Transcription
สวัสดีครับ ผมอาจารย์ ดร. เตรียมพอ รักษานักอาชญาวิทยานะครับ วันนี้เราก็จะมาพูดถึงเรื่องมารยาทนะครับ เป็นหัวข้อที่เหมือนจะเป็นพื้นฐานทั่วไปที่คนส่วนใหญ่น่าจะเข้าใจว่ามันคืออะไร แล้วก็คนส่วนใหญ่น่าจะรู้ว่าการมีมารยาทมันดีกว่าการเป็นคนหยาบคายอยู่แล้วนะครับ
แต่ว่าวันนี้เราจะมาลงลึกถึงปัจจัยทางด้านพฤติกรรมแล้วก็จิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้นะครับ ว่าสมองของคนที่มีมารยาทกับสมองของคนที่หยาบคายมันต่างกันยังไง
เริ่มต้นจากอ่าเรื่องคำถามแล้วกัน คำถามที่ว่าคุณว่าคนที่สุภาพ พูดจาดีเนี่ย เค้าเฟกหรือว่าเค้าเก่งกว่ากัน คำไหนน่าจะเป็นคำนิยามที่อธิบายคนที่ มีมารยาทนะครับ พูดง่ายๆนะครับ การมีมารยาทเนี่ยต้องใช้ทักษะการควบคุมตัวเองขั้นสูงนะครับ คือไม่ได้ปล่อยตัวปล่อยใจของตัวเองอ่ะไปตามสันดานดิบนะครับ พูดง่ายๆก็คือการเป็นคนถ่อยหรือคนมารยาททรามเนี่ย คือการปล่อยสันดานดิบตามสบาย ปล่อยให้สัญชาตญาณของความเป็นอ่าสิ่งมีชีวิตทั่วไปเหมือนสัตว์ชนิดอื่นๆน่ะ ปล่อยตัวตามสบายไม่ต้องไปบังคับมัน ในขณะที่คนมีมารยาทนั้นจำเป็นต้องใช้การบังคับตนเอง ความอดทน และความอุตสาหะครับ ในการแสดงพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของนอม หรือว่าบรรทัดฐานของสังคมนั่นเอง
ยกตัวอย่างง่ายๆครับ คนที่นั่งประชุมครับ นั่งหลังตรงแล้วก็ตั้งใจฟังประชุมได้ 2 ชั่วโมงนะครับ ตั้งใจเรียน 2 ชั่วโมง อันเนี้ยมารยาทในสังคมรู้อยู่แล้วว่าการนั่งแบบนั้นเป็นเรื่องที่พึงพึงประสงค์นะ ครับ นั่งฟังอบรมก็เป็นเรื่องปกติตามมารยาททั่วไป ในขณะที่คนที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ มีความอดทนน้อยก็จะนั่งเล่นปากกาบ้างล่ะ นั่งเล่นเกมบ้างล่ะ นั่งเอนหลังไขว่ห้างโดยไม่ควบคุมพฤติกรรมของตัวเองเลยนะครับ นี่ก็คือความแตกต่างกัน
แต่มีคนบางกลุ่มนะที่มองว่าการทำตัวถ่อยเนี่ยเท่ การทำตัวไม่มีมารยาทนี่คือเจ๋งมากเลย อันนั้นก็แล้วแต่ว่าเค้าเติบโตมายังไง เช่นกันนะครับ ประโยคนี้ก็ยังคงใช้ได้อยู่ทุกคลิปนะครับ ทีเนี้ยมารยาทเนี่ยมันไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัยอย่างเดียวและ แต่มันคือทักษะการควบคุมตัวเองขั้นสูงนะครับ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะมีได้
เรามาดูนิยามกันบ้างครับ นิยามคอนเซปต์หลักของมารยาทเนี่ยก็คือ self-regulation หรือว่ากลไกในการกำกับหรือควบคุมตนเองให้ได้ ส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับ executive function หรือสมองส่วนหน้านะครับ ที่ผมชอบพูด และส่วนใหญ่ก็จะเป็นความสามารถในการรอคอยให้ได้ รอคอยผลลัพธ์ให้ได้ ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องมารยาทเนี่ยต้องฝึกตั้งแต่ 2 3 4 5 ขวบเป็นต้นไปนะครับ ก็จะทำให้เด็กคนนั้นน่ะโตมามีการควบคุมชีวิตของตัวเองได้ดีนะครับ มีงานวิจัยบอกด้วยนะว่าเด็กที่สามารถควบคุมตัวเองได้ดี มีมารยาทมากกว่าเด็กคนอื่น โตขึ้นมาเค้าจะประสบความสำเร็จในด้านความสัมพันธ์ การรอคอย และก็มีความเอ่อก้าวกระโดดในชีวิตการงานเรื่องอื่นได้ดีขึ้นด้วยนะครับ
คำว่ามารยาทเนี่ย เรายกตัวอย่างง่ายๆเนาะ สมมุติว่าเราอยากด่าใครสักคนเนี่ย คนมีมารยาทครับ อยากด่าเหมือนกันครับ แต่เค้าหยุดตัวเองไว้ได้และไม่พูดทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองอยากพูด หยุดคิดก่อน เรียบเรียงดูซิว่าผลของการพูดหยาบคาย หรือว่ากระแนะกระแหนเหน็บแนมคนอื่นออกไปเนี่ย จะส่ง consequence หรือว่าผลกระทบอะไรต่อเนื่องจากการที่ตัวเองได้พูดไป
บางคน วัยรุ่น หรือว่าหลาย gen ไม่ว่าจะเป็น Gen X Gen Y หรือ Gen C เนี่ย เราไม่เหมารวมนะครับ เพราะว่าทุก gen มีมารยาทและไม่มีมารยาท ดังนั้นบางคนเขาจะมองว่าฉันน่ะเป็นคนพูดตรง แต่บางทีการพูดตรงเส้นบางๆอยู่ระหว่างการพูดตรงไม่มีมารยาท มันเป็นยังไงกันแน่ การพูดตรงเนี่ยคือการสื่อสารเอาความหมายที่เราอยากจะสื่อเนี่ย สื่อออกไปได้ตรงประเด็น แล้วผู้ฟังสามารถเข้าใจได้ แต่การพูดตรงเนี่ยสามารถทำแบบมีมารยาทได้นะครับ ไม่จำเป็นจะต้องแสดงความเก๋า ความเฟียส ด้วยการพูดเอ่อแรงที่ทำให้คนอื่นรู้สึกเจ็บ หรือการเหน็บแนมนะครับ อยากด่าแต่ไม่ด่าเนี่ย คือความสามารถของคนที่มีมารยาท ไม่พอใจ ไม่พอใจมั้ย ไม่พอใจครับ แต่เค้าเลือกคำพูดที่จะพูดได้
มาดูฝั่งตรงข้ามมั่ง ความถ่อยนะครับ ความไม่มีมารยาท มารยาททรามเนี่ย ในเชิงจิตวิทยาเนี่ย มันก็จะมีคอนเซปต์เรื่องความหุนหันพลันแล่นนะครับ หรือคำเราเรียกว่า impulsive, impulsivity นะครับ ในการเอ่อไม่สามารถควบคุมอารมณ์ที่ขึ้นลงของตัวเองได้ ในขณะเดียวกันก็จะมี low frustration tolerance นะครับ หรือว่าความอดทนต่อแรงกดดันที่ต่ำ หรือว่าเค้าเรียกว่าจุดเดือดต่ำนั่นเองนะครับ หรือบางคนก็อาจจะเป็นลักษณะที่เรียกว่า poor emotional regulation นะครับ หรือว่าการควบคุมอารมณ์ไม่ได้เลย อย่างเช่นโดนขัดใจก็จะชักสีหน้า โดนขัดใจก็จะด่า ไม่พอใจก็แสดงออกทันทีนะครับ บางทีคนที่ดูแรงไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนจริงนะครับ แต่ทำให้เราได้รู้ว่าเขาควบคุมตัวเองไม่ได้
ทีนี้มาดูกลไกของสมองกันบ้างครับ สมองเนี่ยส่วน prefrontal cortex ก็คือสมองส่วนหน้าของเราเนี่ย มันมีหน้าที่ควบคุมเหตุผลนะครับ ส่วน amygdala ตัวกระตุ้นอารมณ์เนี่ยเอ่อ มันจะเป็นความโกรธที่เกิดขึ้น ฉะนั้นคนที่มีมารยาทเนี่ยใช้สมองส่วนคิดมากกว่าสมองส่วนอารมณ์ ส่วนคนที่หลุดไม่สามารถใช้สมองส่วนหน้าคิดได้ เราเรียกกว่า amygdala hijack นะครับ หรือการถูกปล้นการทำงานของสมองส่วนคิดไป และก็เหลือแต่สมองส่วนอารมณ์ทำงานล้วนๆนะครับ
ทีเนี้ยครับ มารยาทเนี่ยมันเป็นพลังทางสังคมอย่างหนึ่ง เนื่องจากว่าเอ่อมารยาทของมนุษย์เนี่ย มันไม่ใช่แค่กฎระเบียบของการที่อ่าเราจะต้องอยู่ร่วมกันเท่านั้น แต่คนที่มีมารยาทเนี่ยคือการสามารถลดความเป็นตัวเอง ลดอารมณ์ และทำงานตรงหน้าร่วมกับผู้อื่นได้ ถ้าเป็นสมัยโบราณเอ่อสมัยบรรพบุรุษเนี่ย คนที่ทำงานกับใครไม่ได้เลย ไม่สามารถเอ่อลดอารมณ์ ใช้เหตุผลได้ คนกลุ่มนี้ก็จะถูกไล่ออกจากฝูงนะครับ ก็จะถูกสังคมแบน ซึ่งคนที่มี EQ ต่ำเนี่ย มักจะไม่มีศักยภาพพอที่จะประเมินได้ว่าพฤติกรรมของเค้าเนี่ยส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือส่งผลกระทบต่อผู้อื่นยังไง พูดง่ายๆก็คือพอ EQ ต่ำแล้วก็คิดไม่ได้ว่าคำพูดฉันจะทำให้ใครรู้สึกยังไงนั่นเองนะครับ
ทีเนี้ย มันมีงานวิจัยที่น่าสนใจมากนะครับ ชื่องานวิจัยว่า Marshmallow Experiment นะครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังว่างานวิจัยนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงนะครับ งานวิจัยเนี้ยเอ่อทำการวิจัยโดย Walter Mischel นะครับ ซึ่งการทดลองเนี่ยเขาจะให้อ่าเด็กเล็ก 4-5 ขวบ ก็อยู่ที่ประมาณอนุบาล 2 อนุบาล 3 เนี่ยนะ ครับ ไปนั่งอยู่ในห้องคนเดียวนะครับ แล้วก็จะมีกล้องวงจรปิดถ่ายพฤติกรรมของเด็กอยู่ตลอดเวลานะครับ หลังจากนั้นเขาก็จะเอา Marshmallow วางไว้ข้างหน้าเด็ก 1 ชิ้น หรือว่าขนมที่เด็กคนนั้นน่ะชอบนะครับ แล้วก็บอกว่าถ้ารอคอยได้ เดี๋ยวจะได้ขนมเพิ่มเป็น 2 ชิ้นนะครับ แล้วก็ผู้วิจัยก็จะเดินออกจากห้องไป แล้วก็คอยคอยเฝ้าดูเด็กคนนั้นผ่านทางกล้อง หรือผ่านทางอีกห้องนึงที่เป็นกระจกมองได้เอ่อด้านเดียวนะครับ ทีเนี้ยเขาจะบอกเด็กว่าหนูสามารถกินได้เลยนะ แต่ว่าถ้ารอได้เนี่ยหนูจะได้เพิ่มเป็น 2 เท่า Marshmallow เพิ่มเป็น 2 ชิ้นนะฮะ ดังนั้นนักวิจัยพอออกจากห้องไปนะครับ ก็แอบถ่ายพฤติกรรมของเด็กไว้ทั้งหมด
ทีเนี้ย เมื่อคนออกจากห้องไปปุ๊บ เด็กจะเกิดสงครามในสมองขึ้นทันทีว่าฉัน ฉันอยากทำอะไร ฉันอยากกิน เด็กทุกคนเนี่ยชอบกินขนมอยู่แล้ว ดังนั้นมันก็จะมีกลุ่มแรกนะครับ กินทันทีเลย พอนักวิจัยออกจากห้องไป เด็กเขาก็จะหยิบขนมมากินทันที มองก่อนหยิบแล้วก็กินทันทีนะครับ ไม่สามารถหน่วงเวลา หรือ delay ความคิด หรือความต้องการของตัวเองได้
ในขณะที่เด็กแบบที่ 2 เนี่ยจะมีพฤติกรรมที่เราเรียกว่าพฤติกรรมแบบโมล่า นะครับ พฤติกรรมแบบโมล่าคือตาสามารถสังเกตเห็นได้เลยว่าเขาทำอะไร มันก็จะมีตั้งแต่เอามือปิดตา นะครับ ไม่อยากเห็น ไม่อยากเห็นขนม เห็นแล้วมันอยากกิน หรือว่าหันหน้าหนีไปมองอย่างอื่น ไม่มองขนม เพราะมองแล้วมันจะอยากนะครับ หรือเด็กบางคนก็ร้องเพลงครับ ร้องเพลง ร้องเพลงรอ อีกคนเอ่ออีกแบบนึงก็คือเล่นกับตัวเอง เล่นมือเล่นไม้เล่นโต๊ะ อะไรเงี้ย เพื่อที่จะไม่คิดถึงขนมที่อยู่ตรงหน้า
และนี่คือสิ่งที่สำคัญมากเลยครับ นี่คือเส้นแบ่งระหว่างเด็กที่มีเอ่อความอดทน สามารถควบคุมพฤติกรรมตัวเองได้ ซึ่งเด็กเนี่ยทุกคนน่ะ เด็กที่อดทนได้ไม่ได้ ไม่มีความอยากนะครับ เค้าอยากแต่เขาสามารถจัดการกับความอยาก หรือจัดการกับพฤติกรรมของตัวเองได้นั่นเอง
หากจะอธิบายเชิงสมองแล้วเนี่ย เด็กที่กินทันทีเราจะใช้ระบบที่เรียกว่า Hot System นะครับ Hot ที่แปลว่าร้อนเนี่ยก็คือระบบอารมณ์ ความอยากเกิดจากอ่า limbic system และก็ amygdala ที่กระตุ้นอารมณ์เป็นตัวขับ นะครับ ให้เด็กเนี่ยอยากทำปุ๊บทำเลย กินเลย ส่วนเด็กที่รอได้จะใช้ระบบที่เรียกว่า Cool System Cool ที่แปลว่าเย็นลงนะ ครับ ระบบความคิด หรือความควบคุมของสมองส่วนหน้าก็จะถูกทำงานมากกว่าส่วนอารมณ์ ดังนั้นเด็กที่รอได้นะครับ จึงใช้สมองส่วนหน้า หรือ frontal cortex ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเด็กที่ใช้อารมณ์
ทีเนี้ย เด็กที่รอได้เนี่ยไม่ได้มีความอยากกินขนมน้อยกว่าเลยนะ แต่เขาใช้สมองคนละระบบ ใช้สมองส่วนคิดมากกว่าสมองส่วนอารมณ์นั่นเอง และทีเนี้ยมีงานวิจัยปีต่อมานะครับ หลังจากนั้นอีกหลายปีเลย นักวิจัยติดตามเด็กกลุ่มเดิมกลุ่มเนี้ยที่ทำการทดลอง พบว่าเด็กที่สามารถรอคอยได้เนี่ย มักจะมีผลการเรียนตอนโตขึ้นที่ดีกว่านะครับ แล้วก็มีสมาธิดีกว่า มีการควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า และโดยเฉลี่ย ฟังให้ดี ประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กที่รอคอยได้ หรือใช้อารมณ์เป็นตัวนำนั่นเอง
ดังนั้นครับ มันไม่ใช่แค่นิสัยเด็กอย่างเดียวด้วยนะ ปัจจัยอย่างอื่นที่ทำให้เด็กแต่ละคนมีความสำเร็จต่างกันเมื่อโตขึ้นก็ได้แก่ ความเชื่อใจในผู้ใหญ่ หรือ trust หรือความผูกพันระหว่างผู้ปกครองระหว่างที่เลี้ยงมาด้วยนะครับ ระหว่างที่เติบโต สิ่งแวดล้อมที่เด็กเผชิญ และก็ฐานะทางสังคมด้วย เด็กบางคนไม่รอเพราะว่าไม่เชื่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ไม่เคยรักษาสัญญาเลย เด็กก็เลยไม่รอ เพราะไม่รู้ว่าจะได้ขนม 2 เท่าจริงมั้ย ก็เลยไม่รอแล้วก็ไม่เชื่อนะครับ
ทีเนี้ยเอ่อ เรามาดูกันบ้างว่า มารยาทเนี่ยจริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่นิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดเนาะ แต่มันคือวิธีการเรียนรู้นะครับ ผ่านการฝึกฝนสั่งสอน ควบคุมพฤติกรรม เราใช้คำว่า self-regulation แล้วกัน คือการมีระเบียบในตนเอง ควบคุมตนเองได้ เกิดอะไรบ้างในสมองนะครับ เอา 2 วินาทีแรกก่อน 2 วินาทีแรกเมื่อเกิดอารมณ์ขึ้นเนี่ย amygdala จะทำงานทันที ก็คืออารมณ์โกรธ หรือหงุดหงิด สมมุติเราอยากด่าใครใช่มั้ย 2 วินาทีแรกแหละความโกรธมันจะเข้ามา และหลังจากนั้นครับ การที่เกิดเอ่ออารมณ์ในทันทีเนี่ย อ้างอิงจากงานวิจัยของ Joseph LeDoux นะครับ ในงานวิจัยปี 1990 แนวคิดนี้เราเรียกว่า Low Road นะครับ ที่แปลว่าต่ำ Road ที่แปลว่าถนน ดังนั้นเขาก็จะมองว่าในวินาทีแรกเราไม่ได้เลือกที่จะโกรธหรอกละ แต่สมองสั่งให้โกรธเอง เพราะมันเป็นกลไกอารมณ์ตามธรรมชาตินะครับ
ส่วนจุดตัดระหว่างมารยาทเนี่ยอยู่ที่ตั้งแต่ 2-15 วินาที คือช่วงสำคัญที่สุดเลย ถ้าเราคุมไม่ได้เนี่ย แล้วเราพูดทันที อยากด่าทันที หรือมีพฤติกรรมแสดงออกไปทันทีเนี่ย เราจะเรียกว่า impulsivity นะครับ หรือการหุนหันพลันแล่นทางอารมณ์ แต่ถ้าเราควบคุมมันได้เนี่ย สมองส่วนหน้า หรือ prefrontal cortex ตรงเนี้จะเข้ามาควบคุมอารมณ์ของเราแทน อ้างอิงจากงานของ Daniel Goleman นะครับ จากหนังสือปี 1995 แนวคิดนี้เราเรียกว่า Amygdala Hijack หรือการไปควบคุมเอ่อเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะ hijack การยึดอ่ะ การปล้น การปล้นพื้นที่ การใช้งานของสมองนั่นเอง
ดังนั้นมารยาทนะครับ พูดง่ายๆก็คือการแทรกตัวระหว่างอารมณ์กับการกระทำ ระหว่างมีอารมณ์เกิดขึ้น และเราจะแสดงอะไรออกไป มารยาทจะมาแทรกตรงกลาง ถ้าคุณมีมารยาทมากพอ คุณก็จะห้ามอารมณ์ได้ แล้วก็ปรับความคิดใหม่ แล้วก็คิดว่าเราจะปฏิบัติยังไงดี ก็จะปฏิบัติไปในแนวทางที่มีมารยาท และก็สังคมยอมรับ ว่าเนี่ยสอดคล้องกับกรอบบรรทัดฐานของสังคม เฮ้ย มันดีนะ อื ซึ่งงานวิจัยเรื่อง Marshmallow เนี่ยเป็นของ Walter Mischel ใช่มั้ย ทำที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดครับ งานวิจัยนี้ทำตั้งแต่ปี 1960 ถึง 1970 น่าสนใจมากนะครับ
ดังนั้นวิธีการฝึกมารยาท ทำยังไงนะครับ ทำไมบางคนไม่มีมารยาทนะครับ ก็จะมีงานวิจัยของ Albert Bandura นะครับ ซึ่งเอ่อเกิดขึ้นเมื่อปี 1977 นะครับ ก็จะมีแนวคิดที่เรียกว่า Social Learning Theory นะครับ ก็จะเป็นงานวิจัยที่ผมเคยพูดไปคลิปก่อนๆนะฮะ เรื่องเรื่องการเรียนรู้พฤติกรรมเลียนแบบ เกี่ยวกับเอ่องานวิจัย Bobo Doll นะครับ ซึ่งอันนี้เคยเล่าไปแล้วในคลิปก่อนหน้าเนาะ ดังนั้นเวลาเห็นคนอื่นทำ ก็เลยเลียนแบบครับ พอทำแล้วได้ผลเนี่ย เขาก็จะทำซ้ำๆ เช่นเวลามีคนทำให้เขาไม่พอใจ แล้วด่าออกไปเลย เฮ้ย มึงยุ่งอะไรกับกูวะ มึงอะไรอย่างเงี้ย พอพูดแล้วการกระทำนั้นถูกหยุดไป มันก็เรียกว่าถูกเสริมแรง หรือ reinforce นะครับ Reenforce พอทำแล้วได้ผลปุ๊บ เขาก็จะจดจำว่าเวลาฉันแสดงความถ่อย หรือความทรามออกไปเนี่ย มันได้ผลทันที ฉะนั้นเฮ้ย มันคือรางวัลนี่หว่า มันคือรางวัลในการที่ฉันไม่มีมารยาท ทำอะไรไม่มีมารยาทแล้วถูกเชิดชู ถูกซัพพอร์ตว่าโอ๊ย รุ่นพี่คนนี้เท่จังเลย ครูดุแล้วด่าครูกลับ โอ้โห เท่สุดๆเลย ทำตัวถ่อย จึงมองว่าเท่นะครับ ก็อยู่ที่การถูกซัพพอร์ตด้วย
วิธีการฝึกมารยาท ทำยังไง วิธีการฝึกมารยาท ก็จะมีอยู่ 4 ข้อนะครับ ข้อแรกเลยก็คือ Pause หรือการหยุดคิดก่อนจริงๆ การหยุดคิดจะทำให้เรามีสติได้เนี่ย มันก็จะมีตามหลักทฤษฎีทฤษฎีที่บอกว่าให้เราหยุดประมาณ 4-5 วินาทีเนาะ แต่เอาแค่ 2 วินาทีก่อน 2 วินาทีหยุดก่อน หยุดแล้วก็คิด อื นี่คืออะไรนะ แล้วก็ลองตั้งชื่ออารมณ์ดูนะ ครับ ข้อที่ 2 ว่าเราโกรธอยู่หรอ เราโมโห เพราะอะไร เพราะเรารู้สึกโดนดูถูก หรือเรารู้สึกโดนกระตุ้น โดนแทงใจดำ โดนเหน็บแนม หรือโดนอะไร หลังจากนั้นเราลองตีความใหม่ ครับว่าคนที่ทำให้เราโกรธเนี่ย เค้าเป็นอะไร เราสามารถเปลี่ยนแนวทางประโยคในการตอบโต้ได้มั้ย หลังจากนั้นเราจึงคิดคำตอบที่เลือกแล้วอย่างพิถีพิถัน แล้วพูดออกไป ดังนั้นกระบวนการไอ้สูตร 4 ข้อเนี้ย หยุด ตั้งชื่ออารมณ์ ตีความใหม่ ตอบแบบที่เลือกแล้ว ง่ายที่สุดคือข้อที่ 1 ต้องทำให้ได้ก่อน คือการหยุดนะครับ หยุดแล้วคิด อื ฉันเป็นอะไรนะ แล้วค่อยโต้ตอบนะครับ
ใน 5 วินาทีแรกทุกคนอยากด่าเท่ากันแหละ แต่คนที่ไปในชีวิตได้ไกลกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่า คือคนที่ไม่พูดมันออกมาครับ หรือว่าไม่พิมพ์มันออกมานั่นเอง นี่ก็เลยเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก บางคนสุภาพ บางคนหยาบ คำตอบอยู่ที่สมองเลยนะครับ คนมีมารยาทไม่ได้ดีกว่าหรอกครับ ไม่ได้เป็นคนดีกว่า แต่สมองเค้าควบคุมได้มากกว่า
ฉะนั้นมันก็จะมีคำถามเรื่องว่า เวลาคนที่เข้าใจเรื่องเอ่อลักษณะพฤติกรรม บุคลิกแบบไซโคพาธอย่างเงี้ย ไซโคพาธทำไมควบคุมตัวเองได้ดีกว่าคนอื่นหรือเปล่านะครับ ความจริงก็คือไซโคพาธเนี่ย บางครั้งก็สามารถควบคุมได้ดี ได้ดีกว่าคนทั่วไปนะ ครับ ในบางครั้ง แต่ไม่ได้สามารถควบคุมแรงขับภายในนะ แต่สามารถควบคุมพฤติกรรมด้านนอก ฉากหน้ากากได้ดีกว่านะครับ อย่างเช่นเอ่อการไม่แสดงอารมณ์ พูดจานิ่งๆ หรือว่าวางตัวดีเนี่ย ไซโคไซโคพาธบางคนทำได้ดีมากๆ ในขณะที่การรู้สึกภายในเนี่ย ความรู้สึกผิด ความเห็นอกเห็นใจ การยับยั้งแรงขับที่อันตรายเนี่ย มันบกพร่อง แต่ในมุมสมองแล้วเนี่ย amygdala ตอบสนองต่อความกลัว หรือความผิดอ่ะต่ำ แต่ frontal cortex หรือส่วนคิดอ่ะ มันยังทำงานได้ดีอยู่นะครับ อันนี้อ้างอิงจากงานวิจัยของ James Fallon และก็ Robert Hare นะครับ ไซโคพาธจริงๆก็ไม่ได้คุมตัวเองเก่งนะครับ แต่เขาไม่รู้สึกอะไรจริงๆเลยต่างหาก ไม่รู้สึกว่าฉันต้องเจ็บหรอ ฉันจะรู้สึกด้อยกว่าหรอ ก็ไซโคพาธไม่รู้สึก ก็เลยไม่จำเป็นต้องควบคุมตนเองนั่นเอง มันก็เลยดูนิ่ง เยือกเย็น แล้วก็สามารถไปกับคำว่ามารยาทได้ดีนะครับ
ทีนี้ครับ เรามาดูบ้างว่า อืม ในคนทั่วไปกับไซโคพาธเนี่ย อารมณ์การควบคุม มีไซโคพาธคุมได้ต่ำ ความรู้สึกผิด คนทั่วไปมีครับ ไซโคพาธมีได้ต่ำมาก การควบคุมตนเองของเอ่อ เหตุผลในการควบคุมก็คือสังคมและศีลธรรม อันนี้ตัวแบ่งชัดเจนนะ คนทั่วไปเวลาควบคุมอ่ะ สังคมและศีลธรรมทำให้ฉันจะต้องมีมารยาท แต่ไซโคพาธก็คือผลประโยชน์ เฮ้ย ฉันต้องบังคับตัวเองให้ได้ดี เพราะว่าถ้าฉันควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ฉันจะเสียประโยชน์ในด้านนี้ไป
อ่า เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องมารยาทที่น่าสนใจมากนะครับ เผื่อบางคนรู้สึกว่าการทำตัวถ่อยมันคือมันคือเท่นะฮะ ในสายตาเพื่อน ในสายตาคนอื่น มองว่าเธออาจจะดูเฟียส หรือเปล่านะ อาจจะดูแบบ อู้ เก๋าจังเลย เป็นคนแรง เป็นคนจริง แต่จริงๆแล้วมันก็ง่ายๆครับ ก็คือคนที่ไม่สามารถมีประสิทธิภาพในการควบคุมตัวเองได้นั่นเองนะครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องง่ายๆ เรื่องมารยาทที่ผมว่ามันน่าสนใจ บางทีมันก็เป็นเรื่องที่เราเหมือนเราจะรู้อยู่แล้วเนี่ย แต่ว่ากลไกข้างในที่เกิดขึ้นมันคืออะไรบ้าง อันนี้ก็มาคุยกันเล่นๆ ย่อยง่ายๆนะครับ
ชอบมั้ยครับ สำหรับคนที่ชอบคลิปแบบนี้ นะครับ ก็ผมขอฝากกดไลค์ กดแชร์ กด Subscribe ให้ผมด้วยนะครับ หรือว่าจะกดกด Super Thanks หรือระบบ Membership เราก็มีแล้วนะครับ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้พูดอย่างผมนะครับ จะได้ไปหาเรื่องราวสนุกๆมาคุยกับเพื่อนๆอีกนะครับ วันนี้ก็ขอลาไปก่อน ขอบคุณครับ เจอกันใหม่ครับ