Transcription
[เพลง] ท่านนะคะเข้าสู่งานก้าวย่าง 15 ปีมติคณะรัฐมนตรีชาวเลและชาวกะเหรี่ยงสู่กฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ค่ะ ซึ่งตอนนี้นะคะเราก็ได้จัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2564 ณ ที่แห่งนี้เลยค่ะ ชั้น 4 นะคะของหอประชุมศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร องค์การมหาชนค่ะ ซึ่งกิจกรรมนี้นะคะได้รับการสนับสนุนและร่วมจัดงานโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.ค่ะ มูลนิธิชุมชนไทย มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมค่ะ ดิฉันพระมิรารักอรสินป์ และดิฉันสุธิตา บุญพินิจค่ะ ทั้ง 2 คนรับหน้าเป็นพิธีกรในวันนี้นะคะ
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้นะคะ นอกจากจะจัดขึ้นที่หอประชุมแห่งนี้แล้วนะคะ ยังมีการถ่ายทอดสดนะคะผ่านทาง Facebook ศูนย์มนุษยวิทยา สิรินธรนะคะ แล้วก็ YouTube SAC Channel นะคะ เอ่อ เพื่อไม่ เอ่อ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 นะคะ หรือ PDPA ทางศูนย์มนุษยวิทยาของเรานะคะ ก็ขออนุญาตแจ้งให้ทุกท่านที่อยู่ในงานทราบเบื้องต้นว่า เราจะทำการบันทึกภาพนิ่งนะคะ และวิดีโอ เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมค่ะ หากท่านใดที่ไม่ประสงค์ให้บันทึกภาพนะคะ สามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ทุกท่านได้เลยค่ะ
นอกจากนี้นะคะ ถ้าหากผู้ที่รับชมอยู่ทางบ้านนะคะ อยากจะมาสัมผัสบรรยากาศในงานแล้วก็อยู่ไม่ไกลจากศูนย์มนุษย์ของเรานะคะ ในเขตดลิ่งชันนะคะ ก็สามารถมาร่วมกิจกรรมกับเราได้ที่ชั้น 4 นะคะ หอประชุมศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธรได้เลยค่ะ ว่าแต่กิจกรรมวันนี้มีอะไรบ้างคะ พี่แพม?
ค่ะน้องฝ้าย ก็เรียกได้ว่ากิจกรรมวันนี้นะคะ มีความสำคัญมากเลยค่ะ เนื่องจากเป็นระยะเวลากว่า 15 ปีแล้วนะคะ ตั้งแต่ที่ประเทศไทยเรามีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 ค่ะ เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลนะคะ และในปีเดียวกันค่ะ ก็มีมติคณะรัฐมนตรีค่ะ วันที่ 3 สิงหาคม เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งมีเป้าหมายนะคะ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์ค่ะ ทั้งด้านการฟื้นฟูอัตลักษณ์นะคะ การแก้ปัญหาสถานะบุคคลค่ะ การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐนะคะ ที่สำคัญนะคะ ยังกำหนดให้มีแนวคิดนะคะ เขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ ที่ปัจจุบันนะคะ พวกเราก็รู้จักกันดีในชื่อพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ค่ะ ซึ่งก็เป็นการผลักดันนะคะ ให้เกิดการสร้างการมีส่วนร่วมค่ะ ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่วางอยู่บนฐานการเคารพสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ค่ะ
ซึ่งผู้เข้าร่วมหลักของเราในวันนี้นะคะ ก็เป็นพี่น้องชาวกะเหรี่ยงและชาวเล ที่เดินทางมาจากทั่วประเทศไทยเลยใช่ไหมคะ น้องฝ้าย? ใช่แล้วค่ะ เรียกได้ว่าเดินทางมาจากทั่วประเทศไทยเลยจริงๆ นะคะ ซึ่งพี่น้องชาวเลนะคะ ก็จะมีกันอยู่ 3 กลุ่มด้วยกันค่ะ คือ กลุ่มพี่น้องชาวมอร์แกนนะคะ กลุ่มพี่น้องหม้อแกลน แล้วก็ชาวอุรักลาโว้ย มีจำนวนประชากรอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 13,000 คน แล้วก็กระจายตัวอยู่ใน 5 จังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย ประกอบด้วย เอ่อ จังหวัดพังงา ภูเก็ต สตูล ระนอง และก็กระบี่ ค่ะ
ส่วนพี่น้องชาวกะเหรี่ยงนะคะ ก็จะมีกลุ่มย่อยอีกหลากหลายเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็น ปะกากะญอ โผล่กะเย แล้วก็ปะโอ นะคะ โดยพี่น้องชาวปะกากะญอนะคะ ก็มีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ที่กระจายตัวอยู่ใน 15 จังหวัดนะคะ ที่บริเวณจังหวัดเชียงรายจนถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เลยค่ะ โอ้โห เรียกได้ว่าวันนี้นะคะ มากันอย่างท่วมท้นจริงๆ ค่ะ
และแม้ว่างานนี้นะคะ จะเน้นไปที่มติคณะรัฐมนตรีชาวเลและชาวกะเหรี่ยงนะคะ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นนะคะ ที่ทำให้การคุ้มครองและส่งเสริมศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์เนี่ย เกิดขึ้นในกลุ่มชาติอื่นๆ ทั่วประเทศไทยด้วยนะคะ จนนำมาสู่การจัดทำนะคะ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ค่ะ ซึ่งก็จะมีความครอบคลุมกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายมากขึ้นนะคะ ปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติของเรานะคะ ก็ได้รับการแก้ไขและเห็นชอบโดยวุฒิสภาแล้วนะคะ และอยู่ระหว่างการส่งกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้งค่ะ ก็อาจจะถือว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังนะคะ ว่าเราอาจจะมีกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่อาจจะได้ประกาศใช้เร็วๆ นี้ค่ะ
ใช่แล้วค่ะ น้องฝ้ายคะ แล้ววันนี้เรามีกิจกรรมอะไรบ้างคะ? งานในวันนี้ของเรานะคะ ก็จะมีทั้งหมด 2 วัตถุประสงค์หลักๆ เลยค่ะ พี่แพม 1 นะคะ เพื่อทบทวนการดำเนินงานและถอดบทเรียนการขับเคลื่อนแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและชาวกะเหรี่ยงตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2553 ค่ะ ที่นำไปสู่การผลักดันกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์นะคะ แล้วก็ข้อที่ 2 เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจในการขับเคลื่อนแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและชาวกะเหรี่ยง และ เอ่อ เพิ่มศักยภาพชุมชนของชาติพันธุ์ค่ะ
อืม สำหรับวันนี้นะคะ เอ่อ กิจกรรมเราก็ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะว่าช่วงเช้าของเรา ก็จะเริ่มด้วยการกล่าวรายงานวัตถุประสงค์และเป้าหมายการจัดงานนะคะ ตามด้วยปาฐกถานะคะ โดยศาสตราจารย์ ดร. อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ในหัวข้อ "ทวนอดีต มองปัจจุบัน แลอนาคต วิถีชาติพันธุ์กับนโยบายรัฐไทย" นะคะ แล้วเราก็จะปิดกิจกรรมในช่วงเช้าด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนะคะ ข้อมูลสถานการณ์ชุมชนชาติพันธุ์และชาวกะเหรี่ยงค่ะ
เอ่อ หลังจากพักรับประทานอาหารกลางวันแล้วเนี่ย จะมีกิจกรรมอะไร รอเราอยู่บ้างคะ พี่แพม? ค่ะน้องฝ้าย หลังจากที่เราทานข้าวกันอิ่มแล้วนะคะ ช่วงบ่ายค่ะ เราจะมีเสวนาวิชาการนะคะ ในหัวข้อ "15 ปี มติคณะรัฐมนตรีชาวเลและชาวกะเหรี่ยง สู่กฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์" ค่ะ โดยเราก็จะมีผู้ร่วมเสวนา 5 ท่านด้วยกันนะคะ ท่านแรกเลยค่ะ คุณธีรสักดิ์ เพชร ค่ะ ท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนะคะ และท่านมีความสำคัญมากๆ เลยนะคะ เนื่องจากว่าท่านเนี่ย ได้ร่วมผลักดันมติคณะรัฐมนตรีชาวเลและชาวกะเหรี่ยงมาในช่วงแรกเลยค่ะ
และท่านที่ 2 นะคะ เรามีคุณปิ่นแก้ว คงแป้นค่ะ ท่านเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นะคะ และท่านก็มีความเชี่ยวชาญค่ะ เนื่องจากว่าท่านเคย เอ่อ ทำงานนะคะ ร่วมกับพี่น้องชาวเลค่ะ ด้วยค่ะ ท่านที่ 3 นะคะ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุวิชา พัฒนไพรวัลย์ ค่ะ หรืออาจารย์ชิ ของเรานั่นเองนะคะ อาจารย์ชิก็จะมาในฐานะผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงนะคะ เราก็จะได้มาเห็นมุมมองค่ะ ของอาจารย์เกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีเช่นกันค่ะ น้องฝ้าย
แล้วก็ท่านที่ 4 นะคะ คุณแสงโสม หาญทะเลค่ะ เป็นผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลนะคะ แล้วเราก็ได้เห็นอีกมุมมองของพี่น้องชาวเล เกี่ยวกับเรื่องที่จะเสวนาในวันนี้ด้วยค่ะ ท่านต่อมานะคะ คุณไมตรี จงไกรจักรค่ะ เป็นผู้แทนจากมูลนิธิชุมชนไทยนะคะ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนนะคะ ที่มีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับชุมชนด้วยค่ะ
ค่ะ โอเค แล้วก็ผู้ที่ดำเนินการเสวนานะคะ ก็คือคุณอภินันท์ เสนา ค่ะ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ จากศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร หรือพี่ต้น ของเรานั่นเองค่ะ
ค่ะ และหลังจากจบการเสวนาวิชาการในเวลาประมาณ 15:00 น. นะคะ ทุกท่านก็สามารถเดินชมนิทรรศการ และผลิตภัณฑ์ของชุมชนชาติพันธุ์ ที่วางอยู่ทางโถงนะคะ ด้านหน้าบริเวณห้อง 402 และ 401 นะคะ รวมถึงสามารถชิมอาหารท้องถิ่นจากชุมชนชาติพันธุ์ได้เช่นกันค่ะ และในตอนเย็นนะคะ เราก็มาร่วมรับประทานอาหารเย็นกันได้นะคะ ที่ห้องอเนกประสงค์ค่ะ
สำหรับกิจกรรมในวันพรุ่งนี้นะคะ 19 กรกฎาคม จะเป็นการหารือภายในของเครือข่ายชาติพันธุ์ชาวเลและกะเหรี่ยงนะคะ โดยในช่วงเช้าจะเริ่มวางแผนจากการขับเคลื่อนแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและชาวกะเหรี่ยง และผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์นะคะ ส่วนในช่วงบ่ายก็จะเป็นการหารือเรื่องแผนพัฒนาข้อมูลชุมชนพื้นที่คุ้มครองนะคะ โดยพวกเราทุกคนคาดหวังให้เกิดรูปธรรมเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไปค่ะ
ค่ะ ตอนนี้ทุกท่านนะคะ ก็ได้รับทราบเกี่ยวกับกำหนดการของทั้ง 2 วันไปแล้วนะคะ ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์ของงานเลยที่จะต้องขยายความนะคะ ก็คือโซนตลาดอาหารชาติพันธุ์ค่ะ ที่ตั้งอยู่บริเวณโถงทางเดินชั้น 4 ของศูนย์มนุษย์นะคะ ซึ่งเราก็มีชุมชนมากมายเลยนะคะ ก็จะสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ นะคะ ก็จะมีชุมชนที่เข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมของศูนย์มนุษย์เรานะคะ และก็จะมีชุมชนชาติพันธุ์ที่ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยค่ะ
มีชุมชนใดมาบ้างนะคะ น้องฝ้าย? ใช่ สำหรับชุมชนชาติพันธุ์ที่เข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมของศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธรนะคะ ก็จะมีตัวแทนมาจากชุมชนบ้านแม่จอ ชุมชนอาข่า ห้วยโป่ง เอ่อ จังหวัดเชียงใหม่นะคะ แล้วก็ชุมชนจากจังหวัดกาญจนบุรีค่ะ และที่พิเศษไปกว่านั้นเลยก็คือ เรามีตัวแทนจากกลุ่ม Seat Journey นะคะ เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีพื้นที่ทำงานอยู่หลากหลายชุมชนในจังหวัดเชียงรายเลยค่ะ
นอกจากนี้นะคะ ตัวแทนชุมชนชาติพันธุ์ที่เป็นพื้นที่คุ้มครองก็จะมี เอ่อ ชุมชนบ้านทับปลา ชุมชนบ้านทัพตะวัน จังหวัดพังงา แล้วก็ชุมชนบ้านเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ค่ะ ว่าแต่แต่ละชุมชนเนี่ย มีอะไรมานำเสนอให้พวกเราได้ไปลิ้มลองรสชาติแล้วก็ชิมวัตถุดิบท้องถิ่นบ้างคะ พี่แพม?
ค่ะ เรามาเริ่มกันที่ชุมชนบ้านแม่จอห์เลยนะคะ เรียกได้ว่าขนผลไม้มาจากหลากหลายชุมชนเลยค่ะ มีทั้งขนุนนะคะ จากชุมชนดาราอาง มะม่วงจากชุมชนจีนยูนาน อะโวคาโดจากชุมชนลีซูและราหู มีแตงไทยจากชุมชนม้ง และข้าวโพดหวานจากชุมชนไทยใหญ่ด้วยค่ะ ซึ่งบ้านแม่จอเนี่ย ก็จะนำผลไม้เหล่านี้มาทำเป็นเมนูรวมมิตรผลไม้ชาติพันธุ์ นอกจากนี้นะคะ ยังมีเมนูอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น กล้วยตาก และก็สมูทตี้ด้วยนะคะ
พวกเรายังได้รับการกระซิบบอก จากชุมชนอีกด้วยนะคะ ว่าการมาร่วมงานครั้งนี้เนี่ย เป็นการช่วยกระจายรายได้ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าชาติพันธุ์ และยังเป็นการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลผลิตชุมชนมากขึ้นด้วยค่ะ ยิ่งฟังแล้วก็ยิ่งอยากทานเลยนะคะ ชุมชนต่อไปนะคะ เป็นชุมชนคริตี้ จากจังหวัดกาญจนบุรีค่ะ วันนี้ก็เห็นว่ามีของว่างน่าทานมากมายเลย ที่โดดเด่นเลยก็คือ เอ่อ ทองหยอด เป็นขนมหวานที่ใช้ในพิธีแต่งงานนะคะ ซึ่งมีความหมายว่าคู่บ่าวสาวจะมีความรักและความผูกพันที่เหนียวแน่นอย่างกับทองหยอดเลยค่ะ
หนึ่งในส่วนผสมที่สำคัญของทองหยอดเนี่ย ก็จะมีงาขี้ม่อนนะคะ ซึ่งเมื่อก่อนเนี่ย ชาวบ้านเขาก็จะทานงาขี้ม่อนผสมกับเกลือนะคะ ตำให้ละเอียดจนน้ำมันออกมา แล้วก็คลุกทานกับข้าวร้อนๆ นะคะ ก็จะมีรสชาติที่มันเค็มๆ นะคะ ส่วนอีกเมนูนึงก็จะเป็นข้าวเหนียวคลุกมะพร้าวนะคะ ซึ่งเป็นเมนูที่มักจะทำในงานบุญหรือว่างานมงคลค่ะ เพราะว่าทำง่ายแล้วก็อร่อยด้วย อย่าลืมทุกคนนะคะ อย่าลืมไปชิมกันเยอะๆ เลยนะคะ
ค่ะ แล้วชุมชนต่อมานะคะ ก็ชุมชนบ้านอาข่าห้วยโป่งค่ะ จังหวัดเชียงใหม่ค่ะ ก็มีมาพร้อมกับเมนูหมูทอดเลยนะคะ ซึ่งก็เป็นการถนอมอาหารของฉบับพี่น้อง เอ่อ ชนเผ่าอาข่า นะคะ ก็จะมีการนำมาตากแดดค่ะ แล้วก็ปรุงรสให้อร่อยค่ะ นอกจากนั้นนะคะ ก็ยังมีน้ำพริกถั่วลิสงด้วยนะคะ รวมถึงมียำผักกาดค่ะ ซึ่งก็จะเป็นเมนูที่พี่น้องอาข่าคุ้นเคยกันดีนะคะ ก็เรียกได้ว่าเป็น เอ่อ สำหรับโต๊ะอาหารเนี่ย ก็จะเป็นการรวบรวมองค์ความรู้เรื่องสมุนไพรและอาหารพื้นถิ่นไว้แทบทั้งนั้นเลยค่ะ
ค่ะ แล้วก็ต่อมานะคะ ก็น่าสนใจมากเลยนะคะ สำหรับกลุ่ม Seas Journey นะคะ ก็ที่จะได้ขนเป็นบ๊วยหมักโซดามานะคะ ซึ่งก็เป็นการช่วยอุดหนุนผู้ประกอบการนะคะ ในพื้นที่อีกต่อนึงด้วยค่ะ แล้วก็นอกจากนี้นะคะ เอ่อ นอกนอกจากชุมชนเหล่านี้แล้วเนี่ย ชุมชนพื้นที่คุ้มครองนะคะ ก็จะมีชุมชนทับปลา ชุมชนทัพตะวันนะคะ แล้วก็มีชุมชนบ้านเกาะหลีเป๊ะด้วยค่ะ ซึ่งก็จะมีการขนอาหารทะเลนะคะ และมีสาหร่ายสายใบนะคะ มากันอย่างเนืองแน่นเลยค่ะ
ใช่แล้วค่ะ พี่แพม แล้วก็ฝากประชาสัมพันธ์นะคะ สำหรับท่านใดที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนนะคะ สามารถไปลงทะเบียนได้ที่เวลา ณ เวลานี้เลยนะคะ ก่อนงานจะเริ่มนะคะ เอ่อ แล้วก็เดี๋ยวต่อไปก็จะเริ่มเลยนะคะ เพราะว่างานของเราไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ อีกอย่างนึงที่อยากจะประชาสัมพันธ์ก็คือ ยังมีนิทรรศการ "15 ปี มติ ครม. ชาวเลและชาวกะเหรี่ยง สู่ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์" นะคะ ที่เป็น เอ่อ นิทรรศการด้านหน้าหอประชุมนะคะ จะเล่าเรื่องตั้งแต่ปี 2552 นะคะ โดยคุณธีระ สลักเพชรค่ะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มีนโยบายที่จะผลักดันการฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตนะคะ จึงมีการ เอ่อ เลือกกลุ่มนำร่อง 2 กลุ่มนะคะ ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและชาวกะเหรี่ยงนะคะ โดยมอบหมายให้ศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร ร่วมเป็นกรรมการและเลขานุการในการจัดทำนโยบายค่ะ
ค่ะ นอกจากนี้นะคะ ก็ยังมีนิทรรศการนะคะ เอ่อ Find the Tune นะคะ ที่ เอ่อ บริเวณโถงชั้น 4 นะคะ ก็จะเป็นโปรเจกต์เล็กๆ ค่ะ ของสื่อท้องถิ่นภาคเหนือนะคะ ตลอด The Local Space เชียงราย สนทนาและแพร่ Space ด้วยค่ะ แล้วก็จากที่น้องฝ้ายได้นำเสนอกันมาทั้งหมดนะคะ ก็รับรองได้เลยว่าวันนี้ทุกท่านนะคะ จะได้รับความรู้ นะคะ อย่างมากมายเลยค่ะ เกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีแล้วก็เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ค่ะ
ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ทุกท่านรอคอยแล้วนะคะ ดิฉันขอเรียนเชิญค่ะ นายอภินันท์ เสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร กล่าวเปิดงานและรายงานวัตถุประสงค์ของงานค่ะ ขอเชิญค่ะ
จริงๆ ไม่ใช่การกล่าวเปิดงานนะครับ ก็ขอบคุณแล้วก็สวัสดีพี่น้อง เอ่อ พี่น้องชาวเลแล้วก็ชาวกะเหรี่ยงทุกคนนะครับ ที่เรามาร่วมกันอยู่ที่นี่ในวันนี้นะครับ เอ่อ จริงๆ สไลด์กลับไปหน้าแรกก่อนนะครับ อันนี้หน้า ที่ 2 นะครับ โอเคครับ เอ่อ วันนี้ผมจะอาจจะมาขอเกริ่นแป๊บๆ สั้นๆ นะครับ ก่อนที่อาจารย์อรรถจักรจะได้กรุณา เอ่อ กล่าวปาฐกถานะครับ ก็ เอ่อ ก่อนอื่นเนี่ย เราอาจจะต้องทวนกันสักนิดนึงก่อนนะ ว่าตัวมติ ครม. เมื่อปี 53 เนี่ย มันพูดเรื่องอะไร แล้วก็มันสำคัญกับเราอย่างไรนะครับ ผมคิดว่าในโอกาสที่ 15 ปี มติ ครม. ถ้าเราจำได้นะครับ เราเคยจัดงาน 10 ปี มติ ครม. เนี่ย เมื่อ เอ่อ เมื่อปี 63 นะครับ แล้วเราก็คาดหวังว่าในปี 63 เนี่ย จุดเริ่มต้นตอนที่เราจัดงานนั้นเนี่ย เรากำลังเริ่มร่างตัว พ.ร.บ. ชาติเนาะ แล้ววันเนี้ เราก็คาดว่าเมื่อครบ 5 ปีเนี่ย ก็น่าจะมี พ.ร.บ. สักทีนะครับ ก็เราก็ยังรอด้วยความหวังต่อไปนะ ว่ามันจะมีหรือไม่มีอย่างไรนะ ครับ แต่ว่าประเด็นที่ผมจะชวนคุยก็คือ ว่าเรามาถามกันก่อนนะครับว่าตอนที่เราเริ่มมีมติ ครม. เนี่ย เราเริ่มคิดจากอะไร ซึ่งเดี๋ยวตอนบ่ายเนี่ย มีหลายท่านที่จะมาเสวนากับเรานะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านธีระ สลักเพชรนะครับ ท่าน เอ่อ ปิ่นแก้ว คงแป้นนะครับ ที่เป็นคนก่อร่างสร้างมติ ครม. โดยรวมถึงมีท่านอาจารย์นฤมลอยู่ในห้องด้วยนะครับ แล้วก็หลายๆ ท่านที่อาจจะไม่ได้อยู่ในในชื่อ อยู่ใน เอ่อ เวทีเสวนาแต่ว่าอยู่ในห้องประชุมนี้นะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกับเราได้ว่า ณ ตอนนั้นเราคิดอะไรกันอยู่นะครับ เราถึงทำมติ ครม. แต่ผมก็ลองกลับไปทวนดูนะครับ เพื่อจะได้เห็นว่าตอนมีมติ ครม. เมื่อ 3 สิงหาคม 53 เนี่ย มันเป็นความริเริ่มตั้งแต่ปี 52 เนอะ มีการตั้งกรรมการกันตอนนั้นนะครับ แล้วผมเชื่อว่า ณ ตอนนั้นเนี่ย วิธีคิดของ เอ่อ รัฐบาลยุคนั้นเนี่ย ก็มีความพยายามนะว่าจะแก้ไขปัญหา ใช้คำว่าแก้ไขปัญหานะ แก้ไขปัญหาชาติ น่ะด้วยวิธีไหนดีนะ ครับ ก็เลือก 2 กลุ่มชาติพันธุ์เนาะ ตอนนั้นคือเลือกชาวเลกับกะเหรี่ยง แต่ว่าเลือกชาวเลกับกะเหรี่ยงมีนัยยะและมีเหตุผลนะครับ เพราะว่าเขาก็เลือกกลุ่มที่มีความเปราะบางมากที่สุด ณ ตอนนั้นแล้วกลุ่มอื่นอาจจะยังไม่ค่อยเห็นความเปราะบางนะ ครับ ตอนนั้นเนี่ยเราเลือกชาวเลกับกะเหรี่ยง มีความเปราะบาง อันนี้เขาเขียนไว้ในตัวมติ ครม. ในในเอกสารเกริ่นนำนะครับ ใน 2 กลุ่มเนี้ย เป็น 2 กลุ่มที่มีสถานการณ์เฉพาะนะ ที่จะต้อง เอ่อ แก้ไขปัญหาเรื่องด่วน กรณีชาวเลเองตอนนั้นโดนกระแสเรื่องของชาว ชาวเลเนี่ยเป็นรู้จักมากขึ้นหลังจากเหตุการณ์ สึนามิ นะครับ แล้วก็ช่วงปี 50 กว่าๆ เนี่ยนะครับ หลังจากสึนามิเนี่ย ชาวเลส่วนใหญ่เนี่ยไม่มีที่อยู่อาศัยนะ คนไม่รู้จักชาวเลเนาะ ถูกดูถูก ดูดูถูกดูแคลนนะครับ พี่ เอ่อ เก๋ ชอบบอกว่า เนี่ยเรียกเราว่าทาชาวไทยใหม่ ไทยใหม่ แต่เราอยู่มาตั้งนานแล้วมันเรียกว่าไทยใหม่ อันนี้เป็นต้นเนาะ คือใครให้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องชาวเล ไม่มี แล้วก็ชาวเลหนักไปกว่านั้นนะ เนื่องจากว่า ณ ตอนนั้นชาวเลมีปัญหาเรื่องที่ดินที่อยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ เอ่อ ปัญหาเนี่ยกระทบกระเทือนมากนะ แล้วก็วิถีของชาวเลก็เริ่มจะ ไม่ไม่เป็นไม่ปรากฏเป็นรูปว่าเอ๊ะ อะไรที่เป็นชาวลักษณะเฉพาะชาวเป็นยังไง คนเริ่มไม่รู้จักนะครับ ตอนนั้นก็เลยเลือกชาวเลเป็นกลุ่มที่ 1 นะครับ ที่ เอ่อ จะทำการฟื้นฟูด้วย ด้านนึงก็คืออีกด้านนึงในเชิงศักยภาพเนี่ย พบว่าพี่น้องชาติพันธุ์ชาวเนี่ย รอด รอดจากสึนามิ คล้ายๆรอดตายจากสึนามิ นะครับ จนมากเพราะว่ามีภูมิปัญญาอยู่นะครับ รัฐบาลก็สนใจ ส่วนพี่น้องชาวกะเหรี่ยง ณ ตอนนั้นเนี่ย ก็มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานนะครับ เรื่องคนอยู่กับป่าเนาะ เราก็มองว่าพี่น้องกะเหรี่ยงเป็นประชากรชาติพันธุ์ที่ ขนาดกลุ่มใหญ่นะครับ ที่ เอ่อ อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์นะครับ แล้วมีหลายชุมชนนะ มีการศึกษากันไว้ว่าในชุมชนที่มีพี่น้องกะเหรี่ยงเนี่ยครับ อยู่ในพื้นที่ป่าเนี่ย เราว่ามีไม่น้อยกว่า 4,000 ชุมชน ซึ่งหมายความว่าถ้าปัญหาเรื่องการคนอยู่กับป่ามันปลดล็อคไม่ได้เนี่ย ปัญหาจะค้างคาอยู่กับพี่น้องชาติพันธุ์ชาวเล เอ้ย ชาวกะเหรี่ยงเนี่ยอีก 4,000 ชุมชน นั่นเป็นที่มาว่าเราต้องเลือกพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลกับกะเหรี่ยงเป็น 2 กลุ่มนำร่อง แต่ถ้าไปอ่านในมติ ครม. กะเหรี่ยงเฉพาะตรงกะเหรี่ยงนะ ครับ เขาเขียนท่อนท้ายไว้นิดนึงว่า ทั้งนี้ มติ ครม. เนี่ยที่ออกมาของกะเหรี่ยงเนี่ยนะ ครับ ซึ่งก็มีมาตรการต่างๆ เนี่ย ให้นำไปปรับใช้กับคนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นด้วยนะ ครับ มันไม่ได้หมายความว่าเราทำกับกรณีชาวเล กะเหรี่ยงหรอกนะครับ แล้วมันเป็นที่มานี่แหละ ที่ทำให้เราขับเคลื่อนมาสู่การเป็นตัว เอ่อ พ.ร.บ. ชาติ นะครับ ทีนี้ผมลองไปดูต่อว่าไอ้ตัว เอ่อ มติ ครม. เนี่ย มันมีความสำคัญอย่างไรนะครับ อันแรกก่อนถ้าเราถามว่าความสำคัญของมติ ครม. เมื่อ 2 มิถุนายน 53 กับ 3 สิงหาคม 53 ความสำคัญมันเกิดตรงไหนครับ ความสำคัญของมติ ครม. นี้อยู่ตรงจุดเปลี่ยนของมันคือเดิมทีเดียวเนี่ย ถ้าเราย้อนกลับไปดูนโยบายเรื่องชาติพันธุ์ ของประเทศเรานะครับ มันไปโฟกัสหรือให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคง คือไอ้ คือคล้ายๆ วิธีการมองชาติมันมองไปแปะกับเรื่องความมั่นคง คือสนใจว่าพี่น้องชาติพันธุ์จะ เอ่อ เป็นภัยคุกคามนู่นนี่นั่นนะครับ อันนี้คือสิ่งที่เขามองเรา แต่ตอนที่ เอ่อ ปี 53 เนี่ยครับ เอ่อ เมื่อปี 52 เนี่ย คณะรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการเนาะ ขึ้นมาชุดนึงนะครับ มีทั้งผีหลวง มีทั้งอาจารย์ปิ่นแก้ว มีอาจารย์นฤมล มีอาจารย์ เอ่อ ขวัญชีวัน มีอาจารย์ฉวีวันเลยนะครับ สมัยนั้นนะครับ เป็นนักมนุษยวิทยาเนี่ย ร่วมกันร่าง และรวมถึงพี่น้องเครือข่ายกะเหรี่ยงหลายกลุ่มนะ ครับ อาจารย์ อาจารย์ประเสริฐนะครับ อาจารย์อภิชาตินะครับ ต่างๆ เหล่านี้ อาจารย์วุฒิ อะไรเงี้ยนะครับ ร่วมกัน เอ่อ ร่างตัว พ.ร.บ. มติ ครม. ขึ้นมา ซึ่งในมติ ครม. เนี่ย มันเป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องวัฒนธรรม มันจึงใช้ชื่อมติ ครม. ว่าแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิต ก็คือว่าไปฟื้นฟูวิถีชีวิตแล้วก็ให้ความสำคัญว่า ถ้าชีวิตเขาได้รับการคุ้มครอง ได้รับการฟื้นฟูเนี่ย อย่างอื่นจะแก้ปัญหาได้ เพราะฉะนั้นเวลาเรื่องที่ดินนะ ครับ มันถึงไปกำหนดเป็นนโยบายเรื่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ สมัยนั้นเนาะ ว่าเนื่องจากพื้นที่ตรงนี้มันมีลักษณะเฉพาะ ซึ่งก็คือว่าอาจจะมีวิถีการทำกินแบบเฉพาะเนี่ย ก็กำหนดว่าควรจะกำหนดเป็นพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษซะนะครับ ที่จะทำให้ เอ่อ เราสามารถที่จะขยับขยายหรือว่าใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งตอนนั้นน่ะ มันมีกระแสเรื่องเขตวัฒ เอ่อ เขตเศรษฐกิจพิเศษนะครับ เราก็เลยมองว่าเอ๊ะ มันมีเขตเศรษฐกิจพิเศษได้เนี่ย มันจะมีตัวที่เป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษได้มั้ย เพราะถือว่ากรณีนี้เป็นพื้นที่เฉพาะ ก็ควรจะมีมาตรการเฉพาะขึ้นมาในการจะดูแล อันนี้คือผมคิดว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของมติ ครม. นี้ นะครับ คือการเปลี่ยนนโยบายวิธีคิดนโยบายชาติพันธุ์เนาะ ก็คือจากเดิมที่เน้นเรื่องปัญหา เน้นเรื่องความมั่นคงนะ เน้นให้ความ เน้นให้การสังคม เอ่อ สงเคราะห์เนาะ มาเปลี่ยนมาเป็นวิธีการว่า เฮ้ย สนใจมิติวัฒนธรรมมากขึ้นมั้ย ไปรู้ก่อนมั้ยว่าเขาใช้ชีวิตยังไง ไม่ใช่ออกนโยบายแบบ เอ่อ ตีขลุมไปหมดว่าจะต้อง 1 2 3 4 5 แบบนี้ แต่ว่าอันนี้ไปดูก่อนว่าอ้อ กรณีชาวเลเนี่ยเขา มีปัญหาแบบนี้เราออกนโยบายที่มันสอดคล้อง กับเขาได้มั้ย กะเหรี่ยงมีปัญหาแบบนี้จะสามารถทำ ได้มั้ย อันและอันนี้มันจึงเป็นแนวทางเนาะ ที่ทำให้หลังๆ เนี่ยนะครับ เวลาเรากำหนดนโยบายเกี่ยวกับเรื่องชาติพันธุ์ต่างๆ เนี่ย เราก็ใช้วิธีการแบบนี้แล้ว คือหันกลับไปมองก่อนว่าปัญหาก็คืออะไร แล้วตัดเย็บนโยบายเนี่ย ให้มันพอดีตัวกับที่ เรา เอ่อ จะขับเคลื่อนเรื่องชาติพันธุ์ชาวเลกับกะเหรี่ยง เพราะฉะนั้น 2 กลุ่มนี้นะครับ ก็เป็น 2 กลุ่มแรกที่นำขึ้นมาแล้วก็เป็นจุดที่เรา ผมพูดเสมอว่าอันนี้ต้องบอกก่อนนะครับว่า ผลมันจะเป็นยังไงเนี่ยเราว่ากันตอนบ่ายนะ ว่าเออเวลาเราเสวนาแล้วมีมติ ครม. มา 15 ปีแล้วอะไรเปลี่ยนอะไรไม่เปลี่ยนบ้าง เราคุยกันตอนบ่าย แต่ผมอยากจะบอกว่าจุดเริ่มต้นของการคิดเนี่ย มันคือการคิดแบบเปลี่ยนวิธีคิดเลย คือเปลี่ยนวิธีคิดว่าเราสนใจมิติวัฒนธรรมมากขึ้นนะ ครับ สนใจที่จะมอง มองพวกเราเป็นคนมากขึ้น มองพวกเราเป็นมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่ากัน มีมองเรื่องสิทธิทางวัฒนธรรมว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะดำรงวิถีวัฒนธรรมของแต่ละคนได้มากขึ้นนะ อันนี้คือสิ่งที่มติ ครม. กำหนดไว้ มันก็เป็นวิธีคิดที่ใหม่มากแล้วตอนเมื่อตอน 15 ปีที่แล้วนะ ครับ แล้วก็ขับเคลื่อนมาถึงปัจจุบันเนาะ แต่ว่าดอกผลของมันจะเป็นอย่างไรเนี่ย ผมคิดว่ามีมีหลายอันที่น่าสนใจนะ อันนึงที่ผมคิดว่าเป็นความสำเร็จของ เอ่อ มติ ครม. เนี่ยครับ คือการที่พวกเราเองเนี่ยนะครับ ช่วยกันผลักดันเนาะ ผมคิดว่าเมื่อมีมติ ครม. เนี่ยในช่วงปี 56 57 ที่เราผลักดันกันหลังจากมีมติ ครม. เพียง 3 ปีนะ เราขับเคลื่อนผลักดันปี 57 58 59 จน 60 เนี่ย เราได้รัฐธรรมนูญใช่มั้ยครับ ก็คือรัฐธรรมนูญมาตรา 70 ที่ระบุแล้วนะ ว่าต้องคุ้มครองวิถีชีวิตนะ ในรัฐธรรมนูญเขียนแบบนั้นก็คือหลักการก็คือหลักการจากมติ ครม. นะ คือมันเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของ เอ่อ ตัววิธีการในในการดำเนินการต่อกลุ่มชาติพันธุ์นะครับ อันนี้ก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ผมคิดว่ามีความสำคัญ ที่มาดูนะว่าไอ้ไอ้จุดเปลี่ยนนโยบายเนี่ย มันมันมีมันเป็นมันพูดว่าไม่มีความสำคัญแบบนี้นะ แต่ผมมาดูต่อไปว่าไอ้ประเด็นสำคัญของมติ ครม. มีอยู่ 5 เรื่องนะครับ จริงๆ ทั้งกะเหรี่ยงชาวเลเนี่ย อาจจะเขียนแตกต่างกันนะครับในใน เอ่อ ในรายละเอียดเนาะ แต่ว่าทั้ง 2 กลุ่มเนี่ย ก็ยึดโยงอยู่กับ 5 เรื่องนี้นะครับ เรื่องแรกเลยนะครับ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องการคุ้มครองศักดิ์ศรีของชาวเลและกะเหรี่ยง คือเดิมเนี่ยถ้าไปอ่านในตัวมติ ครม. เขาบอกเลยว่าต้องส่งเสริมความเข้าใจอคติทางวัฒนธรรมที่มีต่อชาวเล กะเหรี่ยง ซึ่งมันเป็นที่มาที่ทำให้อาจารย์นฤมลเขียนหนังสือ "ทักษะวัฒนธรรมชาว" ถ้าใครเคยจะอ่านเล่มเล่ม เอ่อ แนวนอนเนี่ยนะครับ ใหญ่ๆ นะครับ แล้วก็รูปสวยเนี่ยนะครับ เป็นเล่มแรกที่เล่าประวัติความเป็นมาของชาวเลนะครับ 3 กลุ่มเป็นอย่างไรบ้างเนี่ย อันเนี้ยมันมาจุดเริ่มต้นเพราะว่าวิธีคิดก็คือว่าเริ่มต้น ก่อนจะทำจะทำนโยบายอะไรให้เราหันกลับไปมองว่าพี่น้องชาติพันธุ์ชาวเล กะเหรี่ยง เนี่ยเขาเป็นใครอยู่ยังไงมีวิถียังไง และเคารพในวิถีของเขา นะครับ ของพี่น้องชาวเล ของพี่น้องชาวกะเหรี่ยง มันจึงเป็นอันแรกเลยคือว่าเป็นแนวนโยบายแรกคือไปส่ง ไปคุ้มครอง ส่งคุ้มครองศักดิ์ศรีของความเป็นชาวเลกับกะเหรี่ยงไม่ให้ดูถูกอย่างเพราะฉะนั้น ในมติ ครม. มันเขียนนะว่าศูนย์มีหน้าที่ในการส่งเสริมความเข้าใจ จัดเสวนาวิชาการอะไรอย่างเงี้ยนะครับ เพื่อจะส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจแบบนี้ แล้วยุคนั้นเนี่ยก็จะมีจัดไอ้งานบรรยายวิชาการ เสวนาวิชาการ จัดกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ เพื่อที่จะให้ เอ่อ พี่น้องชาติพันธุ์ชาวเล กะเหรี่ยงเป็นที่รับรู้มากขึ้น แล้วก็คนเปลี่ยนทัศนคติมาเป็นทัศนคติเชิงบวกกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ อันนี้เป็นเรื่องที่ 1 นะครับ
เรื่องที่ 2 เนี่ย อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ของพี่น้องชาติพันธุ์เนาะ ก็คือเรื่องของสิทธิในที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากร ก็การันตีนะในกฎ ในกฎในมติ ครม. เขียนละเอียดลึกซึ้งมากนะครับ ยิ่งของกรณีชาว ชาวชาวเลเนี่ย ก็คือเขียนแบบว่าคุ้มครองการที่จะไป เอ่อ ดำรงวิถีชีวิตจับหอยจับปูนนะครับ แล้วก็ตอนหลังก็ออกไปเป็นมาตรการ เอ่อ เครื่องมือ นะครับ ที่สามารถใช้จับได้ เข้าใจว่า 15 ชิ้นถูกมั้ยครับ ที่สามารถใช้จับได้ตามกฎหมายตามบึกโบราณ หรือว่าในกรณีของ เอ่อ พี่น้องกะเหรี่ยงนะครับ มีมาตรการจริงๆ ทั้งกะเหรี่ยง ชาวเล มีมาตรการ คือในมติ ครม. ไปเขียนนะครับ มาตรการระยะสั้นเนี่ย เขาบอกเลยแล้วว่าห้ามยุติการดำเนินการจับกุมทุกเรื่อง แต่ว่าถึงเวลาจริงก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง นี่ก็อีกเรื่องนึงนะครับ แล้วไปไกลกว่านั้นนะครับ ในกรณีของ เอ่อ มติ ครม. เขียนไว้ว่าถ้าพิสูจน์ได้ว่าชุมชนอยู่มาก่อน ให้เพิกถอนพื้นที่อุทยาน พื้นที่ป่าสวน อันนี้เขียนมติ ครม. แต่ว่าอันเนี้ย มันเป็นมติ ครม. เป็นนโยบายเนาะ ถึงเวลาจริงๆ แล้วมันก็มันก็มีปัญหาในการขับเคลื่อนเนาะ เช่น สถานะของมติ ครม. มาเป็นแค่นโยบายไม่ใช่กฎหมาย มันก็ทะเลาะกันอยู่อย่างเงี้ยนะครับ จงเป็นที่มาที่เราต้องผลักดันให้มันเป็นกฎหมายต่อ อันเนี้ยคือการการันตีเรื่องสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่เอามาพูดเอาในในตัวเนี้ยนะครับ ในเครื่องสิทธิในที่ดินเนี่ย เรามักจะพูดอยู่คำนึงเนาะ คือที่ดินของบรรพบุรุษ ก็คือว่าการเคารพในแผ่นดินแม่ของพวก ของพี่น้องชาติเนาะ อันนี้เป็นคอนเซปต์ที่มาจาก เอ่อ การขับการเกิดขึ้นของตัวปฏิญญาสหประชาชาติสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองด้วยนะครับ แล้วก็เอาเข้ามาอยู่ในตัวมติ ครม. ในตอนนั้นนะครับ ก็คือว่าต้องคุ้มครองสิทธิในที่ดิน ซึ่งเป็นที่ดินบรรพบุรุษเนาะ คือความเป็นชุมชนดั้งเดิมเมื่อเขาอยู่มาก่อน ก็ควรจะได้รับสิทธิ์อันเนี้ย มันเป็นที่มาของเรื่อง เอ่อ การคุ้มครองเรื่องสิทธิในที่ดินนั้นเป็นประเด็นที่ 2 ที่กฎหมายเอ้ยที่มติ ครม. มันเขียนไว้แบบนี้นะครับ
แล้วก็อันที่ 3 เนี่ย ก็เป็นประเด็นเรื่องสัญชาติ ตอนนั้นก็จะมีประเด็นเรื่องสัญชาติเนาะ พี่น้องชาติพันธุ์ชาวเลนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หมู่ เอ่อ หมู่เกาะสุรินทร์นะครับ มอแกนที่เกาะสุรินทร์เนี่ย ยังไม่มีสัญชาติ ก็มีความพยายามนะครับ ว่ามติ ครม. เนี้ยจะไปเร่งรัดเรื่องสัญชาติได้มั้ย เพราะสังเกตมั้ยครับว่าเราเร่งรัดเมื่อตั้งแต่ตั้งแต่เมื่อ เอ่อ ปี 53 เนาะ กว่าจะออกมาเป็นตัวอะไรนะ เค้าเรียกว่ามติ ครม. แก้ปัญหาสัญชาติก็เพิ่งมาปีที่แล้ว เอ่อ ตุลาคมปีที่แล้วใช่มั้ยครับ แล้วก็เพิ่งมีผลเนี่ย เมื่อสัก 2-3 อาทิตย์ที่แล้วนี่เองนะครับ ที่รัฐบาลเนี่ยประกาศให้เร่งรัดในการให้สัญชาติพี่น้องชาติแต่ว่ายังไงก็ตามเนี่ย ผมคิดว่าในตัวมติ ครม. แล้วก็มีผลเพราะทำให้กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนึง ซึ่งซึ่งถูก เอ่อ เลก ถูก recognize ขึ้นมานะ ครับ ก็คือพี่น้องมอแกนเนาะ ที่มันต้องทำเรื่องทำสัญชาติมากขึ้น ก็เป็นความก็เป็นความสำเร็จแบบนึงของมติ ครม. นะครับ
อันที่ 4 ของมติ ครม. เนี่ยนะครับ เป็นการพูดถึงเรื่องการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานนะครับ แน่นอนว่าพี่น้องประชาธิปไตยเราอาจจะไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ เหล่าต่างๆ ได้ แต่ว่าในเรื่องที่ 4 เนี่ยนะครับ ถ้าเราย้อนกลับไปดูอ่านเอกสารมติ ครม. นะครับ เขาพูดชัดเจนนะว่าคือการส่งเสริมการศึกษาด้วยภาษาถิ่นนะ เพราะนั้นพี่น้อง เอ่อ บางเชยที่ เอ่อ เกาะลันตา ถึงไปทำไอ้ เอ่อ ตำราเรียนภาษาโอรักลาโว้ยใช่มั้ยครับ พี่น้อง มอคี นะครับ ถึงทำเรื่องการศึกษาแบบวิถีของวัฒนธรรมปะกากะญอ อะไรต่างๆ เหล่านี้ คือของเหล่าเนี้ยมันคือเกิดขึ้นจากตัวมติ ครม. รวมถึงเรื่องของการเข้าถึง เอ่อ ระบบสวัสดิการสุขภาพต่างๆ นะครับ แล้วก็แม้จะมีความพยายามต่อสู้ในชั้นหลังในต่อใน ต่อมาคืออย่างกรณีที่พี่ไมตรีพยายามผลักดันเรื่องให้น้ำฟรีเป็นโรคหรือเป็นอาการ เนี่ยนะครับ พยายามผลักดันเรื่องพี่เตือนว่าเรามาคุยกันของเหล่าเนี้ยนะครับ มันเป็นของที่เราเริ่มต้นมาจากในมติ ครม. ซึ่งมีการพูดถึงว่าจะให้เขาเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างไร อันนี้ต้องเข้าใจก่อนนะ ครับว่าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล กะเหรี่ยงรวมถึงชาติทุกกลุ่มในประเทศไทย เนี่ยเป็นคนไทยอยู่ก่อนแล้วนะครับ คือหมายความว่าไม่ใช่คนอื่นแล้วเป็นคนที่อยู่ในแผ่นแผ่นดินนี้อยู่ก่อนแล้วแต่อาจจะขาดโอกาสในการเข้าถึงสิทธิ์กฎหมาย เอ่อ มติ ครม. เนี่ยก็พยายามที่จะสร้างพื้นที่หรือโอกาสที่ทำให้เข้าถึงสิทธิ์ได้ง่ายขึ้นนะครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ 4
ส่วนประเด็นที่ 5 อันเนี้ย มันคือประเด็นเรื่องการส่งเสริมวิถีชีวิตวัฒนธรรม และจริงๆ อ่ะ เรามักจะเข้าใจเนาะว่า เอ่อ เรื่องพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ หรือพื้นที่คุ้มครองน่ะ จะอยู่ในหัวข้อที่ 2 เนาะ แต่จริงๆ แล้วหลักการของพื้นที่คุ้มครองน่ะ อยู่ในเรื่องที่อยู่ในข้อที่ 5 นะ ก็คือว่าในการส่งเสริมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเนี่ย ให้กำหนดให้มีเขตวัฒนธรรมพิเศษ เพื่อจะส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์ดำรงชีวิตได้ตามวิถีวัฒนธรรมอันเนี้ย มันเป็นมันเป็นเงื่อนไข ซึ่งจริงๆ แล้วความสำคัญของ เอ่อ แนวนโยบายข้อที่ 5 เนี่ย ก็คือแนวนโยบายเรื่องการกำหนดพื้นที่คุ้มครองนั่นแหละนะครับ ที่จะให้พี่น้องชาติพันธุ์เนี่ย มีพื้นที่ที่จะ เอ่อ สามารถ เอ่อ ดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมได้นะครับ ซึ่งเราใช้คำว่าดั้งเดิมเนาะ ทีนี้ทีนี้แต่ทีนี้ต้องเข้าใจว่าไอ้การเป็นพื้นที่คุ้มครองแบบที่เราพูดกันในมติ ครม. 3 สิงหาคม หรือ 2 มิถุนายน 53 เนี่ยนะครับ เราไม่ได้หมายความว่าไอ้การกำหนดพื้นที่ที่เรากำหนดเนี่ย จะเป็นการแช่แข็งหรือบีบให้พี่น้องชาติพันธุ์ต้องอยู่ภายใต้พื้นที่นั้น แล้วแบบเปลี่ยนวิถีตัวเองไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่นะครับ หลักการของพื้นที่คุ้มครองคือว่าเราคุ้มครองสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากที่ดินของบรรพบุรุษของพี่น้องชาติพันธุ์ เพราะฉะนั้นเขาจะสามารถมีความมั่นคงในการที่จะอยู่ตรงนั้นนะครับ เป็นเป็นกรรมสิทธิ์แบบร่วมนะ แล้วก็ดูแลร่วมกันนะครับ แล้วก็ใช้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วก็มีโอกาสที่จะรับเอาความรู้สมัยใหม่เข้าไปปรับประสานได้ด้วย ไม่ใช่ว่าโห ต้องเป็นวิถีแบบดั้งเดิม ก็ดั้งเดิมจริงๆ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นอันเนี้ คือหลักของพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งเดี๋ยวเราอาจจะมีโอกาสได้คุยกันในโอกาสต่อไปในนะครับ ทีนี้ประเด็นที่ผมเรียนก็คือว่า อันเนี้ย คือการคุ้มครองตามมติ ครม. 5 เรื่อง ซึ่งไอ้ 5 เรื่องเนี้ย มันก็พัฒนาต่อเนื่องเนาะ มาสู่การทำเป็นเรื่องกฎหมายอย่างที่ผมบอกนะครับว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของตัวมติ ครม. ปี 53 เนี่ย มันคือการเริ่มมันคือการเปลี่ยนวิธีคิดต่อการกำหนดนโยบายชาติจากเรื่องที่มองชาติพันธุ์เป็นภัยคุกคามเนี่ย มาสู่เรื่องความสนใจมิติ มิติ มิติวัฒนธรรมมากขึ้นนะครับ ทีนี้เรามาดูเนาะว่าจากมติ ครม. เนี่ย เวลามันกระโดดเข้ามาเป็นหรือว่ามันก้าวหน้าพัฒนาขึ้นมาเป็นตัว เอ่อ พ.ร.บ. ชาติ แล้วเนี่ยนะครับ มันพูดถึงอะไรบ้าง ไอ้ พ.ร.บ. ชาติ ก็พูดถึงเรื่อง สังเกตมั้ยครับ มันพูดถึงเรื่อง 3 เรื่องเหมือนกันนะครับ ก็คือพูดเรื่องการคุ้มครองวิถีชีวิต อันนี้คือการคุ้มครองเรื่องศักดิ์ศรีไม่ให้ถูกละเมิดเนาะ อันเนี้เป็นหลักที่ 1 อันที่ 2 คือการไปส่งเสริมศักยภาพ คือมันเปลี่ยนวิธีคิดนะ มติ ครม. เปลี่ยนวิธีคิดว่าพี่น้องชาติไม่ใช่ต้องรอรับความช่วยเหลืออย่างเดียว แต่พี่น้องชาติมีศักยภาพพอ นะครับ ที่เราก็พิสูจน์จากกรณีของกะเหรี่ยงชาวเลนะ ว่าเนี่ย พอเราทำ เอ่อ นโยบายมติ ครม. เนี่ย พี่น้องชาติพันธุ์ชาวเลเนี่ย เข้มแข็งขึ้น ผมคิดว่าจุดที่ทำให้คนรู้จักพี่น้องชาวเลด้วยก็คือโอกาสของการมีการจัดงานรวมตัวกันในงาน เอ่อ วันรวมญาติชาวเลครับ จัดมาต่อเนื่อง 10 กว่าปีเนี่ย พี่น้องเราก็เข้มแข็งขึ้นนะครับ หลายๆคนนะครับ จากเดิมที่ไม่ค่อยกล้าพูดนะ เดี๋ยวนี้ก็พูดเก่งขึ้นนะครับ กล้าพูดมากขึ้นนะครับ หรือพี่น้องชาวกะเหรี่ยงหลายกลุ่มนะครับ เอ่อ ก็มีพื้นที่ในการพูดมากขึ้นนะครับ เมื่อก่อน เอ่อ แม่ระดาอาจจะยังไม่ค่อยกล้าพูดอย่างนี้ แม่ระดาก็โอโห พูดมากขึ้น ออกพูดขึ้นมาก พุทธเก่งขึ้น ออกทีวีด้วยนะครับ เก่งขึ้นด้วย คือของเหล่าเนี้ยนะ มันมาจากที่ว่าเราคิดว่าพี่น้องชาติพันธุ์มีศักยภาพ ควรจะใช้นโยบายที่ไปส่งเสริมศักยภาพ ไม่ใช่เป็นการแบบไปสังคมสงเคราะห์ให้ของอย่างเดียวนะ ครับ เราเชื่อว่าอย่างนั้นแล้วเราคิดว่าความรู้ หรือว่าศักยภาพของพี่น้องชาติพันธุ์เนี่ย จะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศนี้ เพราะฉะนั้นในกฎหมายมันจึงเขียนเรื่องการส่งเสริมศักยภาพ แล้วก็เป้าหมายของการทำมีกฎหมายฉบับเนี้ย ก็ต้องการเพียงแค่ให้พี่น้องชาติพันธุ์น่ะ มีความเสมอเสมอภาคกับคนอื่น เราไม่ต้องการสิทธิพิเศษ ครับ แต่ว่าที่ผ่านมาเนี่ย เราด้อยกว่าคนอื่นเขานะครับ ก็เลยอยากจะเสมอกับคนอื่นนะ ครับ ซึ่งอันเนี้ยเป็นคำว่าด้อยเนี่ยไม่ว่าไม่ใช่ว่าเราด้อยเพราะเราไม่มีความรู้ นะครับ แต่ว่าเราด้อยเพราะโอกาสในการที่จะเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ที่เราจะเข้าถึงเนี่ย ตามวิถีเราเนี่ย เราวิถีของเราน่ะถูกมองว่ามันล้าหลัง ถูกมองว่ามันใช้ไม่ได้ แต่เราพิสูจน์แล้วจากมติ ครม. เนาะ การจัดการไฟป่าของดอยช้างป่าแป พื้นที่คุ้มครอง การจัดการทรัพยากรของ เอ่อ ชาวเลนะครับ ที่ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรได้เนี่ย มันพิสูจน์แล้วว่าความรู้แบบพี่น้องชาติพันธุ์เนี่ย แหละมันจะเป็นความหวังของโลกใบนี้นะ ที่ในอนาคตเนี่ย ไอ้คนในสังคมส่วนใหญ่ซึ่งเราทิ้งไอ้ความดั้งเดิมมาหมดแล้ว แต่พี่น้องชาติพันธุ์เป็นคนกลุ่มเดียว นะที่ยังรักษาไอ้ความเป็นดั้งเดิมไว้เนี่ย จะหันกลับไปใช้ทุนเดิมเนี่ยในการฟื้นวิถีชีวิต ของเราได้และฟื้น เอ่อ ความรู้ของโลกเราเป็นโลกใบนี้ของเราได้ด้วยนะ อันนี้คือสิ่งที่เราคิดว่าพี่น้องชาติพันธุ์ จะมันเป็นสิ่งนี้นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่เราสนใจในกฎกฎหมายเนี่ย มันก็อยู่ในหลักการ 3 ข้อคือคุ้มครองวิถีชีวิตนะครับ ส่งเสริมศักยภาพ แล้วก็นำไปสู่การสร้างความเสมอภาคให้พี่น้องชาติพันธุ์มันเท่ากับคนอื่นเนาะ ให้เราเข้ากับคนอื่นทีนี้เราไปดูนะ ครับว่าในกฎหมายเนี่ยมันคุ้มครองอะไรบ้าง นะครับผมว่ามันคุ้มครองสัก 4 เรื่องนะ ครับก็เหมือนกันอันนี้มันก็เอามาจากตัว มติ ครม. นั่นแหละนะครับ ที่ถ้าจะว่าไปแล้วเนาะ มันเอามามันเรื่องการคุ้มครองเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นะครับ อันเนี้คือสิ่งที่กฎหมายมันเขียนไว้นะครับว่า เอ่อ กลุ่มชาติพันธุ์ได้ต้องได้รับการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นะครับ คุ้มครองการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานนะครับ เขียนในกฎหมายหลายมาตรานะครับว่าต้องได้รับการคุ้มครองนะครับ คุม เอ่อ คุ้มครองให้กลุ่มชาติพันธุ์น่ะ รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมคือใครจะมาบังคับให้เขาเปลี่ยนวัฒนธรรมกลมกลืนไม่ได้นะครับ ซึ่งอันเนี้ยมันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีแหละ เพราะเราเชื่อว่าไอ้ วัฒนธรรมของพี่น้องชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นวัฒนธรรมที่ทำให้ เอ่อ เราสามารถเดินหน้าต่อไปได้เนาะ แล้วสุดท้ายนะครับก็คือการคุ้มครองเรื่องสิทธิในที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากรก็ยังคุ้มครองอยู่ โดยการกำหนดเป็นจากอย่างที่บอกครับ จากพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษมาสู่การเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าพื้นที่คุ้มครองวิถีกลุ่มชาติพันธุ์เนี่ย มันก็มาจากคอนเซปต์แบบเดียวกันเนาะ ที่เราเอาเข้ามาแล้วก็ทำให้พวกเราทุกคนเนี่ย ได้มีโอกาส เอ่อ ดำรงวิถีชีวิตในรูปแบบที่เป็น เอ่อ ความรู้ของเรานะครับ ใช้ความรู้ฐานความรู้ของพี่น้องชาติพันธุ์เนี่ย เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตและพัฒนาของเรา เพื่อพัฒนาเรา พัฒนาตัวเราเองแล้วก็พัฒนาประเทศเราด้วย นะครับ อันเนี้ยคือเป็นการ เอ่อ ทบทวนเนาะ ให้เราเห็นว่ามติ ครม. เมื่อ 15 ปีที่แล้วเนี่ย สำหรับผมก็ถือว่าก้าวหน้า นะครับ ที่คิดอะไรแบบนี้ได้ในยุคสมัยนั้น ซึ่งเดี๋ยวตอนบ่ายเนี่ย จะจะชวนติดตามนะว่า ณ ตอนนั้นเนี่ย ทีมที่คิดนะครับ ซึ่งอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่าน เอ่อ พี่ๆ เราหลายๆ ท่านเนี่ย คิดเรื่องนี้มาเนี่ยนะครับ แล้วคิดเรื่องอะไรนะครับ ผมเรียนว่าผมเนี่ย เอ่อ เป็นพวกที่ปลายแถวเนาะ คือมาตอนที่มาตอนหลังตอนที่เขามีมติ ครม. ไปแล้ว เพราะฉะนั้นเนี่ย ก็อาจจะไม่ไม่ได้รู้เท่ากับพี่ๆ หลายๆ ท่านนะ อาจารย์ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่ทำมาก่อนแล้วก็คิด เอ่อ อะไรไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งวันเนี้ เราจะมาดูกันว่าตอน ณ ตอนนั้นเนี่ย เขามองยังไงและคิดยังไง และตอนเนี้ยนะครับ ณ ปัจจุบันเนี่ย มติ ครม. เนี่ย มันเป็นผลอย่างไง เรามองในเชิงบวก เรามองในเชิงประโยชน์ที่มันเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง เรามองผลที่มันสำเร็จมันสำเร็จอะไรบ้าง แล้วอะไรที่มันยังไม่สำเร็จบ้าง วันนี้เราอยากจะมาหาคำตอบนั้นกันนะครับ ก็คิดว่า เอ่อ ใน 1 วันนี้นะครับ ซึ่งก็มีการถ่ายทอด เอ่อ สดไปในช่องต่างๆ ช่องทางต่างๆ ของศูนย์วิทยา สิรินธรด้วยนะครับ ก็หวังว่าทั้งพี่น้องเราที่อยู่ที่นี่นะครับ ซึ่งก็เป็นผู้ที่ เอ่อ ได้รับผลกระทบโดยตรงนะครับ ผลกระทบในความหมายผมคือทั้งผลบวกและผลกระทบครบในเชิงลบเนี่ยนะครับ ก็จะได้รับฟังด้วยว่ามันเป็นมาอย่างไรเนาะ แล้วก็ผมคิดว่าระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมาเนี่ย มีทั้งคนเข้ามาใหม่ มีทั้งคนเก่าที่ออกไป ลาออกไปแล้วนะครับ โอกาส 15 ปีเนี่ย เหมือนโอกาสที่เรามาทวนกันอีกรอบนึงว่า จำได้มั้ยตอนนั้นคิดอะไร และส่งต่อความวิธีคิดและอุดมการณ์ซึ่ง เอ่อ เราคิดในมติ ครม. น่ะ มาถึงรุ่นพวกเราเนี่ย จะเดินหน้าต่อไปอย่างไรนะครับ ซึ่งจะทำให้ เอ่อ วิธีคิดแบบนี้เนี่ยนะครับ เอ่อ กระบวนการแบบนี้เนี่ย จะทำให้เราสามารถที่จะ เอ่อ พี่น้องเราจะสามารถที่จะช่วยกันนะ ครับ สื่อสารเรื่องนี้ต่อไปได้อีกนะครับ รวมถึงคนที่อยู่ เอ่อ ทางบ้านนะครับ ซึ่งติดตามอยู่เนี่ย ก็อยากจะเรียนว่าเรื่องประเด็นเรื่องชาติพันธุ์เนี่ยนะครับ มันไม่ใช่ประเด็นที่ เอ่อ จะต้องมีความระแวงระวังนะครับ พี่น้องชาติพันธุ์ก็เป็นคนกลุ่มนึง ซึ่งอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลาช้านานแล้ว แล้วก็เขา ก็มีความพร้อมนะครับ พี่น้องชาติพันธุ์มีความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งนะครับ ของสังคมไทยเรา รอเพียงแต่ว่าสังคมจะเปิดรับ เข้าใจ แล้วก็มองพี่น้องชาติพันธุ์อย่างเป็นธรรมอย่างไรนะครับ อันนั้นคือสิ่งที่เราคิดว่างานในวันเนี้ย จะนำไปสู่สิ่งนั้นนะครับ ก็ขอบคุณทุกท่านนะครับ ที่มาร่วมงานในวันนี้นะครับ แล้วคิดว่าระยะเวลา 1 วันก็คือวันนี้นะครับ เราควรจะทบทวนกันให้ เอ่อ ดีนะครับว่าที่ผ่านมาเป็นยังไง ปัจจุบันเป็นยังไง และอนาคตเราอยากจะเห็นอะไรนะครับ ส่วนวันพรุ่งนี้เนี่ยนะครับ ผมคิดว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปเหมือนกันนะ เพราะว่าเราทำงานมา 15 ปีแล้วเนี่ย ถึงเวลาที่เราต้องออกแบบโครงสร้างการทำงานใหม่นะครับ ที่เราจะทำงานต่อไปด้วยกันอย่างไร แล้วเรื่องของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมันเป็นกฎหมายและอย่างที่เราเรียนไปนะครับ เราทราบกันดีตอนเนี้ กฎหมายเหลืออยู่ขั้นตอนเดียวเท่านั้น นะครับว่าถ้า เอ่อ เอาเข้าวาระประชุมนะครับ แล้ว ส.ส. โหวตเห็นชอบด้วยเนี่ย มันเป็นกฎหมายแล้วเนี่ยนะครับ เราจะเตรียมรับมือกับไอ้กฎหมายนี้อย่างไร พี่น้องชาติชาวเล กะเหรี่ยงเป็น เรียกว่าเป็นพี่ใหญ่เนาะ คือมีนโยบายเฉพาะมาก่อนเนี่ย แล้วหลังจากนี้จะมีนโยบายกับกลุ่มชาติอื่นๆ อีกนะครับ เราเตรียมพร้อมกับมันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพื้นที่คุ้มครองเนาะ ว่าเราจะต้องออกแบบยังไง กลไกอย่างไรให้มันมีความชัดเจน พรุ่งนี้เรามาคุยกันใน เอ่อ กับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์นะครับ ชาวเล กะเหรี่ยง ว่าจะออกแบบกระบวนการร่วมกันอย่างไร เพื่อจะขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้าด้วยกันนะครับ ก็ขอบคุณทุกท่านครับ แล้วเดี๋ยวเราพบกันตอนบ่ายต่อ แล้วตอนเช้าเนี่ย เดี๋ยวจะมีการ เอ่อ ปาฐกถาโดยท่านอาจารย์อรรถจักรนะครับ ผมสวัสดีครับ
ค่ะ ขอขอบคุณคุณอภินันท์ เสนา เป็นอย่างยิ่งเลยนะคะ ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมของงานในวันนี้นะคะ ก็อย่างที่คุณอภินันท์ได้กล่าวไปเลยนะคะ มติคณะรัฐมนตรีเนี่ย ก็ถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างมากเลยนะคะ ที่เปลี่ยนจากแนวคิดนะคะ เรื่องการสงเคราะห์กลุ่มชาติพันธุ์นะคะ หรือการมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์เนี่ย เป็น เอ่อ ภัยคุกคามนะคะ ต่อประเทศ ใช่ ดัง เอ่อ แล้วเมื่อการจัดทำนโยบายเกิดขึ้นเนี่ย ก็เห็นได้ว่ามีการให้ความสำคัญนะคะ กับมิติ ด้านวัฒนธรรมมากขึ้นค่ะ ว่ากลุ่มชาติเนี่ย ก็เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพนะคะ มีทุนทางวัฒนธรรมค่ะ แล้วก็ไม่ใช่กลุ่มที่ต้องรอคอยความช่วยเหลือแต่เพียงเท่านั้นค่ะ การจัดทำมติคณะรัฐมนตรีนะคะ ก็เลยมีความสอดคล้องค่ะ กับวิถีชีวิตมากขึ้นค่ะ จนนำมาสู่การจัดทำร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์นะคะ ที่ก็มี 3 หลักการหลักนะคะ ก็คุ้มครองวิถีชีวิต ส่งเสริมศักยภาพ แล้วก็สร้างความเสมอภาคเลยค่ะ น้องฝ้าย?
ใช่ค่ะ โอเคค่ะ ลำดับต่อไปนะคะ ก็จะเป็นการปาฐกถานะคะ ในหัวข้อ "ทวนอดีต มองปัจจุบัน แลอนาคต วิถีชาติพันธุ์กับนโยบายรัฐไทย" ค่ะ ซึ่งอาจารย์ที่มา เอ่อ จะเป็นผู้กล่าวปาฐกถาในวันนี้นะคะ ท่านจบการศึกษาระดับปริญญาตรีนะคะ จากคณะศิลปศาสตร์ สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นะคะ จบการศึกษาระดับปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่นค่ะ รวมถึงเป็นอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ค่ะ ผลงานของท่านทั้งงานวิชาการ หนังสือ หรือบทความบนหนังสือพิมพ์ ก็เป็นที่รู้จักกันดีในวงการของนักวิชาการนะคะ เอ่อ ลำดับต่อไปก็จะขอเรียนเชิญศาสตราจารย์ ดร. อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ขึ้นปาฐกถาได้เลยค่ะ [ปรบมือ]
ลูกก็ ใช่ ขอบพระคุณมากนะครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติ นะครับ ที่ได้มาคุยกับพวกเราวันนี้ ในความเป็นจริงแล้วเนี่ย มีคน ที่รู้เรื่องพี่น้องปกยอมากกับผมหลายคน มากมายนะฮะ อาจารย์ปิ่นแก้ว อาจารย์ขวัญชีวัน หรือคนอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เลือกผมอันนึง ก็คือคงจะเป็นที่อยากจะให้ผมมองว่า ถ้ามองอย่างเป็นประวัติศาสตร์จะเป็นยังไงนะครับ เอ่อ ผมก็คงรับเกียรตินี้ นะครับ แล้วก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะมาแลกเปลี่ยนกับพวกเรานะ ครับ หัวข้อที่ เอ่อ ทางศูนย์มนุษย์ส่งให้ผมนะฮะ ก็คือ "ทวนอดีต มองปัจจุบัน และแลอนาคต วิถีชาติพันธุ์กับนโยบายรัฐไทย" นะครับ แป๊บนึงนะฮะ ไม่เคยใช้แบบนี้ อันนี้ คือคงต้องบอกนะครับว่าวันนี้เองเนี่ย บ้านเราเนี่ยมีวิกฤต มีวิกฤตอย่างอย่างชัดเจน โอเค พยายามจะเปลี่ยนแล้วมันก็เปลี่ยน เอ่อ บ้านเมืองเรามีวิกฤตในทุกระดับนะครับ เวลาเราใช้คำว่าวิกฤตก็คือสภาวะที่เกิดขึ้น นี้คำตอบที่มีอยู่มันตอบไม่ได้ บ้านเราตอนนี้นี่อยู่ในสภาวะที่ตอบอะไร ไม่ได้ อธิบายอะไรไม่ได้อีกมากมาย สภาวะเศรษฐกิจนี่หนักหน่วง ประชาชนพลเมืองธรรมดานะฮะ เดือดร้อนมากขึ้นกว่าเดิมมากในทุกระดับ และพี่น้องชาติพันธุ์อยู่ในสภาวะเดียวกัน หลายๆ กลุ่มก็หนักหน่วงมากกว่าเพราะถูกกดดันจากรัฐมากขึ้น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่งานนี้พูดถึง ผมจึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องพูด เพราะเราไม่มีทางที่จะเดินไปข้างหน้าได้นะครับ ถ้าหากเราไม่ทบทวนสิ่งที่ดำเนินมาถึงภาวะปัจจุบันนี้ และการที่เราจะทบทวนตรงนี้เองก็คือว่า เราอยากจะมองหาอนาคตที่งดงามมากขึ้น ซึ่งเราคงจะต้องมองมองทวนอดีต มองปัจจุบัน แลอนาคต และให้มันเป็นพื้นที่ของการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันให้ชัดเจนมากขึ้น เราไม่มีทางเดินไปสู่อนาคตที่งดงามได้ถ้าหากเราไม่เข้าใจอดีตไม่เข้าใจความเป็นมา เราไม่มีทางเดินไปสู่สังคมที่เหมาะสมได้ ถ้าหากเราไม่รู้ว่าความไม่เหมาะสมนั้นมันเกิดจากอะไรนะครับ สิ่งสิ่งประเด็นนึง ประเด็นแรกนะฮะ ที่ผมอยากจะบอกพวกเราก็คือว่า การที่พี่น้องเรามานั่งอยู่ตรงนี้ได้ วันนี้อย่างที่อาจารย์ต้นได้พูดว่าเราได้ขยับขึ้นมาส่วนหนึ่งแล้วเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ พี่น้องชาติพันธุ์ไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ นะครับ พี่น้องชาติพันธุ์ทุกอย่างที่ได้มาได้มาจากการต่อรอง ต่อสู้ทั้งสิ้น และเป็นการต่อรองต่อสู้มาเนิ่นนาน 4-50 ปี ผมใช้คำว่าหยาดเหงื่อ น้ำตาสายเลือดและชีวิตของพี่น้องจำนวนหนึ่ง ได้สูญเสียไปกับการต่อสู้ที่ผ่านมา พี่น้องทางเหนือคงจะรู้ดีนะครับว่าเราได้สูญเสียไปมากมายขนาดไหน หยาดเหงื่อ น้ำตาสายเลือดชีวิตบางคนถึงกับหมดเนื้อหมดตัวก็มีนะครับ นี่คือสิ่งที่พวกเราสู้กันมา ดังนั้นเราต้องสู้ต่อนะ ครับ เพื่อที่ให้หยาดเหงื่อ น้ำตาสายเลือด และชีวิตของคนรุ่นก่อนเราหรือพวกเราเนี่ย ไม่สูญเปล่า ผมจะแลกเปลี่ยนอยู่ 3 ประเด็นนะครับ วันนี้อยากจะแลกเปลี่ยนใน 3 ประเด็นก็คือ ทวนอดีต ทวนอดีตคือมองซิว่ารัฐรัฐไทยเนี่ยมันมันกระทำกับพวกเรายังไง อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ นะครับ จากนั้นลองมองปัจจุบันก็คือมองในสถานการณ์ปัจจุบัน การเติบโตของกระบวนการพี่น้องชาติพันธุ์คืออะไร แน่นอนนะฮะ การเติบโตผมคงไม่มาอวยพวกเราอย่างเดียว ด้านนึงผมเคารพพวกเราทุกคนที่สู้มา แต่ด้านนึงวันนี้เราคงต้องพูดถึงว่าข้ออ่อนของพวกเราคืออะไร หัวข้อที่ 3 คือแลอนาคต ทางเลือกของพวกเราคืออะไร ทางเดทางเลือกในยามที่มันวิกฤตอันนี้มันน่าจะเป็นอย่างไร ใน 3 หัวข้อนี้คือ การควบคุมเพื่อเราจะเห็นถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นว่าเราต่อสู้เข้ามาได้ยังไง เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทวนอดีตนะครับ ผมได้พูดอยู่ในหลายที่ว่า สิ่งที่รัฐไทยชำนาญมากที่สุดสำหรับการกระทำกับพวกเราก็คือว่า รัฐไทยสร้างสิ่ง ที่เรียกว่ากีดกัน จำกัดวง และทำให้อ่อนแอ อันนี้เป็นกระบวนการทางการเมืองที่รัฐไทยกระทำกับพี่น้องชาติพันธุ์มาโดยตลอด แน่นอนไม่ใช่แค่พี่น้องชาติพันธุ์นะฮะ ในกลุ่มชายขอบทั้งหลายก็จะถูกกระทำแบบนี้ พี่น้องสลัทุกกลุ่มนะฮะ กระบวนการที่กีดกัน จำกัดวง และทำให้อ่อนแอนี้เป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อนนะครับ ผมถูก ผมใช้คำ 3 คำเพื่อให้อธิบายถึงปรากฏการณ์ทางการเมืองอีกมากมาย ซึ่งพี่น้องสามารถไปทบทวนอดีตของตัวเองจะพบถึงการกีดกันนี้ การกีดกันอันแรกก็คือการทำไม่ให้เป็นคนไทย ความเป็นไทยเป็นอภิสิทธิ์อันนึงของของคนในรัฐนี้ ทันทีที่คุณเริ่มทำให้คนอื่นไม่เป็นไทยนะครับ คุณเริ่มกีดกันเขาออกจากสมบัติกลางชุดนึง ที่ควรจะแบ่งให้ผู้คนไป ไอ้กระบวนการกีดกันไม่ให้ไม่ให้ความเป็นไทยนี้ คือกีดกันไม่ให้ได้รับสิทธิ์ต่างๆ กระบวนการที่ 2 คือการจำกัดวง ก็คือการควบคุมชีวิตไม่ให้มีการเคลื่อนย้าย ทั้งในแง่พื้นที่กายภาพ พื้นที่ทางสังคม พื้นที่ทางเศรษฐกิจ นึกถึงพวกเราถ้าไม่มีบัตรประชาชนเป็นยังไง คุณต้องไปทำบัตรนู่น บัตรชมพู ขอบอะไรเยอะแยะเลยนะครับ ซึ่งทั้งหมดก็คือจำกัดพื้นที่ พร้อมๆ กับการจำกัดพื้นที่คือการจำกัดการเคลื่อนย้ายทางสังคมด้วย การจำกัดวงก็คือการควบคุมชีวิตพวกเราอ่ะนะ ครับ กีดกันไม่พอยังจำกัดวงให้เราอยู่แค่นั้นนะครับ การทำให้อ่อนแอคือกระบวนการที่ทำให้ละทิ้งว่าธรรมเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยหล่อเลี้ยงชีวิตพวกเรา ภาษาวธรรมอื่นๆ หรือถูกผลักดันให้กลายเป็นวัฒนธรรมที่ไร้ความหมายมากขึ้น ชิงช้าของพี่น้องชนเผ่าทางเหนือถูกทำให้กลายเป็นสินค้า เดิมปีละครั้งตอนนี้เหลือกลายเป็นอาทิตย์ละครั้ง ต่าง ไอ้กระบวนการกระบวนการทั้ง 3 อันเนี่ย คือกระบวนการที่ทำให้พวกเรากลายเป็นคนที่ไร้คุณค่ามากขึ้น นโยบายอันนี้นอกจากจะเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับจริงนะครับ ยังปรากฏอย่างชัดเจนในกระบวนการสร้างความหมายของพี่น้องชาติพันธุ์ที่กักขังพี่น้องไว้ เช่นคำว่าเรียก เรียกคำเรียกว่าชาวเขา คำเรียกว่าทำไร่เลื่อนลอย การลุกพื้นที่ป่า การเป็นมือที่ 3 และอื่นๆ อีกเยอะแยะเลย คำพวกนี้มันมาพร้อมๆ กับความคิดชุดนึงที่ทำให้พี่น้องถูกกดทับไว้ ทำให้ไม่เกิดพื้นที่ของประชาชน พลเมือง พี่น้องปากกะญอลองนึกถึง เอ่อ สมัยก่อนพวกเราจะถูกเรียกว่ายาง ทันทีที่ถูกเรียกว่ายางมันจะมีความหมายที่ต่ำมาก คือจะต้องออกเสียงขึ้นจมูกอ่ะนะ ผมออกไม่เป็นยาง เอ่อ คุณชิ คงอาจจะออกได้ดีกับผม โอเค และที่น่ากลัวคือไอ้วาทกรรมชุดนี้ ซึ่งอยู่ภายใต้กระบวนการกีดกัน จำกัดวง และทำให้อ่อนแอ นี้มันกระจายไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง ไปในระบบคิดของชนชั้นกลาง ผ่านระบบการศึกษา คนที่ผ่าน ป.7 แบบผมเนี่ย เราจะเรียนรู้มาตั้งแต่ต้น ชาวเขาคือคนทำลายป่า เข้าใจนะฮะ คือถ้าไม่แก่จริงไม่ได้เรียน ป.7 นะฮะ คุณจะต้องผ่านวรรณกรรมกระจายลงไปอยู่ในหัว ตลอดท้ายสุดมันทำให้ชนชั้นกลางทั้งหมด เนี่ยกลายเป็นหลังพิงของการย่ำยีพี่น้องชาติพันธุ์ ผมใช้คำว่าย่ำยีพี่น้องชาติพันธุ์นะ เพราะว่าคำเหล่านี้คือคำที่กดพวกเราเอาไว้ ลองนึกถึงคำเหล่านี้ที่มันไปอยู่ในหัวนะ ฮะ บรรดาคนแก่ๆ ทั้งหลายที่อยู่ในรวมทั้งแม่แก่ด้วยนะฮะ ส.ส. หรือ ส.ว. ในการพิจารณา ลองไปอ่านดูนะ ผมอ่านแล้วผมรู้สึกเออนี่มัน อะ บางคนอาจจะเรียน ม.8 อ่ะ คือแก่กว่าผม คือไม่ใช่แค่เรียน ป.อ่ะนะฮะ เอ้ ที่พูดนี้ไม่ได้เหยียดหยามคนแก่นะ เป็น ไอ้กระบวนการนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ไอ้การกีดกัน จำกัดวง และทำให้อ่อนแอเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆนะฮะ มันเกิดขึ้นถักทอไปพร้อมกับความรู้ชุดหนึ่ง ที่มาพร้อมกับระบบทุนนิยม หรือระบบเศรษฐกิจเงินตรา 1960 กว่าๆ ฝรั่งมันคิดเรื่อง เอ่อ โศกนาฏกรรมของสมบัติร่วมนะฮะ ก็คือว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าสมบัตินึงไม่มีเจ้าของ มันจะถูกถลุงทำลายไป หลังจากที่ดีนี้มา เอ่อ มันขยายออกไปทั่วโลกนะฮะ Tragedy of the Common มันขยายไป คือด้านหนึ่งความ คิดนี้เนี่ย มันเกิดขึ้นเพื่อต่อต้านรัฐสวัสดิการ หรือรัฐสังคมนิยมรวมทั้งคอมมิวนิสต์ที่ขยายตัวมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่อีกด้านนึงของ Tragedy of the Common ก็คือว่าการเปิดทางให้ทุนนิยมก็คือการเปิดทางให้เกิดการครอบครองสมบัติส่วนตัว private property หรือสมบัติส่วนตัว เนี่ยคือหัวใจหลักของการขยายตัวทุนนิยม เมื่อไหร่มีการสะสมทุนต้องเป็นการสะสมทุน ของ เอ่อ ส่วนตัวนะครับ ไอ้การกีดกัน จำกัดวง และทำให้อ่อนแอเนี่ยฮะ ซึ่งตามมาด้วยปฏิบัติการของโศกนาฏกรรมของสมบัติรวมเนี่ย ทั้งหมดมันคือการเปิดโอกาสให้เอกชนเคลื่อนเข้ามายึดครองสมบัติส่วนรวม สิ่งที่เราเคยพูดถึง Common Property พูดถึงสมบัติอื่นๆ มันถูกผลักให้กลายเป็นสมบัติส่วนตัวมากขึ้นมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าเราจะเห็นนะครับ นี่คือกรณี เอ่อ ผมได้มาจากคุณดาว เอ่อ ดาวณี แต่ว่า เอ่อ ต้องขอโทษ ลืมไปแล้วว่าเอามาจากไหน เก็บไว้นานแล้วอ่ะนะครับ เราจะพบแค่ที่ดินเนี่ย เราจะพบว่าคนจำนวนน้อยเท่านั้นนะ ครับ คนจำนวนนิดเดียวเท่านั้นที่ เอ่อ ครอบครองที่ดิน คนอย่างพวกเราเนี่ย ครอบครองได้นิดหน่อยเท่านั้นเองนะครับ คนที่น่ากลัว หรือตระกูลที่น่ากลัวเนี่ย มีคนบางคนบางตระกูลเนี่ย ครอบครองเท่ากับจังหวัด จังหวัดนึง นี่คือโศกนาฏกรรมของสมบัติส่วนรวม และมันแปลงกลายไปเป็นสมบัติส่วนตัว สิ่งที่เกิดขึ้นนี่คือปรากฏการณ์ที่น่าสังเวชสำหรับสังคมไทย ตระกูลที่มีครอบครองเท่าสมุทรปราการคือคน number one น่ะนะฮะ นี่คือตระกูลทั้งหมด เอ่อ 10 ตระกูลจริงๆ แล้วข้อมูลที่ผมมีแต่ผมไม่มั่นใจคือระหว่างหมื่นเนี่ย ตรงเนี้ยมีอีกเยอะเลย เพียงแต่ว่าเค้ากระจายการถือของ คงคงต้องบอกว่าเราเห็นแบบนี้แล้วเราจะเห็นว่า ในขณะที่กลุ่มทุนเนี่ยครอบครองที่ดินอย่างที่เราเห็น พี่น้องชาติพันธุ์กลับถูกลุกไล่ตลอดเวลา ความพยายามจะจำแนกพื้นที่ป่าลุ่มน้ำชั้น 1 A1 2 3 4 5 ต่างๆ ทั้งหมด การเกรดดิ้งที่ดินทั้งหมดก็คือ มึงออกไป เพราะถ้าวางตามการจัดชั้นที่กฎหมายเนี่ย พี่เป็ดก็รู้ดีว่าไล่กันหมดอ่ะ ไล่ไล่พี่น้องออกจากป่ากันหมด แต่มันจำแนกที่ดินเพื่อให้ดูเหมือนกับว่า เปิดทางให้กับพี่น้อง สิ่งที่ต้องย้ำก็คือว่าไม่มีประเทศที่มีอารยะที่ไหนที่ปล่อยให้เกิดการครอบครองที่ดินกระจุกตัวแบบนี้ การปล่อยให้ที่ดินเป็นสินค้าเสรีบ่อเกิดของหายนะทั้งสิ้น และบ้านเรากำลังจะเกิด เราไม่มีทางก้าวไปไหนถ้าหากเราปล่อยแบบนี้นะครับ แต่วันนี้เราก็ยังนึกไม่ออกว่าเราจะทำอย่างไรนะครับ โอเค นั่นคือสิ่งที่รัฐทำกับเรา นั่นคือการมองอดีตเราเห็นแล้วว่ารัฐมันกีดกัน จำกัดวง แล้วเราทำให้เราอ่อนแอ ถามว่าพวกเราทำอะไรที่ผ่านมา การเติบโตของขบวนขบวนการพี่น้องชาติพันธุ์คืออะไร พวกเราได้ทะลวงกรอบ ทลายโกงได้ระดับหนึ่ง พวกเราได้พยายามจะต่อสู้และทำให้รัฐดูผ่อนไปบ้าง รัฐดูถอยไปในบางเรื่อง แม้ว่าเรายังไม่ได้อย่างที่เราคิดว่ามันควรจะเป็น แต่รัฐก็ถอยไประดับนึงในช่วงก่อนรัฐประหาร กรณีป่าเนี่ย ผมคิดว่าการเคลื่อนต่อสู้พี่น้องมันทำให้อยู่ในภาวะยันน่ะ ก็คือเอาละ อยู่กันตรงนี้ อันนี้ เอ่อ ถ้าผิดก็โทษพี่เป็ดนะฮะ ผมเอามาจากพี่เป็ดนานแล้ว แต่หลังจากรัฐประหารเขาบุก ไอ้ลุกคืนปืนผืนป่าเนี่ย เป็นกระบวนการที่รุกอีกครั้งหนึ่ง แต่ถัดจากนี้ไปเนี่ย สิ่งที่จะน่ากลัว กำลังจะตามมา ผมอยากจะเรียนว่า จาก 10 ปีของรัฐบาลทหารนะครับ จนมาถึงวันนี้ และถ้าหากผ่านวิกฤต เอ่อ พรรคการเมืองตอนนี้ไปได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการผนวกที่แน่นกันมากขึ้นระหว่างรัฐกับทุน แล้วอาจจะพบว่ารัฐกลายเป็นทหารส่วนนึงไป บวกกับทุน บวกกับ เอ่อ พรรคการเมืองบางพรรค และก็รวมกันเพื่อเปิดโอกาสให้กับทุนที่จะขยายตัวเองครอบครองทรัพย์สินมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัวเนี่ยมากขึ้น รัฐตัดสินใจนะครับที่จะเปลี่ยนทรัพย์สินทั้งหมดโดยเร็วที่สุด ให้เปลี่ยนมาเป็นสมบัติส่วนตัว สมบัติปัจเจกอย่างรวดเร็วนะครับ เห็นชัดๆ นะครับ การความพยายามจะสืบทอด การสร้างพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ทั้งหมดคือการผลักให้ปัจเจก เอ่อ ทุนกลุ่มทุนได้เปรียบ และเป็นกลุ่มทุนกับปัจเจก เอ่อ สิทธิส่วนบุคคลนะครับ ก็โชคดีนิดผมวงเล็บ นะครับ ตรงที่เพื่อไทยเนี่ยอ่อนแอ แม้ว่าคุณทักษิณจะพูดเมื่อวานแต่ว่าก็คงไม่ได้ทำให้เข้มแข็งขึ้นนะครับ และเพื่อไทยยังไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับกลุ่มทุนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง เอ่อ การรัฐประหาร จะถือเป็นโชคดีมั้ย ผมคิดว่าโชคดีอย่างน้อยที่สุดมันก็ยังกระทำกับเราไม่ได้ 100% ที่พูดนี้ไม่ได้เชียร์เพื่อไทยนะครับ แต่ว่าหมายถึงว่าอยู่กันแบบ เอ่อ แบบอ่อนแอ อ่อนแอแบบนี้ ด้านนึงมันก็ดีนะฮะ ถ้าความอ่อนแอมันก็คือการทำให้มันไม่มีแรงมาตีเรา ขบวนการ เอ่อ เคลื่อนไหวของประชาชนตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 2520 เป็นต้นมา เอ่อ ถูกเลือก ว่าทำชุมชนมาเป็นหลังพิงในการขับเคลื่อน การเติบโตของแนวคิดว่าทำชุมชนกับการเติบโตของกระบวนการประชาชนเนี่ย ในด้านหนึ่งมันเชื่อมกัน 2520 เป็นต้นมา 30 40 กลุ่มทุนขยายตัว ลงไปในพื้นที่ชนบทมากขึ้นมากขึ้น พี่น้องชนบทกับ NGO หรือนักคิดกลุ่มนึง สิ่งที่พยายามจะยันกับทุนได้คือเลือกเอาว่าทำชุมชนเข้ามาสู้ เอ่อ NGO รุ่นแรกๆ ทางภาคเหนือก็เช่น คุณชัชวาล เอ่อ คุณสวิง รอหลังมาก็เป็นพวกคุณเป็ดอื่นๆ รวมทั้งใต้ ก็มีคุณด้วง มี เอ่อ คุณบำรุงไม่ใช่ โอเคเถอะ ลืมชื่อเพื่อนเดี๋ยวเพื่อนด่าเอา บรรจง เออ ขอโทษนะครับ พี่บรรจง เอ่อ ทางอีสานก็มีพี่พี่เปี๊ยกและอื่นๆ การใช้ว่าฐานวัฒนธรรมชุมชนเนี่ย ในด้านหนึ่งมันมีข้ออ่อนก็คือว่า มันเป็นวัฒนธรรมชุมชนที่ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ มันเป็นฐานที่สำคัญในการค้ำยันต่อสู้กับรัฐและทุนในตอนนั้น แต่ต่อมาเนี่ย การต่อสู้เริ่มขยับจากวัฒนธรรมชุมชนมาสู่การเมืองมากขึ้น เราพูดถึง สกอ. สมัชชาคนจน เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ แล้วก็พีมทั้งหมดเริ่มขยับจาก ถ้าหากเราเปรียบเปรียบเทียบคือค่อยๆ เคลื่อนจากปัญหาเย็นน่ะ มาสู่ปัญหาร้อนมากขึ้น ในช่วงหลังเองเนี่ย มันเริ่มทำให้การเมืองกลับการมาเป็นการเคลื่อนไหวในความหลากหลายมากขึ้น อาจารย์ชิ อาจจะเล่นดนตรี แต่สิ่งที่อาจารย์ชิทำก็คือดนตรีบวกการเมือง การขยับมาสู่การเมืองที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งหมดเกิดการเติบโต สิ่งสำคัญของการต่อสู้ของพี่น้องชาวบ้านที่ผ่านมา พี่น้องประชาชน พี่น้องชาติพันธุ์ NGO ทั้งหมดเนี่ย ผมคิดว่าสำคัญคือ เปลี่ยนจากชาวบ้านมาเป็นพลเมืองมากขึ้น ผมคิดว่าตรงนี้สำคัญ เมื่อก่อนเวลาเราพูดถึงเราเป็นชาวบ้านนี่ มันจบเลยนะฮะ มันไม่มีอำนาจสู้ แต่วันนี้พอเราพูดว่าเราเป็นชาวบ้าน มันมีนัยยะของความเป็นพลเมืองที่เราสามารถสู้ได้ ผมอยากจะสรุปกรณีชาติพันธุ์ การต่อสู้ของพี่น้องชาติพันธุ์ที่พวกเราร่วมอยู่เนี่ย ใน 3 ด้านด้วย ซึ่งใน 3 ด้านนี้เป็นส่วนสำคัญที่เราจะคิดต่อว่า ถ้าเราเดินตาม พ.ร.บ. ที่อาจารย์ต้นพูดเนี่ย เราจะคิดต่อกันได้อย่างไรบ้าง อันแรกคือการต่อสู้บนฐานของอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ผมใช้คำว่าอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เพื่อจะบอกว่า มันเป็นอัตลักษณ์เฉพาะ วัฒนธรรม ที่เน้นวัฒนธรรม เอางี้ดีกว่า เราจะนึกถึง impact ไม่รู้ในนี้มีใครมาจาก impact หรือเปล่า เมื่อก่อนจะเล่นงานเย็นตลอด งานเย็นก็คือทำให้เกิดความเข้าใจอะไร เครือข่ายชาติพันธุ์ สภาชนเผ่า เอ่อ IMN เครือ เอ่อ IMN คือเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง การทำงานของพวกนี้ หรือการทำงานต่อสู้บนอัตลักษณ์ วัฒนธรรมเนี่ย ผมคิดว่าได้รับพื้นที่ทางสังคมมากที่สุด เปลี่ยนความคิดคนได้มากที่สุด ผมคิดว่าส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่ต้องทำ แต่ขณะเดียวกันถ้าพูดถึงการต่อสู้อีก 2 ด้านมันยังไม่ ไม่ประสบสตเท่าความเป็นพลเมือง หรือการเรียกร้องสิทธิพลเมืองเริ่มมานานแล้วนะฮะ ตั้งแต่อาจารย์ชุพินิจ เอ่อ ผมก็ไม่ได้เจอท่านนานแล้ว อาจารย์ชยัน อาจารย์เคน คนต่อมาเป็น สกน การต่อสู้เพื่อความเป็นพลเมือง เลือกเรียก ร้องสิทธิพลเมืองก็ได้รับพื้นที่ทางสังคมพอสมควร เราก็ได้เริ่มได้รับการ เอ่อ พิสูจน์อะไรกันได้ระดับนึงแล้ว เหลือคนที่ยังตกหล่นไม่ได้สิทธิ์ความเป็นพลเมืองอยู่อีกประมาณ 400,000 400,000 กว่าๆ 490,000 ประมาณนี้นะฮะ ตัวเลขอาจจะผิดในสมัยที่เกิดที่ที่ผม เอ่อ ช่วยอาจารย์ไชยันเนี่ย มีอยู่ประมาณ 6-700,000 ที่ไม่มีก็ได้มา 100 200,000 ประมาณนั้น โอ แต่ก็นานนะ หลายสิบปีก็ได้พื้นที่ทางสังคมระดับ แต่สิ่งที่ยังอยู่ในสถานการณ์ต่อสู้ต่อรองหนักหน่วงมากที่สุดคือสิทธิแห่งธรรมชาติ ผมใช้คำว่าอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ให้มันแตกต่างจากอัตลักษณ์ ก็คือเราพูดถึงการทำมาหากินของพวกเรา มันไม่ใช่ทางการทำมาหากินแบบชนกลาง เช้าไปทำงาน 8:00 น. ไม่ใช่ แต่เป็นการทำงานอยู่บนพื้นที่ดิน อยู่บนพื้นที่ทะเล และอื่นๆ ตรงนี้ยังอยู่ในสการต่อสู้ต่อรอง ดังนั้นพี่น้องชนเผ่า พี่น้องชาติพันธุ์เองยังไม่ได้ประสบผลสำเร็จทั้งหมด แม้ว่าเรารู้สึกดีขึ้น เราดีในบางด้าน เราคงยังต้องคิดกันต่อไปว่าเราจะเชื่อมทั้ง 3 ด้านเข้ามาสู่การต่อสู้ในอนาคตได้ไง เพื่อคืนความเป็นคนให้แก่เราอย่างที่อาจารย์ต้นได้พูดไว้วันนี้ แน่นอนทันทีที่เปลี่ยนชื่อ เอ่อ ยางเปลี่ยนเป็นปากกะญอ หมายถึงคนมันก็ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกัน อ้าว แล้วตรงนี้ล่ะ ดังนั้นแม้ว่าเราจะชื่นชมความสำเร็จของ เรา เราต้องเห็นก่อนว่ายังไม่พอ เราไม่ได้เลี้ยงเรียกร้องโอเวอร์แบบที่พวกวุฒิสมาชิกพูด แต่เราเรียกร้องความเท่าเทียม เราจำเป็นต้องสู้ต่อไป ไอ้ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่พี่น้องชาวชาติพันธุ์ทั้งหลายได้เดินฝ่ามานะครับ พวกเราไม่ได้เดินผ่านความเปลี่ยนแปลง เราเดินฝ่าความเปลี่ยนแปลง แน่นอนนะฮะ ทำให้เราสำเร็จระดับนึงแต่ห้ามพึงพอใจ เพราะมันยังไม่ได้แก้ปัญหาของเรา วันนี้เองถามว่าหากเราจะต่อรองให้มากขึ้น เราจะทำไง เราต้องคิดวิธี เราต้องเห็นจุดอ่อนของเราว่าทำไมเรายังยังต่อรองไม่ได้ เราจึงยังไม่มีพลังพอที่จะเอาส่วนที่ 3 คืนมาให้กับเรา ผมคิดว่าเราคงต้องอธิบายตัวเราด้วยว่าเราเปลี่ยนนะ พี่น้องชาติพันธุ์เปลี่ยนนะครับ ไม่เหมือนกับเมื่อปี 30 40 ไม่ใช่ รวมทั้งไอ้ไอ้รัฐมันขยายตัวมาบีบเราด้วยนะครับ ความเปลี่ยนแปลงของเราอย่างน้อย 4 ด้านหลักๆ ด้วยกัน ด้านแรกคือเรายังคงทำการเกษตรอยู่ แต่การเกษตรของเราเป็นการปลูกพืชพาณิชย์แล้ว การปลูกพืชพาณิชย์ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางมากมาย ทุกมิติ การผลิตเพื่อการบริโภคอย่างที่เคยมีเนี่ย เอ่อ จำกัดตัวลงอย่างมากทีเดียว การทำงานนอกภาคเกษตรมากขึ้น รายได้หลักของพี่น้อง เอ่อ ชนเผ่าเองเนี่ย ผมคิดว่าครึ่งนึงมาจากนอกภาคเกษตร การเคลื่อนย้ายกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดามากขึ้น เมื่อก่อนพี่น้องชนเผ่าจะเคลื่อนเข้ามาในเมืองทีวต้องไปไหว้ผีไหว้อะไรเยอะ ตอนนี้มันไม่ใช่นะครับ รายได้ครัวเรือนมาจากนอกภาคเกษตรกรรมมากขึ้น นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น อันและไอ้ความเปลี่ยนแปลงนี้กระทบกับชุมชนอย่างมาก ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของพี่น้องชาติพันธุ์ทั้งหมดมันไม่ใช่การทำงานบนบนวิถีเกษตรแบบเดิมนะ พวกเราเริ่มเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น คิดกำไรขาดทุน เริ่มผลิตสินค้าเพื่อส่งสู่ตลาดโดยตรงมากขึ้น ย่อยกลางใหญ่แล้วแต่เป็นผู้ประกอบการระดับไหน พี่น้องม้ง ผมมักจะยกตัวอย่างพี่น้องม้งที่แม่ฮ่องสอน ส่งผลักใช้เครือข่ายพี่น้องม้งปลูกผักส่งมา เอ่อ ตลาดไทยวันนึงอ่ะเป็นพันๆ ตัน เรื่องสินค้าที่มีเรื่องเล่าของพี่น้องชาติพันธุ์ก็จะมีเสน่ห์กับชนชั้นกลาง กาแฟ เอ่อ ช่ ผมลืมชื่อไปแล้ว เดี๋ยวจะพูดถึงพี่น้องชาวเลด้วยนะครับ การแตกตัวทางชนชั้นมีสูงมากขึ้น ความเท่าเทียมแบบเดิมเริ่มลดลงไป สิ่งที่เกิดขึ้นของสังคมผู้ประกอบการเนี่ยฮะ ความทุกข์ยากนะครับ ย้ำความทุกข์ยากของคนที่อยู่ในภาคเกษตรที่อยู่ในสังคมประกอบการ สมมุติว่าความทุกข์ยากของคนทุกข์ในสังคมผู้ประกอบการ ปกยอหนักหน่วงกว่าปกยอสมัยก่อน ทั้งหมดนี้คือเปลี่ยนแปลงนะ แล้วท้ายสุดมันไปสัมพันธ์กับการประกันชีวิต การฆ่าตัวตาย การขยายตัวของวัฒนธรรมมากขึ้น ทั้งหมดนี้คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนะ ครับ ความเหนียวแน่นลดลง ถ้าหากเราเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวสมัยก่อน จินตนาการมันเปลี่ยนด้วย ครั้งนึงเป็นจินตนาการของชุมชน เอ่อ หมู่บ้านนึงมี 8 ป๊อก 8 คุ้มก็สามารถเคลื่อนเป็นชุมชนออกไปทำอะไรได้ วันนี้ด้านนึงมันก็ดีก็คือแม้ว่าในชุมชนลดลง แต่ มันขยายสู่ชาติพันธุ์โดยรวมมากขึ้น ซึ่งเดี๋ยวจะพูดว่าไอ้ไออันที่ 1 ของเราเนี่ย ไอ้ สามารถที่จะกระจายตรงนี้ไปอย่างไรนะฮะ ว่าทำชุมชนมีส่วนกำหนดพฤติกรรมของคนได้น้อยลง และสิ่งที่น่าตกใจนะฮะ น่ากังวลก็คือการขยายตัวของสำนึกเชิงปัจเจกชนสูงขึ้น ไอ้ตรงนี้เป็นเรื่องที่เดี๋ยวเราต้องคิดกัน พี่น้องชาวเลก็เผชิญปัญหานี้เหมือนกันนะฮะ ความหมายใหม่ๆ ทำให้เราได้เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนการต่อสู้ เปลี่ยนอะไรอีกเยอะแยะเลย ไอ้ความเปลี่ยนแปลงที่ผมพูดตรงเนี้ยนะฮะ ทั้งหมดเนี่ย 2 ประเด็นเนี่ย ท้ายสุดมันส่งผลอย่างไร มันส่งผลทำให้อำนาจของชุมชนมีน้อยลงในการต่อรอง เพราะการเคลื่อนไหวในทางกลุ่มที่เป็นเครือข่ายเนี่ย ทำได้ยากมากขึ้น พี่น้องชาติพันธุ์เริ่มคล้ายๆ กับประชาชนทั่วไป ก็คือกลายเป็นอนูที่ร่องลอยไป เมื่อคุณเป็นปัจเจก สิทธิพลเมืองที่เติบโตมาได้รับมาก็กลายเป็นสิทธิของปัจเจก ซึ่งก็จะถูกกดทับ อันนี้เป็นภาพรวม แต่สิ่งที่เป็นสิ่งที่ซ้อนอยู่ในนี้ ซึ่งเป็นผมไม่ได้เขียนไว้ มันน่าสนใจตรงว่าเราพบว่ามีคนรุ่นใหม่ เด็กวัยรุ่นที่เป็นพี่น้องชาติพันธุ์กลับเข้ามาสู้ตรงนี้มากขึ้น ในนามของอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ในนามของอัตลักษณ์วัฒนธรรม ผมยกตัวอย่างอันนึงคือผมไปประชุมกับพี่กอล์ฟน่ะ แล้วก็ เอ่อ พูดดิคนที่ประกาศอ่ะ เค้าเรียกอะไรวะ พิธีกรดูดิ คนแก่นี่มันพิธีกร เขาบอกว่า เป็นชนเผ่าหนึ่ง อย่างภาคภูมิใจ IMN เนี่ย ผมเพิ่งถามพี่กอล์ฟเมื่อกี้ว่ากลุ่มนี้คือใคร น่าสนใจบอกเป็นเครือข่ายเยาวชน ทำได้อะไรได้สวยงามมากนะครับ การเติบโตของประชาชนของพวกเราเนี่ย มีความหมายจะสร้างสรรค์สังคมขึ้นมา แต่มันมีจุดอ่อนคือเราถูกระบบเศรษฐกิจทำให้กลาย เป็นปัจเจกชน การผิดของพี่น้องปากกะญอเนี่ย มากกว่าร้อยละ 80 พึ่งตลาดภายนอกแน่นอน การผิดผิดแบบเดิมมันมันทำไม่ได้อ่ะ แต่เราต้องคิดใหม่ อ่ะ กรณีชาวเล ชาวเลนี่เป็นการเปลี่ยนที่พลิกอย่างหนักนะ อย่างที่อาจารย์ต้นพูดว่าถูกกระทบ ถูกแรงกระทบจากสึนามิ สึนามิกระทบทั้งพี่น้องอย่างหนักหน่วงเลยนะฮะ ครอบครัวของพี่พี่ไมตรีซึ่งไม่ใช่ชาวเลเนี่ย ก็สูญเสียมากมายหมายมหาศาล มันได้เปิดทางให้กลุ่มทุนและการท่องเที่ยว แรงกระแทกจากการท่องเที่ยวทำให้พี่น้องชาวเลมากกว่าครึ่งเข้าสู่ภาคบริการ การท่องเที่ยว ผมวงเล็บว่าข้อมูลจากเพื่อนคนนึง เอ่อ จากไมตรีนะครับ ผมผมโทรไปถามเบอก ข้อมูลที่ผมได้คือพี่น้องชาวเลเนี่ย เข้าไปถูกขูดรีดในระบอบในระบอบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเนี่ย ประมาณ 50% พี่ไมตรีบอกว่าอาจารย์ในฤดูการท่องเที่ยวสูงถึง 70% ซึ่งการกระโดดเข้าไปสู่การท่องเที่ยวแบบนี้ คุณถูกขูดรีดอย่างมหาศาล ซึ่งเข้าใจได้นะครับ เข้าใจได้ การที่คุณถูกกระแทกแบบนี้ คุณไม่ได้อยู่แบบเดิมมันก็จำเป็นน่ะ ดังนั้นคุณเริ่มกลายเป็นปัจเจกชนในในการทำงานของการท่องเที่ยว อันนี้คือสิ่งที่เดี๋ยวเราจะคิดต่อนะว่า ถ้าพี่น้องของชาเลเผชิญแบบนี้เราจะสู้กับมันอย่างไร เอ่อ ผลกระทบจาก เอ่อ เศรษฐกิจเงินตราของพี่น้องชาวเห็นชัดนะครับ คือการแตกตัวทางชนชั้นเยอะขึ้น เราเริ่มพบว่ามีพี่น้องชาวบางคนที่สามารถทำงานมีตังค์มากขึ้นนะครับ การแสวงหาความสำเร็จจากการสะสมทุนส่วนตัวสูงขึ้น การทำงานท่องเที่ยวของพี่น้องชาวทำงานเฉพาะตน หรือกลุ่มเล็กๆ ของตนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามนะครับ พี่น้องชาวเลถูกกระแทกเร็วแรง ต้องบอกก่อนพี่น้องชาวนี่ สึนามิไม่มันมันเปลี่ยนชีวิตเลย ทั้งสูญเสีย ทั้งโอกาสใหม่ ทั้งอะไรอีกเยอะแยะเลยนะ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือถูกกระทบแรง และเร็วมากกว่าพี่น้องชาติพันธุ์ทางเหนือ เอ่อ พี่น้องปกยอนี่สู้กันมา เอ่อ นานนานมากแล้วอ่ะนะ เพราะฉะนั้นมันมันด้านนึงมันก็ปรับตัวได้นะครับ ปรับตัวได้ระดับนึง แต่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีค่าของพี่น้องชาวเล คือความสำนึกในวัฒนธรรมประเพณีและกลุ่มทางวัฒนธรรม ทำให้ยังรักโครงสร้างวัฒนธรรมเดิม ยังรักษาอยู่ ประเพณีลอยเรือ นอนหาด และบทบาทของคนแก่ที่สามารถพูดและบางคนยังพอฟังอยู่ ยังพอฟังอยู่นะฮะ ผมใช้คำนี้ ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้ความสำนึกในวัฒนธรรมประเพณี การมีชีวิตแบบเดิมของเราเข้าไปสู่ฐานทางการทำหากินคือการท่องเที่ยว เราต้องคิดด้วยนะครับว่าการถูกเลือกเป็นพื้นที่คุ้มครองชีวิตพันธุ์ต้นแบบเนี่ย เราต้องขยายขยายออกไปสู่มิติทางเศรษฐกิจ เพราะถ้าไม่ขยายโอกาสของการถูกทำให้เป็นวัฒนธรรมแช่แข็ง โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจเนี่ยมากขึ้น อาจารย์ต้นเองก็เตือนไว้ว่า เฮ้ย เราไม่ได้ตั้งใจจะแค่แช่แข็งนะ แต่ถ้าหากเราไม่ระวังตัว ไม่เชื่อมกับแสวงหาความร่วมทางเศรษฐกิจ เราจะตกอยู่ในบ่วงอันนั้นโดยที่ไม่รู้ตัว ตอนนี้หัวข้อที่ 3 นะฮะ แลอนาคต ผมดูเวลาในเวลามันเหลืออีกเยอะเลย จะทำยังไงให้มันใช้เวลาหมด คือ เอ่อ พอพออาจารย์ต้นส่งไปว่าให้เวลาชั่วโมงนี้ ผมตกใจนะฮะ เพราะว่าผมไปพูดที่ไหนไม่เคยพูดได้นานๆ เลยนะฮะ เวันนี้จะพยายามนะครับ ในอนาคตทางเลือกของชาติพันธุ์ผมย้ำเสมอนะฮะว่า อัตลักษณ์ วัฒนธรรม อย่างเดียวเนี่ย แน่นอนมันเป็นความสำเร็จ แต่มันไม่พอ ผมว่าเราจะต้องเชื่อมมิติอื่นๆ ให้มากที่สุด อัตลักษณ์ วัฒนธรรมจะต้องเชื่อมกับการเมือง เอ่อ ภาคพลเมือง เพื่อที่จะนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่เชื่อมต่อทุกส่วน อัตลักษณ์ วัฒนธรรมจะต้องไม่ถูกทำให้เป็นส่วนที่บอกว่าเราเป็นใครทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ต้องเป็นส่วนที่บอกว่ามันเป็นส่วนที่เกื้อหนุนชีวิตของเรา ทางการเมืองและชีวิตทางเศรษฐกิจด้วย ถ้ามันไม่สามารถขยับไปสู่สู่การทำให้เรามีชีวิตที่ดีทางเศรษฐกิจ เราต้องคิดกันใหม่ เสื้อสีแดงของพี่น้องปากกะญอ จะทำอย่างไร ขยับมาสู่การที่ทำให้เกิดการขายเสื้อสีแดงในในระดับในระดับประเทศเท่าๆ กับไอ้ กางเกงช้าง ซึ่งผมก็ไม่รู้ใครคิด ผมสำหรับผมผมไม่สนใจเลย นึกๆ ออกนะ กางเกงช้างผมมันคงใส่สบายอ่ะ แต่ว่าไม่ เราต้องคิดเชื่อมโยงกันให้กว้างขวางมากที่สุดในทุกมิติ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมันต้องสัมพันธ์กับระบบการมีชีวิตอยู่ทางเศรษฐกิจของเรา และจะต้องทำให้เราสามารถที่มีชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วย ท้ายสุดแล้วเราจะต้องในกระบวนการนี้นะ ครับ จะต้องสร้างความรู้ที่เชื่อมทุกด้านด้วยกัน ด้านเกษตร ปัจจัยการผลิตทั้งหมด จะต้องเชื่อมกัน ผมเชื่อว่าพี่น้องทำได้ เราพูดถึงป่า 7 ชั้น พูดถึงอะไรมากมาย ลองขยับมันมา ขยับมันมาสู่ส่วนสำคัญอื่นๆ และในการขยับที่เชื่อมต่อกันนี้นะครับ ผมเชื่อว่าท้ายสุดเราจะสร้างความหมายใหม่ของพลเมืองที่ร่วมกันเป็นประชาสังคม เพื่อที่จะขยายพื้นที่ความเข้าใจระหว่างพี่น้องชาติพันธุ์ด้วยกันนะครับ แล้วก็ขยับพี่น้องพี่น้องชาติพันธุ์กับคนกลุ่มอื่น พี่น้องชาติพันธุ์ ปากกะญอ กับพี่น้องชาติพันธุ์ไทย พี่น้องชาติพันธุ์ไทยภาคกลางและอื่นๆ เอ่อ ผมเอ่อ นั่งค้น IM IMN ก็น่าสนใจที่พยายามจะเชื่อมอยู่ แต่เราต้องเชื่อมกันบนฐานที่เรามี ฐานทางเศรษฐกิจ การเมือง และก็อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และในกระบวนการที่เราถูกกระแทกโดยระบบเศรษฐกิจ ส่วนเศรษฐกิจเงินตรามันทำให้เกิดการแตกตัวทางชนชั้นมากขึ้น เราจะทำอย่างไร ที่เราไม่ทิ้งพี่น้อง ทำอย่างไรที่จะทำให้คนถูกทอดทิ้งยังอยู่รวมอยู่กับพวกเราได้ ปกยอจะไม่ทิ้งใคร พี่น้องชาวเลจะไม่ทิ้งใคร เราต้องสร้างความรู้เพื่อนิยามตัวเอง เพื่อให้ควบคุม เอ่อ พวกเราให้ให้มากที่สุด พร้อมกันนั้นเอง สิ่งสำคัญนะครับ ที่สำคัญที่สุดผมคิดว่าในความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมเนี่ย พี่น้องชาติพันธุ์ทั้งในส่วนที่พื้นที่ที่ถูกเลือกสรรแล้ว และยังไม่ถูกเลือกสรร ทำอย่างไรจะขยายสิ่งที่เป็นจินตนาการ ทำให้เกิดสมบัติร่วมของชุมชนรูปแบบลักษณะใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ป่า 7 ชั้นมันอยู่ไม่ได้ เอ่อ รัฐมันไม่ยอมให้เราทำแล้ว มันใช้วิธีทำอย่างอื่นมั้ย เอ่อ ประเพณีรอยไปเรือ ลองขยับมานอกจากการตอบสนองการท่องเที่ยว มันมีความหมายอย่างอื่นมั้ย นอนหาดที่จะรักษาพยาบาลน้อง ขยับมาซิมันมาสู่กระบวนการสร้างฐานเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างไรบ้าง ผมคิดว่าไอ้สมบัติร่วมกันของชุมชนนี้มันจะกลายเป็นแกนกลางที่ทำให้พื้นที่ที่ถูกเลือกสรรน่ะ มีความหมายมากขึ้น และที่สำคัญจะต้องทำอะไรตรงนี้ ผมก็ตอบไม่ได้นะ ต้องขึ้นอยู่กับพวกเรา คือจำเป็นที่จะต้องคัดสรร ยกระดับ ดึงแกนกลางของวัฒนธรรมเดิมมาปรับใช้ ลองนึกถึงพี่น้องปกยอ คิดยังไงกับระบบทั้งหมด คิดยังไงกับเพื่อนฝูง คิดยังไงกับอื่นๆ ลองดึงมันขึ้นมา ตรงนี้เองผมคิดว่าถ้าลองคุยกับพวกผู้ชำนาญปกยอ ก็อาจจะได้ไอเดีย หรือนั่งคุยกับพิชิ อาจจะจัดกลุ่มมาเยอะๆ มานั่งคุยอะไร คือแกนกลางของเรา เพื่อจะใช้เพื่อให้มาค้ำยันสังคมชุมชนให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวเพื่อการผลิต การขาย และอื่นๆ ส่วนพี่น้องชาวเล อันนี้เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่ผมกังวลมากนะ เป็นไปได้มั้ยที่พี่น้องจะสร้าง in code ผมใส่เครื่องหมาย เอ่อ คำพูดคือเหมือนๆ กับสหภาพแรงงานน่ะ เพื่อที่จะทำให้เราไม่ถูกขูดรีด แล้วขณะเดียวกันก็จะทำให้เกิดเราสามารถสร้างสมบัติร่วมกันของความเป็นพี่น้องชาวเลได้ ผมคุยกับพี่ไมตรี พี่ไมตรีบอกว่าเขาพยายามจะทำ ไม่รู้พี่ไมตรียอมให้พูด พูดแล้วช่างมันเถอะ ไมตรีมันจะว่าอะไรก็เรื่องมัน เขาอยากจะทำสหกรณ์ แต่ยังทำไม่สำเร็จ ก็น่าสนใจนะครับ ลองดูสหกรณ์แบบญี่ปุ่น ซึ่งมันรวมระบบของชุมชนเอาไว้เลย สิ่งสำคัญคือชาวพี่น้องต้องทำตรงนี้นะ ชาวพี่น้องถูกกระแทกมากกว่าปกยอนะ ถ้าพี่น้องไม่ไม่ทำตรงนี้ พี่น้องจะถูกขูดรีดจากระบบการท่องเที่ยว แล้วระบบการท่องเที่ยวเนี่ย ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวมันขูดรีดจนกระทั่งคุณกินก็ไม่อิ่ม แต่ก็ไม่ถึงกับอดตาย ถ้าคุณอยู่ข้างล่างจริงๆ พร้อมๆ กันนั้นเอง การทำประมงที่ยังมีอยู่ ก็ต้องคิดถึงการขยับในการเชื่อมต่อกับคนอื่นๆ ตรงนี้อาจจะลองปรึกษาศึกษาคุณบรรจง เชื่อมต่อกับกประมงพื้นบ้านสู่ชนชั้นกลางเขาทำกันแบบไหน สำหรับพี่น้องชาวเลเองเนี่ย ผมคิดว่าประเด็นนี้ช่วยกลับไปคิดหน่อย เป็นเรื่องด่วนนะ เราจะอยู่ภายใต้การกระแทกกระทั้นเหยียบแบบเราแบบที่การท่องเที่ยวเขาทำกับเราแบบนี้ไม่ได้ มันเหยียดหยามเราด้วย ผมคิดว่าอันนี้สิ่งที่เสนอตรงนี้คือสิ่งที่ป้องกันสิ่งที่อาจารย์ต้นพูดไว้ก็คือ ป้องกันการแช่แข็ง การเสนอให้คัดสรร ยกระดับ ดึงแกนกลางของ เอ่อ วัฒนธรรมเดิมมาใช้เนี่ย มันจะทำให้เราหลุดจากบ่วงของการแช่แข็ง เพราะการแช่แข็งเนี่ย ไม่มีค่าเลยในระยะยาว เราสามารถที่จะทำให้เกิดพิธีกรรมอะไร ประเพณีขายกันได้เยอะแยะเลย แต่โดยไม่มีชีวิต ไม่มีวิญญาณอยู่ในนั้น ซึ่งแบบนั้นไม่มีค่าอะไร ผมคิดว่าพวกเราวันนี้เราต้องขยับไปไกลกว่านั้นนะครับ เอ่อ ขบวนการพี่น้องชาติพันธุ์เติบโตมากขึ้น รัฐยังเหมือนเดิม จึงทำไม่ปัญหาไม่เคยถูกแก้ไขให้ลุร่วง การต่อสู้ในเรื่องสิทธิธรรมชาติยังจึงยังต้องทำต่อไป ที่ดินเนี่ยเป็นเรื่องที่สู้กันมา 3 4 4 40 ปีก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้นมาก็ได้นิดๆ หน่อยๆ นะครับ สิ่งสำคัญคือเราต้องเชื่อมกันน่ะ พี่น้องชาติพันธุ์ต้องเชื่อมกับกลุ่มอื่นๆ เพื่อให้กลายเป็นขบวนการประชาชนที่เท่าเทียมกันมากขึ้น เอ่อ บทสรุปของผมก็คือว่า สังคมไทยถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ สังคมพี่น้องชาติพันธุ์ก็เช่นเดียวกันนะ ครับ เรากำลังถึงจุดเปลี่ยนอันนึงที่สำคัญ ทางเลือกทางเดินไปสู่อนาคตอย่างไร ขึ้นอยู่กับการไตร่ตรองคิดอย่างหนักและลงมือปฏิบัติการในวันนี้ วันนี้ที่เราอยู่ใน เอ่อ ช่วงจังหวะความแมนแรงที่หนักหน่วงที่สุด การทบทวนทั้งหมดของเราเพื่ออะไร เพื่อที่ เราจะเห็นว่าทางเดินของเราผ่านมาแบบนี้ เรามีจุดอ่อนอย่างนี้ เราได้มีความเข้มแข็งแบบนี้ เพื่อที่หวังว่านะครับ พี่น้องทุกคน จะช่วยกันคิด ช่วยกันสร้างยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี เพื่อเสริมอำนาจประชาชนให้เท่าเทียมกันมากขึ้น ขอบคุณมากครับ [ปรบมือ]
ฮัลโหล ค่ะในระหว่างนี้นะคะ ก็จะขอขอบคุณนะคะ ท่านอาจารย์อรรถจักรมากๆ เลยค่ะ ที่มาร่วมปาฐกถาในวันนี้นะคะ ซึ่งประเด็นที่อาจารย์ได้พูดถึงไว้นะคะ มีความน่าสนใจมากเลยนะคะ ก็อาจารย์ก็นำเราไปสู่นะคะ ตั้งแต่การมองอดีตค่ะ โดยอาจารย์ใช้คำว่า "กีดกัน จำกัดวง และทำให้อ่อนแอ" นะคะ ซึ่งก็ทำให้เราเห็นว่า การออกนโยบายรัฐในอดีตอ่ะค่ะ เป็นการเน้นเรื่องการสะสมทุน โดยเฉพาะเรื่องการครอบครองที่ดินแบบปัจเจกนะคะ อาจารย์ก็ยังทำให้เราได้มองถึงปัจจุบันด้วยนะคะ ว่าการต่อสู้ สู้แล้วก็การเคลื่อนไหวของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เนี่ย ก็มีความหลากหลายมากขึ้นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการสู้บนฐานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมค่ะ การเรียกร้องสิทธิพลเมือง หรือว่าสิทธิแห่งธรรมชาติ ต่างๆ นะคะ แล้วก็การแลอนาคตเนี่ย ก็เป็นการ อาจารย์ก็เน้นย้ำนะคะ ว่าควรที่จะต้องมี การสร้างความหมายใหม่ เอ่อ ให้กับวัฒนธรรมเดิมนะคะ เพื่อเป็นการป้องกันการแช่แข็ง และที่สำคัญก็ยังตั้งคำถามด้วยนะคะ ว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้ผู้ที่ เอ่อ เอ่อ เป็นผู้ร่วมมากับเราอ่ะค่ะ ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ค่ะ
ในระหว่างนี้ค่ะ ก็อยากที่จะเป็นช่วงแลกเปลี่ยนสอบถามกับอาจารย์ได้นะคะ มีท่านใดอยากจะร่วมแลกเปลี่ยน หรือว่าสอบถามบ้างคะ สามารถยกมือได้เลยนะคะ อ้อ มีแล้วนะคะ เดี๋ยวโอเค เดี๋ยวจะมีคนเดินไมค์ไปให้นะคะ ใช่มั้ยโอเค?
ใคร ครับ ชื่อทรงพลศักดิ์ รัตนวิลักษ์ นะครับ จากเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ขอบคุณมากครับท่านอาจารย์อรรถจักร ที่นำเสนอเรื่องนี้นะครับ ผมอาจจะมีอะไรสั้นๆ นะครับ ที่อาจจะขอความเห็นอาจารย์ หรือว่าจะมีวิธีที่อาจารย์จะช่วยกระตุ้นให้พวกเรานะครับ คือโดยธรรมชาติ นะครับ ชาวกะเหรี่ยง กับชาวเลนเนี่ยครับ เป็นคนขี้อายนะครับ อันนี้ผมทราบข้อมูลจากอาจารย์นฤมลเหมือนกันนะ ครับ อ่ะ ขออนุญาตที่จะ เอ่อ ต้องพาดพิงชื่อ นะครับ อาจารย์ คือโดยปกติเนี่ย กะเหรี่ยงเป็นคนขี้อายมาก แล้วก็ถ่อมตัว แล้วก็โดยประวัติศาสตร์น่ะ ถ่อมตัวมาดาโดย ตลอดโดยโดยตลอดนะครับ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากครับ ในบางพื้นที่นะครับ ในพื้นที่ภาคกลาง ในพื้นที่ของภาคเหนือ เมืองล้านนะครับ พื้นที่ล้านนาเนี่ย แต่การที่เขาเป็นคนที่กำลังน้อยเนี่ย นะครับ พอถูกชนชาติใหญ่รุกรานเนี่ย ก็หนีไปเรื่อยๆๆๆ หนีจนไม่มีที่หนีครับ ถ้ามีที่หนีผมว่าหนีอีกครับ ก็คือไปตั้งชุมชนอยู่บนป่าบนเขา นะ หนีไปหนีมาเนี่ย เขาก็บอกว่าไปชนกันเอง ไปเจอกับคนด้วยกันเองแหละ กะเหรี่ยงเจอกะเหรี่ยงอย่างเงี้ยครับ ผมไม่รู้ว่าชาวเลก็คงไม่มีพื้นที่ เพราะว่ามันไปทะเลเนาะนะครับ อันนี้คิดว่าอันนึง อันนี้ผมคิดว่าระบบขี้อายมาก แต่ทำยังไงที่ ณ จุดนี้เนี่ย เมื่อมีมติครม. รับ เอ่อ ช่วยหนุนเสริม เรามีกรอบที่เราเดินเนี่ย มันจะถึงเวลาหรือยังที่กะเหรี่ยงเรา น่ะ จะกล้าที่จะพูด แต่ว่าไม่ออกมาเชิงแข็งกร้าว แต่มันต้องออกมาเชิงว่า เอ่อ กะเหรี่ยงก็เป็นคนแถบนี้นะ ชาวเลก็เป็นคนแถบนี้นะ มีบุญมีคุณต่อประเทศชาติมากมายนะ ครับ ในหลายๆ ด้านอื่นทั่วไป เราไม่ได้ยกตัวเราว่ากะเหรี่ยงมันพิเศษไปกว่าใครครับ มีคนถามผมว่ากะเหรี่ยงมาพิเศษนี่มันบินได้มั้ย โอ อันนี้หนักเลยนะครับ ผมบอกกะเหรี่ยงมันบินไม่ได้ครับ แต่มันอยู่ร่วมกับสังคมไทยได้ แล้วก็หลายๆ คนก็ชอบทำงานกับกะเหรี่ยงนะ หลายคนก็มาทำงานกับชาวเลนะ ผมก็พูดอย่างนี้ และกะเหรี่ยงกับชาวเลก็อยู่ร่วมกับสังคมไทยได้นะครับ อันนี้คิดว่าผมคิดว่าถ้าดึงออกมาในเรื่องของ เอ่อ ศักยภาพ ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม แล้วก็องค์ความรู้ ภูมิปัญญาที่จัดการทรัพยากรที่มันหลงเหลืออยู่เนี่ย ผมเพิ่งมีโอกาสไปที่ไปร่วมกับ เอ่อ หน่วยงานรัฐที่เขาจัดการพื้นที่ความหลังไทยทางชีวภาพ ใช้คำว่า PA นะครับ PA ก็คือ เอ่อ Protected area เขาใช้คำว่าเขาพยายามจะรักษาพื้นที่ป่าที่มันหลงเหลือเนี่ย ไม่ให้ถูกทำลาย แต่พื้นที่อย่างอื่นเนี่ย เขาบอกว่ามันมีเจ้าภาพแล้วนะ แต่ว่าพื้นที่ เอ่อ พื้นที่คุ้มครองเนี่ย หรือว่าประเทศเอเรียเนี่ย ที่มีคนการจัดการ ผมก็เลยบอกกับเขาว่า ไปคนเดียวครับ วันนั้นเป็นเวทีใหญ่แล้วก็เป็นเวทีนานาชาติ ไปคนเดียว ผมบอกว่าโอ ถ้าอย่างงั้นเนี่ย กะเหรี่ยงที่รักษาป่าไว้เนี่ย แสดงไม่มีธรรม ไม่กล้าที่จะไปทำอะไรต่อเลย ถ้าอย่างงั้นผมไปบอกพี่น้องว่าไป บุกรุกเถอะครับ พอมาพูดอย่างงี้ไม่ถูกนะ แต่ว่าคือที่มันเสื่อมโทรมไปแล้วเนี่ย เขาไม่พูดถึงอ่ะ เขาพูดถึงมันมีอยู่นะครับเนาะ อันนี้อาจจะเป็นพื้นที่ที่หลายๆ ที่นะ ไม่ใช่กะเหรี่ยงอย่างเดียวแล้ว มีพื้นที่หลายๆ ที่ที่ดูแลได้ดีเนี่ย ผมคิดถึงพอไปอนุรักษ์ไปจัดการเสร็จนัแน่ะ สิทธิชุมชน ท้องถิ่นท้องถิ่นเราเนี่ย มันจะอยู่ที่ไหน นะครับ อันนี้อยากจะขออาจารย์เนาะ ช่วยชี้ นะช่วยพี่น้องที่อยู่ที่เนี่ย ผมคิดว่าก็มีความกล้าอยู่ระดับหนึ่งที่จะกล้าพูดนะ ครับ อย่างผมเนี่ย พอไปพูดมาบอกว่าแก้ตัว อาจารย์ผมพูดแล้วได้หมุนเวียนน่ะ บอกว่าแก้ตัวครับ เพราะคุณมีผลประโยชน์กับพี่น้องของคุณ หน้าผมกลายเป็นคนแก้ตัวให้กับคนกะเหรี่ยง ผมกำลังจะบอกว่าเนี่ย หาเพื่อนที่แก้ต่างช่วยได้มั้ย ดึงกันนะ ก็มีคนหลายคนนะครับ ผมมีอย่างพี่เนี่ย ยืนหยัดเคียงข้างพวกเรามานานนะครับ แล้วก็มี มีหลายๆ ท่านนะครับ อันนี้ผมยกตัวอย่างนะ อาจารย์อันนี้ผมอยากจะได้มุมมองจากอาจารย์ว่า เราถึงเวลาหรือยัง แล้วมันจะมีแนวทางอะไรบ้าง ที่พวกเราจะเข้าไปถึงนะ ครับครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ผมได้ยินนะครับ ผมคิดว่าสังคมพี่น้อง เอ่อ กะเหรี่ยงเนี่ย เปลี่ยน สิ่งนึงที่น่าสนใจนะครับ เราลองดูว่าบทบาทของผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นนะ ครั้งนึงสมัยที่ผมไปบ้านพ่อหลวงจอนนิไปบ้านเนี่ย ผู้หญิงปกยอจะถูกผลักไปไหน ไม่ใช่ผลัก เขาตั้งใจจะไปอยู่ในครัว แต่ในช่วง 10 ปีหลังเนี่ย ไม่ใช่นะ ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจนะ ลองผลักบทบาทของผู้หญิงออกมาอยู่ข้างผู้ชายให้มากขึ้น หรือจะให้เค้านำก็ได้นะ เราไม่ว่ากันนะฮะ ผมคิดว่าเราจะเห็นอีกมุมนึงน่ะ ผมคิดว่าอันนี้สำคัญนะฮะ เดิมผู้หญิงปกยอคือคนที่อยู่ผลักผัวคือให้ผัวออกไป แต่วันนี้เขาเดินไปพร้อมๆ ผัวพร้อมๆ กับสามี ก็ใช้ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ว่าจะผูกพันอยู่กับความกล้าหาญผู้ชาย เราจะกล้ามากขึ้นถ้าเมียเมียผลักให้กล้า หรือเมียเดินนำหน้านะฮะ คือเมียเดินนำหน้าแล้วเราไม่เดินตามไปนี่ ชิบหายนะ อันนี้อันแรกนะ อันที่ 2 ผมคิดว่านอกจากเรื่องธรรมชาติ ซึ่งปกยอเนี่ยมีบทบาทสำคัญเนี่ย ผมคิดถึงการทำงานหนัก ลองพูดถึงคาแรคเตอร์พิเศษของปากกะญอ เรื่องการยอมที่จะทำงานหนักและเป็นการทำงานหนักเพื่อธรรมชาติเพื่อสังคม ผมคิดว่าการชูดูประเด็นนี้มันจะทำให้เกิดการรับรู้ที่ที่กว้างขวาง คือธรรมชาติอย่างเดียวนี่มันยัง มันก็สำคัญนะ ปกยอก็ได้ได้รับการยอมรับเรื่องธรรมชาติสูงมาก แต่ลองดึงคาแรคเตอร์อะไรบางอย่างเข้ามาร่วมนะครับ เอ่อ มันคงเป็นจังหวะที่พี่น้องปกยอต้องต้องกล้า ผมคิดให้ผู้หญิงนำแล้วผู้ชายเราก็จะกล้าตามนะครับ ขอบคุณครับ
พี่น้อง กับอาจารย์ครับ วิทวิทวัฒน์ เทพทรงครับ ชาวเลครับ อ่า ก็ที่จริงชาวเลเนี่ย เราก็อยากจะให้เห็นภาพนี้ก่อนว่า เราเปรียบเทียบชาวเลเป็นเหมือนกับตกไปอยู่ก้นเหวแล้วก็พวกเราแกนนำเนี่ย พยายามที่จะปีนขึ้นมา ปีนขึ้นมาสำเร็จแล้วแหละ บนปากเหว ในระหว่างนั้นก็พยายามจะเอาเชือกหย่อนลงไปให้พี่น้องปีนขึ้นมาด้วย ระหว่างที่พี่น้องปีนขึ้นมาก็ต้องคอยปกป้อง เพราะมันมีคนที่มันจะมาตัดเชือกก็คือไอ้ มติ ครม. นี่แหละนะครับ แล้วเราทุกวันนี้เราก็พยายามที่จะทำบันได เพื่อให้มันมั่นคงขึ้น เพื่อให้พี่น้องเนี่ย ปีนขึ้นมาปากเหวได้มากขึ้น ได้จำนวนมากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่ถึงความสำเร็จ เพราะว่าเมื่อขึ้นมาอยู่ปากเหวแล้วเนี่ย ก็เท่าเทียมกับคนอื่นไม่ได้ มีมากไปกว่าคนอื่น แล้วไอ้สิ่งที่คนอื่นมันมีอยู่ทุกวันเนี้ย เปรียบเทียบในภาคใต้เนี่ย มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้สมบูรณ์ หมายถึงว่าพี่น้องในภาคใต้ก็ยังมีปัญหาที่ดิน ทรัพยากร ยังมีปัญหาเรื่องประมง ซึ่งก็เหมือนกับมันเป็นปัญหาทั่วไป คือจากการที่อยู่ในเหวเนี่ย มันยาก มันลำบากแล้วนะ พอขึ้นมาข้างบน มันนั่นก็คือสิ่งที่มันท้าทาย หลังจากมีกฎหมายแล้ว เราก็คิดว่าเราก็ยังต้องทำกันต่อ แต่ว่าสิ่งที่มัน สิ่งที่มันเกิดขึ้นในตอนเนี้ย ประเทศเราเนี่ย มันไปไกลมากกว่ามากกว่าจำนวนคนที่มันจะขึ้นมาสู่ปากเหว เพื่อที่จะเพื่อที่จะไปไปไปร่วมกันทำให้ทุกคนเนี่ย มีสิทธิ์ มีส่วนในการได้กำหนดวิถีชีวิตตัวเองได้ โดยการใช้เครื่องมือเกดคุ้มครองหรืออะไรก็ตาม ยังมี land bill กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่พี่น้องมอแกน โดยที่พี่น้องมอแกนยังไม่รู้เลยว่า land bill มันคืออะไร แต่รู้แต่ที่รู้ก็ก็คือมันจะมาทำให้เกิดความยากลำบากมากขึ้นในการใช้ชีวิต อ่า แต่เขาไม่รู้ว่ามันจะมีกฎหมายอีกตัวหนึ่ง กฎหมาย SDC ที่มันจะเกิดขึ้น มันจะอยู่เหนือกฎหมายอื่นๆ 19 ฉบับที่เราพยายามที่จะทำให้เกิดกฎหมายที่เป็นกฎหมายเท่าเทียมกัน กับสิทธิของพวกเรา กับสิทธิของชาวเลนั่นก็คือ กฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติ แต่ว่านั่นกำลังจะมีกฎหมายอีกฉบับนึงที่มันจะมาอยู่เหนือกฎหมายฉบับกับอื่นๆ ที่เรากำลังที่จะสร้างความเท่าเทียม อันนี้คือความท้าทายที่จะเกิดขึ้นพวกเรานะครับ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่สูญสิ้น พื้นที่ทรัพยากรของพวกเรา ถ้าเปรียบเทียบทุกวันนี้ ผมเกิดมานี่ปลาเก๋าตัวเท่าคน แต่ วันนี้ตัวเท่าหัวเม็ดตีนก็หาไม่ค่อยได้เนี่ย มันก็คือความสูญสิ้น ไม่มีใครยอมให้เราฟื้นฟูทรัพยากร เพราะนั่นหมายถึงสูญเสียพื้นที่เศรษฐกิจ อย่างเช่นที่หาดไม้ขาว พื้นที่ที่เขาบอกว่าอนุรักษ์เต่าทะเล แต่รัฐให้เช่า ทำให้ให้ประเทศสเปนเช่าทำโรงแรม 504 ห้อง เปิดโรงแรมเดียวไม่พอ ให้เช่าต่อไปจนตลอดแนวชายหาด พื้นที่หาดที่ยาวที่สุดผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต กำลังจะหมดไป อันนี้แหละครับ ก็คือสิ่งที่ท้าทายที่มันกำลังจะเกิดขึ้น ต่อให้มันมีกฎหมายเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดว่าสถานการณ์มันเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องหาทางออกกันต่อไป อันนี้ก็อาจารย์ก็อาจจะให้ให้ความเห็น ให้ข้อแนะนำกับพวกเราได้บ้างกับสถานการณ์ที่มันกำลังจะเกิดขึ้น แล้วคนก็ยังขึ้นมาจากก้นเหวไม่หมดนะครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
อ๋อ อาจารย์ครับ ผมก๊อปครับ ที่อาจารย์พาดพิงเมื่อกี้ ผมถาม 2 ประเด็นครับ เรื่องแรก ในเชิงขบวนการเคลื่อนไหวครับอาจารย์ คือในในยุคของผมเนี่ย มันจะมีช่วงเฟื่องฟูของชาติพันธุ์ คือม็อบภาคีเซฟบางกลอยครับ ในช่วงต้นปี 64 ครับ ช่วงนั้นเนี่ย คือขึ้นเทรนด์ Twitter อันดับ 1 ครับ ในช่วงเดียวกับกระแสเซฟเมียนมาร์ครับ แล้วก็มันมาพร้อมกับขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ที่น้องๆ ที่เขาเคลื่อนไหวในทางการเมืองอ่ะครับ เข้ามาช่วยเราด้วย แต่ว่าคือกระแส มันก็ซบเซาไปอย่างรวดเร็วอย่างเงี้ยครับ แต่ช่วงนั้นมันก็เกิดเกิดความเปลี่ยนแปลงอยู่ครับ ในเรื่องของความตื่นตัว เช่น ม็อตโต้เรื่องชาติพันธุ์ ก็คือคนเกิดขึ้นในช่วงนั้น หรือว่าความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาบางกลอย คราวนี้ ไอ้ไอ้ประเด็นคือ เอ่อ การเคลื่อนไหวที่เป็นกระแสแบบนี้ มันก็ไม่ได้มีความยั่งยืนใช่มั้ยครับ คราวนี้เราจำเป็นต้องอาศัยคนในเมือง หรือว่ากลุ่มชนชั้นกลาง ในการจะเป็นจะเป็นคล้ายๆ ว่าเป็นหนึ่งในแรงหนุนในแรงผลักดันเรื่องของสิทธิ์ของพี่น้องชาติพันธุ์ด้วย ซึ่งผมยังมองไม่เห็นทางว่าเราจะไปยังไง อันนี้อาจจะขอความเห็นจากอาจารย์ในฐานะที่ติดตามเรื่องขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนด้วยครับ แล้วก็ ประเด็นที่ 2 ที่อาจารย์คุยเรื่องของการพยายามหาแก่นกลางของความเป็นชาติพันธุ์ และพัฒนาครับ ในกรณีชุมชนที่เขาไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว เช่น บ้านบางกลอย ที่ถูกอพยพออกมา ถูกเผาบ้าน ถูกอุ้มฆ่า แล้วก็ต้องอยู่ในพื้นที่ที่รัฐสรรให้ แล้วก็แทบจะไม่เหลืออะไรที่เป็นสิ่งดั้งเดิมของเขาเงี้ย ครับ แต่เขาก็พยายามเรียกร้องนะครับ อย่างกรณีแบบเนี้ย ซึ่งเข้าใจว่ามีหลายชุมชนในช่วงในช่วงยุค คจก. ด้วยเงี้ยครับ มันจะสามารถแบบวิธีการแบบไหน สำหรับคนทำงานแบบพวกผมด้วยนะครับ ที่เราจะดึงไอ้ตัวแก่นกลางของเขา แล้วก็แล้วก็ฟื้นฟูขึ้นมา แล้วก็พัฒนาต่อครับ
ครับผมก็ที่ไม่ดูว่าตัวสั่นนี่เพราะหนาว หรือว่าตื่นเต้นนะครับ ก็ขอแนะนำตัวแล้วก็ขายของก็เล็กน้อยครับ ผมครับ เลิศสุวัฒน์ บุญนาค ครับ กัส ครับ ตอนนี้เป็น Project Director ครับ ของโครงการเยาวชนได้หลากสีนะครับ เป็นแก๊งเด็กกรุงเทพฯ แก๊งนึงแล้วนะครับ ที่ว่าอยากทำงานให้กับกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง แล้วแลก็ชาติพันธุ์ในเรื่องของการส่งเสริมกิจการชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์นะครับ พวกเราต้องขอขอกำลังเกริ่นนำหน่อยว่า คือหลายๆ คนเขาบอกว่าทำองค์กรภาคประชาสังคม คุณมีต้องมีแพชชั่น แต่ว่าพวกเราไม่มีแพชชั่นครับ พวกเราขับเคลื่อนด้วยแรงแค้นนะครับ ใช่ครับ พวกเราเคยทำงานค่ายอาสา อยู่ค่ายนึงครับ แล้วเราก็ได้ไปลงพื้นที่ แล้วก็เห็นปัญหา เราก็แค่อยากรู้สึกว่า เอ้ย ในฐานะที่คุณทำงานเป็นค่ายอาสา คุณควรจะเป็นมากกว่าค่ายอาสามั้ย ในการที่เราจะมาขับเคลื่อนในเชิงนโยบายและพัฒนาพื้นที่ไปพร้อมๆ กัน อย่าด้วยการมีส่วนร่วมกับชุมชน แต่ว่าผมก็ได้คำตอบจากรุ่นพี่คนนึงมาว่า เอ้า คุณก็แค่เด็ก คุณก็แค่เยาวชน คุณก็เป็นคล้ายๆ อาสา ทำไมคุณต้องไปทำอะไรที่รัฐยังทำไม่ได้ เอ้า ได้ คุณบอกว่าผมทำไม่ได้ เดี๋ยวผมทำให้ดู โอเคครับ เมื่อกี้เห็นพี่พี่พี่กอล์ฟใช่มั้ยครับ บอกว่าอยากจะได้ เอ่อ แรงผลักดันจากคนในเมืองในอะไรเงี้ย ก็คิดว่าได้หลากสีก็จะพยายามจะเป็นเป็นคนๆ นั้นนะครับ ว่าในเรื่องของนโยบายหรือว่าอะไรี้ เราก็พอจะมีช่องทางอะไรเงี้ยครับ ก็อยากจะร่วมมือกับ เอ่อ ภาคีเครือข่ายต่างๆ นะครับ ว่า เอ่อ เราอยากจะมาทำงานร่วมกันครับ ก็เป็นองค์กรน้องใหม่ อันนี้ก็ฝากด้วยครับ คำถามสำหรับอาจารย์นะครับ ก็คือว่าในมุมมองของอาจารย์เนี่ย อนาคตเนี่ย อยากจะเห็นเยาวชน หรือว่าองค์กรภาคประชาสังคมเนี่ย ขับเคลื่อนไปในทิศทางไหน ให้พวกเขาเนี่ย รู้สึกว่ามีส่วนร่วมในเรื่องของ เอ่อ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ชุมชน อะไร เงี้ยครับ ที่ว่าจะทำให้ชุมชนสามารถพัฒนาไปพร้อมๆ กันได้ อะไรมั้ครับ ขอบคุณครับ
อะไร ที่เดิม ครับ อ่า เอ่อ สวัสดีครับทุกคนครับ ผมก็ขออนุญาตแนะนำตัวกันก่อนแล้วกันนะครับ ผมชื่อว่า รัน นามสกุล สุวรรณนะครับ ผมตอนนี้นะครับ กำลังศึกษาอยู่คณะโบราณคดีนะครับ ผมสาขาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นครับ ตอนนี้กำลังศึกษาชั้นปีที่ 3 อยู่ครับผม ก็ในฐานะผมไม่ใช่พี่น้องชาวเล พี่น้องชาวปากกะญอ มาตั้งแต่เริ่มต้นนะครับ ผมมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดตากครับผม อำเภอแม่สอดครับผม ก็คลุกคลีกับพี่น้องชาวปากกะญอมาตั้งแต่กำเนิดแล้วนะครับ ก็ถ้าใครอยู่แม่สอด หรือแถวแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง อาจจะรู้จักชื่อผม หรือนามสกุลผมบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ก็ผมมีความสนใจเป็นอย่างมากเลยครับ มีความฝันที่อยากจะทำศูนย์การเรียนรู้นะครับผม เพื่อชุมชนของตัวเองครับ เพราะว่าสังเกตที่ผ่านมาครับ ผมไม่มีส่วนการเรียนรู้เป็นของตัวเองในพื้นที่เลยสักที่เลยครับผม ในฐานะของคนรุ่นใหม่นะครับ ผมอยากจะเป็นส่วนหนึ่งนะครับ สำหรับการพัฒนาครั้งนี้ด้วยครับผม ก็มันจะเป็นในแง่ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วยครับ ที่ผมตั้งใจจะทำครับผม แล้วก็มีแพลนนะครับ ความคิดจะต่อในปริสาขาปริญญาโทในสาขามนุษยวิทยาด้วยครับ ก็มันจะมีเรื่องราวมากมายนะครับ ที่เคยเกิดขึ้นกับผมมาตลอดตั้งแต่ผมจำความได้ครับ ทั้งเรื่องที่ดีแล้วก็เรื่องที่ไม่ดีด้วยครับ เรื่องที่ไม่ดีส่วนใหญ่ที่ผมเห็นมาทราบมาครับ มันมีหลายครั้งก็คือคนเมือง คนล้านนาไทยภาคเหนือ กลุ่มผมหลายคนนะครับ ไม่มี ความชื่นชอบในชาติชาวพี่น้องชาวปากกะญอ หรือชาวกะเหรี่ยงเลยครับ มันมีเหตุการณ์หลายครั้งที่ญาติๆ ผมก็มีอคติทางชาติพันธุ์กับพวกเขาด้วยเหมือนกันครับผม ก็เกิดความสงสัยครับว่าทำไมมันจะต้องอะไรกันขนาดนั้นด้วยครับผม ก็ด้วยความที่เป็นเด็กตอนนั้นก็ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยครับ ก็คิดว่าพี่น้องชาวปากกะญอคือชาวพม่าที่ออกมา ก็มีความรู้สึกเห็นใจเป็นอย่างมากเลยครับ แล้วก็ตัวเองครับ ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของการมีความอคติทางชาติพันธุ์เมื่อตอนยังเป็นเด็กด้วยครับ แต่พอเราเติบโตขึ้น เราศึกษาอะไรมากยิ่งขึ้น ผมก็รู้ข้อเท็จจริงอะไรมากยิ่งขึ้นตามไปด้วยครับ สำหรับการเรื่องมติ ครม. ชาวเลและชาวปากกะญอ ชาวกะเหรี่ยง ผมเห็นด้วยกับพี่ๆ ทุกคนนะครับผม สนับสนุนอย่างเต็มที่เลยครับผม แล้วก็ในพื้นที่ของผมนะครับ ในฐานะที่ผมมีอาจจะมีในส่วนของอำนาจอะไรงี้อยู่บ้างครับ จะช่วยซัพพอร์ตในเรื่องจุดๆ นี้ด้วยครับผม หลังจากเรียนจบนะครับ ผมสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องชาวปากกะญอครับผม ชาวกะเหรี่ยงทุกคนน่ารัก เป็นกันเอง แล้วก็ใจดีกับทุกท่านทุกคนมากเลยครับผม ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร สำหรับการยกระดับของวัฒนธรรมอะไรเงี้ย ขึ้นมาเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ ยุคสมัยมันมีการเปลี่ยนผันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาด้วยครับ การยกระดับคือหนึ่งในหัวข้อที่ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดครับผม อาจจะต้องใช้คนรุ่นใหม่ อะไรเงี้ยครับ เข้ามาช่วยในจุดตรงนี้ด้วยครับผม ถ้าเราขาดคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาพัฒนาช่วยในจุดตรงนี้ อาจจะไม่มีแนวทางที่ชัดเจนครับ ต้องช่วยกันทุกคน ต้องช่วยกันนะครับผม ก็อยากจะถามอาจารย์ครับว่า อาจารย์คิดว่าคนภาคเหนือพื้นถิ่นกับพี่น้องชาวปากกะญอนะครับ มีความสัมพันธ์เป็นในลักษณะแบบใดก็ ขอบคุณมากครับ สำหรับทุกคนครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ค่ะ สวัสดีพี่ๆ น้องๆ ทุกคนนะคะ ก็เอ่อ ก็มาจาก เอ่อ สุพรรณบุรีค่ะ ก็ตัวแทน เอ่อ ชาติกะเหรี่ยงตะวันตกนะคะ เพราะว่า อ่า ที่ได้เห็นอาจารย์อธิบายหัวข้อต่างๆ นะคะ เพื่อจะสู้ว่าทำไมผู้หญิงต้องออกหน้า จริงๆ แล้วประเด็นร้องเกี่ยวกับที่ดินทำกินเนี่ย มันเป็น อ่า วิธีการสู้ที่เสี่ยงมากๆ อาจารย์ เท่าที่ อ่า สังเกตหรือยูพิน อ่า ประสบการณ์ที่ทำงานมาเกี่ยวกับระบบที่ดินเนี่ย มันมีคนละชั้นมาก แล้วก็ต้องเสี่ยงมากๆ แล้วทำไม อ่า ผู้หญิงต้องออกก่อน เพราะว่าหลายครั้ง หลายปีแล้วที่ว่าอกอกที่ว่าเรากินทั้งที่ เรากินข้าวเขามาทุกหม้อข้าวหม้อแกงของเรา เราก็อยู่ไม่ได้อ่ะค่ะ ต้องหาแนวทางแล้วก็หาสังคมที่อคติกับพวกเราเนี่ย รู้ว่ามีดูส่วนหนึ่งที่ใช้ขอบเขามีภูมิปัญญาเขามีจารีตประเพณีเขาดูแลทรัพยากรเหมือนกัน แต่ว่าถามถึงศาล 10 กว่าปีแล้วเนี่ย ถามว่าขยะไหน ขยะทางด้าน อ่า สังคม อ่า ทางด้าน อ่า พ.ร.บ. หรือกฎหมาย ซึ่งสมัยก่อนนิสัยของ อ่า ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง หรือปากกะญอ หรือว่า อ่า ชาวไทยที่อยู่ใจคอเนี่ย เขาไม่รู้เลยว่า พ.ร.บ. คืออะไร อ่า กฎหมายคืออะไร ก็เลยล่าช้าตรงที่ว่าจะลุกขึ้นพร้อมเพียงกันเนี่ย ควรรู้ เราไม่เท่าเทียมกัน เราต้องรอเวลา ต้องโยน อ่า สายเปรยสายใจ ให้กับทุกๆ เอ่อ ชาติพันธุ์ที่เกี่ยวโยงกับ เอ่อ ปัญหาเรานี้ อ่า ทุกวิธีทางที่ว่าเราจะหาทางออก ก็เลยผู้หญิง ต้องใช้บทบาทมากขึ้น ต้องนามมากขึ้น เพื่อกลบ ล้าง อ่า ค่าฝั่งกัน อันนี้เราใช้ อ่า โดยผู้หญิงต้องใช้คันอธิบาย และ อ่า อ่า คันผู้ใช้ดอกไม้กับน้ำหวานค่ะ ถ้าไม่อย่างงั้นเนี่ย เจอปัญหาจริงๆ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ก็ อ่า อ่า มันเจอปัญหาเยอะมาก ทรัพย์สิน จนกระทั่งวันนี้ก็ อ่า โดยทำร้ายการแบบ อ่า เหงกตาก็มี อ่า ก็เลยอยากจะถามว่าเมื่อไหร่ อ่า คนที่อคติกับเรา คนที่มีอำนาจหน้าที่ เห็นกับ อ่า อ่า คนที่มีชื่อว่าชาวไทยกะเหรี่ยง อ่า ทุกชายคอเนี่ย เอ่อ ได้รับความเป็นธรรม แล้วก็ได้รับการคุ้มครอง และทำไมคนที่ อ่า มุ่งมอง อ่า มีอคติกับ อ่า ชาติพันธุ์ หรือ อ่า พี่น้องปกยอ ทุกๆ พื้นที่เนี่ย อ่า ไม่รับเลยว่าแค่ร่างผลัดดาง ครม. เอ่อ ชาติพันธุ์มันยาก ทั้งๆ ที่คนที่สร้างขึ้นมาร่างเรานั้นก็เป็นมนุษย์โลกเหมือนกันค่ะ อยากจะอยากให้อาจารย์อธิบายให้เราพวกเราที่เป็นเครือ ที่อ่าอยู่ได้รับกระทบเนี่ย จะหาแนวร่วม โดย อ่า เข้าใจซึ่งกันและกัน โดยยั่งยืนเติบโตในอนาคตนะคะ ขอบคุณค่ะ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
อะไร ที่เดิม ครับ อ่า เอ่อ สวัสดีครับทุกคนครับ ผมก็ขออนุญาตแนะนำตัวกันก่อนแล้วกันนะครับ ผมชื่อว่า รัน นามสกุล สุวรรณนะครับ ผมตอนนี้นะครับ กำลังศึกษาอยู่คณะโบราณคดีนะครับ ผมสาขาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นครับ ตอนนี้กำลังศึกษาชั้นปีที่ 3 อยู่ครับผม ก็ในฐานะผมไม่ใช่พี่น้องชาวเล พี่น้องชาวปากกะญอ มาตั้งแต่เริ่มต้นนะครับ ผมมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดตากครับผม อำเภอแม่สอดครับผม ก็คลุกคลีกับพี่น้องชาวปากกะญอมาตั้งแต่กำเนิดแล้วนะครับ ก็ถ้าใครอยู่แม่สอด หรือแถวแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง อาจจะรู้จักชื่อผม หรือนามสกุลผมบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ก็ผมมีความสนใจเป็นอย่างมากเลยครับ มีความฝันที่อยากจะทำศูนย์การเรียนรู้นะครับผม เพื่อชุมชนของตัวเองครับ เพราะว่าสังเกตที่ผ่านมาครับ ผมไม่มีส่วนการเรียนรู้เป็นของตัวเองในพื้นที่เลยสักที่เลยครับผม ในฐานะของคนรุ่นใหม่นะครับ ผมอยากจะเป็นส่วนหนึ่งนะครับ สำหรับการพัฒนาครั้งนี้ด้วยครับผม ก็มันจะเป็นในแง่ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วยครับ ที่ผมตั้งใจจะทำครับผม แล้วก็มีแพลนนะครับ ความคิดจะต่อในปริสาขาปริญญาโทในสาขามนุษยวิทยาด้วยครับ ก็มันจะมีเรื่องราวมากมายนะครับ ที่เคยเกิดขึ้นกับผมมาตลอดตั้งแต่ผมจำความได้ครับ ทั้งเรื่องที่ดีแล้วก็เรื่องที่ไม่ดีด้วยครับ เรื่องที่ไม่ดีส่วนใหญ่ที่ผมเห็นมาทราบมาครับ มันมีหลายครั้งก็คือคนเมือง คนล้านนาไทยภาคเหนือ กลุ่มผมหลายคนนะครับ ไม่มี ความชื่นชอบในชาติชาวพี่น้องชาวปากกะญอ หรือชาวกะเหรี่ยงเลยครับ มันมีเหตุการณ์หลายครั้งที่ญาติๆ ผมก็มีอคติทางชาติพันธุ์กับพวกเขาด้วยเหมือนกันครับผม ก็เกิดความสงสัยครับว่าทำไมมันจะต้องอะไรกันขนาดนั้นด้วยครับผม ก็ด้วยความที่เป็นเด็กตอนนั้นก็ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยครับ ก็คิดว่าพี่น้องชาวปากกะญอคือชาวพม่าที่ออกมา ก็มีความรู้สึกเห็นใจเป็นอย่างมากเลยครับ แล้วก็ตัวเองครับ ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของการมีความอคติทางชาติพันธุ์เมื่อตอนยังเป็นเด็กด้วยครับ แต่พอเราเติบโตขึ้น เราศึกษาอะไรมากยิ่งขึ้น ผมก็รู้ข้อเท็จจริงอะไรมากยิ่งขึ้นตามไปด้วยครับ สำหรับการเรื่องมติ ครม. ชาวเลและชาวปากกะญอ ชาวกะเหรี่ยง ผมเห็นด้วยกับพี่ๆ ทุกคนนะครับผม สนับสนุนอย่างเต็มที่เลยครับผม แล้วก็ในพื้นที่ของผมนะครับ ในฐานะที่ผมมีอาจจะมีในส่วนของอำนาจอะไรงี้อยู่บ้างครับ จะช่วยซัพพอร์ตในเรื่องจุดๆ นี้ด้วยครับผม หลังจากเรียนจบนะครับ ผมสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องชาวปากกะญอครับผม ชาวกะเหรี่ยงทุกคนน่ารัก เป็นกันเอง แล้วก็ใจดีกับทุกท่านทุกคนมากเลยครับผม ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร สำหรับการยกระดับของวัฒนธรรมอะไรเงี้ย ขึ้นมาเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ ยุคสมัยมันมีการเปลี่ยนผันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาด้วยครับ การยกระดับคือหนึ่งในหัวข้อที่ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดครับผม อาจจะต้องใช้คนรุ่นใหม่ อะไรเงี้ยครับ เข้ามาช่วยในจุดตรงนี้ด้วยครับผม ถ้าเราขาดคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาพัฒนาช่วยในจุดตรงนี้ อาจจะไม่มีแนวทางที่ชัดเจนครับ ต้องช่วยกันทุกคน ต้องช่วยกันนะครับผม ก็อยากจะถามอาจารย์ครับว่า อาจารย์คิดว่าคนภาคเหนือพื้นถิ่นกับพี่น้องชาวปากกะญอนะครับ มีความสัมพันธ์เป็นในลักษณะแบบใดก็ ขอบคุณมากครับ สำหรับทุกคนครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ค่ะ สวัสดีพี่ๆ น้องๆ ทุกคนนะคะ ก็เอ่อ ก็มาจาก เอ่อ สุพรรณบุรีค่ะ ก็ตัวแทน เอ่อ ชาติกะเหรี่ยงตะวันตกนะคะ เพราะว่า อ่า ที่ได้เห็นอาจารย์อธิบายหัวข้อต่างๆ นะคะ เพื่อจะสู้ว่าทำไมผู้หญิงต้องออกหน้า จริงๆ แล้วประเด็นร้องเกี่ยวกับที่ดินทำกินเนี่ย มันเป็น อ่า วิธีการสู้ที่เสี่ยงมากๆ อาจารย์ เท่าที่ อ่า สังเกตหรือยูพิน อ่า ประสบการณ์ที่ทำงานมาเกี่ยวกับระบบที่ดินเนี่ย มันมีคนละชั้นมาก แล้วก็ต้องเสี่ยงมากๆ แล้วทำไม อ่า ผู้หญิงต้องออกก่อน เพราะว่าหลายครั้ง หลายปีแล้วที่ว่าอกอกที่ว่าเรากินทั้งที่ เรากินข้าวเขามาทุกหม้อข้าวหม้อแกงของเรา เราก็อยู่ไม่ได้อ่ะค่ะ ต้องหาแนวทางแล้วก็หาสังคมที่อคติกับพวกเราเนี่ย รู้ว่ามีดูส่วนหนึ่งที่ใช้ขอบเขามีภูมิปัญญาเขามีจารีตประเพณีเขาดูแลทรัพยากรเหมือนกัน แต่ว่าถามถึงศาล 10 กว่าปีแล้วเนี่ย ถามว่าขยะไหน ขยะทางด้าน อ่า สังคม อ่า ทางด้าน อ่า พ.ร.บ. หรือกฎหมาย ซึ่งสมัยก่อนนิสัยของ อ่า ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง หรือปากกะญอ หรือว่า อ่า ชาวไทยที่อยู่ใจคอเนี่ย เขาไม่รู้เลยว่า พ.ร.บ. คืออะไร อ่า กฎหมายคืออะไร ก็เลยล่าช้าตรงที่ว่าจะลุกขึ้นพร้อมเพียงกันเนี่ย ควรรู้ เราไม่เท่าเทียมกัน เราต้องรอเวลา ต้องโยน อ่า สายเปรยสายใจ ให้กับทุกๆ เอ่อ ชาติพันธุ์ที่เกี่ยวโยงกับ เอ่อ ปัญหาเรานี้ อ่า ทุกวิธีทางที่ว่าเราจะหาทางออก ก็เลยผู้หญิง ต้องใช้บทบาทมากขึ้น ต้องนามมากขึ้น เพื่อกลบ ล้าง อ่า ค่าฝั่งกัน อันนี้เราใช้ อ่า โดยผู้หญิงต้องใช้คันอธิบาย และ อ่า อ่า คันผู้ใช้ดอกไม้กับน้ำหวานค่ะ ถ้าไม่อย่างงั้นเนี่ย เจอปัญหาจริงๆ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ก็ อ่า อ่า มันเจอปัญหาเยอะมาก ทรัพย์สิน จนกระทั่งวันนี้ก็ อ่า โดยทำร้ายการแบบ อ่า เหงกตาก็มี อ่า ก็เลยอยากจะถามว่าเมื่อไหร่ อ่า คนที่อคติกับเรา คนที่มีอำนาจหน้าที่ เห็นกับ อ่า อ่า คนที่มีชื่อว่าชาวไทยกะเหรี่ยง อ่า ทุกชายคอเนี่ย เอ่อ ได้รับความเป็นธรรม แล้วก็ได้รับการคุ้มครอง และทำไมคนที่ อ่า มุ่งมอง อ่า มีอคติกับ อ่า ชาติพันธุ์ หรือ อ่า พี่น้องปกยอ ทุกๆ พื้นที่เนี่ย อ่า ไม่รับเลยว่าแค่ร่างผลัดดาง ครม. เอ่อ ชาติพันธุ์มันยาก ทั้งๆ ที่คนที่สร้างขึ้นมาร่างเรานั้นก็เป็นมนุษย์โลกเหมือนกันค่ะ อยากจะอยากให้อาจารย์อธิบายให้เราพวกเราที่เป็นเครือ ที่อ่าอยู่ได้รับกระทบเนี่ย จะหาแนวร่วม โดย อ่า เข้าใจซึ่งกันและกัน โดยยั่งยืนเติบโตในอนาคตนะคะ ขอบคุณค่ะ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนในคนในชุมชนเองเนี่ย ที่เราให้เขาเป็นกลุ่มกลุ่มเป้าหมายในการทำงานอ่ะ มันหลุดออกจากเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ เพราะว่าเพราะว่าอ่ะ อย่างในงานของพื้นที่คุ้มครองอย่างเงี้ย เราเรามีเป้าหมายเนาะ แต่ว่าเป้าหมายในการทำงานเรามีเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ที่เราอยากจะมานำเสนอพื้นที่คุ้มครอง หรือแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศไปแล้ว แต่ว่ามันมันอาจจะไม่ไม่เด่นชัดเรื่องของการสื่อสารตรงนี้ หรือว่าเราจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเกิดแบบมันมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้นในการทำงานนะครับ เพราะว่าเพราะว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของกระแสของวัฒนธรรมชุมชน กับอีกกับอีกคำถามนึงก็คือเรื่องของการ การทำให้วัฒนธรรมมันขายได้ หรือว่าถ้าเกิดถ้าเกิดอ่ายกตัวอย่างของกะเหรี่ยงมันคือ ไล่หมุนเวียนกินได้เนาะ มันกินได้ในที่นี่ มันไม่ได้หมายถึงว่าเรากินเรากินเองฮะ แต่ว่าหมายถึงถ้าผมยกตัวอย่างคือสมมุติเรา อยู่ดีๆ เราจะแบบเราจะย้อนกลับไปทำไร่หมุนเวียนกันหมด คำถามก็คือแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเทอมลูก มาจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าน้ำ อะไรอย่างเงี้ย คือกระแสเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้า หรืออะไรอย่างเงี้ย มันมันก็มีมาเรื่อยๆ ในการทำงาน แต่ว่ามันก็ไม่ไม่ได้ใช่ทุกที่จะสำเร็จในการขายสินค้าฮะ คือปัญหามันก็ค่อนข้างเยอะ แล้วก็มันเศรษฐกิจไทยเรามันอาจจะเลยจุดที่แบบเราต้องมาเรายังแบบคำนึงถึงอะไรนะ เค้าเรียกว่าคุณคุณค่าของสินค้าชาติเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้มันมันก็แย่ถึงขนาดที่แบบเราก็ต้องเลือกใช้ของถูกเหมือนอยากผักจีนอย่างเงี้ย คือผมก็เลยงงว่า กำลังสงสัยว่าแล้วเราอย่างเงี้ย เราจะแก้ปัญหายังไงว่า ถ้าสุดท้ายเค้าต้องการจะสานต่อไอ้ระบบเกษตร หรือว่าไอ้อัตลักษณ์ชุมชนของเค้าเดิมเนี่ย แต่ตลาดที่เค้าต้องไปติดต่อ หรือแบบต้องไปสร้างรายได้เนี่ย มันไม่เอื้อต่อปัจจัยนี้ครับผมครับ ขอบคุณครับ [ปรบมือ]
ครับ ก็ เอ่อ สวัสดีครับผม เอ่อ แฮมนะครับผม ก็เป็นนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ผมอยากจะถาม เอ่อ อาจารย์อรรถักรอ่ะครับ เพราะว่าตอนช่วงท้ายอาจารย์พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนใช่มั้ยครับ ก็คือ ที่อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องเดียวกันก็คือ ชุมชน หรือว่าชาติพันธุ์เนี่ย มันเป็นปัจเจกไปแล้วเนาะ ก็คือเรามีเรามีแนวคิดเรื่องของการสะสมทุนน่ะ คือมันเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าเราเราทุกคนในที่นี้ก็น่าจะมีประสบการณ์คุ้นเคย กับความเหลื่อมล้ำในชุมชน จากจากเริ่มต้นเลยก็คือ จากอย่างการแบ่งที่ดิน อย่างเงี้ย คือการแบ่งที่ดินในที่ที่เป็นการเปลี่ยนจากอะไรนะ การทำการลงการลงแรงร่วมกันไปสู่การทำของใครของมันเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม คือการแบ่งที่ดินบางคนก็ได้เยอะ บางคนก็ได้น้อย ซึ่งมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่พอใจในในหมู่ของชุมชนเองฮะ ซึ่งตรงเนี้ย มันจะค่อยๆ กลายเป็นปัญหาในการสร้างสำนึกร่วมทีหลัง ทีนี้เนี่ย อีกอันนึงก็คือ ด้วยความที่ปัญหามันอย่างเงี้ย มันมันเกิดขึ้นเนาะ เรากลายเป็นปัจเจกไปะ แต่ว่าพอเรามาทำงานพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าทำโครงการชุมชนต่างๆ โครงการอื่นๆ เนี่ย มันมันจะถูกบอกว่าเราอ่ะ ต้องทำร่วมกัน ต้องทำเป็นอะไนะ กลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ทีนี้เนี่ย point นึงที่แบบเราจะเห็นหลายที่แล้วถูกพูดถึงเยอะ ก็คือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ ว่าแบบ เออ เราจะทำยังไงให้ หรือเราจะสื่อสารยังไงให้คนในชุมชนทุกคนเข้าใจว่าผลประโยชน์จากการทำโครงการเนี่ย มันจะตกไปถึงทุกคน แล้วก็ทุกคนจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะว่าเพราะว่าสุดท้ายถ้าถ้าแกนนำที่ทำงาน ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในห้องนี้ รวมทั้ง NGO รวมถึงนักวิชาการเนี่ย ตอบคำถามกับชุมชนไม่ได้อ่ะ สุดท้ายแล้ว ไอ้เส้นทางที่ที่เรากำลังจะเดินหน้าพัฒนาชุมชน หรือทำอะไรต่อไปเนี่ย มันจะยิ่งมีคนใน