Transcription
สวัสดีครับ ถ้าใครที่ติดตามช่องผมมานานเนี่ย ก็จะทราบดีว่าช่วง ม.5 ผมได้ไปเจอหนังสือฟิสิกส์เล่ม 1 ซึ่งมันปลดล็อคสกิลทุกอย่างของชีวิตผมเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของการคำนวณ วิชาที่เกี่ยวข้องกับความจำ ศิลปะ ดนตรี วาดรูป หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกาย และทุกๆ อย่างของชีวิตผม มันได้ถูกปลดล็อคด้วยหนังสือฟิสิกส์เล่มนี้นี่แหละ
วันนี้ผมจะมาเล่าให้ทุกคนฟังเลยนะครับว่าผมไปเจออะไรในหนังสือเล่มนั้น และวิธีในการเรียนรู้ของผมที่ทำให้ผมสามารถก้าวมาถึงตรงนี้ได้ มันคืออะไรกันแน่ ทำไมผมถึงสามารถไปเป็นถึงระดับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งดีที่สุดในโลก ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต เดี๋ยวผมจะเล่าให้ทุกคนฟังนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนี ธนียว เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ
ต้องบอกอย่างงี้ครับว่าตอนเด็กๆ ผมเนี่ย ก็เป็นคนเรียนดีมากพอสมควร ผมชอบทั้งวิชาที่เกี่ยวข้องกับการวาดรูปและวิทยาศาสตร์ ตอน ม.ต้น เนี่ย ผมก็ไปอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมตรงปทุมวันนะครับ แต่พอเข้ามาปุ๊บเนี่ย ผมก็จะมีปัญหาทันทีเลย คือเพื่อนเก่งกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นวาดรูปเก่งกว่า วิทยาศาสตร์ คำนวณ ความจำ ทุกอย่างเก่งกว่าเราหมดเลย และตอนนั้นผมก็หาวิธีการเรียนของตัวเองยังไม่เจอ และผมก็ไม่ได้เรียนพิเศษด้วย เพราะว่าผมไปสมัครไม่ทัน และอีกส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นอีโก้ส่วนตัวที่เราไม่อยากจะเรียน
แต่ม.5 ครับ ผมได้ไปเห็นหนังสือฟิสิกส์ของ สสวท. ที่โรงเรียนเนี่ย เค้าให้เราซื้อเพื่อเป็นหนังสือประกอบการสอน และต้องบอกครับว่าหนังสือแบบเนี้ย ไม่มีใครเข้าอ่านกัน นักเรียนส่วนใหญ่จะไปเรียนพิเศษ จะอ่านหนังสือข้างนอก เค้าไม่สนใจอ่านหนังสือ สสวท. เพราะว่ามันน่าเบื่อ เขียนไม่รู้เรื่องนะครับ แล้วบางอย่างก็ง่ายไป ตอนข้อสอบออกเนี่ย มันยากมาก แต่หนังสือมันเขียนง่ายมาก ก็เลยไม่มีใครสนใจ
แต่บังเอิญผมครับ วันนั้นคิดอะไรก็ไม่รู้ นั่งเปิดดูว่าใครเป็นคนแต่ง ปรากฏว่าไปเจอชื่อ ศาสตราจารย์ ดร.สุทัศน์ ยกซ่าน แค่ตำแหน่งก็ใหญ่แล้ว แต่ผมก็อยากรู้ว่าเค้ามีอะไรดี เลยไปตามประวัติครับ ซึ่งตรงเนี้ย ผมขอเล่าประวัติของท่านอาจารย์สุทัศน์ ยกซ่า ให้ทุกคนฟังไปเลยนะฮะ ว่าผมไปรู้อะไรมาบ้าง
คือแกเนี่ย เป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2530 ซึ่งมีเรื่องของผลงานเนี่ย เป็นที่ยอมรับกันทั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทยนะครับ ซึ่งคนที่เขียนหนังสือฟิสิกส์ไม่ว่าเล่มไหนก็แล้วแต่ในประเทศไทยเนี่ย ยังไม่ขนาดแกเลย เรื่องเนี้ย มันทำให้ผมรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ต้องมีอะไรแล้วแหละนะครับ
