Transcription
เมื่อไม่เอาใจไปผูกกับเขา กรรมของเขาก็ทำอะไรใจเราไม่ได้
คืนหนึ่งที่ลมพัดแผ่วเบา ท้องฟ้ามือหนึดแต้มด้วยดวงดาวน้อยใหญ่ ใจที่เคยเหนื่อยล้ามาทั้งวันค่อยๆสงบลงทีละน้อย ในความเงียบของกลางคืนนี้เองคือเวลาที่ดีสำหรับมองย้อนกลับไปที่บาดแผลในใจ ที่เราเคยเก็บคำพูดของใครบางคนมาแทงตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่เขาพูดจบไปนานแล้ว ทั้งที่เหตุการณ์สิ้นสุดไปนานแล้ว แต่ใจเรายังไม่ยอมจบ ยังเอาไปคิดต่อ ยังเอาไปผูกไว้กับตัวเขาตลอดเวลา
เราไม่ได้ทุกข์เพราะเขาพูดอะไร แต่เราทุกข์เพราะเราเอาใจไปผูกกับคำพูดนั้น เราไม่ได้เหนื่อยเพราะเขาทำอะไร แต่เราเหนื่อยเพราะเราเอาใจไปผูกกับการกระทำนั้น แล้วคิดวนซ้ำไม่ปล่อย ใจที่ไปผูกกับเขาจึงเหมือนนกที่บินเข้าไปติดตาย ยิ่งดิ้นยิ่งรัด ยิ่งคิดยิ่งแน่น ยิ่งอยากหลุดพ้นก็ยิ่งเหนื่อย
กรรมของเขาเป็นของเขา กรรมของเราเป็นของเรา เปรียบเหมือนแม่น้ำ 2 สายที่ไหลอยู่ข้างกัน น้ำในสายของเขาขุ่นหรือใสเป็นเรื่องของเขา น้ำในสายของเราใสหรือขุ่นเป็นเรื่องของเรา แต่เราเผลอเอาใจไปนั่งเฝ้ามองแม่น้ำของเขาทั้งวัน ว่าเมื่อไหร่จะใส เมื่อไหร่เขาจะเปลี่ยน เมื่อไหร่เขาจะสำนึก แล้วก็ปล่อยให้แม่น้ำในใจเราขุ่นคล้ำโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเราเอาใจไปผูกกับเขา กรรมของเขาก็มีช่องทางเข้ามาเผาใจเรา เขาทำไม่ดีกับเราแค่ครั้งเดียว แต่เราคิดถึงเรื่องนั้นนับร้อย เขาพูดทำร้ายใจเราแค่ไม่กี่คำ แต่เรานำคำเหล่านั้นมาพูดซ้ำในหัวตัวเองวันแล้ววันเล่า เหมือนเขาจุดไฟครั้งเดียว แต่เราเป็นคนเอาไฟนั้นมาจุดซ้ำเองทุกคืน
ไม่ใช่เขาทำให้เราทุกข์อยู่เรื่อยไป แต่คือใจเรายอมเป็นเชลยของภาพเดิมๆ ในความทรงจำ ไม่ใช่กรรมของเขาตามมาหลอกหลอนเรา แต่คือใจเราตามไปเกาะกรรมของเขาไม่ยอมปล่อย เมื่อใจไม่ปล่อย ภาพก็ไม่จบ เมื่อใจยังผูก ความเจ็บก็ยังต่อเนื่อง
หากมองจากมุมของธรรมะ ทุกชีวิตกำลังรับผลของกรรมตัวเองอยู่ทุกขณะ คนที่โกหกมาก ใจเขาก็ต้องอยู่กับความระแวงมาก คนที่คดโกงมาก ใจเขาก็ต้องอยู่กับความกลัวมาก คนที่ทำร้ายคนอื่นด้วยคำพูด ใจเขาก็ต้องอยู่กับความกระวนกระวายไม่เป็นสุข ต่อให้เรามองไม่เห็น ต่อให้ชีวิตภายนอกเขาดูเหมือนได้ดี แต่ความจริงแล้วกรรมกำลังทำงานอยู่เงียบๆ
เราไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมการคอยตัดสิน ไม่ต้องเป็นผู้พิพากษาคอยนั่งตัดสินโทษ ไม่ต้องเอาเวลาชีวิตไปเฝ้ารอดูว่าเมื่อไหร่เขาจะล้ม เมื่อไหร่เขาจะพัง เมื่อไหร่กรรมจะตามทัน เพราะยิ่งรอเรายิ่งผูก ยิ่งอยากเห็นเขาพัง เรายิ่งเผาใจตัวเอง ไฟที่เราจุดเผาเขาในใจ จริงๆแล้วกำลังเผาเราอยู่ก่อน
ลมกลางคืนพัดผ่านใบไม้ เสียงใบไม้เสียดสีกันแผ่วเบา ใบไม้ไม่เคยแค้นลม ถึงลมจะพัดแรงจนใบต้องปลิวร่วงจากกิ่ง มันก็เพียงแค่ร่วง ลมมาอยู่กับพื้นดินแล้วผุพังไปตามเวลา เมล็ดเล็กๆที่ติดมากับใบกลับงอกใหม่เป็นต้นอ่อนในวันหนึ่ง ชีวิตเราก็เช่นกัน คนบางคนอาจเป็นลมที่พัดเราหลุดจากสถานการณ์เดิมๆ อย่างแรง ทำให้เราเจ็บ ทำให้เราเสียหน้า ทำให้เราล่วงลงจากที่สูง แต่หลังจากความร่วงโรยนั้น เมล็ดของปัญญาอาจเริ่มงอกขึ้นเงียบๆ
ไม่ใช่ทุกคนที่ทำไม่ดีกับเราต้องถูกเราจดจำ แต่คือทุกเหตุการณ์ที่ทำให้เราเจ็บ ควรถูกใช้เป็นครู ไม่ใช่เราต้องใช้ชีวิตตามล้างตามเช็ดกรรมของเขา แต่คือเราต้องใช้ชีวิตเรียนรู้กรรมของตัวเองว่าใจเราไปติดอะไร ไปหลงอะไร ไปยึดอะไรไว้จนเจ็บ
ในกระแสธารของกรรม แต่ละคนกำลังลอยตามกระแสของตัวของตัวเอง เขาอาจกำลังไหลไปสู่แก่งหินที่อันตราย เขาอาจกำลังจะตกจากผา สูงชัน แต่เราที่กำลังลอยอยู่ในลำธารอีกช่วงหนึ่ง ไม่ได้จำเป็นต้องกระโดดลงไปจมตามเขา เราเรียนรู้ได้ เราเมตตาได้ เราเตือนด้วยความหวังดีได้ แต่ถ้าเขาไม่ฟัง ถ้าเขายังเลือกทางเดิม เราก็ต้องรู้จักวางใจ ไม่เอาใจไปผูกกับการเลือกของเขา
เมื่อไม่เอาใจไปผูกกับเขา ใจเราจึงเริ่มว่าง เหมือนฟ้าหลังฝนที่เริ่มเปิด เมฆดำค่อยๆแตกตัวออกจากกัน แสงจันทร์เริ่มลอดผ่านลงมาแตะผิวน้ำ ผิวน้ำที่เคยสะท้อนแต่เงาความโกรธ ความแค้น ค่อยๆกลับมาสะท้อนแสงที่นุ่มนวลของความเมตตาต่อตัวเอง เมตตาที่ว่าเราควรหยุดทรมานตัวเองด้วยเรื่องเดิมได้แล้ว ไม่ใช่เราต้องให้อภัยเขา เพราะเขาสมควรได้รับ แต่คือเราหยุดผูกใจไว้กับเขา เพราะใจเราสมควรได้รับความสงบ
ไม่ใช่การปล่อยวางคือการยอมแพ้ แต่คือการถอนเชือกที่มัดใจเราออก ไม่ใช่การไม่เอาใจไปผูกคือความเฉยเมย แต่คือการยืนอยู่ด้วยปัญญาว่าแต่ละคนต้องรับผิดชอบกรรมของตัวเอง
ลองมองดูใจตัวเองอย่างซื่อตรงว่าในวันนี้เราผูกใจไว้กับใครบ้าง เราเอาคำพูดของใครมานอนคิดทุกคืน เราเอาหน้าตาใครมาฉายซ้ำอยู่ในหัวไม่รู้จบ เราแอบหวังลึกๆหรือไม่ว่าอยากเห็นเขาสะดุดลม อยากเห็นเขาพลาด อยากเห็นเขาถูกทำร้ายแบบที่เราเคยถูก ถ้าใช่ ให้รู้เลยว่าเราไม่ได้กำลังปล่อยให้กรรมทำงาน แต่เราเองต่างหากที่กำลังก่อกรรมในใจขึ้นมาใหม่ ใจที่คิดร้ายซ้ำๆ ใจที่เฝ้าปรุงแต่งภาพการล่มสลายของคนอื่น ใจที่แอบสะใจในความทุกข์ของคนที่เราไม่ชอบ ใจแบบนั้นเองที่กำลังสร้างเมล็ดพันธุ์ของความมืดขึ้นในดินของจิต วันหนึ่งก็ต้องออกผลเป็นความทุกข์ของเราเอง ต่อให้เราไม่ได้ลงมือทำอะไรทางกาย ต่อให้ปากเราไม่ได้พูดอะไรออกไป แต่ถ้าใจปรุงแต่งบาปซ้ำๆ ใจก็ต้องรับรสขมของบาปนั้นก่อน
ฉะนั้น การไม่เอาใจไปผูกกับเขา ไม่ใช่แค่เพื่อไม่ให้กรรมของเขามาทำอะไรใจเรา แต่เพื่อไม่ให้ใจเราไปสร้างกรรมชุดใหม่ซ้อนทับเข้าไป
เมื่อเราเห็นชัดว่าแต่ละคนมีกรรมของตัวเอง เราจึงค่อยๆถอยใจกลับมา เหมือนดึงสายเบ็ดกลับมาเก็บ เลิกโยนเบ็ดไปเกี่ยวคนอื่น แล้วหันมาดูเบ็ดที่เกี่ยวตัวเองมานาน
