Transcription
คุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเวลาเราเปิดดูข่าวเศรษฐกิจรอบโลกช่วงนี้มีแต่เรื่องที่ชวนให้ปวดหัว? ข่าวของก็แพงขึ้น เงินเฟ้อก็ดูจะยังไม่ยอมลงง่ายๆ สงครามก็ระอุอยู่หลายพื้นที่ ดูยังไงเศรษฐกิจจริงก็ไม่น่าจะสดใสใช่มั้ยครับ?
แต่พอเราหันไปเปิดดูพอร์ตหรือดูดัชนีตลาดหุ้นหลายๆ แห่ง มันกลับยังสามารถทรงตัว หรือบางช่วงก็พุ่งทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ all time high เป็นว่าเล่น? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ตลาดหุ้นมันกำลังหลอกเรา หรือว่ามีกฎกลไกอะไรบางอย่างทำงานอยู่เบื้องหลังที่เราอาจจะมองข้ามไป?
วันนี้เราจะมาลองแกะรอยเรื่องนี้กันแบบสบายๆ ซึ่งอาจจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการวางแผนการลงทุนของเราได้ครับ สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่อง Cy Investor พื้นที่ของการลงทุนที่ฟังสบาย เข้าใจง่าย แต่ได้เนื้อหาแบบจัดเต็ม กับผม ซี ครับ
เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อคืนนี้ผมมีโอกาสไปเจอคลิปวิเคราะห์เศรษฐกิจของช่องต่างประเทศช่องหนึ่งที่ชื่อว่า Bravo Research ครับ เขาตั้งข้อสังเกตเรื่องความสัมพันธ์ของตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจจริงได้เฉียบคมและเปิดมุมมองมากๆ ผมฟังแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ข้อมูลนี้มันน่าสนใจและน่าจะมีประโยชน์กับนักลงทุนบ้านเราแน่ๆ วันนี้ผมก็เลยขอหยิบประเด็นนี้มาเล่าใหม่ให้ฟังกันแบบสบายๆ สไตล์ Investor และขอผสมมุมมองส่วนตัว รวมถึงข้อมูลอ้างอิงบางส่วนที่ผมไปเช็คเพิ่มเข้ามาด้วยนะครับ แน่นอนว่าผมแปะลิงก์คลิปต้นฉบับและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ให้ใน description แล้ว ใครอยากตามไปดูกันต่อก็เข้าไปกดดูกันได้เลยครับ
แต่ก่อนที่เราจะไปดำดิ่งกับเนื้อหา ซี ขออนุญาตย้ำกันสั้นๆ นิดนึงนะครับว่า พอดแคสต์ตอนนี้เราตั้งใจมาเล่าและแชร์ข้อมูลให้ฟัง เพื่อเป็นไอเดียในการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้เป็นการใบ้หุ้น หรือแนะนำให้เข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ
เอาล่ะครับ หานมอุ่นๆ หรือชาร้อนๆ สักแก้ว หาที่นั่งมุมโปรด แล้วเรามาเริ่มเรื่องราวในวันนี้กันเลยครับ
ถ้าเราลองย้อนกลับไปสังเกตเหตุการณ์ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา คุณจะเห็นแพทเทิร์นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมากครับ ลองนึกภาพตามผมนะครับ ตอนที่เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก เศรษฐกิจหยุดชะงัก ผู้คนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า แต่ตลาดหุ้นกลับใช้เวลาแค่ประมาณ 6 เดือนในการฟื้นตัว กลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ หรือพอตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี ตลาดหุ้นก็ใช้เวลาไม่นานในการทำ All time high อีกครั้ง
นี่ ยังไม่นับรวมถึงสงครามการค้าที่กระทบห่วงโซ่อุปทานโลก หรือแม้แต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น ทุกครั้งที่มีข่าวร้าย ตลาดอาจจะตกใจ ปรับตัวลงบ้าง แต่เพียงชั่วอึดใจเดียว มันก็มักจะฟื้นกลับขึ้นมาได้เสมอ พฤติกรรมแบบนี้ทำให้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เกิดแนวคิดที่ฮิตมากๆ ในหมู่นักลงทุนว่า "buy the dip" หรือหุ้นตกเมื่อไหร่ให้ทยอยเก็บ เพราะเดี๋ยวราคามันก็กลับมา
แต่คุณผู้ฟังครับ สิ่งที่เราจะมาลองชวนคิดวิเคราะห์กันในวันนี้ก็คือ ปัจจัยที่คอยพยุงตลาดหุ้นให้ดูแข็งแกร่งสวนทางกับความกังวลในเศรษฐกิจจริงมาตลอด 15 ปีนั้น ในอนาคตมันอาจจะมีโอกาสเปลี่ยนทิศทางได้ครับ ซึ่งสำหรับนักลงทุนอย่างเรา การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้ ไม่ใช่เพื่อการตื่นตระหนกนะครับ แต่เพื่อเตรียมตัวและจัดพอร์ตให้พร้อมรับมือกับทุกสภาวะตลาดต่างหากครับ
ก่อนอื่น เรามาลองดูตัวเลขสถิติที่น่าสนใจชุดนี้กันก่อนครับ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐอเมริกาเติบโตขึ้นราว 27% ครับ ฟังดูดีใช่มั้ยครับ? แต่ในขณะเดียวกัน การเติบโตของเศรษฐกิจจริง หรือ GDP ของสหรัฐอเมริกา ทั้งปี 2025 กลับเติบโตแค่ประมาณ 2% เท่านั้น คุณเห็นช่องว่างความห่างนี้มั้ยครับ? ตลาดหุ้นโต 27% แต่เศรษฐกิจจริงโตแค่ 2% ห่างกันเป็น 10 เท่าเลยครับ
หลายคนอาจจะคิดว่า อ้าว ตลาดหุ้นมันเป็นสิ่งที่สะท้อนความคาดหวังในอนาคตสิ มันก็ต้องโตล่วงหน้าเศรษฐกิจอยู่แล้วนี่นา ซึ่งก็มีส่วนถูกครับ แต่ถ้าเราไปกางตำราประวัติศาสตร์การเงินดู เราจะพบว่ามันไม่ได้เป็นแบบนี้เสมอไปหรอกนะครับ อย่างในช่วงปี 2000-2009 ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนเรียกกันว่า "Lost decade" หรือทศวรรษที่หายไป เพราะต้องเจอทั้ง dot.com แตก และวิกฤต Subprime ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของ S&P 500 ในทศวรรษนั้น อยู่ที่ติดลบ 0.9% ครับ ฟังถูกนะครับ ติดลบตลอด 10 ปีเต็มๆ ทั้งๆ ที่ตอนนั้น GDP ก็เติบโตในระดับที่ใกล้เคียงกับยุคนี้
แปลว่ามันเคยมีช่วงเวลาเป็น 10 ปีที่ตลาดหุ้นซึมยาว และไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่เอาชนะเศรษฐกิจได้ หรืออย่างช่วงปี 1929-1954 ตลาดหุ้นก็ใช้เวลายาวนานถึง 25 ปี ในการฟื้นตัวกลับมาเท่าจุดสูงสุดเดิมครับ ลองนึกดูนะครับ 25 ปี คนที่ลงทุนตอนอายุ 30 กว่า จะได้ทุนคืนก็ 55 แล้ว
แล้วทำไมรอบ 10 กว่าปีมานี้มันถึงต่างออกไป? ทำไมความวุ่นวายบนโลกถึงดูเหมือนจะทำอะไรตลาดหุ้นไม่ได้เลย? คำตอบที่เราวิเคราะห์ได้เรื่องนี้ ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "กำไรของบริษัทจดทะเบียน" ครับ
ถ้าเราลองกางข้อมูลสถิติดูนะครับ ระหว่างการเติบโตของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาอย่าง S&P 500 กับกำไรของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในช่วง 15 ปีหลัง ทิศทางมันเติบโตสอดคล้องกันมากเลยครับ แปลว่าตลาดหุ้นไม่ได้ปรับตัวขึ้นมาลอยๆ แต่มันขึ้นเพราะบริษัทเหล่านี้มีผลประกอบการที่เติบโตได้จริงๆ ครับ ท่ามกลางวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป วิกฤตโรคระบาด หรือปัจจัยกดดันต่างๆ บริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้กลับสามารถรักษาระดับกำไรได้ดีมาก
แต่มีมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจและชวนให้เราฉุกคิดครับ คือในขณะที่กำไรของบริษัทยักษ์ใหญ่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เมื่อเราหันมาดูการเติบโตของรายได้ หรือเงินเดือนเฉลี่ยของคนทำงานทั่วไป กลับพบว่ามันเติบโตในอัตราที่ช้ากว่ามากเลยครับ
คำถามคือ บริษัทในอเมริกาทำยังไงถึงรักษาระดับการเติบโตของกำไรได้ดีขนาดนี้ ทั้งๆ ที่กำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วไป อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามในสัดส่วนที่เท่ากัน? มีโค้ด 1 ของ Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนานที่เคยพูดไว้ตั้งแต่ปี 1999 ครับ ตอนนั้นปู่ Buffett บอกประมาณว่า "มันต้องมองโลกในแง่ดีอย่างไร้เหตุผลเลยนะ ถึงจะเชื่อว่าสัดส่วนกำไรหลังหักภาษีของบริษัทเอกชน เมื่อเทียบกับ GDP จะสามารถยืนระยะอยู่เหนือระดับ 6% ได้อย่างยั่งยืน"
ตัวเลข 6% คือสิ่งที่ปู่ Buffett เคยตั้งข้อสังเกตไว้เมื่อ 26 ปีที่แล้วครับ แต่คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า ณ ไตรมาส 4 ของปี 2025 กำไรหลังหักภาษีของบริษัทเอกชนในสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP ทะลุไปอยู่ที่ราว 12% แล้วครับ 12% นั่นคือเป็นเท่าตัวจากระดับที่ Buffett เคยบอกว่าแค่ 6% ก็เยอะแล้ว และที่น่าสนใจคือ มันสามารถยืนอยู่เหนือระดับ 10% มาได้ยาวนานหลายปีแล้ว
ในทางเศรษฐศาสตร์ตามตำราเป๊ะๆ สิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ยากครับ เพราะถ้าอุตสาหกรรมไหนทำกำไรได้สูงปรี๊ด คู่แข่งก็จะเริ่มเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด มีการแข่งขันด้านราคา จนในที่สุดอัตรากำไรก็ควรจะปรับตัวลดลงมาสู่จุดสมดุล หรือในอีกมุมหนึ่ง ถ้าบริษัทมีกำไรสูง แต่รายได้ของคนทำงานไม่ค่อยเพิ่ม ท้ายที่สุดกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจก็จะถดถอย ซึ่งก็จะวนกลับมากระทบยอดขายของบริษัทอยู่ดี นี่คือกลไกปกติของระบบเศรษฐกิจครับ
แต่สิ่งที่ทำให้กำไรของบริษัทเหล่านี้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับการทำงานของสถาบันที่ทรงอิทธิพลอย่างธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟดครับ กลไกนี้ทำงานยังไง ผมจะลองสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ นะครับ
ลองนึกภาพว่า เฟดเป็นเหมือนหมอประจำตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาครับ ทุกครั้งที่คนไข้มีอาการปวดหรือสะดุด หมอก็จะฉีดยาแก้ปวดให้ ซึ่งยาแก้ปวดตัวนี้ก็คือการลดดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ และการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE ที่เราคุ้นหู อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ที่หมอกล้าให้ยาตัวนี้ได้เรื่อยๆ ก็เพราะคนไข้ไม่มีอาการแพ้ยา หรือพูดในภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือ เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ หมอเลยฉีดได้สบายใจ
และเมื่อสภาพคล่องในระบบมีสูง บวกกับดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ กลุ่มที่ได้ประโยชน์และเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำได้ดีที่สุด ก็มักจะเป็นองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่ครับ เมื่อบริษัทใหญ่มีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง พวกเขาก็มีทางเลือกในการบริหารจัดการเงินมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปควบรวมกิจการ และที่เห็นได้ชัดเจนมากในช่วงหลายปีมานี้ คือการนำเงินสดไปซื้อหุ้นของบริษัทตัวเองคืน หรือที่เรียกว่า Stock Buyback ครับ กลไกนี้ทำให้จำนวนหุ้นในตลาดลดลง กำไรต่อหุ้นก็เลยดูสูงขึ้น ซึ่งก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น สร้างความพึงพอใจให้กับนักลงทุน ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานในภาคเศรษฐกิจจริง อาจจะไม่ได้เติบโตร้อนแรงเท่า
มันเลยเกิดเป็นข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์หลายท่านครับว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากๆ อาจจะส่งผลดีต่อบริษัทขนาดใหญ่และผู้ถือครองสินทรัพย์ มากกว่าภาคแรงงานทั่วไป และตาข่ายนิรภัยทางการเงินตรงนี้นี่แหละครับ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน จนเกิดเป็นวัฒนธรรม "buy the dip" ที่เราเห็นกัน
แต่นี่แหละครับ คือประเด็นสำคัญและเป็นหัวใจหลักที่เราอยากนำมาวิเคราะห์กันในวันนี้ สิ่งที่อนุญาตให้เฟดสามารถใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำและอัดฉีดเงินได้ อย่างต่อเนื่องในอดีต ก็คือภาพแวดล้อมที่เงินเฟ้อต่ำครับ หรือกลับมาที่เมตตาฟอร์เดิม คือคนไข้ไม่แพ้ยา ในช่วงยุคปี 2000 จนถึงช่วงก่อนโควิด เงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาค่อนข้างต่ำและทรงตัว เฟดเลยมีความยืดหยุ่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจสูงมาก
แต่ภาพในปัจจุบันมันมีความท้าทายมากขึ้นครับ ถ้าเรามาดูสถานการณ์จริง ณ วันนี้ เฟดได้ลดดอกเบี้ยมาบ้างแล้วนะครับ จากจุดสูงสุดที่ 5.5% ลงมาอยู่ที่ 3.5-3.75% แต่ประเด็นคือ มันยังห่างไกลจากยุคดอกเบี้ยเกือบศูนย์ที่เราเคยเห็นในอดีตมากๆ ครับ
แล้วทำไมเฟดถึงไม่ลดดอกเบี้ยให้ต่ำกว่านี้ล่ะ? ก็เพราะคนไข้เริ่มแพ้ยาแล้วครับ เงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกายังวนเวียนอยู่ในช่วง 2.7-3% ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอยู่ดี แถมยังมีปัจจัยใหม่ที่มากดดันเพิ่มอีกครับ นั่นคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งดันราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้น และราคาพลังงานที่สูงขึ้น ก็วนกลับมาทำให้เงินเฟ้อหนืดขึ้นไปอีก
บริบทนี่แหละครับ ที่ทำให้เครื่องมือของเฟดมีข้อจำกัดมากขึ้น เมื่อเงินเฟ้อยังเป็นความเสี่ยง เฟดก็ไม่สามารถกลับไปใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เพื่อพยุงตลาดแบบเดิมได้ง่ายๆ อีกต่อไป ในทางกลับกัน เฟดอาจจะต้องคงดอกเบี้ยในระดับที่สูงกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้นานขึ้น หรือที่เรียกว่า "Higher for longer" เพื่อดูแลเงินเฟ้อ
และที่เพิ่มความน่าจับตามองไปอีกขั้น ก็คือตอนนี้เรากำลังจะเห็นการเปลี่ยนตัวประธานเฟดครับ วาระของ Jerome Powell กำลังจะหมดลงในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมี Kevin watch ที่ถูกเสนอชื่อเข้ามาแทน ซึ่งตลาดก็จับตาดูอยู่ว่าผู้นำคนใหม่จะพาทิศทางนโยบายการเงินไปทางไหน จะเร่งลดดอกเบี้ย หรือจะยังคงระมัดระวังเรื่องเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนตรงนี้ก็เป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังไว้ด้วยครับ