ผมก็เลยไปศึกษาว่าแกเนี่ย มีชีวิตเป็นมายังไง คือแกเนี่ย เกิดวันที่ 10 กรกฎาคม 2481 ที่จังหวัดตรัง แล้วตอนม.ปลายครับ ได้มาเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมเหมือนเรา อีกเราก็รู้สึกเฮ้ย เราต้องมีความผูกพันอะไรกันบางอย่างแล้ว มาอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน แต่อาจจะไม่ใช่ห้องเดียวกันนะ เพราะว่าแกก็มาเรียนก่อนหน้าผม โอ้โหนานมากเลยนะครับ
แล้วแกก็ Entrance เข้าเตรียมแพทย์ในสมัยนั้น เพื่อที่จะรอทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ ช่วงนั้นเนี่ย แกมีความรู้สึกอยากจะเป็นครูมาก ชอบสอนนะครับ ก็เลยรอทุนของครุสภา ซึ่งทุนครูสภาสมัยนั้นเนี่ย ก็มีให้เลือกเรียนวิทยาศาสตร์เป็นฟิสิกส์หรือไม่ก็เคมี แต่แกเลือกฟิสิกส์ เพราะว่าเคมีเนี่ย ตอนช่วงนั้นมันมีคนในประเทศไทยเรียนกันหลายคนแล้วแกก็เลยไม่เอา เอาฟิสิกส์ดีกว่า เลยได้ไปเรียนที่ Imperial College of London นะครับ ซึ่งมีความยิ่งใหญ่มากๆ เลยแหละ แกเรียนทั้งปริญญาโทแล้วก็ปริญญาตรีที่นั่น
จากนั้นก็กลับมาครับ ตอนกลับมาใหม่ๆ เนี่ย มีคนจะให้แกกลับมาสอนที่โรงเรียนเตรียมอุดมซะด้วย แต่แกก็ไปประท้วงครับ บอกว่าเฮ้ย ผมเนี่ย จบปริญญาตรี ปริญญาโทมาจาก Imperial College of London เลยนะ จะให้มาสอนอย่างงี้ มันอาจจะเสียความสามารถ ก็เลยไปสุดท้ายได้ไปสอนที่ มศว. ซึ่ง มศว. เนี่ย ก็จะเป็นที่ที่ทุกคนรู้กันดีว่าผลิตครู แกก็เออดี แกก็ชอบเป็นครูอยู่แล้ว ไปผลิตครูอีกต่อนึง แล้วก็ยังได้ทำงานเกี่ยวข้องกับฟิสิกส์ที่แกชอบ เออ มันน่าจะลงตัวทั้งหมดนะครับ
แล้วหลังจากนั้นครับ ทำไปได้สักพักนึงไง ก็ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ University of California Riverside นะครับ ไม่ใช่ California University นะครับ อันนั้นไม่มีจริงนะครับ แต่ University of California มีจริง แกไปเรียนปริญญาเอก 5 ปีมั้ง แล้วก็กลับมา พอกลับมาเนี่ย แกใช้เวลาแค่ 7 ปีเท่านั้นครับ ขึ้นเป็นศาสตราจารย์ทันที
เพราะผมรู้ประวัติตรงนี้แล้วเนี่ย แบบเฮ้ย คนอะไรมันจะเก่งขนาดนี้ เก่งขนาดที่คนเขียนฟิสิกส์ตำราข้างนอกอ่ะ ไม่มีทางเทียบได้แน่ๆ ตรงเนี้ย ผมรู้เลยว่ามันมีอะไรแล้วแหละ เล่มเนี้ยนะฮะ
แล้วหลังจากนั้นครับ แกก็มีการเลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ นะครับ ทำงานวิจัยอะไร ซึ่งชีวิตแกเนี่ย ถ้าเข้าไปดูนะครับ แกก็มีห้องทำงานอยู่ในช่องสมุดเลยอ่ะ คือแกชอบทำงานทั้ง 7 วัน แล้วเสาร์อาทิตย์เนี่ย ชอบทำงานมาก รู้สึกว่าสนุกไปกลางงาน ผมรู้สึกว่าคนแบบนี้เนี่ย ที่จะต้องเขียนอะไรที่มันแตกต่างจากคนอื่นแน่นอน แล้วคนอื่นเนี่ย ดันไม่รู้เอง ว่าหนังสือเล่มนี้มันมีดี แต่ผมเนี่ยรู้ ผมก็เลยอ่านตั้งใจอ่านตั้งแต่แรกจนจบเลย
แล้วจำได้ว่า สิ่งที่ผมค้นพบหลายๆ อย่างเนี่ย มันสามารถประยุกต์ได้กับทุกอย่างจริงๆ ตอนที่ผมอ่านตอนแรกๆ เนี่ย ผมอ่านด้วยความศรัทธาว่าคนเก่งต้องเขียนอะไรดี ผมค่อยๆ อ่านจนกระทั่งเข้าใจทีละนิดทีละหน่อย แล้วก็เริ่มทำแบบฝึกหัดที่มันอยู่ในแต่ละบท เริ่มทำได้ แล้วก็เริ่มคิดเอ๊ะ ตอนนั้นอาจารย์คิดอะไรอยู่นะ ทำไมถึงตั้งโจทย์แบบนี้ ทำไมโจทย์บางข้อมันเหมือนกับการเอาความรู้แค่ 1 อย่าง แต่บางข้อมัน 2 อย่าง ทำไมบางอย่างมันมีการเอาของบทที่แล้วมาใส่เข้าไปด้วย หรือว่าคนที่เค้าทำงานด้านนี้จริงๆเนี่ย