บางครั้ง สิ่งที่ทำให้เราทุกข์ไม่ใช่เหตุการณ์จริง แต่คือเรื่องที่เราสร้างต่อจากเหตุการณ์นั้น เขาอาจพูดแค่ 1 ครั้ง แต่เราตีความเพิ่มอีก 10 ชั้น เขาอาจทำแค่ 1 อย่าง แต่เราใส่เจตนาร้ายให้เขาอีกหลายแบบ เหมือนเมล็ดเล็กๆที่ปลูกลงดิน แต่เรารดน้ำให้มันทุกวันด้วยความคิดซ้ำๆ สุดท้ายก็เติบโตเป็นต้นไม้แห่งความแค้นที่แผ่เงามืดครอบคลุมใจ ถ้าเราเริ่มหยุดรดน้ำ ต้นไม้แห่งความแค้นก็จะค่อยๆแห้งไปเอง ถ้าเราเริ่มหยุดคิดซ้ำ ภาพเก่าก็จะค่อยๆมืดลงเอง ถ้าเราเริ่มหยุดถามว่าทำไมเขาต้องทำแบบนั้น แล้วหันมาถามว่าทำไมใจเราจึงจับเรื่องนี้แน่นขนาดนี้ จุดเปลี่ยนก็จะเริ่มเกิดจากการมองออกไปที่เขา กลับมามองเข้าไปที่ใจเรา
ในความมืดของห้องนอน มีเพียงแสงไฟสลัว และเสียงลมหายใจของเราเอง ทุกครั้งที่หายใจเข้า ลองรับรู้ว่าความโกรธกำลังเบาลง ทุกครั้งที่หายใจออก ลองค่อยๆวางภาพของเขาลงทีละนิด เหมือนปล่อยเชือกที่มัดของหนักออก จากมือ ตอนแรกอาจยังติด ยังเสียดาย ยังอยากถือไว้ แต่เมื่อถือไปนานๆ ก็เริ่มรู้สึกถึงน้ำหนักที่กดทับ เมื่อรับรู้ความเหนื่อยของใจอย่างจริงใจ ก็จะยอมวางง่ายขึ้น
เรามีสิทธิ์ปกป้องขอบเขตชีวิตของตัวเอง มีสิทธิ์ไม่คบไม่เข้าใกล้ไม่เปิดโอกาสให้ใครมาทำร้ายซ้ำ แต่เราก็มีสิทธิ์เช่นกัน ที่จะไม่ยอมแบกเขาไว้ในหัวตลอดไป ไม่ยอมให้เงาของเขาเดินเข้ามาในห้องนอนทุกคืน ผ่านทางความคิด ไม่ยอมให้หน้าตาของเขาโผล่ขึ้นมาบนจอใจทุกครั้งที่เราจะหลับ
ในเชิงกรรม เมื่อเหตุพร้อม ผลก็ปรากฏ กรรมไม่ลำเอียง ไม่เห็นแก่หน้า ไม่วัดจากภาพลักษณ์ภายนอก วันหนึ่งผลของการโกหกก็จะกลับมาทิ่มแทงใจของคนโกหก ผลของการเบียดเบียนก็จะกลับมารัดใจของคนเบียดเบียน เราไม่จำเป็นต้องคอยตามดู ไม่ต้องเป็นสายสืบของกรรม ปล่อยให้ธรรมชาติของเหตุและผลทำงานของมันไป หน้าที่ของเราคือดูแลไม่ให้ใจตัวเองไปเป็นเหยื่อซ้ำ ไม่ให้ใจกลายเป็นเชื้อไฟต่อจากกรรมของเขา เหมือนเราเห็นคนหนึ่งโยนถ่านแดงเข้ามา ถ้าเราไม่รับถ่าน ก็แค่ตกลงพื้นและดับไป แต่ถ้าเราเอามือไปรับไว้แน่น เราก็จะถูกไฟเผาเอง กรรมของเขาคือการโยนถ่านมา ส่วนกรรมของเราคือการเลือกจะรับหรือไม่รับ
เมื่อไม่เอาใจไปผูกกับเขา เรากำลังสอนใจตัวเองให้รู้จักทางออกสู่เสรีภาพภายใน เสรีภาพที่ไม่ต้องรอให้คนอื่นเปลี่ยน ไม่ต้องรอให้ใครมาขอโทษ ไม่ต้องรอให้กรรมของเขาตามทันแบบที่เราอยากเห็น แต่คือเสรีภาพที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อเราถอนใจกลับจากเขา มาอยู่กับลมหายใจของเรา กับความจริงของเรา กับทางเดินกรรมของเราเอง
ค่ำคืนนี้จึงกลายเป็นโอกาสอันงดงาม สำหรับค่อยๆปลดเชือกที่มัดใจเราไว้กับใครต่อใครทีละเส้น ใครที่เคยทำไม่ดีกับเรา ให้บอกกับใจตัวเองเบาๆว่า "เขา มีกรรมของเขา ใจเรามีทางของใจเรา ทางของเขา ปล่อยให้กรรมพาไป ทางของเรา ปล่อยให้ธรรมะนำทาง"
เมื่อไม่เอาใจไปผูกกับเขา กรรมของเขาก็ทำอะไรใจเราไม่ได้อีกต่อไป
ในช่วงเวลาที่ใจยังผูกติดอยู่กับใครบางคน เรามักคิดว่าถ้าเขาเปลี่ยน เราจะหายทุกข์ ถ้าเขากลับมาดีด้วย เราจะสบายใจ ถ้าเขาได้รับผลกรรมสักวัน เราจะรู้สึกยุติธรรมขึ้น ใจจึงวนเวียนอยู่กับคำว่า "เมื่อไหร่" "เมื่อไหร่เขาจะสำนึก" "เมื่อไหร่เขาจะเข้าใจเรา" "เมื่อไหร่เขาจะเจ็บเหมือนที่เราเคยเจ็บ" เหมือนเราเอาเชือกเส้นบางๆไปผูกใจตัวเองเข้ากับเงาของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่อนาคตที่เราจินตนาการไม่เคยเดินมาตรงกับภาพที่ใจสร้าง เขาอาจไม่สำนึกอย่างที่เราอยากให้สำนึก เขาอาจไม่รู้สึกผิดอย่างที่เราอยากให้รู้สึกผิด เขาอาจไม่เจ็บเท่าเราที่เคยเจ็บ แล้วเราก็ยิ่งขุ่นเคือง ยิ่งรู้สึกว่าโลกไม่ยุติธรรม ยิ่งรู้สึกว่าเวทกรรมไม่ศักดิ์สิทธิ์
ความจริงแล้ว ไม่ใช่กรรมไม่ทำงาน แต่คือใจเรานี่เองที่เอาไปผูกกับภาพผลกรรมแบบที่เราอยากเห็น เมื่อเราเอาใจไปผูกกับความยุติธรรมแบบที่เราคิด ใจก็ยิ่งห่างจากความยุติธรรมในแบบของธรรมะ ธรรมะบอกเพียงว่าทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น เมล็ดอะไรปลูกลงไปก็ออกผลตามพันธุ์นั้น แต่ไม่ได้บอกว่าผลจะต้องออกเมื่อไหร่ จะต้องออกให้เราเห็นต่อหน้า จะต้องออกให้สมใจผู้เฝ้าดู
การที่เราอยากเห็นผลกรรมของเขาให้ชัดเจน จึงทำให้เราเผลอเป็นผู้จ้องจับผิดทั้งวันทั้งคืน วันหนึ่งใจเริ่มเหนื่อยล้า เหมือนคนที่ยืนเฝ้าหน้าต่างนานเกินไป คอยมองว่าฝนจะตกเมื่อไหร่ ฟ้าจะผ่าลงตรงไหน ลมจะพัดแรงแค่ไหน ทั้งที่หน้าที่ที่แท้จริงของเราคือเก็บผ้าที่ตากอยู่ ปิดหน้าต่างให้เรียบร้อย และดูแลบ้านของตัวเองให้ปลอดภัย
ใจเราเองก็เช่นกัน งานที่ควรทำคือกลับมาดูว่าภายในยังมีอะไรที่ต้องเยียวยา ยังมีความเชื่อผิดๆอะไรที่ควรถูกปล่อยวาง
บางครั้ง เราเชื่อว่าการไม่ผูกใจคือการตัดขาด แต่แท้จริงแล้ว การไม่ผูกใจอาจอยู่ร่วมกันได้ พูดคุยกันได้ ทำงานด้วยกันได้ เพียงแค่ใจไม่เอาความคิด ความรู้สึกของเขามาเป็นศูนย์กลางของตัวเอง เหมือนดวงจันทร์ที่โคจรอยู่บนท้องฟ้ากลางคืน แม้จะสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ แต่ก็ยังรักษาวงโคจรของตัวเอง ไม่ได้กลืนหายไปกับแสงนั้น
ไม่เอาใจไปผูกกับเขา ไม่ได้แปลว่าเราต้องทำใจให้แข็งจนไม่รู้อะไร แต่คือการมีใจที่อ่อนโยนและตื่นรู้ในเวลาเดียวกัน รู้ว่าเขาก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ยังมีกิเลส ยังมีความหลง ยังมีความกลัว ยังเจ็บในแบบของเขา และรู้พร้อมกันว่าเราไม่จำเป็นต้องเอากิเลสของเขามาเป็นของเรา ไม่จำเป็นต้องเอาความหลงของเขามาเป็นแผลในใจเรา
