปฆ่าคนทุกคนทุกคนมีอารมณ์ โกรธได้มแต่วิธีการแสดงออกมันจะต่างกัน บางคนต้องออกไปกรี๊ดในที่จอดรถบางคนไป ร้องไห้ในห้องน้ำบางคนก็ทุบโต๊ะในที่ทำ งานแล้วแต่เลยว่าคุณจะแสดงออกแบบไหนแต่ การที่อารมณ์ชั่ววูบบันดาลโทโทสะบีบคอคน ตายคามืออย่างเงี้ยครับอันนั้นน่ะหายาก มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับพันธุกรรมสิ่งแวด ล้อมความกดดันที่สะสมมาเพราะว่าอะไรคะ เพราะว่าคือเหมือนสมมุตินะว่าเราเจอความ เครียดมากๆอือแพนด้าว่าอาจจะมีบางครั้ง แหละที่เรามีความคิดแว๊บๆที่ไม่ดีขึ้นมา ว่าเราจะหาทางออกทางลัดอย่างต้องดูก่อน ว่าคุณมาเป็นโรคหรือเปล่าถ้าคุณเป็นโรค ซึมเศร้าอย่างเงี้ยครับชั่ววูบของคุณจะ ไม่เหมือนชั่ววูบของคนทั่วไปอืเพราะว่าคน ทั่วไปเวลามีอารมณ์โกรธก็แค่แบบตะโกนหรือ กรี๊ดออกมาก็จบบีบแตซึมเศร้าเนี่ยถ้าเขา มีชั่ววูบเนี่ยเขาสามารถจะทำการฆ่าตัวตาย ได้สำเร็จเลยฉะนั้นต้องดูก่อนว่าระดับ ความเครียดเนี่ยมันก่อตัวมานานหรือยังมัน ทำให้เราเป็นโรคทางจิตหรือยังต้องดูตรง นี้อันนี้สำคัญอืเพราะเครียดของคนที่ปกติ กับเครียดของคนที่มีโรคทางจิตก็ต่างกัน ใช่ต่างกันครับแล้วอย่างเงี้ยค่ะเราจะมี วิธีถ้าเราเป็นแบบคนทั่วไปเนาะยังไม่ได้ เป็นอ่าอาการทางจิตที่ต้องรักษา เราจะมีรับความเครียดหรือว่าทำยังไงให้ ความเครียดมันลดน้อยลงได้บ้างอืก่อนอื่น เลยผมคิดว่าควรจะต้องตั้งคำถามกับตัวเอง ก่อนครับว่าเรื่องที่คุณเครียดอยู่เนี่ย มีทางแก้มทางแก้ขึ้นอยู่กับตัวเราเองหรือ ขึ้นอยู่กับคนอื่นถ้าขึ้นอยู่กับตัวเรา เองเราจริงจังในการแก้ไขมันแค่ไหนแต่ถ้า ความเครียดเป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้ผมแนะนำ ให้หยุดคิดหาอย่างอื่นทำเช่นไปทำกิจกรรม ที่ที่เราไม่เคยทำมาก่อนยิงธนูดูหนังคน เดียวกินข้าวคนเดียวไปเดินสวนสาธารณะไป ออกกำลังกายไปลองกินร้านอาหารใหม่ๆเรื่อง ง่ายๆแค่เนี้ยเป็นเรื่องที่มันสามารถจะลด ความเครียดลงได้หรือการออกกำลังกายบางที ชวนเพื่อนสนิทหรือชวนคนในครอบครัวไปออก กำลังกายด้วยมันก็จะเป็นการสู้กันระหว่าง สารแบบเอนโดรฟีนกับคอร์ติซอลก็ลดระดับ ความเครียดลงสร้างความตื่นตัวให้กับร่าง กายหาอะไรแบบนี้มาเบรกก่อนแล้วมันก็จะทำ ใช่เอ่อไอ้ที่คิดฟุ้งๆมันก็จะหายไปใช่อีก วิธีนึงผมชอบและได้ผลมากที่สุดนอนหลับ อื การนอนหลับคือ solut เวลาเราคิดไม่ออกเจอ เรื่องเครียดๆในชีวิตฝรั่งเขาถึงบอกว่า go to bed การนอนคือการรีตสมองมันจะหา solution ในการแก้ไขปัญหาเองครับคนคิด ค้นตารางธาตุอดหลับอดนอนมา 2 ปีเพื่อคิด ตารางธาตุแต่มีอยู่วันนึงเขาถอดใจละเ้าก็ เลยไปนอนคืนนั้นแหละเขาคิดตารางธาตุออก มหัศจรรย์เหมือนกันนะอืสมองเรามัน resolu ค่ะอย่างตัวอาจารย์เองค่ะอาจารย์บอกว่า การจะเป็นนักอาชญาวิทยาได้กับคดีต่างๆที่ อาจารย์ทำรวมถึงหน้าที่ของอาจารย์ที่เป็น ครูที่สอนเออพันว่ามันมีความเครียดเยอะ มากๆแล้วอาจารย์มีวิธีการแบบรับมือกับ ความเครียดของตัวเองหรือบริหารความเครียด ตัวเองยังไงบ้างคะผมไม่ค่อยเครียดเรื่อง งานนะไม่ค่อยเลยแหละก็คือเราต้องเข้าใจ ว่าหน้าที่ของเราทำแค่ไหนสมมุติว่าผมอยาก จะช่วย 100% น่ะแต่หน้าที่ผมช่วยได้ 30 เราต้องยอมรับตรงนี้ก่อนครับว่าการปิด ประตูที่ทำงานเพื่อมาสวมบทบาทอื่นยังเป็น สิ่งจำเป็นอยู่ผมไม่ได้เป็นอาจารย์ 24 ชั่วโมงผมยังต้องเป็นพี่ชายผมยังต้องเป็น เจ้าของแมวต้องเป็นเพื่อนที่ยังมีบทอื่น ที่ต้องสวมอยู่ผมไม่สามารถนำงานกลับไปทำ 24 ชมงได้ฉะนั้นเมื่อหมดเวลางานสมองผมก็ จะเปลี่ยนโหมดไปทำโอื่นบทบาทอื่นที่ต้อง ทำแล้วอย่างบางคนที่เขาอยากทำได้แบบเนี้ย ค่ะคือจบจากงานแล้วก็โอเคเรามีอย่างอื่น ที่ต้องโฟกัสเนาะมีครอบครัวหรืออยากให้ เวลาตัวเองแต่สมมุติว่าเขาทำแบบนั้นแล้ว เขารู้สึกผิดอือฮึอ่าเหมือนว่าเราชัดดาวน ที่ทำงานไปเลยหรือว่าชัดดาวน์อย่างอื่นไป เลยเพราะเวลานี้ฉันต้องการทำอีกอย่างนึง มากกว่าแล้วรู้สึกว่าเฮ้ยเราทำแบบนี้เรา เห็นแก่ตัวหรือเปล่าอ่ะคุณต้องเข้าใจคำ ว่า work life balance ก่อนหรือว่างาน ชีวิตและความสมดุลตรงกลางถ้าคุณรู้สึกผิด ว่าอุ๊ยฉันไม่เอางานทั้งชีวิตมอบหมายให้ บริษัทผมว่านั่นไม่ใช่งานที่ดีงานที่ดีจะ ต้องไม่คอนซูมหรือต้องไม่กินเวลาชีวิตคุณ มากเกินไปเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึก เหนื่อยแต่ยังมีเงินเป็นฟันเฟืองในการทำ ให้คุณเดินหน้าต่อไปนั่นไม่ใช่งานที่ใช่ สำหรับคุณครับคุณอยู่เพราะว่าเงินแต่งาน ที่คุณอยากจะไปทำงานทุกวันเลยวันไหน เหนื่อยบ้างแต่นอนพักก็หายนั่นคืองานที่ ใช่เพราะว่าทุกงานมันต้องมีวันเหนื่อยผม ชอบสอนหนังสือสื่อมากผมสนุกทุกครั้งที่ ได้สอนแต่ว่าเวลาสอนยืนสอน 6 ชมติดกันมัน เหนื่อยอยู่แล้วแต่พอกลับมานอนพักหายแล้ว รู้สึกสนุกมั้ยเออสนุกต่อนั่นคือ แพชชั่นในการทำงานดังนั้นคุณอย่าลืมว่า นอกจากมนุษย์เงินเดือนแล้วคุณเป็นอย่าง อื่นด้วยคุณอย่าลืมคนที่อยู่ข้างหลังข้าง ๆคุณพ่อคุณแม่ปู่ย่าตายายการผลัดวัน ประกันพุ่งอ่ะครับจะทำให้คุณสูญเสียบาง อย่างตลอดกาลนะอย่างเช่นคุณบอกว่าเดี๋ ไปกินข้าวกับแม่เดี๋ค่อยไปอาทิตย์หน้าแม่ โอหวันนี้งานเยอะมากเลยเดี๋ยวค่อยไปมี หลายคนแล้วครับที่สุดท้ายแล้วค่อยมาขอโทษ คนเหล่านั้นในงาน ศพบางอย่างมันไม่ทันฉะนั้นผมอยากให้ใช้ ชีวิตแบบไม่ต้องมาเสียดายใช้ชีวิตไปเลย อยากทำอะไรทำคุณต้องไปสุดในทุกที่ที่คุณ ไปอ่ะไปสุดทุกทางอือฮึแค่นั้นเองแต่ที่ สำคัญคือมันไม่ได้เดือดร้อนใครอือือมัน คือแค่นั้นเลยใช่ใช่อยากรู้ว่าในมุมมอง นักอาชญาวิทยาเนี่ยเราสามารถเปลี่ยนคน อื่นได้มั้คะยากอ่ะผมว่าการฝึกหมายังง่าย กว่าอีกนะฝึกนิสัยหมาขนาดเด็กอ่ะถ้าอายุ มากกว่า 7 ขวบไปแล้วยังเปลี่ยนตัวตนได้ ยากเลยครับผมว่าง่ายที่สุดคือการเปลี่ยน ตัวเองอืเพราะตัวเราเองเรารู้เรามีสติรู้ ตัวตลอดเวลาว่าอุ๊ยถ้าเราเปลี่ยนตัวเอง ให้เพิ่นคนใจเย็นสมมุติว่ามีรถปาดหน้าเรา เราจะไม่บีบแตเราจะไม่ด่าเา้าเราจะไม่บีบ แตก็ฝึกไปเรื่อยๆนิสัยเนี่ยมันเปลี่ยนได้ แต่เราไม่รู้ว่าคนอื่นน่ะเปลี่ยนได้ เหมือนเรามฉะนั้นผมว่าการเปลี่ยนตัวเอง ง่ายที่สุดอือฮึอยู่ในการควบคุมของเราเอง อยู่ในการควบคุมของเราเองใช่สุดท้ายอยาก ให้อาจารย์ฝากอะไรถึงแฟนๆเพจเกลานิสัย อันตรายนิดนึงค่ะในเรื่องของนิสัยอือผม อยากให้ทุกคนนะครับคำเดียวเลยมีสติสติจะ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นนายก่อนพูดก่อน กระทำก่อนแสดงอะไรออกไปเนี่ยการมีสติจะทำ ให้เรารู้ถึงความสมดุลระหว่างสถานการณ์ ว่าเราควรจะแสดงบทนี้หรือเราควรจะเป็น แบบนี้ควรจะพูดแบบนั้นการมีสติจะทำให้เราไม่ เสียใจในการกระทำที่เราแสดงออกไปอืค่ะคม มากเออวันนี้ค่ะทางเกลาก็มีเสื้อมามอบให้ อาจารย์ด้วยค่ะเสื้อเกลาค่ะเสื้อโอเคเกลา นิสัยอันตราย แล้วด้านหลังค่ะอ่ะโชว์ด้านหลังนิดนึงใช่ เขียนว่าฉันเกิดฉันเกิดมาเกล่าฉันเกิดมา เกลา กีฬาก็ได้อ่ะยังไงก็ได้ฝากไปกดไลก์กดแชร์ เพจนี้ด้วยนะคะแล้วก็ YouTube ด้วยนะคะ ช่องเกากดไลก์กดแชร์คอมเมนต์บอกเราด้วยนะ คะดูคลิปนี้แล้วเป็นยังไงนะคะหรือถ้าใคร อยากได้เสื้อตัวนี้นะคะก็ที่ใต้ description นี้นะคะสำหรับอบอกมาเลยครับ เดี๋ทางพิธีกรจะแจกนะครับ อ้าได้ค่ะโดยเป็นทุนของอาจารย์ตินนะคะ ขอบคุณครับขอบคุณค่ะอาจารย์ขอบคุณค่ะ ทำไมเราไม่เกลาตัวเองก่อนที่เราจะไปเกลา คนเ