Transcription
อ่านทุกตัวอักษร เล่าทุกความประทับใจ จะพาคุณเข้าไปเจอโลกใบใหม่ในทุกหน้ากระดาษ
สวัสดีครับ ผมคิ Book เมข้อ 1 จะรีวิวหนังสือให้คุณฟังก่อนที่คุณจะตัดสินใจ
อ่านทุกคนมีความรู้สึกประมาณว่า ทำไมชีวิตที่เราใช้ไปแต่ละวันเนี่ย มันทำให้รู้สึกเหนื่อยมากมากเลยในการใช้ชีวิตของเราเนี่ย มันตึงเครียดมากจนเกินไปหรือเปล่าครับ บางทีในแต่ละวันที่เราใช้อ่ะ เรามักจะคาดหวังว่าสิ่งเหล่าเนี้ยจะต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น เราคิดว่าเราจะต้องทำให้เต็มที่ที่สุด ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ต้องผูกมิตรสัมพันธ์กับใครก็ตามที่รักเราแล้วเราก็รักเขา ต้องทำสิ่งต่างๆให้ดีที่สุด
ในคำคมเหล่าเนี้ยเป็นสิ่งที่อาจจะไม่จริงเสมอไปก็ได้ใช่ไหมมครับ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ทำตอนนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งคำเหล่าเนี้ยนะครับ บางทีมันอาจจะทำให้เรารู้สึกกดดันตัวเองมากจนเกินไป จนทำให้เราเนี่ยไม่สามารถกลับมาถามตัวเองว่า จริงๆแล้วเราต้องการอะไร จริงๆแล้วเราคือใคร ความสุขของเราเป็นยังไงกันแน่
ไม่แน่ว่าบางทีเราอาจจะเอาพวกสภาพแวดล้อมทางสังคม ความคาดหวังทางสังคม ค่านิยมต่างๆเนี่ย สิ่งเหล่าเนี้ยมาครอบงำเราไว้ แล้วเราก็ต้องทำตามตามเส้นทางที่คนอื่นเขาต้องการ ที่สังคมเขาบอกว่าเออเสียงเนี้ยมันดี ซึ่งสิ่งเหล่านั้นบอกเลยนะครับว่าเราจะรู้สึกเสียดายชีวิตที่ผ่านมามากๆ เราจะรู้สึกว่าเฮ้ยทำไมที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ทำไมเราไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ครับ มันทำให้ตัวเราเนี่ยไม่มีความสุขนั่นเอง
ในหนังสือที่ผมจะนำมารีวิวในคลิปนี้นะครับ ก็คือ "ช่างมันเถอะ อีกไม่กี่ปีเราก็เป็นเถ้าลีกันหมดแล้ว" ผมชอบหนังสือเล่มนี้มากๆนะครับ มันทำให้เราเนี่ยได้กลับมาถึงตัวเองนะครับ ว่าถ้าตัวเองเหนื่อยมากๆเนี่ย เราควรที่จะพูดคุยกับตัวเองยังไง ตั้งคำถามกับตัวเองยังไง มีคำพูดอะไรหรือข้อคิดอะไรที่สามารถปลอบใจเราได้ ให้กำลังใจเราได้ในวันที่เราเหนื่อยล่ะครับ
เพราะฉะนั้นผมก็จะมาบอกนะครับว่า ข้อคิดที่ผมได้จากหนังสือเล่มเนี้ยมีอะไรบ้าง ความสุขของเราคืออะไร และอะไรที่ทำให้เราสบายใจ ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้คือการใช้ชีวิตอย่างสบายๆ และไม่เหนื่อย ค่อยๆลดการทำเพื่อคนอื่นทีละนิด และทำเพื่อตัวเองมากขึ้นครับ
สิ่งเนี้ยเป็นสิ่งที่ส สำคัญมากๆเนาะ ถ้าเราพยายามทำเพื่อคนอื่นมากจนเกินไปเนี่ย ว่าคนอื่นเขาต้องทำแบบนู้นแบบนี้ คนอื่นเขาสั่งเราก็ต้องทำ เราอาจจะเป็นผู้น้อยกว่า เป็นตำแหน่งที่น้อยกว่า หรือเป็นลูกเป็นหลานอะไรเงี้ย ซึ่งบางทีนะครับ เราอาจจะต้องยืนหยัดด้วยตัวเองสักนิดนึงว่า เออจริงๆแล้ว การทำสิ่งที่ เป็นความคาดหวังของคนอื่นมันไม่ใช่ความสุขของเรา เราไม่จำเป็นจะต้องไปคนขวางโลก ไปปฏิเสธเขาตรงตรงหรือขวานผ่าซากขนาดนั้นนะครับ