ในมุมมองการวิเคราะห์ส่วนตัวของผม ถ้าสภาวะดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำเหมือนเดิมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่ได้โตหวือหวา ต้นทุนทางการเงินของบริษัทต่างๆ ก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย สัดส่วนกำไรบริษัทเมื่อเทียบกับ GDP ที่เคยอยู่สูงทะลุ 12% ก็อาจจะมีแนวโน้มทยอยปรับฐานกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยในอดีตได้ครับ ซึ่งการปรับตัวกลับสู่สมดุลนี้ เคยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนมาแล้วในอดีต
ฟังมาถึงตรงนี้ คุณผู้ฟังอาจจะเริ่มรู้สึกกังวลว่า ซี แล้วแบบนี้เราควรจะทำยังไงดี? ต้องขายหุ้นทิ้งหมดเลยมั้ย? ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ การคาดเดาตลาดและตัดสินใจล้างพอร์ตทั้งหมดเวลา มีความกังวล อาจจะไม่ใช่วิธีการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุดครับ เพราะบ่อยครั้งตลาดก็ไม่ได้เคลื่อนไหวตามที่เราคาดคิดเป๊ะๆ
ในโลกของการลงทุนครับ ท่ามกลางความไม่แน่นอน มักจะเกิดสิ่งที่เราเรียกว่า "sector rotation" หรือการหมุนเวียนของเม็ดเงินเสมอครับ เม็ดเงินลงทุนมักจะฉลาดพอที่จะไหลออกจากกลุ่มสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์เต็มมูลค่าไปแล้ว และไหลไปหาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ หรือปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่ทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจได้
ลองมาดูตัวอย่างเชิงวิเคราะห์กันครับว่า ในสภาวะที่ดอกเบี้ยยังไม่ต่ำ แต่เศรษฐกิจก็ไม่ได้ถดถอยหนัก นักลงทุนสถาบันมองหาสินทรัพย์แบบไหน? ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่านี่เป็นการยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อตามแต่อย่างใดครับ
กลุ่มแรกที่เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจคือ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ หรือไบโอเทคครับ ทำไมกลุ่มนี้ถึงน่าจับตาในยุคดอกเบี้ยที่ไม่ต่ำก็เพราะ ในเชิงพื้นฐาน นวัตกรรมทางการแพทย์มักจะมีความต้องการที่ค่อนข้างคงที่ครับ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ ดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำ ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ คนยังต้องใช้ยา ยังต้องรักษาตัว เมื่อมีการค้นพบตัวยาใหม่ๆ ก็มักจะดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนได้เสมอ พูดง่ายๆ คือมันเป็นอุตสาหกรรมที่รายได้ไม่ค่อยผูกกับวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือระดับดอกเบี้ยมากนักครับ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็เริ่มเห็นกระแสเงินทุนให้ความสนใจในกลุ่มนี้มากขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมนะครับว่าอุตสาหกรรมนี้มีความเสี่ยงเฉพาะตัวสูงมาก ทั้งเรื่องการทดลองที่ไม่สำเร็จ หรือกฎระเบียบของรัฐ
ตัวอย่างกลุ่มที่ 2 ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มพูดถึงคือ กลุ่มเหมืองแร่และโลหะพื้นฐาน หรือ base metal ครับ เวลาเราพูดถึง AI ภาพจำแรกของเราคือหุ้นเทคโนโลยีใช่ไหมครับ? แต่ในความเป็นจริง Data Center ที่เป็นสมองกล AI จำเป็นต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพมหาศาล ทั้งสายไฟ ระบบทำความเย็น ซึ่งต้องพึ่งพาทองแดงและโลหะพื้นฐานต่างๆ เป็นจำนวนมาก ผสมผสานกับกระแสที่หลายประเทศพยายามพึ่งพาตัวเองด้านการผลิตมากขึ้น ทำให้ความต้องการทรัพยากรเหล่านี้มีแนวโน้มเติบโต ที่สำคัญคือความต้องการโลหะพื้นฐานเหล่านี้ มันเป็น structural demand ครับ ไม่ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ย Data Center ก็ยังต้องสร้าง สายไฟก็ยังต้องเดิน นี่เป็นตัวอย่างของการมองเทรนด์แบบเจาะลึกลงไปถึงต้นน้ำครับ แต่แน่นอนว่าสินค้าโภคภัณฑ์นั้นมีความผันผวนด้านราคาสูงมาก ตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกครับ
ก่อนที่เราจะจากกันไปในวันนี้ ผมขอสรุปประเด็นที่เราชวนคุยกันมาให้ฟังสั้นๆ 4 ข้อนะครับ
ข้อแรก ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา กับเศรษฐกิจจริง กำลังเดินกันคนละความเร็วครับ S&P 500 โต 27% ในรอบปี ขณะที่ GDP โตแค่ 2% ช่องว่างนี้มีเหตุผลรองรับอยู่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะยั่งยืนไปตลอด
ข้อที่ 2 กลไกที่เคยพยุงตลาดมาตลอดคือกำไรบริษัทที่อยู่สูงถึง 12% ของ GDP ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากยุคดอกเบี้ยต่ำที่เปิดทางให้ buy back และต้นทุนเงินถูก แต่ยุคนั้นผ่านไปแล้ว
ข้อที่ 3 หมอของเศรษฐกิจอย่างเฟด กำลังอยู่ในจุดที่ลำบากครับ คนไข้เริ่มแพ้ยา เงินเฟ้อยังหนืด ราคาน้ำมันถูกดันจากสงคราม แถมยังกำลังเปลี่ยนตัวหมอ ทั้งหมดนี้หมายความว่า เราไม่ควรนับว่าเฟดจะมาช่วยกู้ตลาดได้เหมือนเดิมเสมอไป
และข้อที่ 4 ถ้าเราจะลงมือทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่ทำได้จริงคือกระจายความเสี่ยงครับ ศึกษาว่าเม็ดเงินกำลังหมุนไปไหน มองหาอุตสาหกรรมที่มีดีมานด์เฉพาะตัว ไม่ผูกติดกับวัฏจักรดอกเบี้ยจนเกินไป และที่สำคัญ อย่าเอาเงินทั้งหมดไปฝากไว้กับความเชื่อว่า "buy the dip" จะได้ผลเสมอครับ
โลกของการลงทุนเป็นเรื่องของการเรียนรู้และการปรับตัวอยู่เสมอครับ ไม่มีใครรู้อนาคตที่แน่ชัด แต่การทำความเข้าใจบริบททางเศรษฐกิจ จะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีสติและสบายใจมากขึ้นครับ ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน ถ้าเรามีหลักการที่ชัดเจน เราก็จะผ่านมันไปได้ครับ
ถ้าคุณผู้ฟังชอบเนื้อหาแนววิเคราะห์เจาะลึก แต่ยังคงความฟังสบายแบบนี้ ผมรบกวนช่วยกดไลก์ กดแชร์ให้กับคลิปนี้ด้วยนะครับ เพื่อเป็นกำลังใจเล็กๆ ให้ผม และอย่าลืมกดติดตาม พร้อมกดกระดิ่งแจ้งเตือนช่อง Cy Investor เอาไว้ด้วยนะครับ คุณจะได้ไม่พลาดการพูดคุยเรื่องการลงทุนดีๆ ที่เราจะนำมาฝากกัน
ก่อนจากกัน ผมมีคำถามอยากชวนคุยครับ จากเรื่องที่เราคุยกันวันนี้ คุณผู้ฟังคิดว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้น หรือกลุ่มอุตสาหกรรมไหนที่น่าจะยังเติบโตได้ดี ท่ามกลางดอกเบี้ยที่อาจจะยังทรงตัวในระดับสูงครับ? พิมพ์คอมเมนต์แชร์ไอเดียของคุณไว้ที่ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ เรามาแลกเปลี่ยนความรู้กันครับ
สำหรับวันนี้ ผม ซี ต้องขอตัวลาไปก่อน ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการลงทุน และนอนหลับฝันดีนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดีครับ