Transcription
คุณเคยมีความรู้สึกแบบนี้ไหมครับ? วินาทีแรกที่คุณลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แทนที่คุณจะรู้สึกสดชื่นพร้อมรับวันใหม่ คุณกลับรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งทับอยู่ที่หน้าอก สมองของคุณเริ่มทำงานทันที มันไม่ได้คิดเรื่องความสวยงามของเช้าวันนี้ แต่ มันเริ่มรันรายการสิ่งที่ต้องทำเป็นฉากๆ เหมือนหนังระทึกขวัญ ต้องส่งอีเมลหาลูกค้าเจ้านั้น ต้องทำสไลด์พีเซนประชุมบ่ายนี้ ต้องแก้ REP อรที่หัวหน้าสั่งแก้มา 3 รอบ แล้วต้องไปจ่ายค่าไฟ ต้องตอบไลน์กลุ่มที่เด้งเตือนมาตั้งแต่ 5:00 น. คุณรู้สึกเหนื่อยทั้งๆที่ยังไม่ได้ก้าวขาลงจากเตียงด้วยซ้ำ
คุณนอนมองเพดาน แล้วความรู้สึกผิดก็เริ่มเกาะกินใจ เพราะลึกๆ แล้วคุณรู้ดีว่าในบรรดางานเป็น 10 อย่างที่คุณลิสต์มาเมื่อกี้ มีอยู่งานนึง งานนึงที่คุณไม่อยากทำที่สุด มันยาก มันซับซ้อน มันน่าอึดอัด และคุณก็เลือกที่จะผลัดมันไปก่อน โดยบอกตัวเองด้วยข้ออ้างสุดคลาสสิคว่า "เดี๋ยค่อยทำตอนบ่ายๆ แล้วกัน ขอเคลียร์งานง่ายๆ เรียกสมาธิก่อน" แต่พอตกบ่าย คุณก็หมดแรง พลังสมองคุณหมดเกลี้ยง และงานชิ้นนั้น งานที่คุณกลัวที่สุด ก็ถูกเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้ และพรุ่งนี้ จนกลายเป็นดินพอกหางหมู ที่คอยตามหลอกหลอนคุณทุกคืนก่อนนอน ทำให้คุณสะดุ้งตื่นกลางดึก
ถ้าภาพที่ผมพูดมาเมื่อกี้ คือภาพสะท้อนในกระจกของคุณ หยุดทุกอย่างแล้วฟังคลิปนี้ให้จบครับ ยินดีต้อนรับสู่ช่องลองทำดู Just try it podcast แคสครับ วันนี้เราจะไม่ได้แค่มาสรุปหนังสือ แต่วันนี้เราจะมาผ่าตัดสมอง และรื้อระบบนิสัยการผลัดวันประกันพรุ่งกันอย่างถอนรากถอนโคน ด้วยหนังสือระดับตำนานที่ชื่อว่า "กินกบตัวนั้นซะ" หรือในชื่อภาษาอังกฤษคือ Eat that frog ของ Brian Tracy หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือจัดระเบียบเวลาธรรมดาที่บอกให้คุณจด To list แต่มันคือคัมภีร์จิตวิทยาการบริหารจัดการชีวิต ที่มียอดขายกว่า 1.5 ล้านเล่มทั่วโลก แปลไปแล้วกว่า 40 ภาษา และเป็นหนังสือที่ CEO ระดับโลกหลายคนยกให้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำงาน คำสัญญาของผมในวันนี้คือ ถ้าคุณฟังจบ คุณจะไม่ได้แค่รู้ "วิธีทำงานให้เสร็จเร็วขึ้น" แต่คุณจะได้ "เวลาชีวิตของคุณคืนมา" คุณจะเข้าใจว่าทำไม "การยุ่งไม่ได้แปลว่ามีประสิทธิภาพ" และที่สำคัญที่สุด "ความรู้สึกหนักอึ้งในอกตอนตื่นนอนนั้นจะหายไปตลอดกาล" วันนี้ผมคัดเนื้อหามาเน้นๆ กลั่นกรองจากบทเรียนทั้ง 21 บท ให้เหลือเพียง 3 ความลับระดับ Master Class ที่จะเปลี่ยนคุณจากคนที่ยุ่งตลอดเวลาจนไม่มีเวลาหายใจ เป็นคนที่มีเวลาเหลือเฟือสำหรับสิ่งที่รัก และเราจะจบด้วย Blueprint แผนการลงมือทำที่คุณเริ่มทำได้ทันทีหลังเสียงผมจบลง พร้อมมั้ครับ? ถ้าพร้อมแล้ว ปรับเบาะเอนหลัง หายใจเข้าลึกๆ แล้วเตรียมช้อนซ่อมให้พร้อม เพราะเรากำลังจะไป "กินกบ" กันครับ
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกเทคนิค ผมขอเล่าสั้นๆ ให้ฟังก่อนครับว่า ทำไมเราถึงต้องเชื่อผู้ชายที่ชื่อ Brian Tracy คนนี้ Brian ไม่ใช่นักวิชาการที่เรียนจบปริญญาโทด้านการบริหารแล้วมานั่งเทียนเขียนทฤษฎีสวยหรูในห้องแอร์นะครับ ตรงกันข้ามเลย ชีวิตเริ่มต้นของเขาคือติดลบ เขาเรียนไม่จบมัธยมปลายด้วยซ้ำ ต้องออกมาทำงานใช้แรงงาน เป็นกรรมกรแบกหาม เป็นคนล้างจาน ทำงานบนเรือสินค้า เดินทางรอนแรมไปทั่วโลกแบบไร้จุดหมาย มีอยู่คืนหนึ่ง ขณะที่เขานั่งหนาวสั่นอยู่ในห้องพักครูอุณหภูมิติดลบ เขาตั้งคำถามง่ายๆ กับตัวเองขึ้นมาข้อหนึ่ง คำถามที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล เขาถามตัวเองว่า "ทำไมคนบางคนถึงประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน? ทำไมคนบางคนสร้างอาณาจักรธุรกิจได้ ในขณะที่ยังมีเวลาไปตี กอล์ฟและทานข้าวเย็นกับครอบครัว? แต่ทำไมบางคนอย่างตัวเขาในตอนนั้น ถึงทำงานหนักสายตัวแทบขาด แต่กลับไม่มีเงินเก็บและไม่มีเวลาพักเลย?"
คำถามนี้จุดประกายให้ Brian ใช้เวลา 30 ปีหลังจากนั้น ทุ่มเทชีวิตให้กับการศึกษานิสัย พฤติกรรม และวิธีคิดของคน ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก ทั้งนักธุรกิจ เศรษฐี และผู้นำองค์กร เขาอ่านหนังสือเป็นพันเล่ม สัมภาษณ์คนเป็นหมื่นคน จนตกผลึกออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ สิ่งที่เขาค้นพบไม่ใช่ "เวทมนตร์" ครับ แต่เป็นหลักการทางจิตวิทยาที่ง่ายๆ แต่ทรงพลังมหาศาล เขาพบว่าคนสำเร็จไม่ได้ฉลาดกว่าคุณ ไม่ได้เก่งกว่าคุณ และไม่ได้ขยันกว่าคุณในแง่ของจำนวนชั่วโมงที่ทำ แต่พวกเขามีทักษะอย่างหนึ่งที่คนธรรมดาไม่มี นั่นคือทักษะที่เรียกว่า "Selective Focus" หรือ "การเลือกโฟกัสอย่างเจาะจง"
หนังสือเล่มนี้มี Message เดียวที่สำคัญที่สุด ฟังดีๆ นะครับ "ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำทุกอย่างให้เสร็จ แต่มันเกิดจากการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นสิ่งแรก" ต่างหาก ในโลกยุคปัจจุบัน โลกที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน โลกที่มี Notification จาก Line, Facebook, TikTok เด้งเตือนเราทุกๆ 3 นาที เราถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่า "เราต้องทำทุกอย่าง เราต้องตอบสนองทุกคน เราต้อง Multitask" แต่ Brian Tracy บอกว่า "หยุด เดี๋ยวนี้" เพราะนั่นคือหนทางสู่ความหายนะ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มผ่าตัดความลับข้อแรกกันเลยครับ กับแนวคิดที่เป็นชื่อของหนังสือเล่มนี้
**แนวคิดที่ 1: กฎแห่งการกินกบ (The Law of Eat That Frog)**
ลองจินตนาการตามผมนะครับ สมมุติว่ามีกฎของชีวิตข้อนึงระบุว่า "ทุกเช้าที่คุณตื่นขึ้นมา คุณต้องกินกบเป็น 1 ตัว" ใช่ครับ คุณได้ยินไม่ผิด กบจริงๆ นี่แหละ กบตัวใหญ่ๆ ผิวขรุขระ ตาโปนๆ ตัวลื่นๆ สีเขียวออย ถ้าคุณรู้ว่ายังไงยังไง คุณก็หนีไม่พ้นต้องกินมันแน่ๆ ทางเลือกในการจัดการชีวิตของคุณจะมีอยู่ 2 ทางเลือก
ทางเลือกที่ 1: คุณตื่นมาตอน 7:00 น. คุณเห็นกบตัวนั้นวางอยู่บนจานอาหาร คุณมองมันด้วยความขยะแขยง คุณบอกตัวเองว่า "ไม่ไหวอ่ะ ขอกินกาแฟก่อน" พอ 9:00 น. คุณก็มองมันอีก แล้วก็คิดว่า "ขอก่อนเช็คอีเมลก่อนแล้วกัน ทำใจแป๊บ" พอเที่ยง คุณก็กินข้าวไม่ลง เพราะภาพกบมันติดตา พอตก 15:00 น. คุณเริ่มเครียด เริ่มปวดท้อง เพราะรู้ว่าเส้นตายใกล้เข้ามาแล้ว สรุปคือ คุณใช้เวลาทั้งวันไปกับความกังวล ความกลัว และความเครียด โดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
หรือทางเลือกที่ 2: คุณตื่นมาปุ๊บ คุณแกล้งใจหลับหูหลับตา จับกบตัวนั้นยัดเข้าปาก เคี้ยวแล้วกลืนลงท้องไปเลย เป็นอย่างแรก จบ
มาร์ค ทเวน นักเขียนระดับโลก เคยกล่าวประโยคทองที่กลายเป็นตำนานไว้ว่า "ถ้าสิ่งแรกที่คุณทำในตอนเช้าคือการกินกบเป็น 1 ตัว คุณจะใช้ชีวิตตลอดทั้งวันที่เหลือด้วยความสบายใจ เพราะรู้ว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของวันนั้น ได้ผ่านพ้นไปแล้ว"
ในทางจิตวิทยาและการบริหารเวลา "กบ" ตัวนี้คือสัญลักษณ์ของสิ่งที่คุณรู้จักดีที่สุด มันคือ High Value Task หรืองานที่มีมูลค่าสูงสุดในชีวิตคุณ มันคืองานชิ้นใหญ่ที่คุณมักจะผลัดวันประกันพรุ่งมากที่สุด เพราะมันยากที่สุด ต้องใช้พลังสมองเยอะที่สุด ต้องรวบรวมความกล้ามากที่สุด แต่มันก็คืองานที่ถ้าคุณทำสำเร็จ มันจะส่งผลกระทบเชิงบวก หรือ Impact ต่อหน้าที่การงานและอนาคตของคุณมากที่สุดเช่นกัน
คำถามคือ ทำไมเราต้องกินมันตอนเช้า? ทำไมเก็บไว้กินตอนดึกๆ ที่เงียบๆ ไม่ได้หรอ? ตรงนี้ผมขอลงลึกในเชิงวิทยาศาสตร์สมองนิดนึงครับ เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดขึ้น สมองของมนุษย์เรามีทรัพยากรที่จำกัดมากๆ เรียกว่า Willpower หรือ "พลังใจ" ครับ ให้คุณจินตนาการว่าพลังใจของคุณเหมือนแบตเตอรี่มือถือ ตอนที่คุณตื่นนอน หลังจากพักผ่อนเต็มที่ แบตเตอรี่ก้อนนี้จะเต็ม 100% สมองส่วนหน้า หรือ Prefrontal Cortex ซึ่งทำหน้าที่ในการตัดสินใจ การควบคุมอารมณ์ และการโฟกัส ยังทำงานได้ดีเยี่ยม สดใหม่ และเฉียบคม แต่ว่าทันทีที่คุณเริ่มวันใหม่ ทุกการกระทำของคุณคือการดึงพลังงานจากแบตเตอรี่ก้อนนี้ไปใช้ การที่คุณหยิบมือถือมาไถฟีดข่าว แบตลดไป 2% การที่คุณตัดสินใจว่าจะใส่ชุดไหนไปทำงาน แบตลดไปอีก 3% การที่คุณขับรถฝ่ารถติดแล้วหงุดหงิดกับรถปาดหน้า แบตลดไปอีก 10% การที่คุณต้องตอบไลน์เรื่องจุกจิก แบตลดไปเรื่อยๆ ภาวะนี้ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Decision Fatigue หรือ "ความล้าจากการตัดสินใจ"
พอตกบ่าย แบตเตอรี่ของคุณอาจจะเหลือแค่ 20-30% และเมื่อถึงจุดนั้น สมองของคุณจะเข้าโหมดประหยัดพลังงานครับ มันจะปฏิเสธงานยากๆ โดยอัตโนมัติ มันจะไม่มีแรงเหลือพอที่จะไปสู้กับกบตัวใหญ่แล้ว สมองคุณจะสั่งการให้คุณเลือกทำสิ่งที่ง่าย สบาย และไม่ต้องใช้ความคิดเยอะแทน เช่น การนั่งประชุมที่แค่เข้าไปนั่งฟังเฉยๆ หรือการเคลียร์เอกสารที่ไม่สำคัญ นั่นคือเหตุผลว่าทำไม ถ้าคุณเก็บงานยากไว้ทำตอนบ่ายหรือตอนเย็น คุณถึงมักจะล้มเหลว หรือทำออกมาได้ไม่ดี
ดังนั้น การกินกบตอนเช้า จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความขยัน แต่มันคือกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรสมองครับ มันคือการใช้ทรัพยากรที่มีค่าที่สุด คือพลังสมองช่วงพีค ไปกับงานที่สำคัญที่สุด เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า "Winning Momentum" หรือโมเมนตัมแห่งชัยชนะ ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้า 9:00 น. คุณจัดการงานที่ยากที่สุดเสร็จไปแล้ว สมองของคุณจะหลั่งสารโดพามีน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขและความพึงพอใจออกมา คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเก่ง คุณจะรู้สึกภูมิใจ รู้สึกเบาสบาย และพลังบวกนี้แหละครับ จะกลายเป็นแรงส่งมหาศาล ที่ทำให้งานเล็กๆ น้อยๆ ตลอดทั้งวัน กลายเป็นเรื่องหมูไปเลย
แต่ทีนี้ ปัญหาของคนไทย โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศในบ้านเรา คือวัฒนธรรมที่ผมขอเรียกว่า "กับดักความเกรงใจและความไว" คือปีศาจครับ เรามักถูกปลูกฝังมาว่า "ต้องเป็นคนไน ต้องตอบไลน์ไว ต้องสแตนบายตลอดเวลา" เช้ามาปุ๊บ สิ่งแรกที่เราทำไม่ใช่การกินกบของตัวเอง แต่เราเปิดไลน์ก่อน เราเช็คเมลก่อน เราตอบรับคำร้องของพี่คนนั้น น้องคนนี้ เราเอาพลังสมอง 100% ในตอนเช้า ไปไล่จับลูกอ๊อดให้คนอื่นจนหมดแรง เรายุ่งทั้งวัน เหงื่อตกทั้งวัน แต่พอหมดวัน กลับมาถามตัวเองว่า "วันนี้เราทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง?" คำตอบคือ "ว่างเปล่า"
จุดที่ต้องระวังที่สุดของกฎข้อนี้คือ หลายคนเลือกกบผิดตัวครับ คุณต้องแยกให้ออกระหว่าง "กบที่น่าเกลียด" คืองานที่ยากแต่สำคัญต่ออนาคตคุณ กับ "คางคกมีพิษ" คืองานที่ด่วน ร้อนรน แต่ไร้สาระ งานด่วนส่วนใหญ่เป็นงานที่คนอื่นโยนมาให้ เป็นความต้องการของคนอื่น แต่งานสำคัญคืองานที่กำหนดทิศทางชีวิตของคุณ อย่าปล่อยให้เสียงแจ้งเตือนที่ดังติ๊งตลอดเวลามันหลอกคุณว่ามันคือเรื่องสำคัญ
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่างานไหนสำคัญจริง งานไหนคือกบตัวจริง? นั่นนำเราไปสู่ความลับข้อที่ 2 ครับ
**แนวคิดที่ 2: วิธีคัดกรองกบ ด้วยเทคนิค A B C D E (A B C D E Method)**
ถ้ากฎข้อแรกบอกว่า "คุณต้องกินกบ" กฎข้อที่ 2 คือเครื่องมือที่จะช่วยบอกคุณว่า ในบรรดากบเป็นฝูงเนี่ย ตัวไหนที่คุณต้องกิน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ผมอยากให้คุณจินตนาการว่าตอนนี้ คุณไม่ใช่พนักงานออฟฟิศ แต่คุณเป็นแพทย์เวรห้องฉุกเฉิน ER ครับ ในห้องฉุกเฉินที่มีทรัพยากรจำกัด มีหมอแค่คนเดียว แต่มีคนไข้ถูกเข็นเข้ามาพร้อมกัน 5 เตียง
เตียงที่ 1: อุบัติเหตุรถชน เลือดออกในสมอง อาการสาหัส วิกฤต
เตียงที่ 2: ขาหัก ร้องโอดโอย เจ็บปวดมาก แต่ไม่ถึงตาย
เตียงที่ 3: เป็นไข้หวัด ตัวร้อน รอได้
เตียงที่ 4: มาขอใบรับรองแพทย์ ให้พยาบาลทำแทนได้
เตียงที่ 5: คนแก่เหงาๆ ที่อยากมานั่งคุยกับหมอเฉยๆ
คำถามคือ ถ้าคุณมัวแต่ไปนั่งคุยกับเตียงที่ 5 หรือมัวแต่ไปเขียนใบรับรองแพทย์ให้เตียงที่ 4 เพราะมันง่ายดีและไม่ต้องเครียด แล้วปล่อยให้เตียงที่ 1 เสียชีวิต คุณคิดว่าคุณเป็นหมอที่ดีมั้ครับ? แน่นอนว่าไม่ คุณอาจจะถูกฟ้อง ถูกยึดใบประกอบโรคศิลปะ และติดคุก
ในชีวิตจริง การทำงานของเราก็เหมือนห้องฉุกเฉินครับ แต่เรากลับทำตรงกันข้ามกับหมอ เรามักจะเลือกรักษาคนป่วยที่แค่อยากคุยด้วยก่อนเสมอ เพราะมันง่าย มันสบายใจ แล้วเราก็ปล่อยให้คนไข้วิกฤตคืองานสำคัญ นอนรอจนอาการทรุดหนัก
D Principle จึงแนะนำวิธี A B C D E Method เพื่อทำสิ่ง ที่เรียกว่า Triage หรือการคัดแยกผู้ป่วย ในชีวิตการทำงานของคุณ วิธีการคือให้คุณกาง To Do List ทั้งหมดออกมา แล้วเอาปากกาแดงแปะป้ายหน้าทุกงานดังนี้ครับ
* **กลุ่ม A: Must Do** นี่คือกบตัวพ่อ นี่คือเตียงที่ 1 งานที่คุณต้องทำ ถ้าไม่ทำจะเกิดหายนะร้ายแรง (Serious Consequences) เช่น โปรเจคที่กำหนดชะตาชีวิต งานที่เจ้านายตามแล้วตามอีก การปิดยอดขายที่ชี้เป็นชี้ตายบริษัท กฎเหล็กของกลุ่ม A คือ "นี่คือกบที่คุณต้องกินเป็นตัวแรก ห้ามทำอย่างอื่นก่อนเด็ดขาด"
* **กลุ่ม B: Should Do** งานที่ควรทำ ถ้าไม่ทำก็อาจจะมีผลกระทบบ้าง มีคนบ่นนิดหน่อย แต่ไม่มีใครตาย ไม่ถึงขั้นไล่ออก เช่น การตอบอีเมลทั่วไป การประชุมอัปเดตงานประจำสัปดาห์ การโทรกลับหาเพื่อนร่วมงาน กฎเหล็กคือ "ห้ามทำ B ถ้า A ยังไม่เสร็จนะครับ" จำไว้นะครับ คนส่วนใหญ่มักจะเอาเวลาทองคำไปทำ B เพราะมันเครียดน้อยกว่า A
* **กลุ่ม C: Nice to Do** งานที่น่าทำ ทำแล้วสนุก ทำแล้วเพลิดเพลิน แต่ไม่มีผลอะไรเลยต่อหน้าที่การงานของคุณ ไม่ว่าคุณจะทำหรือไม่ทำ เช่น การกินข้าวเม้าท์มอยกับเพื่อนร่วมงาน การจัด Font ในสไลด์ให้สวยเวอร์วัง การเปลี่ยน Wallpaper หน้าจอคอมพิวเตอร์ นี่คือหลุมพรางความสบายที่คนไทยติดกันเยอะที่สุดครับ เราชอบทำ C เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า "ฉันยุ่งนะ ฉันทำงานอยู่นะ" แต่จริงๆ แล้วมันคือ False Productivity หรือ "ความ Productive จอมปลอม"
* **กลุ่ม D: Delegate** งานที่มอบหมายได้ งานที่คุณทำได้ก็จริง แต่คนอื่นก็ทำได้ หรืออาจจะทำได้ดีกว่าด้วย เช่น การถ่ายเอกสาร การจองตั๋วเครื่องบิน งานรูทีนต่างๆ กฎคือ "จงโยนงาน D ออกไปให้หมด เพื่อซื้อเวลามาทำ A"
* **กลุ่ม E: Eliminate** อันนี้สำคัญที่สุดครับ กำจัดทิ้ง งานที่เคยสำคัญในอดีต แต่ตอนนี้ไร้สาระแล้ว หรืองานที่คุณทำเพราะแค่เสียดาย เคยชิน หรือทำเพราะเกรงใจ เช่น การไถโซเชียลมีเดีย การเข้าประชุมที่ไม่มีวาระชัดเจน การตอบแชทเรื่องไร้สาระ
มีเรื่องเล่าคลาสสิคเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากครับ เป็นเรื่องจริงของ CEO บริษัทเหล็กยักษ์ใหญ่ชื่อ ชวับ เมื่อเกือบ 100 ปี ก่อน เขาจ้างที่ปรึกษา Ivy มาด้วยค่าตัว 25,000 ดอลลาร์ ซึ่งถ้าเทียบค่าเงินปัจจุบันก็คือน่าจะเกือบล้านบาท เพียงเพื่อขอคำแนะนำสั้นๆ ว่า "ทำยังไงให้ผู้บริหารของผมทำงานได้ดีขึ้น?" ที่ปรึกษาคนนั้นไม่ได้วางระบบซับซ้อน ไม่ได้ใช้ซอฟต์แวร์ราคาแพง เขาแค่บอกสั้นๆ ว่า "ให้ผู้บริหารของคุณทุกคนทำแบบนี้ ทุกเย็น เขียนงาน 6 อย่างที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้ เรียงลำดับความสำคัญจาก 1-6 และพอวันรุ่งขึ้น ห้ามทำข้อ 2 จนกว่าข้อ 1 จะเสร็จ" แค่นั้นเองครับ
คำแนะนำง่ายๆ แค่นี้ ผ่านไปไม่นาน บริษัทนี้กลายเป็นบริษัทเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะทุกคนในองค์กรเลิกเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ C, D, E และโฟกัสพลังงานทั้งหมดไปที่งานเกรด A เท่านั้น
แต่สำหรับบริบทสังคมไทย จุดตายของเรามักจะอยู่ที่กลุ่ม C และ D ครับ เราชอบทำงาน C เพราะสมองเรากลัวความยากของงาน A เราเลยหลอกตัวเองด้วยการทำ C เยอะๆ เพื่อให้รู้สึกดีว่าได้ทำงาน และที่สำคัญ เราไม่กล้าทำ D คือ Delegate เพราะวัฒนธรรมเกรงใจ หรือบางทีก็เป็นโรค Perfectionist คือไม่ไว้ใจลูกน้อง กลัวทำออกมาไม่ดีเท่าเราทำเอง สุดท้ายเราก็เลยกอดงานทุกอย่างไว้จนตาย อกกลายเป็น The Bottleneck ของทีมที่งานทุกอย่างต้องมาติดอยู่ที่เรา
วิธีแก้ คือให้คุณลองถามตัวเองแรงๆ ด้วยคำถามนี้ครับว่า "กิจกรรมที่ฉันกำลังทำอยู่นี้ ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าจ้างรายชั่วโมงของฉันหรือเปล่า?" ถ้าสมมุติคุณเงินเดือน 50,000 บาท หารออกมาเป็นรายชั่วโมงแล้ว ค่าตัวคุณแพงนะครับ ถ้าคุณเอาเวลาค่าตัวแพงๆ ของคุณมานั่งทำงานธุรการหรืองานที่ใครๆ ก็ทำได้ คุณกำลังทำให้บริษัทขาดทุนอยู่นะครับ และคุณกำลังดูถูกเวลาของตัวเอง
เอาล่ะครับ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าต้องกินกบ (กฎข้อแรก) และเรารู้วิธีหากบตัวนั้นแล้ว (กฎข้อที่ 2) แต่ปัญหาสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดคือ แล้วถ้ากบมันตัวใหญ่เกินไปล่ะ? ถ้ากบตัวนั้นคือวิทยานิพนธ์ปริญญาโท คือยอดขาย 100 ล้าน หรือคือการลดน้ำหนัก 20 กก. พอมันใหญ่มากๆ เราจะเกิดอาการ "อัมพาต" ครับ ขาตาย ก้าวไม่ออก ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน นั่นนำเราไปสู่ความลับสุดท้ายครับ
**แนวคิดที่ 3: เดินตามถังน้ำมันทีละใบ (Take It One Oil Barrel at a Time)**
เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่ทรงพลังที่สุดในหนังสือครับ Brian Tracy เล่าถึงประสบการณ์การเดินทางข้ามทะเลทรายซาฮาร่า ลองจินตนาการภาพทะเลทรายซาฮาร่าดูนะครับ มันคือความเวิ้งว้างว่างเปล่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแต่ทราย ทราย และทราย สุดลูกหูลูกตา ไม่มีต้นไม้ ไม่มีตึก ไม่มีจุดสังเกตอะไรเลย สมัยก่อนการขับรถข้ามทะเลทรายซาฮาร่าคือการเดิมพันด้วยชีวิตครับ เพราะถ้าคุณหลงทางแค่นิดเดียว คุณจะตายเพราะขาดน้ำ หรือถูกทรายดูด
ชาวฝรั่งเศสที่บุกเบิกเส้นทางข้ามทะเลทะเลทรายนี้ จึงใช้วิธีที่ฉลาดมาก คือการวางถังน้ำมันเปล่า หรือ Oil Barrel สีดำ เอาไว้กลางทะเลทราย โดยวางห่างกันทุกๆ 5 กม. ทำไมต้อง 5 กม. ล่ะครับ? เพราะนั่นคือระยะที่เส้นขอบฟ้าจะโค้งบังพอดี หมายความว่าเมื่อคุณยืนอยู่ที่ถังใบที่ 1 คุณจะมองเห็นถังใบที่ 2 เป็นจุดเล็กๆ อยู่ไกลลิบๆ พอดี หน้าที่ของนักเดินทางมีแค่อย่างเดียวครับ ไม่ใช่การมองไปที่ปลายทางอีก 500 กม. ไม่ใช่การกังวลว่าจะถึงเมืองปลายทางเมื่อไหร่ แต่หน้าที่ของคุณคือ "ขับรถไปให้ถึงถังน้ำมันใบหน้า" แค่ 5 กม. พอถึงใบที่ 2 คุณก็จะมองเห็นใบที่ 3 พอถึงใบที่ 3 คุณก็จะเห็นใบที่ 4 ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทีละถัง ทีละถัง จนกระทั่งคุณรู้ตัวอีกที คุณก็ได้ข้ามทะเลทรายที่โหดร้ายและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ
นี่คือเทคนิคทางจิตวิทยาที่เรียกว่า "Salami Slicing" หรือการหั่นงานใหญ่ให้เป็นแผ่นบางๆ เหมือนแผ่นสลามี่ครับ สมองของมนุษย์เรากลัวความไม่แน่นอนครับ งานใหญ่ = ความไม่แน่นอนสูง = ความกลัว เมื่อสมองส่วน Amygdala หรือส่วนที่ควบคุมความกลัวทำงาน มันจะสั่งให้เราหนี หรือแช่แข็ง หรือ Freeze เราเลยเกิดอาการผลัดวันประกันพรุ่ง นั่งจ้องหน้าจอคอมว่างๆ เป็นชั่วโมง โดยพิมพ์ไม่ออกสักตัว
แต่ถังน้ำมัน 1 ใบ หรืองานชิ้นเล็กๆ = ความแน่นอน = ความมั่นใจ มันดูไม่น่ากลัว มันดูเป็นไปได้ และสมองเราจะยอมให้เราลงมือทำ
ตัดภาพมาที่บริบทเรามักจะเจอกับโรค "ไฟลนก้น" หรือ Hero Syndrome ใช่ไหมครับ เรารอชนคืนสุดท้าย แล้วค่อยปั่นงานโต้รุ่ง เพราะตอนแรกเรามองงานทั้งก้อน "โห ต้องทำรายงาน 50 หน้า" เราท้อ เราเครียด เราเลยหนีไปดูซีรีย์ก่อน แต่ถ้าเราประยุกต์ใช้กฎถังน้ำมัน ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูครับ แทนที่จะคิดว่า "ต้องทำรายงานให้เสร็จ" ซึ่งคือกบยักษ์ ให้คิดว่า "ถังน้ำมันใบแรกของฉันคือแค่เปิดคอมพิวเตอร์แล้วตั้งชื่อไฟล์" จบ แค่นั้น ง่ายมั้ครับ? ใครๆ ก็ทำได้ พอตั้งชื่อไฟล์เสร็จ ถังใบที่ 2 คือ "หาภาพหน้าปกมาแปะ" ถังใบที่ 3 คือ "เขียนหัวข้อสารบัญร่างๆ" ถังใบที่ 4 คือ "เขียนย่อหน้าแรก" เชื่อมั้ครับว่าส่วนที่ยากที่สุดของการกินกบ ไม่ใช่การเคี้ยว แต่คือการตักคำแรกเข้าปาก?