สิ่งที่เราทำได้ก็คือค่อยๆถอยออกมา หรือค่อยๆบอกเขาไปว่าว่า เออสิ่งเนี้ยมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เรามีสิ่งที่ต้องการเป็นแบบนี้ ให้พยายามพูดกับเค้าตรง ๆนะครับ ผมเชื่อเลยว่าถ้าเขครักเรา เขาให้เกียรติเรา แล้วก็เห็นว่าความสุขของเราเนี่ย มันเป็นความสุขของเราจริงๆอ่ะครับเค ก็จะให้เวลาของเรา แล้วก็ไม่ได้ไปคาดหวัง หรือบังคับเรานะครับ เราก็จะใช้ชีวิตด้วยความสุขของเราได้เต็มที่มากขึ้น
เราอาจคิดว่าวันเนี้ยเราทำอะไรไม่ได้เลย แต่จริงๆแล้วเราเปลี่ยนมุมมองว่าเราผ่านอะไรมาได้อีกตั้งมากมาย มันคือการขอบคุณนะครับว่าในแต่ละวันที่ผ่านมาเนี่ย ในวันที่เรารู้สึกเหนื่อยล้ามากๆ รู้สึกว่าเฮ้ยมันไม่ไหวละ มันมีเรื่องเครียดอะไรต่างๆนานามากมายอ่ะ ให้ลองหันกลับมาดูว่าในแต่ละวันที่เราใช้ไปเนี่ย มันมีเรื่องอะไรบ้างที่มันน่าขอบคุณ มีเรื่องอะไรบ้างที่มันสามารถซาบซึ้งกับมันได้
แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเราได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้เนี่ย ก็คือซาบซึ้งกับสิ่งที่มันเล็กน้อยมากๆนะครับ ยิ่งเรามีความสุขกับเรื่องเล็กๆน้อยๆเนี่ย รู้สึกว่าเออมันยังมีคนอีกมากมายอ่ะครับ ที่เขา ยังไม่มีเท่าเรา มันยังมีคนอีกมากมายที่ ยังอยากมีเหมือนเรา อยากเป็นเหมือนเรา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่าเนี่ยย มันทำให้เราเนี่ยรู้สึกดีมากขึ้น รู้สึกว่าไอ้สิ่งที่มันแย่ๆมันก็แค่เป็นส่วนหนึ่งของในชีวิตนี้เท่านั้นเอง มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตเรา
ถ้ารู้สึกเหนื่อย สิ่งแรกที่ควรทำคือการพักผ่อน เพราะร่างกายและจิตใจเนี่ยเรากำลังเหนื่อยล้า หากได้พักเต็มที่ร่างกายจะกลับมามีความสุขอีกครั้ง คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยล้าทางจิตใจมครับ สิ่งเนี้ยมันสะท้อนความเหนื่อยล้าทางร่างกายของเราด้วยเนาะ ถ้าเราสามารถที่จะไปผ่อนคลาย ไปนวด ไปนอน ไปพักผ่อนนะครับ ไปเล่นเกม พยายามพาตัวเองเนี่ยไปในความบันเทิง ไปตามความอิสระที่เราต้องการนะครับ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นน่ะมันจะไม่ได้สร้างรายได้ ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้ต่างๆ เกิดทักษะต่างๆอ่ะ คือเราไม่จำเป็นตั้งแบบนั้นก็ได้นะครับ เราสามารถทำอะไรก็ได้ที่เราต้องการ หรือไม่ทำอะไรเลยก็ได้นะครับ สิ่งเนี้ยถือว่าเป็นการพักผ่อน
อีกไม่กี่คลิปครั้งหน้านะครับ ที่ผมจะมีรีวิวหนังสือเกี่ยวกับการพักผ่อนเนาะ ก็จะทำให้คุณเนี่ยได้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การพักผ่อนว่า เออจริงๆแล้วเนี่ย การพักผ่อนเนี่ยคืออะไรนะครับ ก็อยากจะให้ทุกคนเนี่ยได้ติดตามรับฟังกันเนาะ เพราะว่ามันจะเป็นคลิปที่น่าจะยาวมากๆแล้วก็ละเอียดมากๆนะครับ ผมเชื่อเลยว่าถ้าคุณดูคลิปเจบเนี่ย มันจะทำให้คุณเนี่ยสามารถที่จะพักผ่อนโดยที่ไม่รู้สึกผิดได้ อย่างแน่นอนนะครับ
