📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

'ไอติม' กับ บทเรียนจากความพ่ายแพ้ : Suthichai live 20-2-2569

suthichai live36:05

Transcription

สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่สุทธิชัยไลฟ์ ครับ มีนักวิชาการ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง สื่อมวลชน วิพากษ์วิจารณ์ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ จากหลายๆ แง่มุม ก็จะเน้นไปทางที่ว่า พรรคประชาชนยังเป็นพรรคในเมือง ยังไม่เข้าใจคนต่างจังหวัดเพียงพอ หรือประมาท หรือว่าไม่ทันเกมของบ้านใหญ่ และครั้งนี้บ้านใหญ่จับมือกัน ไม่แข่งกันเอง เพราะมีศัตรูร่วมคือพรรคประชาชน ก็เลยสมทบพลังสกัดกั้นพรรคประชาชน ในหลายๆ เขตเลือกตั้ง จนทำให้พรรคภูมิใจไทย ขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 พรรคประชาชนกลายเป็น เบอร์ 2 ไม่สามารถจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

ผมคุยกับคุณพฤทธิวัชรศิน คุณไอติม ซึ่งเป็นแกนนำคนนึงของพรรคประชาชน และมีส่วนในการวางยุทธศาสตร์ ว่าบทเรียนที่ได้มามันคืออะไร คุณไอติมก็ยอมรับครับว่า ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เห็นที่เห็นชัดเจน สถิติบอกเลยคะแนนบัญชีรายชื่อลดลงจาก 14 ล้านเสียงเมื่อปี 66 เหลือเพียงประมาณ 10 ล้าน การเสี่ยงสาเหตุหลักนั้น คุณไอติมมองว่ามาจากความเชื่อมั่นในระบบการเมืองที่ลดลง ประชาชนนะครับ เชื่อมั่นระบบการเมืองลดลง สะท้อนจากจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์น้อยลง และคะแนนผู้ใดไม่เลือกผู้ใดบุ่งสูงขึ้น

ตอนนี้ยังมีคำถามนะ ผมยังสงสัยว่ายอดผู้ไปใช้สิทธิ์ที่เหลือแค่ 65 ล้านคนเนี่ย ต่ำที่สุดใน 10 กว่าปีเลย มันเกือบจะเรียกว่าเป็นไปได้ยากทีเดียว ว่ามันเกิดอย่างนี้ได้ยังไง เพราะว่าดูจากความตื่นตัวของประชาชน การดีเบต การที่เอ เราติดตามดู การที่ทุกพรรคการเมืองไปปราศรัยในที่ต่างๆ เนี่ย ก็มีแต่ความคึกคัก มีแต่คนที่ต้องการที่จะมีส่วนร่วม นี่กลายเป็นว่าครั้งนี้ไปใช้สิทธิ์ต่ำที่สุดใน 25 ปี นี่ครับ ขึ้นหน้าจอให้ดูด้วย มีคนไปรวบรวมมาแล้วครับ ย้อนกลับไปเลยปี 54 254 ปีที่คุณทักษิณได้รับเลือกนี่ครับ ปีนั้น 69.94% ต่อมาเลือกตั้งปี 48 พลไปใช้สิทธิ์ก็ 72.56% 56% ต่อมามาถึงปี 2550 ที่คุณสมัครมาเป็นนายกก็ขึ้นไปถึง 74.52% แล้ว พ.ศ. 2554 คุณยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นนายก คุณไปใช้สิทธิ์ก็ 75% 75.03% พอถึงคุณประยุทธ์จันทร์โอชา เลือกตั้งก็ไปใช้สิทธิ์ 74.69% 69% ล่าสุดตอนที่คุณเศรษฐาได้มาเป็นนายกก็ 75.22% แต่ครั้งนี้ทุกอย่างมันคึกคัก ทุกพรรคการเมืองมีแนวทางนโยบาย มีดีเบต มีการไปปราศรัยในต่างจังหวัดต่างๆ คนมาใช้สิทธิ์ เหลือ 65.22% 22% ซึ่งตอนนั้นบอกว่านับไปแค่ 94% นะครับ แต่ นี่แหละถึงแม้นับ 100% มันก็ยังต่ำที่สุดใน 25 ปี มันเป็นไปได้อย่างไร มันต้องมีอะไรผิดปกติ

แต่นั่นแหละ คุณไอติมก็ถือว่า นั่นเป็นหนึ่งปัจจัย คนมาใช้สิทธิ์น้อย คนโหวตโนก็พุ่ง รวมไปถึงปัจจัยภายนอกอย่างการผนึกกำลังของบ้านใหญ่ และยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทย ที่ดึงเอามืออาชีพมาสร้างผลงานในช่วงรัฐบาลชั่วคราว นอกจากนี้ คุณไอติมยังยอมรับว่า พรรคประชาชนก็เผชิญความท้าทายเรื่องความโปร่งใสของ กกต. ด้วย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่อาจจะขัดต่อหลักการลงคะแนนลับ

ถามต่อไปว่า ก้าวต่อไปของพรรคประชาชนคืออะไร คุณไอติมบอก ฟื้นฟูความหวัง เริ่มทำงานในพื้นที่ให้เร็วขึ้น ปิดช่องว่างระหว่างคะแนนเขต และดำเนินคดีตามกฎหมายปกป้อง 7 จำนงของประชาชน ฉะนั้นถ้าหากวิเคราะห์ข้อมูล สถิติ และโจทย์สำคัญเนี่ย มี 3 ข้อจากการได้คุยกับคุณไอติม พรรคประชาชนวิเคราะห์ผลลัพธ์ผ่านตัวสถิติ ถึงแม้ว่าข้อมูล กกต. ยังไม่เป็นทางการ และสรุปโจทย์หลักสำหรับการทำงานอนาคต 3 ด้าน

โจทย์สำคัญข้อที่ 1 การเพิ่มความหวังให้ประชาชน เพราะว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ลดลงจาก 75% เหลือ 65% และคะแนนไม่เลือกผู้ใดโหวตโมีนัยยะสำคัญประมาณ 1 ล้านใบ สะท้อนว่าประชาชนเริ่มไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ตรงนี้หัวใจสำคัญ

2 การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขยายฐานคะแนน บัญชีรายชื่อลดลงจาก 39% 14 ล้านเสียง เหลือ 31% 10 ล้านเสียง แสดงถึงความนิยมในระดับประเทศที่ลดลงเหมือนกัน

