📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เล่าเรื่องลี้ลับ กับ หนุ่ม คงกระพัน | เรื่องเล่าเสือสมิง | ตำนานเสือสมิง

หนุ่มคงกระพัน official30:00

Transcription

สวัสดีครับ ขอต้อนรับท่านผู้ฟังทุกท่าน เข้าสู่เล่าเรื่องลี้ลับกับหนุ่มคงกระพัน ครับ ในวันนี้นะครับ ผมจะมาเล่าเรื่องลี้ลับที่เรียกได้ว่ามีผู้คนขอเข้ามามากมายที่สุดเรื่องหนึ่งของช่องหนุ่มคงกระพัน official เลยนะครับ

เรื่องราวลึกลับนี้ เป็นเรื่องราวของเสือสมิง ที่ในตำนานนั้น ว่ากันว่าเสือสมิงนั้นมักจะเกิดจากคนที่ มีอาคมแก่กล้านะครับ แต่ว่าไม่สามารถควบคุมวิชาอาคมอันแก่กล้าของตนเองไว้ได้ ทำให้แปลงร่างกลายเป็นเสือ แล้วเมื่อลุ่มหลง ในวิชาดังกล่าวมาก จากมนุษย์ที่กลายเป็นเสือ ก็ทำให้คืนร่างเดิมไม่ได้แล้ว ต้องคอยอาศัยอยู่ในป่าลึก เพื่อคอยกัดกินผู้ที่ผ่านไปผ่านมาในป่า เรื่องราวลึกลับนี้นะครับ ก็ถูกเล่าต่อกันมาเป็นตำนานจากรุ่นสู่รุ่น มาถึงปัจจุบันนะครับ เสือสมิงก็ยังคงเป็นเรื่องราวลึกลับอาถรรพ์ของป่า ที่ได้ยินได้ฟังเมื่อไหร่ ก็ทำให้ขนลุกขนชันไปตามๆ กันเลยทีเดียวล่ะครับ

เอาล่ะครับ วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องราวตำนานของเสือสมิงให้ท่านผู้ฟังฟังในเล่าเรื่องลี้ลับกับหนุ่มคงกระพันนะครับ หากท่านผู้ฟังชอบเรื่องราวในช่องของผม ก็รบกวนกดไลค์ กดแชร์ และกดติดตาม เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผม หนุ่มคงกระพัน ทำคลิปดีๆ ต่อไปนะครับ

ท่านผู้ฟังครับ เสือสมิงเป็นหนึ่งในตำนานวิญญาณร้ายที่แฝงกายอยู่ในป่าลึก และมักจะใช้เล่ห์เพทุบายหลอกล่อผู้ที่เดินทางผ่านไปผ่านมาในป่า เอาไปเป็นเหยื่อ และได้กลายเป็นหนึ่งในอาถรรพ์ที่คนเดินป่าทั้งหลาย ต่างหวาดกลัว และเล่าขานสืบต่อกันมาให้ลูกหลานได้ระมัดระวังตัวกันมาจนถึงปัจจุบันนี้นะครับ

ตามที่กล่าวไว้ในตำนานระบุเอาไว้ว่า เสือสมิงนั้น ก็มักจะเป็นคนที่กลายเป็นเสือ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นจากอาถรรพ์ของไสยเวทย์ และเสือสมิงนั้น ก็จะมีฤทธิ์อำนาจมากกว่าเสือธรรมดามากมายนัก เสือสมิงชื่นชอบการจับคนไปกินเป็นอาหาร หลังจากนั้น ดวงวิญญาณของคนที่ถูกเสือสมิงจับกิน ก็จะสิงสู่อยู่ในตัวเสือสมิง และทำให้เสือสมิงตนนั้น มีฤทธิ์มีอำนาจและมีอาถรรพ์มากยิ่งขึ้นครับ นอกจากนั้น เสือสมิงก็ยังสามารถแปลงกายเป็นคนที่ถูกกินได้อีกด้วย โดยการแปลงกายนั้น ก็มักจะทำเมื่อต้องการหลอกล่อเหยื่อรายต่อไป ถ้าเสือสมิงยิ่งกินคนมากขึ้นเท่าไหร่ พลังอำนาจและอิทธิฤทธิ์ของตนก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นอีกด้วยครับ

ตำนานของเสือสมิงนั้น ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์และวรรณคดีอยู่หลายครั้ง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การบันทึกในพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในครั้งที่เสด็จประพาสต้นไปยังจังหวัดจันทบุรีในปี พุทธศักราช 2419 โดยพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ได้เสด็จทางเรือ พระที่นั่งอัคราชวรเดชแล่นไปในชายฝั่งทะเลทิศตะวันออก การแปลพระราชฐานในครั้งนั้น จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้พระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น พระองค์ยังต้องการรับรู้ถึงความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งในระหว่างทางนั้น พระองค์ก็โปรดเสด็จเยี่ยมเยือนราษฎรและประพาสไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อให้รับรู้ถึงความเป็นอยู่ของราษฎรว่ามีความทุกข์ความสุขมากน้อยเพียงใด หรือที่เราเรียกกันว่า เสด็จประพาสต้นนั่นเองครับ