ในทางการจะทำให้วัตถุที่หยุดนิ่งเริ่มเคลื่อนที่ หรือ Static Friction ต้องใช้แรงมากกว่าการผลักวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่อยู่แล้ว หรือ Kinetic Friction เช่นเดียวกัน พลังงานในการเริ่มทำงานจะมากกว่าพลังงานในการทำต่อไปเสมอ ดังนั้นกุญแจสำคัญคือ "หลอกสมองให้เริ่มด้วยก้าวที่เล็กที่สุด" เล็กจนหน้าขำ เล็กจนเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะล้มเหลว และเมื่อคุณผ่านถังใบแรกไปได้ สิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้นครับ สมองจะเริ่มหลั่งโดปามีน เพราะคุณทำสำเร็จ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย และคุณจะเข้าสู่ภาวะ Flow State หรือภาวะลื่นไหล โมเมนตัมจะพาคุณไปต่อเอง จนกระทั่งงานเสร็จ โดยที่คุณไม่รู้ตัว
เอาล่ะครับ เราได้ฟังทฤษฎีกันครบทั้ง 3 ข้อแล้ว ทั้งการกินกบ A B C D E และถังน้ำมัน แต่ความรู้จะเป็นเพียงแค่ข่าวสารถ้าปราศจากการลงมือทำ ผมไม่อยากให้คุณฟังจบแล้วแค่พยักหน้าว่า "อึ้ม เข้าใจแล้ว" แล้วก็กลับไปใช้ชีวิตยุ่งเหยิงเหมือนเดิม ดังนั้น นี่คือ Blueprint การกินกบ หรือคู่มือการลงมือทำฉบับลองทำดู ที่ผมออกแบบมาให้คุณเริ่มได้ทันทีคืนนี้เลย
**Level 1: The Quick Win (ชัยชนะฉับพลัน)**
คืนนี้ ย้ำว่าคืนนี้นะครับ ก่อนที่คุณจะเข้านอน อย่าเพิ่งนอนถ้ายังไม่ได้ทำสิ่งนี้
1. หยิบกระดาษมาแผ่นนึง หรือเปิดโน้ตในมือถือก็ได้
2. ทำการ Brain Dump หรือเทสมอง คือเขียนทุกอย่างที่คุณคิดว่าต้องทำพรุ่งนี้ออกมาให้หมด ล้างสมองให้โล่ง
3. มองไปที่รายการเหล่านั้น แล้วถามตัวเองว่า "ถ้าพรุ่งนี้ฉันมีเวลาทำแค่อย่างเดียว งานไหนที่เมื่อทำเสร็จแล้ว จะทำให้ฉันรู้สึกดีที่สุด หรือส่งผลดีที่สุด?"
4. วงกลมงานนั้น แล้วเขียนตัวอักษร A ใหญ่ๆ ไว้ข้างหน้า
5. จบครับ ไปนอนได้ การทำแบบนี้คือการโปรแกรมจิตใต้สำนึก หรือ Subconscious Mind ให้เตรียมพร้อมระหว่างที่คุณหลับ สมองของคุณจะแอบประมวลผลงานนั้นเงียบๆ เพราะตื่นเช้ามา คุณจะพร้อมลุยทันที โดยไม่ต้องมานั่งงงว่า "วันนี้ทำอะไรดีนะ?"
**Level 2: The Routine (การสร้างกิจวัตรเช้าวันรุ่งขึ้น)**
เมื่อคุณตื่นมา
1. กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดคือ "ห้ามจับมือถือใน 30-60 นาทีแรกของวัน" นี่คือช่วงเวลาทองคำ อย่าเพิ่งให้เรื่องของชาวบ้าน เรื่องดราม่า หรืออีเมลงาน เข้ามาปนเปื้อนในสมองที่ใสสะอาดของคุณ
2. ดื่มน้ำ ล้างหน้า ให้ร่างกายตื่นตัว
3. เดินไปที่โต๊ะทำงาน เปิดดูงานเกรด A ที่คุณวงกลมไว้เมื่อคืน และ
4. ลงมือทำทันที ให้เวลาตัวเอง 60-90 นาที โฟกัสกับงานนี้งานเดียว ปิดเน็ต ปิดเสียงมือถือ ถ้างานมันดูใหญ่ไป ให้ใช้เทคนิคถังน้ำมัน หั่นมันเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเริ่มทำชิ้นแรกทันที ท่องคาถาไว้ครับ "กินกบตัวนี้ให้หมด แล้ววันนี้จะเป็นวันของฉัน"
และข้อควรระวัง หรือ Caution หลุมพรางที่คนตกม้าตายเยอะที่สุดคือ "ความโลภ" ครับ อย่าพยายามกินกบ 3 ตัวพร้อมกัน คุณจะสำลักตาย เลือกตัวที่ใหญ่ที่สุด น่าเกลียดที่สุด แค่ตัวเดียวพอครับ การทำ 1 อย่างให้เสร็จสมบูรณ์ 100% มีค่ามากกว่าการทำ 10 อย่าง ที่เสร็จแค่อย่างละ 50% แล้วค้างคา
ก่อนจะจากกันวันนี้ ผมมีเรื่องเล่าเรื่องสุดท้ายที่อยากฝากไว้เตือนใจครับ มีเรื่องเล่าของชายหนุ่มคนนึงที่เดินหลงทางเข้าไปในป่าลึก เขาเดินไปเจอคนตัดไม้คนหนึ่ง กำลังก้มหน้าก้มตาใช้เลื่อยมือเลื่อยต้นไม้ใหญ่อยู่ คนตัดไม้คนนั้นดูสภาพย่ำแย่มาก เหงื่อท่วมตัว หน้าแดงก่ำ หายใจหอบแหกๆ ดูเหนื่อยสายตัวแทบขาด ชายหนุ่มเห็นแล้วสงสัย เดินเข้าไปถามว่า "พี่ครับ พี่เลื่อยต้นไม้นี้มานานแค่ไหนแล้วครับ?" คนตัดไม้ตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง เสียงหอบแหกๆ "ขั้นเลื่อยมา 5 ชั่วโมงแล้ว เหนื่อยฉิบหาย ต้นไม้บ้าอะไรไม่รู้แข็งชะมัด" ชายหนุ่มสังเกตเห็นที่เลื่อยมือแล้วก็ต้องตกใจ เขาเลยพูดอย่างหวังดีว่า "พี่ครับ แต่ผมดูที่เลื่อยพี่ ฟันเลื่อยมันทื่อหมดแล้วนะ แทบไม่กินเนื้อไม้เลย มิน่าล่ะพี่ถึงเลื่อยไม่เข้า ทำไมพี่ พี่ไม่หยุดพักสัก 15 นาที แล้วเอาตะไบมารับเลื่อยให้คมก่อนล่ะครับ? ถ้าเลื่อยคมๆ พี่เลื่อยแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว จะได้ไม่ต้องเหนื่อยฟรีแบบนี้"
คนตัดไม้หยุดเลื่อย หันขวับมามองหน้าชายหนุ่ม แล้วตะคอกใส่ด้วยความโมโหว่า "จะบ้าเหรอ เอ็งไม่เห็นหรือไงว่าข้างหน้างานยุ่งขนาดไหน ข้าต้องรีบตัดต้นไม้นี้ให้เสร็จ ข้าไม่มี่เวลามานั่งลับเลื่อยบ้าบออะไรหรอกโว้ย" แล้วเขาก็ةก้มหน้าก้มตาใช้เลื่อยทื่อๆ ถูต้นไม้ต่อไปด้วยความทรมาน
คุณฟังเรื่องนี้แล้วรู้สึกยังไงครับ ตลกไหม? หรือรู้สึกว่าคนตัดไม้คนนี้โง่จัง? แต่เชื่อไหมครับว่าในชีวิตจริง พวกเราหลายคนกำลังใช้ชีวิตแบบคนตัดไม้คนนั้นอยู่ เราบอกตัวเองว่า "เรายุ่งเกินกว่าจะหยุดวางแผนชีวิต" เรายุ่งเกินกว่าจะมานั่งจัดลำดับความสำคัญแบบ A B C D E เรายุ่งกับการอ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง เรายุ่งกับการทำงานเกรด C เกรด D งานที่ไม่ได้สร้างมูลค่างานที่ทำไปวันๆ จนเราหมดแรง แล้วเราก็บ่นกับตัวเองว่า "ทำไมชีวิตฉันไม่ก้าวหน้าไปไหนสักที"
หนังสือกินกบตัวนั้นซะ เล่มนี้ไม่ได้บอกให้คุณขยันขึ้นครับ แต่มันกำลังบอกให้คุณ "หยุด" หยุดสักนิดเพื่อลับเลื่อยของคุณให้คม หยุดเพื่อพิจารณาว่าต้นไม้ต้นไหนคือต้นที่สำคัญที่สุด และหยุดเพื่อรวบรวมความกล้า แล้วกินกบตัวนั้นซะ ในขณะขณะที่คุณยังมีแรง
จำไว้นะครับ หนึ่งในการใช้เวลาที่สูญเปล่าและเลวร้ายที่สุด คือการทำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำเลย ให้สำเร็จลุล่วงอย่างดีเยี่ยม
วันพรุ่งนี้เช้า ลองถามตัวเองดูนะครับว่ากบของคุณหน้าตาเป็นยังไง? มันอาจจะเป็นงานเอกสารกองโต เป็นการโทรหาลูกค้าคนสำคัญ หรืออาจจะเป็นการออกไปวิ่งออกกำลังกายที่คุณผลัดวันประกันพรุ่งมาเป็นปี ไม่ว่ามันคืออะไร อย่าจ้องมันนานครับ จับมันกินซะ แล้วคุณจะพบว่ารสชาติของความสำเร็จในยามเช้า มันหอมหวานกว่าที่คุณคิด
สำหรับวันนี้ เลิกบ่นว่าไม่มีเวลา เลิกอ้างว่ายุ่ง แล้วไปกินกบซะ เพราะทุกการลองทำดู คือก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ สวัสดีครับ
[เพลง]