📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

พังกำแพงความสบาย วิธีออกจาก Comfort Zone ฉบับใช้ได้จริง

อาหารสมอง The Podcast11:21

Transcription

คุณรู้ไหมว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความล้มเหลว แต่<bos>มันคือการที่คุณรู้สึกสบายเกินไปในจุดที่ตัวเองอยู่ตอนนี้ พื้นที่ที่คุณเรียกว่าเซฟโซนจริงๆแล้ว มันอาจจะเป็นกับดักที่ค่อยๆกลืนกินศักยภาพของคุณไปทีละนิด วันนี้เราจะมาคุยกันว่าเราจะพังกำแพงนั้นออกมาได้ยังไง

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมการเริ่มทำอะไรใหม่ๆ มันถึงรู้สึกยากขนาดนั้น ทั้งที่เราก็รู้ว่ามันดีต่อเรานะ แต่มันเหมือนมีแรงดึงดูดมหาศาลที่ฉุดเราไว้ให้อยู่ที่เดิม

จริงๆแล้วมันคือกลไกของสมองครับ สมองของเราเนี่ยถูกออกแบบมาให้รักษาพลังงานและปกป้องเราจากอันตรายมาตั้งแต่ยุคหินแล้ว อะไรที่ไม่คุ้นเคยสมองจะตีความว่าเป็นความเสี่ยงไว้ก่อนเสมอ มันเลยพยายามกล่อมให้เรานอนไถโทรศัพท์อยู่บนเตียงนุ่มๆ แทนที่จะออกไปเรียนคอร์สใหม่ หรือไปออกกำลังกาย ความขี้เกียจที่เราเรียกจริงๆมันคือโหมดประหยัดพลังงานของสมองนั่นแหละครับ

แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ มีทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เรียกว่ากฎของเยอคส์-โดดสัน เขาบอกว่าคนเราจะทำผลงานได้ดีที่สุดเมื่อมีความเครียดในระดับที่พอเหมาะ ไม่ใช่ไม่มีเลยนะ ถ้าคุณอยู่ในจุดที่สบายเกินไป สมองคุณจะเข้าสู่โหมดหลับในครับ ประสิทธิภาพจะลดลง ความคิดสร้างสรรค์จะหายไป

แต่ถ้าคุณลองก้าวออกมานิดนึง ให้รู้สึกตื่นเต้นหน่อย กังวลนิดๆ นั่นแหละคือจุดที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะมันเป็นช่วงที่สมองจะตื่นตัวและเรียนรู้ได้เร็วที่สุดครับ เราไม่ได้ต้องการความกลัวที่ทำให้เป็นอัมพาตนะ แต่เราต้องการความตื่นเต้นที่ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นอีกนิด

อยากให้ทุกคนลองจินตนาการถึงวงกลม 4 วงที่ซ้อนกันอยู่ครับ วงในสุดคือ Comfort Zone ของคุณ ถัดมาคือวงแห่งความกลัว วงแห่งการเรียนรู้ และวงนอกสุดคือวงแห่งการเติบโต

คนส่วนใหญ่เนี่ย พอจะก้าวออกจากวงแรกปุ๊บ จะไปเจอวงแห่งความกลัวทันที แล้วเราก็มักจะตกใจกับความไม่มั่นใจ กลัวคำพูดคนอื่น แล้วก็รีบวิ่งกลับเข้าบ้านที่แสนสบายเหมือนเดิม

แต่รู้ไหมครับว่าความกลัวนั่นแหละคือป้ายบอกทาง ถ้าคุณไม่ผ่านความกลัว คุณจะไม่มีวันไปถึงการเรียนรู้ได้เลย มันเป็นด่านที่ทุกคนต้องเจอครับ ไม่มีข้อยกเว้น

ในวงแห่งความกลัวเนี่ย มันจะมีปีศาจ 2 ตัวที่คอยขวางเราไว้ ตัวแรกคือการขาดความมั่นใจในตัวเอง เราจะเริ่มตั้งคำถามว่าเราเก่งพอจริงหรอ ส่วนตัวที่ 2 คือเสียงวิจารณ์ของคนอื่น ซึ่งบ่อยครั้งมันก็คือเสียงในหัวเราเองนั่นแหละ ที่มันปรุงแต่งไปเองว่าคนอื่นจะมองยังไง

วิธีรับมือกับมันคือการยอมรับครับ ยอมรับว่าเออเรากลัวนะ การออกจากจุดที่สบายไม่ได้แปลว่าเราต้องเป็นคนกล้าหาญที่ไม่มีความกลัวเลย แต่มันคือการทำทั้งที่ยังกลัว นั่นแหละครับ นั่นแหละคือความกล้าที่แท้จริง

โอเคแล้วเราจะเริ่มยังไงดีล่ะ หลายคนพยายามจะกระโดดข้ามกำแพงสูง 10 เมตร ตั้งแต่วันแรก สุดท้ายก็เจ็บตัวแล้วเลิกไป อืม ผมแนะนำให้ใช้ทฤษฎี Micro Habit ครับ

สมมุติว่าคุณอยากจะฝึกพูดในที่สาธารณะ คุณไม่ต้องเริ่มด้วยการขึ้นเวทีใหญ่หรอกนะ แค่ลองยกมือถามคำถามในที่ประชุมสัก 1 คำถาม หรือลองทักทายคนแปลกหน้าวันละคนก็พอแล้วครับ เป้าหมายไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงชีวิตในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการทำให้สมองคุ้นเคยกับความรู้สึกไม่สบายใจทีละนิด เหมือนเราค่อยๆปรับอุณหภูมิน้ำก่อนจะกระโดดลงไปว่ายจริงนั่นแหละครับ

เคยเป็นไหมครับ รู้ว่าต้องทำ แต่นั่งจ้องมันอยู่อย่างนั้นจนผ่านไปเป็นชั่วโมง ผมมีเทคนิค ง่ายๆมาฝาก เรียกว่ากด 5 วินาทีครับ ทันทีที่คุณมีความคิดว่าจะทำอะไรที่มันอยู่นอกเขตความสบายของคุณ ให้คุณนับถอยหลังในใจทันที 5 4 3 2 1 แล้วลุกไปทำเลยครับ ห้ามรอให้สมองเริ่มหาข้ออ้างเด็ดขาด เพราะถ้าคุณปล่อยให้ผ่านวินาทีที่ 5 ไป สมองจะเริ่มขุดเหตุผลเป็นร้อยอย่างมาบอกว่าทำไมคุณถึงไม่ควรทำมันตอนนี้ กฎนี้มันช่วยหยุดวงจรการคิดมากและบังคับให้ร่างกายขยับก่อนที่ความกลัวจะทำงานครับ

สิ่งที่ฉุดเราไว้แรงที่สุดคือความกลัวล้มเหลวครับ แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ล่ะ แทนที่จะมองว่าความล้มเหลวคือจุดจบ ให้มองว่ามันคือข้อมูล หรือ Data ครับ เหมือนเวลาเราเล่นเกมแล้วตายอ่ะ เราไม่ได้เลิกเล่นใช่มั้ย เราแค่เรียนรู้ว่าอ๋อทางนี้มีกับดักนะ รอบหน้าเราจะไม่เดินมาทางนี้อีก

การออกจาก Comfort Zone แล้วล้มเหลวมันคือการเรียนรู้ที่มีค่ามากกว่าการนั่งเฉยๆแล้วไม่ทำอะไรเลย 100 เท่าครับ คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ล้มเหลวน้อยที่สุดนะ แต่คือคนที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาจดบันทึกได้เร็วที่สุดต่างหาก

เรื่องความสัมพันธ์ก็เป็น Comfort Zone ที่ใหญ่มากเหมือนกันนะ หลายคนทนอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ไม่ได้พาเราไปไหน หรือทนทำงานในที่ที่ Toxic เพียงเพราะว่ามันคุ้นเคย

การลองไปเข้าสังคมใหม่ๆ เป็นงานสัมมนาที่คุณไม่รู้จักใครเลย หรือแม้แต่การกล้าปฏิเสธคำชวนที่คุณไม่อยากไปจริงๆ สิ่งเหล่านี้เป็นแบบฝึกหัดชั้นดีในการขยายพื้นที่ความสบายของคุณครับ มันอาจจะรู้สึกอึดอัดในช่วงแรกที่คุณต้องอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า แต่นั่นแหละครับ คือโอกาสที่คุณจะได้เจอพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ หรือโอกาสใหม่ๆในชีวิตที่คุณหาไม่ได้จากกลุ่มนั้นเดิม

รู้มั้ยครับว่าเราสามารถฝึกจิตใจผ่านร่างกายได้ด้วย มีงานวิจัยบอกว่าการฝึกทำสิ่งที่ร่างกายไม่ชอบ เช่น การอาบน้ำเย็นจัดในตอนเช้า หรือการออกกำลังกายตอนที่คุณรู้สึกขี้เกียจสุดๆ มันเป็นการฝึกกล้ามเนื้อสมองส่วนที่เรียกว่า anterior cingulate cortex ครับ ส่วนนี้แหละที่ทำหน้าที่ควบคุมความมุ่งมั่น ยิ่งคุณประค้ำตัวเองให้ทำสิ่งที่ลำบากทางร่างกายได้บ่อยเท่าไหร่ เวลาที่คุณต้องตัดสินใจทำอะไรยากๆในชีวิตจริง สมองคุณจะชินกับความลำบากนั้นแล้ว และมันจะไม่ต่อต้านคุณมากเท่าเดิม เหมือนเป็นการซ้อมรบในสนามเล็กก่อนไปออกรบจริงนั่นแหละครับ

ถ้าตอนนี้คุณยังรู้สึกลังเลที่จะก้าวออกมา ผมอยากให้คุณลองทำแบบฝึกหัดนี้ดูครับ ลองนึกภาพตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้า ถ้าคุณยังทำทุกอย่างเหมือนเดิมเป๊ะๆ อยู่ในห้องเดิม ทำงานเดิม คุยกับคนเดิมๆ คุณจะรู้สึกยังไงครับ

บ่อยครั้งความเจ็บปวดจากการที่ชีวิตย่ำอยู่กับที่มันรุนแรงกว่าความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลงซะอีกนะ ความกลัวอยู่กับเราแค่ชั่วคราวครับ แต่ความเสียดายมันจะอยู่กับเราไปตลอดกาล เลือกเอาครับว่าจะยอมเหนื่อยตอนนี้เพื่อไปต่อ หรือจะยอมสบายตอนนี้เพื่อไปเสียใจทีหลัง

บางทีวิธีที่ง่ายที่สุดในการออกจากจุดเดิมไม่ใช่การเปลี่ยนใจนะ แต่คือการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมครับ สมองเราผูกติดนิสัยเข้ากับสถานที่ ถ้าคุณนั่งทำงานที่เตียงนอน สมองคุณก็จะสั่งให้ง่วงนอนตลอดเวลา อืม ลองเปลี่ยนที่ทำงานดูครับ ไปห้องสมุด หรือแม้แต่การจัดโต๊ะทำงานใหม่ให้หน้าตาไม่เหมือนเดิม สิ่งเร้าใหม่ๆจะช่วยกระตุ้นให้สมองตื่นตัวและพร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ๆได้ง่ายขึ้น นี่เป็นเทคนิค ง่ายๆที่หลายคนมองข้าม แต่บอกเลยว่ามันช่วยให้เราหลุดจากวงเดิมๆได้ดีแบบเหลือเชื่อเลยล่ะครับ

วันนี้ลองทำอะไรที่มันผิดปกติดูบ้างมั้ยครับ ไม่ต้องเรื่องใหญ่หรอก แค่ลองกลับบ้านทางอื่นที่ไม่เคยไป ลองสั่งเมนูที่ไม่เคยกิน หรือลองฟังเพลงแนวที่คุณเกลียด การทำแบบนี้บ่อยๆจะเป็นการฝึกให้สมองของคุณยืดหยุ่นครับ มันเป็นการส่งสัญญาณบอกสมองว่า เฮ้ย การเจออะไรใหม่ๆมันก็ไม่ได้ตายนะ มันก็สนุกดีออก ยิ่งคุณเป็นคนยืดหยุ่นมากเท่าไหร่ เวลาชีวิตเหวี่ยงโอกาสใหญ่ๆที่น่ากลัวมาให้คุณ จะคว้ามันไว้ได้โดยไม่ลังเล เพราะคุณชินกับการรับมือกับสิ่งที่คาดไม่ถึงไปแล้วนั่นเอง

เชื่อไหมครับว่าการก้าวออกจากเซฟโซนที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งคือการยอมรับว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ การเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ หรือการหา Mentor สักคน มันคือการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เราต้องยอมรับว่าเราไม่รู้ ซึ่งหลายคนกลัวตรงนี้มาก เพราะมันทำให้เรารู้สึกอ่อนแอ

แต่ในความเป็นจริง การขอความช่วยเหลือ คือทางลัดที่เร็วที่สุดครับ มันช่วยให้คุณไม่ต้องไปงมเข็มเองในมหาสมุทร และพาคุณข้ามเขตแห่งความกลัวไปสู่การเรียนรู้ได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า อย่าปล่อยให้อีโก้ของคุณกลายเป็นกรงขังที่ทำให้คุณอยู่ที่เดิมเลยครับ

ก่อนจะลงมือทำอะไรเสี่ยงๆ ลองใช้พลังของจินตนาการดูครับ ไม่ใช่แค่การจินตนาการถึงความสำเร็จนะ แต่ให้จินตนาการถึงเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นได้จริงๆ แล้วลองถามตัวเองว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริง เราจะแก้ยังไง พอเราเห็นภาพชัดๆว่าต่อให้มันพังที่สุด เราก็ยังมีทางรอดนะ ความกลัวที่เคยดูใหญ่โตเท่าภูเขามันจะหดเหลือตัวเท่ามดทันทีครับ เพราะสิ่งที่น่ากลัวจริงๆไม่ใช่ความล้มเหลวหรอก แต่มันคือความไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันยังไงต่างหาก เพราะคุณมีแผนสำรองในใจแล้ว คุณจะก้าวออกไปได้อย่างมั่นใจขึ้นเยอะเลยครับ

ผมอยากให้คุณลองเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อความอึดอัดครับ แทนที่จะรู้สึกว่าตายแล้ว ฉันอยากหนีไปจากตรงนี้ ให้ลองเปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่า เยี่ยมเลย นี่แหละคือสัญญาณว่าฉันกำลังโต ความอึดอัดมันคืออาการปวดกล้ามเนื้อของการเติบโตทางจิตใจครับ เหมือนเวลาเราเข้ายิมแล้วปวดแขน นั่นแหละคือกล้ามเนื้อกำลังสร้างใหม่ อืม ถ้าคุณเริ่มรู้สึกอึดอัดเมื่อไหร่ ให้ยิ้มแล้วขอบคุณมันครับ เพราะนั่นแปลว่าคุณได้เดินออกจากที่เดิมเรียบร้อยแล้ว และคุณกำลังจะเก่งขึ้นกว่าเมื่อวานอีกนิดนึงแล้วล่ะ

สุดท้ายอย่าลืมดูคนรอบตัวคุณด้วยนะครับ มีคำกล่าวว่าเราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่สนิทที่สุด ถ้าเพื่อนทุกคนของคุณรักความสบาย และไม่ยอมไปไหนเลย อืม มันจะยากมากที่คุณจะแหกคอกออกมาได้เพียงคนเดียว ลองพาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนที่เขากล้าเสี่ยง คนที่เขาชอบเรียนรู้ พลังงานเหล่านี้มันติดต่อนะครับ พอคุณเห็นเพื่อนก้าวไปข้างหน้า คุณจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำ และความกลัวของคุณจะน้อยลงไปเองโดยอัตโนมัติ เพราะคนรอบข้างเขาทำให้การออกจาก Comfort Zone กลายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตไปแล้ว

เอาล่ะครับ วันนี้เราคุยกันมาเยอะแล้ว ผมไม่ได้ขอให้คุณเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดในวันนี้หรอกนะ แต่อยากขอแค่เรื่องเดียว หลังจากฟังจบแล้ว ลองไปทำอะไรสักอย่างที่มันทำให้คุณรู้สึกอึดอัดนิดๆ ดูสักเรื่องเดียวพอครับ ไม่ว่าจะเป็นการโทรหาคนที่คุณกลัวจะคุยด้วย หรือการกดสมัครเรียนสิ่งที่คุณสนใจมานานแล้ว ทำมันตอนนี้เลยครับ อย่ารอพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้จะกลายเป็นเคยเกิดขึ้นจริงแล้ว อย่าลืมแชร์ให้ผมฟังด้วยนะครับ ว่าก้าวแรกของคุณคืออะไร เจอกันใหม่ตอนหน้าครับ สวัสดีครับ