📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เคสเดียว เอามา "ขู่" ทั้งประเทศ -- ระดับศาสตราจารย์ยังพลาด !?

Doctor Tany49:08

Transcription

สวัสดีครับ ตอนนี้ก็เห็นมีคนแชร์ข้อมูลว่า วัคซีนโควิด mRNA เนี่ย มันอยู่ในร่างกายได้นานมากนะครับ แล้วก็มีการแนบงานวิจัยมาอันนึงด้วยนะครับ อ่า วันนี้ผมก็เลยอยากจะเอางานวิจัยตัวนี้มาอ่านให้ฟังนะครับ ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้น มันจะมีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน อย่างไร เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะครับ

พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียวัณ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ ต้องบอกว่าเรื่องราวของโควิดเนี่ย มันก็จบไปตั้งนานแล้วนะครับ แล้วก็แน่นอน กลุ่มที่เขาไม่เห็นด้วยกับวัคซีนเนี่ย ยังคงทำหน้าที่ต่อไปนะครับ ซึ่งอันเนี้ย งานวิจัยครั้งนี้ก็แชร์ออกมาโดยศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งก็เป็นคนที่มีปัญหาหลายอย่างอยู่เหมือนกันนะครับ วันนี้ผมก็เลยอยากจะเอางานวิจัยที่เขาอ้างอิงมา แล้วก็อ่านให้เราฟังกันเลย ว่ามันมีปัญหาตรงไหน หรือไม่อย่างไรกันแน่ เดี๋ยวลองดูกันนะครับ

งานวิจัยตัวนี้นะครับ มีชื่อว่า "Unprecedented Persistance of Vaccine MRNA, Plasmid DNA, Spike Protein, and Genomic Regulation Over 3.5-5 Years Post COVID-19 mRNA Vaccination" นะครับ ตัวนี้เนี่ย ก็ต้องบอกว่ามันเป็น Case Report นะครับ อ่า เป็น Case Report ที่มีการตีพิมพ์เป็นแบบ Preprint นะครับ ก็คือยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากใครคนใดคนหนึ่งเลยนะครับ ซึ่งผมต้องบอกก่อนว่างานวิจัยครั้งนี้เนี่ย จะอ่านค่อนข้างยากนิดนึง แต่ผมจะสรุปให้สั้นๆ สำหรับคนที่ไม่คิดจะฟังจนจบคลิปนี้ เพราะว่ามันน่าจะยาวนะครับ ผมสรุปมาให้อย่างนี้เลยนะครับ

นี่ งานวิจัยชิ้นนี้เนี่ย มันเป็นอย่างมากก็เป็น Case Report นะครับ ก็คือมีคนป่วย 1 คนถ้วนนะครับ ตัวอย่าง n = 1 เลย แล้วก็ดีที่สุดก็ได้แค่เอามาใช้ในการตั้งสมมุติฐานเพื่อการวิจัยในอนาคตนะครับ ตอนนี้มันยังอยู่ในขั้น preprint ก็คือยังไม่ได้มีใครไปพิจารณางานนี้ว่าเขียนดีไม่ดี ถูกไม่ถูกอย่างไรนะครับ แต่ถ้าเข้าไปอ่านจริงๆ แล้วเนี่ย จะเจอเลยว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่เขาใช้ทดลองเนี่ย มันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นะครับ ถ้าใครอยากจะอยู่ฟังจนจบว่ามันไม่ดีตรงไหน ยังไง เดี๋ยวอยู่ฟังผมนะครับ แต่ถ้าเกิดว่าอยากจะฟัง สั้นๆ ก็แค่นี้เลยนะครับ

อ่ะ แล้วก็ที่เหลือ คืออันนี้เขาพยายามจะบอกว่าคนไข้คนเนี้ย มีอาการหลายอย่าง และทุกอย่างเขาจะบอกว่ามันเกิดจากวัคซีน ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขาเอามาเป็นข้อความสนับสนุนเนี่ย มันมีไม่เพียงพอ นะครับ ไม่สามารถบอกได้ว่าวัคซีนทำให้เกิดอาการแบบนี้ได้ แต่ภาษาที่เขาใช้ อ่า เขาจะบอกว่าอย่างนั้นนะครับ วิธีการเขียน เขียนไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะครับ ก็คือข้อแรกนะ เดี๋ยวจะเห็นเอง มันยาวมากจนเกินไป ยาวแบบยาวสุดๆ เลยนะครับ แล้วก็ใช้ภาษาที่บอกว่าวัคซีนเนี่ย มีปัญหาชัดเจน พยายามจะชี้แจงว่า เออ ทุกๆ อย่างมันเกิดปัญหาก็มาจากวัคซีนหมด ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้สรุปให้เห็นชัดเจนถึงว่า เออ มันเป็นอย่างนั้นได้ยังไงนะครับ เดี๋ยวอ่านไปก็จะเข้าใจเองนะครับ

ที่สำคัญนะครับ คือเวลาที่เขาเขียนเนี่ย ข้อความที่เขาเอามา มันมี Reference ใช่ไหมครับ ก็คือแหล่งอ้างอิงของเขามันมีแหล่งอ้างอิงหลายอันเนี่ย ที่มีปัญหา และตัวผู้เขียนเอง โดยเฉพาะคนที่ เป็น Senior Author นะครับ คนนี้เป็นคนที่ถูกถอดถอนวุฒิทางการแพทย์นะครับ ใบประกอบโรคศิลป์ของเขาทั้งความเชี่ยวชาญที่เขามี ทั้งหมดโดนถอนออกหมดเลยนะครับ และตัวเขาเองก็มีความเกี่ยวข้อง และเคยทำงานกับ Andrew Wakefield ซึ่งคนนี้เนี่ย เป็นคน ที่สร้างงานวิจัยปลอมเกี่ยวข้องกับว่า วัคซีนทำให้เกิดออทิสติก ซึ่งมันไม่เกิดแบบนั้น และ Wakefield เนี่ย เขาโดนถอดถอนใบประกอบโรคศิลป์เช่นกันนะครับ 2 คนที่โดนถอดถอนมาอยู่ร่วมกันนะครับ อ่า แล้วก็อีกอย่างนึงคือทำงานมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับ RFK ด้วยเหมือนกัน ซึ่งถ้าเราเข้าใจ RFK Junior นะ เขาจะเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับวัคซีนเลยตั้งแต่แรก ทั้งกลุ่มเนี่ย ค่อนข้างที่จะมีอคติสูงมากตั้งแต่แรกนะครับ ดังนั้นทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย ถ้าถามผมนะครับ งานวิจัยชิ้นนี้เนี่ย ไม่น่าจะได้ตีพิมพ์ในงานวิจัย หรือ เอ่อ ในวารสารที่ดังๆ แน่นอนนะครับ

อ่ะ ผมสรุปให้แบบนี้เลย จบเลย สั้นๆ นะครับ งานวิจัยตัวเนี้ย เชื่อไม่ได้ แต่ถ้าเกิดใครอยากจะลองดูว่าข้อความทั้งหมดที่ผมพูดไป มันจริงหรือไม่อย่างไร ฟังไปพร้อมกันเลยครับ อันนี้บอกเลยครับว่ามันยาวแน่ๆ นะครับ

อ่า ผมขอเริ่มต้นด้วยก้อนนี้ก่อนนะครับ อันนี้อย่างที่บอกครับ มันเป็น Case Report นะครับ Case Report เนี่ย ก็คืออย่างมากเลยนะ มันก็เอาไว้ใช้ในการสร้างสมมุติฐานอะไรบางอย่างเท่านั้น แล้วเราลองดูชื่อของบุคคลที่แต่งครับ คนสุดท้ายนี่เลยครับ Peter A. McCullough ซึ่งตอนช่วงนั้นน่ะ เขาทำงานอยู่ที่ Baylor นะฮะ แล้วเค้าเนี่ย มีปัญหาช่วงโควิดมันระบาดใหม่ๆ เขาเป็นคนที่ปล่อยข้อมูลเท็จเกี่ยวข้องกับวัคซีน เอ่อ มีการทำวิจัยว่าใช้ยาฆ่าพยาธิ Ivermectin รักษาโควิดได้ ซึ่งมันไม่ได้นะครับ แล้วก็ทำว่ายา Hydroxychloroquine บอกว่าสามารถใช้รักษาโควิดได้ แต่ตอนหลังวิจัยตัวนั้นถูกถอดถอน เพราะว่ามีการปลอมแปลงข้อมูล รู้กันทั่ววงการทางการแพทย์นะครับ ปลอมแปลงข้อมูล ทุกคนก็โดนกำหนดงานตัวนั้นก็ถูกถอดถอนนะครับ ดังนั้นนี่เลยครับ ในเดือนมกราคม 2025 ทางอเมริกามีมติถอดถอนใบประกอบโรคศิลป์ของเขา ทั้ง Internal Medicine คืออายุรกรรม และทางด้านของ Cardiology คือทางด้านของโรคหัวใจ เขาถูกถอดถอนออกหมดเลยนะครับ แต่เขาก็มีการไปก่อตั้งนี่เลยครับ นี่ McCullough Foundation ของเขา ซึ่งทั้งหมดที่เขาทำงานในเนี้ย ก็เป็นกลุ่มที่เขาไม่เห็นด้วยกับวัคซีนทั้งหมด มีการทำงานวิจัยกับ Andrew Wakefield และ Robert F. Kennedy Junior นะครับ อ่า ถ้าใครจำ Wakefield ได้ ผมเคยทำคลิปไปแล้วนะ ครับว่าตัว Andrew Wakefield เองเนี่ย เขามีปัญหายังไง เขาสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวข้องกับวัคซีน ทางด้านของ อ่า วัคซีนหัดเยอรมันคอตีบนะครับ ซึ่งตัวเขาเอามา รับสินบนมาจากทนายที่จงใจให้เขาสร้างข้อมูลปลอมมา เพื่อที่จะให้ลูกความของเขาชนะนะครับ ถ้าจำไม่ได้ ลองไปย้อนคลิปนั้นดูนะครับ ผมเล่าไว้อย่างละเอียดเลยนะครับ

งั้น จากแค่ตรงนี้เนี่ย มันก็มีอะไรผิดพลาดค่อนข้างที่จะเยอะเลยทีเดียว ทีนี้ผมอยากให้ทุกคนดูตรงนี้ครับ ต่อให้คุณอ่านงานวิจัยไม่เป็นใช่ไหมครับ คุณก็จะต้องอ่านบทคัดย่อก่อน บทคัดย่อเนี่ย ชื่อมันก็บอกแล้ว บทคัดย่อ มันควรจะต้องย่อสั้นๆ สรุปทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้มันให้มันสั้นๆ แล้วเข้าใจได้ง่าย เดี๋ยวคุณลองดูแล้วกันครับว่าบทคัดย่อของเขาเป็นยังไง นี่ครับ บทคัดย่อของเขา Abstract เป็นไงครับ มันย่อตรงไหน มันยาวขนาดเนี้ย ยาวๆ ทั้งหน้าเลยเนี่ยฮะ โดยทั่วไปบทคัดย่อเนี่ย เราจะให้มีคำประมาณสัก 350 คำ แต่อันเนี้ยคือเกินนั้น แบบมหาศาลมากมายแน่นอนนะครับ มันเยอะขนาดนี้ อันนี้คือเป็นการเขียนที่ไม่ถูกต้องแล้ว ปกติถ้าส่งไปทางงานวารสารดังๆ เนี่ย เจอแค่เนี้ย เขาก็ไม่รับแล้วนะครับ เขาว่า เฮ้ย ภาษามันเยิ่นเยอะ คุณเขียนอะไรมาเยอะแยะ มันไม่ได้ใจความอะไรเลย มันขนาดเนี้ย ก็เนี่ย แค่นี้ก็รู้แล้วว่าคุณภาพของเขาเขียนไม่ดีนะครับ

อ่ะ ผมจะไม่เสียเวลาอ่านตรงนี้ให้คุณฟังแล้วกัน ถ้าเกิดคุณอยากจะรู้ ผมจะแปะลิงก์งานวิจัยตัวนี้ให้คุณไปอ่านได้ด้วยตัวเองนะครับ แต่ผมจะชี้ให้เห็นตรงที่มันมีปัญหาเลย เริ่มตั้งแต่ Introduction ก่อนครับ อันนี้บทนำเขาบอกว่า เนี่ย ตอนโควิดระบาดใหม่ๆ นะ อ่า ช่วงแรกเนี่ย มันที่มันมีวัคซีน rollout ใช่ไหม เขาบอกว่านี่ "clinical trials had not been completed at the time of distribution" เขาบอกว่าไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ตอนนั้นเนี่ย ออกมาช่วงที่วัคซีนมันมีการให้ฉีดที่อเมริกา คือวัคซีนให้เขา กล่าวว่าบอกว่าวัคซีนเนี่ยมีให้ฉีดก่อนในอเมริกา แต่ว่าวิจัยไม่มี ซึ่งผิดครับ ถ้าเราย้อนไปดูแล้วนะฮะ มันมีวัคซีนของ Pfizer ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ เป็น Phase 3 Randomized Control Trial ของ Pfizer ธันวาคม 2020 จากนั้นจึงมีวัคซีน rollout ตามมาในวันที่ 14 ธันวาคม 2020 ครับ อ่า ดังนั้นอันเนี้ย เขาเขียนผิดแล้วนะ เขียนผิดแบบชัดเจนด้วย คือจงใจให้เราเข้าใจผิด ถ้าใครไม่รู้นะครับ สามารถย้อนไปดูตรงนี้ได้เลย

อ้อ และอีกอย่างหนึ่ง สำหรับคนที่อ่านงานวิจัยพวกนี้ไม่เป็นนะครับ ผมแนะนำว่าคุณลองเอาไฟล์ PDF พวกเนี้ย แล้วใส่เข้าไปใน AI ตัวไหนตัวหนึ่งก็ได้ แล้วให้มันตีความมาให้คุณฟังว่างานวิจัยตัวนี้ สรุปได้ว่าอะไร เป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ มีข้อจำกัดอะไรบ้าง เขียนดีหรือไม่ดีอย่างไร ข้อเด่นข้อไม่เด่นของมันคืออะไรบ้างนะครับ ซึ่งผมบอกเลยนะครับว่าถ้าเป็นคนที่ เป็นหมอแล้วก็มีความสามารถพอสมควรเนี่ย อ่านงานวิจัยชิ้นนี้เนี่ย ก็จะรู้เลยว่ามันมีปัญหาเยอะมาก ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าศาสตราจารย์ที่เอางานวิจัยตรงนี้ไปอ้างเนี่ย เขาได้อ่านหรือเปล่านะครับ หรือว่าเขาเข้าข้างตัวเองไปเอง อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ผมไม่สามารถปรับปรำใครได้นะครับ

อ่ะ ต่อมานะฮะ Case Presentation ก็คือเป็นคนไข้ 1 คนถ้วน อายุ 55 ปี ผู้ชายนะครับ บอกว่ามีประวัติเก่าอยู่ว่าเคยผ่าตัด อ่า อ่า กระดูกสันหลังนะครับ แล้วหลังจากนั้นเนี่ย ก็หลังผ่าตัดมีภาวะแทรกซ้อนคือมีลิ่มเลือดอุดตันนะครับ อยู่ที่ขา Deeper Venous Thrombosis and Pulmonary Embolism ก็คือไอ้ตัวลิ่มเลือดตัวเนี้ย มันหลุดนำที่ขาแล้วก็ลมไปที่ปอดนะครับ ซึ่งอันนี้เนี่ย เขาเกิดตอนอายุ 46 ปี ช่วงนั้นคือก่อนการฉีดวัคซีนนะครับ มีปัญหาอยู่แล้วนะครับ แล้วก็ได้รับการรักษาด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือด เราตรวจซ้ำว่ามันไม่มีปัญหา และ อ่า นี่ก็คือคร่าวๆ ที่เขาเจอนะครับ แต่ว่าเขาก็บอกว่าคนเนี้ย หลังจากนั้นก็มีปัญหาต่างๆ ตามมามากมายนะครับ อ่า ยาที่เขากินอยู่ก็ไม่มีอะไร มีแค่ยาลดความดันตัวนึงชื่อ Rosuvastatin นะครับ แล้วก็เขาก็มีโรคทางด้านของวิตกกังวลอยู่แล้วเป็นพื้นฐานเดิมนะครับ อ่า ตรงนี้เขาบอกว่า เออ เคยมีการตรวจร่างกายโดยทั่วไปนะครับ ตรวจ เอ่อ ดูดูหลอดเลือดหัวใจก็ไม่เจอว่ามีแคลเซียมเกาะอะไรนะครับ ดูการทำงานของหัวใจทุกอย่างก็ปกติ อันนี้เป็นพื้นฐานดั้งเดิมที่เขามีนะครับ

ทีนี้เขาก็บอกว่า ตัวผู้ป่วยเนี่ย ก็ได้รับการฉีดวัคซีนโควิดนะครับ ในเดือนมีนาคม ปี 2021 นะครับ ซึ่งตอนนั้นต้องบอกว่า ไอ้เรื่องราวของ อ่า วัคซีน rollout เนี่ย มีออกมาก่อนหน้านี้ มีวิจัยมาเรียบร้อยแล้วนะครับ ตั้ง 3 เดือนก่อนหน้านะครับ ช่วงประมาณเดือนธันวาคม อย่างที่เมื่อกี้กล่าวไว้ นะครับ บอกว่าผู้ป่วยรายนี้หลังจากฉีดวัคซีนเสร็จก็เนี่ย มีนี่ครับ มีปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหัว อ่อนเพลีย ท้องอืดนะครับ เอ่อ แล้วก็มีอาการเจ็บคอ นอนไม่หลับ เอ่อ มีหูรู้สึกว่ามีเสียงผิดปกติอะไรนะครับ แล้วก็บอกว่ามีอาการแน่นหน้าอก ไม่แน่ไม่นอน เพลียเหนื่อย หายใจง่ายนะครับ ก็เลยไปหาหมอหลายๆ อย่าง ตรวจเต็มไปหมดเลยนะครับ แล้วก็ไม่เจออะไรเป็นพิเศษนะครับ นอกเหนือจากนั้นยังบอกว่ามีอาการเวียนหัวนะครับ อ่า คือเยอะแยะตรงนี้ เขาเล่าอาการที่เขาเกิดขึ้นมานะครับ จากนั้นก็เลยไปตรวจตามที่ยังตัดนะครับ อ่า สิ่งที่เขาผมจะให้ดูอันที่เขาตรวจไปแล้วกัน นี่อันนี้ อันนี้นะครับ คือช่วงปลายของปี 2021 เนี่ย เขาบอกว่าเขาไปเจอว่ามีลิ่มเลือดในปอดอีกแล้วนะครับ แต่ต้องบอกว่าใครที่เคยมีลิ่มเลือดในปอดครั้งนึงแล้วเนี่ย มันมีโอกาสเกิดซ้ำได้นะฮะ เพราะว่าในหลอดเลือดที่ขาที่มันมีปัญหาจากการที่มีลิ่มเลือดอุดเนี่ย บางคนเวลาหายแล้วนะครับ หลอดเลือดนั้นมันจะไม่กลับเข้าสู่ภาวะเดิม ทำให้มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดขึ้นมาในนั้นซ้ำ แล้วก็ลอยไปที่ปอดได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกายเลย ปล่อยให้ตัวเองอ้วนแบบนี้ จะยิ่งเป็นนะฮะ ซึ่งอันเนี้ย ไม่แปลกใจที่เกิดขึ้น แล้วเดี๋ยวเรามาลองดูกันดีกว่าว่า ไอ้ขาข้างที่เขาเอามาเคยมีลิ่มเลือดอุดตันนั้น มันเป็นยังไงบ้าง มันมีการตรวจซ้ำหรือไม่อย่างไรนะครับ เดี๋ยวจะผ่านไปให้ดูก่อนนะ อ่า อันนี้ก็เป็นภาพ CT สแกน ซึ่งไอ้ขาวๆ เนี่ย คือหลอดเลือดนะครับ ไอ้ดำๆ ที่อยู่สีเทาๆ ที่อยู่ข้างเนี่ย ก็คือลิ่มเลือดนะครับ ลิ่มเลือดพวกเนี้ยนะฮะ ก็เจอ แต่ว่าไม่ได้เจอเยอะเท่าไหร่นะครับ ตรงนี้ก็มีสีเทาในสีขาวนะ ตรงนี้ก็เป็นลิ่มเลือดบ้างนะครับ อ่า เขาก็รักษาไป