ระหว่างทางนั้นเอง พระองค์ก็ได้ทรงบันทึกว่า เมืองจันทบุรีในขณะนั้น เต็มไปด้วยป่าไม้ สัตว์ป่ามีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งช้าง ม้า นก เสือ และว่ากันว่า โดยเฉพาะเสือนั้น ก็มีอยู่มากเป็นอันดับต้นๆ ในป่าของประเทศไทยเลยทีเดียว และนอกเหนือไปจากนั้น ก็ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเสืออีกว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ชาวบ้านที่จันทบุรี จะถูกเสือเข้ามาจับไปกินถึงในบ้าน ลากเข้าไปในป่าเอาดื้อๆ สร้างความหวาดกลัวหวาดผวาไปทั่วเมืองจันทบุรี และในช่วงเวลานั้น ก็จะมีพรานผู้มีประสบการณ์ ก็มักจะให้ความเห็นว่า เสือดังกล่าว น่าจะเป็นเสือที่แก่ มีความเชื่องช้ามากแล้ว การจะจับสัตว์ในป่ากินสัตว์ในป่า นั้นมีความคล่องแคล่วว่องไว ก็คงเป็นไปได้ยาก จึงหันมาล่ามนุษย์แทน เพราะมนุษย์นั้น จะระวังตัวน้อยกว่าสัตว์อื่นๆ ในป่า มีที่อยู่เป็นประจำ ที่สำคัญเคลื่อนตัวช้ากว่าสัตว์ในป่ามากมาย

เรื่องราวของเสือกินคนนั้น ก็ทำให้ชาวบ้านหวาดผวา ไม่กล้าที่จะเข้าไปหาของในป่ากิน หรือแม้แต่เวลากลางคืน ก็จะไม่ค่อยเป็นอันหลับเป็นนอนกัน ต้องคอยหายามมาเฝ้า เพื่อไม่ให้เสือลากไปกิน นี่คือชีวิตของคนจันทบุรีในช่วงเวลา นั้น โดยเฉพาะคนที่อยู่ในชนบทและอยู่ใกล้ๆ ป่านะครับ เรื่องนี้จึงร้อนถึงหูพระเนตรพระกรรณ และร้อนถึงพระยาจันทบุรี จึงต้องออกมาช่วยประชาชน เพื่อกำราบเสือเหล่านี้ ซึ่งในขณะนั้น พระยาจันทบุรี ท่านก็ได้รวบรวมพรานผู้มีความชำนาญป่าเป็นจำนวนมาก เพื่อออกไปล่าเสือเหล่านี้ หากว่าใครไม่มีปืน หรือขาดอาวุธ ทางราชการก็จะจัดหาให้ ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก เสือจำนวนมากที่อยู่ใกล้ๆ ชนบท หรือตามหมู่บ้านรอบๆ บริเวณป่า ก็ถูกสังหารไปเป็นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือและพอจะมีแรงหนีไปได้ ก็หนีเข้าป่าลึกไป

หลังจากเหตุการณ์สงบได้ไม่นาน ก็เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีข่าวลือว่า มีเสือสมิงมาวนเวียนอยู่ในป่าจันทบุรี ซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงทราบ ก็ได้มีบันทึกเรื่องดังกล่าวเอาไว้ว่า ราษฎรหรือเกี่ยวกับเสือสมิงกันมาก จนทำให้มีความหวาดกลัวไปทั่ว เล่าสืบต่อกันว่า มีอาจารย์ชาวเขมรผู้หนึ่ง สามารถสร้างน้ำมันเสือสมิงขึ้นมาได้ ต่อมาศิษย์ทั้ง 3 คนของท่าน ได้แอบเอาน้ำมันดังกล่าวไปทา ปรากฏว่าทั้ง 3 ได้กลายร่างเป็นเสือสมิง ซึ่งตัวหนึ่งได้พลัดหลงจากเมืองเขมรมายังป่าแถบจันทบุรี บรรดาพ่อแม่ญาติพี่น้องของศิษย์ทั้ง 3 ก็ติดตามมาตั้งแต่ปากเขมรมาตลอด แต่ก็ยังจับไม่ได้สักที ระหว่างทาง เสือสมิงตัวดังกล่าว ก็ได้กัดคนตายมาโดยตลอด โดยมีคนตายที่พลิ้ว 2 คน ปากจั่น 1 คน ป่าสีเซ็นอีก 2 คน รวมทั้งหมดเป็น 5 คน อาจารย์เขมรนั้น ยังได้บอกอีกว่า หากว่าเสือสมิงนั้น ยังไม่เคยกินคน ก็จะสามารถทำให้กลับคืนร่างเป็นมนุษย์ได้ ด้วยการเอาไม้คานตี หรือไม่ก็เอากะลาครอบรอยเท้าเอาไว้ นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้เสือสมิงกลายเป็นคนได้ แต่ในครั้งนี้ คงจะไม่ได้ผล เพราะเสือสมิงตัวนั้น กัดคนตายมาแล้วถึง 5 คน นี่คือบันทึกของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 นะครับ

