Transcription
หลายคนอาจเคยสงสัยว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงมีอายุไขเพียงแค่ 80 พรรษา บางคนเชื่อว่าพระองค์มีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ก็น่าจะยืดอายุตัวเองได้ เพื่อจะได้อยู่เผยแผ่หลักธรรมคำสอนและช่วยเหลือผู้คนบนโลกนี้ให้นานกว่าเดิม
สวัสดีครับ คุณอยู่กับนิพพานสตูดิโอ ความเชื่อที่ถูกเขียนแต่งเติมหลายๆ อย่าง ทำให้เรามักมองภาพของพระองค์แตกต่างจากมนุษย์ธรรมดา จนลืมไปว่าแท้จริงแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงมีเลือดเนื้อและร่างกาย เหมือนกับพวกเราทุกคน ต้องเผชิญความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดทางกายไม่ต่างจากคนทั่วไปบนโลกใบนี้
การค้นพบหนทางหลุดพ้นจากความทุกข์ไม่ได้ทำให้ร่างกายของพระองค์กลายเป็นอมตะ ตั้งแต่การประสูติขึ้นมาบนโลกนี้ พระองค์ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร่างกายของมนุษย์ทุกคนถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป อวัยวะต่างๆ ย่อมทำงานถดถอยลงและมีอาการเจ็บป่วยแทรกซ้อนเมื่ออายุมากขึ้น แม้ว่าจิตใจของพระองค์จะบริสุทธิ์และไม่มีความทุกข์ใดเข้ามาทำร้ายได้อีกแล้ว แต่สังขารทางร่างกายยังคงต้องดำเนินไปตามวงจรของการเกิด แก่ เจ็บ และตาย
บางคนอาจถามว่าทำไมท่านไม่ใช้อิทธิฤทธิ์เพื่อให้มีชีวิตอยู่เป็นร้อยปี ความจริงก็คือ หากท่านทำเช่นนั้นจะเป็นการทำลายหลักคำสอนที่สำคัญที่สุดของท่านเอง พระองค์ทรงพร่ำสอนให้ทุกคนเข้าใจและยอมรับในความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่ง สอนให้รู้ว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่คงอยู่ตลอดไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากท่านฝืนกฎธรรมชาติและทำให้ตัวเองไม่รู้จักความแก่ชราหรือความตาย ผู้คนก็จะหันมายึดติดกับตัวบุคคลและเชื่อในปาฏิหาริย์แทนที่จะใช้ปัญญาทำความเข้าใจ
การมีชีวิตจนถึงวัยชราและมีอาการเจ็บป่วยแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ร่างกายที่กำลังถดถอยของท่านคือวิธีการสอนธรรมะที่เห็นภาพและจับต้องได้มากที่สุด ท่านใช้ร่างกายของตัวเองเป็นบทเรียน ให้เห็นว่าความตายคือสิ่งที่ทุกคนต้องพบเจอ แม้แต่ศาสดาของโลกก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงอันเป็นกฎของธรรมชาตินี้ได้ การจากไปอย่างสงบในวัย 80 พรรษา จึงไม่ใช่การพ่ายแพ้ต่อกาลเวลา แต่มันคือบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นความจริงของคำสอนผ่านร่างกายของท่านเอง
หลายคนมักนำความศรัทธาไปผูกติดกับเรื่องของพลังเหนือธรรมชาติ เมื่อมีความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นได้ ก็ย่อมมีความคาดหวังตามมา ผู้คนต่างหวังให้ท่านใช้อิทธิฤทธิ์เพื่อต่ออายุไขและอยู่เป็นที่พึ่งให้กับชาวโลกไปตราบนานเท่านาน แต่ถ้าหากท่านทำแบบนั้น มันจะกลายเป็นการทำลายแก่นแท้ของสิ่งที่ท่านสอนมาตลอด หลักธรรมที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจว่าทุกสิ่งบนโลกล้วนมีความเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรที่คงสภาพเดิมไว้ได้ตลอด และทุกอย่างต้องดับสูญไปตามกาลเวลา การฝืนธรรมชาติเพื่อยืดอายุร่างกายจึงเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