ทีนี้ ผมจะไม่ได้อ่านทั้งหมดนะครับ เพราะว่ามันยาวมาก มีทั้งหมด 29 หน้าเลยทีเดียว ซึ่งมันเขียนจะเยอะมากๆ ผมก็จะโน้ตมาให้ตรงที่ผมไฮไลท์ให้ดูแล้วกันว่าตรงไหนที่มัน อ่า สำคัญนะครับ อ่า หลังจากนั้นเขาก็เจอไปตรวจสอบต่างๆ ปลายๆ ปี 2021 อ่า มีลิ่มเลือดอุดตัน รักษาเสร็จปุ๊บนะครับ ปลายปี 2022 เดือนกรกฎาคม บอกว่าปอด เรื่องของไอ้ลิ่มเลือดเนี่ยหายแล้ว แต่ว่าไปเจอว่ามีจุดในปอดนะครับ ซึ่งตอนนั้นเขาก็บอกว่า เออ มันเกิดจากวัคซีนหรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่ครับ คือปอดแบบเนี้ย ตรงนี้ต้องบอกว่ามันเกิดจากอะไรก็ได้เลยนะครับ ไม่สามารถบอกว่าจะเกิดจากวัคซีนได้ ถ้าเราไม่ Biopsy มันออกมาดู หรือตัดชิ้นออกมาดู เราบอกไม่ได้นะครับ ว่ามันเกี่ยวอะไรกับวัคซีนหรือเปล่า ซึ่งโดยทั่วไปของแบบเนี้ย มันเจอได้ง่ายอยู่แล้วในคนทั่วไปเหมือนกันนะครับ อ่า เขาก็เริ่มเล่าถึงว่าทางด้านของหัวใจ เช่นที่เขาเอามาบอกว่ามีแน่นอก มีเหนื่อยนะครับ ก็มีการตรวจอย่างอื่นเต็มไปหมดเลย ตรวจทั้งคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่ามันมีความผิดปกติ คือเต้น เต้นผิดปกติบ้างนะครับ แล้วเขาก็อยากรู้ว่า ไอ้คลื่นฟ้าหัวใจที่มันผิดปกตินี้ มันมายังไงนะครับ ตรงนี้เขาก็เล่าอย่างงี้เลยครับ บอกว่าโอ๊ย คนไข้คนนี้เนี่ย ไปหาห้องฉุกเฉินตั้ง 35 ครั้ง ไปเจอหมอหัวใจตั้ง 30 ครั้งนะครับ ตรวจเลือดเกิน 40 ครั้งนะครับ แต่ละตัวมีการวัดโน่นวัดนี่เยอะแยะไปหมด ตรงเนี้ยจะสังเกตว่าเขาพยายามจะเน้นเรื่องว่าไปตรวจบ่อยแค่ไหนมากมายขนาดไหน ซึ่งภาษาแบบนี้เนี่ย มันเป็นภาษาที่ปกติเราไม่เขียนกันในงานวิจัยครับ เราไม่สนใจว่าคุณไปหามามากน้อยขนาดไหน เราสนใจว่าอะไรที่ทำให้บอกว่าเหตุผลว่ามันเกี่ยวข้องกับวัคซีน ไม่ใช่จำนวนครั้ง ซึ่งตรงเนี้ย เวลาเราเขียนอย่างนี้เยอะๆ เนี่ย มันจะทำให้คนที่ไม่มีความรู้ใดๆ สิ้นจะรู้สึกตกใจ กลัว ตื่นกลัว เฮ้ย วัคซีนต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ เลย นี่ดูนี่ เขาไปตรวจมาตั้งเยอะแยะ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเลย นั่นแหละครับ คือภาษาที่ปกติเราจะไม่ใช้ในงานวิจัยนะ ครับ ถ้าเกิดภาษาแบบเนี้ย บอกเลยครับว่าส่งไปที่ไหนก็ไม่มีคนรับนะครับ

อ่ะ ทีนี้ในช่วงนั้นนะครับ ก็มีอาการเต็มไปหมดนะครับ ปรากฏว่าตอนปี 2024 เขาก็ไปตรวจนี่ครับ Cardiac MRI นะครับ ก็ตรวจโปรด MRI ของหัวใจ เขาเจอว่ามันมีนี่แหละครับ "was ordered by cardiology which founds the presence of inflammation and mild scarring consistent COVID-19 vaccine induced myocarditis" อันนี้สรุปผิดเลย ครับ ทำไมรู้มั้ย คือการทำ MRI แล้วเจอว่ากล้ามเนื้อหัวใจมันอักเสบเนี่ย คำว่ากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมันมีได้หลายสาเหตุครับ และสาเหตุหลักๆ เลยก็คือเป็นไวรัสทั่วๆ ไป มันไม่มีลักษณะพิเศษอะไรที่บอกว่ามันเกิดจากตัววัคซีนได้เลยครับ ยกเว้นว่าคุณไปตัดชิ้นเนื้อของกล้ามเนื้อหัวใจตรงนั้นออกมาดูแล้วเห็นว่ามีชิ้นส่วนของวัคซีนอยู่ข้างใน อันนั้นถึงจะพออนุมานได้ว่าอาจจะเกิดจากวัคซีน แต่อันนี้คุณไม่มีการตัดชิ้นเนื้อใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ แล้วคุณก็อนุมานว่ามันเกิดจากวัคซีน ซึ่งแปลว่าอันนี้สรุปผิดนะครับ ผิดชัดๆ เลยนะครับ อ่า แล้วก็ไม่มีการตรวจหาอะไรอย่างอื่นด้วยว่า เหตุผลที่ทำให้หัวใจอักเสบมันคืออะไร ทั้งๆ ที่มันมีเหตุผลอย่างอื่นเยอะแยะไปหมด เช่นยาหรือไวรัสต่างๆ นะครับ นี่คือข้อแรกที่เขาผิดนะครับ อ่า แล้วก็ผมบอกว่า "there is no specific pattern on MRI that can diagnose vaccine induced myocarditis" ก็คือไม่มีลักษณะจำเพาะอะไรของ MRI ที่บอกว่าเนี่ย เป็นเพราะวัคซีน ซึ่งอันนี้แสดงว่าเขาเขียนไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกนะครับ

อ่ะ อันนี้คือการทำ CT Scan ซึ่ง เอ่อ การทำ MRI นะครับ ซึ่งตรงที่มันอักเสบเนี่ย จะเป็นตรงสีขาวๆ ตรงนี้ อันนี้คือทั้งอันนี้คือทั้งอันนี้คือหัวใจนะฮะ หัวใจอันใหญ่ๆ นะฮะ สีปกติมันจะเป็นสีเทาๆ อย่างงี้ แต่ตรงไหนที่สีขาวๆ เนี่ย มันจะเป็นการอักเสบนะครับ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเกิดจากวัคซีนสถานเดียวนะครับ มันมีอย่างนี้มาในหัวใจ อกกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากอะไร มันก็เป็นลักษณะแบบนี้ทั้งนั้นแหละครับ มันไม่มีเกี่ยวอะไรกับวัคซีนนะครับ

อ่ะ ทีนี้เขาก็เล่าเริ่มมาถึงเรื่องของอาการทางทางเดินอาหารละนะครับ ทางเดินอาหารบอกว่ามีอาการเยอะแยะไปหมด ทั้งๆ รู้สึกว่า เอ่อ คอแห้ง เสียงแหบนะครับ จุกท้อง แน่นหน้าอก มีลมในท้อง หรืออะไรเยอะแยะไปหมดนะครับ ก็บอกว่ามีการตรวจสอบทางเดินอาหารทั้งหมดนะครับ แล้วก็เจอว่าไอ้ตัวทางเดินอาหารของเขาเนี่ย หลอดอาหารมันไม่ค่อยเคลื่อนไหว นะครับ ก็คือเป็น "ineffective esophageal motility" ก็คือมันหลอดอาหารไม่ค่อยเคลื่อนไหว มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ นะครับ อ่า แล้วก็บอกว่า เออ ตรวจเพิ่มเติม "Bowel Protocol" ตรงเนี้ย "Bowel" เนี่ยคือ เอ่อ ตรวจแล้วไม่เจออะไร มันทำไม่ได้ทำ Biopsy ไปก็ผลเป็นลบทั้งหมด เนี้ย คือตรวจไม่เจออะไร เออ ถ้าตรวจไม่เจออะไร แล้วคุณใส่ทั้งหมดนี้มาทำไม มันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับวัคซีนเลยครับ แล้วอีกอย่างนึง ข้อมูลที่คุณมีทั้งหมดเนี่ย ก็ไม่สามารถบอกได้ด้วยนะว่ามันเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับวัคซีน บอกไม่ไดเลยนะครับ นะ มีการตรวจระดับ Microbiome ก็คือเรื่องของแบคทีเรียตัวดีที่อยู่ในลำไส้ ก็ปรากฏว่ามันมีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มากเกินไปในลำไส้เล็กที่เราเรียกว่า SIBO นะครับ ก็คือย่อมาจากคำว่า Small Intestinal Bacterial Overgrowth อันนี้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับวัคซีนเหมือนกัน ไม่มีตรงไหนที่สามารถบอกว่ามันเกี่ยวกับวัคซีนได้เลยจากการที่เขาเขียนทั้งหมดนะ ครับ

และอันนี้ครับ นี่เขาก็อ้างว่ามันมีการเจริญเติบโตของตัวแบคทีเรียกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเรียก "Bacteroides" นะครับ "Bifidobacterium reduction" ก็คือตัวนี้ Bacteroides เพิ่มขึ้น แต่ไอ้ตัว Bifidobacterium ลดลง เขาบอกว่า "has been described by McCullough following mRNA COVID vaccination" ก็แปลว่า เขากำลังจะพยายามบอกว่า ลักษณะของแบคทีเรียในผู้ป่วยรายนี้เนี่ย มันมีลักษณะคล้ายกับที่มีคนเคยเล่าว่ามันเกิดตามหลังการฉีดวัคซีน คำว่าการเกิดหลังฉีดวัคซีนเนี่ย มันไม่ได้แปลว่าเกิดเพราะการฉีดวัคซีนนะครับ เช่นผมบอกว่าเนี่ย หลังจากที่ผมเปิดประตูออกไป ผมว่าหกล้ม มันไม่ได้แปลว่าการเปิดประตูทำให้ผมหกล้มครับ มันแปลว่าเปิดประตูแล้วหลังจากนั้นจึงหกล้ม เปิดประตูไม่ได้ทำให้ผมหกล้ม ไม่เกี่ยวกันนะครับ นี่ก็คือหลักการเดียวกันเหมือนกัน ก็คือคำว่า "following" ไม่เท่ากับ "causation" การเกิดตามหลังอะไรสักอย่างไม่ได้แปลว่าสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้นะครับ ทีนี้แปลว่านี่เหมือนกัน เขียนมาทำไมในเมื่อมันไม่เกี่ยวอะไรกับวัคซีน ตรงนี้เขาพยายามจะใส่ให้เยอะๆ ให้เรารู้สึกว่ากลัวไปเท่านั้นเองนะครับ ตรงนี้ไม่สามารถบอกได้เลยว่าเกิดจากอะไรขึ้นได้บ้างนะครับ