เมื่อลองมองลึกลงไป เราอาจเห็นว่าเราก็เคยเป็นเหมือนเขาในบางช่วงเวลา เคยพูดโดยไม่คิด เคยร้ายคนอื่นเพราะความกลัว เคยผลักคนรักออกไปเพราะยังดูแลแผลของตัวเองไม่เป็น ถ้าในวันนั้นใครบางคนเลือกจะไม่ผูกใจโกรธเรา แต่หันมาใช้เหตุการณ์นั้นเตือนใจตัวเอง ทำให้เขาเติบโตขึ้น นั่นคือความเมตตาต่อกันในทางกรรมที่งดงาม
ท้องฟ้ายามค่ำคืนไม่เคยโกรธสายฟ้าที่ผ่าลงมา เมฆดำลอยเข้ามาแล้วก็ลอยผ่านไป ลมแรงพัดมาแล้วก็นิ่งลง ฝนเทลงมาแล้วก็แห้งไป ท้องฟ้ายังเป็นท้องฟ้า ไม่เคยถูกขีดข่วนด้วยสิ่งที่ผ่านเข้ามา ชั่วคราว ใจเราก็สามารถเป็นเช่นนั้นได้ ถ้าเราหยุดเขียนประวัติศาสตร์ซ้ำๆว่าใครทำอะไรกับเรา แล้วปล่อยให้เรื่องราวทั้งหลายลอยผ่านไปเหมือนเมฆ
ไม่ใช่ชีวิตที่ทำให้ใจเราเหนื่อย แต่คือการที่ใจเอาทุกอย่างมาเป็นเรื่องของตัวเองจนเกินไป ไม่ใช่ทุกคำพูดต้องเอามาแปลความ ไม่ใช่ทุกการกระทำต้องเอามาผูกว่าเกี่ยวกับเรา บางคนทำไม่ดีกับเราเพราะเขาทำไม่ดีกับคนทั้งโลกอยู่แล้ว บางคนพูดทำร้ายเราเพราะเขาพูดทำร้ายตัวเองในใจมาตลอด เราเพียงบังเอิญเดินผ่านมาในเส้นทางของเขา แล้วกลายเป็นเป้ารองรับความมืดในใจเขาชั่วคราว
ถ้าเราเห็นอย่างนี้ ใจก็จะค่อยๆคลายจากการเอาทุกอย่างมาเป็นเรื่องส่วนตัว ความโกรธจะเปลี่ยนเป็นความเข้าใจในกฎของกรรม ความแค้นจะเปลี่ยนเป็นความระมัดระวังไม่ให้ตัวเองหลงสร้างกรรมแบบเดียวกัน แทนที่จะถามว่าทำไมเขาต้องทำกับเราแบบนี้ เราจะเริ่มถามว่าถ้าเราไปอยู่ในจุดเดียวกับเขา เราจะหลงทำแบบเขาหรือไม่ ถ้าไม่อยากเป็นแบบเขา วันนี้เราควรฝึกอะไรในใจตัวเอง
การไม่เอาใจไปผูกกับเขา จึงเป็นการคืนอิสรภาพให้แก่ใจทีละน้อย เหมือนพาใจออกจากคุกที่เราสร้างขึ้นเอง คุกที่มีรูปหน้าเขาติดอยู่บนผนัง คุกที่มีเสียงคำพูดเขาดังก้องอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราค่อยๆเอารูปนั้นออก ปิดเสียงนั้นเบาลง ห้องที่เคยอึดอัดก็เริ่มโปร่ง แสงอ่อนๆเริ่มลอดเข้ามาทางหน้าต่างเล็กๆของสติ สติคือแสงไฟดวงเล็กในคืนที่มืดที่สุด ไม่ต้องสว่างจ้า แค่พอให้เห็นว่าตอนนี้ใจเราไปผูกอยู่ตรงไหน พอเห็นว่าผูกอยู่กับคำพูดประโยคไหน ผูกอยู่กับเหตุการณ์ช่วงใด ผูกอยู่กับความคาดหวังแบบไหน แค่เห็นก็เริ่มคลาย เหมือนเชือกที่ถูกมองเห็นปมชัดๆ ง่ายต่อการค่อยๆแก้ ออกทีละปม
ในทางปฏิบัติ การไม่ผูก เริ่มต้นที่การรู้เท่าทันความคิด เมื่อเขาปรากฏขึ้นมาในหัวเรา ไม่ต้องไปต่อบทสนทนาในใจ ไม่ต้องสร้างฉากล้างแค้นในจินตนาการ ไม่ต้องเติมคำพูดประชดประชันที่อยากจะพูด แต่ไม่ได้พูด แค่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ใจเราไปอยู่กับเขาอีกแล้ว แล้วค่อยดึงใจกลับมาอยู่กับลมหายใจ กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัวในปัจจุบัน ครั้งแรกๆ ใจอาจหนีไปหาคิดเรื่องเขาบ่อยมาก เหมือนเด็กที่ซนไม่ยอมนั่งนิ่ง แต่ถ้าเราอดทน ค่อยๆเรียกกลับ หนีไปก็รู้ กลับมาก็รู้ ไม่ดุ ไม่ว่า ไม่ตีใจตัวเอง แค่รู้และชวนกลับ วันหนึ่งใจจะชินกับอยู่กับปัจจุบัน มากกว่าอยู่กับเงาอดีต เงาของเขาก็จะจางลงไปเอง
เรามักคิดว่าการผูกใจคือการให้ความสำคัญ แต่ในเชิงธรรมะ การผูกใจมากเกินไปคือการให้สิ่งภายนอกมาควบคุมเรา ใครพูดดีเราก็ดีใจจนลืมตัว ใครพูดไม่ดีก็ทุกข์จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ชีวิตแบบนี้เหมือนใบไม้แห้งที่ปลิวไปตามลม ลมพัดแรงก็ปลิวแรง ลมพัดเบาก็ไหวเบา ไม่มีรากของตัวเอง ไม่มีแก่นที่ตั้งมั่นอยู่ภายใน
เมื่อเราเริ่มไม่เอาใจไปผูก เรากำลังปลูกต้นไม้ แทนที่จะเป็นใบไม้ ต้นไม้มีรากหยั่งลึกลงไปในดินของสัจธรรมว่าทุกชีวิตมีกรรมของตัวเอง ทุกเหตุมาจากเหตุปัจจัยมากมาย ไม่ได้เกี่ยวกับเราคนเดียว เมื่อรากมั่นคง ลมพัด กิ่งอาจไหว ใบอาจสั่น แต่ลำต้นยังยืนอยู่ ใจก็เช่นกัน อาจไหวบ้างเวลาถูกกระทบ แต่ไม่ถึงกับล้ม
ในคืนที่เราเหนื่อยมากจากความสัมพันธ์ ขอให้ลองวางเรื่องเขาไว้ข้างนอกห้องสักพักก่อนจะนอน ให้หายใจลึกๆช้าๆ แล้วถามใจตัวเองด้วยความอ่อนโยนว่า "ในวันนี้ เราได้ดูแลใจตัวเองดีพอหรือยัง หรือใช้ทั้งวันไปกับการจับตามองชีวิตคนอื่น" ถ้ายัง คืนนี้อาจเป็นคืนที่เหมาะจะคืนพลังให้ใจตัวเอง ด้วยการยอมรับว่า "พอแล้วกับการแบก พอแล้วกับการเฝ้ารอวันที่เขาจะเป็นอย่างใจเรา พอแล้วกับการตั้งศาลในใจเพื่อพิพากษาเขาทุกวัน พอแล้วกับการนั่งดูภาพซ้ำที่ทำให้ใจเจ็บ" เมื่อยอมรับว่าพอ ใจก็จะเริ่มหาพื้นที่ใหม่ให้ตัวเอง พื้นที่ที่ไม่ได้มีเขาเป็นศูนย์กลาง แต่มีความสงบเป็นศูนย์กลาง มีธรรมะเป็นแสงนำ มีลมหายใจเป็นที่ยึดเหนี่ยว
ในโลกที่เต็มไปด้วยผู้คน เราอาจเจอคนที่ทำดีต่อเรามาก และคนที่ทำร้ายเราอย่างลึกซึ้ง แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร จะดีหรือร้ายเพียงใด ก็ไม่มีใครควรได้สิทธิ์ครอบครองใจเราไปตลอดชีวิต ใจเป็นสมบัติเดียวที่เราต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง ถ้าเราไม่ปกป้องเอง ก็ไม่มีใครทำแทนให้ได้
เมื่อเราค่อยๆถอนใจกลับมาจากเขา เราจะเริ่มเห็นว่าชีวิตยังมีด้านอื่นๆที่รอให้เราสัมผัส มีผู้คนอีกมากที่พร้อมให้ความอบอุ่น มีเส้นทางอีกมากที่รอให้เราเดิน มีความสงบเล็กๆในเรื่องธรรมดา อย่างเสียงลม แสงแดดอ่อนตอนเช้า กลิ่นดินหลังฝน ที่พร้อมเยียวยาใจเราเสมอ เพียงแต่เมื่อตอนใจผูกอยู่กับเขา เราไม่มีพื้นที่ที่จะรับรู้สิ่งเหล่านี้
แสงของธรรมะไม่เคยหายไปจากโลก เหมือนแสงของดวงอาทิตย์ที่ยังส่องอยู่ แม้เราจะปิดม่านห้อง เมื่อเรายอมแง้มม่านออกทีละน้อย ห้องที่มืดมานานก็เริ่มสว่าง ใจก็เหมือนกัน เมื่อเลิกเอาเงาของเขามาบังหัวใจ แสงแห่งปัญญาที่เคยมีอยู่แล้วในตัวเรา ก็เริ่มฉายออกมา ส่องให้เห็นทั้งกรรมของเขาและกรรมของเราอย่างเป็นธรรม แล้วเราจะเข้าใจว่าแท้จริงไม่มีใครทำอะไรใจเราได้ ถ้าใจเราไม่เดินไปผูกกับเขาเอง กรรมของเขาคือเพียงเมฆก้อนหนึ่งที่ลอยผ่านฟ้า จะมืดแค่ไหนก็ลอยไปตามทางของมัน ฟ้าก็ยังเป็นฟ้า ใจก็ยังเป็นใจ ถ้าเรายอมให้ใจยืนอยู่บนความจริงนี้ เมื่อนั้นเอง กรรมของเขา ก็ทำอะไรใจเราได้จริง
บางครั้ง ใจเราก็เหมือนเชือกที่พันรอบเสาไว้หลายชั้น ยิ่งดึงก็ยิ่งแน่น ยิ่งคิดว่าจะปล่อยก็ยิ่งรู้สึกว่าปมมันยุ่งกว่าเดิม เราอยากหลุดจากความเจ็บ แต่อีกใจก็ยังไม่ยอมปล่อยภาพเขาออกไป เพราะลึกๆเรารู้สึกว่าถ้าปล่อยเมื่อไหร่ เหมือนเรื่องที่เกิด ขึ้นมันไม่ยุติธรรม เหมือนเขาทำแล้วลอยนวล เหมือนเราเป็นฝ่ายแพ้ ใจจึงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นเหมือนหลักฐาน เป็นเหมือนไฟที่คอยเตือนตัวเองว่าอย่าลืมว่าเขาเคยทำอะไรกับเรา แต่ไฟที่เราจุดไว้เพื่อเตือน ถ้าเผลอปล่อยให้อยู่ใกล้หัวใจเกินไป สุดท้ายก็เผาใจเรามากกว่าที่จะให้แสง
ไม่ใช่ทุกข์บาดแผลที่ต้องถูกจดจำด้วยความแค้น แต่คือทุกข์บาดแผลควรถูกใช้เป็นบทเรียนของปัญญา ไม่ใช่เราเก็บเรื่องของเขาไว้เพื่อรอวันเอาคืน แต่เราเก็บความจริงของเหตุการณ์ไว้ เพื่อไม่ให้ใจเราเดินเข้าไปสร้างกรรมซ้ำแบบเดิม
เมื่อมองลึกลงไปในความโกรธ เราจะเห็นความกลัวซ่อนอยู่ข้างใน กลัวว่าจะถูกทำร้ายซ้ำ กลัวว่าจะไม่มีค่า กลัวว่าจะถูกทิ้ง กลัวว่าจะถูกมองข้าม ความกลัวเหล่านี้เองที่ทำให้เรายอมผูกถูกใจไว้กับเขา เพราะยังเชื่อว่าชีวิตเรามีค่ามากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสายตาของเขา ถ้าเขาเห็นค่าเรา ก็สบายใจ ถ้าเขาเหยียบย่ำเรา เราก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เราไม่ได้ทุกข์เพราะเขาไม่รัก แต่เราทุกข์เพราะเราเอาความรักของเขามาเป็นเครื่องชี้วัดคุณค่าของตัวเอง เราไม่ได้ทุกข์เพราะเขามองไม่เห็นสิ่งที่ เราทำ แต่เราทุกข์เพราะเราเผลอเชื่อว่าชีวิตเราจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเขายอมรับ
เมื่อฐานของใจไปตั้งอยู่ที่คนอื่น ใจก็สั่นทุกครั้งที่เขาเปลี่ยน ชมก็ดีใจจนลืมตัว ติก็ทุกข์จนลืมหายใจ ธรรมะสอนให้รู้จักที่พึ่งภายใน แทนที่จะเอาใจไปผูกกับคน ให้เอาใจมาผูกกับความจริง ความจริงที่ว่าเรามีคุณค่าด้วยการเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังพยายามอยู่บนเส้นทางกรรมของตัวเอง ความจริงที่ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ความจริงที่ว่าเราเองก็เคยพลาด และคนที่ทำร้ายเราก็เป็นเพียงผู้ที่กำลังพลาดอยู่ในวัฏจักรของกรรมของเขา
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ใจจะเริ่มอ่อนลง ไม่ได้อ่อนเพราะแพ้ แต่อ่อนเพราะเห็นแจ้ง เหมือนน้ำในลำธารที่เคยเชี่ยวกรากเพราะฝนตกหนัก วันหนึ่งฝนหยุด น้ำค่อยๆลด กระแสที่เคยแรงก็อ่อนลง ใส่นิ่งพอจะสะท้อนภาพของท้องฟ้าและต้นไม้ริมฝั่งได้ ใจก็เช่นกัน เมื่อหยุดรดน้ำให้ความโกรธด้วยความคิดซ้ำๆ ความแค้นก็จะจาง ความโปร่งโล่งจะเริ่มปรากฏ
การไม่เอาใจไปผูกกับเขา ไม่ใช่การลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่คือการวางเรื่องนั้นไว้ในที่ที่ควรอยู่ เห็นว่ามันเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในเส้นทางชีวิตยาวไกล ไม่ใช่ทั้งหมดของเรื่องราว ไม่ใช่ฉากเดียวที่จะมากำหนดทั้งเรื่อง เราเรียนรู้ได้ ระวังได้ ไม่หลงเดินกลับเข้าไปในกับดักเดิมได้ โดยไม่ต้องพกความแค้นติดตัวไปทุกที่ เหมือนเราเดินป่า แล้วเคยโดนหนามตำอย่างเจ็บ เราไม่จำเป็นต้องโกรธต้นหนามทั้งชีวิต ไม่จำเป็นต้องเกลียดภูเขาลูกนั้น แค่จำไว้ว่าเส้นทางนั้นมีหนาม วันหน้าถ้าต้องเดินผ่านอีก ก็ใส่รองเท้าให้มิดชิด ก้าวด้วยความระมัดระวัง ใช้ประสบการณ์ครั้งก่อนเป็นครู แทนที่จะเป็นบาดแผลที่ทำให้เราเกลียดทุกต้นไม้ที่มีหนาม
ใจเราก็เช่นกัน ไม่ใช่เมื่อเคยถูกทำร้ายจากคนหนึ่งแล้วต้องปิดใจหนีจากทุกความสัมพันธ์ ไม่ใช่เคยถูกหลอกครั้งหนึ่งแล้วต้องตั้งป้อมระแวงทุกคนไปหมด เพราะถ้าเราปิดหมด ใจก็จะกลายเป็นห้องมืดที่ไม่มีใครเข้ามาได้ แม้แต่แสงแห่งความเมตตาและความรักที่แท้จริง
การไม่เอาใจไปผูกกับเขา จึงไม่ใช่การปิดใจ แต่คือการเปิดใจให้กับความจริงว่าทุกคนมีกรรมของตัวเอง และเราเองก็มีเส้นทางใหม่ที่เดินต่อได้ โดยไม่ต้องหันไปมองเขาตลอดเวลา
ในยามค่ำคืนที่เงียบ ลองนึกภาพชีวิตของเขาแยกออกจากเราอย่างชัดเจน เหมือนเราดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่จบไปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปแก้บท ไม่จำเป็นต้องย้อนฉาก ไม่จำเป็นต้องถือสิปตไปเปลี่ยนคำพูดของตัวละคร เราเป็นเพียงผู้ชมที่ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากเรื่องนั้น แล้ววางมันลง เดินออกจากโรง กลับมาสู่ชีวิตจริงของตัวเอง เราไม่ได้ทุกข์เพราะภาพยนตร์จบเศร้า แต่ทุกข์เพราะเราไม่ยอมเดินออกจากโรง นั่งอยู่กับเก้าอี้ตัวเดิม ทั้งคืนทั้งวัน เอาฉากสุดท้ายมาฉายวนอยู่ในหัว
การไม่เอาใจไปผูกกับเขา จึงเหมือนการลุกขึ้นยืน เดินออกจากความมืดในโรงภาพยนตร์ เปิดประตูออกมาสู่แสงจริงของชีวิต ที่ยังมีเรื่องราวใหม่ๆรอให้เราเขียนด้วยตัวเอง
บางครั้ง เราก็เข้าใจผิดว่าถ้าเราไม่ผูกใจ เราจะกลายเป็นคนไร้หัวใจ แต่ความจริงตรงกันข้าม คนที่ไม่ผูกเกินไปต่างหากที่มีพื้นที่ในใจเหลือพอสำหรับเมตตา เมตตาแบบไม่หลง เมตตาแบบไม่ยอมให้ใครมาทำลายซ้ำ เมตตาที่รู้ว่าขอบเขตของใจตัวเองอยู่ตรงไหน เมตตาต่อตัวเองและต่อเขาในเวลาเดียวกัน
เมื่อเห็นว่าเขากำลังสร้างกรรมของเขา ใจก็อาจเกิดความสงสารขึ้นมาเงียบๆ สงสารคนที่ต้องอยู่กับใจที่เต็มไปด้วยความโกรธ เต็มไปด้วยความหลอกลวง เต็มไปด้วยความคับแคบ เพราะก่อนที่เขาจะทำร้ายใครได้ ใจของเขาต้องถูกทำร้ายด้วยกิเลสของตัวเองก่อนเสมอ เหมือนต้นไม้ที่มีหนามแหลมมาก ก็ต้องแบกน้ำหนักของหนามเหล่านั้นไว้ตลอดเวลา แต่แม้จะสงสาร เราก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ เหมือนเราเห็นสัตว์ป่าที่ดุร้าย เราเข้าใจว่ามันเป็นไปตามสัญชาตญาณ ไม่ได้เกลียด แต่ก็ไม่เดินเข้าไปให้มันกัดเรา รักษาระยะที่ปลอดภัย รักษาชีวิตของตัวเอง รักษาความสงบของใจ นี่คือเมตตาที่มาพร้อมกับปัญญา ไม่ใช่เมตตาที่หลงตามไปผูกใจแล้วปล่อยให้ตนเองบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในทางปฏิบัติของใจ การไม่ผูกไม่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ใจที่เคยผูกมานาน ย่อมติดนิสัยดึงเรื่องเดิมขึ้นมาคิดซ้ำอยู่เสมอ เมื่อเผลอคิดก็ไม่ต้องโกรธตัวเอง เพียงแค่รู้ว่า "ตอนนี้ใจหลุดไปอีกแล้ว" แล้วค่อยๆพากลับมาอยู่กับสัมผัสง่ายๆ เช่น ความรู้สึกของลมหายใจ การไหวเบาของหน้าอก เสียงลมพัดที่นอกหน้าต่าง เสียงจิ้งหรีดที่ร้องแผ่วอยู่ไกล ทุกครั้งที่ใจหนีกลับไปหาเรื่องเขา ก็ใช้โอกาสนั้นฝึกสติ หนีไปก็รู้ กลับมาก็รู้ ทุกครั้งที่รู้ คือการตัดเชือกที่มัดใจออกทีละเส้นบางๆ แม้จะยังไม่ขาดในทันที แต่ทุกครั้งที่รู้ คือการไม่เพิ่มเส้นเชือกใหม่เข้าไป ค่อยๆลดภาระ ค่อยๆเบา จนวันนึงหันกลับไปมอง เราจะพบว่าความแน่นหนาที่เคยมี เริ่มคลายตัวลงอย่างน่าอัศจรรย์
ในบางคืน ที่ความแรงมาก ภาพเขาชัดมาก ใจหน่วงมาก ให้ลองเปลี่ยนจากการต่อแต้งความคิด มาเป็นการมองความคิดอย่างที่มันเป็น เหมือนดูเมฆที่ลอยบนฟ้า เมฆเข้ามาก็เห็นว่ามา เมฆลอยผ่านก็เห็นว่าผ่าน เราไม่ได้เป็นเมฆ เราเป็นท้องฟ้า เราเป็นผู้รู้ความคิด เมื่อใจตั้งอยู่ในฐานของผู้รู้ ความคิดเกี่ยวกับเขาก็เป็นเพียงแขกที่มาแล้วก็ไป ไม่มีสิทธิ์ครอบครองเจ้าของบ้าน
กลางคืนที่ยาวนานที่สุด ก็ยังมีรุ่งเช้าเป็นจุดจบ ความเจ็บที่ฝังแน่นที่สุด ก็ยังมีวันหนึ่งที่พลังของมันอ่อนลง ถ้าเราหยุดเติมเชื้อความคิดให้มัน การไม่เอาใจไปผูกกับเขา จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่อาศัยความอดทนและความอ่อนโยนต่อใจตัวเอง ฝึกทีละคืน วางทีละภาพ คลายทีละปม และเมื่อเวลาเดินไป เราอาจค้นพบอย่างเงียบๆว่า วันหนึ่งเมื่อมีคนเอ่ยชื่อเขาขึ้นมา ใจเราไม่สะเทือนเท่าเดิม ภาพที่เคยชัดเริ่มเบลอ เรื่องที่เคยเจ็บเริ่มกลายเป็นบทเรียนมากกว่าจะเป็นบาดแผล เราอาจยังจำได้ว่าอะไรเคยเกิดขึ้น แต่ไม่มีหนามแหลมคอยทิ่มจากด้านในอีกต่อไป นั่นคือสัญญาณว่าใจเราเริ่มหลุดจากการผูกแล้ว
กรรมของเขายังเดินไปตามทางของมัน แต่ใจเราไม่ได้เดินตามด้วย เหมือนเรายืนอยู่บนฝั่ง มองเรือของเขาล่องไปตามแม่น้ำแห่งกรรมที่เขาเป็นคนบังคับพาย เราไม่จำเป็นต้องกระโดดลงไปในเรือลำนั้นอีก เราเลือกยืนอยู่บนฝั่งที่มั่นคงของธรรมะ ใช้เวลาชีวิตที่เหลือสร้างกรรมดีให้กับตัวเอง อบรมใจให้ละเอียดขึ้น อ่อนโยนขึ้น เข้มแข็งขึ้น เมื่อถึงจุดนี้ เราจะเข้าใจด้วยหัวใจจริงๆว่า แท้จริงแล้วอิสรภาพไม่ใช่ผลจากการที่คนอื่นหยุดทำร้ายเรา แต่อิสรภาพเกิดขึ้นจากวันที่เราเลิกเอาใจไปผูกกับผู้ทำร้าย เลิกให้เขาเป็นเจ้าของอารมณ์เรา เลิกให้เงาของเขาปรากฏกดในทุกมุมของชีวิต
เมื่อไม่เอาใจไปผูกกับเขา กรรมของเขาก็ทำอะไรใจเราไม่ได้ เพราะใจไม่ได้ยืนอยู่ในที่ที่ไฟของกรรมเขาจะลามเข้ามาได้อีกต่อไป
มีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเงียบๆ ว่าแท้จริงแล้วเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวเอง หรือกำลังใช้ชีวิตอยู่ในเงาของใครบางคนกันแน่ ตื่นมาก็คิดถึงเขา เดินไปไหนก็มีเขาอยู่ในหัว จะทำสิ่งใดก็แอบคิดว่าเขาจะมองอย่างไร แม้แต่ก่อนนอนก็ยังเปิดฉากเก่าในใจมาฉายซ้ำ เหมือนชีวิตเราเป็นเพียงฉากประกอบในเรื่องราวของเขา ใจเราจึงเหนื่อย เหนื่อยแบบที่อธิบายไม่ถูก เหมือนเดินทั้งวันทั้งที่ไม่ได้ไปไหน
หากลองหยุดนิ่งลงสักครู่ เราจะเห็นว่าเรากำลังเอาใจไปผูกกับเขาในแทบทุกมิติของชีวิต ผูกด้วยความโกรธ ผูกด้วยความเสียใจ ผูกด้วยความค้างคา ผูกด้วยความอยากให้เขารู้สึกผิด ผูกด้วยความอยากให้เขากลับมาเห็นเราใหม่ เชือกเส้นแล้วเส้นเล่าที่มองไม่เห็นพันรอบหัวใจ และทุกเส้นล้วนผูกปลายไว้ที่เงาของเขา
เราไม่ได้ทุกข์เพราะเขายังเดินอยู่บนโลกใบนี้ แต่เราทุกข์เพราะเราให้เขาเดินอยู่ในใจเราทุกวัน เราไม่ได้ทุกข์เพราะเขายังหัวเราะได้ ยังใช้ชีวิตต่อไปได้ แต่เราทุกข์เพราะใจเรายังคิดว่าเขาไม่ควรมีความสุข ยังคิดว่าเขาควรถูกลงโทษ ยังคิดว่าเขาต้องล้มเหลวก่อนเราถึงจะสบายใจ ความคิดแบบนี้เองที่กลายเป็นสัตรวนล่ามใจเรามากกว่าจะเป็นคำสาปต่อเขา
ธรรมชาติของกรรมไม่ได้ทำงานตามความอยากของเรา แต่มันทำงานตามเหตุและปัจจัย ใจเราอาจไม่เห็นผลของกรรมเขาในแบบที่ใจต้องการ แต่ลึกๆในห้วงจิตของเขาเอง เขาต้องเผชิญกับผลของความคิด คำพูด การกระทำที่ไม่ดีอยู่แล้ว ไม่มีใครที่ใจเต็มไปด้วยความคดโกงจะหลับสนิทอย่างเบาสบายได้ทุกคืน ไม่มีใครที่พูดโกหกจนเคยชินจะอยู่กับความไว้วางใจแท้จริงจากผู้อื่นได้ตลอดไป เขาอาจดูปกติจากภายนอก แต่อย่าลืมว่าบางครั้งพายุที่รุนแรงที่สุด ก็เกิดขึ้นภายในที่คนอื่นมองไม่เห็น
เมื่อเราเอาใจไปผูกกับเขา เราก็กำลังทิ้งบ้านของตัวเองไว้ร้าง บ้านของใจที่ควรถูกดูแลด้วยสติและปัญญา ปล่อยให้ฝุ่นของความคิดฟุ้งซ่านเกาะเต็ม ปล่อยให้หยากไย่ของอดีตขึงเต็มมุม ปล่อยให้ความมืดของความน้อยใจและความรู้สึกด้อยค่าปกคลุมทั้งที่ถ้าเรายอมกลับมาเปิดหน้าต่างแห่งสติ แง้มประตูแห่งเมตตาต่อตัวเอง แสงอ่อนๆแห่งธรรมะจะค่อยๆส่องเข้ามา กวาดความอึมครึมออกไป
ไม่ใช่เขาที่กักขังใจเราไว้ แต่คือความยึดของใจเราที่กักขังตัวเอง ไม่ใช่กรรมของเขาที่ตามมาทำร้ายเรา แต่คือความคิดของเราที่แบกกรรมของเขาเข้ามาไว้ในใจ ถ้าเราเห็นชัดว่าใจต่างหากที่เป็นผู้จับใจ ก็สามารถเป็นผู้ปล่อยได้ ไม่มีประตูเหล็กไหนปิดแน่นเท่าความเชื่อผิดๆว่าเราปล่อยไม่ได้ ทั้งที่จริงๆแล้วล้านกุญแจอยู่ในมือเราเอง
ลองมองธรรมชาติรอบตัว ต้นไม้บางต้นเคยโดนฟ้าผ่า ลำต้นแหว่ง เปลือกแตก แต่วันเวลาผ่านไป แผลบนลำต้นกลับกลายเป็นร่องรอยที่ทำให้มันดูแข็งแรงและงดงามขึ้น ไม่ใช่เพราะฟ้าผ่าพิเศษ แต่เพราะต้นไม้ไม่ไปผูกใจแค้นกับสายฟ้า มันยังคงยืนอยู่ที่เดิม ยอมรับฝน แดด ลมต่อไป รากยังลึกขึ้น ใบแตกใหม่ ชีวิตเดินหน้าต่อ คนที่ทำร้ายเราอาจเป็นเหมือนสายฟ้าที่ผ่านลงมาบนชีวิต แรง เจ็บ ทำให้โลกทั้งใบมืดไปชั่วขณะ แต่หลังจากนั้น เราเลือกเดินต่ออย่างไร อยู่ที่ใจเรา ถ้าใจเราเอาเวลาไปเฝ้ามองท้องฟ้าด้วยความแค้น กลัวฟ้าผ่าซ้ำ จนไม่ยอมเติบโตต่อ ใจก็จะคว้างอยู่ที่เดิม แต่ถ้าเราใส่ใจรากผ่านใน รู้จักปกป้องตนเองอย่างมีสติ ไม่กลับไปยืนในที่เสี่ยงเดิม แผลที่เคยเจ็บ อาจกลายเป็นรอยสลักของปัญญาในวันข้างหน้า
การไม่เอาใจไปผูกกับเขา จึงไม่ใช่การปฏิเสธความเจ็บในอดีต แต่คือการให้เกียรติความเจ็บนั้นในแบบที่ถูกต้อง ยอมรับว่าเราเคยเจ็บ ยอมรับว่าเราเคยร้องไห้ ยอมรับว่าเราเคยหวั่นไหวอย่างหนัก แต่พร้อมกันนั้นก็ตัดสินใจไม่ให้เหตุการณ์เดิมมาปกครองชีวิตวันนี้ ให้มันอยู่ในที่ของมัน คือความทรงจำ ไม่ใช่ให้มันขึ้นมานั่งบนบัลลังก์ของปัจจุบัน
ในทางปฏิบัติ เราสามารถเริ่มจากสิ่งเล็กที่สุด คือการรู้เท่าทันความคิด ใน 1 วัน วันนี้ทั้งวัน เราเอาเวลาชีวิตไปให้เขากี่ชั่วโมง เราใช้พลังจิตไปนั่งคิดเรื่องเขากี่ครั้ง ทุกครั้งที่รู้สึกว่ากำลังจะเผลอคิดซ้ำ ให้ใช้ลมหายใจเป็นจุดตั้งหลัก หายใจเข้ารับรู้ความตึงในหน้าอก หายใจออกรับรู้ความปวดหน่วงในท้อง ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องแก้ไข แค่ยอมรับว่า "ตอนนี้ใจเรายังเจ็บอยู่" การยอมรับความเจ็บคือประตูบานแรกของการปล่อยวาง ถ้าเราไม่กล้ามองแผล เราก็จะมัวแต่หาอะไรมาปิดทับ ทั้งความแค้น ความอยากเอาคืน ความอยากชนะ สิ่งเหล่านี้คือผ้าพันแผลที่พันทับอย่างแน่น ดูเหมือนปกป้องแผล แต่จริงๆแล้วทำให้แผลหายช้า
เมื่อกล้าค่อยแกะผ้าพันแผลออก แม้อากาศเย็น อาจจะต้องสัมผัสกับเนื้อดิบที่ยังแสบร้อน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการให้แผลได้หายจริง
ในแต่ละค่ำคืน ก่อนหลับตา แทนที่จะเปิดฉากเก่าขึ้นมารอบใหม่ ลองเปลี่ยนเป็นการขอบคุณตัวเองเบาๆ ที่ยังอยู่รอดมาถึงวันนี้ ขอบคุณใจที่แม้จะเจ็บก็ยังไม่ยอมดับ ขอบคุณทุกประสบการณ์ที่ทำให้เราเห็นความจริงของโลกมากขึ้น ไม่ใช่โลกฟรุ้งฟริ้งที่อยากเห็น แต่เป็นโลกจริงๆ ที่มีทั้งคนดีและคนพลาด มีทั้งความเมตตาและคนเห็นแก่ตัว ขอบคุณแม้กระทั่งคนที่เคยทำร้ายเรา ในฐานะครูที่สอนให้เรารู้จักดูแลใจตัวเองให้ดีกว่าเดิม
ไม่ใช่ทุกคนที่เข้ามาในชีวิตเราจะอยู่กับเราตลอดไป บางคนเข้ามาเพื่อให้บทเรียน บางคนเข้ามาเพื่อให้กำลังใจ บางคนเข้ามาเพื่อให้รู้ว่าเราควรเดินออกจากตรงไหน เราไม่ได้ผิดที่เคยต้อนรับเขาเข้ามา เพราะขณะนั้นเราอาจยังไม่รู้จักตัวเองพอ แต่เมื่อวันนี้เราเห็นชัดขึ้น การไม่เอาใจไปผูกต่อ คือการเคารพตัวเอง เคารพทางเดินใหม่ที่ใจกำลังจะเลือก ใจที่ไม่ผูกไม่ได้หมายถึงใจที่ว่างเปล่าไร้ความหมาย แต่คือใจที่พร้อมจะถูกเติมด้วยสิ่งดีงามใหม่ๆ เหมือนห้องที่เคยเต็มไปด้วยของเก่าเสียหาย ถ้าไม่กล้าทิ้งอะไรเลย ก็ไม่มีวันมีพื้นที่สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับชีวิตปัจจุบัน
การไม่เอาใจไปผูกกับเขา คือการตัดสินใจค่อยๆยกของเก่าออก ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เคยมีความหมาย แต่เพราะวันนี้ถึงเวลาที่เราต้องใช้ชีวิตต่อ
ในเชิงกรรม เราไม่สามารถยื่นมือเข้าไปจัดการผลกรรมของใครได้ แม้จะเป็นคนที่เราเคยรักมาก หรือคนที่เราเคยเกลียดจัด กรรมของเขาเป็นหน้าที่ของเขา กรรมของเราอยู่ที่ว่าตอนนี้เรากำลังคิดอย่างไร พูดอย่างไ ร ทำอย่างไรต่อจากเรื่องนั้น ถ้าหลังจากถูกทำร้าย เราตอบสนองด้วยความโกรธ เกลียด ฝังแน่น เรากำลังปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความมืดในใจตัวเอง แต่ถ้าเราตอบสนองด้วยการเรียนรู้ ระมัดระวัง และค่อยๆวาง เรากำลังปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาและเมตตาต่อตัวเอง
ธรรมะไม่ได้บอกให้เราทนอยู่กับสิ่งที่ทำร้ายเรา แต่ธรรมะบอกให้เราเห็นตามจริง แล้วเลือกทางที่ไม่เพิ่มกรรม เราอาจต้องเดินออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ เราอาจต้องปิดประตูบางบาน เราอาจต้องไม่เปิดโอกาสให้เขาเข้ามาทำร้ายซ้ำ นั่นคือการป้องกันระดับรูปธรรม แต่ขณะเดียวกัน เราต้องไม่เปิดประตูในใจให้เขาเดินเข้ามาทำร้ายต่อ ผ่านความคิดของเราเอง นั่นคือการป้องกันระดับนามธรรม
เมื่อลองมองเขาเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังรับผลจากกรรม และสร้างกรรมใหม่ของตัวเองไปเรื่อยๆ ใจเราจะถอยออกจากบทบาทผู้พิพากษา ไม่ต้องยกค้อนตัดสินโทษในใจทุกครั้งที่นึกถึงเขา เราอาจเปลี่ยนจากการถามว่า "เขาควรได้รับอะไร" มาเป็นการถามว่า "ใจเราควรได้รับอะไร" ใจที่เจ็บมานาน ควรได้รับความสงบ หรือไม่ ควรได้รับการปล่อยเป็นอิสระจากเงาของเขาหรือไม่ ถ้าเห็นว่าควร การไม่เอาใจไปผูกกับเขา จึงไม่ใช่ทางเลือกแค่ 1 ทางในหลายๆทาง แต่มันคือทางเดียวที่พาใจออกจากการเป็นเหยื่อวัฏจักรความคิดซ้ำๆ ออกจากวงกลมที่วนอยู่ระหว่างความโกรธและความอยากเอาคืน ออกจากห้องมืดที่เต็มไปด้วยภาพเขาสู่พื้นที่โล่งที่มีเพียงลมหายใจอุ่นๆของเราเอง มีเพียงต้นไม้เงียบๆที่ยืนอยู่เป็นเพื่อนในยามเช้า มีเพียงเสียงนกตัวเล็กที่ร้องทักวันใหม่
ในวันหนึ่ง เมื่อเรายืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มองลำธารไหลเอื่อย ฟังเสียงลมกระซิบผ่านยอดไม้ ใจที่เคยเต็มไปด้วยชื่อของเขาอาจจางหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงความรู้ตัวละเอียดอ่อนว่าเรายังหายใจอยู่ เรายังมีชีวิต เรายังมีเส้นทางที่ต้องเดินต่อ ช่วงเวลาสั้นๆที่ใจไม่คิดถึงเขาเลย คือรสชาติของอิสรภาพภายใน แม้จะมีเพียงไม่กี่ลมหายใจ แต่มันยืนยันได้ว่าใจเราสามารถไม่ผูกได้จริง เมื่อเรารู้จักรสของความไม่ผูก ใจก็จะเริ่มโหยหาความสงบแบบนั้นมากขึ้น แทนที่จะเผลอเพลินไปกับการคิดซ้ำเรื่องเขา ใจจะเริ่มเห็นเองว่าไม่คุ้ม เหมือนคนที่เคยดื่มน้ำขมจนชิน วันหนึ่งได้ลิ้มรสน้ำใสเย็นจากธารธรรมชาติ เมื่อกลับไปดื่มน้ำขมอีกครั้ง ก็จะรู้สึกว่าไม่อยากกินแล้ว ใจก็เช่นกัน เมื่อสัมผัสความโปร่งเบาได้บ่อยขึ้น ก็จะค่อยๆคลายมือจากเรื่องเดิม
สุดท้าย เราจะเข้าใจเงียบๆว่า การไม่เอาใจไปผูกกับเขา ไม่ได้ทำเพื่อเขา ไม่ได้ทำให้กรรมของเขาเร็วขึ้นหรือช้าลง แต่ทำเพื่อใจเราเอง เพื่อคืนบ้านหลังเดิมให้หัวใจที่เหน็ดเหนื่อยมานาน เพื่อให้พื้นที่ภายในกลับมาสงบพอสำหรับต้อนรับความดีงามใหม่ๆในชีวิต และเพื่อให้เราก้าวออกจากเงาของเขา ยืนอยู่กลางแสงแห่งธรรมะอย่างอิสระ
เมื่อไม่เอาใจไปผูกกับเขาอีกต่อไป เราจึงค้นพบว่าแท้จริงแล้วไม่มีใครบนโลกใบนี้มีอำนาจเหนือใจเราได้ นอกนอกจากความยึดของใจเราเอง เมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ ใจก็เริ่มคลาย เริ่มเบา เริ่มเดินเข้าสู่เส้นทางใหม่ที่ไม่มีชื่อของเขาเป็นศูนย์กลางอีกแล้ว เหลือเพียงชื่อของธรรมะและความสงบที่ค่อยๆผลิบานขึ้นจากภายในอย่างช้าๆ
ในความลึกของใจ ยังมีมุมเล็กๆมุมหนึ่งที่เราไม่ค่อยกล้าเข้าไปมองตรงๆ มุมนั้นเต็มไปด้วยคำถามเงียบๆว่า "เรามีค่าแค่ไหนกันแน่" "เราสมควรถูกทิ้งหรือไม่" "เราน่ารักพอไหม" "เราดีพอที่จะถูกรักหรือเปล่า" คำถามเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์ครั้งเดียว แต่มันถูกสะสมมาจากประสบการณ์มากมายที่เราเอาใจไปผูกกับคนแล้วถูกทำร้าย ทุกครั้งที่ผูก ทุกครั้งที่ถูกตัด ใจก็แอบสรุปเบาๆว่าตัวเองไม่ดีพอ เมื่อใจสรุปแบบนั้นบ่อยเข้า เราจึงยิ่งผูกกับคนต่อไป เหมือนหวังให้ใครสักคนมาลบคำตัดสินที่เคยมีในใจเรา เราอยากให้เขายืนยันว่าเราไม่ได้แย่ เราไม่ได้ไร้ค่า เราจึงมอบกุญแจของความสุขไปไว้ในมือเขา ยิ้มให้เราก็สว่าง เขาเฉยใส่เราก็มืดลง เขา รับเราก็โล่ง เขาปัดเราก็พัง ใจที่ขึ้นกับคนอื่นแบบนี้ จึงเหนื่อยตั้งแต่ยังได้เริ่มวันใหม่
ธรรมะจึงชวนเราค่อยๆดึงกุญแจกลับมาไว้ที่ใจ ให้เห็นว่าการเอาใจไปผูกกับใครก็ตาม จริงๆแล้วคือการให้เขาถือกุญแจของเราทั้งวันทั้งคืน แต่คนส่วนใหญ่ก็มีภาระของตัวเอง เขาไม่ได้มีเวลามานั่งระวังไม่ให้เราพัง เขาไม่ได้มีสติพอจะรักษาใจเราให้ดีไปกว่าเรารักษาเอง เมื่อเขาพลาด เมื่อเขาประมาท เมื่อเขาถูกกิเลสของเขาครอบงำ กุญแจที่เราให้ไปก็ถูกโยนไปมาอย่างไม่ใส่ใจ เราจึงกระแทกพื้นอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หากเราค่อยๆเห็นตรงนี้ชัดขึ้น เราจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมการไม่เอาใจไปผูกกับเขาจึงสำคัญ ไม่ใช่เพราะเขาไม่ดี แต่เพราะไม่มีใครคู่ควรจะถือกุญแจของใจเราแทนเรา ไม่ใช่เพราะเราต้องตัดทุกคนออกจากชีวิต แต่เพราะเราต้องรู้ก่อนว่าศูนย์กลางของใจควรอยู่ตรงไหน เมื่อศูนย์กลางอยู่ที่ธรรมะ อยู่ที่ความจริง อยู่ที่การรู้เท่าทันกายใจ เราจึงจะอยู่กับใครได้โดยไม่ต้องผูกจนแน่น
ในยามค่ำที่เงียบสนิท เสียงลมเบาๆที่ลอดหน้าต่างเข้ามา อาจทำให้เรานึกถึงคืนที่เคยร้องไห้คนเดียว คืนที่รู้สึกว่าทั้งโลกทิ้งเราไว้ข้างหลัง คืนที่เหมือนมีเพียงเงาของเขายืนทับอยู่ในหัว ถ้าเราย้อนมองด้วยสายตาแห่งปัญญา จะเห็นว่าในคืนเหล่านั้น เขาอาจไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ มีแต่ใจเราที่ไม่ยอมปล่อยเงาของเขาออกจากห้อง เหมือนเราเป็นคนเปิดประตูเชิญเขาเข้ามา ยืนกลางใจทุกคืนเอง
เมื่อรู้เช่นนี้ เราจึงเริ่มฝึกปิดประตูนั้นทีละน้อย ไม่ใช่ปิดเพราะเกลียด แต่ปิดเพราะรู้แล้วว่าห้องนี้เป็นห้องพักของใจที่อ่อนล้า ต้องการความสงบ ต้องการความเงียบ ต้องการพื้นที่ว่างจากเรื่องราวทั้งหลาย การปิดประตูต่อเงาของเขา จึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้แสงแห่งสติเข้ามาแทน ไม่ใช่การขับไล่ใครด้วยความโกรธ แต่เป็นการเชิญความสงบให้กลับคืนมา
การไม่ผูกไม่ได้แปลว่าเราต้องทำเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น บางคนสับสนว่าถ้าไม่ผูก ต้องทำเป็นไม่รู้สึก ต้องแข็ง ต้องเฉยชา แต่จริงๆแล้ว การไม่ผูกในทางธรรมะกลับอ่อนโยนมาก เรายอมรับว่ามีความรู้สึก ยอมรับว่าเจ็บ ยอมรับว่าเสียใจ แต่เราวางใจอยู่ในฐานของผู้รู้ ไม่ใช่เป็นตัวละครในละครนั้นตลอดเวลา เราดูใจที่เจ็บ แทนที่จะกลายเป็นความเจ็บนั้นไปทั้งดวง เหมือนเรามองฝนตกผ่านหน้าต่าง เราเห็นเม็ดฝนกระทบพื้น ได้ยินเสียงน้ำกระทบหลังคา แต่เราไม่กลายเป็นฝน เราเป็นเพียงผู้รู้ว่าฝนตก ใจก็เช่นกัน เมื่อความคิดถึงเขาเกิดขึ้น เราแค่รู้ว่าเกิด เมื่อความโกรธพุ่งขึ้นมา เราแค่รู้ว่ามันพุ่ง เมื่อความแค้นจะดันขึ้นมาจากก้นบึ้งของใจ เราแค่รู้ว่ามันกำลังดันขึ้นมา แทนที่เราจะกระโดดเข้าไปเป็นคลื่น นั่งอยู่กลางพายุ เราเลือกถอยออกมายืนบนฝั่งของผู้รู้ ฝั่งนี้เองที่เป็นที่ปลอดภัยของใจ ที่ซึ่งกรรมของใครก็เอื้อมมาไม่ถึง เพราะกรรมสัมผัสเราได้ผ่านการที่เราแสดงออก ผ่านการที่เราคิด พูดทำ แต่ถ้าใจเราอยู่กับสติ รู้เท่าทันความคิด ก่อนที่จะปล่อยให้มันนำไปสู่การกระทำที่เป็นอกุศล เราก็เหมือนมีเกราะบางๆที่ค่อยๆหนาขึ้นจากการฝึก เกราะที่การไม่ให้เราสร้างกรรมใหม่ซ้อนทับลงไปบนกรรมเก่า
เมื่อไม่เอาใจไปผูกกับเขา เราจึงไม่ได้แค่รอให้กรรมของเขาทำงาน แต่เรากำลังเปลี่ยนทิศของกรรมตัวเอง ด้วย จากเดิมที่ใจเต็มไปด้วยโทสะ เต็มไปด้วยความอยากสะใจ เต็มไปด้วยคำสาปเงียบๆ กลายเป็นใจที่เริ่มหันมามองตัวเองด้วยเมตตา มองโลกด้วยความเข้าใจมากขึ้น มองผู้คนทั้งหลายเป็นผู้ร่วมเดินทางในวัฏฏสงสาร ต่างก็หลง ต่างก็เจ็บ ต่างก็พลาด ต่างก็ต้องเรียนรู้
หากลองจินตนาการว่าเรามองโลกจากมุมสูง เห็นผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา แต่ละคนขนกรรมของตัวเองมาคนละห่อ บางคนห่อใหญ่มาก จนตัวเองแทบหายไปใต้ภาระนั้น บางคนห่อเล็ก แต่ยังไม่รู้ตัว ทุกคนกำลังเดินบนทางที่มองไม่เห็นปลาย เดี๋ยวล้ม เดี๋ยวลุก เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ รวมทั้งตัวเราเองด้วย ภาพนี้ทำให้เราคลายจากการยึดว่ามีแค่เราเท่านั้นที่ถูกทำร้าย ใจจะเริ่มอ่อนลง เริ่มเข้าใจว่าเราเป็นเพียงหนึ่งชีวิตท่ามกลางความซับซ้อนของเหตุปัจจัยมากมาย ในความซับซ้อนนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เราควบคุมได้ คือทิศของใจตัวเอง เราเลือกไม่ได้ว่าใครจะทำอะไรเรา แต่เราเลือกได้ว่าจะตอบสนองอย่างไร เราห้ามไม่ให้ฝนตกไม่ได้ แต่เราเลือกหยิบร่มหรือหาที่หลบได้ เราห้ามไม่ให้ฟ้าผ่าไม่ได้ แต่เราเลือกไม่ไปยืนในที่โล่งตอนพายุแรงๆได้ ชีวิตก็คล้ายกัน เราห้ามไม่ให้ใครสร้างกรรมของเขาไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะไม่เอาใจไปยืนอยู่ในจุดที่ไฟจากกรรมเขาจะลามเข้ามาเผาเรา
คนที่ยังผูกใจไว้กับเขา เปรียบเหมือนคนที่ยืนอยู่ข้างกองไฟ แล้วยื่นมือเข้าไปใกล้ตลอดเวลา ทั้งที่รู้ว่าร้อน ทั้งที่รู้ว่าแสบ แต่ก็ยังยื่นเข้าไปอีก เพราะแอบหวังแปลกๆว่าวันหนึ่งไฟจะกลายเป็นน้ำเย็น หวังว่าวันนึงที่เคยทำร้ายเรา จะกลายเป็นคนเยียวยาเรา แต่ธรรมชาติของไฟคือเผา ธรรมชาติของคนที่ยังหลงกิเลสหนัก คือทำร้ายทั้งตัวเองและคนอื่น เราจึงต้องหยุดหวังว่ากองไฟจะกลายเป็นธารน้ำ แล้วหันมาหาน้ำเย็นที่แท้จริงคือธรรมะ ที่ซึ่งใจจะได้พักจริงๆ น้ำเย็นของธรรมะอาจไม่ได้หวือหวา ไม่ได้หวานเหมือนคำปลอบโยนสวยหรู แต่มันเย็นจริง เย็นด้วยความจริงที่ว่าไม่มีอะไรเที่ยง ทั้งเขาทั้งเราทั้งความสัมพันธ์ทั้งความรู้สึก ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป ความเจ็บก็อยู่ภายใต้กฎเดียวกัน มันไม่ได้มีอำนาจเหนือใจเราไปตลอด ถ้าเราไม่เอาใจไปกอดมันไว้แน่น ไม่หันกลับไปเติมน้ำหนักให้มันทุกวัน
เมื่อเรายอมรับความไม่เที่ยง ใจก็จะเบาขึ้นอย่างประหลาด คนที่เคยสัญญาว่าจะอยู่กับเราไปตลอด อาจเดินจากไป คนที่เคยทำร้ายเรามาก อาจกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเองในภายหลัง คนที่เคยดูเหมือนใจร้าย อาจเพียงกำลังทุกข์หนักในแบบที่เราไม่รู้ ทุกอย่างเปลี่ยนได้หมด สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้จริงๆ คือการไม่สร้างโซ่พันธนาการใหม่ให้ใจตัวเอง
ในวันนี้ ในคืนที่ลมหายใจของเราไหลเข้าออกอย่างสงบ ให้ลองพูดกับใจตัวเองเบาๆว่า "เราจะค่อยๆคืนอิสระให้ใจ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องฝืนให้ลืมในทันที แค่วันนี้จะไม่ดึงเรื่องเขามาคิดเร่งในหัวเป็นนิสัย วันนี้จะไม่ใช้เวลาว่างไปตามดูชีวิตเขาอย่างไร้ประโยชน์ วันนี้จะหันมาดูชีวิตตัวเองให้มากขึ้น ดูนิสัยตัวเอง ดูคำพูดตัวเอง ดูการตอบสนองของตัวเองเวลาถูกกระทบ" พอเราหันมาดูตัวเองมากขึ้น เราจะพบว่ายังมีพื้นที่อีกมากในใจที่ต้องได้รับการเยียวยา ไม่ใช่พื้นที่ที่เขาสร้างขึ้น แต่เป็นพื้นที่ที่เราปล่อยไว้ร้างมานาน แผลเก่าจากครอบครัว ความรู้สึกด้อยค่าเมื่อเทียบกับคนอื่น ความกลัวการถูกปฏิเสธ ความไม่กล้ารักตัวเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องการเวลา ต้องการความเข้าใจ ต้องการสติที่อ่อนโยน เมื่อเราเริ่มดูแลมุมเหล่านี้ แสงจากภายในจะเปล่งออกมาเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาจุดให้
การไม่เอาใจไปผูกกับเขา จึงกลายเป็นการหันกลับมาเชื่อมใจตัวเองกับทางของธรรมะ เราเริ่มผูกใจไว้กับการฝึกสติ ผูกใจไว้กับการรู้เท่าทันอารมณ์ ผูกใจไว้กับการพูดดี คิดดี ทำดี ผูกใจไว้กับความสงบที่แท้จริง ยิ่งเราผูกกับธรรมมากเท่าไหร่ เชือกที่เคยผูกกับเขา ก็ยิ่งไม่มีแรงดึงเรา เพราะใจมีเสาใหม่ให้ยึด เสาที่ไม่หัก ไม่พัง ไม่เปลี่ยนไปตามอารมณ์ของใคร
ในท้ายที่สุด เราจะรู้ด้วยประสบการณ์ตรงว่า การไม่เอาใจไปผูกกับเขา ไม่ได้ทำให้เราขาดอะไรไป แต่กลับทำให้เราคืนพื้นที่ว่างมหาศาลในใจ พื้นที่ที่เคยถูกยึดครองด้วยชื่อของเขา ถูกคืนให้กับความสงบ ความรู้ตัว ความเบาสบาย ความสันโดษแบบไม่เดียวดาย เหมือนท้องฟ้าที่พอเมฆดำสลายไป ดาวดวงเล็กดวงน้อยที่เคยซ่อนอยู่ ก็เริ่มเปล่งแสงให้เห็น และในคืนหนึ่ง เมื่อเรานอนลงอย่างสงบ ใจไม่ได้วนไปหาเขาเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนหลับ แต่กลับไหลไปหยุดที่ลมหายใจแผ่วเบา หยุดที่ความรู้สึกขอบคุณต่อชีวิต ที่ยังมีโอกาสฝึก หยุดที่ความภาคภูมิใจเงียบๆว่าอย่างน้อยวันนี้เราก็ไม่ยอมให้กรรมของใครมาบงการหัวใจเรา เมื่อนั้นเอง ประโยคที่ว่า "เมื่อไม่เอาใจไปผูกกับเขา กรรมของเขาก็ทำอะไรใจเราไม่ได้" จะไม่ใช่แค่คำสอนที่ฟังดูดี แต่จะกลายเป็นความจริงที่สัมผัสได้ในห้องเล็กๆของหัวใจเราเอง