หากพระพุทธเจ้าเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ยาวนานด้วยปาฏิหาริย์ ผู้คนก็จะหันมาสนใจความวิเศษเหล่านั้นแทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การดับทุกข์ในใจ ชาวบ้านจะพากันยึดติดกับร่างกายของท่านและหวังพึ่งพาท่านให้ช่วยปัดเป่าปัญหาชีวิต การทำเช่นนั้นจะทำให้คนลืมความสำคัญของการพึ่งพาตนเองและการใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา ท่านต้องการให้ทุกคนหลุดพ้นโดยการฝึกฝนจิตใจของตนเอง มิใช่การรอความช่วยเหลือจากใคร การยอมรับความตายตามอายุไขจึงเป็นการยืนยันว่าไม่มีใครหนีพ้นความจริงข้อนี้ไปได้ เพื่อให้ทุกคนตื่นจากความลุ่มหลงและหันมาสร้างความดีในเวลาที่เหลืออยู่ ร่างกายที่แก่ชราลงทุกวันของท่านคือการแสดงธรรมที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องใช้คำพูด
เมื่อพระองค์มีอายุมากขึ้น เรี่ยวแรงก็ลดน้อยถอยลงเหมือนกับคนแก่ทั่วไป อาการเจ็บป่วยที่เข้ามาเบียดเบียนตามวัยเป็นสิ่งที่พระองค์ต้องเผชิญหน้าและยอมรับมัน พระองค์เปิดเผยความเสื่อมถอยของร่างกายให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจนโดยไม่มีการปกปิด สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานที่ยืนยันว่าพระธรรมคำสอนของท่านเป็นเรื่องจริงที่ทุกคนต้องสัมผัส การเห็นศาสดามีอาการเจ็บป่วยทำให้ผู้คนตระหนักว่าแม้แต่ผู้ที่ประเสริฐที่สุดก็ไม่อาจเอาชนะธรรมชาติ มันเป็นการสอนให้เราเตรียมรับมือกับความตายที่ต้องมาถึงในวันหนึ่ง การที่ท่านไม่ได้ใช้อิทธิฤทธิ์ใดๆ เพื่อหลีกหนีความเจ็บปวดทางกายคือการปล่อยวางอย่างแท้จริง ท่านเลือกที่จะเผชิญหน้ากับความเสื่อมของร่างกายด้วยจิตใจที่สงบนิ่งและไม่หวั่นไหว ความทุกข์ทางกายไม่สามารถสร้างความรบกวนให้กับจิตใจที่หลุดพ้นจากความยึดติดได้อีกต่อไป ท่านแสดงให้เห็นว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการมีร่างกายที่แข็งแรงไปตลอดกาล แต่มันเกิดจากการยอมรับความจริงและการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา การยอมรับวาระสุดท้ายของชีวิตเหมือนคนธรรมดาจึงเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุด มันคือการประกาศให้รู้ว่าท่านทำหน้าที่ชี้ทางสว่างครบถ้วนแล้ว พร้อมจากโลกนี้ไปอย่างสงบ
เหตุผลสำคัญที่ทำให้พระพุทธเจ้าพร้อมจะจากโลกนี้ไปคือความสมบูรณ์ของหน้าที่ ตลอด 45 ปีหลังจากค้นพบความจริงของชีวิต ท่านไม่ได้หยุดพัก แต่เดินทางไปทั่วทุกแห่งเพื่อสอนผู้คน ท่านใช้เวลาทั้งหมดอธิบายหนทางแห่งการดับทุกข์ให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด ไม่มีคำสอนใดที่ท่านเก็บงำไว้หรือเลือกสอนเฉพาะกับบางกลุ่ม ความรู้ที่จำเป็นต่อการหลุดพ้นถูกถ่ายทอดออกมาจนหมดสิ้น ท่านได้ทำหน้าที่ของครูผู้ชี้ทางอย่างเต็มกำลังของมนุษย์คนหนึ่งแล้ว ความรู้ที่ท่านมีถูกเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุด ทุกคำสอนถูกจัดเตรียมอย่างเป็นระบบและนำไปปฏิบัติได้ง่าย เมื่อรากฐานความรู้มั่นคงแล้ว ท่านจึงไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ต่อ การอยู่เพื่ออธิบายเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาไม่ใช่ทางออกของการสร้างความศรัทธา แต่การให้ผู้คนนำหลักธรรมไปลงมือทำด้วยตัวเองต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริง ท่านมั่นใจว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นเพียงพอสำหรับคนรุ่นหลังที่จะศึกษาและทำความเข้าใจแล้ว
นอกจากความสมบูรณ์ของคำสอนแล้ว ความพร้อมของผู้ศรัทธาก็เป็นสิ่งที่ท่านวางใจ ตลอดหลายสิบปี ท่านได้สร้างกลุ่มคนที่เข้าใจธรรมะอย่างลึกลึกซึ้งมากมาย ทั้งนักบวชและชาวบ้านที่นำคำสอนไปใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน พวกคนเหล่านี้มีความเข้มแข็งและเป็นตัวแทนส่งต่อความจริงได้อย่างถูกต้อง พวกเขาไม่ได้เชื่อเพราะงมงาย แต่ได้ลงมือปฏิบัติจนเห็นผลด้วยตัวเอง กลุ่มคนเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ศาสนาดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างยาวนาน ท่านจึงเห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะสืบทอดความรู้ต่อไปอย่างมั่นคง เมื่อทุกอย่างถูกเตรียมไว้อย่างดี การมีชีวิตอยู่ต่อด้วยอิทธิฤทธิ์จึงไม่ใช่เรื่องจำเป็น ท่านไม่ต้องการให้ผู้คนเอาแต่พึ่งพาท่านและรอให้ท่านแก้ไขปัญหาให้อยู่ตลอดเวลา การละสังขารไปตามอายุไขจึงเป็นการสอนให้ทุกคนได้เรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง ท่านทรงวางใจและหมดความกังวลกับเรื่องราวทางโลกอย่างแท้จริง ทิศทางของศาสนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับลมหายใจของท่านอีกต่อไปแล้ว แต่มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ว่าจะรักษาคำสอนไว้หรือไม่ นี่คือการจากไปที่สมบูรณ์แบบที่สุดของมนุษย์ที่มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับโลกใบนี้
ในช่วงท้ายของชีวิต พระพุทธองค์คือเครื่องยืนยันความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน เมื่อวัยล่วงเลยเข้าสู่ปีที่ 80 สภาพร่างกายของท่านก็ทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา ท่านต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยอย่างหนักหน่วง เหมือนคนแก่ที่เรี่ยวแรงถดถอย ผู้คนอาจคิดว่าผู้ที่หมดจดจากกิเลสไม่ควรต้องมาทนทุกข์กับความเจ็บปวดเหล่านี้ แต่ท่านก็มิได้ฝืนธรรมชาติ ปล่อยให้ธรรมชาติทำหน้าที่ของมัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าการป่วยไข้คือการยอมรับความจริงว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา แม้สังขารจะร่วงโรย แต่ท่านก็ยังมุ่งมั่นทำหน้าที่จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต
การเดินทางไปยังสถานที่ที่กำหนดไว้สำหรับการจากโลกนี้ไปเป็นเรื่องยากลำบาก สำหรับชายชราวัย 80 ที่กำลังป่วยหนัก การเดินเท้าทางไกลต้องใช้ความอดทนสูงมาก ท่านต้องแวะพักพักเหนื่อยหลายครั้ง เพราะร่างกายรับความเหนื่อยล้าติดต่อกันไม่ไหว ภาพของศาสดาที่หยุดพักด้วยความอ่อนแรงคือภาพที่แฝงไปด้วยคำสอนอันยิ่งใหญ่ แสดงให้เห็นว่าถึงร่างกายจะอ่อนแอ แต่จิตใจที่เข้มแข็งจะนำพามนุษย์ก้าวต่อไปได้
อาการป่วยที่รุนแรงขึ้นทำให้ร่างกายของท่านบอบช้ำอย่างหนักจากภายใน ความเจ็บปวดรุนแรงจนคนธรรมดาอาจทนไม่ไหวและต้องร้องครวนครางออกมา แต่ท่านกลับมีความสงบนิ่งและใช้ความรู้สึกตัวระงับความเจ็บปวดเหล่านั้นไว้ ท่านไม่ได้อ้อนวอนให้ความทรมานหายไป และไม่ได้ใช้ความวิเศษใดๆ รักษาตัวเอง ท่านเพียงเฝ้ามองความเจ็บปวดด้วยความเข้าใจว่ามันคือกลไกของธรรมชาติ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความปวดร้าวทางกายไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความทุกข์ทางใจ
เมื่อถึงจุดหมายและรู้ตัวว่าวาระสุดท้ายมาถึงแล้ว ท่านก็ล้มตัวลงนอนอย่างสงบ ไม่มี ความหวาดกลัวหรือความกังวลใดๆ ปรากฏในแววตาของผู้ที่กำลังจะหมดลมหายใจ ท่านยอมรับความตายที่คืบคลานเข้ามาด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและยอมรับความจริง การนอนรอความตายอย่างมีสติคือการทำลายความเชื่อเรื่องความเป็นอมตะอย่างสิ้นเชิง ท่านสอนให้รู้ว่าความหลุดพ้นไม่ได้หมายถึงการมีชีวิตอยู่ตลอดกาลอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ความสงบแท้จริงคือการมีสติและพร้อมปล่อยวางทุกสิ่งเมื่อเวลาชีวิตสิ้นสุดลง
การจากไปของพระพุทธเจ้าในวัย 80 พรรษา จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องเสียดายหรือตั้งคำถาม แต่มันคือคำสอนสุดท้าย ที่เราทุกคนเห็นตัวอย่างได้อย่างชัดเจนที่สุดที่ท่านฝากไว้ให้กับพวกเราทุกคน ท่านใช้ร่างกายและลมหายใจสุดท้ายของตัวเองยืนยันว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ และตายคือความจริงแท้ที่มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ต้องเผชิญหน้าด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะมีอำนาจหรือความวิเศษแค่ไหน สุดท้าย ทุกอย่างก็ต้องคืนกลับสู่ความว่างเปล่า การยอมรับความจริงข้อนี้คือจุดเริ่มต้นของการดับความทุกข์ที่แท้จริงในใจของเรา
ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะสิ้นสุดลง ท่านไม่ได้แต่งตั้งให้ใครคนใดคนหนึ่งขึ้นมาเป็นศาสดาแทน เพราะท่านรู้ดีว่าตัวบุคคลย่อมมีความเปลี่ยนแปลงและมีความไม่แน่นอนซ่อนอยู่ ท่านจึงฝากความหวังทั้งไว้กับหลักธรรมคำสอนที่ท่านได้เพียรพยายามถ่ายทอดมาตลอดชีวิต ให้ความจริงเหล่านั้นทำหน้าที่เป็นศาสดา คอยชี้ทางสว่างให้กับผู้คนในยุคต่อไป ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามคำสอน ก็เปรียบเสมือนได้เข้าเฝ้าและมีท่านอยู่เคียงข้างเสมอ คำสอนเหล่านี้จึงเป็นตัวแทนที่ไม่มีวันแก่ชรา และไม่ได้สูญสลายไปตามกาลเวลา
ถ้าท่านสามารถใช้อิทธิฤทธิ์เพื่อต่อชีวิตของตัวเองได้ ทุกคนคงจะรอคอยแต่ปาฏิหาริย์ และไม่ยอมลงมือทำอะไร การละสังขารเหมือนคนธรรมดาทั่วไปจึงเป็นการตัดความหวังลมๆ แล้งๆ ของคนที่ชอบพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านต้องการให้เราตื่นขึ้นมามองความจริง และใช้ปัญญาของตัวเองในการแก้ปัญหาชีวิต ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเราได้ดีเท่ากับการที่เราลุกขึ้นมาฝึกฝนจิตใจของตัวเราเอง การที่ศาสนาพุทธดำรงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะการมีศาสดาที่เป็นอมตะ แต่เป็นเพราะคำสอนที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถดับความทุกข์ในใจมนุษย์ได้จริง
เรื่องราวในวันสุดท้ายของท่านจึงเป็นเครื่องเตือนสติให้เราไม่ประมาทกับเวลาที่เหลืออยู่ ร่างกายนี้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราวที่เรายืมมาใช้เพื่อสร้างความดีและทำความเข้าใจชีวิต อย่ารอคอยให้ใครมาช่วย หรือหวังพึ่งพาสิ่งนอกกายที่ไม่มีความจีรังยั่งยืน ให้เราน้อมนำความจริงเรื่องความไม่เที่ยงนี้มาเป็นแรงผลักดันในการใช้ชีวิตทุกวินาทีให้มีคุณค่า แม้พระพุทธองค์ท่านจะจากโลกนี้ไปนานแล้ว แต่ความจริงที่ค้นพบจะยังคงอยู่เป็นแสงสว่างไปอีกนาน และนี่คือเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมศาสดาผู้ยิ่งใหญ่จึงเลือกจากไปเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง