📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

สังคมไทยติดดีจริงไหม? ทำไมความดีจึงเป็นทุกข์? | เกลา x รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์

Klaoshow54:39

Transcription

สังคมไทยเนี่ยเรามักติดดีกันแล้วก็เอาความดีเนี่ยเป็นไม้บรรทัดไปฟาดชาวบ้านเขา ซึ่งบางทีมันน่าเกลียดกว่าคนที่ไม่มีความดีอะไรเลยก็มี

คนที่เขามีธรรมะจริงๆอ่ะค่ะ อาจารย์เาดำเนินชีวิตยังไงหรอคะ ธรรมะส่วนใหญ่อ่ะเรามักจะไปแปลในแง่ positive อย่างเดียวก็คือคนมีธรรมะเนี่ยต้องเป็นคนดี ต้องเป็นคนนุ่งขาวห่มขาว ต้องเป็นคนใจเย็นๆ พูดช้าๆ แต่จริงๆ ธรรมะในอีกแง่นึงเนี่ยมันหมายถึงธรรมชาติ งั้นธรรมชาติจริงๆแล้วมันมีทั้งดี ชั่ว และกลางๆ งั้นคนที่ประพฤติธรรมปลอมๆเนี่ยนะ ส่วนใหญ่ก็จะแสร้งว่าดีตลอดเวลา ซึ่งมันผิดธรรมชาติ

ครูบาอาจารย์ที่สอนพี่มามักจะพูดเสมอ ถ้าเราเป็นฆราวาสเนี่ยนะ ทางโลกต้องไม่ช้ำ ทางธรรมต้องไม่เสื่อม ทางโลกต้องเลิศล้ำ ทางธรรมต้องเลิศลอย ท่านสอนมาอย่างเงี้ย

จริงๆอ่ะมันดูย้อนแย้งเนาะ ส่วนนึงมันดูเจริญขึ้นจริงๆ มนุษย์ควรจะพัฒนาตามเงี้ย แต่มันก็จะต้องมีมนุษย์กลุ่มนึงที่ตกยุคไปถูกมั้ย มันก็เป็นเรื่องปกตินะ มันก็เป็นตั้งแต่โลกโบราณละ อันนี้มันก็คืออาจจะเหมือนการคัดเลือกทางธรรมชาติอ่ะ

นิสัยอะไรที่เป็นนิสัยอันตรายที่สุดที่พระพุทธพระองค์ได้เคยบอกเอาไว้เลย

สวัสดีค่ะอาจารย์ สวัสดีครับ โห ดีใจมากค่ะ วันนี้ได้คุยกับอาจารย์แดด้า เป็นหนึ่งคนที่ เป็น FC อาจารย์แล้วก็ติดตามอาจารย์ทางช่องทางออนไลน์ในเรื่องที่อาจารย์มาให้ความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนา แล้วก็วันเนี้ยมาในช่องเกลาค่ะ แพนว่าเราน่าจะได้บทสนทนาดีๆ ที่จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ฟังทุกคนเกี่ยวกับเรื่องของการประพฤติปฏิบัติตัวที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนเอาไว้เนาะ

คำถามแรกค่ะ ถ้าอยากรู้ว่าแล้วคำว่านิสัยค่ะ ในความหมายเชิงพุทธเนี่ย เอ่อ มีการอธิบายไว้ว่ายังไงบ้างค่ะ

เอาตามศัพท์เลยนะ นิสสยะมันแปลว่าอาศัย ฉะนั้น เอ่อ นิสัยเนี่ยมันก็คือสิ่งที่เราอาศัย อ่ะ อาศัยจนเป็นปกติอ่ะนะครับ แล้วมันก็จะมีคำที่คู่กับคำว่านิสัย คือแรงกว่านิสัย เรียกว่าอุปนิสัย อื ก็คือนิสัยที่แรงกล้า อ่า แล้วเลยจากอุปนิสัยเนี่ยนะ มันจะมีคำว่าสันตานะ แปลว่าการสืบต่อบ่อยๆ สันตานะ เนี่ยพอแปลงเป็นภาษาไทยก็คือคำว่าสันดาน นั่นแหละ อ่า เลยจากสันตานฮะไปอีก เค้าเรียกกว่าวาสนา อือ อ่า วาสนานี่คือการสั่งสมสันดานน่ะแรงขึ้นไปเรื่อยๆนะ อ่า ฉะนั้นที่เราภาษาไทยที่เราชอบใช้คำว่าวาสนาเนี่ย มันคือความหนาแน่นของอุปนิสัย เอาเป็นเอาเป็นว่าในมุมของพุทธเนี่ย การประพฤตินะ การสั่งสมนิสัยไม่ว่าจะทางกาย วาจา ใจเนี่ย มันจะเริ่มจากนิสัย แล้วก็พัฒนาเป็นอุปนิสัย พัฒนาเป็นสันตานะ แล้วก็พัฒนาเป็นวาสนา มี 4 เลเวล

วาสนาของแต่ละคนที่เขาพูดถึงกันน่ะ อ มันมันเปลี่ยนได้มั้ยค่ะ

โอเค จริงๆก่อนจะไปตรงนั้นเนี่ย เราอาจจะเคยได้ยินอีกคำนึงว่าจริต อ่า อ่า จริตเนี่ยก็เป็นหนึ่งในคำ เอ่อ ในคำที่พระพุทธเจ้าเนี่ยใช้ในการบัญญัติอุปนิสัยของคนเนาะ จริตเนี่ยก็ก็แปลคล้ายๆนิสัย แปลว่าความประพฤติที่ต่อเนื่องนะครับ ทีนี้ถามว่าแล้วนิสัยหรือจริตเนี่ย มันมาจากอะไร ก็อย่างที่บอกมันมาจากความประพฤติซ้ำๆนี่แหละนะ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามนะ ไม่ว่าดีหรือไม่ดี พอเราทำซ้ำๆเนี่ย มันก็จะกลายเป็นนิสัย พอเป็นนิสัย ทำซ้ำไปเรื่อยๆ กลายเป็นอุปนิสัย เราเคยได้ยินใช่ไหม คนๆนี้มีอุปนิสัยแบบนี้นะครับ ส่วนวาสนาเนี่ย คำไทยเราใช้ผิดไง เราชอบไปพูดว่า เฮ้ยคนนี้วาสนาดีนะ ได้ผัวรวย สมมุติ อ่า แต่จริงๆวาสนาเนี่ยมันแปลว่า อุ๊ยความประพฤติที่หนาแน่นมากๆ อือ อือ๋อ เหมือนคนที่บอกวาสนาดีวาสนาไม่ดีเนี่ย มันหมายถึงความประพฤติที่สั่งสมมามากๆ ฉะนั้นคนที่ประพฤติดีมามากๆ วาสนาถึงดี เข้าใจยังค่ะ คนที่ประพฤติแย่มามากๆ ก็คือวาสนาไม่ดี อือ อ่า มันไม่ใช่เรื่องโชคชะตา ไม่ใช่เรื่องฮวงจุ้ยหรือไม่ใช่เรื่องโหงวเฮ้ง แต่มันคือความประพฤติที่มาเยอะๆเนี่ยงั้นคนที่เขาประพฤติดี เขาจึงมีวาสนาดี แปลว่าวาสนาก็เปลี่ยนได้ เปลี่ยนได้อยู่ที่อุปนิสัยไง หรือจริตก็เหมือนกัน จริตก็เปลี่ยนได้

นั้นภาษาไทยอันนึงที่กลายเป็นเหมือนคำแรงอ่ะ แพนด้านึกนึกออกมั้ย คำว่าดัดจริตไง อื คือจริตอ่ะมันดัดได้ไง เราเลยเรียกว่าดัดจริต อื เข้าใจยัง อ่า ซึ่งจริตในทางพุทธอยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง อยากดู อ่า มี 6 อย่างนะฮะ เอ่อ 1 เค้าเรียกว่าราคจริต คือคนรักสวยรักงาม มีจริตชอบความสวยความงาม ชอบกินอาหารอร่อยๆ ชอบฟังเพลงเพราะๆ อะไรอย่างเงี้ย มีจริตชอบแต่งตัว อะไรทำนองเนี้ย ชอบความบันเทิง อ่า ประมาณนั้น สายลั้ลล้า นะฮะ ก็จะเป็นพวกราคจริต จริตที่ 2 เรียกว่าโทสาจริต คือคนขี้โกรธ อื ขี้หงุดหงิด ขี้โวยวาย อะไรอย่างเงี้ยฮะ จะมีความโกรธเป็นพื้นฐานของจิต แล้วก็อีกประเภทนึงเรียกว่าโมหจริต พวกนี้คือจะมีความหลงเยอะ ชอบขี้สงสัย ขี้ลังเล นั่นนู่นนี่ อันนี้เป็นจริตฝ่ายไม่ดี ส่วนจริตอีกฝ่ายนึงเรียกอาจจะเรียกว่าจริตฝ่ายดีก็ได้นะฮะ ก็มี ศรัทธาจริต คือคนที่ชอบมีความเชื่อเลื่อมใสในสิ่งต่างๆ มีพุทธิจริต คือคนเป็นคนมีปัญญานะครับ แล้วก็อีกประเภทนึงเรียกว่าวิตกจริต อันนี้ก็อาจจะไม่ค่อยดีหน่อย ก็คือเป็นคนคิดมากนะครับ ชอบวิพากษ์ ชอบตัดสินอะไรทำนองนั้นเนี่ย ในมุมของพุทธก็จะพูดจริตกว้างๆไว้ 6 อย่าง อื

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงคะว่าเราเป็นคนที่มีจริตแบบไหน แล้วใน 1 เรา 1 คนเนี่ยค่ะมีจริตแค่ 1 อย่างหรือว่ามีหลายๆจริต

อ่า เป็นคำถามที่ดีจริงๆ จริตมันรักคนกันได้ ปนกันได้หมดเลย อ เราอาจจะมีราคะผสมโทสะ อาจจะมีราคะผสมศรัทธา ผสมไปผสมมาเนี่ย ประมาณกี่แฟคเตอร์ อ่ะ ประมาณ 64 แบบ อ่า ฉะนั้น ฉะนั้นจริตมันมีได้หลายอย่างครับ แล้วก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ เช่นตอนเด็กๆเนี่ย เราอาจจะเป็นราคะจริตใช่ไหม เรายังมีความสุขกับการละเล่น เราชอบรักสวยรักงาม เรายังมีความสุขกับความรัก อะไรก็แล้วแต่ แต่พอเราโตขึ้นเนี่ย สังคมเริ่มทำร้ายเรามากขึ้นใช่ไหม อือฮึ จริตเราอาจจะเปลี่ยนจากคนที่เคยเป็นโรคสวยเนี่ย เราอาจจะกลายเป็นโทสะจริตก็ได้ มองอะไรเป็นความโกรธไปหมดทุกอย่าง อย่างนี้เป็นต้น

อืนั่นหมายความว่าสิ่งแวดล้อมกับ เอ่อ เค้าเรียกประสบการณ์ที่เจอ มีผลต่อนิสัย มีผลต่อจริต มีผลต่อวาสนาของเรา

ใช่ๆๆ ก็คือเอาถ้าพูดกว้างๆก็คือมันก็เปลี่ยนแปลงได้ด้วยปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในอะไรทำนองนั้น ออนั้นก็สำคัญเนาะที่เราจะต้องรู้ตัวเหมือนกันว่าตอนนี้เราจริตแบบไหน แล้วอะไรที่เชฟหรือหล่อหลอมให้เราเป็นคนมี

อันนี้สำคัญเลย เพราะว่าถ้าจะพูดไปถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมเนี่ย ในคัมภีร์เนี่ยท่านเน้นเลยว่าเราจำเป็นต้องรู้จริตเหมือนกัน ถ้าเราไม่รู้จริตว่าเราเป็นจริตอะไรเนี่ย การปฏิบัติธรรมเนี่ยก็อาจจะไม่ค่อยได้ผล เพราะเราปฏิบัติไม่ตรงจริต ทีนี้กลับมาคำว่าการดับดัดจริตเนี่ย สมมุติเรามีจริตที่ไม่ดีใช่มั้ย เช่นเราขี้โกรธอย่างเงี้ย เราก็ต้องดัดจริตที่มันโกรธเนี่ยให้มันลดลง หรือเรามีจริตลั้ลล้ามากเกินไป เที่ยวตลอดเลยอย่างเงี้ย บางทีก็อาจจะต้องดัดจริตเพื่อให้ความลั้ลล้าเราลดลง อย่างี้เป็นต้น

อื แล้วอย่างงี้มันมีจริตที่ดีที่สุดที่พระพุทธองค์บอกไว้มั้ยคะว่า เอ่อ เราควรจะเป็นจริตไหน

