📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

คุยให้ชัดกับพรรณิการ์ EP.62 ตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต วิถี “การเมืองคนดีย์”

คณะก้าวหน้า - Progressive Movement27:24

Transcription

สวัสดีค่ะทุกคน พบกับคุยให้ชัดกับพรณิกานะคะ มาในวาระที่การเมืองไทยกำลังถูกพูดถึงกันมากในเรื่องของการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต และการใช้เรื่องของมาตรฐานจริยธรรมมาตัดสินนักการเมืองนะคะ จากกรณีของอดีต สส. พรรคก้าวไกล ซึ่งต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนะคะ อันนี้ก็พูดในฐานะที่ดิฉันเองเป็นส่วนหนึ่งของคนที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตด้วยข้อหาผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงนะคะ จริงๆ เรื่องนี้มีความซับซ้อน แต่ไม่ได้เข้าใจยากขนาดนั้นนะคะ ก็วันนี้เราจะมาคุยให้ชัดกันค่ะ ว่าเรื่องของการใช้มาตรฐานจริยธรรมมาตัดสิทธิ์นักการเมืองตลอดชีวิต มันเป็นเรื่องของการทำให้การเมืองเป็นการเมืองดี การเมืองคนดี หรือจริงๆ แล้วเป็นการสอยนักการเมืองที่พวกผู้มีอำนาจไม่อาจเอาชนะได้ผ่านการเลือกตั้งกันแน่ค่ะ

เอาล่ะค่ะ อย่างแรกนะคะที่เราต้องเข้าใจก็คือ ตกลงไอ้โทษตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตเนี่ย มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่อย่างไร โดยเรื่องของมาตรฐานจริยธรรมนะคะ ก็ต้องบอกว่าในประเทศไทยเนี่ย คนที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตไม่ไม่ได้มีเยอะเลยนะคะ แต่ว่าเดี๋ยวเราจะค่อยๆ ไปกัน ก่อนอื่นเนี่ย มาเรื่องที่มาของเรื่องของโทษตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตจากเรื่องมาตรฐานจริยธรรมก่อนนะคะ มันเกิดขึ้นจากอะไร ทุกคนนั่งทายแมชineกลับไปนะคะ กลับไปที่รัฐประหาร 57 อ่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นะคะ ขี่รถถังออกมาแล้วก็บอกว่า นักการเมืองมันโกง นักการเมืองมันเลวนะคะ จำเป็นต้องมีทหารออกมากอบกู้วิกฤตบ้านเมืองนะคะ รัฐประหารนี้มาเพื่อปราบโกง มันก็เป็นผลสืบเนื่องมาว่า พอรัฐประหารเฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ก็ต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะคะ คอนเซปต์ของรัฐธรรมนูญฉบับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นะคะ ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนะคะ โดยอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ นั่นเอง ไอ้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี้เนี่ย ความมุ่งหมายของผู้ร่าง และโดยคอนเซปต์ของคณะรัฐประหาร ก็คือเขาจะทำการเมืองที่ใสสะอาด ปราศจากนักการเมืองโกง เลว กอบโกยผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเข้าสู่ตัวเองนะคะ ทีนี้แล้วจะทำยังไง เพราะไอ้พวกนักการเมืองโกงมันมีเงินไปซื้อเสียงแล้วมันก็ชนะเลือกตั้ง อันนี้ไม่ใช่ดิฉันคิดนะ หมายถึงว่าพวกเขาคิดนะคะ คิดกันแบบนี้ ก็เลยทำกลไกมากมายเพื่อที่จะเซาะกล่อนทำลายระบบพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ให้ถูกตรวจสอบความดีงาม ความซื่อสัตย์สุจริตอันเป็นที่ประจักษ์อยู่ตลอดเวลา โดยองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนะคะ อันนี้คือคอนเซปต์ของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ซึ่งกลายเป็นรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน แล้วก็แก้แก้ไม่ได้สักทีนะคะ

ทีนี้ในเรื่องของมาตรฐานจริยธรรมเนี่ย เค้ากำหนดไว้อย่างไรในรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะให้เป็นไปตามคอนเซปต์ว่าไอ้นักการเมืองนี่มันโกง มันเลว แล้วมันก็ชอบชนะเลือกตั้ง ทำยังไงดีที่จะเอาไอ้พวกโกงเลวๆ นี้ออกไป โดยที่เรามีเครื่องมือเป็นของตัวเอง เราไม่ได้ไม่ใช่เราไม่ใช่พวกเรา พวกเขา พวกเขา นะคะ ก็คือเขาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 219 รัฐธรรมนูญมาตรา 219 เนี่ย เขากำหนดไว้ว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคนดีนะคะ เป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมาบังคับใช้ เค้าบังคับใช้กับใครบ้าง เค้าก็บังคับใช้กับทั้งพวกเขาเองนะคะ ก็คือศาลและองค์กรอิสระ แต่ไม่ได้บังคับใช้แค่นั้นนะคะ เค้าเอามาบังคับใช้กับ ครม. และ สส. ด้วยนะคะ รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา นะคะ ก็คือทั้ง เอ่อ สภา แล้วก็ทั้งฝ่ายบริหารนั่นเองนะคะ ก็ไปร่างกันมานะคะ พอรัฐกำหนดออกมาแบบนี้แล้ว เค้ากำหนดด้วยนะว่าให้ระบุให้ชัดเจนด้วยว่ามาตรฐานจริยธรรมอันไหนที่เป็นแบบ ถ้าฝ่าฝืนแล้วถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงนะคะ เพราะว่ามันเป็นกลไกที่ถูกวางไว้ว่า 1 ต้องมีมาตรฐานจริยธรรม 2 ต้องกำหนดว่าอันไหนเป็นมาตรฐานจริยธรรมที่สำคัญ ถ้าฝ่าฝืนเนี่ย ให้ถือว่าเป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรง เพราะว่ารัฐรัฐธรรมนูญได้กำหนดต่อไปว่า ถ้ามันผิดจริยธรรมร้ายแรงเนี่ย จะมีกลไกก็คือ ปปช. ซึ่งก็เป็นองค์กรอิสระนะคะ ปปช. จะเข้าไปตรวจสอบแล้วส่งเรื่องให้ศาลฎีกา วินิจฉัย ให้บุคคลเหล่านั้นถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิในการไปเลือกตั้ง ไปเลือกตั้งนะคะ ก็คือเดินไปกาให้ใครสักคนแล้วหย่อนบัตรเนี่ย ก็สามารถถูกตัดสิทธิ์ได้นะคะ เป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี แต่ว่าการตัดสินทางการเมืองเนี่ย ก็คือถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต นี่ก็คือสิ่งที่ระบุไว้เป็นกลไกที่ฝังไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ย้ำอีกครั้ง โดยแก่นแท้ของมันก็คือต้องการอะไรคะ ต้องการกฎกำราบเกล่อนบ่อนทำลายนักการเมืองจากการเลือกตั้ง ที่เขารู้สึกว่าจัดการกับมันไงดี มันแบบ keep winning election รู้สึกว่าพวกมันชนะการเลือกตั้งตลอดเวลา แล้วมันก็เข้ามาโกงนะคะ ก็ต้องมีกลไกที่นอกเหนือจากการเลือกตั้ง โดยกลไกที่ว่านั้นก็คือกลไกเรื่องมาตรฐานจริยธรรม ที่ให้องค์กรอิสระอย่าง ปปช. มาเป็นตัวชงนะคะ แล้วก็ให้ศาลฎีกาเป็นตัวตบ ก็คือเป็นผู้วินิจฉัยนะคะ ตัดสินว่าใครทำผิดมาตรฐานจริยธรรมนั่นเอง

คำถามก็คือว่า เอ๊ะ ก็ดูเหมือนจะดีนะ ก็นักการเมืองมันโกง เลวมันก็ต้องมีกลไกมาตรวจสอบ ถ้าถ้าเกิดไม่เป็นคนโกง ไม่เป็นคนเลว จะกลัวอะไร ถ้าไม่ทำผิดก็ไม่ต้องกลัวใช่มั้ย พวกคุณก็ไม่มีทางที่จะโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตอยู่แล้ว ประเด็นคืออย่างงี้ค่ะทุกคน คำว่ามาตรฐานจริยธรรม ซึ่งเขาถูก เอ่อ กำหนดไว้ด้วยว่ามีการล็อคไว้ว่าหมวด 1 ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วย เอ่อ ความซื่อสัตย์สุจริต กตัญญูนะคะ อุดมการณ์เนี่ย เป็นหมวดที่ถ้าคุณละเมิดหมวดนี้ปุ๊บ ถือว่าร้ายแรง ไอ้หมวดเนี้ยมันเป็นหมวดที่ตีความได้กว้างขวางมากนะคะ คือเอาตรงๆ ก็คือมันวัดกันยาก อ่ะ สุดท้ายแล้วความเป็นคนดีของแต่ละคนไม่เท่ากัน อะไรคือความซื่อสัตย์ อะไรคือการยึดมั่นจงรักภักดีต่อสถาบัน ถูกมั้ยคะ พิทักษ์เทิดทูนสถาบัน คือตกลงแล้วนิยามของมันคืออะไร แบบไหนถึงจะไม่พิทักษ์เทิดทูล แบบไหนถึงจะเป็นพิทักษ์เทิดทูลสถาบัน อะไรแบบนี้นะคะ เพราะฉะนั้นกลไกตรงนี้เนี่ย ซึ่งโดยความมุ่งหมายของอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ หรือพลเอกประยุทธ์ตอนนั้นที่สั่งให้ร่างรัฐธรรมนูญเองเนี่ย อาจจะบอกว่าเอามาปราบนักการเมืองโกงเลว แต่สิ่งที่มันซ่อนอยู่ก็คือสุดท้ายนี่คือกลไกที่เปิดช่องให้มีการใช้ดุลพินิจ หรือใช้การตีความที่กว้างขวางในการสอยนักการเมืองได้ โดยอ้างเรื่องมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งเดี๋ยวเราก็จะได้เห็นกันนะคะว่ามีเคสอะไรเกิดขึ้นบ้าง นับตั้งแต่มีการใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ขึ้นมานะคะ

ก่อนที่จะไปดูว่ามีการ เอ่อ ใช้เคสอะไรยังไงบ้างเนี่ย ต่อยอดนิดนึงว่า เมื่อกี้เราพูดถึงว่ามันจะมีหมวด 1 คือหมวดว่าด้วยเรื่องอุดมการณ์ ความซื่อสัตย์ สุจริต คุณธรรม พิทักษ์เทิดทูนสถาบันนะคะ เอ่อ หมวดเหล่านี้เนี่ย ถ้าไปละเมิดขึ้นมาแปลว่าผิดร้ายแรง แปลว่าคุณโดนตัดสินตลอดชีวิตได้นะคะ ไอ้หมวดที่ว่าเนี้ย รายละเอียดของมันเป็นอย่างไร มหาจริยธรรมมีหลายข้อนะคะ แต่เอาข้อที่เป็นหมวด 1 นะคะ หมวด 1 เนี่ยคือข้อ 5 ถึงข้อ 10 จะอ่านข้อที่ เอ่อ เขาใช้เป็นเครื่องมือไว้หลักๆ ให้นะคะ ก็คือข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 5 ข้อ 6 คืออะไร ข้อ 5 เนี่ยต้องยึดมั่นทำรงไว้ ซึ่งการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เอ๊ะ ถ้างั้นแบบนี้พวก สส. ที่เรียกร้องให้มีประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ หรือที่พวกเรียกร้องให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร อันนี้ก็ผิดมหาจริยธรรมป่ะ เพราะว่าอันนี้ไม่ได้เป็นการทำรงไว้ซึ่งประชาธิปไตย แต่ก็ไม่เคยมีใครตีความแบบนั้นถูกมั้ยคะ ไม่เคยมีใครโดนสอยโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต เพราะไปสนับสนุนส่งเสริมการรัฐประหาร หรือใช้การใช้อำนาจเกินเลยขอบเขตของทหารใช่มั้ยคะ มีแต่คนที่ถูกตัดสิทธิ์โดยใช้ข้อนี้ก็คือไม่พิทักษ์เทิดทูนสถาบันนะคะ ข้อ 6 ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติและความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชนนะคะ อ่ะ มันมี 10 ข้อเนาะ ที่เป็นหมวด 1 นะคะ ข้อ 7 8 9 10 คืออะไร 7 ก็คือถือผลประโยชน์ชาติเหนือกว่าผลประโยชน์ตน 8 ก็คือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่นนะคะ 9 ต้องไม่ขอไม่เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน ประโยชน์อื่นใดที่ทำให้เกิดการกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ข้อ 10 ก็คือไม่รับของขวัญของกำนัลทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด เว้นแต่เป็นการให้โดยธรรมจรรยา เป็นการรับที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ระเบียบ หรือว่าข้อบังคับให้รับไว้ จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วเนี่ย ข้อ 8 9 10 จริงๆ 7 ด้วยเนาะ 7 8 9 10 เนี่ย เป็นเรื่องของการซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ แบบ แบบจริงๆ ใช่มั้ยคะ ก็คือไม่เรียกรับผลประโยชน์ เห็นแก่ผลประโยชน์ชาติมากกว่าผลประโยชน์ตน ไม่รับทรัพย์สิน ใช่มั้ย แต่ไอ้ข้อที่ถูกเอาไปใช้มากที่สุด มันกลายเป็นข้อ 5 และ 6 นะคะ ก็คือพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และพิทักษ์เทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตยนะคะ แต่เอาจริงๆ นะ ต่อให้เป็นข้อ 7 ที่บอกว่าถือผลประโยชน์ชาติเหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตนเนี่ย มันก็กว้างใช่มั้ย มันก็อยู่ที่การตีความนะคะ ซึ่งเดี๋ยวเราจะพูดถึงการเคส เงี้ย มันเป็นเคสที่คุณแพทองธาร ดูจากกรณีคลิป uncle นะคะ แต่ว่าเดี๋ยวเราค่อยๆ ไปกันทีละเคส

อ่ะ ทีนี้เรารู้แล้วว่ามาตรฐานจริยธรรมซึ่งอยู่ในหมวด 1 ถ้าคุณละเมิด แปลว่าร้ายแรง แปลว่าคุณอาจโดนตัดสินตลอดชีวิตเนี่ย ก็คือไอ้ข้อ 5-10 ที่ว่านี้นะคะ ทีนี้ไปดูว่าตั้งแต่มีการบังคับใช้หมดหมู่นี้มาเนี่ยนะคะ เอ่อ แล้วก็รัฐธรรมนูญประกาศใช้มาเนี่ย มีคนที่ถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตไปแล้วกี่คน เอาจริงๆ ดิฉันเป็นแareนะ คะ เป็นแบบ rare case นะคะ ทางประเทศไทยมีคนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตจนถึงวันนี้ เพียงแค่ 7 คนเท่านั้นเอง พณิกา เป็นคนที่ 7 นะคะ แล้วก็ เอ่อ สส. อดีต สส. พรรคก้าวไกล จะเป็นคนถัดๆ ไปหรือเปล่า หรือเปล่านะคะ เอ่อ ทีนี้ดูทีละเคสนะคะ จริงๆ จะต้องบอกว่าผู้ที่ถูกตัดสินทางการเมืองตลอดชีวิตเนี่ย มี 7 ในจำนวนเนี้ย มี 4 คนที่ถูกตัดสินจากข้อหาจริยธรรมนะคะ มันจะมีที่ถูกตัดสินทางการเมืองตลอดชีวิตจากเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันด้วยนะคะ แต่ว่ามี 4 คนจาก 7 ที่ถูกตัดสินจากข้อหาเรื่องละเมิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงนะคะ และจริงๆ มีอีก 2 คนที่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตแล้วเรียกว่ายังไม่ถูกตัดสินทางการเมืองตลอดชีวิต แต่ถูกเอาออกจากตำแหน่งนะคะ ถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งด้วยเรื่องฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงเช่นเดียวกันนะคะ นั่นก็คือคุณแพทองธาร และคุณเศรษฐา นะคะ ที่ถูกเอาออกจากตำแหน่งนายกทั้งคู่ด้วยเรื่องของการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงนะคะ

ทีนี้มาดูเรื่องของคนที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตก่อน ย้ำนะคะ มี 7 คน ใน 7 คนเนี้ย มี 4 คนที่ถูกตัดสินตลอดชีวิตด้วยข้อหาจริยธรรมนะคะ เอาคนแรกน่าจะเป็นหนึ่งในเคสที่คนจำได้มากที่สุดนะคะ ก็คือคุณปริณา ไกรคุปต์ นะคะ คุณปริณา เนี่ยถูกศาลพิพากษาเดือนเมษายน 2565 ว่ามีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการที่ครอบครองที่ดินที่เป็น เอ่อ ที่ป่าสงวนในจังหวัดราชบุรีนะคะ คือเป็นการครอบครองร่วมกับคุณพ่อ นะคะ อันนี้ก็ทำให้เธอเนี่ยโดนไม่ใช่แค่ตัดสินทางการเมืองตลอดชีวิตเท่านั้น แต่อย่า ยังโดนเพิกถอนสิทธิในการไปเลือกตั้งด้วย คือเวลาบอกว่าถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ความหมายของมันคืออะไร คือคุณไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกๆ อย่างนะคะ ตั้งแต่แบบว่าท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ไปจนถึง สส. นะคะ แล้วก็ไม่สามารถรับตำแหน่ง เอ่อ ทางการเมืองได้ รัฐมนตรี รัฐมนตรีเนี่ยเป็นไม่ได้ แต่ว่าของคุณปริณาเนี่ยโดน 2 อย่างเลย ก็คือนอกจากโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ก็โดนเพิกถอนสิทธิในการไปเลือกตั้ง คือไปเลือกคนอื่นนะคะ ด้วยอีก 10 ปีนะ คะ นี่ก็คือ เอ่อ โทษที่คุณปริณาได้รับ ซึ่งตอนที่คุณปริณาได้รับโทษ ช่อเองก็ได้ให้สัมภาษณ์สืบไปเยอะว่าไม่เห็นด้วยเลยนะคะ เพราะว่าถามว่าคุณปริณาผิดมั้ยในการไปรู้ป่าสงวน มันก็ต้องผิดอยู่แล้วใช่มั้ยคะ แต่ว่ามันก็มีโทษทางอาญาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโทษทางจริยธรรมเนี่ย มันกลายเป็นการลงโทษซ้ำ 2 ใช่มั้ยคะ โดยเฉพาะการเพิกถอนสิทธิในการไปเลือกตั้งเนี่ย อันนี้มันเป็นปัญหาทางรัฐธรรมนูญเลยว่ามันมีโทษแบบนี้ได้ไง คือสิทธิการไปเลือกตั้งเนี่ย มันเป็นสิทธิพื้นฐานของพลเมือง มันไม่ควรมีใครถูกพรากสิทธิ์ในการไปเลือกตั้งได้นะคะ แม้ว่าวัตถุเพิกถอนสิทธิในการให้คนอื่นมาเลือกเรา แต่เราควรจะยังไปเลือกคนอื่นได้ นึกภาพออกมั้ยคะ แต่นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณปริณานะคะ

คนที่ 2 คุณกนกวรรณ วิลาวัลย์ นะคะ เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย อ่ะ คุณปริณาเนี่ยเป็นตอนนั้นเป็น สส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐนะคะทุกคน คุณกนกวรรณ วิลาวัลย์ เนี่ยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แล้วก็เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ คุณกนกวรรณโดนแบบเดียวกับคุณปริณา ก็คือกรณีรุกที่ป่าสงวน แต่เป็นป่าสงวนเขาใหญ่ นะคะ เป็นพื้นที่อุทยานเขาใหญ่ที่ฝั่งปราจีนบุรีนะคะ ก็คือ เอ่อ มีการไปพิสูจน์ทราบสอบสวนกันพบว่าที่ คุณกนกวรรณอ้างว่าซื้อที่ดินมาจากบุคคลคนหนึ่งเนี่ย บุคคลนั้นไม่มีตัวตน แล้วก็ไม่เคยมีการเข้าไปใช้ประโยชน์ทำไร่ทำสวนอะไรมาก่อนเลย พูดง่ายๆ ก็คือเป็นเคสของการออกโฉนดพื้นที่ป่าสงวนนั่นเองนะคะ ก็คุณกนกวรรณก็ถูกศาลตัดสินว่ามีพฤติการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนะคะ ก็ถูกตัดสินทางการเมือง เอ่อ ตลอดชีวิตไปนะคะ

อีกคนนึงค่ะ อันนี้คือคุณธนิก พรพงษ์สาโรจน์ นะคะ สส. พลังประชารัฐ เคสนี้ก็เป็นเคสที่โด่งดังตอนนั้น จำได้ว่าเป็นเคสตอนที่เราเป็น สส. กันใหม่ๆ นะคะ เคสของคุณธนิกาเนี่ย คือเคสที่ให้คนอื่นเสียบบัตรแทนตัวเอง คือตัวเองไม่อยู่ แต่ว่ากลับมี กลับมีการปรากฏว่าอ้าว ทำไมถึงมีการลงคะแนนได้นะคะ ก็เลยนำมาสู่การสอบสวน แล้วก็พบว่ามีการเสียบบัตรแทนกัน คุณธนิกาเนี่ยก็ถูกศาลพิพากษาว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงนะคะ ทำให้กระบวนการลงคะแนนของ สส. เนี่ยไม่เป็นไปโดยสุจริตยุติธรรม ก็ถูกตัดสินทางการเมืองตลอดชีวิตไปนะคะ แล้วก็ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปีด้วย ในเคสของคุณธนิกา

อีกเคสหนึ่งที่คล้ายกันก็คือเคสเสียบบัตรแทนกัน อันนี้เป็นของพรรคภูมิใจไทยนะคะ ก็คือคุณฉลอง เทิดวีรพงษ์ คุณภูมิศิษฐ์ คงมี แล้วก็คุณนาที รัชกิจประการ คุณนาทีก็คือภรรยาของคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ นะคะ รัฐมนตรี เอ่อ คนปัจจุบันของรัฐ ของรัฐบาลคุณอนุทิน 3 ท่านนี้เนี่ย เป็น เอ่อ ผู้ที่พัวพันอยู่ในกรณีเสียบบัตรแทนกันเหมือนกันนะคะ แต่เป็นคนละเคสกับคุณธนิกา นั้นเป็นการเสียบบัตรแบบลงคะแนน เอ่อ ที่มีการเสียบบัตรแทนกันเยอะนะคะ แล้วก็ 3 คนเนี้ยถูกตัดสินว่าเป็นตัวการนะคะ เป็นผู้ที่กระทำการแล้วก็เข้าคุกเลยนะคะ เข้าคุกแบบไม่รอลงอาญา นะคะ เพิ่งจะได้ออกจากคุกกันมาเมื่อสักปีที่แล้วนี้เองนะคะ เอ่อ ซึ่งเคสก็เป็นเคสที่ใหญ่โตมาก

ทีนี้ก็มาสู่เคสล่าสุดนะคะ ก็คือเคสของพณิกา วานิชย์ ค่ะ พณิกา วานิชย์ คนนี้นะคะ เคสของพณิกา วานิชย์ คืออะไรนะ ก็คือ เอ่อ กรณีโพสต์ Facebook ตั้งแต่สมัยเป็นนิสิต แล้วก็ เอ่อ หลังจากนั้นอีกหลายโพสต์นะคะ ที่ถูกรวมเข้ามาอยู่ในสำนวนคดีด้วยว่าเป็นโพสต์ที่มีข้อความพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์นะคะ ก็จะต้องดอกจันไว้โตว่าพณิกา วานิชย์ นะคะ ถูกฟ้องด้วยข้อหาผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ด้วยในคดีอาญานะคะ แล้วก็กรณีเดียวกันนี้เนี่ย ถูกฟ้องที่ศาลฎีกาด้วยในข้อหาผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงนะคะ มาตรฐานจริยธรรม สส. อย่างร้ายแรง แต่ในคดีอาญาเนี่ย พรณิกา วานิชย์ นะคะ ชนะมาแล้ว 2 ศาล ก็คือศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ กำลังรอว่าอัยการเนี่ยจะส่งศาลฎีกา หรือไม่นะคะ แต่ว่าในเรื่องของการผิดมาตรฐานจริยธรรม ศาลฎีกาก็ได้ตัดสินมาแล้วนะคะว่า พรณิกา ผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงนะคะ เคสก็เป็นเคสที่ถูกพูดกันมากว่าเป็น การใช้กฎหมายย้อนหลังหรือไม่ เพราะว่า เอ่อ ของกรณีอื่นๆ ที่ที่ผ่านมาเนี่ยนะคะ ก็เป็นเคสที่ อ่า เสียบัตรแทนการ การรุกป่าสงวน อะไรอย่างเงี้ยนะคะ มันก็เป็นเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า เอ่อ 1 ผิดกฎหมาย ผิดกฎหมายแน่ๆ นะคะ 2 ก็คือเป็นเหตุที่เกิดในขณะที่เป็น สส. การครอบครองที่เนี่ย ก็เป็นการครอบครองที่ในขณะที่เป็น สส. นะคะ แต่ว่ากรณีของ พณิกา วานิชย์ เนี่ย มันมีความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญก็คือ 1 เฮ้ยโพสต์ Facebook แบบนี้มันผิดกฎหมายหรือเปล่า ซึ่ง 2 ศาลได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผิดกฎหมายนะคะ 2 ต่อให้บอกว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดจริยธรรม แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่ พณิกา จะเป็น สส. แล้วคุณจะบอกว่าเาผิดมาตรฐานจริยธรรมได้ อย่างไร และ 2 มาตรฐานจริยธรรมเพิ่งมีเมื่อปี 2560 แต่โพสต์ Facebook ต่างๆ เหล่านี้เนี่ย เกิดขึ้นก่อนปี 2560 นานมาก เป็น 10 ปีนะคะ พณิกา วานิชย์ จะรู้ได้อย่างไร ว่ามันจะไปฝ่าฝืนจริยธรรม สส. ที่ถูกกำหนดขึ้นมาในปี 2560 ก็คือเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังถึง 2 ระดับด้วยกันนะคะ ก็คือยังไม่ได้เป็น สส. เลยตอนนั้น และ 2 ก็คือไอ้มาตรฐานจริยธรรมนั้นก็ยังไม่มีด้วยนะคะ แต่ว่าศาลก็ให้เหตุผลว่า แม้ว่าทั้งหมดจะเกิดขึ้นก่อนมีมาตรฐานจริยธรรม สส. แต่เมื่อ พณิกา วานิชย์ เป็น สส. แล้วไม่ได้ไปดำเนินการลบโพสต์เหล่านี้ แสดงว่ามีความจงใจที่จะมีพฤติการอันละเมิดข้อ 5 และข้อ 6 นะคะ ก็คือการยึดมั่นและทำรงไว้ซึ่งการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และข้อ 6 ก็คือพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตยนะคะ ก็ทำให้ พณิกา วานิชย์ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตนะคะ นั่นก็คือไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีใดๆ ตำแหน่งทางการเมืองใดๆ นะคะ แล้วก็ เอ่อ ไม่สามารถที่จะออ แต่ว่าสามารถที่จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ได้นะคะ จะไม่เหมือนกรณีคุณปริณา นะคะ ดิฉันไม่ได้โดนเพิกถอนสิทธิในการไปเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจึงยังเป็นผู้ช่วยหาเสียงได้นะคะ แล้วก็การดำรงตำแหน่งใดๆ ในกรรมาธิการ รวมถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เช่นในรายการนี้นะคะ ก็ยังคงสามารถทำได้ตามปกติ นะคะ นี่ก็คือเคสของ พณิกา ดอกจันส่วนตัวเล็กๆ นะทุกคน สังเกตมั้ยว่าตอนที่เราไล่เคสกันมาเนี่ย บวกกับเดี๋ยวจะมีอีก 2 เคสก็คือ อ่ะ พูดเลยแล้วกัน เคสของคุณเศรษฐา กับเคสของคุณแพทองธาร เคสคุณเศรษฐาเนี่ยถูกตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ ขาดคุณลักษณะการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็คือไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จากกรณีตั้งคุณพิชิต ชื่นบาน นะคะ ซึ่งเคยมี เอ่อ คดีติดสินบนศาล แล้วก็ เอ่อ ได้เดินทางไปพบปะกับคุณทักษิณ ชินวัตรนะ ซึ่งแล้วมันยังไงนะ แต่ว่าเอาเถอะ ก็เป็นว่าถูกตัดสินว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นะคะ ก็เลยต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปนะคะ กรณีของคุณแพทองธารเนี่ย อันนี้ก็แปลกนิดนึง ศาลบอกว่าซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่ในคลิป uncle เนี่ย ชัดเจนว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์แห่งชาติ และกระทำการให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิประเทศและเกียรติยศรถ เกียรติศักดิ์ของนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งคุ้นมั้ยคำนี้ก็คือผิดมาตรฐานจริยธรรมนะคะ ข้อ 7 นะคะ ต้องถือผลประโยชน์ชาติเหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตน นึกออกมั้ย ก็ทำให้คุณแพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่งไป เนื่องจากถูกตัดสินว่าฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงนั่นเองนะคะ

ข้อสังเกตเล็กๆ ผู้หญิงเยอะมาก คือมันเป็นเรื่องบังเอิญแหละทุกคน เพราะว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็โพสต์ Facebook ได้ หรือว่าก็ไปตั้งรัฐมนตรีได้ แล้วก็ เอ่อ สามารถมีคลิป uncle ได้ ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นผู้หญิงผู้ชายนะคะ รวมไปถึง เอ่อ รุกป่าสงวนได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ข้อสังเกตของดิฉันมันไม่รู้ยังไงนะคะ ในบรรดา 7 คนที่ถูกตัดสินทางการเมืองตลอดชีวิต บวกอีก 2 คนที่พ้นจากตำแหน่งด้วยข้อหามาตรฐานจริยธรรม อ่ะ เป็นผู้หญิงกี่คนเนี่ย คุณปริณา คุณกนกวรรณ คุณนาที คุณธนิกา คุณพณิกา คุณแพทองธาร จาก 9 คนเป็นผู้หญิงทั้งที่จำนวนนักการเมืองหญิงในประเทศไทยและในสภาไทยเนี่ย น้อยมากนะคะ มีแค่ประมาณ 20% นะคะ 20 นิดๆ หรือไม่ถึงด้วยจริงๆ 17-18% ของสภาเท่านั้นเองนะคะ แต่ว่านักการเมืองที่ถูกตัดสินทางการเมืองตลอดชีวิตกับเป็นผู้หญิงซะเยอะ อันนี้ไม่สามารถแสวงหาความเชื่อมโยงได้ แต่มันเป็นข้อสังเกตที่มันมันเห็นได้ชัดมากนะคะว่ามันไม่รู้เกิดอะไรขึ้นนะคะ

อ่ะ ทีนี้กลับมาที่ประเด็นสำคัญของเรานะคะ ก็คือประเด็น 44 สส. เค้าพูดติดปากว่า 44 สส. พรรคก้าวไกลใช่มั้ยคะ เพราะว่าผู้ที่ถูกรองเนี่ย ก็คือเป็นอดีต สส. 44 คนที่ เอ่อ เข้าชื่อเสนอกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นะคะ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ เอ่อ ช่วงปี 2564 นะคะ แต่ว่าจำนวน สส. ที่จะหายไปจริงๆ จากสภาเนี่ย คือ 10 คนนะคะ ก็แต่ว่าแม้ว่าจะ 10 คนก็เป็นจำนวนที่เยอะใช่มั้ยคะ แล้วก็รวมถึงบุคคลสำคัญในพรรคอย่างหัวหน้าพรรค คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ คุณไหม สิริกัญญา นะคะ คุณรังสิมันต์ โรม นะคะ เอ่อ แล้วก็มีคนอย่างพี่วิโรจน์ นะคะ เอ่อ คนอย่างโอ หลายคนมาก ก็คือแทบจะทุกคนที่คุณนึกชื่อออกมา วาโย อัสวะรุ่งเรือง อะไรอย่างเงี้ยนะคะ ที่จะถูกอาจจะถูกตัดสินทางการเมืองตลอดชีวิตได้ หากศาลวินิจฉัยว่ามีพฤติกรรมที่ผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เอ่อ เคสนี้ของ 44 สส. พรรคก้าวไกลเนี่ย ยิ่งเป็นเคสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะมาก เพราะว่าอะไรคะ หนักกว่ากรณีใช้กฎหมายย้อนหลังของ พณิกา วานิชย์ อีก นั่นก็คือเคสนี้ถูกยื่นร้องต่อศาลเนี่ย เพราะว่าเสนอกฎหมายเสนอแก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 คำถามก็คือ แต่การแก้ไขกฎหมายเนี่ย เป็นอำนาจหน้าที่ตามปกติของ สส. และเค้าทำตามกระบวนการของสภาทุกประการ แล้วมันจะผิดมาตรฐานจริยธรรมได้ อย่างไรนะคะ นี่ก็เป็นคำถามตัวโตๆ ว่ามันไม่มีข้อยกเว้นไม่ใช่หรอว่ากฎหมายไหนห้าม แก้กฎหมายทุกฉบับเขียนขึ้นมาโดยสภา เพราะฉะนั้นย่อมถูกแก้ หรือถูกยกเลิกเปลี่ยนแปลงได้โดยสภาใช่มั้ยคะ แต่ว่าเรื่องนี้ก็ถูกกลับนำมาร้องเรียนเป็นเรื่องของการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง แน่นอนว่าก็คือข้อเดิมกับ พณิกา วานิชย์ นะคะ ก็คือข้อ 5 และข้อ 6 ก็คือพิทักษ์เทิดทูนสถาบัน กับเรื่องของการทำรงไว้ซึ่งประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั่นเอง

เคสของ เอ่อ 44 สส. พรรคก้าวไกลเนี่ยนะคะ ก็ เอ่อ เท่าที่ทราบมานะคะ ก็คือจะมีการ เอ่อ พิจารณาเหตุผลแวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้วยนะคะ ก็คือไม่ใช่แค่เรื่องของการเซ็นเข้าชื่อเสนอแก้กฎหมายอย่างเดียว แต่ว่ามีพฤติการอื่นๆ ประกอบ เช่น คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นะคะ ไปติดสติ๊กเกอร์โหวตเรื่องยกเลิกไม่ยกเลิก 112 สส. บางท่านที่ไปร่วมยืนหยุดขัง หรือไปให้ประกันตัวใช้ตำแหน่งหรือเงินประกันตัวให้กับผู้ต้องหา น้องๆ เยาวชน เอ่อ ในคดี 112 คำถามก็คือ อันนี้ก็ยิ่งแปลกมั้ยคะ ไปยืนหยุดขังซึ่งเป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งที่จะถูกนำมาพิจารณาว่าพวกคุณผิดจริยธรรมหรือไม่ ที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่สุดก็คือการไปประกันตัวให้ผู้ต้องหาคดี 112 ถ้าอย่างงี้ใครไปประกันตัวให้ผู้ต้องหาฆ่า ข่มขืน ลักทรัพย์ เผาทรัพย์ ก็จะต้องผิดไปด้วยหรือเปล่านะคะ อันนี้มันก็คือเป็นคำถามตัวใหญ่มากในกระบวนการยุติธรรมไทยว่า เฮ้ยถ้ามันเป็นอย่างงี้เนี่ยต่อไปแล้วเราจะไปประกันตัวให้ใคร เราต้องคิดหรือเปล่า ว่าแปลว่าเราไปสนับสนุนการกระทำของเขา หรือแบบเราไปสนับสนุนการที่เขาไปฆ่าไปข่มขืนใครหรอ ถ้าเราไปประกันตัวให้กับเขานะคะ บางทีคนเป็นพ่อเป็นแม่ลูกไปก่อเหตุข่มขืน ต้องไปประกันตัวลูกแปลว่าพ่อแม่เห็นด้วยกับพี่ที่ลูกไปข่มขืนคนอื่นหรอก อันเนี้ยมันก็ไม่ใช่ถูกมั้ยคะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นคำถามใหญ่มาก แล้วก็นำมาสู่คำถามที่ใหญ่ที่สุด นั่นก็คือ สุดท้ายแล้วเนี่ย เรื่องมาตรฐานจริยธรรม มันเป็นเรื่องที่ต้องการให้การเมืองปลอดจากคนโกงคนเลวและมีแต่คนดีจริงหรือไม่ อย่าลืมนะคะ เคสหลายๆ เคสนะคะในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันเนี่ย ก็ไม่ได้ถูกจัดการด้วยเรื่องมาตรฐานจริยธรรมนะคะ ในขณะเดียวกันเคสที่ถูกจัดการด้วยเรื่องมาตรฐานจริยธรรมเนี่ย เราก็ต้องตั้งคำถามว่าเคสเหล่านี้เนี่ย เขาเป็นคนโกงคนเลวจริงๆ ใช่ไหม เช่นคนที่เสนอแก้ไขกฎหมายตามกระบวนการทุกประการ คุณอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย แต่การที่เขาเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เนี่ย มันแปลว่าเขาเป็นคนโกง หรือเป็นคนเลวหรือไม่

ตกลงรัฐธรรมนูญที่บอกว่ามีไว้ปราบโกง และกลไกเรื่องมาตรฐานจริยธรรม และการตัดสิทธิ์นักการเมืองตลอดชีวิตที่บอกว่ามีไว้ปราบนักการเมืองโกง ได้ถูกบิดผันจากเจตนารมณ์ตั้งต้นของมัน ซึ่งก็น่าสงสัยตั้งแต่แรกแล้วนะคะ ให้มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการจัดการนักการเมืองที่คุณไม่สามารถจัดการได้ผ่านการเลือกตั้ง หรือไม่ แน่นอนเราพูดได้เต็มปากว่าพรรคประชาชนแพ้เลือกตั้งนะคะ กลายเป็นพรรคอันดับ 2 แต่เขาก็มีจำนวน สส. 120 เสียงในสภา แต่เขาก็มีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เป็นอันดับ 1 ของประเทศ เพราะฉะนั้นเขาก็ยังเป็นพลังการเมืองที่เข้มแข็งอยู่ เพราะฉะนั้นเขาได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ว่าจะยุบพรรคมากี่ครั้ง องค์กรของพรรคยังดำเนินต่อไป และยังต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองในแบบที่เขาริเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ในยุคของพรรคอนาคตใหม่ จึงเป็นคำถามว่าเมื่อคุณเห็นว่าการยุบพรรคไม่เพียงพออีกต่อไปในการสกัดกั้นผู้ที่ คุณกาหัวเขาว่าเป็นศัตรูทางการเมือง หรือเป็นปรปักษ์ทางการเมือง หรือปรปักษ์ในการคงไว้ซึ่งอำนาจของคุณ เป็นบัในระบบที่คุณอยากจะเอาออกเนี่ย พอยุบพรรค มันไม่พอ คุณก็เลย invent คุณก็เลยมีนวัตกรรมใหม่ ที่เรียกว่าการตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตด้วยข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงขึ้นมา เพื่อจัดการเค้าแบบล็อคเป้าเป็นรายตัว เป็นรายหัว หรือไม่ เพราะก็ต้องยอมรับนะคะว่า เอ่อ เมื่อมันผ่านการยุบพรรคมาแล้ว 3 ครั้ง แน่นอนไม่มีใครแฮปปี้ หรือรู้สึกมีความสุขกับการถูกยุบพรรค แต่เราก็ได้พิสูจน์มาแล้ว 3 generation ว่าการยุบพรรคไม่สามารถทำอันตรายอุดมการณ์ และการทำงานทางการเมืองของพวกเราได้นะคะ เขาจึงคิดถึงเรื่องของการตัดสิทธิ์ทางการเมือง แล้วก็ไม่ใช่แค่ 10 ปีด้วย แต่เป็นการตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต เพราะ 10 ปีมันแป๊บเดียวค่ะทุกคน อีก 3 ปี 10 เดือน คนอย่างธนาธร คนอย่างปิยบุตร ก็จะกลับเข้าสู่วงการเมืองแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นเขาเลยคิดว่าเอางี้แล้วกัน ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต เพราะยุบพรรคไปก็ตั้งขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา นะคะ ตัดสินตลอดชีวิต คิวทีละคนค่า รายหัวไปเลยดีกว่า หรือไม่นะคะ ก็ฝากไว้ให้คิดนะคะ แล้วก็อย่าลืมว่าเวลาที่วิเคราะห์วิจารณ์กันว่าตกลงใครจะรอด ใครจะไม่รอดในจำนวน 44 สส. นี้ หรือ 10 คนที่อยู่ในสภาตอนนี้ อย่าลืมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบเขาเนี่ย ลองใช้สายตาที่เป็นกลางแล้วมองดู คุณจะเห็นว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่ กับการที่ สส. กลุ่มหนึ่งถูกตราหน้า ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนจริยธรรม สส. อย่างร้ายแรง เพียงเพราะเสนอแก้ไขกฎหมายที่คุณไม่เห็นด้วย ฝากไว้ตรงนี้ค่ะ และนี่คือคุยให้ชัดกับพรณิกา