ข้อ 3 ที่บทเรียนคือการปิดช่องว่างคะแนนเขตและบัญชีรายชื่อ ยังคงมีช่องว่างระหว่างผู้ที่เลือกพรรคคือบัญชีรายชื่อ แต่ไม่เลือกผู้สมัครเขตของพรรค แม้ช่องว่างจะลดลงจากปี 66 แต่ว่าพรรคประชาชนบอกว่าจำเป็นต้องสร้างตัวแทนที่ยึดโยงกับพื้นที่ให้เข้มแข็งขึ้นครับ

ปัจจัยความพ่ายแพ้ภายในและภายนอกเนี่ย คุณไอติมบอกว่าทำโฟกัสกรุ๊ป วิเคราะห์สถานการณ์ภาคสนาม พบปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคะแนนนิยมคือ

1 ปรากฏการณ์บ้านใหญ่ครับ บ้านใหญ่ผนึกกำลังกัน เกิดการสู้รบกันแบบ 1 ต่อ 1 มากขึ้น โดยจำนวนเขตที่คะแนนอันดับ 1 และ 2 รวมกันเกิน 80% เพิ่มขึ้นจาก 49 เขตปี 66 เป็น 159 เขต คือคราวที่แล้วเนี่ย มี 408 เขต แต่คราวนี้ 159 เขตที่ จำนวนเขตที่คะแนนอันดับ 1 และ 2 รวมกันเกิน 80 คือมันมาจ่ออยู่ตรง 1 และ 2 เท่านั้นเอง แสดงถึงการหลีกทางและการรวมตัวกันของขั้วตรงกันข้ามเพื่อเอาชนะพรรคประชาชน อันนี้เห็นได้ชัด เขารวมตัวกัน เขาไม่ตีกันเอง เขาไม่ทำให้คะแนนเขาแตกกันเอง

2 คือยุทธศาสตร์มืออาชีพของพรรคภูมิใจไทย ก็มีส่วน การดึงเอา 3 แม่ครัว คุณเอกนิติ คุณสุภจี คุณศิริศักดิ์ เข้ามาบริหารกระทรวงเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ ภายใต้ MOA ส่งผลบวกต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยมาก

ประเด็น MOA แสดง และความสับสนทางด้านยุทธศาสตร์มั้ย พรรคประชาชนก็ยอมรับ ประชาชนบางส่วนผิดหวังกับการตัดสินใจทำ MOA ของพรรคประชาชน ที่ส่งผลให้ไปยกมือให้คุณอนุทิน และส่งผลกระทบต่อความตื่นตัวทางการเมืองของฐานเสียงเดิม

อีกประเด็นนึงคือกระแสชาตินิยมและปัญหาชายแดน พื้นที่ชายแดนเช่นตราจันทบุรีและราชบุรีเนี่ย พรรคประชาชนสูญเสียที่นั่ง และคะแนนนิยมลดลงชัดเจน เพราะท่าทีของพรรคในประเด็นชายแดนและกองทัพ ถูกนำมาเป็นคำถามสำคัญในช่วงหาเสียง

อีกข้อนึงที่ไอติมยอมรับคือการทำงานในพื้นที่ล่าช้า กระบวนการคัดเลือกผู้สมัครที่ซ้ำซ้อนซับซ้อน ทำให้ว่าที่ผู้สมัครมีเวลาทำงานในพื้นที่จำกัด ทำให้เข้าไม่ถึงชาวบ้านในลักษณะการเมืองท้องถิ่นเท่าที่ควร

แต่ก็คุณนายติมก็ตั้งประเด็นข้อพิรุธว่า มันมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง พรรคประชาชนตั้งก็สังเกตอย่างรุนแรงต่อการทำงานของ กกต. หลายประเด็น อาจจะส่งผลต่อความชอบธรรมของการเลือกตั้ง บาร์โค้ดและ QR code บนบัตรเลือกตั้ง คุณไอติมชี้ให้เห็นว่าบัตรเลือกตั้งแต่ละใบมีรหัสที่ไม่ซ้ำกัน หากมีผู้รู้รหัสต้นขั้วและบันทึกภาพการนับคะแนน จะสามารถระบุได้ทันทีว่าใครเลือกใคร ขั้นตอนหลักการลงคะแนนลับ Secret Ballot

อีกประเด็นนึง ไอติมบอกว่าคะแนนไม่ตรงกันระหว่างบอร์ดและเว็บไซต์ครับ พบการคลาดเคลื่อนของคะแนนในหลายเขต เช่นสงขลาเขต 3 ศรีสะเกษเขต 2 ที่คะแนนบัตรสีเขียว บัตรสีชมพูต่างกันเป็นหลักพันถึงหลักหมื่น ทั้งๆที่ประชาชนต้องได้รับบัตร 2 ใบเท่ากัน

3 อีกปัญหาหนึ่ง คุณไอติมบอกความล่าช้าในการรายงานผล ก็เป็นปัญหา ผ่านไปที่เราคุยกันวันนั้น ผ่านไป 7 วันแล้วยังรายงานผลแค่ 94.33% 33% ข้อมูลในเว็บไซต์ยังขัดแย้งกับผลคะแนนจริงหน้าหน่วยในบางพื้นที่ เช่นอุดรธานีเขต 7

ถามว่าก้าวต่อไปยุทธศาสตร์เป็นยังไง อ่า คุณไอติมบอกว่าผิดหวังกับผลการเลือกตั้ง พรรคยืนยันว่าไม่หมดหวัง เตรียมดำเนินการ

1 ดำเนินคดีกฎหมาย มอบหมายให้คุณหมอวาโยยื่นฟ้อง กกต. มาตรา 157 กรณีบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่เรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อปกป้องเสียงของประชาชน สร้างปทัฐานใหม่ในอนาคต

2 ปรับทัพภายในครับ อันนี้สำคัญ จะปรับทัพภายใน เริ่มกระบวนการคัดเลือกและส่งว่าที่ผู้สมัครลงพื้นที่ทันที เพื่อให้มีเวลาทำงานล่วงหน้า 3-4 ปี แล้วถอดบทเรียนจาก 29 เขต ที่คะแนนเขตชนะคะแนนบัญชีรายชื่อ เช่นคุณภัทรพงษ์ เชียงใหม่ และคุณศุภนัส กทม. เพื่อเป็นโอเดล การทำงานพื้นที่ เพราะ 2 ท่านนี้ลงพื้นที่จริงจัง

บทบาทในสภาล่ะ พรรคประชาชนบอกว่าจะเดินทางแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ควบคู่ไปกับการจัดทำฉบับใหม่ โดยเฉพาะประเด็นการเพิ่มสิทธิ์ประชาชนในการถอดถอนองค์กรอิสระ และก็เตรียมรับมือกับคดี 44 ส.ส. ด้วยครับ พรรคมีการเตรียมแผนสำรอง ถ้าหัวหน้าพรรคคือคุณเท้ง คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธิ ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ อาจจะมีการปรับทัพชั่วคราวให้มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านตามกฎหมาย

คุณพฤทธิ์บอกอย่างนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนเป็นผู้พิพากษา ถ้าเราเรียนรู้ มันก็คือการถอยลงเพื่อย่อตัวลงขยับไปข้างหน้า แต่ถ้าเราไม่เรียนรู้ มันจะทำให้เราค่อยๆไถลลงไปเรื่อยๆ นี่ครับ ถ้าเรารู้ตัวเรียนรู้เราถอยย่อตัวขยับไปข้างหน้า แต่ถ้าเราไม่เรียนรู้ มันจะทำให้เราค่อยๆไถล ไม่ใช่ถอยนะ ไถลลงไปเรื่อยๆ นี่คือบทสรุปที่ผมพูดคุยกับคุณไอติมชั่วโมงเศษๆ วันก่อน อยากเล่าให้ฟัง สรุปประเด็นกระชับกระชับ อาจารย์เอ ปัญญาประดิษฐ์ ผมคิดว่าถ้าเอาจากที่ผมพูดคุยกับไอติมเนี่ย มันน่าจะได้ข้อมูลบทสรุป และการวิเคราะห์ความพ่ายแพ้ของประชาชน ได้อย่างน่าสนใจเลยใช่มั้ครับ อาจารย์เอ ปัญญา และประดิษฐ์ครับ

>> เกิดอะไรขึ้นกับพรรคประชาชนครับ จากพรรคที่ เป็นความหวัง กลายเป็นผู้พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แบบที่หลายคนก็คาดไม่ถึงเลยนะครับ แต่ที่น่าสนใจกว่าผลแพ้ชนะเนี่ย ก็คือบทเรียนที่พวกเขาได้จากความผิดหวังครั้งนี้ครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องนี้กัน นี่แหละครับ คำพูดที่สะท้อนบรรยากาศในวันนั้นได้ดีที่สุดเลย คือแบบ จากที่ตอนเช้ายังมีความหวังกันเต็มเปี่ยม พอตกเย็นคะแนนเริ่มมา ทุกอย่างกลับตลปัดไปหมดเลยนะครับ มันเป็นความรู้สึกช็อกจริงๆ เอาล่ะครับ เรามาดูกันดีกว่าว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เราจะไล่ดูกันไปตามนี้นะครับ เริ่มจากความรู้สึกช็อกในวันเลือกตั้ง ไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลดิบๆเลยว่า มันบอกอะไรเราบ้าง แล้วไปดูว่าคู่แข่งเขาปรับกลยุทธ์กันยังไง จนมาถึงบทสรุปว่าพรรคต้องแก้โจทย์อะไร แล้วจะเดินหน้าต่อไปยังไงครับ ก็แน่นอนครับว่าตอนแรกพรรคก็หวังไว้สูงมาก แต่ในโลกของการเมืองอ่ะเนาะ ความพ่ายแพ้มันก็คือบทเรียนที่ดีที่สุดเหมือนกัน พวกเขายอมรับผลที่เกิดขึ้นนะครับ และภารกิจที่สำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือการกลับมาดูตัวเอง เพื่อทำความเข้าใจว่าพลาดตรงไหน แล้วจะก้าวต่อไปให้แกร่งกว่าเดิมได้ยังไง และจุดที่น่าสนใจที่สุดก็อยู่ตรงนี้แหละครับ แทนที่จะไปโทษนั่นโทษนี่อย่างเดียว พรรคประชาชนเลือกที่จะกลับมามองที่ตัวเองแบบจริงจัง โดยใช้ข้อมูลเป็นตัวตั้งเลย เรามาดูกันครับว่าข้อมูลมันฟ้องอะไรบ้าง สัญญาณแรกที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ คนออกมาเลือกตั้งน้อยลงครับ ซึ่งสำหรับพรรคแล้วเนี่ย เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่ตัวเลขนะ แต่มันอาจจะสะท้อนถึงความหวังของคน ที่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ มันลดลงหรือเปล่า สัญญาณที่ 2 ก็ตามมาติดๆเลยครับ นั่นก็คือคะแนนนิยมโดยรวมของพรรคลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเราวัดกันตรงๆได้จากคะแนนบัญชีรายชื่อ หรือที่เรียกกันว่าคะแนนพรรคนั่นแหละครับ ดูตัวเลขตรงนี้สิครับ ชัดมาก จากประมาณ 14 ล้านเสียงในการเลือกตั้งครั้งก่อน เหลือแค่ประมาณ 10 ล้านเสียงในครั้งนี้ โห หายไปตั้ง 4 ล้านเสียงเลยนะครับ คือ 4 ล้านเสียงที่หายไปเนี่ย มันไม่ใช่แค่ตัวเลขนะ แต่มันคือเสียงสะท้อนของความเชื่อมั่นที่มันลดลงไปอย่างหน้าใจหายเลยทีเดียว และสัญญาณสุดท้ายที่น่ากังวลไม่แพ้กันเลยก็คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่าเลือกพรรคแต่ไม่เลือกคนครับ หมายความว่ายังมีคนอีกเยอะเลยนะ ที่ชอบพรรค แต่พอถึงเวลาเข้าคูหา กลับไม่กาให้ผู้สมัครในพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบแก้เลยครับ เอาล่ะ นอกจากจะมองที่ตัวเองแล้ว การเมืองมันก็ต้องมองปัจจัยภายนอกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลยุทธ์ของคู่แข่งมันเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย คำว่าบ้านใหญ่นี่แหละครับ คือคีย์เวิร์ดสำคัญเลย ลองนึกภาพตามนะครับ กลุ่มการเมืองที่เคยแข่งกันเองในพื้นที่ เนี่ยกลับหันมาจับมือกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันเลย คือสกัดพรรคประชาชนให้ได้ โอ้โห เกมการเมืองมันเปลี่ยนไปหมดเลยค่ะ แบบนี้กราฟแท่งนี้โชว์ให้เห็นภาพเลยครับ ว่าเกมมันเปลี่ยนไปยังไง ลองดูนะครับ จากเลือกตั้งครั้งก่อน มีเขตที่แข่งกันแบบ 1:1 ดุเดือดอยู่แค่ 49 เขต แต่ครั้งนี้พุ่งไปเป็น 159 เขตเลย คือมันเพิ่มขึ้นเยอะมากนะ ครับ นี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ แต่มันคือสัญญาณว่าคู่แข่งเขาจับมือกันรวมคะแนนกันเพื่อมาสู้กับพรรคประชาชนโดยตรงเลย กลายเป็นว่าหลายพื้นที่เนี่ย การต่อสู้มันเข้มข้นขึ้นแบบคนละเรื่องเลยครับ พอเอาข้อมูลทั้งหมดมาดู ทั้งเรื่องของตัวเอง ทั้งเรื่องของคู่แข่ง พรรคก็เลยสรุปออกมาเป็น 3 โจทย์ใหญ่ๆครับ ซึ่งก็เหมือนเป็นการบ้านชิ้นโตเลย ที่ต้องทำให้เสร็จก่อนจะถึงการเลือกสร้างครั้งต่อไป และนี่ก็คือแผนฟื้นฟู 3 ข้อที่ออกมา เพื่อตอบตอบโจทย์สัญญาณอันตรายทั้ง 3 อย่างแบบตรงๆเลยนะครับ ข้อแรกเลยคือเพิ่มความหวัง อันนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาคนออกมาใช้สิทธิ์น้อยลง ข้อ 2 ฟื้นความเชื่อมั่น ก็เพื่อดึง 4 ล้านเสียงที่หายไปให้กลับมาให้ได้ แล้วข้อสุดท้ายปิดช่องว่าง ก็คือต้องแก้ปัญหาเลือกพรรคไม่เลือกคนให้ได้นั่นเอง คำถามต่อมาก็คือแล้วพรรคจะเอาบทเรียนพวกนี้ไปปรับใช้ยังไง ในการทำงานตอนนี้ในฐานะฝ่ายค้านล่ะ คือพวกเขาไม่ได้แค่นั่งรอเฉยๆนะครับ แต่เริ่มลงมือทำกันแล้ว อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดเลยค่ะ ของการเปลี่ยนบทเรียนให้เป็นการลงมือทำจริงๆ ก็คือพรรคจะส่งว่าที่ผู้สมัครของเขาเนี่ย ลงพื้นที่ไปทำงานตั้งแต่เนิ่นๆเลย ไม่ใช่ไปโผล่แค่ตอนใกล้เลือกตั้ง เพื่อจะได้มีเวลาสร้างความสัมพันธ์ สร้างความไว้วางใจกับคนในพื้นที่ ซึ่งก็น่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาช่องว่างคะแนน สส.เขตที่ตรงจุดที่สุดแล้วค่ะ ก็นี่แหละครับ คำถามสำคัญที่ทิ้งท้ายเอาไว้เลย คือพรรคประชาชนจะเปลี่ยนบทเรียนที่เจ็บปวดครั้งนี้ให้กลายเป็นชัยชนะในครั้งหน้าได้จริงหรือเปล่า ความพ่ายแพ้มันจะเป็นยาขมที่ทำให้พรรคแข็งแกร่งขึ้น หรือว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงกันแน่ อนาคตของพรรคก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะแก้การบ้านที่ว่าทั้งหมดนี้ได้ดีแค่ไหนนั่นเองครับ ซึ่งก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ >> โห บรรยากาศการเมืองนี่ต้องบอกว่าพลิกผันเร็วเร็วจริงๆนะคะ ถ้าใครจำได้เช้าวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลายคนยังมองว่าพรรคประชาชนน่าจะยังเอิ่มรักษาฟอร์มเดิมไว้ได้ >> ใช่ครับ >> แต่พอตกดึกเท่านั้นแหละผลคะแนนเริ่มออกมา บรรยากาศเปลี่ยนไปเลย >> กลายเป็นหนังคนละม้วนเลยครับ >> มันตอกย้ำจริงๆค่ะว่าในสนามการเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ >> ใช่เลยครับ คือมันเป็นความไม่แน่นอนที่เราต้องยอมรับ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าผลแพ้ชนะก็คือบทเรียนที่ได้รับจากมัน >> อืม วันนี้เราเลยจะมาเจาะลึกกันถึงสิ่งที่พรรคประชาชนได้เรียนรู้จากการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยอ้างอิงจากการถอดบทเรียนของคุณพิฤทธิ์วัชลสินถุ >> อ๋อ หนึ่งในการนำพรรคเลย >> ครับ ซึ่งมันให้ภาพที่ชัดเจนมากว่าเบื้องหลังตัวเลขคะแนนเสียงเนี่ย มันมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง >> น่าสนใจมากครับ >> งั้นภารกิจของเราในวันนี้ก็คือการสกัดเอาแก่นความคิดเหล่านั้นออกมา >> ครับผม >> เพื่อทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งว่าปัจจัยอะไรที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ แล้วก็ที่สำคัญกว่านั้นคือจากนี้ไปพรรคจะปรับปรับทัพยังไง จะวางยุทธศาสตร์ก้าวต่อไปยังไง >> ถูกต้องครับ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่มันสะท้อนภาพใหญ่ของการเมืองใครในอนาคตด้วย >> ค่ะ งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า >> ได้เลยครับ เรามาเริ่มจากการมองภาพใหญ่ผ่านตัวเลขกันก่อนเลยดีกว่า แม้ข้อมูล ณ ตอนที่เราคุยกันจะยังไม่เป็นทางการ 100% จาก กกต.นะครับ >> ค่ะ ยังไม่นิ่งเท่าไหร่ >> แต่ข้อมูลที่มีอยู่ก็มากพอที่พรรคจะสรุปโจทย์ใหญ่ๆที่ต้องเผชิญออกมาได้ เอ่อ 3 ข้อสำคัญๆคัญเลยครับ >> โจทย์ 3 ข้อแรกคืออะไรคะ >> โจทย์ข้อแรกที่น่ากังวลที่สุดอาจจะไม่ใช่คะแนนของพรรคโดยตรง แต่เป็นภาพรวมของความเชื่อมั่นในระบบครับ >> ความเชื่อมั่นในระบบ >> ใช่ครับ นั่นคือจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งลดลงอย่างน่าตกใจเลย >> อ๋อ >> จากปี 2566 ที่เราเห็นปรากฏการณ์แบบคนตื่นตัวทางการเมืองสูงมาก ออกมาใช้สิทธิ์กันถึง 75% >> ใช่ค่ะ ตอนนั้นคึกคักมาก >> แต่ครั้งนี้กลับลดลงมาเหลือประมาณ 65% เท่านั้น >> หายไป 10% เลยหรอคะ นี่ถือว่าเยอะมากนะคะ >> เยอะมากครับ มันสะท้อนอะไรได้หลายอย่าง อาจจะเป็นความเบื่อหน่ายทางการเมือง หรืออาจจะลึกซึ้งกว่านั้น >> แล้วมันมีสัญญาณอะไรที่ลึกกว่านั้นอีกมั้ยคะ >> มีครับ สัญญาณที่น่ากังวลกว่านั้นคือในกลุ่มคนที่ยังมาใช้สิทธิ์ กลับมีจำนวนบัตรที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือโหวต no เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ >> อ๋อ คือไม่ใช่แค่ไม่มา แต่มาเพื่อบอกว่าไม่เลือกใครเลย >> ถูกต้องครับ ถ้ารวมบัตรโหวตทั้ง 2 ใบของ สส.เขตกับบัญชีรายชื่อ ตัวเลขอาจจะสูงเกือบๆ 1 ล้านเสียงเลยทีเดียว >> โห 1 ล้านเสียง >> มันคือการส่งเสียงที่ดังมากว่าประชาชนกำลังรู้สึกสิ้นหวัง หรือมองไม่เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาต้องการได้ >> เข้าใจเลยค่ะ คือมันไม่ใช่แค่การไม่เลือกพรรคประชาชน แต่เป็นการปฏิเสธตัวเลือกทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งนั่นเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่ามากสำหรับระบอบประชาธิปไตยเลย >> ใช่ครับ >> ทีนี้เมื่อถึงโจทย์ข้อที่ 2 อันนี้น่าจะกระทบกับพรรคโดยตรงเลย >> ครับ ข้อที่ 2 นี่ชัดเจนมากคือคะแนนนิยมของพรรคลดลงอย่างเป็นรูปธรรม >> อืม >> ถ้าเราดูที่คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นตัววัดหลัก ซึ่งมันสะท้อนความนิยมต่อพรรคในระดับประเทศเนี่ย จากที่พรรคก้าวไกลเคยสร้างปรากฏการณ์ได้ 14 ล้านเสียง หรือประมาณ 39% ในปี 66 >> ค่ะ >> ครั้งนี้พรรคประชาชนได้คะแนนลดลงมาอยู่ ที่ราวๆ 10 ล้านเสียง หรือคิดเป็น 31% ครับ >> จาก 14 ล้านเหลือ 10 ล้าน หายไป 4 ล้านเสียงเลยนะคะ >> ครับ แม้ตัวเลขจะยังไม่นิ่ง แต่ก็ชัดเจนว่าฐานเสียงส่วนหนึ่งได้หายไป >> นี่คือโจทย์ที่ต้องตีให้แตกเลยว่าเสียงเหล่านั้นไปไหน แล้วทำไมถึงเปลี่ยนใจ ทีนี้โจทย์ข้อสุดท้ายล่ะคะ เดาว่าน่าจะเป็นปัญหาคลาสสิคที่ยังแก้ไม่ตกหรือเปล่า >> ถูกต้องเลยครับ นั่นคือช่องว่างระหว่างคะแนนพรรค หรือคะแนนบัญชีรายชื่อกับคะแนน สส.เขต >> อ๋อ ปัญหานี้อีกแล้ว >> ครับ แม้ว่าในภาพรวมช่องว่างนี้จะลดลงจากปี 66 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีนะครับ แต่ก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนไม่น้อยเลย ที่เดินเข้าคูหาไปกาให้พรรค แต่กลับไม่กาให้ผู้สมัครของพรรคในเขตตัวเอง >> อืม ก็คือรักพรรคแต่ไม่เลือกคน >> ประมาณนั้นเลยครับ มันสะท้อนว่าความผูกพันระหว่างตัวบุคคลกับพื้นที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่พรรคยังเจาะเข้าไปได้ไม่ทั้งหมด >> โอเคค่ะ สรุป 3 โจทย์ใหญ่คือคนมาเลือกตั้งน้อยลง คะแนนนิยมพรรคลดลง แล้วก็คะแนนตัวบุคคลในเขตยังสู้คะแนนพรรคไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่พรรคอาจจะพอควบคุมได้ >> ครับ >> ทีนี้เรามาดูปัจจัยภายนอกกันบ้างดีกว่าค่ะ เพราะว่าสนามการเมืองจริงๆมันซับซ้อนกว่าแค่ตัวเลข โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของคู่แข่งและกลไกการเมืองแบบดั้งเดิม >> ประเด็นนี้น่าสนใจและซับซ้อนมากครับ เราเห็นปรากฏการณ์ที่ชัดเจนขึ้นในครั้งนี้ คือการรวมตัวกันของพรรคการเมืองอื่นและกลุ่มการเมืองที่เรียกว่าบ้านใหญ่ >> มาแล้วคำว่าบ้านใหญ่ >> ครับ เพื่อสู้กับพรรคประชาชนโดยตรงเลย ทำให้การแข่งขันในหลายพื้นที่เปลี่ยนจากการสู้กันหลายฝ่ายมาเป็นการสู้แบบ 1 ต่อ 1 มากขึ้น >> เอ่อ คำว่าบ้านใหญ่เนี่ย สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย พอจะอธิบายสั้นๆได้มั้ยคะว่าคืออะไร >> ได้เลยครับ บ้านใหญ่ในการเมืองไทยจะหมายถึงกลุ่มหรือตระกูลที่มีอิทธิพลสูงมากๆในจังหวัดนั้นๆ มาอย่างยาวนานครับ >> อ๋อ >> เค้ามีเครือข่ายหัวคะแนน มีฐานเสียงที่เหนียวแน่นมาก ชนิดที่ว่าบางครั้งความภักดีต่อตัวบุคคลหรือตระกูลเนี่ย สำคัญกว่าสังกัดพรรคการเมืองเสียอีก >> เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัวและระบบอุปถัมภ์เป็นหลัก >> ใช่เลยครับ >> ขอบคุณค่ะ ชัดเจนเลย พอเป็นแบบนี้มันส่งผลต่อผลการเลือกตั้งยังไงบ้างคะ >> โอ้โหมันเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันไปเลย ครับ มีสถิติที่น่าตกใจมายืนยันเรื่องนี้ด้วยครับ >> ยังไงคะ >> คือในปี 2566 เนี่ย มีเขตเลือกตั้งที่คะแนนของผู้สมัครอันดับ 1 และ 2 รวมกันเกิน 80% อยู่แค่ 49 เขต ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนว่าการแข่งขันยังกระจายตัวอยู่ >> ค่ะ >> แต่ในปี 2569 จำนวนเขตที่มีลักษณะแบบนี้ คือคะแนนไปกระจุกตัวอยู่แค่ 2 คน กลับเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว เป็น 159 เขตครับ >> เดี๋ยว 3 เท่าเลยหรอคะ จาก 49 เป็น 159 เขต >> 3 เท่าครับ >> นี่มันคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันครั้งใหญ่เลยนะ มันอธิบายปรากฏการณ์ที่น่าเจ็บปวดที่ สส.เดิมของพรรคประมาณ 1 ใน 3 แพ้การเลือกตั้ง ทั้งๆที่ตัวเองทำงานดีขึ้น ได้คะแนนเสียงส่วนตัวเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ >> ใช่ครับ >> เห็นกรณีที่ชลบุรีเขต 3 หรือสระบุรีเขต 1 >> นั่นคือความจริงที่โหดร้ายของคณิตศาสตร์การเลือกตั้งเลยครับ คือคุณทำงานดีขึ้น ได้ใจคนในพื้นที่มากขึ้น แต่ถ้าคะแนนของฝั่งตรงข้ามที่เคยแยกกันอยู่ มารวมกันเป็นก้อนเดียว มันก็สูงพอที่จะเอาชนะคุณได้ >> อืม น่าเห็นใจมากเลยค่ะ ทั้งผู้สมัครและคนที่ลงคะแนนให้ >> ครับ >> แล้วมันมีแค่การรวมคะแนนกันซึ่งๆหน้าแบบนี้ หรือมันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้นอีกคะ >> มีสิ่งที่อาจจะเรียกว่าการหลีกทางกันในเชิงยุทธศาสตร์ด้วยครับ >> หลีกทางกัน >> ครับ มีตัวอย่างที่ชัดเจนมากในจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมี 4 เขตเลือกตั้ง ในเขต 1 2 และ 3 เนี่ย พรรค ก มีคะแนน สส.เขตนำโด่งแบบทิ้งห่างคู่แข่งเลยครับ ส่วนพรรค ข แทบจะไม่มีคะแนนเลยครับ >> เหมือนไม่ได้ส่งจริงจัง >> ประมาณนั้นครับ แต่พอมาถึงเขตที่ 4 สถานการณ์กลับตาลปัด คะแนนของพรรค ข กลับพุ่งสูงขึ้นมาจนชนะการเลือกตั้งไปอย่างน่าประหลาดใจ >> ทั้งๆที่คะแนนนิยมของพรรค ข ในภาพรวมของจังหวัดนั้นไม่ได้สูงเลยหรอคะ >> ถูกต้องครับ คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรค ข ในเขต 4 นั้นก็ยังต่ำเหมือนกับเขตอื่นๆ แต่คะแนนตัวบุคคลกลับพุ่งขึ้นมา >> อ้าว >> พอไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่าผู้สมัครพรรค ข ที่ชนะในเขต 4 นั้นมีความสัมพันธ์เป็นพี่น้องกับผู้สมัครของพรรค ข อีกคนในจังหวัดเดียวกัน >> อ๋อ >> ซึ่งรูปแบบการแบ่งพื้นที่กันเล่นแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จังหวัดเดียวครับ มันทำให้การต่อสู้ในระดับเขตยากขึ้นไปอีกหลายเท่า พรรคประชาชน >> ฟังดูแล้วเหมือนการเมืองภาคสนามครั้งนี้มันดุเดือดแล้วก็มียุทธวิธีที่ซับซ้อนกว่าเดิมมากเลยนะคะ >> มากครับ >> ทีนี้ขอเปลี่ยนมาที่อีกประเด็นที่น่าจะส่งผลต่อความรู้สึกของคนโดยตรง นั่นก็คือประเด็นร้อนต่างๆที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีในช่วงหาเสียง >> ครับ ประเด็นนี้สำคัญมาก จากการทำโฟกัสกรุ๊ปของพรรคเอง พบว่ามี 3 คำถามหลักที่ผู้สมัครของพรรคต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลาเมื่อลงพื้นที่ >> ค่ะ >> คำถามแรกคือท่าทีของพรรคต่อประเด็นชายแดนกัมพูชาและจุดยืนที่มีต่อกองทัพ ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีเพื่อสร้างความหวาดระแวง >> เป็นประเด็นคลาสสิคที่มักจะถูกหยิบมาใช้เสมอ แล้วอีก 2 คำถามคืออะไรคะ >> คำถามที่ 2 คือการตัดสินใจเซ็น MOU จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว ซึ่งสร้างความรู้สึกที่หลากหลายมากในหมู่ผู้สนับสนุน >> อืม >> และคำถามสุดท้ายซึ่งน่ากังวลที่สุดคือความรู้สึกสิ้นหวังทางการเมืองโดยรวม >> สิ้นหวัง >> ครับ เป็นความรู้สึกที่ว่าเลือกพรรคพรรคไหนไปก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งนี่เป็นสัญญาณอันตรายต่อภาพรวมของประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่กับพรรคใดพรรคหนึ่ง ประเด็นเรื่อง MOU นี่น่าสนใจมากค่ะ ได้ยินนักวิเคราะห์บางคนมองว่ามันกลายเป็นดาบสองคม >> ครับ >> การเซ็น MOU ในตอนนั้น แม้จะมีเจตนาที่ดี แต่มันกลับเปิดพื้นที่ให้พรรคคู่แข่ง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงฝีมือในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ >> อือหือ >> การดึงทีมเศรษฐกิจมืออาชีพอย่างคุณสุภจี คุณศิริศักดิ์ หรือคุณเอกนิติ เข้ามา มันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแล้วก็อาจจะส่งผลบวกต่อคะแนนนิยมของเขาโดยตรงเลย ซึ่งก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาครับว่า MOU ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมจริงๆ >> ค่ะ >> ทั้งในแง่ที่ทำให้ผู้สนับสนุนเดิมบางส่วนรู้สึกผิดหวังในหลักการ และในแง่ยุทธศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้คู่แข่งได้สร้างผลงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจเจตนาของพรรคในตอนนั้นด้วยว่าเป้าหมายสูงสุดที่คาดคาดหวังจาก MOU คือการสร้างความร่วมมือเพื่อผลักดันวาระที่ใหญ่กว่า นั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ >> แต่ในมุมกลับกัน ถ้าตอนนั้นพรรคไม่ยอมเซ็น MOU ก็อาจจะถูกโจมตีได้อีกว่าไม่มีความยืดหยุ่นทางการเมือง ไม่ยอมร่วมมือกับใครเลย ซึ่งก็อาจจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ได้เหมือนกันนะคะ >> เป็นไปได้สูงมากครับ มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากและมีต้นทุนเสมอ แต่เมื่อผลลัพธ์สุดท้ายคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่สำเร็จตามเป้า ก็ต้องยอมรับว่ายุทธศาสตร์นี้ไม่ประสบความสำเร็จ และกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่พรรคต้องนำกลับมาทบทวน >> เมื่อวิเคราะห์ปัญหามาอย่างรอบด้านแล้ว ทั้งจากตัวเลข จากปัจจัยภายนอก และจากความรู้สึกของประชาชนแล้ว ทางออกหรือก้าวต่อไปที่พรรควางไว้คืออะไรคะ >> ก็ต้องย้อนกลับไปตอบโจทย์ 3 ข้อแรกที่เราคุยกันครับ >> ค่ะ >> พรรคได้วางแนวทางการทำงานหลักๆ 3 ข้อ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น ข้อแรกเพื่อตอบโจทย์เรื่องความสิ้นหวังและคนมาใช้สิทธิ์น้อยลง พรรคต้องเพิ่มความหวัง >> เพิ่มความหวัง >> ครับ ต้องทำงานให้หนักขึ้นในทุกมิติ เพื่อฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองว่าการเลือกตั้งยังสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง >> และเพื่อแก้ปัญหาคะแนนนิยมที่ลดลงกับช่องว่างระหว่างคะแนนเขตกับคะแนนพรรคล่ะคะ >> สำหรับคะแนนนิยมที่ลดลง โจทย์คือต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นครับ ต้องสื่อสารให้ชัดเจนขึ้น ขยายฐานผู้สนับสนุนไปยังกลุ่มใหม่ๆ และทำงานเพื่อสร้างความไว้วางใจให้กลับคืนมา >> อืม >> ส่วนโจทย์เรื่องช่องว่างของคะแนน โจทก็ตรงไปตรงมาคือต้องทำงานในพื้นที่ให้หนักขึ้นและเร็วขึ้น เพื่อปิดช่องว่างนั้นให้ได้มากที่สุด >> การทำงานในพื้นที่ให้หนักขึ้นและเร็วขึ้น นี่ขยายความได้มั้ยคะว่ามันจะแตกต่างจากเดิมยังไง >> แผนปฏิบัติการที่ชัดเจนขึ้นก็คือจะให้ว่าที่ผู้สมัคร สส. เริ่มลงพื้นที่ทำงานอย่างเต็มตัวเร็วขึ้นกว่าเดิมมากครับ >> อ๋อ คือไม่ต้องรอให้ใกล้เลือกตั้ง >> ไม่ต้องรอเลยครับ ไม่ต้องรอให้มีการประกาศเขตที่ชัดเจน แต่ให้เริ่มลงไปคลุกคลี สร้างความสัมพันธ์ และทำความเข้าใจปัญหาของประชาชนในพื้นที่อย่างลึกซึ้งตั้งแต่เนิ่นๆ >> เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าผู้สมัครคนนี้คือคนที่พึ่งพาได้จริงๆ ไม่ใช่แค่มาหาเสียงตามฤดูกาล >> ใช่เลยครับ เป็นการเปลี่ยนจากการส่งนโยบายจากส่วนกลางลงไป เป็นการสร้างคนของพรรคให้หยั่งรากลึกลงไปในพื้นที่เลย >> ดีเลยค่ะ >> และพรรคก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์นะครับ เรามีกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากๆจาก 29 เขต ที่ผู้สมัครได้คะแนนส่วนตัวสูงกว่าคะแนนของพรรคเสียอีก >> โห มีแบบนี้ด้วยหรอคะ >> ครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากสำหรับพรรคที่เน้นอุดมการณ์ มันแสดงให้เห็นว่าผู้สมัครเหล่านี้สามารถสร้างแบรนด์ส่วนตัวที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับแบรนด์ของพรรคได้สำเร็จ >> อย่างเช่นใครมั่งคะ พอจะยกตัวอย่างได้มั้ยคะ >> เช่นคุณภัทรพล ที่เชียงใหม่ ซึ่งโดดเด่นมากจากการลงไปลุยแก้ปัญหาไฟป่าอย่างจริงจัง หรือคุณสุพนัส ใน กทม. ที่ตามติดประเด็นการปรับปรุงสถานีขนส่งหมอชิดจนเป็นที่ยอมรับ >> อ๋อ >> พรรคก็จะนำบทเรียนจากความสำเร็จของทั้ง 29 คนนี้มาถอดเป็นต้นแบบให้ผู้สมัครคนอื่นๆ ต่อไปครับ >> ค่ะ ฟังดูเป็นทิศทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวเลยนะคะ แต่ระหว่างที่เราคุยกันเรื่องยุทธศาสตร์ของพรรคมันก็มีอีกเรื่องใหญ่ที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด >> ครับ >> นั่นคือความไม่โปร่งใสในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง QR code บนบัตรเลือกตั้งที่พรรคออกมาเปิดโปง ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก >> เป็นเรื่องที่ใหญ่และน่ากังวลอย่างยิ่งเลยครับ เพราะมันสั่นคลอนหลักการพื้นฐานที่สุดของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเลย >> อืม >> การที่ กกต. ใช้ระบบบาร์โค้ดหรือ QR code ที่ทำให้บัตรเลือกตั้งแต่ละใบมีรหัสไม่ซ้ำกัน