โอเค งั้นกลับมาต่อ เพราะฉะนั้นความสุขของเราเนี่ย เรื่องของจิตใจ แล้วก็ร่างกายเนี่ย มันมีความเกี่ยวโยงกันนะครับ ถ้าเราสามารถทำให้ร่างกายเนี่ยมันฟิปั๋มันมีผ่อนคลาย หรือมันมีความสุขเนี่ย จิตใจของเรามันก็จะมีความสุขไปด้วย เราจะเห็นใช่่มั้ยครับว่าทุกวันเนี้ยคนที่เขาออกกำลังกายเนี่ย จิตใจของเขาคเนี่ยมันก็จะสดใสไปด้วย เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องหันมาออกกำลังกายสักนิดนึงในตอนเย็น หรือช่วงเช้านะครับ มันก็จะทำให้จิตใจของเราเนี่ย มามันเตรียมสภาพที่มันดีมากขึ้น
แน่นอนว่าเราอาจจะไม่ได้แข็งแรงมกล้าม หรือเป็นนักวิ่งมรธขนาดนั้นน่ะ คือเราไม่ได้เป็นนักกีฬาเนาะ เราแค่ออกกำลังกายเพื่อให้จิตใจของเราอ่ะมันเฟรชมากขึ้น มันดีมากขึ้นเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายให้มันหนัก ต้องเหนื่อยขนาดนั้น แค่ให้ร่างกายรู้สึกดีมากขึ้นได้แค่นั้นก็พอแล้วนะ ครับ
งานที่เป็นวันของวันพรุ่งนี้ค่อยจัดการ พว่งนี้สงวนความซีเรียสตัวเองมาไว้ใช้ตอนจำเป็นดีกว่า เออคือบางคนเนี่ยเนี่ย พยายามแบบขยันเนาะ มันมีคำพูดของผู้บริหารคนนึงเขาบอกว่า ตั้งแต่ที่เราเรียนจบมาเนี่ย เรื่องของงานเนี่ยมันจะไม่มีวันจบเลยนะครับ เราเรียนจบแค่ตอนจบเนาะ แต่พอเราทำงานน่ะ มันจะไม่มีวันจบ สิ่งเนี้ยเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการทำงานหลายๆอย่างว่า ยิ่งเราทำงานขยันมากเท่าไหร่อ่ะ งานมันก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นนะครับ
สิ่งเหล่าเนี้ยเป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักให้ได้ว่า พอให้เราขยันยันขยันมากเท่าไหร่เนี่ย เราก็เคลียร์ได้แค่ระดับหนึเท่านั้น เราไม่สามารถที่จะเคลียร์ได้ทั้งหมดของงานเนาะ เพราะว่ามันจะมาอยู่เรื่อยๆนั่นเอง เราก็ควรที่จะแบ่งสัดส่วนนะว่าเอองานวันเนี้ย เราสามารถทำวันนี้ได้เพราะมันส่งวันนี้ หรือมันต้องเตรียมวันนี้ แต่ถ้างานวันอื่นเนี่ย มันสามารถทำวันอื่นได้ เราก็ต้องทำวันอื่นนะครับ เราไม่จำเป็นต้องเอางานวันอื่นมาทำวันนี้ มันจะทำให้วันเนี้ยของเราอ่ะมันไม่มีความสุข แล้ววันเวลาที่มีช่วงเวลาที่จะพักผ่อนเนี่ย มันก็จะน้อยลง ซึ่งนั่นมันก็จะหมายความว่าจิตใจของเรา สภาพของเราเนี่ยมันก็จะแย่ไปด้วย แล้วในวันพรุ่งนี้ของเราอ่ะ มันก็จะแย่ไปนะครับครับ
เพราะฉะนั้นเราควรที่จะแบ่งสรรเวลาให้มันชัดเจนเนาะ อย่าพยายามขยันมากจนเกินไปอ่ะ ให้แบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนว่าเออตอนเนี้ยทำได้วันนี้ก็คือวันนี้พอแล้ว วันพรุ่งเนี้ยก็ปล่อยให้เป็นวันพรุ่งนี้นะ ครับ
บางครั้งการหนีก็เป็นความก้าวหน้า เพราะเราเป็นคนกำหนดทิศทางว่าทางไหนคือข้างหน้าสำหรับเรา สู้เอาพลังและเวลาไปใช้กับสิ่งที่สำคัญของเราดีกว่า ครับ
ถ้าเราเนี่ยได้หนีในสิ่งบางอย่างที่มันอยู่ตรงหน้าของเราเนาะ มันไม่ได้หคำว่าเราแพ้หรือเราถอยหลังอะไรเลย มันอาจจะหมายถึงว่าเราเนี่ยได้เลือกเส้นทางในสิ่งที่ เราต้องการเองจริงๆ เราเนี่ยเป็นการทดลองนะว่า เออถ้าไปทางเนี้ยมันไม่ใช่แล้วก็แค่ย้อนกลับมา แล้วก็ไปอีกทางนึง ซึ่งสิ่งเหล่านี้นะครับ มันไม่มีผิดไม่มีถูกเลย มนุษย์เราเนี่ยมันมีขึ้นๆลงๆแบบนี้อยู่แล้วนะครับ ทุกคนเนี่ยต้อง EXP เพื่อหาเรื่องของประสบการณ์อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องทำเนี่ยก็คือไปโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญกับเราว่า เออสิ่งเนี้ยมันสำคัญกับเราจริงๆ
แน่นอนว่ามันอาจจะรู้สึก ลำบากบ้าง รู้สึกอยากหนีบ้างนะครับ แต่ถ้ามันสำคัญกับเราจริงๆอ่ะครับ เราก็จะมีโอกาสที่จะหนีบ้างนิดหน่อย แล้วก็ค่อยกลับไปที่เดิมได้นะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าได้เหมือนกัน
การรักตัวเองไม่ใช่เพียงรู้สึกว่าเราทำสิ่งนี้ได้หรือเก่งกว่าคนอื่น แค่รักตัวเองในแบบที่เป็นก็พอบางคนเนี่ยตั้งความคาดหวังของตัวเองสูงมากๆนะครับ ว่าเออถ้าเราจะรักคนอื่นหรือรักตัวเองได้เนี่ย เราจำเป็นจะต้องต้องทำประโยชน์ให้คนอื่น หรือทำประโยชน์ให้ตัวเองถึงจะรักตัวเองได้ ซึ่งสิ่งเหล่าเนี้ยนะครับ มันไม่จำเป็นเลย ถ้าเราสามารถยอมรับตัวเองว่า เออตัวเองเป็นแบบเนี้ยได้เนี่ย ผมคิดว่ามันน่าจะรักตัวเองได้อย่างแท้จริงแล้วนะครับ เพราะว่าการยอมรับตัวเองอย่างที่เป็นเนี่ย มันคือการยอมรับทั้งข้อดีข้อเสีย ในวันที่เราย่ำแย่ ในวันที่เราดีมากๆ สิ่งเหล่าเนี้ยนะครับ มันคือตัวเราทั้งนั้นเลย อย่าคิดว่าเฮ้ยวันนี้ฉันผิดพลาด ฉันเป็นอะไรเนี่ย ฉันเป็นใครอะไรอย่าง เงี้ยนะครับ อย่าไปคิดต่อต้านตัวเองแบบนั้นนะครับ เพราะว่าในแต่ละวันเนี่ย มันไม่มีใครที่จะทำตามในสิ่งที่ตัวเองคาดหวังได้อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำได้ก็คือให้ยอมรับไปเลยว่า สิ่งเนี้ยมันคือส่วนหนึ่งของเรา แล้วคนอื่นเี่เขาก็จะเป็นแบบเราไม่เปลี่ยนแปลงนะครับ สิ่งเนี้ยเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกๆคน
ตามหามาตรฐานความสุขของตัวเอง ไม่ต้องเทียบกับคนอื่น มันตามหายาก แต่หากค่อยๆตามหามันจะดีกับเรามาก มาตรฐานของเราเนี่ย บางทีเราอาจจะอยากได้แบบนั้นแบบนี้นะครับ เราลองสำรวจดีสิครับว่าถ้าเราตั้งแบบเนี้ย มันมีคนอื่นมาเกี่ยวข้องหรือเปล่า มันมีคนอื่นมาตั้งความคาดหวัง หรือมาตรฐานตรงนี้ของเราหรือเปล่า ถ้าเราสามารถรู้ได้นะครับว่า เฮ้ยจริงๆแล้วมันไม่ใช่เพราะเราตั้งด้วยตัวเอง มันมีคนอื่นมาบอกแบบนั้นแบบนี้ ว่าอันนั้นดี ว่าอันนี้ดี สิ่งเหล่าเนี้ย มันเลยกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราเนี่ยเลยคิดว่าสิ่งเนี้ยมันคือสิ่งที่เป็นมาตรฐาน สิ่งที่คนอื่นเขาเป็นกัน แต่จริงๆแล้วมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ใช่มั้ยครับ
เราควรที่จะหามาตรฐานที่เป็นเส้นของตัวเองว่า เออเราทำแค่เนี้ยคือไหว เรามีมาตรฐานประมาณเนี้ย โอเคคือไหว สิ่งเหล่าเนี้ยนะครับ มันจะดีกับตัวเรามากๆเลยในอนาคตเนาะ
แม้ว่าเราจะไม่เก่งอะไรสักอย่าง มีข้อบกพร่องมากมาย แต่เรามีสิทธิ์ที่จะมีความสุขในแบบที่เป็น
จะต่อจากข้อแรกๆเนาะ คือบางทีเนี่ยเราอาจจะคิดว่าจะต้องเก่งอะไรสักอย่างนึง จะต้องเก่งศิลปะ เก่งคณิตศาสตร์ เก่งโอลิมปิกต่างๆเนี่ย ซึ่งสิ่งเหล่าเนี้ยนะครับ มันไม่ได้บ่งบอกว่าเราควรที่จะมีความสุข หรือไม่มีความสุขเลยนะครับ มันมีคนหลายคนเหมือนกันเนาะ ที่แบบทำสิ่งต่างๆที่เก่งมากๆ แต่ก็ยังไม่มีความสุข ก็ยังรักตัวเองไม่ได้อยู่ดี
สิ่งที่เราทำได้เนี่ย คือการยอมรับเนาะว่าความสุขแบบเนี้ย มันคือส่วนหนึ่งของเรา ความสุขของเรามันเป็นแบบนี้นะครับ แล้วก็ไม่ต้องไปบอกว่า เฮ้ยคนนั้นเคไม่มีความสุข คนนั้นเคมีความสุข คืออย่าพยายามไปบอกแบบนั้นเนาะ บางทีเขาคอาจจะมี ความสุขลึกๆของเขาก็ได้ เราแค่ไม่รู้ การแสดงพฤติกรรมของเขาเป็นแบบนั้นก็ได้ เราแค่ไม่รู้เท่านั้นเอง ซึ่งแบบเนี้ยนะครับ สามารถสะท้อนกับตัวเราได้ว่า เออจริงๆแล้ว เราจะแสดงออกเป็นยังไง หน้าตาเราอาจจะเศร้า แต่ในใจของเราอาจจะมีความสุขมากๆก็ได้ แต่นั่นมันคือความสุขของเรา เราอาจจะมองว่าสิ่งที่เราทำเนี่ย มันอาจจะไม่ได้มีความสุขในสายตาของคนอื่นนะครับ แต่นั่นก็เป็นสิทธิ์ของเราว่าความสุขของเราก็คือสิทธิ์ของเรา
เลิกใช้คำว่าต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้จากทั้งตัวเองและผู้อื่นให้ได้มากที่สุด เปลี่ยนเป็นคำว่าอยากทำอย่างใจจริงก็พอแล้วนะครับ
สิ่งเนี้ยเป็นสิ่งที่สำคัญเนา มันคือการที่เราเนี่ยต้องหั่นเหตัวเองว่า ถ้าสิ่งเนี้ยเราสามารถที่จะปรับเปลี่ยน mind set ปรับเปลี่ยนความคิดให้ชอบมันได้ อ่ะสิ่งเนี้ยมันจะดีต่อตัวเราในอนาคตมากกว่า มันจะทำให้เราเนี่ยสามารถมีความทุ่มเท มีความสุขกับสิ่งเนี้ยได้มากกว่าเพ ถ้าเราเนี่ยคิดในแต่ละอย่างเนี่ยว่าต้องทำ ต้องทำต้องทำต้องทำเนี่ย มันคือการให้บังคับตัวเองว่าเราจะต้องลุกขึ้นตาแหกขี้ตาขึ้นมาเพื่อที่เราจะต้องทำสิ่งเซึ่งมันจะทุกทรมานมากๆ แล้วเราเนี่ยจะไม่สามารถดำดื่มไปกับสิ่งนี้ได้เลยนะ ครับ
ระหว่างการคิดแบบเหมารวมสิ่งที่เราทำพลาดวันเนี้ยไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตองมองหาสิ่งที่เราเคยทำในอดีตดูก็ได้นะ ครับในอดีตเนี่ยที่ผ่านมานะครับ มันก็มีขึ้นมีลง มีสิ่งที่เราทำได้ดีแล้วก็ทำได้ไม่ดี ต่อให้เราเก่งมากแค่ไหนก็ตามเนี่ย ผมเชื่อเลยนะครับว่ามันจะมีวันที่เราพลาด แล้วก็พลาดแบบพลาดเลยนะครับ คือพลาดแบบไม่น่าจะพลาดได้ แต่ก็ก็พลาดได้อยู่ดี
สิ่งเะครับคือสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับหลายๆคน ถ้าเราสามารถเข้าใจได้แบบนี้นะครับ ความคิดแบบเหมารวมว่าทั้งชีวิตของเราจะต้องเป็นแบบนั้นมันจะไม่เกิดขึ้นนะครับ ผมเคยมีเพื่อนคนนึงเนาะเค้าบอกว่าเวลาเขาคเจอ ปัญหาอะไรเนี่ยเค้าก็คิดว่าทั้งชีวิตของเค้าคเนี่ยมันร่มสลายแล้ว ทั้งชีวิตของเค้ามันร่มจมแล้ว ซึ่งสิ่งนี้นะครับ มันไม่ได้บ่งบอกว่าทั้งชีวิตจะเป็นแบบนั้นเลยอ่ะ มันเพียงเป็นเพียงแค่ความคิดของเขาในหัวของเขาเท่านั้นเอง ผมยังเห็นเลยนะครับว่าในแต่ละแล้ววันเมื่อวานอะไเงี้ยเยังทำได้ดีเลยอ่ะ แต่เขากลับมาโทษตัวเองว่าทางชีวิตของเขาเป็นแบบนั้นไปแล้ว ซึ่งมันอาจจะไม่ค่อยดีสำหรับสุขภาพจิตของเราสักเท่าไหร่นะ ครับ
หากจิตใจเหนื่อยล้า ลองยืดเหยียดร่างกายดูก่อน เมื่อร่างกายผ่อนคลายจิตใจเราก็จะดีขึ้นตามร่างกายของเรานะครับ มันเชื่อมต่อกับตัวเรามากๆเนาะ พอร่างกายของเรามันผ่อนคลาย จิตใจของเรามันก็จะผ่อนคลายไปด้วยอ่ะ ลองสังเกตตัวเองง่ายๆเนาะ ถ้าเราไปอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เราชอบ อย่างตัวผมเองเนี่ย ผมไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ผมก็ชอบมากๆเนาะ ในวันที่ผมรู้สึกเครียดหรือเกร็งกล้ามเนื้อมากๆเนี่ย พอผมไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มันชอบมากๆนะครับ มันก็ทำให้ร่างกายของผมเนี่ยมันผ่อนคลายไปโดยปริยาย มันมีความสุขไปโดยปริยาย ซึ่งแน่นอนว่ามันก็เลยฮีลจิตใจของผมเนี่ยที่มันเหนื่อยร้ายอยู่ก็ถูกฟื้นฟูไปด้วยนะครับ
เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะรู้จักการผ่อนคลาย หรือพาตัวเองไปในสถานที่ที่ที่ผ่อนคลายนะครับ ก็จะช่วยทำให้จิตใจของเราเนี่ยมันฟื้นฟูได้ดีมาก ขึ้น
การนึกถึงเรื่องที่ไม่จำเป็นก็สำคัญกับชีวิตเราเหมือนกัน แม้มีเวลาเพียงเล็กน้อยก็ลองแวะเดินเล่นข้างทางดูก่อนก็ได้ จุดสำคัญคือการพาตัวเองเนี่ยออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ มันจะช่วยทำให้ความเครียดของเราเนี่ยลดลงได้นะ ครับ
บางคนเนี่ยพยายามที่จะทำในสิ่งที่จำเป็น สิ่งสำคัญตลอดเวลานะครับ แต่ชีวิตจริงของเราเนี่ย เราไม่สามารถที่จะโปรดักทีฟมากขนาดนั้นได้เนาะ แน่นอนว่าในแต่ละกิจกรรมของเราอ่ะ เราก็ควรที่จะเริ่มทำในสิ่งที่มันไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย อ่ะ แค่ทำในสิ่งที่อยากทำเท่านั้นน่ะ ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องสร้างรายได้ ไม่ต้องรู้ สึกว่าฉันจะต้องดีมากขึ้น เก่งมากขึ้นน่ะ ไม่จำเป็นเลยนะครับ แค่อยากทำแค่นั้นพอ สิ่งเหล่าเะครับ มันเป็นสิ่งที่ทำให้ความเครียดของเราเนี่ยที่มันก่อตัวอยู่ในหัวเนี่ย ที่มันกำลังทับถมกันไปเรื่อยๆเนี่ย มันถูกสะสางออกไปได้เยอะมากๆเลยนะ ครับ
ความรู้สึกของใครก็เป็นของผู้นั้นเพียงผู้เดียว ไม่จำเป็นต้องนำมาเปรียบเทียบกันเลย เรื่องเนี้ยมันค่อนข้างสำคัญ เนาะ ถ้าเราจะใช้ชีวิตให้มันยากเนี่ย ก็คือเราต้องเอาความรู้สึกของคนอื่นเนี่ย เข้ามาตัวเรา มาคิดว่าเฮ้ยเราต้องเข้าอกเข้า ใจเค้า ใส่ใจเค้า ใส่ใจเรา ซึ่งสิ่งเหล่าเนี้ยนะครับ มันเลยทำให้ตัวเราเนี่ยทุกข์ไปโดยปริยาย ทั้งๆที่เรื่องเหล่านั้นน่ะ มันไม่ใช่เรื่องของเรานะครับ
ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนของเราเนี่ย สิ่งที่เราทำได้นะครับ คือพยายามที่จะอยู่ภาย นอกความรู้สึกของเขาเนาะ แล้วก็ให้เห็นว่า เออเขาคเป็นแบบนั้นแบบนี้ สิ่งเนี้ยมันจะเซฟกับใจเรามากกว่า อย่าพยายามเอาใจลงไปเล่นมากจนเกินไปนะครับ มันก็จะทำให้เราเนี่ยไม่แตกต่างจากเาเลยนะครับ ซึ่งสิ่งเหลเนี่ยเราไม่ควรที่จะเปรียบเทียบกันเลย ใช่ไหมมครับ
เพราะฉะนั้นเรามีความสุขอยู่ดีแล้วอ่ะครับ เราก็ไม่ต้องไปคาดหวังว่า เฮ้ยคนอื่นเขาจะมีความสุขกับเราม เราจะมี ความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นหรือเปล่า ถ้าเรามัวแต่คิดแบบเนี้ยนะครับ ผมบอกเลยว่าคุณจะไม่มีความสุขจริงๆหรอก ความรู้สึกของเราเนี่ยสำคัญกับเรามากๆนะครับ เราควรให้เกียติความสัมพันธ์ของเรากับตัวเองมากๆ ว่า เออฉันมีความรู้สึกแบบเนี้ย ก็ยอมรับ แล้วก็ดื่มด่ำมันไปเต็มที่ อย่าไปพยายามที่จะมองคณอื่นมากๆนะ ครับ
อยู่รอดอย่างยอดเยี่ยมจากการเปลี่ยนจากคนที่พยายามมากเกินไปเป็นคนที่พึ่งพาผู้อื่นเมื่อยามจำเป็น
คนที่อยู่รอดได้นะครับ ผมบอกเลยว่าไม่สามารถที่จะหำด้วยตัวคนเดียวได้เนาะ เราจำเป็นจะต้องพึ่งพาคนอื่นเมื่อยามจำเป็นทุกครั้งเลย ซึ่งเนี้ยเป็นสิ่งที่ เราจะต้องกล้าเอ่ยปากว่า เออสิ่งเนี้ยฉันทำไม่ได้ ฉันอยากจะขอความช่วยเหลือ การเอ่ยขอแบบเนี้ยผมคิดว่าถ้าเขาอยากจะช่วยเหลือเนี่ย เขาจะช่วยเหลือจริงๆครับ แล้วเขาจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองด้วยว่าเาเนี่ยมีค่าที่จะช่วยเหลือใครสักคนนึง มันไม่ใช่ว่าเราเนี่ยไปทำให้เขาคเดือดร้อน ไปทำให้เขาคยุ่งยากมากขึ้นน่ะ ถ่เราไม่ใช่แบบผู้ขอมากจนเกินไป หรือพึ่งพาคนอื่นมากจนเกินไปอ่ะ แค่เรานานๆครั้งที่จะขอพึ่งพาคนอื่นเนี่ย ผมว่าสิ่งเนี้ยทุกคนควรที่จะช่วยเหลือเราอยู่แล้วนะครับ แล้วสิ่งเนี้ยมันจะทำให้เรามีความสุขอยู่รอดได้ แล้วจะไม่จำเป็นต้องเหนื่อยมากจนเกินไป ไม่ต้องมาคิดว่า เฮ้ยทำไมชีวิตฉันต้องพยายามมากขนาดนี้ เนี่ยสิ่งเนี้ยมันเป็นเพราะว่าเราเนี่ย อาจจะไม่ค่อยเอิบปากขอความช่วยเหลือคนอื่นนะครับ
ถ้าอยากให้ผู้อื่นพอใจ ฝึกเลิกพูดสิ่งที่ ไม่ควรพูดสำคัญกว่าการพูด 100 เท่านะก็ คือให้รู้จักเงียบนั่นเองครับ
บางทีเนี่ย ยิ่งเราพูดมากขึ้นมากขึ้นมากขึ้นเท่าไหร่เนี่ย คนอื่นเขาก็จะรู้สึกว่าไอ้เนี่ยมันพูดไม่หยุดเลย ทำไมมันพูดอย่างเดียว มันพูดแบบไม่เคยฟังใครเลย การทำให้ผู้อื่นพอพอใจเนี่ย มันไม่ใช่แค่การพูดเนาะ แต่มันคือการเงียบ มันคือการรับฟัง มันคือการให้รู้ว่า เออสิ่งที่เขาพูดเนี่ย มันคืออะไร มันคือการสะท้อนกลับไปแบบเนี้ยนะครับ ซึ่งสิ่งเนี้ยมันก็คือสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้คนอื่นเนี่ยเขาพอใจได้นะ ครับ
ความสุขไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวัง แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น ดังนั้นจงตั้งใจว่าฉันจะเป็นคนคว้าความสุขมาเอง
ความคาดหวังของเราเนี่ย มันทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งเนี้ยมันไม่สามารถที่จะจัดการ ได้ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ เพราะเราหมัวแต่คาดหวังมัน แต่สิ่งที่เราทำได้เนี่ย ก็คือให้เราเนี่ยคิดว่าสิ่งเนี้ยเราสามารถควบคุมได้ สิ่งเนี้ยเราสามารถสร้างขึ้นได้ มันจะเอาอำนาจที่เราสามารถจัดการได้มามากขึ้นด้วยนะ ครับ
ห้ามคาดหวังกับตัวเองมากเกินไป เราไม่สมบูรณ์แบบผิดพลาดบ้าง แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย
ตัวนี้ก็สำคัญนะ อย่างที่ผมพูดไปอ่ะว่า ต่อให้เราเก่งมากแค่ไหนอ่ะ มันก็จะมีวันสักวันนึงที่เราพลาด พลาดแบบมากๆเลยนะครับ เราก็ควรที่จะยอมรับว่าสุดท้ายแล้วเราก็ต้องผิดพลาด แล้วก็ไม่ให้สมบูรณ์แบบ สิ่งเนี้ยก็เป็นสิ่งสำคัญนะครับ มันจะทำให้เรายอมรับตัวเองได้ทุกแง่มุม ซึ่งสุดท้ายปลายทางเนี่ย มันก็คือการรักตัวเอง
ถ้าเรากำลังเกรงใจใครกันอยู่เนี่ย ชีวิตเนี้ยมันเป็นของเราแล้ว อย่าพยายามที่จะทำให้คนอื่นเขาพอใจมากจนเกินไปเนาะ อย่าเกรงใจคนอื่นมากจนเกินไป เพราะสุดท้ายแล้วนะครับ ทุกคนก็ต้องกลายเป็นเท่าทุลีกันหมด มันไม่มีใครหรอกครับที่จะต้องอยู่ยืนคงกระพันเนา ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ต้องมีความสัมพันธ์เพราะตัวเองเป็นอมตะ มันไม่มีใครหรอกครับ สุดท้ายทุกคนจะ ต้องลงดินกันหมด จะต้องกลายเป็นปุ่ยผงกันหมด
สิ่งเหล่านี้นะครับ มันเลยทำให้เราเนี่ยได้ย้อนกลับมาว่า เออจริงๆแล้วที่เราใช้ชีวิตทุกวันเนี่ย เรามีความสุขกับชีวิตของเราจริงๆใช่ไหมม หรือเรามีความสุขเพราะว่าคนอื่นเขาบอกว่าเรามีความสุข สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเนาะ อย่าพยายามเกรงใจคนอื่นมากจนเกินไป ให้รู้จักการปฏิเสธบอกว่าไม่เยอะๆนะครับ ให้เราเนี่ยหันมาเห็นความสำคัญของเวลาที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ที่มันน้อยลงน้อยลงทุกๆวัน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สำคัญแล้วก็ทำให้เราเนี่ยไม่ได้เหนื่อยกับโลกใบนี้มากจนเกินไปนะ ครับ
โอเค อันนี้ก็คือทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้นะครับ ที่ผมได้ตกตะกอนจากการอ่าน ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ยังมีอีกหลากหลายแง่มุม แล้วก็มีการตีความที่ได้อีกหลากหลายรูปแบบนะครับ เพราะว่าที่ผมรีวิวเนี่ย มันก็คือการตีความของผมเพียงคนเดียวนะครับ ก็สามารถหาซื้ออ่านกันได้ที่ลิงก์ด้านล่างเลยนะครับ ก็จะทำให้คุณเนี่ยสามารถซื้ออ่านกันได้อย่างง่ายดาย พอคุณอ่านแล้วเนี่ย เรามาแบ่งปันกันได้นะครับว่าอ่านแล้วรู้สึกยังไงบ้าง อ่านแล้วได้อะไรบ้างนะครับ คุณมีความทุกข์ยังไงบ้างนะครับ แล้วคุณมีพยายามที่จะเ่อฝืนตัวเองมากจนเกินไป หรือเปล่า แล้วคุณพยายาม Move on ยังไงบ้างนะครับ พยายามปรับปรุงเรื่องของการตึงเครียดทางร่างกาย ทางจิตใจ ทางการงาน ความสัมพันธ์ยังไงบ้างนะครับ ก็จะทำให้คลิปวิดีโอเนี้ยมันสมบูรณ์แบบมากขึ้นได้นั่นเอง
โอเค คลิปนี้ก็มีประมาณนี้นะครับ ก็หวังว่าทุกคนเนี่ยจะได้ประโยชน์ไปไม่มากก็ น้อย โอเคในหนังสือเล่มถัดไปจะเป็นหนังสือเล่มอะไร ก็ฝากกดติดตามกันไว้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