อ่ะ มีการตรวจลำไส้ใหญ่ นะครับ มีการส่องกล้องนะฮะ เจอว่าส่องกล้องเขาก็มี Diverticulosis ก็คือเป็นถุงกระเปาะในลำไส้ ซึ่งพวกเนี้ย เกิดจากท้องผูกได้มากๆ นะครับ แล้วก็เจอ Polyps ก็คือเป็นติ่งเนื้อในลำไส้ ซึ่งอันเนี้ย ต้องบอกว่าคนทั่วไปก็เจอกันได้นะครับ แล้วตรวจ เขาก็บอกว่าตรวจ เอ่อ เรื่องของพันธุกรรม ก็ไม่เจออะไรผิดปกติ นะครับ ซึ่งอันเนี้ย ใส่มาทำไมครับ ไม่ได้บอกว่าเกี่ยวอะไรกับวัคซีนเลย และไอ้พวกนี้ทั้งหมดเนี่ย มันเจอได้ในคนทั่วๆ ไปซะด้วย ที่ไปตรวจร่างกายปกติก็เจออย่างนี้อยู่แล้วนะครับ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับวัคซีน จะเห็นว่าเขาพยายามใส่มาหลายๆ อย่าง ให้เรารู้สึกว่าทั้งหมดเนี่ย มันน่าจะเกี่ยวกับวัคซีน ทั้งๆ ที่ตัวเองพอลงไปดูรายละเอียดไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวเลยนะครับ

อ่ะ แล้วก็มีการตรวจเรื่องตับอ่อน บอกว่ามี มี เอ่อ เส้นเลือดผิดปกติ นะครับ แล้วไม่มีเลือดออก อันนี้ก็เจอได้เหมือนกัน เจอว่าเอนไซม์ตับอ่อนมันสูงขึ้นนะครับ แล้วก็คิดว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับตับอ่อนอักเสบเรื้อรังนะครับ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าตรงนี้ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเกี่ยวกับอะไรกับวัคซีนหรือเปล่านะครับ ตรงนี้ไม่มีตรงไหนที่ชี้ชัดเลยว่าเป็นจากวัคซีนอย่างนั้นเนาะ ถ้าเกิดคุณจะกล่าวว่ามันเป็นจากวัคซีน คุณจะต้องตัดชิ้นเนื้อของอวัยวะเหล่านี้ออกมาให้หมด แล้วก็ไปพิสูจน์ว่าข้างในนั้นน่ะ มันมีวัคซีนอยู่ และเจอการอักเสบ ถึงจะพอบอกได้นะครับ แต่ นี่ไม่ได้ทำนะครับ ก็เลยบอกไม่ได้ ที่สำคัญนี่แฮะครับ Chronic Pancreatitis ก็คือ เอ่อ ตัวตับอ่อนอักเสบเนี่ย มันเกิดได้จากหลายอย่าง โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ อันนี้ไม่ได้มีการบอกนะครับว่าคนนี้กินหรือไม่กินแอลกอฮอล์ เขาไม่ได้พูดถึงนะครับ ดังนั้นตอบไม่ได้ ยาบางตัวก็ตับอ่อนอักเสบได้นะครับ หรือมีโรคที่เราเรียกว่า IgG4 related disease ก็ตับอ่อนอักเสบได้ เขาไม่ได้พูดถึงว่าเขาตรวจโรคพวกนั้นหรือเปล่า ถ้าไม่ตรวจทั้งหมด แล้วคุณจะรู้ได้ยังไง มันเป็นจากวัคซีน คุณไม่รู้ครับ แล้วเขาใส่มาเยอะให้คุณกลัวเฉยๆ นะครับ

อ่ะ ต่อมาเรื่องของหูคอจมูกบ้างนะครับ เขาบอกว่าเจอว่าคนเนี้ย มีการได้ยินที่ผิดปกติไป ซึ่งต้องบอกว่ามันเจอได้ในคนที่ฟังเสียงดังบ่อยๆ อยู่แล้วครับ ถ้าเราฟังเสียงดังบ่อยๆ ก็มีโอกาสเป็นอย่างนี้ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่ามันเกิดจากวัคซีนครับ และในนี้ทั้งหมด ถ้าใครไปอ่านก็ไม่มีตรงไหนที่เขียนแล้วเราสามารถบอกได้เลยว่ามันเกี่ยวอะไรกับวัคซีนไม่เจอ นะครับ

อ่ะ ยังไม่จบแค่นั้น Neurology ครับ ก็คือเรื่องของระบบประสาท เจอว่ามันมีช่วงนึงที่เขาเอามามีขาข้างขวา เนี่ยตรงเท้ามันอ่อนแรงลงนะครับ ก็ไปตรวจเพิ่มเติม เอาตัดตัดเอาชิ้นเนื้อของเส้นประสาทมาดูด้วยนะครับ ก็ไปเจอว่ามันมี มันมีการผิดปกติของตัว เอ่อ เส้นประสาท ซึ่งก็ไม่ได้บอกเหมือนกันว่ามันเกี่ยวอะไรกับวัคซีน ไม่มีเหตุผลตรงไหนที่บอกว่ามันเกี่ยวกับวัคซีนได้ เขาไม่ได้เอาไปย้อมดูว่ามีวัคซีนซ่อนอยู่ในไอ้เส้นประสาทนี้หรือเปล่า ถูกไหมครับ ไม่มีเลย แต่เขาพยายามจะเขียนมาเยอะๆ นะฮะ

อ่ะ ที่บอกว่าปวดเมื่อยตามตัว มีอาการ อ่า ไม่สบายต่างๆ เขาทำ MRI MI ก็เจอว่าโอเค มีหมอนรองกระดูกสันหลังมันเสื่อมนะครับ แล้วก็ตัวช่องของกระดูกสันหลังมันแคบนะครับ อันนี้ก็เจอได้บ่อยอยู่แล้ว อ่า คนปกติก็เจอได้ ถ้าคนไหนอ้วนนะครับ คนไหนที่มีปัญหาเรื่องของท่าทางการเดิน มันก็จะมีภาวะนี้ได้อยู่แล้ว ซึ่งอันนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับวัคซีนเลย ไม่เกี่ยวเลยสักอย่างนะครับ

อ่ะ ต่อมาเรื่องของผิวหนังบ้าง และผิวหนังเนี่ย เขาไปเจอว่ามันมีการอักเสบของผิวหนังอันนึงชื่อว่า Grover Disease นะครับ แล้วตรงเนี้ยแหละ ที่เขาเอาเอาผิวหนังพวกที่จุดๆ พวกเนี้ยมาตรวจแล้วเขาบอกว่าเจอวัคซีนอยู่ในนั้น เนี่ย เขาพยายามเขียน "Grover's disease, transient acantholytic dermatosis following COVID-19 vaccination" บอกแล้วครับ คำว่า "following" ตามหลังการฉีดวัคซีน ซึ่งฉีดมานานแล้วนะ มันไม่เท่ากับ causation ไม่เท่ากับตามหลังไม่เท่ากับการบอกว่าอันนั้นคือสาเหตุ นะครับ อ่า เท่าที่อ่านมาตรงเนี้ย พยายามเห็นว่าทางผู้เขียนเนี่ย เขาพยายามจะให้มีอาการเยอะๆ ทั้งหมดเลย บอกว่าตรวจอะไรไปเต็มไปหมดแล้ว พยายามจะลิงก์เข้ามาที่วัคซีน ทั้งๆ ที่มันไม่มีเหตุผลอะไรที่สามารถลิงก์ได้แบบนั้นนะครับ

ยังไม่จบครับ มีอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทางเดินปัสสาวะนะครับ การตรวจตา การตรวจทางด้านของระบบ อ่า จิตเวชต่างๆ ทุกๆ อย่างเนี่ย เขาเขียนมาแล้วก็ไม่มีอะไรเลยสักอย่างที่มันลิงก์กับวัคซีน ไม่มีการทำ Biopsy ของพวกนั้นเพื่อมาพิสูจน์ทั้งหมดว่ามันเกี่ยวกับอะไรกับวัคซีนหรือไม่อย่างไร แต่เขาจะใส่มาเยอะๆ แล้วไม่รู้จะใส่มาทำไมด้วย ทั้งหมดเนี้ย คือทั้งหมดเนี้ย สามารถตัดออกได้หมดเลยในงานวิจัย เพราะว่ามันไม่สามารถพิสูจน์ใดๆ ทั้งสิ้นได้นะครับ

ยังไม่จบครับ มี Infectious Disease นะครับ เขาบอกว่า เออ ในเรื่องของการติดเชื้อเนี่ย มีการตรวจเจอว่ามีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคกลุ่มนึงที่เป็น Tick-borne pathogens ก็คือเป็นเชื้อโรคที่มันมาจากตัวเห็บ ตัวไร ตัวหมัดพวกนี้นะครับ แล้วก็มีการตรวจยืนยัน PCR ในตัวพวกเนี้ย บอกว่า เออ มันไม่เจออะไร อันเนี้ย กำลังจะบอกว่าไปตรวจเลือดโดยบังเอิญ ตรวจทำไมก็ไม่รู้ แล้วเจอว่าภูมิต้านทานมันมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคตัวนี้ แต่ไปยืนยันแล้วก็ไม่เจอว่าเคยติดเชื้อโรคตัวนี้ หรือกำลังติดเชื้อโรคตัวนี้อยู่ หรือไม่อย่างไร ซึ่งอันเนี้ย ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับงานตัวนี้เลยครับ ใส่มาทำไมก็ไม่รู้ถูกไหมครับ

อ่ะ มีอีก Vascular Medicine ระบบหลอดเลือด ดู เค้าเจออะไร เพราะว่าเมื่อกี้เราเดาไว้ว่า ไอ้ ไอ้ขาข้างซ้ายของเขาเนี่ย มันเคยมีลิ่มเลือดอุดตันหลังจากผ่าตัดกระดูกสันหลังมา ก่อนนะ เขาก็บอกนี่ "Left lower extremity showed mild venous reflux" อ้าว แสดงว่าหลอดเลือดดำไม่ปกติครับ แล้วจำได้ไหมครับว่าคนเนี้ย เกิดลิ่มเลือดอุดตันในปอดซ้ำอีกรอบนึงตอนปลาย 2021 ซึ่งมันก็มา จากตรงนี้ได้นะครับ นี่บอกว่ามันมีการย้อนกลับของเลือดนะฮะ นี่เลยนะฮะ "in the left common femoral and great saphenous vein" คืออันเนี้ย มีทั้งขาเลย ไม่ใช่แค่นิดเดียว แสดงว่าหลอดเลือดดำไม่ปกติครับ แล้วจำได้ไหมครับว่าคนเนี้ย เกิดลิ่มเลือดอุดตันในปอดซ้ำอีกรอบนึงตอนปลาย 2021 ซึ่งมันก็มา จากตรงนี้ได้นะครับ นี่บอกว่ามันมีการย้อนกลับของเลือดนะฮะ นี่เลยนะฮะ "in the left common femoral and great saphenous vein" คืออันเนี้ย มีทั้งขาเลย ไม่ใช่แค่นิดเดียว แสดงว่าคนเนี้ย ลิ่มเลือดอุดตันในครั้งนั้นน่ะ จะต้องเป็นหนักมาก เพราะว่ามันเป็นตั้งแต่ต้นขา กลางขา และปลายขาหมดเลย ที่เคยมี อาจจะเคยมีลิ่มเลือดไปอุดตันจนกระทั่งมันเสีย และนี่คือเสียทั้งหมด แสดงว่าหลอดเลือดของคนๆ เนี้ย มีปัญหามากเพียงพอที่จะเกิดลิ่มเลือดซ้ำ ซึ่งไม่ได้แปลว่ามันเกี่ยวอะไรกับวัคซีน ด้วยซ้ำไป ถ้าเกิดมีเหตุผลอะไรเนี่ย ผมว่า ไอ้เนี้ยชัดที่สุดว่ามันทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่ายนะครับ แล้วลิ่มเลือดตรงนี้มันไม่ได้อยู่กับที่ครับ มันสามารถหลุดลอยไปที่ปอดได้ ทำให้เวลาที่เรามาอัลตร้าซาวด์ตรงขามันก็ไม่เจอลิ่มเลือดอยู่ นะครับ

อ่ะ มาถึงตรงนี้แล้วครับ เขาพยายามจะเขียนว่า เออ คนเนี้ย ไปตรวจมาซะเยอะมากมาย เขียนมาว่าเนี่ย ตรวจกับหมอหัวใจเกิน 40 ครั้ง ห้องฉุกเฉินเกิน 40 ครั้ง ตรวจกับหมอโรคปอด 14 ครั้ง หมอทางระบบประสาท 16 ครั้ง ทางเดินอาหาร 24 ครั้ง คือทุกๆ อย่าง แบบมหาศาลมากมาย พยายามจะเขียนว่ามันไปตรวจมาหมดทุกอย่างเยอะแยะ แล้วมันไม่เจออะไร จะต้องเป็นวัคซีนแน่นอนเลย ซึ่งอันเนี้ย มันไม่ถูกต้อง มันไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันนะครับ

Section นี้ "LA imaging evaluation" คือพูดเหมือนกับที่เมื่อกี้ตรวจมาทั้งหมดซ้ำอีกรอบนึง ซึ่งไม่รู้จะเขียนซ้ำทำไมเหมือนกัน ผมก็จะข้ามไปนะครับ ถ้าใครมีเวลาแล้วอยากจะรู้ว่าผมอ่านถูกหรือเปล่า คุณลองไปอ่านเอาเองนะครับ

นี่ แล้วก็มีคนตรวจบอกว่า เขาไปตรวจดู "Nucleic Acid Antibody Status and Spike Antibody Persistence" เขา ก็สงสัยว่า ไอ้ที่กล้ามเนื้อหัวใจมันอักเสบเนี่ย มันเป็นจากตัวโควิดหรือเปล่า หรือมันเป็นเพราะวัคซีนนะครับ เขาก็เลยนี่เลยครับ บอกว่า เอ้ย ลองไปลองไปตรวจดูซิ เขาก็ตรวจดู Nucleocapsid Antibody เนี่ย มันเป็นผลลบ ซึ่งต้องบอกอย่างงี้ครับ เวลาที่เราฉีดวัคซีนโควิดเข้าไปนะครับ วัคซีนโควิดเนี่ย มันจะทำให้เรามี Antibody หรือภูมิไปต่อโปรตีนหนาม แต่มันจะไม่มีภูมิไปต่อตัวหุ้มของไวรัสที่เรียกว่า Nucleocapsid ดังนั้น ถ้าเกิดว่าในร่างกายของเรามีภูมิขึ้นมาแล้ว มันเป็นภูมิไปต่อโปรตีนหนาม โดยที่ไม่มีภูมิไปต่อ Nucleocapsid มันน่าจะหมายความว่าเราเนี่ย มีภูมิเพราะว่าฉีดวัคซีน แต่ถ้าเกิดว่าเรามีภูมิไปต่อทั้งตัวหุ้มของไวรัสก็คือ Nucleocapsid และโปรตีนหนาม นั่นน่าจะแปลว่าเรามีภูมิจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ นะครับ

อย่างไรก็ตามครับ การที่เราไม่เจอ Antibody ต่อ Nucleocapsid ที่มันนานขนาดเนี้ย คือนี่มันผ่านเวลามานี่แหละครับ ผ่านมา 800 กว่าวัน ผ่านมา 1,000 กว่าวันแล้ว เมาตรวจเนี้ยนะครับ การที่เราไม่เจอ Antibody ต่อ Nucleocapsid มันแปลได้เลยครับว่า มันอาจจะเคยมีมาก่อนนะ แต่ตอนเนี้ย ภูมิ มันตกไปแล้ว คุณก็เลยไม่เจอ นะครับ ไม่ได้แปลว่าคุณไม่เคยติดเชื้อนะ อ่า ไม่ได้แปลว่าคุณไม่เคยติดเชื้อ นี่นะครับ แต่เขาเอาเหตุผลนี้แหละมาบอกว่า เออ คุณไม่เคยติดเชื้อนะครับ อ่า ซึ่งไม่ถูกต้องนะครับ แต่อันนี้มันก็แปลได้อีก 2-3 อย่าง อย่างแรกผมเขียนไว้ตรงนี้เลยครับ บอกว่าถ้าเราติดเชื้อโดยธรรมชาติเนี่ย ไอ้ภูมิเนี้ย มันสามารถตกได้ "Natural antibody can wane" นะครับ แล้วก็ภูมิ ต้านทานต่อโปรตีนหนาม Spike เนี่ย "can persist longer due to vaccination" คือถ้าเราเป็นการฉีดวัคซีนเนี่ย ภูมิที่เราได้จากวัคซีนเนี่ย มันอยู่ได้นานกว่าเหมือนกันนะ และถ้าเกิดว่าเราได้ภูมิจากวัคซีนร่วมกับการติดเชื้อมันแปลว่าเราได้ภูมิจากตัว Spike Protein ของวัคซีนกับการติดเชื้อทั้งคู่ ซึ่งอันเนี้ย จะทำให้ภูมิ ต้านทานของเราอยู่นานที่สุด ถูกไหม อ้า แต่ถ้าเกิดว่าเป็นวัคซีนบวกการติดเชื้อ เราจะมี Antibody หรือภูมิไปต่อ Nucleocapsid ของมันเนี่ย ไม่นานเท่าไหร่ เพราะว่าในตัววัคซีนเราไม่มี Nucleocapsid ถูกไหมครับ อ่า ตรงนี้อาจจะงง ฟังใหม่ซ้ำๆ ค่อยๆ ฟังก็ได้นะครับ อ่า เราก็จะได้เข้าใจตรงนี้ซะทีนะฮะ

ดังนั้นแล้วเนี่ย ทั้งทั้งหมดทั้งหมดนี้ การที่มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเนี่ย เขาพยายามมุ่งไปที่ประเด็นโควิดอย่างเดียว แล้วเขาก็จะพยายามบอกว่ามันเกิดจากวัคซีน เนื่องจากว่าไม่เจอว่ามีการติดเชื้อโดยธรรมชาติ เพราะว่าเขาไม่มี Nucleocapsid Antibody ซึ่งผมบอกแล้วว่ามันไม่จำเป็นจะต้องมี Nucleocapsid Antibody เพราะว่ามันนานแล้ว ภูมิ ต้านทานมันตกไปได้แล้ว และไม่ได้สามารถพิสูจน์ได้ว่าอันเนี้ย มันเป็นจากวัคซีนโควิดนะครับ พิสูจน์ไม่ได้เลยนะฮะ ทั้งหมดตรงเนี้ย ถ้าเกิดเป็นหมอที่แบบเก่งหน่อยมาอ่านก็จะรู้ตรงนี้นะฮะ

ต่อมาเขาอยากจะดูเรื่องของสารการอักเสบต่างๆ แล้วก็โปรตีนพวกเนี้ยนะครับ โปรตีน S1 S1 คือเป็นโปรตีนที่อยู่ใน อ่า โปรตีนหนามของตัวโควิดนะครับ เขา ก็ไปเจอว่าเนี่ย มันมีเม็ดขาวชนิดหนึ่งชื่อ Monocyte นะครับ ดันมีโปรตีนหนามอยู่ ทั้งๆ ที่มันผ่านการฉีดวัคซีนมาแล้วตั้งนาน เนี่ย ตั้ง 800 กว่าวันแล้วนะครับ ก็เจอ ต้องบอกเองครับว่า ถ้าคุณรู้จักภูมิต้านทานดีนะครับ ไอ้ Monocyte ตัวนี้เนี่ยนะครับ เวลามันกิน อ่า กินพวกของแปลกปลอมพวกเนี้ย มันก็จะมี Antigen หรือมีสิ่งแปลกปลอมพวกนั้นอยู่ในตัวได้เป็นปกติของมันอยู่แล้วนะครับ ผมเขียน "Monocytes routinely carry antigens as part of normal immune cleanup" คือถ้ามันไปกินพวกไวรัส หรืออะไรที่มีพวกโปรตีนหนามอยู่อ่ะ มันก็จะเก็บโปรตีนหนามแล้วมันไม่ได้ตายไปด้วย มันก็อยู่ให้เราตรวจนั่นแหละครับ

อ่ะ ที่สำคัญ ถ้าเราบอกว่า เฮ้ย ผมโม้หรือเปล่านะครับ ถ้าเขาจะพิสูจน์ว่า ไอ้โปรตีนหนามนั้นมันเกิดจากวัคซีน ทำให้ Monocyte ตัวนี้มีโปรตีนหนามขึ้นมานะ มันก็ต้องพิสูจน์อย่างงี้ครับ ต้องพิสูจน์ว่า "they need to prove if there is spike mRNA in those cells and that it is being transcribed" คือเขาต้องพิสูจน์ให้ได้เลย ว่าใน Monocyte ตัวนั้นมี mRNA ที่ทำให้สร้างโปรตีนหนามอยู่ข้างในนั้น และแค่นั้นไม่พอครับ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ไอ้ mRNA นั้นถูกอ่านและสร้างโปรตีนหนาม แต่นี่เขาไม่ได้พิสูจน์ครับ เขาพิสูจน์แค่ว่ามันเจอ mRNA อยู่ในนั้น เอ่อ โปรตีนหนามอยู่ในนั้น เท่า ดังนั้น อันนี้ตอบอะไรไม่ได้เลยนะครับ อ่า ก็ไม่ถูกต้องแล้วนะครับ ส่วนตรงนี้ทั้งหมดเนี่ย เขาพยายามเขียนว่ามันเกิดการอักเสบอะไรมากมาย ซึ่งการอักเสบมากมายพวกนี้ก็คือ Cytokine ที่เขาเช็คต่างๆ พวกตัวพวกอย่างเงี้ยนะครับ ก็นี่แหละครับ การที่มี Cytokine หรือการอักเสบในร่างกายมันไม่ได้แปลว่าการอักเสบนั้นเกิดจากวัคซีน แล้วมันก็พิสูจน์อะไรไม่ได้ด้วยว่าเกี่ยวกับอะไรกับวัคซีนนะครับ

อันนี้ผมต้องขออภัยนะครับว่ามันยากๆ หน่อยนะฮะ แล้วก็ผมอาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดมากขนาดนั้น แต่ว่าถ้าใครที่มีความสามารถมากเพียงพอเนี่ย ก็จะเข้าใจเองว่า ไอ้สิ่งที่ผมพูดเนี่ย มันคืออะไรนะครับ อ่า ต่อมาครับ เรื่องของการเจอว่ามี Spike Protein อยู่ในอยู่ในร่างกายแบบนานๆ ผ่านมาเป็นปีนะครับ นี่แหละครับ เขาบอกว่า "Free SARS-CoV-2 spike protein in plasma at 129 +/- 4.1 per mL at 1,730 days post vaccination" ก็คือเจอว่าหลังจากฉีดวัคซีนไปแล้ว 1,173 วันเนี่ย ด้วยวิธีการตรวจ ELISA เจอว่ามีโปรตีนหนามอยู่ในร่างกาย 129 +/- 4.1 เฟมโตกรัมต่อมิลลิลิตร ตรงนี้ครับ คำว่า Femtogram คืออะไร Femtogram เนี่ยคือหน่วยนี้ครับ 10^-15 คือน้อยแบบน้อยแทบจะไม่เห็นอะไรเลย อ่า นะครับ มันเป็นปริมาณที่น้อยมากๆ แล้วปัญหาถ้าเกิดว่าใครที่ทำแล็บเป็นนะ หรือว่าใครที่เข้าใจเรื่องของการแพทย์เนี่ย จะรู้เลยว่า ถ้าระดับที่มันน้อยขนาดนี้เนี่ย เวลาที่เราตรวจมันนะครับ มีโอกาสจะเกิดผลบวกลวงมากมากเลยนะครับ ผมเขียนเลย "at this range nonspecific bindings, heterophile antibody, rheumatoid factors and etcing matrix effect can dominate especially inflammatory states" คือเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่มีการอักเสบเนี่ยนะครับ แล้วเราไปตรวจเจอสัญญาณแบบนิดเดียวมากๆ เนี่ย มันเป็นโอกาสเป็นสัญญาณลวงที่เกิดจากการอักเสบต่างๆ ที่ทำให้ผลมันเป็นผลบวกลวง ถามว่าจะทำยังไงให้เชื่อได้ว่า ไอ้เนี้ย คือการตรวจเจอโปรตีนหนามของจริงไม่ใช่จ้อจี้ นะครับ เราจะทำด้วยวิธี ELISA ธรรมดาไม่ได้ เราจะต้องใช้วิธีในการตัดตัวผู้อื่นออกไปให้หมด ตัด Heterophile Antibody นะครับ อันนี้เป็นเหมือนกับ อ่า Heterophile Antibody คล้ายๆ ก็คือเป็นภูมิต้านทานที่เวลามันออกมาเนี่ย มันสามารถจับได้หลายๆ อย่างนะครับ แล้วบางทีมันดันไปจับกับตัวตรวจของเรา ทำให้เราคิดว่ามันเป็น ไอ้ตัวโปรตีนหนามก็ได้นะครับ ซึ่งอันเนี้ย เราจะมีวิธีในการบล็อกมันออกไป บล็อกได้ทุกอย่างนะครับ ถ้าเราทำ ELISA ต้องใช้วิธีบล็อกนะครับ อันนี้ผมเขียนไว้แล้ว "Must confirm with Mass Spectrometry" คือถ้าเราทำด้วยวิธีพิเศษชื่อที่เรียกว่า Mass Spectrometry เนี่ย อันเนี้ยถึงจะเชื่อถือได้ว่าคุณเจอตัวโปรตีนหนามจริงๆ แต่ถ้าเกิดว่าคุณจะทำวิธี ELISA คุณจะต้องใช้วิธีอย่างอื่นที่ตัดตัวกวนออกไปทั้งหมด ซึ่งถ้าเกิดคุณไปอ่านวิธีการทำของเขา เขาไม่ได้บอกว่าเขาตัดวิธีกวนอะไรออกไปเลยสักอย่างนะครับ ไม่มีเลยในวิธีของเขา คุณลองไปอ่านดู ELISA ของเขาว่าเขาทำยังไง ซึ่งตรงเนี้ย มันเลยบอกว่า เอ่อ สัญญาณของคุณน่ะ มันอาจจะเป็นสัญญาณปลอมจริงๆ คุณต้องตรวจไม่เจอโปรตีนหนามนี้หรอกนะครับ

แล้วต้องบอกว่า ไอ้โปรตีนหนามเนี่ย มีงานวิจัยหลายงานแล้วนะครับ ที่บอกว่ามันเจออยู่ในหลักประมาณสัก 2 อาทิตย์ถึงเดือนนึง อะไรประมาณนี้ งานวิจัยใหญ่ๆ กว่าเนี้ย หลายอันแล้ว ไม่ใช่แค่ทำในคนคนเดียว ทำในคนหลายคน ซึ่งงานวิจัยหลายๆ ใหญ่หลายอันบอกว่า ตัวโปรตีนหนามมันเจออยู่ในร่างกายได้หลักเป็นอาทิตย์ถึงเดือนเท่านั้น ถ้าเกิดว่าคุณบอกว่าคุณเจอวัคซีนโควิดเนี่ย ที่ทำให้เกิดโปรตีนหนามอยู่ในร่างกายได้นู่นเป็นปีขนาดนั้นเนี่ย คุณแตกต่างจากคนอื่นแบบมหาศาล แปลว่าคุณจะต้องหาทางพิสูจน์ให้ได้แบบไร้ข้อสงสัยเลยว่าสิ่งที่คุณเจอมันเป็นจริง งานวิจัยชิ้นนี้ถึงจะมีโอกาสมีอะไรที่ชัดเจนแล้วสามารถไปสู้กับคนอื่นเขาได้ แต่คุณดันไม่ใช้วิธีที่ใช้พิสูจน์ให้ชัดเจนครับ มันเลยใช้ไม่ได้ ถ้าคุณไม่ได้ทำ Mass Spectrometry คุณไม่ได้ทำ ELISA ชนิดพิเศษในการตัดตัวกวนออกไป นั่นแหละครับ ข้อผิดพลาดของคุณอันใหญ่มากเลยนะครับ อันนี้ถ้าเกิดว่าใครเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือทำงานวิจัยทางด้าน PCR หรืออะไรพวกเนี้ย ก็ PCR, PAGE, Electrophoresis หรือ ELISA อะไรพวกเนี้ย มาคอมเมนต์ได้นะครับว่ามันจริงหรือไม่จริง ยังไง ที่ผมบอกผมเคยทำพวกนี้มาหมดแล้วครับ ผมก็เลยรู้ว่ามันมีปัญหาตรงไหนนะฮะ

อ่ะ ต่อ นะครับ บอกว่าใน Exosome ก็เจอว่ามีตัว mRNA ของโควิดอยู่ด้วยนะครับ นี่ เอ่อ ต้องบอกอย่างงี้ครับ ผมอย่างงี้เลยนะครับ คือจริงๆ ไอ้ที่เขาเจอเนี่ย เขาเจอขนาดนิดเดียวมากเลยนะ ขนาดนิดเดียวมากๆ เลย ซึ่งมันก็เหตุผลเดียวกันกับการที่เราเจอ Spike Protein ในร่างกาย นั่นแหละครับ ที่เขา อ่า ไม่ได้ ไม่ได้มีวิธีบอกชัดเจนว่า เฮ้ย ตกลงแล้วมันมาจากไหนยังไงนะครับ แถมการทำ mRNA อันนี้ เขาจะบอกว่าเจอ mRNA ของของวัคซีน เจอ Vaccine Plasmid ใน อ่า PBMC ก็คือเป็นเหมือนเหมือนเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มันอยู่ในเลือดเราเนี่ยแหละครับ เขาบอกว่าเจอของพวกนี้ เจออย่างอื่นอะไรเต็มไปหมดเลย ซึ่งพวกเนี้ย ต้องบอกว่าทั้งหมดน่ะ วิธีในการทำของเขาอ่ะ มันไม่ค่อยดีนะครับ ถ้าเราไปดูอ่ะ มันจะมีการปนเปื้อนได้ง่ายมากๆ นะครับ ปนเปื้อนได้ง่ายสุดๆ คือของพวกนี้นะครับ ใช้ วิธีในการตรวจแบบที่เราเรียกว่า PCR นะครับ Polymerase Chain Reaction ซึ่งไอ้ วิธีเนี้ย เป็นการขยายสิ่งเล็กๆ เช่น สมมุติว่าเรามี DNA อันนึงปนมานิดเดียว ใช้ วิธีเนี้ย ขยายไปเรื่อยๆ มันจะได้ปริมาณ DNA มากมายมหาศาล ทำให้เราตรวจเจอได้ อันนี้แหละครับที่เป็นตัวปัญหา สมมุติว่าเราดันมี DNA A แปะอยู่ที่นิ้วเรา แล้วเรามองไม่เห็นหรอก มันเป็นไม่มีทางเห็น แล้วบังเอิญมันหลุดเข้าไปในเทสที่เราตรวจเนี่ย มันก็จะทำให้ผลเป็นบวกได้ ทั้งๆ ที่ในจริงๆ อ่ะ ตัวอย่างนะ มันไม่มี และไอ้การปนเปื้อนแบบเนี้ย มันเจอได้ง่ายมากๆ เลย ดังนั้น ถ้าเกิดว่าคุณไม่ได้ทำให้มันชัดเจนจริงๆ เนี่ย มันเป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์ว่า ตกลงมันมีหรือไม่มีพวกนี้นะครับ

อ่ะ อันนี้ถ้าใครเคยทำ PCR มาก่อนก็จะรู้ดีนะ ครับว่าการปนเปื้อนเนี่ย มันน่ารำคาญขนาดไหน แป๊บเดียวก็ปนเปื้อนได้ง่ายมากแล้วนะ ครับ อ่า เนี่ย มันลักษณะเป็นเจลแบบนี้แหละครับ ที่ปนเปื้อน อ่า แล้วนอกเหนือจากนั้นก็มีการตรวจ อ่า ตรวจในผิวหนังที่เมื่อกี้มันมันมีมันมีผื่นๆ ใช่มั้ย เขา ก็ตัดออกมาตรวจนะครับ อก ก็ เขาตัดเฉพาะผิวหนังที่มันมีปัญหา แล้วก็ไปเจอเศษวัคซีนอยู่ในนั้น แต่ว่า แล้วแล้ว คุณไม่ได้เอาผิวหนังส่วนอื่นมาตรวจด้วย มันก็ไม่มีตัวควบคุม ดังนั้น จะบอกว่ามันมีไอ้วัคซีนซ่อนอยู่ในนั้นอย่างเดียว มันก็ไม่ได้แล้วเหมือนกัน แถมการที่ตรวจเจอมันไม่ได้บอกว่าอันนั้นน่ะ ตกลงคุณมีวิธีในการควบคุมไม่ให้มีการปนเปื้อนอย่างไร ไม่ มีเขียนตรงไหนเลยนะครับ

นี่ เอ่อ แล้วมีตรงไหนอีกอันนึงที่ผมอ้อนี่เลย อันนี้ผมเขียนไว้อันนึงเผื่อว่าใครจะเข้าใจวิธีนี้มากขึ้นนะครับ การที่เราตรวจ PCR แล้วไปเจอว่ามีเศษวัคซีนซ่อนอยู่ตรงไหน แล้วเราบอกว่า เฮ้ย อันนี้มันของจริงแน่นอน ไม่ครับ ถ้าเกิดคุณอยากจะชัวร์นะ คุณต้องทำวิธี ddPCR มันเรียกว่า Droplet Digital PCR วิธีนี้ก็คือจะเอาตัวอย่างของคุณน่ะ มาแยกเป็นเม็ดเล็กๆ เต็มไปหมดเลยนะ ครับ แล้วก็จะนับแต่ละเม็ดเลยว่าในแต่ละเม็ดเนี่ย มันมี DNA หรือ RNA ที่คุณต้องการอยู่กี่อันกันแน่ ซึ่งอันเนี้ย มันจะเป็นวิธีที่ค่อนข้างแม่นยำมากเลย มากกว่าวิธี PCR แบบธรรมดา ดังนั้น ถ้าเกิดคุณต้องการพิสูจน์ให้โลกเรารู้ว่าวัคซีนมันมีปัญหาจริงๆ คุณจะต้องทำวิธี Droplet Digital PCR ซึ่งคุณไม่ทำ คุณใช้วิธีธรรมดา ซึ่งมีโอกาสปนเปื้อนสูงมาก แบบนี้มันก็แปลว่าวิธีในการทำเนี่ย ไม่ค่อยถูกต้องนะครับ จะพิสูจน์อะไรที่มันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ คุณก็จะต้องทำให้วิธีการพิสูจน์ของคุณใหญ่ยิ่งตามไปด้วย ไม่ใช่ใช้วิธีธรรมดาที่มันอาจจะมีปัญหาได้นะครับ

อ่ะ ตรงนี้ผมจะข้ามไปก่อน มีตรงไหนอีก อ้อ อันนี้เหมือนกัน เขา มีการเวลาที่เราทดลอง แล้วก็ดูเรื่องของ PCR หรืออะไรพวกเนี้ย มันจะต้องมีตัวควบคุมที่เป็นบวกกับตัวควบคุมที่เป็นลบ ใช่ครับ ในตัวควบคุมที่เป็นบวก ใช้ Positive Control ใช้ Vaccine Biopsy ใช้วัคซีน ซึ่งวัคซีนเนี่ย มันมีปริมาณ Antigen หรือสิ่งที่เราต้องการสูงมาก และถ้ามันทำอยู่ในห้องเดียวกัน มีโอกาสที่จะปนเปื้อนได้ง่ายมาก แค่นิดเดียวเรามองไม่เห็นนะ หล่นลงไปในตัวอย่างของเรา ผลมันก็กลายเป็นบวกได้แล้วครับ ดังนั้น อันเนี้ย โดยทั่วไป ถ้าเกิดว่าเราทำงานอย่างเงี้ย เราต้องไปทำในห้องที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ต้องแบ่งตัวอย่างกันชัดเจน หรือบางทีต้องไปให้ในแล็บที่เขาเอามาไม่มี Plasmid ซ่อนอยู่ในแล็บเลยสักนิดเดียว อ่า ไม่งั้นมันอาจจะผลบวกลวงได้นะครับ ส่วน Negative Control ของเขาค้านะครับ ตัวควบคุมเชิงลบ เขาใช้ Non-template Control นั้น อ่า มันเอาไว้ใช้บอกว่าน้ำยา PCR ของคุณเนี่ย สะอาดจริงหรือเปล่า แต่มันไม่สามารถบอกได้ว่ามีอะไรปนเปื้อนหลังจากนั้นหรือไม่ ซึ่งตัวปนเปื้อนหลังจากนั้นมันจะเกิดได้จากตอนช่วงที่คุณเก็บตัวอย่างนะครับ ตอนที่ขั้นตอนการสกัดพวก อ่า ตัวอย่างออกมานะครับ แล้วก็ขั้นตอนที่เรียกว่า Reverse Transcription แล้วก็ช่วงที่เราต้องยุ่งวุ่นวายกับตัวอย่างพวกนี้ ซึ่งอันเนี้ย ผมจะขอไม่ลงรายละเอียดแล้วกัน แต่ถ้าใครเป็นนักวิทยาศาสตร์เข้ามาฟังก็จะเข้าใจว่า ไอ้สิ่งที่ผมหมายถึงเนี่ย มันคืออะไรกันแน่ นะครับ เพราะตรงนี้เป็นไงครับ คุณฟังมาถึงตรงเนี้ย 40 นาที เหนื่อยมากแล้ว แต่งานวิจัยเขายังไม่จบ เขาเขียนยืดยาวมาก ซึ่งโดยปกติ Case Report เนี่ย มันควรจะต้องสั้นมากๆ มีอย่างมากก็ 2-3 หน้า นี่ 29 หน้า ครับ เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะผ่านมือใครออกมาได้นะครับ เขียนเยอะขนาดนี้แล้วแถมเขียนแล้วมีปัญหาเยอะด้วยนะครับ

อ่าน นอกเหนือจากนั้น มีการทำนี่ครับ Multiomic Analysis ก็คือดูพวกเรื่อง DNA เรื่อง อะไรต่างๆ นะครับ ก็ทั้งหมดทั้งมวลของผู้ชายคนเนี้ย ก็บอกว่า เออ มันมีการอักเสบอยู่ในร่างกายนะครับ แต่ก็ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่ามันเกี่ยวข้องกับวัคซีนได้ ด้วยการทำแบบเนี้ยนะฮะ อ่า แถมไม่พอครับ เขายังรักษาคนนี้ด้วยวิธีนี้เลยครับ เขารักษาโดยใช้ Maraviroc Maraviroc เนี่ย เป็นยา HIV ตัวนึงนะครับ เป็นยาฉีดตัวนึง แล้วก็ยา Statin เป็นยาลดไขมัน เอามาเนี่ย เขาบอกว่า "The McCullough Protocol" คือคิดขึ้นมาเอง แถมไม่มีไม่มีงานวิจัยอันไหนที่รับรองว่าการทำแบบนี้ได้ผลด้วย เนี่ย "Spike Protein Detoxification" ล้างพิษ ล้างพิษหนาม มีให้ยาอย่างอื่นด้วย ให้ Colchicine ยาเก๊า นะครับ ยาละลายลิ่ม ยาต้านการแข็งตัวของเลือด Rivaroxaban แล้วก็มีการให้พวกสมุนไพรต่างๆ เยอะแยะไปหมด ทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย เขาใช้รักษาคนๆ นี้ นะครับ เขาบอกว่าโอเค ผลเลือดมันอันนี้คือผลเลือดดีขึ้น แต่ว่าถ้าใครเข้าไปอ่านตรงนี้ทั้งหมดเนี่ย ก็จะบอกว่าอาการของผู้ป่วยก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยนะครับ ซึ่งผมต้องบอกว่าคุณคุณอยู่ คุณจะคิดวิธีรักษามั่วๆ อย่างนี้ขึ้นมาไม่ได้ครับ มันไม่มีอะไรที่อยู่เบื้องหลังที่เป็นเหตุผลสนับสนุนให้ใช้การรักษาแบบนี้ได้เลยสักอย่าง นี่คุณมั่วขึ้นมาล้วนๆ เลย ซึ่งผิดแบบผิดมากๆ ด้วย ถ้าเกิดคุณจะทำอย่างเงี้ยกับคนไข้ 1 คน ก็จะต้องมีการเขียนเป็น อ่า เป็นงานที่ขอเป็นรายว่าจะขอทำการทดลองในคนๆ นี้เท่านั้นนะครับ อ่า "Investigational New Drug Use" อย่างเงี้ย จะต้องมีการเขียนใบอันนี้ไม่มีเขียน ไม่มีเขียนไว้ตรงไหนเลยว่าเราจะทำแบบนี้ คือมั่วขึ้นมาเองล้วนๆ นะครับ