มันสร้างปัญหาที่ร้ายแรงอย่างน้อย 3 ข้อครับ >> ค่ะ >> ข้อแรกคือมันขัดกับหลักการลงคะแนนโดยลับอย่างสิ้นเชิง ในทางทฤษฎีแล้วระบบนี้เปิดช่องให้สามารถสืบย้อนกลับไปได้ว่าบัตรแต่ละใบเป็นของใคร ซึ่งนี่คือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด >> แค่ข้อแรกก็ถือว่าร้ายแรงมากแล้วนะคะ แล้วข้อที่ 2 คืออะไรคะ >> ข้อที่ 2 คือมันสร้างช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตเลือกตั้ง หรือการซื้อเสียงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพอย่างไม่เคยมีมาก่อน >> โห >> ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้ามีผู้สมัครที่รู้ระบบนี้ล่วงหน้า เขาสามารถบอกให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เขาต้องการซื้อเสียง จดรหัสต้นขั้วของบัตรตัวเองมาให้ >> ค่ะ >> พอถึงเวลานับคะแนน ผู้สมัครคนนั้นก็แค่ส่งคนไปตั้งกล้องวีดีโอถ่ายบัตรทุกใบตอนที่กรรมการนับคะแนน แล้วค่อยเอารหัสมาตรวจสอบทีหลังได้เลยว่าคนนั้นกาให้เขาจริงหรือไม่ >> สามารถตรวจสอบการลงคะแนนได้เลยหรอคะ แค่ใช้สายตากับกล้องวีดีโอ >> ใช่ครับ มันน่ากลัวตรงนี้แหละครับ มันทำให้การซื้อเสียงที่เคยเป็นเรื่องของการวัดดวง กลายเป็นการซื้อขายที่ตรวจสอบได้ 100% ซึ่งมันทำลายเจตนารมณ์เสรีของผู้ลงคะแนนอย่างสิ้นเชิง >> น่ากลัวมาก >> และนี่คือปัญหาข้อที่ 3 ที่ตามมาคือความเสี่ยงที่ข้อมูลการลงคะแนนจะรั่วไหลในอนาคต ถ้าข้อมูลชุดนี้ที่สามารถระบุตัวตนได้ว่าใครเลือกพรรคไหนหลุดออกไป มันจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลังและอันตรายอย่างมหาศาลในการเลือกตั้งครั้งต่อๆไป >> สรุปคือพรรคจะดำเนินร้องเรียน กกต. ในมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ >> ครับ >> ซึ่งพรรคก็ย้ำชัดเจนว่าไม่ใช่เพื่อจะเปลี่ยนผลการเลือกตั้งที่ออกมาแล้ว แต่เพื่อสร้างบรรทัดฐานและปกป้องสิทธิ์ในการลงคะแนนโดยลับของประชาชนทุกคนในอนาคต >> ถูกต้องครับ และนอกเหนือจากเรื่อง QR code ก็ยังมีปัญหาอื่นๆของ กกต. ที่สร้างความกังขาอีกมาก เช่นปัญหาบัตรเขย่ง >> บัตรเขย่งนี่คืออะไรนะคะ ช่วยอธิบายหน่อยค่ะ >> บัตรเขย่งคือปรากฏการณ์ที่จำนวนบัตรเลือกตั้ง สส.เขตกับบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ ในหน่วยเลือกตั้งจำนวนไม่เท่ากันครับ >> อ๋อ >> ซึ่งถ้าต่างกันเล็กน้อยอาจพอเข้าใจได้ แต่ในหลายเขตเลือกตั้งครั้งนี้ ตัวเลขต่างกันเป็นหลักพันถึงหลักหมื่นคะแนน ซึ่งมันผิดปกติอย่างมาก จนยากจะหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลได้ >> อืม >> บวกกับการรายงานผลคะแนนที่ล่าช้าอย่างไม่มีเหตุผล ผ่านไปเป็นสัปดาห์แล้วแต่ผลคะแนนก็ยังรายงานไม่ครบ 100% >> จริงด้วยค่ะ >> นักรันนี้ให้สัมภาษณ์นี่ยังอยู่ที่ 94.33% 33% เองครับ ปัญหาเหล่านี้ล้วนบั่นทอนความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระที่ควรจะเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย >> เป็นภาพที่น่ากังวลจริงๆค่ะ ก่อนจะจบการพูดคุยในวันนี้มีตัวเลข 1 จากการลงคะแนนอีกครั้งที่น่าสนใจและอาจจะพอเป็นแสงสว่าง หรือเป็นโจทย์ให้เราขบคิดกันต่อได้ >> ครับ >> นั่นคือผลการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผู้ลงคะแนนฝั่งเห็นชอบสูงถึง 20 ล้านเสียง >> ตัวเลขนี้น่าขบคิดมากครับ ใน 20 ล้านเสียงที่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราอาจจะพออนุมานได้ว่ามาจากฐานเสียงของพรรคประชาชนประมาณ 10 ล้านเสียง >> ค่ะ >> และพรรคเพื่อไทยอีกราว 5 ล้านเสียง >> อืม >> แต่คำถามที่น่าสนใจมากๆคือ แล้วอีก 5 ล้านเสียงที่เหลือล่ะ เขาคือใคร เขาคือคนที่เห็นด้วยกับวาระการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นี้แต่กลับไม่ได้เลือก 2 พรรคหลักที่ผลักดันเรื่องนี้ >> ความต้องการของเขาคืออะไร >> ใช่ครับ >> และในทางกลับกันก็ยังมีคนอีก 10 ล้านเสียงที่ลงมติไม่เห็นชอบ ซึ่งก็เป็นเสียงที่มีความหมายและต้องรับฟังเช่นกันนะคะ >> ถูกต้องเลยครับ อีก 10 ล้านเสียงที่ไม่เห็นชอบนั้น เขามีความกังวลในประเด็นอะไรกันแน่ เขากลัวการเปลี่ยนแปลงอะไร หรือเขามีความเห็นต่อรัฐรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างไร การทำความเข้าใจกับคนกลุ่มนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน >> นั่นสิคะ บางทีโจทย์ที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่แค่การที่พรรคการเมืองจะทำอย่างไรให้ชนะใจคน 10 หรือ 14 ล้านเสียง >> ครับ >> แต่เป็นโจทย์ของสังคมไทยทั้งหมดว่าเราจะทำความเข้าใจความต้องการของคนทั้ง 10 ล้านเสียงที่เห็นชอบ และรับฟังความกังวลของอีก 10 ล้านเสียงที่ไม่เห็นชอบได้อย่างไร >> อืม >> เพื่อที่จะหารัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง นี่คงเป็นคำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้เราทุกคนต้องช่วยกันหาคำตอบต่อไปค่ะ >> ขอบคุณมากครับ อาจารย์เอ ปัญญา และประดิษฐ์ครับ สรุปได้ชัดเจน แม่นยำ และผมคิดว่าทุกฝ่ายการเมืองก็ควรจะฟังทั้งผู้ชนะ ผู้แพ้ และผู้เตรียมที่จะแข่งขันอีกครั้งหนึ่งในอนาคต >> หรือไม่ก็ตรวจสอบดูการทำงานของรัฐบาลและฝ่ายค้านจากนี้ไปอย่างชัดเจน อย่างใกล้ชิด และต้องการเห็นอะไรต่อมิอะไรที่เป็นคุณภาพการเมืองที่จะดีขึ้นกว่านี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ สวัสดีครับ