พุทธิจริต จริตมีปัญญา เพราะว่าคำว่าพุทธเนี่ย เห็นมั้ย พุทธะมันก็คือตรงกับคำว่าศาสนาพุทธ หรือคำว่าพุทธเจ้าเองเนี่ย พุทธะมันแปลว่าผู้รู้ถูกมั้ย ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั้นพุทธจริตก็คือจริตของผู้รู้ นั้นในมุมของพุทธเนี่ย คนที่มีปัญญาเนี่ยดีที่สุด

อาจารย์ขยายความเราอ่ะ แพนด้าเนาะ คนนึงที่แพนด้าว่าเชื่อหลายๆคนน่ะที่สวดมนต์ เราอาจจะกระทั่งสมา เราเราจะรู้ว่าอ่ะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อยากได้คำขยายความของ 3 คำนี้ค่ะ ให้เราเข้าใจกันว่ารู้ ตื่น เบิกบานคืออะไร

อันนี้อยากรู้เองเลยใช่มั้ย รู้เองด้วย

ผู้รู้จริงๆเนี่ย เอ่อ คำว่ารู้โหมันก็ต้องพูดเยอะเลยนะ พุทธะเนี่ย ผู้รู้เนี่ย แต่ว่าถ้าจะให้พูดให้กระชับ เข้าใจเร็วที่สุดนะ ในบริบทในเวลาเท่าเนี้ย ก็คือรู้แจ้งในอริยสัจถึงจะเรียกว่าผู้รู้ รู้อื่นๆยังไม่ถือว่าเป็นผู้รู้นะ อือ อ่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ตื่นจากอะไร ตื่นจากกิเลส คือคนพวกเราเนี่ยยังหลับนะ ในมุมมองของศาสนาพุทธอ่ะ ตราบใดที่เรายังไม่ enlighten เนี่ย เราก็ยังหลับอยู่อ่ะ เอ่อ นะครับ เราอาจจะยังหลงอยู่ด้วยความหลง หรืออะไรก็แล้วแต่ หลับ ทีนี้ถ้าเราเป็นผู้รู้ พุทธะเนี่ยคือผู้รู้ใช่มั้ย รู้อะไร รู้ อริยสัจ อิจึงตื่นจากกิเลส อื ส่วนผู้รู้ ผู้ตื่น เบิกบานนี่ เบิกบานไม่ได้ลั้ลล้าตามผับตามบาร์ใช่มั้ย ตื่นเบิกบานเนี่ย เบิกบานด้วยธรรมะ เบิกบานด้วยวิมุตติธรรม คือความหลุดพ้น อื ประมาณนี้

วิมุตติคือหลุดพ้น ความหลุดพ้นใช่ จิตใจที่ไม่ไปยึด

ถูกต้อง ออ ค่ะ ถ้าเอาให้ exactly มันก็คือ นิพพาน เบิกบานด้วยธรรม ก็คือการรู้แจ้งในนิพพานนั่นน่ะ จะเบิกบานที่แท้จริง ก็คือมันพ้นกิเลสแล้ว คนที่จะเป็นพุทธะได้เนี่ย ก็ต้องเป็นพระอริยบุคคลขึ้นไปถึงจะเรียกว่าพุทธะ อั้นั้นพุทธเจ้าเนี่ย ก็คือสัมมาสัมพุทธะ ก็คือผู้รู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ใช่มั้ย แล้วสั่งสอนคน แล้วก็จะมีพุทธะประเภทที่ 2 ที่เรียกว่าปัเจกพุทธะ พวกนี้ตรัสรู้เองเหมือนกัน แต่ไม่ประกาศศาสนา กับพวกเราที่เป็นสาวกเนี่ย เราจะเรียกว่าอนุพุทธะ ที่แปลว่าผู้รู้ตามพุทธะ อือ อ่า ประมาณนั้น

อันเดี๋ยววันเนี้ยน่าจะได้คุยกันว่าแล้วปุถุชนอย่างเรา อือ อือ ควรดำเนินชีวิตแบบไหนที่จะเป็นผลดีกับเรา ที่ทำได้ แต่ว่าก่อนหน้านั้นแพนด้า พอเราคุยถึงนิสัยค่ะ แพนด้าอยากรู้ว่าแล้วอย่างที่เราจะเคยได้ยินเนาะว่า เฮ้ยนิสัยมันติดตัวมาตั้งแต่เกิดแล้วอ่ะ มันมันมาได้ยังไงคะ

จะเอาแบบตามแพทย์ หรือเอาแบบทางพุทธ

คือถ้าทางพุทธเนี่ย เราก็เชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิด เราเราเวียนไหว้ตายเกิดมาเยอะเนาะ ฉะนั้นเด็กแต่ละคนเนี่ย มันก็จะมีกิเลส มีบุญวาสนาอะไรที่มันสั่งสมมาไม่เหมือนกันใช่มั้ย ถ้าใครมีลูกนี่ก็จะเข้าใจเลย เด็กบางคนเนี่ย พ่อแม่ไม่ได้เป็นเลยนะ เออ แต่เด็กเขาก็จะมีจริตของเขาอ่ะ ที่เขาอยากจะทำแบบนี้อะไรอย่างเงี้ย อย่างลูกสาวพี่ ยกตัวอย่างเนาะ เออ ชอบแต่งหน้า เอ้อ ไปเรียนแต่งหน้าตั้งแต่อุบาลแล้วก็คล้ายๆมีแววด้วย คุณครูที่สอนท่านก็บอกว่าเนี่ยอีกไม่นานก็จะเข้าคอร์สมืออาชีพได้เลยอะไรอย่างเงี้ย คือพ่อก็ไม่ได้แต่ง แม่ก็ไม่ได้ชอบแต่งหน้า แต่เด็กเขามาเองแบบเนี้ย อันนี้ก็เป็นอาจจะเป็นอุปนิสัยที่เขาสั่งสมมา อื

นิสัยอะไรที่เป็นนิสัยอันตรายที่สุดที่พระพุทธพุทธองค์ได้เคยบอกเอาไว้เลย

จริงๆนิสัยฝ่ายไม่ดีอ่ะ ไม่ว่าจะเป็นราคะ โทสะ โมหะ พวกเนี้ยก็เป็นนิสัยไม่ดีทั้งนั้นเนาะ อืม ทีนี้ถ้าจะมองในแง่ว่าถ้ามันจะอันตรายกับคนน่ะนะครับ เอ่อ โทสะเนี่ย น่าจะอันตรายพอสมควร เพราะอะไร เพราะเวลาเกิดโทสะเนี่ย มันก็จะเกิดการทำลายกันใช่มั้ย เช่นการฆ่า การเบียดเบียนใช่มั้ย โลกมันร้อนเนี่ยเพราะโทสะ เราดูภาพใหญ่อ่ะ ถ้าสมมุติว่ามนุษย์เรามีแต่โทสะเนี่ย ใช่มั้ยฮะ เราขับรถปาดหน้ากัน เราก็ทำร้ายกันได้ละ ถูกมั้ย หรือว่าสงครามต่างๆที่ทำให้โลกไม่สามารถเป็นสุขได้เนี่ย ก็เพราะความโกรธใช่มั้ย อ่า งั้นความโกรธในแง่นึงเนี่ย มันประทุษสไลด์ ทำให้โรคร้อน โรคร้อนนี่ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมนะ โรคร้อนคือมันร้อนด้วยโทสะที่มันแผดเผา อื ค่ะ ส่วนโลภะเนี่ย ในแง่นึงมันก็มันก็ร้อนเหมือนกันนะ เวลาเราโลภเนี่ย แต่ว่าโลภะเนี่ย มันก็ทำให้เกิดวิวัฒนาการใช่มั้ยเออ เวลาเราอยากสบายเนี่ย มันก็สร้างสิ่งดีๆขึ้นมาได้ ส่วนโมหะเนี่ย เนี่ยจริงๆแล้วดูเหมือนไม่เป็นพิษเป็นภัยนะ คนโมหจริตเนี่ยก็จะหลงๆไป แต่ว่าความหลงเนี่ยบางทีก็อันตรายเหมือนกัน เพราะว่าความหลงเนี่ยในสุดท้ายเนี่ย มันก็อาจจะทำให้เกิดความโลภ หรือความโกรธอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจจะก่ออันตรายก็ได้ อย่างลัทธิบางอย่างอย่างสมัยก่อนเนี่ย มันจะมีลัทธิออมชินรีเกียวใช่มั้ย ที่หลงงมงาย แล้วก็เป็นไงฮะ เอาแก๊สซารินไปรมคนในรถไฟตายกันเป็นเบื่อ อย่างนี้เป็นต้น งั้นความหลงบางทีเนี่ย มันก็เป็นเหยื่อของคนที่ เอ่อ ใช้ความไม่ความไม่รู้เนี่ย เอาไปทำอันตรายกับสังคมได้เหมือนกัน

โดยสรุปก็คือ จริงๆแล้วโลภ โกรธ หลง เนี่ย มันก็เป็นนิสัยที่ไม่ดีทั้งนั้น คือโลภกับโกรธอ่ะ แพนด้าพอจะนึกออกว่าอะไรที่จะทำให้เกิดอารมณ์เหล่านี้ขึ้น แล้วหลงอ่ะค่ะ อะไรที่เป็นสาเหตุที่จะทำให้คนเราหลงขึ้นมาได้

อ ถ้าเอาแบบโลกๆเลยก็คือการไม่ศึกษาไง ออ ใช่ไหม เออ ความไม่รู้ ความโง่เนี่ย มันก็เกิดจากการที่เราไม่ศึกษา พอไม่ศึกษาไม่ต้องไปเอาอะไรมากนะ ทุกวันนี้บางทีฉลากยาเราก็ยังไม่อ่านเลย ถูกมั้ย คือคนไทยเราอ่านหนังสือน้อยลง เห็นไหม เออ บางอย่างบางที อ่ะเนี่ย แพนด้าทำเพจหรือทำอะไรก็แล้วแต่ บางทีเราโพสต์ไว้ละเอียดแล้วยังมาถามสิ่งที่ เราโพสต์ไว้แล้วอ่ะ นี่ก็เป็นตัวอย่างใช่ไหม ว่าเขาไม่อ่านน่ะ เออ มันเกิดจากความอะไร ก็เกิดความไม่ใส่ใจ การไม่ศึกษา การไม่มีเค้าเรียกว่าถ้าภาษาบาลีเนี่ย เราจะเรียกว่าขาด โยนิโสมนสิการ คือการไม่พิจารณาโดยแยบคาย ด้วยปัญญา อื ก็ทำให้เกิดความโง่ อื นั้นเวลาเราสังเกตนะ เวลามีอะไรดี เมื่อก่อนก็จะเป็นจดหมายลูกโซ่ใช่ไหม เช่นอารมณ์ว่ากินน้ำมะนาวผสมโซดาแก้มะเร็งอะไรเงี้ย เดี๋ยวนี้เราก็จะเห็นว่าการแชร์ข้อมูล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยใช่มั้ย แชร์ข้อมูลใน Line ต่อๆกันโดยไม่พิจารณา เดี๋ยวนี้ยิ่งมี AI เนียนๆเห็นมั้ย บางทีก็แชร์กันเป็นวรรคเป็นเวรเลย ไอ้เนี่ยมันก็เกิดจากการไม่ใส่ใจโดยแยบขายอใช่มั้ย หรือเพจมิจฉาชีพอย่างที่เราเห็นกันในสังคมว่าว่า เอ่อ ก็โดนหลอกโอนเงินอะไรอย่างเงี้ย อันนี้มันก็เกิดจากการที่เราไม่ใส่ใจ อื เป็นต้น

อาจารย์คะ เอ่อ พอฟังมานี่พระกำลังคิดอยู่ว่าเอ้อ แต่การที่โลกมันเจริญขึ้นเนาะ อย่างเมื่อกี้เราพูดถึง AI ที่ว่าเอ้ยทุกวันนี้มันมีความยากในการใช้ชีวิตอ่ะ ที่ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจหลง แต่เราก็อาจจะหลงเพราะเราไม่รู้จริงๆ อฮ มันมันเกิดจากอะไรคะ หรือว่าสิ่งเนี้ยความเจริญมันมาขัดต่อการรู้ การเจริญของตัวเรา