อ่ะ Discussion นี่ผมจะไม่อ่าน เพราะปกติเนี่ย คือผมก็จะไม่ค่อยอ่าน Discussion ตรงนี้อยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นการที่ทางฝั่ง อ่า ผู้เขียนเนี่ย เขาก็พยายามจะพยายามจะบอกว่า ไอ้ทั้งหมดที่เขาตรวจเจอเนี่ย มันเป็นอะไรเพราะยังไงกันแน่นะครับ เขาเขียนเนี่ย ยืดยาวมหาศาลนะ อ่า แล้วก็อันไอ้รูปนี้แหละ เป็นรูปที่ศาสตราจารย์ท่านนึง เอาไปลงแล้วผมก็ไม่รู้ว่าศาสตราจารย์ท่านนั้นอ่านงานวิจัยตัวเนี้ยแตกฉานแค่ไหนนะ ครับ ซึ่งถ้าเขาอ่านจริงๆ ก็จะรู้สึกเหมือนผมนะครับ มันผิดหมดเลยนะฮะ อ่า เนี่ย ดูยาวขนาดเนี้ย คุณคิดดูสินี่ยังไม่จบเลยเนี่ย ลากยาวเนี่ย

แล้ว Conclusion Conclusion นี่คือการสรุปใช่ไหมครับ การสรุปแปลว่ามันจะต้องสั้น กระชับ เข้าใจง่าย คุณดูการสรุปของเขาค้าแล้วกันว่ามันสั้นตรงไหนนะครับ นี่ครับ การสรุปของเขาค้ายาว ยาวเกินครึ่งหน้าซะอีกนะครับ ซึ่งเป็นการสรุปที่ ไม่ถูกต้อง มันไม่ถูกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แล้วก็มันยาวเกินไปด้วย ที่สำคัญนะครับ

อ่ะ หลังจากนี้ก็เป็น Method ก็คือวิธีในการทำ อ่า ทำการทดลองต่างๆ ของเขาค้า ถ้าคุณมีเวลา ก็ลองไปอ่านดูแล้วกันนะครับ ผมอ่านมาให้คุณเรียบร้อยแล้ว แล้วมันก็เจอปัญหาหลายๆ อย่างเหมือนกันนะครับ เนี่ย

อ่ะ สุดท้ายนี่เลยครับ Reference คือเอกสารอ้างอิง ปกติผมจะให้คุณดูอันนี้ก่อนอันแรกนะ ครับ เอกสารอ้างอิง เราจะเขียนแบบนี้ คือมีชื่อของคนแต่งนะครับ มีเดี๋ยวนะ เอ่อ อันนี้มีชื่อคนแต่งใช่ไหมครับ แล้วก็มีชื่อเรื่องนะครับ ตามด้วยชื่องานวารสารที่เขาลง ตามด้วยปีนะครับ แต่คุณจะลองสังเกตว่าบางอันเนี่ย ก็ไม่เหมือนกัน อันนี้คืออะไรเนี่ย อยู่ๆ แล้วก็ไม่มี ไม่มีปีที่ลง ปีที่ลงของเขาเนี่ย จะเป็นตัวหนา ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ใช่ตัวหนา อันนี้อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นะครับ แต่ว่ามันมีปัญหาค่อนข้างที่จะเยอะ ถ้าเกิดคุณดูแล้วก็ ปกติตรงนี้คือจะต้องเป็นปีที่เขาตีพิมพ์แล้วก็จะเขียน ตรงนี้จะไม่มีการมาเขียนซ้ำนะครับ "Published 2025" คือมันเขียนตรงนี้แล้วไม่ต้องเขียนตรงนี้ครับ อันเนี้ยผิด 1 อันและ นะฮะ แต่ก็ไม่ขนาดนั้น ไม่ได้ถือว่าผิดเยอะอะไรนะครับ

อันที่เริ่มมีปัญหาคืออันนี้ครับ 11 กับ 14 คุณลองดู มีชื่อของคนแต่งนะครับ อ่า ชื่อเยอะแยะเลยนะฮะ แล้วก็บอกว่ามีตรงนี้เป็นชื่องานที่ทำ แล้วจบแค่นี้ ไม่ได้บอกว่าเอามาจากไหน ไม่ได้บอกว่าตีพิมพ์ไหน ตีพิมพ์ปีไหนด้วย อ้าว คือแค่เขียนชื่อมาแล้วไม่ต้องบอกเลยว่า เอามาจากไหน งานที่ 14 เหมือนกันครับ ไม่ได้บอกว่าเอามาจากวารสารอันไหน ไม่ได้บอกว่าเอามาจากปีไหนด้วยซ้ำไป เนี่ย อย่างงี้มันเอามาได้ไงครับ ถูกไหม นี่ก็เหมือนกัน อ่า อันนี้คือของเจ้าตัวเลย McCullough เนี่ย เป็นรีวิวแล้วเรา เอ่อ เอามาจากไหนอ่ะ ไม่ได้มีลงตีพิมพ์ ไม่มีเลยว่าลงตีพิมพ์ที่ไหน เขียนแค่ปี 2025 เท่านั้น คุณไปเอาจากไหนก็ไม่รู้ นะครับ อันนี้ของเขาเองเหมือน McCullough ลงในวารสารชื่อนี้ครับ วารสารตัวนี้เนี่ย ต้องบอกว่ามันเป็นวารสาร Low Impact นะครับ คือมันจ่ายตังค์ก็ลงได้ นี่ตัวเนี้ย ผมไปสืบมาเรียบร้อยแล้ว และอีกอย่างนึง อันนี้ก็ลงในวารสารเดียวกัน แต่ Format วิธีการเขียนเอาเขียนผิดนี่ใช่ไหมครับ เพราะว่าถ้าเกิดคุณต้องการเขียนเนี่ย เขียนย่อชื่อวารสาร "International Journal of Innovative Research in Medicine" คือจริงๆ ก็คือชื่อเดียวกันกับอันนี้ ทำไมคุณต้องเขียน 2 อันให้มันไม่เหมือนกันด้วย อันนี้คือถ้าแบบตาหาเรื่องหน่อยก็จะรู้ว่า Format ที่คุณเขียนทั้ง 2 อันเนี่ย มันผิดนะครับ อ่า 2 อันนี้ก็เป็นอันที่แบบ คุณจ่ายตังค์แล้วมีโอกาสได้ลงนะ ครับ นั่นคือปัญหา

อ่ะ เจออีกเหมือนกันนะครับ อันนี้เป็นไง อันนี้คือ นี่เลย ไม่มี อ๋อ อันที่ 30 ด้วย อันที่ 30 เนี่ย ก็ไม่รู้เอามาจากไหน ไม่มี การบอกแหล่งที่มาว่าคุณเอามาจากวารสารอะไร บอกแค่ว่าตีพิมพ์ปี 2025 เท่านั้น อันที่ 31 ก็เหมือนกันครับ ไม่ได้บอกว่าคุณเอามาจากวารสารไหน อันที่ 32 เหมือนกัน ไม่ได้บอกคุณเอามาจากวารสารไหน ตีพิมพ์เมื่อไหร่ยังไงเงี้ยนะครับ คือสรุปได้ว่างานวิจัยที่เอามาอ้างอิงหลายอันน่ะ ไม่มีแหล่งที่มาด้วย ไม่รู้เอามาจากไหน แล้วเขียนก็ไม่ค่อยถูกต้องนะครับ

อ่ะ ถ้าใครทนฟังผมมาถึงตรงนี้ได้เนี่ย คุณก็จะรู้เลยว่า งานอันนี้เนี่ยนะครับ มันมีจุดบกพร่องมากมหาศาลที่เตะตาผมมากๆ เลยก็คือเรื่องของภาษาการเขียน มันเขียนไม่ดี มันยาวมาก แล้วก็มีหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอันที่เขาพยายามเขียนออกมาเนี่ย ไม่สามารถบอกได้เลยว่ามันเกี่ยวกับวัคซีน พยายามจะเอาอาการหลายๆ อย่างใส่เข้ามาให้เรากลัว พยายามจะใช้ตัวเลขเยอะๆ ว่าไปตรวจกับหมอหัวใจมาเกิน 40 ครั้ง ไปตรวจกับหมอทางด้านของสมอง ทางด้านโรคปอดทุกอย่างมามหาศาล แล้วมันไม่เจออะไร ตรวจมาหลายครั้งมาก คือพยายามใช้ตัวเลขทั้งหมดเลย แต่ว่าไม่ได้หาทางเขียนว่าพิสูจน์ว่ามันเกี่ยวกับอะไรกับวัคซีนได้เลย ส่วนวิธีในการในการทำการทดลองต่างๆ เนี่ย เขาก็ไม่ได้ใช้วิธีที่มันมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะบอกได้แบบนั้น มีโอกาสมีตัวกวนมากมายมหาศาลเลยนะครับ

ดังนั้นเนี่ย อันนี้คือถ้าถามผมนะ เป็นงานวิจัยที่ใช้ไม่ได้ แล้วก็ไม่มีทางที่จะได้ตีพิมพ์ในวารสารหลัก เหตุผลที่ไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารหลัก ไม่ใช่เพราะว่าบริษัทยาซื้อบริษัทหลักไปหมดแล้ว แต่มันเป็นเพราะว่างานวิจัยของคุณน่ะ มันไม่ดี เขียนอย่างเงี้ย ยังไงก็ไม่ได้แน่ๆ นะครับ แล้วก็อย่างมากนะ อันนี้สมมุติว่าสุดท้ายแล้ว เขาไปแก้ไขวิธีการเขียนให้มันดีเนี่ย อย่างมากก็จะได้แค่ว่า อันเนี้ย ใช้ในการคิดว่าจะสร้างสมมุติฐานอะไรเพิ่มในอนาคต แถมมันเป็นเคสของคนแค่ 1 คน วิธีการทำก็ไม่ดี แล้วก็มีปัญหาเยอะ

ผมหวังว่าคนที่เขาไม่เห็นด้วยกับวัคซีนแล้วไปเชื่อศาสตราจารย์คนไทยที่มีการเอาเรื่องนี้ออกมาโพสต์นะ ครับ จะอ่านงานวิจัยพอได้ ถ้าคุณอ่านไม่เป็นไม่เป็นไรครับ คุณแค่เอาตรงเนี้ย ไปใส่ไว้ใน AI ตัวไหนก็ได้เลย แล้วคุณก็ให้มันอ่านให้คุณฟังว่างานตัวนี้ดีหรือไม่ดี อย่างไร มีข้อเสียอย่างไรบ้าง สามารถสรุปอะไรได้บ้าง แล้วข้อจำกัดคืออะไร มีโอกาสในการตีพิมพ์ในวารสารดังๆ หรือไม่อย่างไร คุณลองไปหาดูนะครับ

วันนี้ผมเล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