นอกจากเรื่องราวของเสือสมิงในพระราชหัตถเลขาของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 แล้ว ก็ยังมีเรื่องราวของเสือสมิงอีกเรื่องหนึ่ง ที่ถูกถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงของพระธุดงค์ผู้มีอาคมแก่กล้ารูปหนึ่ง โดยท่านได้เล่าเอาไว้ว่า ในครั้งที่ท่านได้เดินธุดงค์เพื่อฝึกปฏิบัติตนตามแนวทางของพระพุทธศาสนานั้น ท่านได้ผ่านไปถึงสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่แถบเชิงเขา ที่นั่นถือว่าเป็นสำนักสงฆ์ที่ดูวังเวงวิเวกมาก จนในตอนแรก ท่านก็ไม่คิดว่าที่นี่จะมีพระอาศัยอยู่ แต่เมื่อเข้าไปในสถานที่แห่งนั้น ก็พบว่ามีพระภิกษุรูปร่างหน้าตาดูอยู่รูปหนึ่งจำพรรษาอยู่ เมื่อพระธุดงค์ท่านนี้เข้าไปข้างใน ก็พบว่าข้าวของเครื่องใช้ถูกวางไว้อย่างระเกะระกะรกรุงรัง เหมือนไม่เคยผ่านการใช้งานมาเป็นเวลาหลายปี พระธุดงค์จึงเอ่ยถามพระภิกษุดังกล่าวว่า ในวัดนี้มีท่านอยู่องค์เดียวเองเหรอ พระภิกษุที่อยู่ที่นั่นก็ได้เล่าว่า พื้นที่แถวนี้มีเสือดุ จนทำให้ไม่มีพระภิกษุองค์ไหนกล้าจำพรรษานอกจากข้าพเจ้าเพียงรูปเดียวเท่านั้นล่ะ

พระธุดงค์ท่านนั้น เมื่อเข้าใจเรื่องราวแล้ว ก็ค่อยวางใจไปเปราะหนึ่ง แต่ก็ยังมีเรื่องให้แปลกใจอยู่นะครับ เพราะสำเนียงของพระภิกษุน่าดูรูปนั้น ดูพิกลแปลกๆ ว่าจะเป็นสำเนียงจำเพาะของคนแถบใดแถบหนึ่งก็ไม่ใช่ จะเป็นสำเนียงที่เหมือนกับว่าไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลยในเมืองไทย อีกทั้งรอบวัดก็เต็มไปด้วยข้าวของรกรุงรัง มีหญ้ารกเหมือนไม่มีคนพักอาศัยอยู่บริเวณนี้มานาน พระธุดงค์รูปนี้จึงตัดสินใจปักกลดอยู่บริเวณลานวัด ออกไปเพียง 100 เมตรเท่านั้น แต่ก็คิดอยู่ในใจว่า พระสงฆ์น่าดูรูปนี้ อาศัยอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน อยู่เพียงรูปเดียว และสถานที่ก็รกรุงรัง ดูวิเวกวังเวงเช่นนี้ ด้วยอากาศกิริยาที่แปลกๆ ของพระภิกษุรูปนั้น รวมไปถึงความผิดปกติโดยรอบของสถานที่ ก็ทำให้พระธุดงค์นึกถึงเรื่องราวที่เคยได้ยินมาว่า มีพระกลายเป็นเสือสมิง เพราะเกิดจากการศึกษาไสยเวทย์วิทยาคม จนสามารถกลายร่างเป็นเสือได้ แต่ด้วยความที่ศึกษาไสยเวทย์วิทยาคมผิดทาง หรือแก่กล้ามากเกินไป ก็ทำให้อาคมไสยเวทย์มนต์ดำนั้น กลับมาทำร้ายตัวเอง กลายเป็นเสือที่คอยจ้องจะทำร้ายผู้คนที่ผ่านไปมา ไม่ได้นึกถึงบาปบุญคุณโทษ หรือข้อธรรมะที่พระสงฆ์ควรจะปฏิบัติ หรือไม่แน่ว่าเสือสมิงตนนั้น ก็อาจจะเคยกัดกินหรือฆ่าพระธุดงค์มาแล้ว เลยทำให้เสือสมิงตนนั้น สามารถแปลงร่างกลายเป็นพระธุดงค์ได้

หลากหลายความคิดก็ผ่านเข้ามาในหัวของพระธุดงค์รูปนั้น แต่สำหรับหลวงพ่อที่เดินธุดงค์ท่านนี้ ท่านเองก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นพระธุดงค์ธรรมดาๆ ทั่วไป ท่านมีวิชาอาคมแก่กล้าติดตัวเช่นเดียวกัน หลังจากที่ปักกลดเสร็จ ช่วงเวลานั้น ก็เป็นเวลาที่ใกล้เย็นมากแล้ว ท่านได้เอาควายธนูไม้ภายในย่ามออกมา แล้วก็เสกคาถาปลุกควายธนู แล้วเอามาวางไว้ที่หน้ากลด พร้อมทั้งอธิษฐานจิตว่า ใครมุ่งร้ายกับข้า ก็ขอให้ราวี ใครมาดีก็อย่าไปทำร้ายเขา และในระหว่างคืนนั้นเอง ที่พระธุดงค์ท่านนั้นกำลังนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในกลด ท่านก็ได้ยินเสียงควายธนูที่ท่านเสกอาคมรุกคาถาไว้ พร้อมกับเสียงหายใจแรงดังฟืดฟาด ซึ่งเป็นเหมือนสิ่งบอกเหตุที่กำลังบอกว่า มีสิ่งน่ากลัวและชั่วร้ายกำลังใกล้เข้ามาหา ไม่นานนัก ท่านก็ได้กลิ่นสาบเสืออย่างรุนแรง ต่อมาก็มีเสียงควายธนูตะกุยดินอย่างหนัก เหมือนเตรียมจะสู้กับอะไรบางอย่าง หลังจากนั้น พระธุดงค์ท่านนั้นก็เห็นควายธนูกระโจนไปข้างหน้า ในความมืด แล้วก็เกิดเสียงดัง เหมือนกับว่ามันกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง นานกว่า 10 นาที หลังจากนั้น เสียงทั้งหมดก็เงียบงันไป

รุ่งเช้า พระธุดงค์ก็รีบเก็บกลด เก็บข้าวของอย่างเรียบร้อย รวมทั้งเจ้าควายธนูไม้ไผ่ ที่อยู่น่ากลัวอีกด้วย แต่หลังจากที่เก็บของเรียบร้อย ท่านสังเกตบริเวณโดยรอบ ก็ปรากฏว่ามีรอยคอยแปลกประหลาด ที่ดูเหมือนการต่อสู้ของสัตว์ขนาดใหญ่ 2 ตัว บริเวณป่ารกรอบๆ ก็ดูเหี้ยน มีรอยคล้ายๆ อะไรใหญ่ๆ ครูดไปครูดมาในดิน ท่านรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก พร้อมกันนั้น ก็ได้เดินเข้าไปในโบสถ์ภายในวัดเก่าๆ ร้างๆ แห่งนั้น เพื่อที่จะอำลาพระภิกษุน่าดูรูปดังกล่าว ปรากฏว่าพอเดินเข้าไปในอุโบสถหลังเก่าของวัด ภาพที่เห็นก็คือ พระภิกษุรูปดังกล่าว กำลังนอนอยู่บนเสื่อท่าทางอิดโรย เหมือนได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก แต่ก็ดูเหมือนว่าท่านยังอดทนพยายามเก็บอาการ แล้วก็ลุกขึ้นมาคุยกับท่าน พร้อมทั้งขอร้องว่า ให้พระธุดงค์อยู่ต่ออีกสักคืน แต่หลวงพ่อท่านนั้น ก็ปฏิเสธท่านไปแล้ว ให้เหตุผลว่า เพราะยังต้องไปธุดงค์ และยังต้องเดินทางไปอีกหลายแห่ง แล้วก็รีบเดินจากพระภิกษุท่านนั้นมาอย่างไม่หันหลังกลับไปอีกเลยนะครับ

และนี่ก็คือเรื่องเล่าอาถรรพ์แปลกประหลาด จากพระธุดงค์รูปหนึ่ง ที่ธุดงค์ในป่าเมื่อหลายสิบปีก่อนนะครับ นอกจากนั้น ก็ยังมีเรื่องราวของเสือสมิง ที่เล่าจากปากของพรานเฒ่าผู้ช่ำชองในป่าดงพญาเย็น เมื่อหลายสิบปีก่อนเช่นเดียวกัน พรานเฒ่าท่านนี้ ท่านมีวัยประมาณ 80 กว่าปีนะครับ ทำให้ทุกวันนี้ ท่านหันมาทำเกษตรกรรมเลี้ยงชีพแทนการล่าสัตว์ แต่ความทรงจำในขณะที่ยังเป็นพรานหนุ่ม ก็ยังคงจำได้อยู่เสมอ และมีเรื่องราวที่ผ่านเข้าท่านนี้ไม่เคยลืมเลือนไปเลย นั่นก็คือ เรื่องราวของเสือสมิง ที่พ่อของพรานเฒ่าท่านนี้เล่าให้ฟังสมัยที่ท่านยังอายุแค่ 6-7 ขวบเท่านั้น โดยคุณพ่อของพรานท่านนี้ ได้เล่าให้ฟังว่า ในสมัยนั้น ป่าดงพญาเย็น ยังใช้ชื่อเดิมว่า ดงพญาไฟ บรรดาสัตว์ป่าต่างๆ และสัตว์ร้ายต่างๆ นั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน เนื่องจากป่ามีความสมบูรณ์มาก และเป็นป่าดงดิบ ผู้คนที่เข้ามาในป่า ถ้าไม่ตายด้วยอาถรรพ์ป่า หรือสัตว์ป่าทำร้าย ก็อาจจะต้องตายด้วยไข้ป่าต่างๆ มากมาย ซึ่งครั้งหนึ่ง พ่อของท่านและเพื่อน ได้ออกไปล่าสัตว์เหมือนทุกครั้ง โดยมีการทำห้างบนต้นไม้ ซึ่งเป็นที่พักแรมอยู่สูงบนต้นไม้ ซึ่งห้างที่ว่านี้ ก็จะสร้างจากไม้กระดานเก่าๆ เพียงไม่กี่แผ่น ออกด้วยตะปูยึดติดกับต้นไม้ที่มีความสูงและแข็งแรง และในครั้งนั้น พ่อของพรานเฒ่าผู้นี้ ก็ได้ไปสร้างห้างที่ต้นประดู่ต้นใหญ่แห่งหนึ่งครับ

ขณะที่พ่อและเพื่อนๆ กำลังนั่งอยู่บนห้างนั้น สายตาก็กำลังจับจ้องมองหาเหยื่อที่เป็นสัตว์ป่าอยู่ด้านล่าง แต่กลับได้ยินเสียงร้องคำรามไปก้องป่า ทำให้ทุกคนพากันตกใจ สัตว์น้อยใหญ่ก็พากันวิ่งหนี เหมือนกับว่าหายนะกำลังจะมาถึง ไม่นานเจ้าของเสียงที่น่ากลัวน่าเกรงขามดังกล่าว ก็ปรากฏตัวเยื้องย่างอย่างช้าๆ อย่างไม่กลัวใคร สุดท้ายก็มาหยุดที่บริเวณหน้าต้นประดู่ ที่พ่อของพรานและเพื่อนๆ ทำห้างอยู่บนนั้นนั่นเองครับ ทุกคนเห็นเหมือนกันว่า เจ้าเสือยักษ์นั้น มีร่างกายที่กำยำ กรงเล็บที่ยาว และดูเหมือนว่ามันพร้อมที่จะตะปบเหยื่อที่เข้ามาใกล้ๆ ได้อย่างน่ากลัวที่สุด แต่ที่น่าหวั่นเกรงที่สุด ก็คือแววตาที่แดงก่ำ ไม่เหมือนกับเสือธรรมดาทั่วๆ ไป นอกจากรูปร่างหน้าตาที่น่ากลัว ไม่เหมือนกับเสือทั่วไปแล้ว กลิ่นสาบจากตัวของมัน ก็ยิ่งรุนแรงมากกว่าเสือทั่วๆ ไปอีกหลายเท่าเลยทีเดียวล่ะครับ สิ่งที่ทุกคนกังวลมากในขณะนั้น ก็คือหากว่าเจ้าเสือร้ายตัวนี้ สามารถปีนต้นไม้ขึ้นมาบนห้างได้ เชื่อว่าทุกคนคงไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน นั่นก็คือต้องตายอย่างแน่นอน

และท่ามกลางความมืดมิดเงียบสงัดของค่ำคืนในวันนั้น ในขณะที่ทุกคนกลัวจนทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้น พ่อของพรานท่านนี้ ก็จึงตั้งสติ เพราะในใจก็คิดว่า เสือตัวนี้ไม่น่าจะเป็นเสือธรรมดาอย่างแน่นอน และน่าจะเป็นเสือสมิงในตำนาน ยังไม่ต้องสงสัยแน่ๆ ท่านทำอย่างไร รู้ไหมครับ ท่านตั้งนะโม 3 จบ ต่อจากนั้น ก็ท่องด้วยคาถาไล่เสือสมิง ที่เหล่าบรรพบุรุษของพราน ได้ส่งต่อสืบทอดกันมา หลังจากนั้น เพียงไม่นาน เจ้าเสือสมิงตัวดังกล่าว ก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว แล้วหายไปในลักษณะไหนทราบไหมครับ ไม่ได้วิ่งหายไปเหมือนเสือธรรมดาทั่วๆ ไปนะครับ แต่หายแบบสลายไปกับอากาศธาตุยังไงอย่างนั้นเลยทีเดียวล่ะครับ

หลังจากที่เจ้าเสือตัวขนาดยักษ์ตัวนั้นหายไป ทุกคน ที่อยู่บนห้างต่างก็อยากจะรีบกลับบ้าน โดยที่ไม่มีใครต้องการสัตว์ป่า หรือของป่าอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะทุกคนต้องการจะรักษาชีวิตของตนเอง และออกจากป่าแห่งนี้ไปอย่างปลอดภัย แต่ในช่วงเวลานั้น ก็เป็นช่วงเวลาที่ค่ำมืดแล้ว กว่าจะได้ออกจากป่า ก็คงจะถูกเสือกินอย่างแน่นอน และเชื่อว่า แม้ว่าเสือสมิงตัวนี้จะหายไป แต่มันก็คงอยู่ไม่ไกลห้างแห่งนี้ และถ้าเราออกจากป่าไปตอนนี้ คิดว่าพวกเราทุกคน ก็คงจะเป็นเหยื่อเจ้าเสือสมิงตัวนี้แน่ๆ ดังนั้น ทุกคนบนห้าง จึงตกลงกันว่า เดี๋ยวพอถึงเวลารุ่งสางของวันพรุ่งนี้ เราก็จะกลับบ้านกัน คืนนี้เราคงจะต้องพักแรมกันที่นี่ก่อน เมื่อเข้าสู่เวลาดึกสงัด ทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตารอให้ตะวันขึ้นอย่างรวดเร็ว ป่าโดยรอบก็เงียบสงัดวังเวงมากยิ่งขึ้น ยิ่งดึกเท่าไหร่ ความเงียบสงัด ความเย็นของผืนป่า และความวังเวง ก็ยิ่งมากขึ้นทุกที ทำให้บรรยากาศรอบๆ ตัวก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นหลายเท่าเลยทีเดียวล่ะครับ มีเพียงแต่คบเพลิง แล้วก็ไฟฉายเล็กๆ เท่านั้น ที่พอจะทำให้ทุกคนอุ่นใจ

และในขณะที่ทุกคนเหน็ดเหนื่อย และใกล้กำลังจะเคลิ้มหลับในช่วงเวลาดึกสงัดนั้น ทันใดก็ได้ยินเสียงคนสองคน กำลังเรียกพ่อของพรานเฒ่าและเพื่อนๆ อยู่ ทุกคนตกใจ และลืมตาขึ้น และเมื่อมองตามเสียงลงไปด้านล่าง ก็พบเห็นผู้ชายคนหนึ่ง กับผู้หญิงคนหนึ่ง อายุประมาณ 20 กว่าๆ แต่งตัวคล้ายกับชาวบ้านทั่วๆ ไป กำลังเรียกให้ทุกคนลงไปหา โดยบอกว่าเป็นชาวบ้านที่หลงป่าอยู่นานแล้ว อยากจะขอขึ้นไปพักบนห้างด้วย แต่ก็ขึ้นไปไม่ได้ ให้พวกเราที่อยู่บนห้างนั้น ช่วยลงมาเอาตัวขึ้นไปหน่อย เมื่อทุกคนบนห้าง ได้ยินอย่างนั้น ก็มีเพื่อนของพ่อพรานคนหนึ่ง บนห้าง ก็มีความอยากที่จะลงไปช่วยหนุ่มสาวคู่นั้น เพราะคงเกิดความเห็นใจว่า พวกเขาหลงป่าอยู่นานแล้ว คงจะไม่พบเจอใคร มีความลำบาก อยากจะไปช่วยเหลือเขา และแถมหญิงชายคู่นี้ ก็คงเป็นคนในละแวกหมู่บ้านของเรา เพราะไม่อย่างนั้น จะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของพวกเราได้อย่างไร

แต่ในขณะที่เพื่อนของพ่อ กำลังจะลงไปรับ พ่อของพรานเฒ่าท่านนี้ ก็พบสิ่งผิดปกติของชายหญิงคู่นี้ นั่นก็คือ คนทั้งสองไม่กล้าสบตาคนข้างบน ขณะพูดก็ก้มหน้าก้มตา นอกจากนั้น ผู้หญิงและผู้ชาย 2 คนนี้ ก็มีกลิ่นแปลกๆ มีกลิ่นตัวที่แรงมาก คล้ายๆ กับกลิ่นสาบเสือ ที่พวกเขาเพิ่งได้กลิ่นเมื่อตอนหัวค่ำของค่ำคืนในวันนั้นนั่นเอง พ่อของนายพรานก็เตือนเพื่อนคนนั้น บอกว่า เฮ้ย อย่าลงไปเด็ดขาดนะเว้ย เชื่อฉันเถอะน่า จะมีอะไรแปลกๆ แล้วล่ะ แล้วพ่อของนายพรานก็ได้ไล่ใช้หญิงคู่นั้น ให้ไปพักที่อื่น แต่ทั้งสองก็ยังอ้อนวอน และไม่เดินไปไหน กลับเดินไปเดินมารอบๆ ต้นประดู่ ที่มีห้างนั้นอยู่ และพยายามที่จะเดินขึ้นมาบนห้างหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถไต่ขึ้นมาได้สักที ภายหลัง พ่อของนายพรานท่านนั้น เห็นท่าไม่ดี ไล่ก็ไม่ไป แถมยังพยายามที่จะปีนขึ้นมาบนต้นไม้นี้อีก พ่อของนายพรานท่านนั้น ก็ได้สวดมนต์แล้วบริกรรมคาถาไล่เสือสมิงอีกครั้ง หลังจากนั้น ชายหญิงทั้งสองคน ก็เดินหายเข้าไปในความมืด ไม่นานก็มีเสียงคำรามดังไปทั่วอีกครั้ง พร้อมกับมีเสือยักษ์ 2 ตัว กระโจนออกมาจากในป่า หนึ่งในนั้น ก็เป็นเจ้าตัวเคือง ที่เจอเมื่อตอนหัวค่ำ ซึ่งทุกคนก็ยังจำภาพของมันได้ดี ส่วนอีกตัวหนึ่ง เป็นเสือตัวใหม่ ที่ขนาดตัวก็ไม่แพ้ตัวแรกเลย เจ้าเสือทั้งสองตัว พยายามที่จะขึ้นมาบนห้าง แต่กระโจนยังไง ก็กระโจนไม่ถึง ทุกคนบนห้าง ตกใจตื่นกลัว เรียกได้ว่าหัวใจจะวาย บางคนแทบจะกระโดดห้างหนีเลยทีเดียวล่ะครับ

หลังจากนั้น พ่อของนายพราน ที่มีสติมากที่สุด ก็ นั่งบริกรรมคาถา และสวดมนต์ไล่เสือสมิงอีกครั้ง หลังจากบริกรรมอยู่หลายเที่ยว เสือสมิงทั้งสองตัว ก็กระโจนเข้าไปในป่า แล้วก็หายไปในความมืดอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่งสาง ทุกคนก็รีบหนีลงมาจากห้าง แล้วก็พากันรีบเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย พ่อของพรานเฒ่า จึงได้นำเรื่องราวดังกล่าว มาเล่าสู่ให้ลูกชายฟังตั้งแต่เล็กจนโต จนมาถึงปัจจุบัน เรื่องราวของเสือสมิงป่านี้ ก็ยังอยู่ในความทรงจำของพรานเฒ่าอายุ 80 ท่านนี้ไม่เคยเลือนหาย และยังเป็นคำสอน เป็นอุทาหรณ์ให้พรานรุ่นใหม่อยู่เสมอว่า ทุกครั้งที่เข้าป่า มีอันตราย มีอาถรรพ์ และถ้าพบเจอเรื่องราวแบบนี้ หรือมีผู้คนมาเรียกให้ลงจากห้างในเวลาค่ำคืนแบบนี้ ก็ห้ามลงเป็นอันขาด เพราะตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ก็อาจจะหมายถึงชีวิต และดวงวิญญาณก็ต้องตกเป็นทาสเสือสมิงอยู่ในป่าตลอดไป

อีกหนึ่งเรื่องราวของเสือสมิง ที่โด่งดังเป็นอย่างมาก จนมีการนำเรื่องราวของเสือสมิงนี้ไปลงในหน้าหนังสือพิมพ์ ทำให้ชื่อเสียงของเสือสมิงนั้น ได้กลับมาสร้างความหวาดกลัวอีกครั้ง โดยเรื่องนี้ ต้องย้อนเวลาไปถึงประมาณ 10 กว่าปี ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในแถบภาคเหนือของประเทศไทย โดยขณะนั้น ได้มีเสือตัวใหญ่ออกมาไล่ทำร้ายชาวบ้านในบ้านดังกล่าวอยู่เป็นประจำ ทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัวเป็นอันมาก จนไม่เป็นอันทำมาหากิน ซึ่งต่อมาก็ได้ขอความช่วยเหลือให้หน่วย ตชด. เข้ามาช่วย เมื่อหน่วย ตชด. เข้ามา ก็ออกล่าเสือร้ายตัวนั้นในทันที ด้วย ตชด. พยายามที่จะเข้าไปดักจับเจ้าเสือยักษ์ตัวที่ว่านี้ หลายครั้ง แต่เข้าไปทีไร ก็ยังไม่พบร่องรอยของมัน จนในที่สุด ในช่วงดึกของวันหนึ่ง บริเวณศาลาที่ตั้งของหน่วย ตชด. ในป่า ก็เกิดโยกเยกโอนเอนไปมาทั้งหมด ทุกคนต่างตกใจ ปรากฏว่าเมื่อมองไป เป็นเจ้าเสือยักษ์ขนาดใหญ่ตัวดังกล่าว ยืนอยู่ที่โคนเสาที่ศาลาของหน่วย ตชด. นั่นเอง ไม่รอช้า เจ้าหน้าที่ ตชด. ในขณะนั้น ก็พากันยิงกระหน่ำใส่เจ้าเสือตัวนั้น จนคิดว่าน่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากนั้น เจ้าเสือยักษ์ตัวนั้น ก็วิ่งหนีเข้าป่าไป พอถึงรุ่งเช้า หน่วย ตชด. ก็ออกแกะรอยเจ้าเสือตัวดังกล่าว ที่ได้รับบาดเจ็บวิ่งหนีเข้าป่าไป โดยใช้วิธีตามรอยเลือดไป สุดท้าย พอตามเข้าไปในป่าลึก เจ้าหน้าที่ ตชด. ก็เดินมาหยุดที่บริเวณเนินดินแห่งหนึ่ง ด้วยความสงสัย จึงช่วยกันขุดดินในบริเวณนั้นขึ้นมา ปรากฏว่าสิ่งที่พบอยู่ใต้พื้นดิน ก็คือศพของชายคนหนึ่ง ซึ่งท่อนบนนั้นเป็นมนุษย์ ส่วนท่อนล่างนั้นเป็นเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคน และผู้พบเห็นในขณะนั้น พากันตกใจ ถึงกับพูดอะไรไม่ออกกันเลยทีเดียวครับ จึงนำเรื่องดังกล่าวไปสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ในบริเวณนั้น ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลาย ต่างก็ให้ความเห็นตรงกันว่า ชายคนนั้นน่าจะเป็นเสือสมิง แต่ยังไม่เป็นเสือสมิงที่สมบูรณ์นัก เนื่องจากอาคมยังไม่แก่กล้าพอ และสาเหตุที่เป็นเสือสมิงนั้น เพราะว่าอาจจะไปผิดผี แต่จะไปผิดผีอย่างไรนั้น ก็ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ และเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา แต่ภาพที่เห็น และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ก็สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับเจ้าหน้าที่ และชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้น และกลายเป็นเรื่องเล่าที่เป็นตำนานของเสือสมิงให้กับบริเวณนั้นเรื่อยมาครับ

จากเรื่องทั้งหมดที่ได้ฟังมานี้นะครับ ไม่ว่าเรื่องราวของเสือสมิงจะไปเกิด ณ สถานที่ใด หรือในป่าดงดิบแห่งใดก็ตาม คนโบราณก็มักจะพูดไปในทำนองเดียวกันว่า เสือสมิงนั้น มักจะเกิดจากผู้ที่มีอาคมแก่กล้า ลุ่มหลงในไสยเวทย์มนต์ดำ แล้วศึกษาร่ำเรียน คุณสามารถแปลงกายเป็นเสือได้ แต่บางครั้ง เมื่อแปลงกายเป็นเสือได้แล้ว ก็ไม่สามารถกลับคืนร่างเดิมได้ ดังนั้น จอมขมังเวทย์ ที่เป็นมนุษย์ แต่เข้าไปอยู่ในร่างของเสือร้าย จึงต้องออกไล่ล่า และเมื่อฆ่าคน สร้างบาปสร้างกรรมมากขึ้น ดวงวิญญาณและความอาฆาตจากผู้คนที่เสียชีวิตเหล่านั้น ก็ยิ่งทำให้เสือสมิงตัวนั้น มีความเฮี้ยนและมีอาถรรพ์มากขึ้น และต้องคอยอาศัยอยู่ในป่าลึก เพื่อคอยกัดกินผู้คนที่ผ่านไปมา แล้วก็ต้องใช้เล่ห์กลอุบาย ด้วยการแปลงกายเป็นคน หรือมนุษย์ที่ตนเองได้กัดกินและคร่าชีวิตพวกเขาไป สร้างบาปสร้างเวรสร้างกรรมอยู่ในป่าดงดิบลึกถ้ำลึกอยู่ในวังวนแห่งความมืดของมนต์ดำตลอดไปครับ

และนั่นก็คือเรื่องราวตำนานของเสือสมิง ที่หนุ่มคงกระพัน official นำมาเล่าให้ท่านผู้ฟังฟังนะครับ ถ้าหากว่าท่านผู้ฟังชอบเรื่องราวเหล่านี้ ท่านผู้ฟังก็สามารถหาอ่านได้นะครับ จากหนังสือของสำนักพิมพ์เพชรประกาศ ก็ต้องขอบคุณเรื่องราวจากสำนักพิมพ์เพชรประกายด้วยนะครับ ท่านผู้ชมนะครับ ต้องการจะสนับสนุนและอุดหนุนหนังสือจากสำนักพิมพ์เพชรประกายนะครับ ก็สามารถเข้าไปสั่งได้ที่เว็บไซต์ หรือเพจของสำนักพิมพ์เพชรประกาศนะครับ สำหรับวันนี้ หมดเวลาแล้วครับ พบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีครับ

ถ้าท่านผู้ชมชอบเรื่องราวสนุกสาระดีในสไตล์หนุ่มคงกระพัน official นะครับ ก็สามารถดูต่อได้เลยครับ นี่กดตรงนี้ครับ ดูต่อได้เลย เรื่องนี้ก็สนุกนะครับ แล้วถ้าหากอยากเป็นกำลังใจให้กับหนุ่มคงกระพันนะครับ ก็สามารถกดติดตามได้เลยตรงนี้ กดเลยนะครับ แล้วถ้าหากอยากให้ผมยิ้มทั้งวันนะฮะ กดกระดิ่งเลย ผมจะไปหาท่านผู้ชมทุกวันเลย ครับ