คือคือจริงๆอ่ะมันดูย้อนแย้งเนาะ ส่วนนึงมันดูเจริญขึ้นจริงๆ มนุษย์ควรจะพัฒนาตามเงี้ย แต่มันก็จะต้องมีมนุษย์กลุ่มนึงที่ตกยุคไปถูกมั้ย อ่า มันก็เป็นเรื่องปกตินะ มันก็เป็นตั้งแต่โลกโบราณละ อันนี้มันก็อาจจะเหมือนการคัดเลือกทางธรรมชาติอ่ะ คือคนที่ไม่สามารถปรับตัวตามกระแสโลกใช่มั้ย มันเกิด disruption เนี่ย ธุรกิจหลายอันมันก็กำลังจะสูญพันธ์เนาะ แต่เพราะมนุษย์เนี่ยแหละ ส่วนหนึ่งมันมีศักยภาพ มีการพัฒนามนุษย์กลุ่มนั้นก็จะเป็นมนุษย์ที่อยู่รอดต่อไป ถูกมั้ย ทีนี้ ทีนี้แน่นอนว่าโลกมันเปลี่ยนน่ะ เอ่อ ทุกคนก็ในทางของพุทธเนี่ย เราเราจะหยุดพัฒนาไม่ได้ไง จนกว่าเราจะบรรลุธรรม อ่ะใช่มั้ย ฉะนั้นโลกมันเปลี่ยนเนี่ย เราต้องพัฒนาตัวเราให้เปลี่ยนทันโลกให้ได้นะ ครับ ไม่งั้นเราก็จะตกยุคใช่มั้ยหรือไม่ทันโลก ในที่สุดเราก็จะพ้นโลกยากอ่ะ อื แต่ก็ต้องพัฒนาให้ทันทั้งโลกและภายในด้วย อ่า อ่า

ก็จริงๆถ้าจะให้เพลfคนะ ซึ่งก็ยากมากนะ ก็คือครูบาอาจารย์ที่สอนพี่มามักจะพูดเสมอ ถ้าเราเป็นฆราวาสเนี่ยค่ะ ทางโลกต้องไม่ช้ำ ทางธรรมต้องไม่เสื่อม อื ทางโลกต้องเลิศ ทางธรรมต้องเลิศ สอนมาอย่างเงี้ย ก็ต้องบาลานซ์ให้ได้

ก็เอาก็ยาก สิ่งที่ยากแฉได้มั้ยคะ แพนว่าหลายๆท่านน่าจะอยากรู้แหละว่าเฮ้ย อ่ะ ยังไงก็ต้องอยู่ทางโลก ยังไงก็ยังต้องทำมาหากิน หรือมีภาระต่างๆ แล้วทางโลกไม่ช้ำ ทางธรรมไม่ให้เสื่อม ทำได้ยังไงคะ

อาจารย์ อ แน่นอน เราก็ต้องอย่างน้อยเราก็ต้องมีหลักเกณฑ์อะไรบางอย่างในการที่ทำให้ทางธรรมเราไม่เสื่อม เช่นถ้ายัง เราต้องอยู่ในโลกอย่างน้อยศีล 5 เราต้องไม่ผิดไง อื ถูกมั้ย และในขณะเดียวกันทางโลกเราต้องขวนขวายใช่มั้ยครับ งั้นทางโลกต้องไม่ช้ำ ทำไม่เสริมก็หมายความว่าเราต้องไม่ประพฤติธรรมจนเสียโลกเหมือนกัน เช่นเพื่อนๆเขาจะไปเฮฮาปาร์ตี้กันบ้าง เราบอกไม่เอาอ่ะ เราจะปฏิบัติธรรมอย่างเงี้ย โลกช้ำละ อื เพราะว่าอาจจะไปมองว่าการไปเฮฮาปาร์ตี้เนี่ยไร้สาระ ใช่มั้ย แต่ถ้าคนปฏิบัติธรรมจริงๆอ่ะ คุณไปเฮฮาปาร์ตี้ คุณก็มีสติอยู่กับการเฮฮาปาร์ตี้ได้ คุณไม่จำเป็นต้องปลีกวิเวก จะทำให้เพื่อนมองว่า อ้าว ปฏิบัติธรรมแล้วแฮปปี้ละลาไม่ได้หรอก อือ อ่า แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณไปเที่ยว คุณต้องอยู่ในกรอบของศีลถูกมั้ย อ่ะ คุณไปเที่ยวอะไรก็แล้วแต่ คุณต้องไม่ไม่ฆ่าสัตว์กัน ไม่ใช่ไปเห็นหน้ากระแดะผับแล้วไปยิงกัน คุณต้องไม่ไปรักขโมย ถูกมั้ย คุณต้องไม่มีกิ๊กอ่ะตอนไปเที่ยว อ่า คุณอาจจะไม่ต้องดื่มของมึนเมา ก็อาจจะสนุกได้ด้วยม็อกเทลก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น ก็บาลานซ์แล้วโลกธรรมอย่างนี้เป็นตัวอย่าง อื ค่ะ อื ก็ต้องมีความรู้ว่าจะดำเนิน

ส่วนทางโลกต้องเลิศล้ำ ทำต้องเลิศลอย เนี่ย ให้พี่สังเกตก็คือคนที่ได้ทำอาชีพเป็นอุดมคติของตัวเองอ่ะ ส่วนใหญ่เนี่ย เขาจะไปได้ดี ก็คือพอเขาได้อยู่ในอาชีพที่เขาอย่างพี่เดี๋ยกตัวอย่างเนาะ เอ่อ พี่ชอบธรรมะใช่ไหม แต่พี่จริงๆพี่ควรจะบวชถูกมั้ย ถ้าถ้าเราชอบธรรมะว่าเราควรจะบวช แต่ถ้าเรายังบวชไม่ได้ด้วยข้อจำกัดอะไรก็แล้วแต่เนี่ย เราต้องอยู่ทางโลกเนี่ยงั้นสิ่งที่พี่แฮปปี้ที่สุดก็คือการที่มาเป็นอาจารย์สอนพุทธอย่างเงี้ย อื ฉะนั้นอาชีพกับอุดมคติของพี่มันเป็นเรื่องเดียวกัน เห็นมั้ย งั้นพี่ก็มีความสุข เห็นมั้ย โลกก็เลิศล้ำประมาณนึงอ่ะ เราก็มีได้รับการยอมรับในวงวิชาการประมาณนึงใช่มั้ยครับ ได้เผยแผ่ศาสนาอย่างที่เราต้องการ แล้วเราก็มีเงินเดือน เราก็เป็นอาจารย์ใช่มั้ยฮะ อ่า เนี่ยมันก็บาลานซ์ได้ ทางธรรมเราก็ไม่เสีย เพราะว่าการประกอบอาชีพของเราทุกวันเนี่ย พี่ก็คิดเสมอว่าพี่มาทำบุญแล้วพี่มาสอนที่มหาวิทยาลัย อบางทีก็มีพระคุณเจ้ามาเป็นนักศึกษา พี่ก็รู้สึกว่าพี่ได้ถวายธรรมะให้ท่านเนี่ย เวลามาสอน หรือมีพระภิกษุ มีแม่ชีมาเรียน เราก็ถวายน้ำปานะมั่ง ถ้าท่านมาเรียนคาบเช้า เราก็ให้ถวายเพล แพนด้านึกออกมั้ย มันเป็นชีวิตในอุดมคติอย่างเงี้ย พี่ก็เลยรู้สึกว่าจริงๆแล้วเราบาลานซ์มันได้ แต่เราต้องหาจุดของเรา

ถ้าบางคนที่ฟังอยู่แล้ว เขาอาจจะมีอาชีพที่ไม่ใช่อาชีพในอุดมคติของเขา แต่มันมีความจำเป็นที่ยังต้องทำอาชีพนั้นอยู่ค่ะอาจารย์ แต่ก็อยากทำให้ทางโลกไม่ช้ำ อือฮึ ทางธรรมไม่เสื่อม ทำยังไง หรือคิดยังไงได้บ้างคะ

เอ่อ ถ้าจะให้จริงๆก็หาอาชีพที่ตัวเองตามอุดมคติจะดีที่สุด แต่ถ้าจำเป็นต้องทนเนี่ย อย่างน้อยอ่ะก็ก็ต้องเอาหลักศีลมาละ ว่าอาชีพของเราเนี่ย มันจะต้องเป็นอาชีพที่ไม่ละเมิดกฎของศีลธรรมอะไรบางอย่าง หรือถ้าคุณจะไม่ได้นับถือพุทธเนี่ย อย่างน้อยอาชีพนั้นต้องไม่ผิดกฎหมายถูกมั้ย มันต้องมีเกณฑ์จริยธรรมอะไรบางอย่าง แล้วก็เราอาจจะต้องหาคุณค่าในตัวงานที่เราทำอ่ะ ไม่ใช่ว่าศักดิ์แต่ว่าทำเพื่อรอเงินเดือน หรือว่าอยู่ๆไปอย่างงั้นแหละ เออ เราอาจจะต้องเห็นคุณค่าในงานที่เราทำว่างานที่เราทำเนี่ย อย่างน้อยมันได้พัฒนาตัวเราด้านใดบ้าง ถูกมั้ย หรือสิ่งที่เราทำเนี่ย มันช่วยพัฒนาสังคมอย่างไรบ้าง แทนที่จะมองโฟกัสแค่ทำงานโรทีนไปวันๆ ถูกมั้ยฮะ ถ้าเราเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำเนี่ย พี่ ยกตัวอย่างอาชีพหมอเป็นต้นเนี่ย คุณหมอเนี่ยก็ได้ทำบุญทุกวันถูกมั้ย แพนด้าค่ะ เพราะสิ่งที่ คุณหมอทำเนี่ยคือการช่วยเหลือชีวิตคนถูกมั้ย เออ ไม่ว่าจะหมอคน หมอสัตว์ หมอฟัน อะไร เงี้ย อาชีพหมอเหล่าเนี้ย ท่านได้แก้ทุกข์ให้คนน่ะ ฉะนั้นแทนที่คุณหมอจะมองว่า เออ คนไข้มาอีกแล้ว โอ้วันนี้ 100 คนเลยเหนื่อย สมมุตินะ ซึ่งมันก็เป็นความล้มเหลวของระบบสาธารณสุขบ้านเราแหละ แต่ว่าถ้าคุณหมอเปลี่ยนวิธีคิดนิดนึงว่า เฮ้ย วันเนี้ยเราได้ช่วยคน 100 คนน่ะ การออกตรวจของท่านมันจะมีพลังขึ้น งั้นมัน apply ได้ทุกอาชีพเลย สมมุติว่าท่านทำการไฟฟ้าเนี่ย การทำไฟฟ้าของท่านเนี่ย ท่านดูแลให้การไฟฟ้า เอ่อ ไฟฟ้ามันเป็นไปตามระบบ หรือประปาไป ท่านกำลังช่วยชีวิตคนมามหาศาลถูกมั้ย เพราะไฟฟ้าของเราเนี่ย ถ้าไปอยู่โรงพยาบาลเนี่ยไฟฟ้าดับ เกิดอะไรกับคนไข้ อื น้ำไม่มี เกิดอะไรกับธุรกิจอาหาร หรืออะไรอีกมากมาย ฉะนั้นพี่ว่าถ้าเราไม่ได้อยู่กับอาชีพที่เราแฮปปี้มากอ่ะนะ เราต้องหาประโยชน์ในสิ่งที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเราอาจจะไม่เห็น พยายามแหวกให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นน่ะ มันช่วยตัวเราและช่วยสังคมยังไง พี่ว่ามันก็น่าจะทำให้เรามีความสุขกับการทำงานมากขึ้น อื ค่ะ

การที่เห็นแบบ มีผล อ่า ช่วยให้ใจเรามันเป็นกุศลมากขึ้น

ใช่ เพราะว่ามันกลับ มันกลับว่าสิ่งที่เราทำมันเป็นบุญไง เงินเดือนเป็นแค่ผลตอบแทนของการทำบุญ อื ถูกมั้ย เออ ถ้าพี่ ถ้าสังคมเราคิดอย่างนี้ได้นะ พี่ว่ามันจะเกิดพลังใจ อ่ะ เพราะทุกอาชีพมีคุณค่า แม้กระทั่งคนเก็บกวาดขยะถูกมั้ย แพนด้า เสียสละมากนะ ลองคิดดูว่าสมมุติขยะไม่มาเก็บบ้านเราสัก 2 วัน 3 วัน เกิดอะไรขึ้น เน่าละใช่ แมลงวันมา ก่อนโลก ฉะนั้นพี่ๆที่ทำงาน กทม. ที่เก็บขยะ สำหรับพี่อ่ะ พี่ respect มากอ่ะ พี่ทำแบบเาไม่ได้ ถึงทำได้ก็อาจจะไม่ไหวอ่ะ ถูกมั้ย แต่พี่เหล่าเนี้ยเามีขันติบารมีอ่ะเ้ามี เอ่อ เมตตาบารมีเต้องรับของเสีย เต้องอดทน อดกลั้น แต่สิ่งที่เขาทำเนี่ย มันช่วยขจัดทุกข์อ่ะใช่มั้ย ขจัดเชื้อโรคอะไรอีกมากมาย อย่างเงี้เป็นต้น งั้นถ้าพี่ๆฟังอยู่เนี่ย ขอให้ทราบว่าผม respect มาก อื เราทุกคนก็รู้สึก

แพนด้าด้วย อยากจะขอบคุณมาก

ใช่ๆๆ นั้นทุกอาชีพมีเกียรติมีคุณค่าในตัว ไม่ อยากให้มองว่าเอ้ยอาชีพนี้ต่ำต้อย อาชีพนี้ เพราะอะไร เพราะบางทีคนเราไปวัดกันที่เงินถูกมั้ย พอเอาเงินเป็นเกณฑ์ปุ๊บอ่ะ เงินเดือนน้อยมองเป็นอาชีพต่ำ เงินเดือนสูงมองเป็นอาชีพสูง ซึ่งไม่เกี่ยวเลย ไม่เกี่ยวเลย

โห ฟังมาจนถึงตรงนี้เนาะ ท่านอยากรู้ว่าในฐานะที่เราเป็นคนธรรมดา เป็นปุถุชน เป็นคฤหัสถ์ทั่วไปค่ะ พระพุทธองค์ให้แนวทางในการที่เราจะประพฤติปฏิบัติตัวไว้ยังไงบ้างคะอาจารย์

จริงๆถ้าเป็นฆราวาสเนี่ย พุทธเจ้าก็สอนเรื่องฆราวาสธรรมเนาะ เอ่อ หรือว่าอุบาสกธรรมอะไรอย่างเงี้ย ก็แล้วแต่ก็มีเยอะแยะเลย แต่ว่าถ้าจะพูดง่ายๆเนี่ย อย่างฆราวาสเนี่ย ท่านก็ให้หลักกว้างๆไว้ คือ ทาน ศีล ภาวนา นั้นเป็นฆราวาสเนี่ย ก็ต้องทำทานนะครับ เอ่อ มีศีล แล้วก็มีภาวนา

ก็ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นพระเนี่ย ก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา นะครับ ก็คือมันก็กลับไปอีกที่บอกว่าโลกไม่ช้ำ ทำไม่เสื่อม โลกเลิศล้ำ ทำเลิศลอย เนื่องต่อให้เป็นฆราวาสเองเนี่ย ก็ต้องมีการพัฒนาคุณธรรมในใจด้วยครับ ทาน ศีล ภาวนา

อธิบายเพิ่มได้มั้ยคะ

ทานก็คือการให้ใช่มั้ย เราสามารถให้ได้หลายอย่างเลย เช่น วัตถุทาน วัตถุทานเนี่ย สังคมไทยเราก็เป็นเยอะนะเนี่ย ตอนมีแผ่นดินไหว มีอะไร เราก็จุนเจือกันใช่มั้ย ทานอีกประเภทนึงที่เราทำให้ได้ง่ายๆก็คือ อภัยทาน เวลาโกรธกันเนี่ย ให้อภัยก็ได้ เนี่ยเป็นทานแล้ว บางคนบอกไม่ง่ายนะคะ อาจารย์ อันนี้เอิ่ม โอเค มันไม่ง่าย แต่มันให้ได้ไง แล้วมันไม่ต้องเสียเงินถูกมั้ย ทานวัตถุทานเนี่ย มันต้องเสียทรัพย์ออกไปนะ ทานมันถึงเกิด แต่ อภัยทานเนี่ย มันไม่ต้องเสียเงินเลย แล้วบางครั้งเนี่ย อภัยทานมันยิ่งใหญ่นะ การให้อภัยใครได้ บางครั้งเนี่ย มันช่วยปลดล็อคคนได้อ่ะ นึกออกมั้ยเออ มันยิ่งใหญ่กว่าวัตถุทานอีก อื แต่ว่ายังมีทานที่สูงกว่าอภัยทานอีก ก็คือธรรมทาน คือการให้ความรู้นี่แหละ นั้นพระพุทธเจ้าพูดเป็นภาษาบาลีเลยว่า สัพพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ การให้ธรรมเป็นทาน ธรรมก็คือความรู้เนาะ ชนะการให้ทั้งปวงอย่างเงี้ย แพนด้าเนี่ย ทำรายการเนี้ย ออ ขัดเกลาใช่มั้ยค่ะ ขอบคุณค่ะ ก็ให้ความรู้คนถูกมั้ยเนี่ย เป็นธรรมทานสูงสุดเลย อ๋อ เพราะคนที่ฟังแพนด้าเนี่ย เจิตตกอยู่ หรือเขามืดมนในความคิด หรืออะไร หาทางออกไป ฟังวิทยากรท่านใดก็แล้วแต่ในรายการที่แพนด้าเชิญมา แล้วเกิด enlightenment เนี่ย มันพลิกทั้งชีวิตเขาเลย อื อันเนี้ย เราจะทำให้คนออกจากความหลง ก็แล้วแต่ อาจจะมีความโลภอะไรบางอย่าง ฟังเราอาจจะหลุดพ้นจากความโลภ หรือเขาอาจจะโกรธใครอยู่ใช่มั้ย พอฟังว่าอภัยทานเนี่ย เป็นทานสูงนะ เค้าปลดล็อคได้ เท่ากับเราก็ช่วยทำลายความโลภ ความโกรธ ความหลงเขาได้เนี่ย ตัวอย่างทาน

ส่วนศีล ทุกคนน่าจะเข้าใจกันดีอยู่แล้วเนาะ เราจะเอาศีล 5 ศีล 8 หรือ อ่า คุณถ้าคุณเป็นศาสนาอื่น คุณก็อยู่ในศีลธรรมของศาสนาคุณก็ได้ จะเป็นบัญญัติ 10 ประการ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่นะครับ

ส่วนภาวนา ก็คือการฝึกจิต อื ใช่มั้ย เราให้ทานพอไหม อาจจะยังไม่พอ เราประพฤติกาย วาจาดี แล้วก็ยังไม่พอ ในมุมของพุทธเนี่ย คุณต้องภาวนา คือคุณต้องชำระจิต คุณพัฒนาจิต คุณก็แล้วแต่คราวนี้จะฝึกแบบไหน จะฝึกสมถะ ทำให้จิตสงบ ฝึกวิปัสสนา ทำให้เกิดปัญญา อ่า อันนี้ก็เป็นแนวทางไป ภาวนาไม่ใช่การขอ ไม่ใช่ แต่บางคนจะเข้าใจแบบนั้น อันนั้นมันอ้อนวอน อันนั้นเป็น เอ่อ ไม่ใช่ ภาวนาคือภาวนา อันเนี้ย เราอาจจะไปติดจากศาสตร์ของศาสนาอื่น ที่เป็นศาสนาเทวนิยมเบอก ภาวนาขอพระเจ้านั่นนู่นนี่ แต่คันภาวนาแบบว่า ทำให้มี ทำให้เป็น ทำให้เจริญ อื งั้นภาวนาคือการทำให้จิตมันพัฒนา ให้มันเจริญขึ้น ไม่ใช่ไปอ้อนวอน บวงสรวง สเอ่อ ขอสารนู่นนั่นนี่ ไม่ใช่ อื ค่ะ เป็นการทำห่วงเรานี่แหละ อ่า คือการพัฒนาจิต development นี่แหละ พัฒนาจิต เรียกภาวนา

ขอคุยเรื่องศีล 5 เพิ่มนิดนึง ค่ะ อยากรู้ค่ะว่าหลายๆคนน่ะคุ้นกับศีล 5 อยู่แล้วล่ะว่ามีอะไรบ้าง เป็นข้อห้าม 5 อย่างก็จะเขียนไว้ว่าเป็นข้อห้ามเนาะ แต่จริงๆแล้ว ถ้าเราเคยฟังมาก็จะบอกว่า เป็นเรื่องพื้นฐานที่ชาวพุทธควรจะทำได้ อาจารย์อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังหน่อยค่ะ

จะบอกมันเป็นพื้นฐานเลยก็อาจจะไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะเอาข้อจริงตามหลักของพุทธเนี่ย คนจะทำศีล 5 ได้บริบูรณ์เนี่ย ต้องเป็นพระอริยบุคคลเลยนะ อย่างปุถุชนอย่างพวกเราเนี่ย ยังมีโอกาสที่จะผิดศีล 5 อยู่แล้ว แต่ศีล 5 เนี่ย มันเหมือนเป็นอะไรดี ข้อตกลงทางจริยธรรมพื้นฐาน ซึ่งเราไม่ควรที่จะละเมิดสิ่งเหล่านั้น ใช่มั้ย พูดง่ายๆมันเหมือนสิทธิมนุษยชนประมาณนึงอ่ะ ใช่มั้ย เราเราไม่ควรฆ่าใครอยู่แล้ว ถูกมั้ย ชีวิตของทุกคนมีค่า ใช่มั้ยฮะ แต่ศาสนาพุทธเนี่ย เอ่อ รวมไปถึงสัตว์ด้วยนะครับ งั้นปาณาติบาตเนี่ย ไม่ได้ห้ามแค่ฆ่ามนุษย์ ในขณะที่บางศาสนาเช่นคริสต์หรือยิวเนี่ย บัญญัติ 10 ประการนี้ห้ามฆ่าแค่มนุษย์ ถูกมั้ย แต่ว่าอย่างน้อยในศาสนาใหญ่เนี่ย มีความเห็นร่วมกันว่าการฆ่าสิ่งมีชีวิตเนี่ย โดยเฉพาะมนุษย์เนี่ย เป็นสิ่งที่ไม่ควร เพราะนี่มันคือการละเมิดมั้ย แพนด้า การขโมยก็เช่นเดียวกัน ในบัญญัติ 10 ประการก็มี ในศีล 5 ของพุทธก็มีการไม่ประพฤติผิดในเช่นเดียวกัน เอ่อ ในศาสนา บัญญัติ 10 ประการก็ห้ามล่วงประเวณีนะ ครับ การพูดปดก็เช่นเดียวกันนะ ในบัญญัติ 10 ประการก็อย่าเป็นพยานเท็จ อย่างนี้เป็นต้น อ่า แต่ข้อสุราเนี่ย ศาสนาอื่น อ่า อย่างอิสลาม มีคริสต์ อาจจะไม่ได้เน้นอะไรอย่างเงี้ยนะครับ ก็หมายความว่าอันเนี้มันเป็นคล้ายๆบรรทัดฐาน ก่อนที่กฎหมายมันจะเกิดใช่มั้ย นั้นศีล 5 เนี่ย มันเป็นเหมือนเกณฑ์ทางสังคมอันนึง ที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกันในสังคมโบราณน่ะ ได้อย่างมีความสุข อ่า แต่ว่าโอกาสที่เราจะร่วงมีอยู่แล้วใช่มั้ย บางทีเราก็อยากจะไปดริงค์ใช่มั้ย บางทีเราอาจจะจำเป็นต้องพูดปดบ้าง หรือบางทีเราอาจจะแอบฆ่าสัตว์บ้าง อะไรอย่างเงี้ย มันก็มันก็เกิดขึ้นได้นะครับ ทีนี้เราต้องเข้าใจว่าอ่ะ ถ้าในมุมมองของพุทธเนี่ย นอกจากมันเป็นจริยธรรมพื้นฐานบางอย่าง หรือเป็นบรรทัดฐานอะไรบางอย่างในสังคมที่ควรจะประพฤติร่วมกันเนี่ย ในมุมของพุทธก็มองว่าศีลเนี่ย มันเป็นเครื่องมือในการฆ่า กิเลส

งั้นพี่ ย้อนกลับไปทานใช่มั้ยเนี่ย เนี่ยการให้ทานเนี่ยมันเกิดขึ้นได้ มันพอให้ทานมันเกิดอะไร มันเกิดสละความโลภออกไป งั้นถ้าแพนด้ายังยึดติดสิ่งของอยู่ เช่น พี่ขอปากกาเนี่ยค่ะ อ่ะ แพนด้าให้ปุ๊บ แปลว่าอะไร แพนด้าสละโลภะ ความยึดติดในปากกานี้ หรือดินสอไม่รู้ ปากกาค่ะ อ่า แพนด้าให้พี่ได้เนี่ย แพนด้าสละโลภะออกมาแล้ว งั้นทานเนี่ย มันจึงเป็นบุญ เพราะอะไร เพราะมันทำลายความยึดติดเนี่ย ถูกมั้ย เข้าใจมั้ย อ่า นั้นทานเป็นบุญเพราะอย่างงี้ มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าเราต้องให้ของแพง แต่มันคือการให้กิเลสออกไป เก็ทมั้ย

ศีลเนี่ย ที่มันมีบุญ หรือเป็นบุญเนี่ย ในมุมมองของพุทธ เพราะว่าศีลมันละกิเลสเพิ่มได้ นอกจากโลภะที่ทานทำแล้วเนี่ย ศีลมันละกิเลสเพิ่มไปอีกตัวคือโทสะ เช่นใดข้อหนึ่งเนี่ย เราฆ่ากันเพราะอะไร แพนด้า เพราะไม่ชอบ เพราะโกรธอ เพราะเราโกรธถูกมั้ย อ่า สมมุติยุงมากัดพี่อย่างเงี้ย แล้วพี่จะตบมัน เอาพี่โกรธมัน ถูกมั้ย พอพี่จะตบมัน เอาพี่คิดถึงศีลแล้วพี่หยุด นั้นโทสะมันถูกฆ่าไง อือ อือฮึ เราลักทรัพย์เพราะอะไร ลักทรัพย์เพราะอยากได้ของ อยากได้ถูกมั้ย อ่า พี่อยากได้ปากกา แพนด้าเนี่ย เฮ้ย แอบขโมยดีกว่า แต่พอขี้คิดถึงศีล ปุ๊บหยุดชะงักเลยค่ะ พี่ทำลายโลภะไง

นั้นศีลมันทำลายโลภะและโทสะ ในขณะที่ทานมันทำลายได้แค่โลภะ นั้นศีลจึงมีอานิสงส์สูงกว่าทาน อื เห็นภาพมั้ยค่ะ

แต่ภาวนา เมื่อกี้เรากลับมาเรื่องเดิม ภาวนามันสูงกว่าศีลอีก สูงกว่าทานอีก เพราะอะไร นั่งหลับตาเนี่ยนะ ได้บุญตรงไหน นุ่งขาวห่มขาวเนี่ยนะ ได้บุญแล้วเหรอ ไม่ใช่ ภาวนาที่มันได้บุญ เพราะมันทำลายทั้งความโลภก็ได้ ทำลายความโกรธก็ได้ เวลาเราภาวนา เราแผ่เมตตา ความโกรธดับถูกมั้ย เวลาเราเกิดโลภะ เราคิดถึงความตาย เราคิดถึงศพ สมมุตินะ โลภะมันดับไป แต่ภาวนาเนี่ย มันยังทำลายกิเลสที่ร้ายที่สุดก็คือความโง่ อื หรือความหลง โมหะ ฉะนั้นภาวนาจึงเป็นบุญที่สูงกว่าศีล ทานไง นั้นพุทธเจ้าจึงให้เครื่องมือมา 3 อันไง ทาน ศีล ภาวนา เพราะมันทำลาย โลภ โกรธ หลง เคลียร์มั้ยค่ะ

โอ้ แปลว่าจริงๆ 3 อันเนี้ยที่เราทำ เราไม่ได้ทำเพื่อให้ใครมาสรรเสริญว่าเราเป็นคนดี อ๋อ มันเป็นเครื่องมือพัฒนากิเลสตัวเอง ฆ่ากิเลสตัวเอง ไม่ได้ไปเดี๋ยวนี้ก็นะ บางคนก็พอทำทานแล้วก็ต้องประกาศตัวใช่มั้ย ว่าฉันเป็นผู้ใจบุญ ใช่มั้ย เวลาไปปฏิบัติธรรมก็ต้องเช็คอิน ลง Instagram อย่างเงี้ย ว่าฉันนุ่งขาวห่มขาว ปฏิบัติธรรม มันก็อาจจะกลายเป็นการทำเพื่อสร้างอัตตา ทั้งนี้จริงๆแล้วการปฏิบัติเหล่าเนี้ย มันเป็นไปเพื่อล้าอัตตา อือ อือ แปลว่าจริงๆเนาะ หลายๆคนที่ อ่า ด้วยยุค ด้วยเศรษฐกิจ ด้วยหลายๆอย่างแล้วเาอาจจะรู้สึกว่า เฮ้ยเราไม่สามารถทำบุญได้ หรือไม่สามารถทำทานได้ จริงๆแล้วไม่ใช่เลย ไม่ใช่เลย คุณทำได้ตลอดเวลา คุณแค่ให้เนี่ย คนปาดหน้าคุณแล้วคุณให้อภัยเค้าเนี่ย ทานก็เกิดแล้วถูกมั้ย อื เอ่อ คุณเดินข้ามถนน เห็นคนแก่ หรือคนพิการ หรือคนตาบอดที่ เค้าลำบากในการจะข้ามถนน คุณสละเวลาของคุณสักแป๊บนึงเนี่ย เพื่อจูงเขาเข้าไปเนี่ย เป็นทานแล้ว ไม่ต้องเสียเงินเลยถูกมั้ย แพนด้า การให้ความรู้ที่ดี อย่างเช่นสมมุติแม่แชร์มาว่าโซดาผสมมะนาวแก้มะเร็ง ก็ไปบอกแม่ว่ามันไม่ได้แก้นะ ไปให้ความรู้ที่ถูกต้องกับแม่เรา หรือคนในวง Line ก็มันก็เป็นความรู้ มันก็เป็นธรรมทานแล้ว ศีลนี่ ยิ่งไม่ต้องเสียเงินเลย แค่คุณงดเว้นที่จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่รักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม คุณไม่ต้องเสียเงินเลย ภาวนายิ่งยิ่งมากกว่านั้นใช่มั้ย คุณแค่สงบจิต สงบใจ คุณแค่มีสติรู้ตัว รู้ความรู้สึกของกาย ของใจเนี่ย ไม่ต้องใช้เงินสักบาทแล้ว

ความถี่ สำคัญมั้ยคะ เช่นเราอาจจะไม่ได้สามารถให้ทานที่ใหญ่หลวงมากได้ แต่เราให้ถี่ๆได้ ทำได้ถี่ๆกับการที่เราแบบ โอ้อันนี้ต้องสละ ต้องใช้กำลังใจสูงในการสละ แล้วเป็นทานก้อนใหญ่มาก อันไหนมันเวิร์คกว่ากัน

เอิ่ม คงวัดยากนะ เออ พี่ว่าก็สะดวกแบบไหนทำแบบนั้นเถอะ ก็ก็ทำถี่ๆก็ละกิเลสได้ถี่ๆ ใช่มั้ย ทำหนักๆก็ละกิเลสได้หนักๆ ก็จะเอาแบบแยบถี่ๆ หรือจะเอาขยับน้อยต่อยหนัก เอาตามสบายใจ ตามกำลัง อื พี่ว่ามันอย่าไปคิดอย่างเงี้ย มันก็เราพอเราคิดอย่างเงี้ย มันก็อาจจะเหมือนตั้งเป้าว่าจะหวังผลแล้วว่าอันไหนมันดีกว่ากัน ถูกมั้ย แต่เป้าหมายจริงๆคืออันไหนมันละกิเลสได้มากกว่ากัน ก็ทำอันนั้นแหละ อื บางคนอาจจะชอบละแบบบ่อยๆ ใช่มั้ย แต่ไม่ต้องละเยอะ บางคนก็อาจจะชอบละตู้มเดียวสะใจเลย อันนี้พี่ว่าแล้วแต่อัธยาศัยเนาะ คงไม่มีสูตรตายตัวแล้ว คงคงบอกไม่ได้ว่าแบบไหนจะดีกว่ากัน คือพี่ว่าแล้วแต่ว่าเราเราถนัดแบบไหน อ่ะ ทำแบบนั้น เราต้องพิจารณาแฟคเตอร์ของเราด้วยว่าเรามีกำลังแค่ไหน เราอาจจะไม่มีเวลาเยอะใช่มั้ย อ่า แต่นานๆทีเรามีโอกาสอ่ะ ทำหนักๆไว้เลย ก็ไม่เสียหายเนาะ แต่แต่ถ้าเรารู้สึกว่า เอ้ย เราทำหนักๆไม่ไหวอ่ะ แต่เราขอทำตอดนิด ตอดหน่อยดีกว่า พี่ว่ามันเป็นการใช้ปัญญาในการบริหารชีวิตเราอ่ะ อื สูตรใครสูตรมัน อันนี้ต้องหาเวย์ของตัวเองค่ะ

ขอกลับมาที่ศีล 5 เรายังอยู่แหละ ในศีล 5 แพนด้าอยากรู้ว่าใน 5 ข้อเนี้ยค่ะ อาจารย์มีข้อไหนมั้ยคะที่เป็นข้อที่อันตรายที่สุดเลยจริงๆ อ่ะเรามักจะถูกสอนมาว่าข้อสุราเนี่ย อันตรายสุดเพราะว่าเราจะถูกสอนว่าเมื่อเราเมาขาดสติใช่มั้ย เราก็อาจจะฆ่าคนได้ เราอาจจะลักทรัพย์ เราประพฤติผิดในกาม เราอาจจะพูดโกหกได้ แต่จริงๆถ้าเราดูในพระไตรปิฎกแล้วดูภาพรวมเนาะ เหมือนพระพุทธเจ้าจะให้น้ำหนักกับข้อมุสามากที่สุด

พุทธเจ้าท่านพูดถึงขนาดว่าคนที่กล่าวคำโกหกได้เนี่ย ไม่มีความชั่วอะไรแล้วที่เขาจะไม่ทำ ข้อที่ อ่า คือลองเราโกหกได้เนี่ย มันทำบาปได้ทุกเรื่องแล้ว

คนที่เขามีธรรมะจริงๆอ่ะค่ะ อาจารย์เค้าดำเนินชีวิตยังไงหรอคะ

อื เป็นคำถามยากมากเลยจริงๆ ธรรมะนี่มันตีมันแปลได้หลายในเนาะ เอ่อ ธรรมะส่วนใหญ่อ่ะ เรามักจะไปแปลในแง่ positive อย่างเดียวก็คือคนมีธรรมะเนี่ยต้องเป็นคนดี ใช่มั้ย ต้องเป็นคนนุ่งขาวห่มขาว ต้องเป็นคนใจเย็นๆ พูดช้าๆ แต่จริงๆ ธรรมะในอีกแง่นึงเนี่ย มันหมายถึงธรรมชาติ งั้นธรรมชาติจริงๆแล้วมันมีทั้งดี ชั่ว และกลางๆ งั้นคนที่ประพฤติธรรมจริงๆเนี่ย ไอ้ประพฤติธรรมปลอมๆเนี่ยนะ ส่วนใหญ่ก็จะแสร้งแสร้งว่าดีตลอดเวลา ซึ่งมันผิดธรรมชาตินะ คนพวกนี้ก็จะต้องฝืนใจเย็น ฝืนพูดช้าๆ ฝืนสร้างลุกให้เป็นคนดูสงบ แต่จริงๆก็ดีอ่ะ หมายถึงว่าแต่นั่นน่ะ บางทีเขาจะติดดี อื เก็ทมั้ยค่ะ คือรู้ว่าสิ่งนี้ดีแล้วไปติดดี แต่บางทีมันดีแบบปลอมๆอ่ะ บางทีบางคนก็แสร้งยิ้มตลอดเวลา ซึ่งไม่เมื่อยหรอ มันดี มันเป็นการยิ้มแบบยิ้มแก้บน หรือยิ้มสะเดาะเคราะห์อ่ะ นึกออกมั้ย คือจริงๆใจมนุษย์เรา แสดงความโลภ โกรธ หลง แสดงความดีได้ทุกมิติ จริงๆพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามไม่ให้เกิดกิเลสนะ นั้นคนที่ประพฤติธรรมจริงๆก็คือ เมื่อมีธรรมะอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าดี ชั่ว กลางๆ รับรู้และเรียนรู้มันตามจริง ไม่ใช่ไปกดข่มมัน ฉะนั้นคนที่เป็นธรรมะ ประพฤติธรรมจริงๆก็คือเขาก็ใช้ชีวิตแบบปกติเนี่ยแหละ อื แต่เขาแค่มีตัวรู้ แล้วเขาเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าดีหรือชั่วเนี่ย

เรียกว่าการเรียนธรรมะในชีวิตจริง

เรียนธรรมะคือเรียนจากธรรมชาติที่มีอยู่จริง แต่ธรรมะมันไม่ใช่ดีอย่างเดียวตลอดเวลา มันมันไม่ใช่ พุทธเจ้าเองท่านเองในชีวิตท่าน แม้บรรลุธรรมแล้ว ท่านก็ยังเจอสิ่งไม่ดีกับสิ่งดีเสมอกันถูกมั้ย บางทีก็เจอพระเทวทัตลอบปองพระชนม์ก็มีถูกมั้ย บางครั้งเกิดช่วงข้าวยากหมากแพง พระพุทธเจ้ายังต้องฉันข้าวที่ เอ่อ พ่อค้าม้าเอามาถวาย เป็นข้าวเกรดเดียวกับที่เอาไปเลี้ยงม้า งั้นพุทธเจ้าเองก็ไม่ได้อยู่ในภาวะโลกสวยตลอดเวลา บางทีพระพุทธเจ้าก็เตือนภิกษุด้วยถ้อยคำที่เผ็ดร้อนก็มี อันนั้นคน ที่ประพฤติธรรมจริงๆก็คือคนที่เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ไม่ใช่คนแสร้งดี หรือไม่ใช่คนติดดี ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่คนที่ประพฤติชั่วหยาบกล้านเอง ก็เหมือนกับไม่ได้ขัดเกลาอะไร นึกออกมั้ย อั้นั้นจะต้องเป็นมนุษย์ที่อยู่สมดุลระหว่างดีและชั่ว และชั่วแล้วก็ไม่ติดดีด้วย อื ติดดีก็ไม่ดีอีก ติดดีก็เป็นกิเลสอีกแบบนึง ถ้าต้องการถึงความหลุดพ้นที่สุด ตามมุมของพพุทธเจ้าก็คือแม้ความดีก็ต้องละ

แต่ในสังคมไทยเนี่ย เรามักติดดีกัน แล้วก็เอาความดีเนี่ย เป็นไม้บรรทัดไปฟาดชาวบ้านเขา นึกออกมั้ย แพนด้า อาจจะเคยเจอ มนุษย์ติดดีเนี่ย ซึ่งบางทีมันน่าเกลียดกว่าคนที่ไม่มีความดีอะไรเลยก็มีใช่มั้ย เอาความดีแล้วบอก นี่ฉันปฏิบัติธรรมนะ ฉันรักษาศีลนะ กลับกลายเป็นว่าความดีเขาเนี่ย ไปเพิ่มอัตตา ตัวตนให้ตัวตนเขายิ่งแก่กล้าขึ้นอีก ซึ่งน่ากลัว อื พี่เจอครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติธรรมสูงจริงๆนะ ท่านจะทำตัวเป็นคนปกติมาก แต่คนที่มีท่าทางเนี่ย มีการจัดฉาก ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ของจริง จากประสบการณ์พี่นะค่ะ อือ

เคยเคยอ่าน นวนิยายจีนบ้างมั้ย แพนด้า อาจจะไม่เคย พี่ ยกตัวอย่างพวก 8 เทพอสูรมังกรฟ้า งานของกิมย้งเนี่ยนะ มันก็จะมีตัวละครที่มีวรยุทธ์แก่กล้าเต็มหมดเลยนะ แต่คนที่กลับมีวรยุทธ์สูงส่งในนิยายเรื่องนี้ กลับเป็นหลวงจีนองค์นึงที่กวาดลานวัด เฝ้าหอสมุด อื แต่ไม่มีใครรู้จักเขาเลยค่ะ เออ แต่กลับว่าคนแบบเนี้ย กลับมีวรยุทธ์สูงส่ง เห็นมั้ย ยกตัวอย่างในแนวคิดแบบเนี้ยของจีนก็เป็น แปลว่าจริงๆแล้ว ชั่วก็ไม่ดีอยู่แล้วล่ะ ติดดีมากก็ไม่ดี เพราะจะมีอัตตา สุดท้ายแล้วคือเราควรอยู่กับความเป็นจริง อย่างงี้หรือเปล่าคะ

คืออย่างงี้ สเต็ปแรกอ่ะ โอเค มันต้องละชั่วอยู่แล้วใช่มั้ย คนประพฤติธรรมอ่ะ ละชั่วแล้วก็ทำความดีใช่มั้ย จำได้มั้ย เคยได้ยินโอวาทปาติโมกข์ที่เป็นหัวใจศาสนาใช่มั้ย สัพพปาปัสสะ อกะระณัง ไม่ทำชั่วทั้งปวง กุสลัสสะ อุปสัมปทา ทำดีให้ถึงพร้อม แต่ประโยคสุดท้ายที่พพุทธเจ้าพูดคือ สจิตตะปริโยทปนัง คือทำจิตให้ขาวรอบ หรือทำจิตให้หลุดพ้น นั่นหมายความว่าไง ละชั่วแล้ว ทำดีแล้ว ก็ต้องละทั้งความดีและความชั่วด้วย อื ถึงจะหลุดพ้นจริงค่ะ ถ้ายังติดดีอยู่ มันก็ยังแบกแบกความดีอยู่ พพุทธเจ้าอุปมาอย่างงี้ เหมือนคนที่อยากข้ามแม่น้ำอ่ะ แม่น้ำมันกว้าง มันลึกถูกมั้ย ลำพังไป ด้วยตัวเองไหวมั้ย ไม่ไหว ก็ต้องต่อแพขึ้นมาถูกมั้ย พอต่อแพปุ๊บ เป็นไงฮะ ก็ข้ามแม่น้ำไปได้ แต่พอข้ามแม่น้ำไปปุ๊บ คนที่ต่อแพ บอกว่า อุ๊ย แพเนี้ย มีอุปการะ เป็นมีคุณกับเรามากเลย ถ้ายังไงเดี๋เราแบกแพไปด้วย ถาม แล้วพพุทธเจ้าก็ถามภิกษุว่า ผู้ชายคนนี้ทำถูกหรือทำผิด แพนด้าว่าถูกหรือผิด ข้ามฝั่งไปแล้วแบกแพไปอีก การกระทำของเขาถูกหรือผิด ถ้าเขายังแบกแพ่อยู่ต่อไป ข้ามฝั่งแล้ว

อ๋อ ผิดแล้วกัน เพราะไม่ได้ใช้แล้วอ่ะ เออ ใช่ไง ถูกต้อง ใครจะไปแบกต่อแล้วหนูถูกมั้ย พุทธเจ้าก็บอก ใช่ ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมะที่พระองค์แสดงเนี่ย ความดีทั้งหลายทั้งปวงเนี่ยนะ ที่สั้นแสดงว่าโพธิปกยธรรมเนี่ย ความดีทั้งปวงเนี่ย เมื่อที่พุทธเจ้าแสดง เพื่อให้เราอะไร ประพฤติ ประพฤติเพื่ออะไร เพื่อให้ข้ามฝั่ง คือไปพระนิพพาน ข้ามห้วงน้ำคือกิเลส นะ แต่เมื่อถึงฝั่งนิพพานแล้วเนี่ย แพ้ก็ไม่จำเป็นแล้ว นั้นพระพุทธเจ้าถึงบอกว่าธรรมทั้งปวงเนี่ย แม้กระทั่งความดีเนี่ย เมื่อถึงฝั่งแล้วก็ต้องละ จะป่วยกล่าวไปเล่าถึงอกุศลธรรม อื ก็คืออกุศลต้องทิ้ง ความดีก็ต้องทิ้ง จึงจะไปนิพพานได้ งั้นคนที่เข้าสู่ธรรมะจริงๆแล้ว เขาก็จะมองสรรพสิ่งเสมอกัน ทั้งดีและชั่ว อื เพราะอะไร เพราะธรรมทั้งดีทั้งชั่ว ล้วนไม่ใช่ตัวตน เป็นแค่ธรรมะธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตทั้งนั้น ชั่วก็ปรุงแต่งจิตไปทางต่ำ ดีก็ปรุงแต่งจิตไปทางสูง แต่คน ที่มากไปกว่านั้นคือคนที่อมีอิสรภาพจาก ทั้งความดีและความชั่วนั่นแหละคือเป้าหมายสูงสุดของพุทธ อื อื

โอ้ ไม่ต้องรู้เคลียร์ค่ะ แต่ก็นิดนึงแล้วกัน อย่างเมื่อกี้ที่บอกว่าข้ามแม่น้ำแห่งกิเลสไปถึงฝั่งคือ นิพพาน ออ อย่างปุถุชนน่ะ สามารถข้ามแม่น้ำไปถึงนิพพานได้มั้ยคะ

ก็ถ้าเราข้ามเมื่อไหร่ เราจะเป็นอริยบุคคลแล้ว เราจะไม่ใช่ปุถุชนแล้ว อ๋อ ระหว่างที่ข้ามนี่ก็ต้องฝึกอะไรเยอะเหมือนกันมากมายมหาศาล อื ค่ะ ไม่มีทางลัด ไม่มีค่ะ

แพนด้าอยากถามต่อเรื่องของสมาธิค่ะอาจารย์ ว่าเออเราเราจะได้ยินในอย่างในยุคเนี้ย เรื่องสมาธิก็เหมือนจะเป็นเทรนด้วยซ้ำเนาะ อ่า แต่จริงๆพระพุทธองค์ก็บอกเรามานานแล้วล่ะว่าเป็นสิ่งที่ดี แล้วจริงๆสมาธิเนี่ยคืออะไรคะ

จริงๆการภาวนามันมี 2 แบบนะ แพนด้า สมาธิกับวิปัสสนาเนาะ หรือเรียกภาษาสั้นๆว่าสมถะ กับวิปัสสนา สมาธิหรือสมถะเนี่ย มันคือการฝึกให้จิตสงบ ซึ่งมันมีอุบายถ้าเอาตามพุทธเนี่ยมี 40 แบบ คือการทำจิตให้นิ่ง กับอีกอันนึงคือวิปัสสนา คือทำจิตให้เกิดปัญญา การทำจิตให้นิ่งก็เพื่ออะไร เพื่อให้เกิดปัญญา ทีนี้บางคนเนี่ย ไปทำสมาธิแล้วก็ไปติดสุขในสมาธิก็มี พอนั่งแล้วว่าง นั่งแล้วนิ่ง ก็ไปชุ่มแช่อยู่กับความว่าง ความนิ่งนั้น แต่ไม่ได้ทำให้ตัวเองเกิดปัญญาขึ้น อื อ่านั้นความว่าง ความนิ่งในสมาธิเนี่ย ท่านอุปมาว่าเหมือนหินทับหญ้า หญ้าเราเหมือนกิเลสนะ หญ้า 3 กอง โลภ โกรธ หลงเนี่ย เวลาเรา หินก้อนใหญ่ๆทับหญ้า ถามว่าหญ้าโตมั้ย แพนด้า หญ้าที่ถูกหินทับอยู่อ่ะ มันโตขึ้นได้มั้ย เวลามีหินทับอยู่ อื ไม่น่ามั้ยคะ เออ มันก็โตไม่ได้ถูกมั้ย แต่พอเรายกหิน หินออก เหมือนเราออกจากสมาธิ หญ้านั้นโดนแดดโดนน้ำ เกิดอะไรขึ้น มันก็งอกขึ้นมาใหม่ อ่า บางทีก็โตขึ้นมากกว่าเดิมก็มี ฉะนั้นการใช้สมาธิเหมือนเอาหินทับหญ้า หญ้าไม่โต แต่หญ้าก็ไม่ตาย อื แต่การฝึกอีกสายหนึ่งเรียกว่าวิปัสสนา หรือการเจริญสติปัฏฐาน คือการมีสติรู้ระลึกรู้กาย เวทนา จิต ธรรมเนาะ อันนี้เรื่องละเอียด มันเหมือนการดึงรากหญ้าทิ้งอ่ะ บางทีต้นหญ้ายังเหมือนเขียวอยู่นะ แต่มันตายแล้ว อื อ่า มันก็มี 2 สายแบบนั้น อื ค่ะ

งั้นคนต้องแยกให้ออกว่าทำสมาธิหรือวิปัสสนา สำนักส่วนใหญ่เนี่ย ไปทำไปทำมากลายเป็นสมาธิ ซึ่งยังไม่ได้ทำให้เกิดปัญญาหลุดพ้น แค่ทำให้จิตสงบ จิตว่างเปล่า ซึ่งก็สบายมากแล้วนะ สำหรับคนเบื้องต้นที่อยู่ในสังคมบริโภคนิยม ที่จิตหาความสงบไม่ได้เลย หรือเด็กที่ยังติด หรือพวกเราเองที่ติดแอปพลิเคชั่นไม่กี่วินาที เราก็ปัดๆเนี่ย เราสมาธิเราสั้นมาก สมาธิจริงๆนี้ก็สำคัญนะคะ เพียงแต่ว่าคนที่ฝึกสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีมันไปติดสุขในสมาธิ มันก็กลับไปสู่ที่เราคุยกันเมื่อกี้ก็คือยึดติดดีอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน แต่จริงๆถ้าเก่งกว่านั้นน่ะ ต้องเห็นว่าสมาธิเองก็ไม่ใช่ตัวตน สมาธิเองก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเหมือนกัน เอาเป็นสรณะไม่ได้ ก็ต้องพ้นจากตรงนั้น เพื่อให้เกิดปัญญา อื

สรุปแล้ว เราไม่เอาอะไรเลยใช่มั้ยคะ ถ้าจะถึงความอิสรภาพสูงสุด

ถูกต้อง เราต้องไม่จะติดอะไรเลย แม้กระทั่งตัวรู้ อื นี้ลึกไปอีก นั้น อื แม้กระทั่งตัวปัญญาที่รู้ ต้องไม่ยึดติดเหมือนกัน เพราะสุดท้ายสิ่งที่เราจะยึดติดมากที่สุดก็คือตัวรู้ของเรานี่แหละ อื ฉันรู้นะเนี่ย ฉันปล่อยวางได้นะ ยึดติดความปล่อยวาง แพนด้า อื เก็ทมั้ย เหมือนคนบอกว่ากินอะไรก็ได้ อ่ะ เอาจริงๆไม่ได้เลยสักอย่าง บอกว่าฉันปล่อยวางละ แต่กลับไปยึดติดความปล่อยวาง อื ฉะนั้นคุณไม่ปล่อยวางจริง คุณยังยึดติดความปล่อยวาง ค่ะ ไหนๆจะขัดเกลาแล้วก็เอาให้ลึกเลยค่ะ นั้นจริงๆสิ่งที่ยึดติดที่สุดท้ายคือตัวรู้ของเราเนี่ย ต้องละ ถ้าจะสู่อิสรภาพมันสูงสุดนะ อื แต่ถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้น ก็ต้องมีตัวรู้ หัดเรียนรู้ตัวเองให้ได้ก่อน สร้างตัวรู้ให้มีกำลังก่อน แล้วสุดท้ายค่อยละมัน

อ่า ขยายความบางคนอาจจะไม่เข้าใจว่า อย่างตัวรู้นี่คือหมายถึงยังไงคะ หมายถึงเรารู้ว่าเราทำอะไร อะไรอย่างนี้หรือเปล่า

ตัวรู้ก็มีอยู่ 2 อย่างนะ สติเนี่ยก็เป็นตัวรู้ ระลึกรู้ ปัญญาก็คือความรู้แจ้งจริงๆ ก็ต้องละหมดในที่สุดเนี่ย แม้สติที่สร้างขึ้นมาเนี่ย ก็ต้องละมัน ถ้าจะสู่ความหลุดพ้นอย่างแท้จริงนะ อื แต่เหนือบุญ เหนือบาป เนี่ย ก็ต้องละทั้งสติ ทั้งปัญญานั่นแหละ เพราะมันก็เป็นแค่สังขารที่ปรุงแต่ง ซึ่ง โอเค ต้องต้องมีครูบาอาจารย์ มีทางฝอ๋ออัน ต้องเลเวลสูงมาก อันนี้อันนี้พูดเผื่อจะตัดออกก็ได้ เพราะว่ามันอาจจะยากไป

ไม่เป็นไรค่ะ น่าจะชอบกัน คอมเมนต์ได้นะคะ มีหลวงปู่ท่านนึงท่านเคยพูดว่า สำหรับคนเบื้องต้นน่ะ การสร้างตัวรู้เนี่ยยากมากแล้ว ถูกมั้ย การสร้างตัวรู้จะรู้ในชีวิตประจำประจำวันเนี่ย แต่สำหรับคนเบื้องปลายเนี่ย การทำลายตัวรู้ยากกว่า อื นั่นแหละ นั้นแปลว่าหลวงปู่ท่านน่ะ ถึงความหลุดพ้นอะไรบางอย่างแล้วล่ะ ท่านถึงพูดแบบนี้ได้ เพราะว่า

กำลังฟังอยู่เนาะ แต่ก็จินตนาการสุดจะจินตนาการไม่ออกจริงๆค่ะ เพราะยังไปไม่ถึง

ไม่เป็นไร ถ้าถ้าจะให้อุปมาเข้าใจชัดขึ้น ก็กลับไปวรยุทธจีนเนี่ย เราต้องมี perception อะไรบางอย่างเกี่ยวกับหนังจีนบ้างแหละว่าก่อนที่พระเอกจะได้วรยุทธ์ขั้นสูงสุดน่ะ ต้องถูกทำลายวรยุทธ์ก่อนน่ะ แบบนั้นแหละ อืนึกออกมั้ย พอถูกทำลายวรยุทธ์ปั๊บ เดี๋ยวสักพัก ลมปราณอะไรที่มันอุดตันอยู่ เค้ากลับให้ทำให้เกิดวรยุทธ์ขั้นสูงขึ้นมาเหมือนกันเลย ธรรมะของพพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ก่อนที่จะถึงความหลุดพ้นได้ สุดท้ายมันต้องทำลาย ทำลายตัวรู้อะไรบางอย่างก่อน อือฮึ

นั่นแปลว่าจริงๆสุดท้ายอย่างที่เราคุยมาทั้งหมดอ่ะ จริงๆจะได้คำตอบแล้วเนาะ ว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ยังไง ก็ต้องฝึก ถูกแล้ว บางคนที่เขาคิดว่าเ้าไปถึงแล้ว ก็ได้แต่คิดค่ะ ออ เป็นวิปัสสนึกไง นึกเอา

เออ ค่ะ มันเหมือนกับอย่างงี้ พี่ชอบไปเทียบกับวรยุทธจีนนะ ขออภัยพอดีเป็นติ่ง ติ่งนิยายจีนค่ะ อย่างเอ่อนึกว่านิยายเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักร อื นะเอ่อ พระเอกชื่อ เล้งหูชงค์นะ ไม่รู้แฟนคลับได้เคยอ่านหรือเปล่า เล้งหูชงค์เนี่ย ฝึกกระบี่สำนักโหสา แล้วก็เก่งมากเลย เป็นศิษย์เอกนะ นั่นนู่นนี่ แล้ววันนึงเขาก็ไปเจอปรมาจารย์กระบี่ ท่านนึงชื่อฟงซินหยาง ฟงซินหยางเนี่ย บอกว่าเนี่ย เรียนรู้กระบี่อะไรมาบ้าง ซึ่งตอนหลังเล้งหูชงเนี่ยนะ ได้กระบี่ 6 สำนักเลยที่เป็นสุดยอดของกระบี่ทั้งปวงแล้วนะ ก็เล่าได้กระบี่สำนักนั้น อะไรก็ว่าไป เสร็จแล้วจู่ๆ ฟงซินหยางเนี่ย ชูกระบี่ทิ่มไปตรงๆเงี้ย แล้วถามว่า กังวลท่าเนี้ย เจ้าจะแก้ยังไง เล้งหูชงบอกว่าอะไร รู้มั้ย บอกแก้ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะมันไม่มีกระบวนท่า อือ อาจารย์บอกถูกแล้ว ถ้ายังมีกระบวนท่าอยู่ ก็ยังมีกระบวนแก้ แต่ถ้าไม่มีกระบวนท่า ก็ไม่มีทางแก้ได้ นั้นสุดยอดของมือกระบี่คืออะไร คือมือกระบี่ที่ไร้กระบวน แต่การไร้กระบวนของสุดยอดมือกระบี่ กับคนที่ไม่เคยฝึกกระบี่เลย ต่างกัน เพราะคนที่ไม่ฝึกกระบี่ ไร้กระบวนเลย คือความมั่ว แต่ยอดวรยุทธ์ที่รู้กระบี่ทุกสำนักแล้ว แต่ไร้กระบวน นั่นแหละคือสุดยอดวรยุทธ์ค่ะ เอาไปอุปมากับสิ่งที่เราคุยกัน อ่า ยังไงก็ต้องฝึก ไปคัดเกลา ฉะนั้นฝึกเพื่อถึงความไร้กระบวน อ่า แต่ไม่ใช่มาถึงไร้กระบวนเลย อันนั้นคือมั่วแล้ว คุณยังไม่มีแม้กระทั่ง Beginner ไม่มีแม้กระทั่งเบสิคเลย อื ค่ะ

เคลียร์มั้ย เคลียร์ค่ะ เออ พี่ชอบเทียบกับวรยุทธสนุกดี เข้าใจค่ะ แล้วก็ทางบ้านเคลียร์มั้ยคะ คอมเมนต์บอกกันได้นะคะ ถ้าไม่เคลียร์แนะนำให้ไปอ่าน กระบี่เย้ยยุทธจักร กับ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ของกิมย้งค่ะ เป็นนวนิยายที่ดีมาก ต้องอ่านให้จบด้วยนะ

อ่ะ ได้ ถ้าขี้เกียจก็มีรีวิวเยอะ เออ ไปดูก็ได้ครับ

แล้วการที่เราจะใช้ชีวิตแบบมีปัญญาค่ะ อือ มันมันเป็นยังไงคะ ในรูปธรรมะ รูปธรรมเลย

มันมีธรรมะชุดนึงนะ ขออนุญาตอ้างพระพุทธเจ้า เรียกว่า สัปปุริสธรรม คือธรรมของคนมีปัญญา หรือคนของสัตบุรุษเนี่ย ง่ายๆเลย แพนด้า 1 รู้จักเหตุ 2 รู้จักผล 3 รู้จักตน 4 รู้จักประมาณ 5 รู้จักกาล 6 รู้จักบุคคล และ 7 รู้จักชุมชน เนี่ย คือการใช้ชีวิตอย่างมีปัญญาละ อื แต่เดี๋ยวนี้สังคมเรา เหตุผลมันเริ่มถูกทำลายไปเนาะ ระบบเหตุผลเนี่ย ตรรกะเนี่ย มันสั่นคลอนหมดเลยนะ ตั้งแต่องค์กรสูงสุดถึงองค์กรต่ำสุดเนี่ย ตรรกะวิบัติกันเยอะนะ ถูกมั้ย อย่างเงี้ย สังคมมันก็ไม่ใช่สังคมที่อุดมด้วยปัญญา กลายเป็นว่าเหตุผลของใคร เหตุผลของมัน ทั้งที่จริงๆแล้วลอจิก หรือเหตุผล หรือตรรกะเนี่ย มันควรจะเป็นความจริงแท้อันนึงที่ใช้ร่วมกัน แต่นี้กลายเป็นว่า แม้กระทั่งตรรกะพื้นฐานเนี่ย สังคมมันก็บิดเบี้ยวไปหมดเนาะ ตั้งแต่ผู้นำม็อบต่างๆ ในในการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมาเนี่ย ตรรกะมันถูกบิดไปหมด ฉะนั้นสังคมเราก็เลยเอียงละ เอียงกับเร่เลย ฉะนั้นถ้า รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตัวเองใช่มั้ย รู้จักตัวเองให้แจ่มแจ้งเลยนะครับ อันเนี้คือการใช้ชีวิตที่มีปัญญาละ การไม่รู้จักตัวเองเนี่ย มันก็แย่นะ แพนด้า ถูกมั้ย ถ้าเรารู้จักตัวเองได้เนี่ย ปัญญามันเกิดแน่นอน รู้จักประมาณใช่มั้ย เออ เราต้องดูตัวเอง พอรู้จักตัวเองแล้ว ต้องรู้จักประมาณว่าเราควรบริโภคแค่ไหน เป็นต้น เราควรออกกำลังกายแค่ไหน เราควรลงทุนธุรกิจแค่ไหน เราควรเอิ่ม นอนมากน้อยแค่ไหน ในการรู้จักประมาณก็สำคัญ รู้จักกาล กาลนี้ควรจะทำอะไร ดึกแล้วเนี่ย ควรจะนอนให้ฮอร์โมนมันทำงาน อ่า ยังเล่นโทรศัพท์นี้มันใช่มั้ย หรือกาละนี้เป็นกาละที่เราควรจะระมัดระวัง เช่น PM กำลังเต็มบ้านเต็มเมืองไปออกกำลังไปวิ่งมา บางคนเกิดโรคเกิดภัย รู้จักบุคคล บุคคลนี้ควรดียังไง ควรวางตัวกับเขายังไง รู้จักชุมชน สังคมตรงนี้เป็นยังไง พี่ว่าทำศัพท์ธรรมะ ก็คือการใช้ชีวิตอย่างมีปัญญาละ อื นะครับ เอาไป apply กันได้ ใช่มันเหมือนเรื่อง 7Q ของฝรั่งคล้ายๆกันน่ะ IQ EQ นั่นนู่นนี่

ทีเนี้ยค่ะ ในยุคปัจจุบันที่ความเชื่อมีมากมายเลย อืออ่า แล้วก็ด้วยโซเชียลมีเดียทำให้เราได้รับข้อมูลข่าวสาร เรื่องความเชื่ออะไรต่างๆมากมายเลย เราจะรู้ได้ยังไงคะว่าตัวเราเนี่ยมาถูกทาง

อันนี้ก็ต้องอาจจะต้องมีเกณฑ์อะไรบางอย่างเนาะ ใช่มั้ย แต่จริงๆถ้าเราจะเอาพุทธเป็นเกณฑ์เนี่ย พพุทธเจ้าก็ให้หลักที่เรียกว่ากาลามสูตรถูกมั้ย อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะคนพูดน่าเชื่อถือ อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะว่าสิ่งเหล่าเนี้ยเขาลือต่อๆกันมา หรืออย่าเพิ่งเชื่อว่าคนนี้เป็นครู หรืออย่าเชื่อว่ามันสอดคล้องกับอีโก้ หรือทิฐิ หรือความเห็นของเรา หรือตามพาดของเราอะไรอย่างเงี้ย ท่านก็บอกว่าต้องใช้ปัญญา สุดท้ายมันก็กลับมาที่ปัญญาที่เราคุยกันแต่แรก แพนด้าในมุมของพุทธเนี่ย เราจะรู้ว่าเรามาถูกทางได้ก็ต่อเมื่อเราก็ต้องมีปัญญา รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แล้วปัญญาขั้นต้นง่ายๆก็สัปปุริสธรรมก็กลับไปอีกอ่ะ เราพิจารณาเหตุผลใช่มั้ย ตนประมาณ การบุคคล ชุมชน ลึกไปกว่านั้นอ่ะ เราก็ดูสิว่าไอ้สิ่งที่เรารู้เนี่ย มันเป็นไปเพื่อความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือเปล่า ถ้ามันเป็นไปอย่างนั้น เช่นเราไปฟังสื่อนั้น สุดท้ายมันไปเพื่อความโกรธ ยิ่งฟังยิ่งโกรธกว่าเดิม หรือยิ่งฟังยิ่งเกิดความโลภ หรือยิ่งฟังยิ่งเกิดความหลง อย่างเงี้ย ก็ไม่ใช่เวอ อ่า ใช่ม เราก็ต้องเลือกฟังที่มันพัฒนาให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงเราลดลง หรือทำให้ทาน ศีล ภาวนาเราเจริญขึ้นอ่ะ ถึงตรงนั้นพอหรือยัง อาจจะยังไม่พอ เสนอให้เรายึดติดดีมากไปมั้ย เอะอะอะไรก็ทำบุญอย่างเดียวใช่มั้ย ทำบุญแล้วพิจารณาสิ มันทำให้ตัวลำบากหรือเปล่า หรือทำให้ชุมชนมันได้พัฒนามั้ย บุญบางอย่างทำไปไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรกับสังคมอย่างเงี้ย ก็ต้องใช้สัปปุริสธรรมมาพั มามาพิจารณาใช่มั้ย ในที่สุดก็ต้องดูว่าในท้ายที่สุด เรายังยึดติดความดีอะไรหรือเปล่า อือ อ่า ก็เป็นอย่างงั้น สุดท้ายจะรู้ได้ไงว่ามาถูกเวย์ way ก็ต้องมีมีเบสไลน์ที่พุทธเจ้าพูดไว้ ถ้าเราใช้ approach พ put นะค่ะ approach put อจริงๆทุกอย่าง ที่เราคุยกันมาเนี่ย เรื่องของหลักธรรม เรื่องวิธีในเหมือนเป็นเครื่องมือเลยในการที่เราจะดำเนินชีวิตอ่ะ อือฮึ อยากให้ไปศึกษากันเนาะ ถ้าเป็นชาวพุทธ หรือว่าเป็นคนที่สนใจ อย่างแพนด้าเองก็เหมือนกัน เพราะว่าต้องบอกว่าเมื่อก่อนตอนที่เราเป็นนักเรียน่ะค่ะ เราเรียนหลักธรรม เราเรียนศาสนาพุทธอ่ะ เราเรียนเพราะมันเป็นวิชา อ้า เราโดนบังคับโดยที่เราเราท่องจำเลยอ่ะ ทุก สมุทัย นิโรธ ตามโดยที่เราไม่ได้เข้าใจความหมายจริงๆ หรืออาจจะเข้าใจคำแปลนะว่าอันเนี้ยหมายถึงอะไร แต่เราไม่ได้เข้าใจในเชิงชีวิตจริงว่าสิ่งเหล่าเนี้ยสำคัญยังไงในชีวิตจริง

แพนด้าพูดอย่างงี้ดีค่ะ ความรู้เนี่ย อันดับแรกมันต้องรู้จำก่อน อือ อ่า อย่างที่แพนด้าพูดอ่ะ เออ เราก็รู้อริยสัจแหละว่าไร้แป้ได้ รู้จำ รู้จำยังไม่พอ มันต้องรู้จัก รู้จักยังไม่พอ มันต้องรู้จริง รู้จริงหมายถึงว่าเข้าไปรู้ตามความเป็นจริงของเขาว่าอันเนี้ยคือทุกข์จริงๆนะ อันนี้คือสมุทัย แล้วสุดท้ายก็จะรู้แจ้ง อื นั้น รู้จำ รู้จัก รู้จริง รู้แจ้ง คนละเวล อื ก็ต้องพัฒนาไปค่ะ อ่า

ก็วันนี้ โอ้โห เราได้คุยกันซึ่งแพนด้าอย่างที่บอกไปเลยว่า อือฮึ ถ้าถ้าท่านไหนสนใจต่อเนาะ ศึกษาได้เลยจริงๆ เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายด้วยซ้ำในทุกวันนี้ แต่ก็ต้องเลือกแหล่งที่ถูกต้องนิดนึง อ จริงๆพระไตรปิฎกออนไลน์มีเยอะแยะเลย สามารถเสิร์ชได้นะ จริงๆถ้ามะมองมองในแง่ academic เนี่ย เอ่อ เราอยากรู้คำสอนของใคร เราก็ต้องไปที่หลักฐานชั้นต้น ปฐมภูมิ หรือ primary source ถูกมั้ย ฉะนั้นอยากรู้ว่าพุทธเจ้าสอนยังไง ก็ต้องค้นพระไตรปิฎก อยากรู้ว่าพระเยซูสอนยังไง ก็ต้องไปดู New Testament ใช่มั้ย อยากรู้ว่า เอ่อ โมเสสสอนไง ก็ต้องไป Testament อย่างนี้เป็นต้นเนาะ ฉะนั้นการเข้าไปสู่ เอ่อ หลักฐานชั้นต้นที่สุดเนี่ย มันก็จะเป็นการเปิดทางให้เราได้รับรู้คำสอนที่ถูกต้อง แต่ถ้าเราไปผ่านการกลั่นกรองจากครูบาอาจารย์ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่ หลวงพ่อ หลวงอา หลวงลุง หรือครูบาอาจารย์ หรือแม้กระทั่งผมเองเนี่ย มันก็เป็นการผ่านการตีความของคนถูกมั้ย อ่า ถ้าจะให้ดีจริงๆแล้วทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ลองดู มันไม่ได้ยากเกินไปนะครับ ทำเพื่อตัวเองกันดีกว่าเนาะ เพราะสุดท้ายแล้ว มันไม่มีใครทำแทนเราได้จริงๆบนเส้นทางนี้ ใช่ค่ะ

ค่ะ อ่ะ วันนี้ก็ได้อะไรดีๆ แล้วก็ได้ความรู้ ได้ความเข้าใจเยอะมากๆ เลยค่ะอาจารย์ แล้วก็ต้องบอกก่อนนะคะว่าเรายังมีอีก EP นึง

ได้เลยครับ เดี๋ยวเราคุยกันต่ออีก EP นึง เราอ่ะเคยได้ยินว่าการที่ เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์เนี่ยค่ะ เป็นภพภูมิที่สามารถสร้างบุญได้ สั่งสมบุญได้ แต่ก็การเกิดเนี่ยก็ทำให้เราเป็นทุกข์ อือ อ่า สรุปแล้วการเกิดดีหรือไม่ดีคะอาจารย์

ทุกคนมีทุกข์เสมอกัน ไม่ได้ต่างกัน แล้วทำไมบางคนน่ะเขามีทุกข์เยอะ หรือมีอุปสรรคในชีวิตเยอะ กับบางคนที่เขามีชีวิตที่อาจจะ มีทุกข์น้อย ชีวิตมีความราบรื่น 2 กลุ่ม เนี้ยค่ะ อธิบายยังไงได้บ้างคะ อะไรคือสิ่ง ที่เราควรจะทำในฐานะที่เรามีชีวิตเกิด ขึ้นมาแล้วชีวิตนึงเพื่อให้มันไม่เสีย ชาติเกิด

เวลาที่เราอยู่ในงานศพ มันมักจะเป็นโมเมนต์ที่เรารู้สึกว่าโอเค เราอยากจะขอบคุณ ขอโทษ ให้อภัยกับคนๆนี้ ที่เขาไม่มีลมหายใจอีกแล้ว แต่ทำไมเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่ มันเป็นสิ่งที่เราทำยากจังเลย ตอนเ้าอยู่อ่ะ ตอนนั้นนะ รู้อย่างงี้นะ เราน่าจะดูแลเค้ามากกว่านี้ เราน่าจะให้เค้ามากกว่านี้ เราน่าจะพูดเพราะกว่านี้อีก เมื่อก่อนพ่อแม่ก็ชอบบนเนาะ แต่ตอนเนี้ย มันเงียบจังเลย แพนด้าอยากได้ยินเสียงบนอีกครั้ง แต่มันไม่ได้ยินแล้ว แล้วประโยชน์สุดท้ายที่บางทีพูดกันน่ะ ยังไม่ทันได้บอกรักเลย ยังไม่ทันอะไรเลย พ่อไม่อยู่ฟัง

[เพลง]

แล้วเดี๋ยวร้องด้วยค่ะ แล้วก็ฝากทุกท่านนะคะ ติดตาม EP ต่อไป ด้วยนะคะ แล้วก็ EP นี้เนี่ยนะคะ ฝากกดไลค์ กดแชร์นะคะ ให้คนที่เรารักได้ดูกันด้วย เพราะว่าเนื้อหาใน EP แพนด้าว่าเป็นสิ่ง ที่มีประโยชน์มากๆ แล้วก็ถ้าเราได้รู้ ได้เข้าใจ รู้จักและรู้แจ้งได้เนี่ย ก็จะเป็นผลดีกับชีวิตของเรานะคะ ฝากกดไลก์ กดแชร์ เป็นกำลังใจ คอมเมนต์บอกเราด้วยนะคะว่าดู EP นี้แล้วเป็นยังไง หรือว่ามาแชร์ประสบการณ์การใช้ชีวิตของทุกคนได้นะคะ

และสำหรับวันนี้นะคะ อาจารย์ทางเกลาก็มีเสื้อ ค่ะ เป็นเสื้อเกลานะคะ มามอบให้อาจารย์ด้วย

ขอบคุณครับ ขอบคุณมาก หมายถึงพี่มีนิสัยอันตรายใช่มั้ย ทุกคนมีค่ะ โอเค ขอบคุณครับ

โอ้ ด้านหลังค่ะ ด้านหลังด้านหลังเขียนว่า ฉันเกิดมาเกลาค่ะ โอ ดีจังอ่ะ เหมือนที่เราคุยกัน โอเค โอเคค่ะ มอบให้อาจารย์เลยนะ อีกหน่อยพี่จะทำเป็นขไข เกิดมาเกลา ก็เป็นเรื่องจริงอยู่นะ เออ จริงๆก็ต้องเกลาต่อ เกลาคำเขลาออกไปอ่ะ ขอบคุณนะครับค่ะ

ถ้าใครสนใจเสื้อแบบนี้นะคะ ฝากอุดหนุนเกลาด้วยนะคะ สั่งซื้อได้ที่ใต้ description นี้เลยนะคะ ทางเกลายังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกนะ ไม่ว่าจะเป็นหมวกเรานะคะ หรือว่ากระเป๋าผ้าเกลาค่ะ

และก็นิดนึงค่ะ ให้ อาจารย์ อาจารย์มีหนังสือสวดมนต์ด้วยใช่ มั้คะ

อ่า ใช่ๆ ครับค่ะ ได้ค่ะ ฝากได้เลย ก็เป็นหนังสือสวดมนต์ชื่อ พุทธมนต์จากพุทธกาล ก็คือพี่รวบรวมบทสวดต่างๆ ที่พุทธเจ้าเจ้าเนี่ย พูดโดยตรง ถึงบทสวดเก่าแก่ ไม่ใช่บทสวดแต่งใหม่ แล้วที่สำคัญเนี่ย พี่มีคำแปลนะครับ ในบทสวด ซึ่งบางทีบางคนเราเนี่ย สวดอย่างเดียว แต่ว่าเราไม่เข้าใจความหมายของบทสวด แล้วพี่ก็จะมีข้อควรรู้ว่า บทสวดแต่ละอันเนี่ย มาจากอย่างไร มีที่มาอย่างไร คำอ่านยากๆ ต้องอ่านอย่างไร แล้วเอาไปใช้ในอานิสงส์อย่างไร แล้วมีเป็นเคล็ดลับด้วยว่า เออ มีสถานการณ์แบบเนี้ย ควรบทใช้บทสวดอะไร ทำนองนั้น ก็หาซื้อได้ในเพจของพี่หนุ่มพงษ์พันธ์ Official ครับ ก็สั่งซื้อกันได้ถ้าสนใจนะคะ

วันนี้ขอบคุณอาจารย์มากๆ เลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ สวัสดีครับ