Transcription
สวัสดีค่ะ หนังสือเล่มโปรดในวันนี้นะคะ เราได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงค่ะ ต้องเรียกได้ว่าเป็นตอนพิเศษของเราเลยนะคะ เราทำหนังสือเล่มโปรดมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 256 นะคะ แล้วตอนนี้ก็จะเป็น EP สุดท้ายในปี 256 ค่ะ อยากจะปิด EP สุดท้ายนี้นะคะ แต่ไม่ใช่ EP สุดท้ายของรายการนะคะ เรามี 100 ตอนนะคะ เรามี 100 ตอนนะคะ แต่เป็น EP สุดท้ายของปีแรกของหนังสือเล่มโปรดนะคะ ด้วยต้องเรียกได้ว่าบุคคลทรงคุณค่า มีเอกลักษณ์ทางความคิดและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ถูกต้อง ตรงเป๊ะทุกข้อจริงๆนะคะ สำหรับแขกรับเชิญท่านนี้นะคะ กราบสวัสดี สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์ สวัสดีค่ะ
>> กราบขอบพระคุณนะคะ เป็นเกียรติอย่างสูงกับรายการแต้วมากๆเลยค่ะ ที่ท่านอาจารย์กรุณาสละเวลามาในวันนี้นะคะ ตอนแรกที่แต้ว เอ่อ เรียนเชิญท่านอาจารย์ แต้วก็ลุ้นอยู่ในใจนะคะ ว่าเอ๊ะ ท่านอาจารย์จะเอาหนังสือเล่มโปรดอะไร เพราะแขกรับเชิญแต่ละท่านเนี่ย ก็จะมีหนังสือเล่มโปรด ซึ่งก็จะจะเลือกมา บางท่านอ่านเยอะมาก ก็เลือกมาเล่มนึงที่อาจจะ represent ความเป็นตัวตนนะคะ หรือว่าเล่มที่ เอ่อ เปลี่ยนชีวิตประมาณนั้น
ของอาจารย์ ถ้าอาจารย์บอกว่ากายกับใจ >> อื >> ทำไมเป็นกายกับใจคะ
>> หนังสือที่ผมชอบเนี่ยนะ จริงๆแล้วคนแนะนำให้ครั้งแรกเลยก็คือพระอาจารย์สำราญ
>> หนังสือชื่อ >> ไม่มีชื่อเลย
>> เหรอคะ
>> ท่านก็บอกเนี่ยแบกมาทุกวันเนี่ย
>> อ๋อ
>> เราแบกกันมากันคนละเล่มเนี่ย
>> ค่ะ
>> ก็คือให้ดูดูกายของเราแล้วก็ดูใจของเรา เดี๋พอเก่งเนี่ยบทที่ 3 ให้ดูความคิด
>> ถ้าพูดถึงขันธ์ 5 คือรูปกับนามคือกายกับใจประมาณนั้นใช่มั้คะอาจารย์คะ
>> ใช่ ดูขันธ์ 5 นั่นแหละ
>> คราวนี้เนี่ยเดี๋ยว เอ่อ ขันธ์ 5 ย้อนอีกทีนึงนะคะ อันแรกเลยค่ะรูปนะคะ ก็คือกายของเรานะคะ กายอันเกิดจากดินน้ำไฟลม ก็คือกาย แล้วก็ เอ่อ น้ำนะคะ มี 4 อย่างใช่มั้คะ ก็จะมีก่อนเวทนา เวทนาก่อนใช่มั้คะ มี 3 มี 3 แก๊งคือเวทนา สัญญา สังขาร แล้วก็วิญญาณ วิญญาณก็คือธาตุ นะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ยก็คือ อันนี้คือรูปกับนาม เสร็จแล้วเนี่ย เมื่อกี้ถ้าอาจารย์บอกว่าอีกอันนึงก็คือเรื่องของความคิด ประโยชน์ของการดู ต้องขออนุญาตเรียนถามประโยชน์ก่อนว่า ในการอ่านหนังสือเล่มนี้ของเราเนี่ย ประโยชน์มันคืออะไรบ้างคะอาจารย์คะ
>> หนังสือเล่มที่เราอ่านกันแบบที่คนเขียน เราอ่านกันทั้งหมดเนี่ยตายไปก็ไม่ได้ใช้ แต่ว่าถ้าเราอ่านกายอ่านใจอ่านความคิดเรา ได้ทันนะ รู้เท่าทันเนี่ย มันจะกลายเป็นอริยทรัพย์ ซึ่งมันเป็นทรัพย์ซึ่งตายไปแล้วก็เอาไปใช้ต่อได้
>> อันนี้ด้วยความ ด้วยความเชื่อที่ว่า เอ่อ ตายไปแล้วเนี่ยไม่ใช่มันก็อาจจะไปแต่ร่าง กายที่มันหมดลมหายใจไป เหี่ยวแห้งกรอบไป แต่ตัวจิตหรือวิญญาณ โซคakaนแอสธาตุรู้อาจจะยังมีอยู่ใช่มั้อาจารย์
>> ใช่ เราอ่านหนังสืออ่ะ อย่างอ่านไฟแนนซ์ เนาะ
>> ค่ะ
>> สุดท้ายก็ไปช่วยบริษัทนั้น บริษัทนี้รวย
>> ค่ะ
>> แล้วไงต่อ ผมผมทำงานสมัยที่ทำงานอยู่ อเมริกาเนาะ ตอนนั้นก็ทำงานอยู่ที่อเมริกาเนี่ย ก็ก็ถามตัวเองว่า ถ้าวันนึงอ่ะต้องไปที่ขอบจักรวาลแล้วเนี่ย ไปทำไมไง อุตส่าห์สร้างจรวดสร้างอะไรกันแทบตายนะ
>> แล้วยัง
>> เออ ถ้าสมมุติวันนี้ เรา 2 คนไปนั่งที่ขอบจักรวาลได้แล้วอ่ะ เดินทางมาตั้ง 450 ล้านปีแสงฮะ สุดท้ายมาทำไมเนี่ยใช่มั้ย ผมก็เลยคิดได้ เอ๊ะ ถ้างั้น ทำไมเราไม่ย้อนกลับเข้าไปดูในตัวเราเอง นี่ไง ไอ้หนังสือเล่มที่ชวนให้อ่านก็คือ อ่านกายอ่านใจ แล้วอีกหน่อยเก่งขึ้นมาก็ อ่านความคิดใช่มั้ฮะ
>> ตอนที่ท่านอาจารย์เจอพระอาจารย์สำราญ ตอนนั้นท่านอาจารย์อายุประมาณเท่าไหร่คะ
>> ผมเป็นผมมาเป็นพุทธตอนอายุประมาณ 39 ก่อนหน้านี้ไม่ใช่พุทธ
>> เป็นไม่ได้มีศาสนาใดเลยหรือเปล่าคะท่าน
>> มีๆ ก็ศึกษาหลายศาสนามากเลย
>> อื
>> เสร็จแล้วก็กลับมาเมืองไทย กลับมาเมืองไทย ก็เห็นเพื่อนๆคนนู้นคนนี้ถือพุทธกันเยอะแยะหมด
>> ค่ะ
>> ความอยากรู้อยากเห็นก็เลยคิดว่า อึมีอะไรดีวะศาสนาเนี้ย ก็ต้องโยนความเชื่อเดิมออกไปก่อนค่ะ
>> เพราะว่าผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ใช่มั้ เราจะมาศึกษาทางพุทธเนี่ยถือว่าเป็นศาสตร์ใหม่ ศาสตร์ใหม่มันต้องเอาชุดความรู้เดิมออกให้หมด ของศาสนาเก่าออกให้หมดเลย แล้วก็ไปฝึกจริงๆจังๆเลย ตอนตอนที่ไปฝึกเนี่ยจริงๆครั้งแรกฝึกกับหลวงพ่อจันฑาก่อนที่พิจิตร นะฮะ ไปถึงปั๊บหลวงพ่อบอกเลยว่าโยนตำราทิ้งไว้ให้หมด ไม่ต้องอ่านอะไรอีกแล้วนะ ครับฝึกอย่างเดียวเลย อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ อ้าโอเค เพราะว่าพอเราอ่านเนี่ยมันก็ใช้ความคิดไง มันก็ใช้ความคิดใช่มั้ย แต่ว่ากิเลสเนี่ยมันมากับความคิด งั้นเราต้องระวังความคิดของเรา เสร็จแล้วไอ้ความคิดเนี่ยมันน่ากลัวมาก ถ้ามันผลิตออกมาตอนที่ใจเรามันเป็นอกุศลน่ะ ถ้าใจเราเป็นกุศลก็อันตรายเหมือนกันนะ เพราะเราอาจจะใจอ่อนก็ได้ จริงๆแล้วความคิดที่มันออกมาตอนที่ใจของเราเนี่ย มันไม่กุศลหรือไม่อกุศลเนี่ย ทางพุทธเรียกว่าอัพยากตา เรียกความว่าว่างอ่ะนะ ตรงเนี้ยสมองมันก็จะผลิตอะไรออกมาดีๆเยอะแยะเลย แต่เราจะเห็นได้ไงว่าตอนใจเราว่างไม่ว่าง มันก็ต้องไปอ่านกายเราก่อน กายกายของเราไม่เคยโกหก ถ้าถ้ากายของเราตึงเครียดก็แสดงว่าใจเราไม่นิ่งละ ใจเราเริ่มไม่ใช่ละ ไม่ว่างแล้ว ไม่กลาง จริงะ ฉะนั้นการเริ่มต้นการฝึกเนี่ย จึงต้องฝึกที่กายก่อน เคยเห็นภาพก้อนก้อนหินญี่ปุ่น 3 ก้อนมั้ เซ็นเออเรียกัน 3 ก้อนเนี่ย ไอ้ไอ้ก้านไอ้ไอ้ก้อนล่างเนี่ยก็คือ ก้อนของฐานกาย ซึ่งอันเนี้ยทางพุทธเราก็ฝึกให้มีสติรู้ที่กายก่อน เป็นกายานุปัสสนา งั้นเราต้องฝึกเยอะมากเลย ฝึกเดินจงกรม ฝึกดูลมหายใจ หรือยกมือขึ้นเงี้ย ต้องรู้หมดละ ฝึก ฝึกจนตนี้ชำนาญแล้วนะ หรือบางคนก็ไปถึงขั้นเป็นออโต้แล้ว ออโตมติกเนี่ยมันจะเห็นไอ้ตัวใจชัดเจน
>> คะ งั้นขอเจาะลึกไปกายอีกนิดนึงค่ะอาจารย์ขา เวลาที่เราดูกายเนี่ยประโยชน์เท่าที่ เ้าเข้าใจเนี่ยก็คือว่ามันจะทำให้มีสติ ได้ชัดว่าข้างล่างฐานของเราเนี่ยเป็นอย่างไร เพราะว่ายังไงเนี่ยจิตมันอาศัยกาย เอ่อนี้อยู่ คือมันไม่ใช่ว่า เอ่อความคิดอันนึง จิตอันนึง แต่จิตเนี่ยอาศัยกาย หากมิฉะนั้นเนี่ยมันจะมันจะไม่ได้ไม่งั้นก็เป็นศพค่ะไม่งั้นก็คือศพนะคะ อ่าคะ เพราะฉะนั้นเนี่ย เอ่อในการที่จะกระโดดไปดูจิต ซึ่งซึ่งซึอาศัยเฟรมอยู่ในกายเนี่ยก็ต้อง ดูกายก่อนนะคะ เหมือนเข้าบ้านไปช่วยดูก่อน ว่าบ้านโดยภาพรวมเนี่ยมันเป็นอย่างไรนะคะ หน้าต่างกำลังเปิดอยู่มั้ย
>> อาจารย์ขา มันไม่ได้ดูง่ายๆก็ฝึกมานานแล้วนะคะ แต่ว่าก็ยังเวลาถ้าอาจารย์พูดว่า เอ่อ เก้าอี้แข็งมั้ เต้าเต้าจะระลึกได้ คุณแต้ว เอ่อ กระพริบตาระลึกระลึกรู้ได้ เอ่อ ตอนนี้ลมเป็นยังไงเข้ามาทางไหน ต้องระลึกรู้ แต่ถ้าไม่พูดเนี่ยบางทีมันก็มันก็ระลึกไม่ได้ค่ะอาจารย์ อาจารย์ช่วยช่วยเล่าให้ฟังได้มั้คะว่า ควรจะการวิธีการดู กายของท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง
>> ของผมเนื่องจากผมไปสึกไปฝึกสายผ้าป่านะ
>> ค่ะ
>> นั้นฝึกครั้งแรกก็เอาแบบที่มันเห็นชัดๆ เลยก็คือไปอยู่ในป่าช้า หลวงพ่อเอาไปทิ้งไว้ตอนดึกๆเลย เที่ยง 1:00 น.แล้ว ซึ่งชาวบ้านก็บอกว่าผีดุเลยประมาณนั้นน่ะ มันต้องไปตรงนั้นเลยฮะ
>> บอกมาก่อน
>> โอ ชาวบ้านขู่กันเลยว่า
>> ไม่รอด
>> อย่าขึ้นไปนะ อย่าขึ้นไปนะ
>> ไม่รอดแน่ๆ
>> วิ่งป่าราบกันมาเยอะแล้ว
>> ค่ะ
>> ก็นักวิทยาศาสตร์นาซ่าต้องไปมั้ยฮะ
>> ไปสิคะ
>> อ่า มันต้องไป มันต้องมาพิสูจน์ มันต้องไป
>> ใช่ค่ะ
>> ก็ไปอยู่แล้ว นั่งคนเดียวอะไรอย่างเงี้ย
>> ตอนกลางคืน
>> ตอนกลางคืน
>> ตอนนั้นใจท่านอาจารย์เป็นยังไง กลัว
>> อ่า เห็นชัดเลย
>> เห็นชัด เพราะมันกลัว
>> ได้ยินเสียงแก๊งนึงก็อึดๆๆ
>> กีไม้แก๊กนึงปั๊บ ไอ้เนี่ยมันตึๆ
>> มันมัน
>> เกร็งมันใช่มั้ย เจออะไรแปลกๆ เจอ ลมขนาดเห็นกุฏิเก่าๆเป็นไม้เก่าๆนะ แล้วต้องเดินเข้าไปยัง มันจะขนลุกเลย เห็นเลย ออ อันนี้แหละ ตอนเช้าหลวงพ่อก็เฉลยว่าเห็นยัง
>> เห็นแล้ว
>> เห็นยัง กายเปลี่ยนแปลงไปมั้ย
>> ก็คือนั่งไปเลย แต่ตอนนั้นเนี่ยแน่นอน เสียงเสริงอะไรมันมันตลอดเวลาครับ
>> เพราะยิ่งพอเวลาเราเริ่มปฏิบัติหรือนิ่ง เนี่ยเหมือนรู้สึกเหมือนเซ็นเซอร์มันจะรับได้ชัดเจน
>> กว่าปกติ
>> คือถ้าถ้านิ่งๆเนี่ย ลองดูนะคะ ถ้าท่านใด ยังไม่เคย เอ่อ นั่งสมาธิหรืออะไรนะคะ ลองดูนะคะ เซ็นเซอร์ท่านจะอะไร เสียงนิดๆก็จะมาแล้วค่ะ ชัดเจนกว่าปกติ ตอนนั้นเนี่ยถ้าเกิดเป็นแต้วเนี่ย อาจจะอยู่ไม่ได้ วิ่งป่าราบกลับมาเรียบร้อย ด้วยความกลัว
>> เออ ถูกต้อง
>> ความกลัวมันก็เกิดจาก อ่า เมื่อกี้ที่พูดไปนะคะ จะมีชื่อของนางในขันธ์ 5 ก็คือสังขาร ที่คอยคิด
>> อ่า สังขารพวกความคิด
>> ความคิด
>> ใช่ค่ะ ผีจะมา เสือจะมา
>> เสียงก๊อกแก๊ก แต่เอาข้อจริงไม่วิ่งนะฮะ มันกลัวจนวิ่งไม่ออก มันจะแข็งือวิ่งไม่ออก มันจะช็อก มันจะช็อก มันจะวิ่งไม่ออก มันจะ อื้อหือ
>> แล้วก็เอาไงเอากัน
>> แต่ก็เอาป่ะ
>> เอาว่ะ
>> หลวงพ่อสั่งให้พุทโธ เราก็คือมันต้องไปดับต้นตอสาเหตุก่อน ต้นตอสาเหตุมันมาจากความคิด
>> ความคิดมันก่อให้ใจมันมีกุศลอกุศล และใจไปฟ้องที่กายนี้ มันเร็วมากไง
>> มันออมันมันเชื่อม
>> อย่างรุนแรง เราก็ออโต้pพอ
>> ใช่
>> พี่วาดพอออโต้pพot เราก็เราก็เลยไม่เห็นว่ามันเริ่มครั้งแรกอ่ะคิดนะ ที่คิดแล้วมาที่ใจ
>> แล้วก็มาที่กาย เราฝึกเนี่ย เราจะฝึกย้อนสอน
>> ฝึกกาย อฝึกกาย แล้วก็ใจ แล้วก็รู้
>> แล้วก็คิด อ่า สิ่งที่อาจารย์ เอ่อ ปฏิบัติมา เอ่อ ถ้าอาจารย์ยังดูกายทุกวันถูกมั้คะ
>> ก็ไม่ต้องดูเท่าไหร่แล้วครับ
>> มันออโต้ออ
>> มอนออโต้แล้วรู้แล้ว ขยับนิดนึงรู้แล้ว
>> ขยับก็รู้แล้ว
>> ขยับรู้แล้ว ว่าว่ามันเป็นแบบนี้ใช่มั้คะ คราวนี้จากกาย ขออนุญาตกลับมาถ่านใจดูยังไงคะอาจารย์
>> อ่า ทีเนี้ยพอพอรู้กายชำนาญใช่มั้ย มันต้องฝึก หรือว่าตอนนี้เรามันวูบๆแถวเนี้ยตรง พอรู้กายเก่งแล้วมันจะชำนาญและมันจะมีอะไร มากระทบมันจะวืบๆๆ อาจารย์ก็จะรู้ความรู้สึกตรงเเป็นออโต้เหมือนกัน เนี่ยมันจะฟิล ได้ฟึ๊บจะเซ้นได้เลย เซ้นความรู้สึกที่กลางอกเนี่ยจะรู้ละ
>> ความรู้สึกที่กลางอกนี่หมายถึงว่าฐานใจจะอยู่แถวๆกลางอกใช่มั้ยคะ
>> ค่ะ รบกวนอาจารย์ช่วยขยายความนิดนึงว่าว่า พอหลังจากที่เราเรารู้กายเราเดินจงกรมก็คือ เอ่อ ค่อยๆเดินแล้วค่อยๆดูเท้า หรือว่าเดินไปเลย แต่เวลาเดินไปแล้วความคิดมันจะยังไงไม่อะไรอย่างเงี้ยค่ะ รบกนท่าอาจารย์
>> ของผมนี่มันก็ประหลาดมาก ผมฝึกกับหลวงปู่จันทา ก็จะได้สมถะ ได้สมถะ มันยังไม่ได้เจริญวิปัสสนา หลวงปู่จันทา ท่านก็ไล่
>> สมถะเนี่ยมี 2 อันคือสมถะกับวิปัสสนาใช่ มั้คะ
>> ใช่ ท่านก็ไล่ผมอ่ะ ให้ไปหาหลวงพ่อกล้วย
>> อื
>> บอกท่านไม่สอนแล้วนะ ให้ไปหาหลวงพ่อกล้วย
>> ท่านไม่ได้เอ่ยชื่อหลวงพ่อกล้วยนะ ท่านบอกว่าอาตมาไม่สอนเจ้าอีกะ
>> ทำไมอ่ะคะ ตอนนั้นคือ วิปัสสนาเนี่ยถ้าเท่าที่เท่าที่ครูบาอาจารย์เคยบอกจะมีอาจารย์คนนึงอ่ะเท่านั้นน่ะที่จะคนมาเปิดญาณเราได้ หลวงพ่อหลวงปู่จันทาเนี่ย ท่านไม่ใช่ท่านสอนเบสิคของฌานให้ เพราะมันต้องไปต่อยอดที่ญาณ ตัวญานจะมีครูบาอาจารย์
>> คือฌานเนี่ยคือสมถะ
>> สมถะก็คือพวกที่มีฤทธิ์อะไรอย่างเงี้ย
>> ปิดตาเห็นนู่นเห็นนี่อะไรอย่างเงี้ยค่ะ
>> แล้วก็สมถะเนี่ยจะทำให้จิตนิ่ง
>> อ่า แต่มันก็เป็นประโยชน์
>> เป็นประโยชน์
>> เพราะมันจะทำให้ใจแข็ง จิตแข็งแรง จิตแข็งแรง จิตนิ่ง แต่มันเจริญเจริญ เอ่อ เดินปัญญา ที่จะไปให้สู่การ เอ่อ หลุดพ้น
>> ไม่ได้ เพราะมันนิ่งๆอยู่
>> มันไม่เห็นความคิดกับใจมาทำงานร่วมกัน
>> ค่ะ เพราะว่านิ่งไปหมดเลย
>> ใช่วิปัสสนาญาณไปแยกแยกความคิดไม่ให้ส่งผลต่อใจ
>> ค่ะ
>> แล้วว่ามีใจมันมีปัญหาก็อย่าอย่าไปสร้างความคิดแย่ๆออกมา โดยเอาสติมาขวางไว้ตรงเนี้ย ตรงเวิปัสสนา อันนี้หลวงพ่อกล้วยสอน
>> แล้วถ้าอาจารย์เจอหลวงพ่อกล้วยได้ยังไง เพราะตอนนั้นท่านอาจารย์จันทาหลวงปู่ชทา ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นหลวงพ่อกล้วย
>> ผมโดนพระตำหนิ 3 จังหวัดเลย ลงไปทางใต้ก็เจอ ลูกศิษย์สายหลวงปู่เหรียญ ท่านเจอหน้าผมปั๊บท่านเรียกคุยส่วนตัวเลย แล้วท่านก็ดุผม เจ้าเห็นคือปิดตาแล้วเห็นนู่นเห็น เนี่ยเห็นแล้วได้อะไรขึ้นมา แล้วท่านเอาไม้ตะพจแทงเนี่ยอกผมอ่ะ ไม่ทำไมเจ้าไม่ดูรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ
>> แสดงว่าท่านเห็นว่าเราอ่ะติดสมถะตอนนั้น
>> ติดสมถะเลย
>> อื
>> ติดสมถะ ผมก็ดื้อนะ ก็ยัง อื จริงเหรอ อะไรว่ะ ก็ขึ้นมาที่ประจวบก็เจออีก
>> เจออีกรูปนึง
>> อ่า อีกรูปนึง ผมกำลังจะขึ้นรถ ท่านก็จับฉุดหมุนไว้ ผมก็จะขึ้น เอ๊ะ ท่านมาดึงผมไว้ทำไม ท่านบอกว่าเมื่อไหร่จะขึ้นยาน ผมก็บอก เนี่ยรถบัสเนี่ยคือยานเนี่ยยานเนี่ยยานด เนี้ย ท่านบอกไม่ใช่ไปคิดดูแล้วกัน
>> ท่านพูดให้คิด
>> อืม ผมก็เลยไปนั่งคิด เอ๊ะ อะไรวะ
>> ยานคืออะไร
>> ยานคืออะไร โอ้โห ปัสสาญาณโดน 2 ละ โดนอีกที ก็ไปโดนที่เชียงใหม่ หลวงพ่อวัดดอนจั่น หลวงพ่อวัดดอนจั่น ท่านก็ไล่คนอื่นออกนอกบวมหมดเลย ท่านดุทั้งหมดเลย เหลือเหลือแต่เจ้าไว้คนเดียวเนี่ย คือผมเนี่ย แล้วท่านก็ซัดผมเป็นชุดเลย คนจะปฏิบัติธรรมให้สำเร็จได้ ต้องดูแลพ่อแม่ก่อน เจ้าไม่ดูแลพ่อแม่ให้ดี ฝึกให้ตายยังไงก็ไม่มีทางได้ปัญญา
>> โอ้
>> โอ้ เจ็บมย
>> โอ้ คือท่านเห็น ท่านเห็นแล้วแล้วมันก็มันก็เป็นตามนั้น
>> เออ จื๊ดเลย จื๊ดเลย แทบจะกลับไปดูแลแม่เลย โอ ต้องเปลี่ยนแผนเลยฮะ ต้องเปลี่ยนแผน ต้องไปๆมาๆละ ไม่ได้ละ เพราะการปฏิบัติธรรมจริงๆแล้วมันไม่ใช่นั่งสมาธิ เดินจงกรมอย่างเดียว มันต้องมีเรื่องกตัญญูอีก มีเรื่องความรับผิดชอบ ซึ่งมันจะประกอบกันเหมือนบารมี 10 ทัศอ่ะ
>> ค่ะ
>> ใช่มั้ย เราเอาแต่เดินจงกรมนั่งสมาธิแล้ว ก็ไม่รับผิดชอบสังคมเลย นี่ก็ไม่ได้
>> ต้องรับผิดชอบพ่อแม่ รับผิดชอบการงานค่ะ
>> ทุกอย่างต้องพร้อมอ่ะ บารมีมันเต็มเมื่อไหร่มันก็จะบรรลุธรรมเองแหละ
>> ไม่ใช่เราหนีมา
>> อ่า หนีไม่ใช่ฮะ หนีไม่ใช่
>> เหมือนกับหลายๆคนที่คิดว่า เอ่อ การบวชเนี่ย ก็คือปัญหาทางโลก ช่างมัน ปล่อยไปใช่มั้คะ เราเราเรามาบวชเถอะ แบบนั้นเนี่ยไม่ควรทำ
>> ไม่ควรทำจริงๆแล้ว ไอ้เรื่องปัญหาทางโลกนี้ที่ใส่โถมเข้ามาตัวเราเนี่ย ถ้าเราปรับ mindตใหม่อย่าเรียกมันว่าปัญหา เรียกมันว่าเป็นแบบฝึกหัดทางพุทธบารมีเนี่ย คำว่าบารมันแปลว่าบารน่ะ เป็นขั้นน่ะ เหมือนโหนบารน่ะ พอมีเรื่องยากๆเข้ามาเนี่ย แล้วเราข้ามอันนี้มันได้เดี๋เขาจะให้ยากกว่านั้นอีก
>> ใช่
>> แล้วเราก็ข้ามไปเรื่อยๆ ข้ามไปเรื่อยๆ พอ บารมีมันเต็ม มันก็ก็ไม่ต้องมาเกิดแล้วก็จบ
>> จากที่ เอ่อ เจอหลวงลุงวัดดอนจั่นเรียบร้อย
>> ค่ะ
>> ถัดไปเป็นยังไงบ้างคะ เส้นเส้นทาง เส้นทาง การเดินทางของท่านอาจารย์แนวพุทธเป็นยังไงบ้างคะอาจารย์คะ
>> ก็เผอิญผมตอนนั้นเป็นวิทยากรสอนพวก วิทยาลัยพยาบาลก็ไปนอนที่วิทยาลัยพยาบาล ที่ขอนแก่นเนาะ แล้วธรรมดาผมชอบอยู่ป่าช้า อย่างลงใต้เมื่อก่อนผมช่วยกระทรวงสหกรรม ดูแลทางใต้นะ เวลาไปที่จังหวัดไหนผมจะไปป่าช้า ความมันนะฮะ ตอนนั้นความมันคือสมถะเนี่ยน พอมันได้แล้วมันจะติดอ่ะ มันจะมันมากเลย
>> มันยังไงอาจารย์
>> มันก็เห็นนู่นเห็นนี่ก็เริ่มสนุกแล้วไงฮะ
>> ความกลัวไม่มีแล้ว
>> ไม่มี
>> แต่เป็นความสนุกต่อการติดว่า เอ้ย เดี๋ยวเราโอเค จะมีอะไรมาก็แล้วแต่
>> อ่า
>> ค่ะ
>> เดี๋ก็มีคนนู้นคนนี้มาคุยด้วย บางทีแล้ว เห็นนู่นเห็นนี่ก็ทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นไง
>> นอกจากคุยกับคนแล้ว ก็จะคุยกับท่านอื่นๆ ด้วยที่อยากจะมา ก็มา
>> มาเมาแบบไม่ได้เชื้อเชิญกัน ส่วนใหญ่มากันแบบมันเลยนะ 3:00 น. 4:00 น.มาแล้วเนี่ย
>> อยู่ปลาช้าอย่างนั้น วนเวียนอยู่ป่าช้าอย่างนั้นนานมั้คะอาจารย์
>> ไม่ไม่นานครับ ประมาณปีเดียว แต่หลังจากโดนเตือนมา 4 พระแล้วเริ่มเข้าใจละ แล้วพ่อกล้วยก็เลยให้ผมฝึกที่วัดท่าน ทีนี้ก็ห้ามปิดตา
>> ลืมตาตลอด
>> ต้องตาอยู่ ห้ามปิดตา พอปิดตาจะเห็นไง ปิดตาแล้วให้ไปให้ไปดูกายเวทนา แล้วก็ความคิด ตรงเนี้ย อย่าให้มันอย่าให้ความความคิดกับใจมันมาผสมกัน ท่านทำมือเหมือนผมนะ นี่ความคิดนะ อันนี้ใจ ท่านบอกสร้างกำลังสติไปประมาณใต้คางอย่างเงี้ยค่ะ
>> พอมีความคิดบ้าๆลงมาใช่มั้ย ไอ้สติตัวนี้ ก็จะดีดออก ถ้าใจเรามีปัญหาไม่ว่างเนี่ย ก็ตบมันลง ตบมันลง ก็ดีดทิ้งออก เพื่อแยกความคิดกับจิตออกจากกัน ท่านบอกนี่แหละ วิปัสสนา เจ้ามีพื้นฐานสมถะมาเยอะแล้ว เยอะเกินแล้ว ตอนเนี้ย ให้พลิกมาเป็นวิปัสสนาซะ
>> คือเนื่องจากว่าหลายๆท่าน ส่วนใหญ่คนส่วนใหญ่ไม่น่าจะมีฌานแบบที่ท่านอาจารย์ฝึกมานะคะ ดังนั้นเนี่ยในการที่เราเอ่อ คนปกติทั่วไปอย่างแต้วเงี้ยค่ะ ในการที่เราจะมี เอาความคิดแล้วก็ตรงนี้เป็นใจเล่าสติกั้น ถ้าอาจารย์มีวิธีการสอนยังไงให้สามารถทำ ได้บ้างค่ะ
>> ส่วนใหญ่ ที่หลวงพ่อสอนก็ง่ายๆเลย เช่นถามว่าผมชอบกินอะไร ผมก็บอกผมชอบผัดซีอิ๊ว ท่านก็บอกว่างั้นเช้านี้อย่ากินอะไรนะ แล้วท่านก็ให้แม่ครัวที่วัดอ่ะ ผัดซีอิ๊วให้ดูต่อหน้า
>> เราเห็นความอยาก
>> น้ำลายไหลเหมือนสุนัขเลย กลิ่นกลิ่นผัดซีมันหอมใช่มกลิ่นกระเทียม กลิ่นหมู แล้วหลวงพ่อก็เห็นตัวอยากเห็น ความคิดที่จะอยากมั้ย ความคิดที่อยู่นอกแผนของเรา ความคิดที่ไม่ได้เชื้อเชิญ ความคิดที่มันจรลีเข้ามา
>> ความคิดที่แวบเข้ามาเงี้ย เห็นมั้ย นี่เรียกว่าสอบอารมณ์ แต่ว่าสอบอารมณ์กันต่อหน้ากระทะเลยนะ นั่งดูเนี่ย หลวงพ่อกล้วยก็จะมีมันอย่างเงี้ย
>> ถ้าอาจารย์ได้อะไรจากการผู้เชี่ยวชาญด้าน ฌานมาวิปัสสนาญาณค่ะ รบกวนถ้าอาจารย์ช่วยแชร์
>> ก็ได้ความสุขอ่ะเนอะ
>> ค่ะ สุขคือไม่ทุกข์ค่ะ สุขคือไม่ทุกข์
>> ได้ความสุข ได้สิ่งหัวเราะที่ใสขึ้น แล้วก็เจอใครสิทธิ์ต่างๆก็ผ่านมันไปได้ แบบสบายๆเนี่ย ผมก็เคยเจอ เจออะไรเยอะหนักๆมาเยอะ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนะ โอเค
>> เพราะเหมือนกับเราก็รู้อยู่แล้วว่ายังไง มันก็ผ่านไป
>> มันก็เป็นอย่างเป็นเช่นนั้นเองอ่ะ ก็ประมาณเนี้ย อันสุดท้ายทำใจให้มันโล่ง โปร่งสบาย ก็คือ empty empty mind จิตว่าง จิตเดิมแท้ อะไรเงี้ย ตัวที่ 3 คำสอนของพพุทธเจ้า แค่แค่ 3 อันเนี่ย เราสามารถหาอ่านได้ในร่างกายก็คือหนังสือตัวเราคือหนังสือคือใช่มั้อ่านกายอ่านใจอ่านความคิด
>> อ่านกายอ่านใจอ่านความคิดนะคะ เพื่อประโยชน์ก็คือจิตที่
>> มี เอ่อ ความว่างแล้วก็สำคัญสุดคือต้องมีสติอยู่กับปัจจุบัน
>> แล้วก็ เอ่อ โลกธรรมแปลกนะคะ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีสุขมีทุกข์ มีสรรเสริญมีนินทะ เป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราจะแบบ อย่ามาด่าฉันนะ พวกเรียนคีย์บอร์ด เออ
>> จริงๆมันเป็นเรื่องของเค้า เค้าอยากจะด่า มันก็เป็นเรื่องของเา
>> ถูก มันไม่ใช่เรื่องของคุณ
>> ใช่เลย
>> มันไม่ใช่เรื่องของคุณเลย เพราะฉะนั้นก็ อย่าทำอะไรทำไป เพราะยิ่งเค้าด่า ไอ้ อกุศลจิตโทสะมันก็อยู่ที่เค้า มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับอะไรกับเราใช่มั้ยคะ แล้วถ้าเกิดว่า ไม่ได้นะ เรามีลาภ เราต้องได้มากกว่านี้ มันเป็นของเรา ห้ามหายมันไป เอ่อ มันยิ่งทุกข์คะอาจารย์ มันก็คือมันก็ต้องเข้าใจในธรรมชาติของโลกใบนี้ ในหนังสือนั้นเนี่ย ถ้าอาจารย์บอกว่าให้พูดกับตัวเองให้ชื่นชมทั้ง เอ่อ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต แล้วก็ชื่นชม เอ่อ ตัวเองด้วย ทำไมเราต้องชื่นชมคะอาจารย์ เพราะคนส่วนใหญ่ต้องคิดว่ามักจะติดคิดลบ
>> ก็คือเรื่องลบๆมันเหมือนมันเหมือนเกลือ น่ะ เรื่องดีๆมันเหมือนน้ำใช่มั้ย
>> ค่ะ
>> น้ำมันจะสะอาด ต้องเติมน้ำไปเรื่อยๆ
>> จริงค่ะ
>> เพราะฉะนั้นเราใส่แต่เรื่องดีดีๆ จนกระทั่ง อ่า ภาษาอังกฤษเรียกว่าพวก subconscious unccious เรามีแต่เรื่อง บวกๆ เดี๋ยวตอนตายไม่ต้องห่วง ค่ะ
>> มันจะมา มันจะเรื่องดีๆจะมาเอง
>> เหมือนอย่างที่ทำไมทุกวันต้องไหว้พระสวดมนต์ เพราะจิตเราจะไปที่พระพุทธเจ้าถูกมั้ ไม่ใช่ไหว้แบบเป็นพิธีนะ ไหว้ไหว้แบบจิตเราต้องเชื่อมโยงกับองค์พระพุทธเลย ดึงดึงภาพพระพุทธรูปที่เราเห็น ดึงเข้ามาไว้ที่กลางใจเนี่ย ทำบ่อยๆ คือการปฏิบัติธรรม เหมือนเล่นกีฬา เหมือนตีกอล์ฟ เหมือนตีแบต ฮะ ต้องซ้อมๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนกระทั่งมันเป็นความชำนาญไปเลย แล้วก็ใส่แต่เรื่องบวกบวกบวกเข้าไปนั้นทุกวันเนี่ย เขาเลยทำสิ่งที่เรียกว่า positive affirmation ใส่ลงไปก่อนเลย ผมชอบภาพนึงก็คือที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนที่เป็นทารกแรกเกิดได้ชูนิ้วนิ้วนึงเห็นมั้ย
>> แปลว่าอะไรคะภาพนั้นน่ะค่ะ
>> อ่า ท่านชี้ชี้นิ้วแล้วพูดว่า ฉันเป็นเลิศ ฉันประเสริฐ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย อันนี้คือ positive affirmation
>> ฉันเป็นเลิศ ฉันประเสริฐ ชาตินี้คือชาติ นั่นคือเราตอกย้ำ ภาษาภาษาจิตวิทยาเ้าเรียกว่าเรา anchoring เราตอกเข้าไปตอกเข้าไปที่ที่จิตใต้สำนึกแล้วว่า ฉันเป็นเลิศ ฉันโอเค นะ ฉันโอเค ฉันไม่มาเกิดอีกแล้ว พูดซ้ำๆซำๆซำๆเนี่ย เดี๋ยวสิ่งดีๆพวกเนี้ย มันจะวิ่งเข้ามาหาเราเอง เหมือนเราเรากำลังจะบอกตัวเราเองว่าเราจะไปทิศทางเนี้ย เดี๋ยวด้วยระบบธรรมะจัดสรรเนี่ยมันจะพาเรา
>> มันจะพาไป
>> มันจะพาไป แต่ถ้าเราเกิดขึ้นมาแล้วบอกว่า นิพพานมันยาก ฉันมันกระจอก ฉันทำไม่ได้
>> มีหลายคนที่เป็นแบบนั้น
>> มันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ เพราะปากเราเป็นวาจาสิทธิ์
>> ว่ามันกระจอก มันแย่
>> เออเออ แย่ไปเลย แย่จริงๆเลย มันก็ดูเหมือน เค้าเรียกอะไรนะ เหมือนโม้ๆนิดนึง
>> ค่ะ
>> แต่จริงๆไม่ได้โม้ นะ มนุษย์ลงมาเกิดเนี่ย มันมีศักยภาพทุกอย่างพร้อมที่จะไม่มาเกิดอีกนะฮะ
>> ใช่ค่ะ เพราะว่ามีสัตว์เป็นล้านๆๆๆๆๆล้านตัวใช่
>> ที่ที่ไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ไม่สามารถที่จะบรรลุได้ หรือว่าค้นพบทางพ้นทุกข์ได้ มนุษย์เนี่ยเป็นประเภทเดียวที่สามารถที่จะเป็นแบบนั้น ซึ่งพระพุทธองค์ ท่าน เอ่อ แสดงวิธีการทำด้วยนะคะ บอกไปแล้วด้วยวิธีทำแบบนี้แบบนี้นะ ขอแค่ว่าให้ลองทำ แล้วเราก็จะ ถ้าทำก็จะใกล้ความพ้นทุกข์นั้นไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้าเกิดว่าไม่ทำเลย อันนี้ก็ช่วยไม่ได้ แล้วก็เสียชาติเกิด
>> เป็นประมาณนั้นใช่มั้คะ แต่ว่าที่อาจารย์พูดเนี่ย เอ่อว่าฉันเป็นเลิศ ฉันประเสริฐ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย มันเป็น positive affirmation จริงแต่อันนี้ละไว้สำหรับคน ที่อัตราสูงคนที่โอ้โห คือยึดในความเป็นตัวตน ยิ่งถ้าเกิดพูดอย่างงี้มันยิ่งไปกันใหญ่มั้ยคะอาจารย์
>> ใช่ กับกับบางคนเนี่ย ให้เค้าเหลิงไปก่อน แล้วเดี๋ยวครูบาอาจารย์จัดการเองอ่ะ แต่คนส่วนใหญ่โดยสามเหลี่ยมของคนนะ คนข้างล่างมันยังไม่ทำไม่ได้
>> ใช่ค่ะ
>> ก็คนถามดีฮะ คนกลุ่มนี้ก็ดึงเค้าขึ้นมา ก่อน
>> ค่ะ
>> ไอ้พวกหลงตัวเอง เดี๋ยวๆ ส่วนใหญ่คนหลงตัวเองนี่ ถ้าเค้ามีบุญพอเนี่ย จะเจอเรื่องเจ็บปวดในชีวิตหนักๆเลย เค้าจะโดนหนักๆ แล้วเจะกลับใจ แล้วเจะเริ่มปกติ แต่ไอ้พวกล่างเนี่ย มันโดนเรื่องหนักๆ จนกระทั่งยิ่งหนักยิ่งลง ยิ่งหนักยิ่งลง มันมันไม่ทำยังไง แล้วพวกเนี้ยถูกต้องฮะ พวกนี้ก็จะให้ possessive affirmation ดึงๆๆๆขึ้นมา
>> เรายังอยู่ต่อนะคะ เราก็ยังไม่ตาย ดังนั้นเนี่ยก็ต้องอยู่ด้วยความหวัง ถ้าเกิดว่าเรา เอ่อ มลายสิ้นซึ่งความหวังทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเนี่ย โอกาสในการคิด หรือว่าการมีสติเนี่ย มันจะมาได้ยาก โอกาสในการที่เราจะสร้างอริยทรัพย์ ก็คือ เอ่อ ทรัพย์ซึ่งเป็นอริยะ สามารถจะพกพาไปได้ เหมือนอย่างตอนนั้นพระอาจารย์สุชาติท่านบอกเหมือนกับ เอ่อ เราไปต่างประเทศ มันก็เหมือนกับ เอ่อ เราไปต่างประเทศแหละ เวลาเราไปต่างประเทศ อย่าลืมท่านก็ต้องมีเงินสกุลต่างประเทศ ที่พกพาไปกับท่าน เป็นทรัพย์ที่พกพาไปกับท่าน เวลาท่านข้ามไปในแดนต่างประเทศ แต่คราวนี้พอเวลาเราตายไปเนี่ย มันก็ต้องมีทรัพย์บางอย่างที่ติดกับเราไป ถ้าท่านไม่ได้ เอ่อ หา หรือว่าไปแลกเงินสกุลต่างประเทศไว้เลยเนี่ย ท่านจะใช้ยังไงไม่ได้ เอาบัตรเครดิตไม่ได้เอาอะไรไปเลยเนี่ย จะใช้อะไรหรอมันไม่มีอ่ะค่ะ เพราะฉะนั้นก็จงสร้างอริยทรัพย์ซะนะคะ แล้วก็การสร้างอริยทรัพย์ที่มี เอ่อ ข่าวในปีนี้ก็คือที่บอกว่า เอ่อ มันอาจจะเราต้องทำบุญเยอะๆมั้ย หรือว่าเราต้องใช้เงินเยอะๆสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างพระประธานองค์ใหญ่ที่สุด ให้ลง Guinness Book อะไรอย่างเงี้ยค่ะ อาจารย์จำเป็นต้องใช้เงินมั้ยคะอาจารย์
>> มนุษย์มันมีหลายระดับอ่ะ คนที่ปัญญาเยอะ เค้าก็ทำทานไม่เยอะเนาะ
>> โอ้
>> อ่า แต่ทำทานมันก็ไม่ผิด
>> จริง
>> แต่มันก็แต่มันก็ไม่ค่อยได้ปัญญา
>> อ่าค่ะ
>> คือมันจะเรียงกัน ทำทานได้บุญได้คะแนนบุญแค่นี้
>> ค่ะ
>> รักษาศีล ศีลภายนอกได้เท่านี้
>> รักษาศีลที่ใจ
>> ได้แค่นี้
>> ที่ใจเลยนะ
>> สุขกว่าอีก
>> ค่ะ
>> เห็น
>> ศีลที่ใจเนี่ย คือตั้งใจไม่ผิดน่ะค่ะ ไม่ใช่ใจอ่ะตั้งใจจะผิด แต่บังเอิญ เอ่อ ไม่ทำ อันนี้ก็ไม่ใช่อ่า มันอยู่ที่เจตนา อันนี้ก็จะขึ้นมาอีกเลเวลนึง อีกเวลนึง
>> อ่า สีสมา แล้วก็มาสมาธิ ค่ะ
>> สมาธิก็คือใจสงบ เป็นสมาธิ ไม่ใช่นั่งสมาธินะ
>> ค่ะ
>> ก็คือใจเราสงบอย่างเป็นสมาธิ นั่งอยู่ อย่างเงี้ย อาจารย์ก็นั่ง ใจอาจารย์ก็สงบๆอย่างเงี้ย นี่ก็ถือว่าเป็นนั่งสมาธินะเนี่ย
>> เปิดตาก็ได้ คุยก็ได้ ก็ก็เป็นทาน ศีล สมาธิ แล้วเดี๋ยวปัญญาเป็นของเป็นรีเซของแถมเอง
>> นั้นบุญมันไม่เท่ากันไง ส่วนใหญ่เราจะไปเน้นแต่ทำทานให้ๆๆให้ไง
>> ให้ยิ่งหวังผลยิ่งไม่ได้อะไรเลย
>> อ่านกายอ่านใจ แล้วก็อ่านความคิดใช่มั้คะ อาจารย์ คราวนี้เวลาอ่านเค่ะอาจารย์มันเหมือนกับ เอ่อ เราอ่านหนังสือมั้คะ คือค่อยๆขวาดไปเรื่อยๆ ทำความเข้าใจ หรือว่ามันมัน คำว่าอ่านของอาจารย์เนี่ยแปลว่าอะไร
>> อ่านไว้ เพราะว่าเรารู้ทัน รู้ทันมีค่าเท่ากับมีสติ
>> ค่ะ
>> รู้ อันไหนชัดก็เอาอันนั้นก่อน
>> อ่า ตอนนี้นั่งรู้มั้ยว่าร้อนฝักซ้ายหรือขวา
>> อ่า อย่างเงี้ย รู้มั้ยว่าไหล่ตกหรือไหล่ยก อ่า อย่างเงี้ย ก็รู้ไหนชัดก็อันนั้นน่ะ ลมหายใจสั้นหรือยาว แต่อาจารย์พูดพูดด้วยอย่างเงี้ย อาจารย์ก็จะรู้มั้ย แต่ลิ้นแตะตรงไหนใช่มั้ ปากเปิดหรือปากปิดอะไรเงี้ย ตากระพริบหรือเปล่า อย่าเงี้ย
>> ปัญหาคือถ้าอาจารย์ไม่ได้ทักเนี่ย ต้องก็ จะลืม นั่งบางทีก็จะลืม ลืมหายใจเหมือนกัน แต่พออาจารย์ทักแล้วก็จะจะหายใจ ถ้าอย่างงั้นเราควรต้องทักตัวเองเป็นประจำมั้ยคะ
>> ทำไปบ่อย เหมือนเราวาดภาพสวยๆ หรืออะไรเงี้ย ไม่มีใครเกิดมาวาดสวยขนาดนั้น ก็ทำไปทุกวัน เมื่อก่อนผมก็ไม่รู้หลุด แต่ตอนที่ผมเป็นพุทธมือใหม่นะ ตอนอายุสัก 39 อะไรประมาณเนี้ย เวลาผมไปทำงานที่ไหนเนี่ย พอเดินปั๊บ ผมพุทโธเลย พุทโธเนี่ยเป็นการตัดความคิดทิ้ง ขณะเดียวกันก็เป็นพุทธานุสติ ระลึกถึงพพพุทธพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ แต่เท้าอ่ะที่แตะพื้นเนี่ย มันก็จะรู้รู้รๆไป ห้องน้ำก็รู้ไปโรงอาหารก็รู้ ขึ้นรถก็รู้ คือว่างเป็นฝึกนะฮะ ว่างเป็นฝึก ทำทั้งวันทั้งคืนเลย
>> โอเคค่ะ ถ้าอย่างงั้น ถ้าอยากจะรบคน ถ้าอาจารย์ช่วย เอ่อ สรุปเป็นแบบแนวทางในการปฏิบัติสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงแล้ว ก็ทุกๆท่านก็จะได้นำไปปฏิบัติ อ่านกายอ่านใจ แล้วก็อ่านความคิด จะรบกวนขอแนวทางสั้นๆ จากท่านอาจารย์ให้มีสติระลึกรู้ได้มั้ยคะ
>> แนวทางสั้นๆเหรอ อาจารย์แล้วเหรอ ทำใจให้มันสบายๆ ผ่องใสอ่ะ เรื่องชาวบ้านก็ไม่ต้องไปยุ่งมาก แล้วก็อย่าไปวีน อย่าไปเหวี่ยง อย่าไปจี๊ดนะ พอแล้วแค่นี้ก็ อื้อหือ
>> วุ่นวายไปหมดแล้วค่ะ ปีปีที่ปีนี้นี่คือ วุ่นวายไปหลายวงการมาก ใช่ค่ะ วุ่นวายไปหลายวงการ แล้วก็เราก็เจอทั้ง เอ่อ ภาวะธรรมชาติ ต่างๆ เอ่อ แผ่นดินไหว
>> ก็ไม่ต้องไปกลัวหรอก ความตาย กำหนดไว้แล้ว ว่าเราตายวันไหน
>> เรื่องธรรมดามันก็แค่ ออกจากไอ้ไอ้รถเช่ากันเนี่ยนะเนี่ย เดี๋ยวหมดเวลาก็ต้องไปคืน ไอ้ร่างนี้ก็ผุผัง
>> คำนี้ดีมากเลย ถ้าอาจารย์เรียกมันว่ารถเช่าไม่ใช่รถของเรา
>> ไม่ใช่ของเรา รถเช่า
>> คือยืมเข้ามา
>> ยืมเข้ามา ซิ่งรถซิ่ง
>> ีซิ่ง บางทียังผ่อนไม่เสร็จเลยนะคะ
>> ทำไมไม่ใช่ของเราคะอาจารย์ เราก็ตื่นมามันก็เป็นของเรา
>> เพราะเราเราจริงๆมันอยู่ข้างใน
>> อื
>> มันมีมันมีแต้วข้างในกับแต้วข้างนอกเรามองอ่ะ มองแล้วดู มองเห็นแต้วนอกหรือแต้วใน ไง แต้วในอีกคนนึง
>> ค่ะ จริงค่ะ จริงค่ะ
>> ใช่
>> เพราะฉะนั้นจริงๆรถเช่าคันนี้จะไปเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้
>> ไม่รู้
>> ไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้นเตรียมตัวคืนรถดีกว่า
>> แล้วก็สนุกกับรถคันใหม่
>> ใช่ค่ะ แต่จะสนุกกับรถคันใหม่ได้เนี่ย มันจะต้องมีทรัพย์ไปเช่ารถคันใหม่ด้วยนะคะ
>> อ่า เก่งมากแต้ว เก่งมาก ต้องมีอริยทรัพย์
>> ต้องมีอริยทรัพย์ไปเช่ารถคันใหม่ด้วยนะคะ ขอให้ทุกท่านนะคะ ในช่วงปีใหม่นี้นะคะ สามารถสร้างอริยทรัพย์นะคะ แล้วก็ไม่ต้องจ่ายตังค์นะคะ ไม่ต้องจ่ายตังค์อะไร โอเค เดี๋ยวจะเข้าใจเต้าผิด ทำนุบำรุงศาสนาเป็นเรื่องดีนะคะ เป็นเรื่องดี ไม่งั้นเดี๋ยวไม่มีใคร แค่นี้ก็ไม่ค่อยมีใครทำบุญอยู่แล้วคะอาจารย์ ไม่ค่อยมีใครใส่บาตรแล้วใช่ค่ะ ทำได้ก็ทำนะคะ แล้วก็ทำโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้เดือดร้อน แต่สำคัญที่สุดเลยคือ อริยทรัพย์สามารถสร้างได้จากการดูค่ะ ก็คือดูกาย ดูใจ แล้วก็ดูความคิด ซึ่งอาจารย์ได้กรุณาแนะนำให้เราฟังในวันนี้นะคะ กราบขอบพระคุณมากนะคะท่านอาจารย์ค่ะ ก็วันนี้ อิ่มเอ็มกันไปนะคะ สำหรับการดูกายดูใจ แล้วก็ดูความคิดนะคะ อย่าลืมฟังแล้วก็เอาลองไปปฏิบัติด้วยนะคะ อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ กด Subscribe ให้รายการหนังสือเล่มโปรดนะคะ ของช่องจิลาไbrี่ด้วยนะคะ เป็นกำลังใจให้ กับพวกเราคณะทำงานนะคะ แล้วก็พบกันใหม่ปีหน้า นะคะ ปีนี้ลาไปก่อน สวัสดีค่ะ