เค้าเห็นอะไรมามากกว่านั้นแล้วจึงเอาความเป็นจริงในชีวิตจริงเนี่ย เข้ามาใส่ในโจทย์พวกนี้ แล้วการที่เราไปดูความเป็นจริงของปัญหาที่เจอในชีวิตจริงๆเนี่ย มันไม่เป็นตามบทแฮะ มันน่าจะต้องมีการเอาบทพวกนี้มาผสมผสาน จนกระทั่งกลายไปเป็นคำถามอะไรซักอย่างหนึ่ง ซึ่งคำถามแบบนี้อิงมาจากปัญหาในชีวิตจริง ผมคิดไปถึงขั้นนั้นเลยนะ แล้วก็นั่งถอดคำถามแกทุกข้อเลยว่าแกคิดมาได้ยังไง ถ้าเป็นเราคิด เราจะคิดแบบแกมั้ย
หลังจากนั้นครับ พอบทต่อมามันเริ่มสนุกแล้ว ผมเริ่มตั้งคำถามแล้วว่าไอ้ที่แกตั้งใจจะสอนของบทที่แล้วเนี่ย ทำไมถึงเรียงลำดับแบบนั้น ทำไมไม่สลับอันอื่นขึ้นมาสอนก่อน ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย ผมเลยเริ่มเข้าใจว่า อ๋อ ไอ้ตรงนี้แหละคือพื้นฐานของวิชาทั้งหมด มันต้องเริ่มตรงนี้ก่อน ถ้ามันไปเริ่มตรงอื่นก่อนเนี่ย มันจะไม่สามารถเข้าใจได้นะครับ
และหลังจากนั้นครับ บทถัดไปผมจะไม่ได้เริ่มทำคำถามละ ตอนระหว่างอ่านผมจะลองคิดดูซิว่าถ้าผมเป็นอาจารย์เนี่ย ผมจะออกข้อสอบยังไง อ่า คำถามท้ายบทมันน่าจะต้องเป็นแบบไหน ผมก็ลองออกไปแล้ว พอออกไปสักพักนึงเนี่ย บทแรกอ่ะก็ไม่ตรงกับที่แกเขียนมาหรอกนะครับ แต่ท้ายๆ อ่ะ พอผ่านไป 3-4 บท มันเริ่มเข้าทางเรา เริ่มรู้แล้วว่าอาจารย์สุทัศน์เนี่ย แกจะออกข้อสอบประมาณไหน แล้วเริ่มรู้อ่ะ เริ่มรู้เลย
แล้วก็เริ่มพออ่านไปสักพักเรารู้เลยว่าความสามารถที่แกเขียนโจทย์พวกนี้ออกมาเนี่ย แกพยายามให้มันไม่ยากจนเกินไป ทั้งๆที่จริงๆเนี่ย แกมีของอยู่เยอะมาก เราก็เลยรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้ เพราะว่าหลังๆ ผมเริ่มออกข้อสอบฟิสิกส์เอง ที่มันยากกว่าที่ในหนังสือมีได้แล้วนะครับ แต่ผมเข้าใจว่าแกต้องเขียนเล่มเนี้ย ให้คนทั้งประเทศไทยอ่ะเรียน เพราะฉะนั้น ถ้าเขียนให้มันยากเกินเนี่ย ไม่มีใครเข้าใจแกแน่นอน แล้วก็ทุกคนไม่ได้ชอบฟิสิกส์เหมือนแกถูกมั้ครับ งั้นจึงต้องเขียนให้มันกลางๆ ค่อนข้างง่ายเข้าไว้ แต่ผมเนี่ยไม่แบบนั้น ผมจะรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ก็เลยศึกษาว่าถ้าเรามีความรู้พื้นฐานอย่างเงี้ย ไปประยุกต์อะไรได้มั้ย
ผมก็เริ่มไปลองโจทย์พิเศษของโรงเรียนเตรียมอุดม ซึ่งมันยากขึ้น โจทยทางโอลิมปิกที่มันยากขึ้น มันเริ่มทำได้แฮะ สูตรที่คนอื่นเขาไปเรียนทางรัฐมา เราสร้างขึ้นมาเองได้ด้วยแฮะ จากแค่ความรู้พื้นฐานที่เราค่อยๆ อ่านมาอย่างงี้แหละนะครับ
อ่ะ ทีนี้พอเล่ามาถึงตรงเนี้ย ผมอยากจะบอกเลยว่าวิธีการเรียนของผมในแต่ละอย่างทำยังไง ขอเริ่มต้นด้วยวิธีการอ่านแบบคำนวณก่อน เพราะไหนๆ ผมก็เริ่มจากหนังสือฟิสิกส์นะครับ วิธีอ่านวิชาคำนวณ ไม่ว่าจะเป็นเลข ฟิสิกส์ หรือเคมีอะไรบางอย่าง ซึ่งเคมีจริงๆมันมีการปนระหว่างการคำนวณแล้วก็ อ่า ความจำอ่ะเนาะ เอ่อ หรือพวกเนี้ย อะไรที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณน่ะ ผมจะเริ่มช้าๆ เลย ค่อยๆเริ่มจากเบสิคไต่ไปก่อนนะครับ
แล้วพอตอนเริ่มทำโจทย์ต่างๆ เนี่ย ผมจะพยายามรวมกลุ่มโจทย์ กรุ๊ปมันเป็นเรื่องๆ มันมีเรื่องอะไรก็กรุ๊ปมันเป็นเรื่องๆ ทำทีละเรื่องให้มันชำนาญก่อน พอทำจนชำนาญแล้วคิดย้อนกลับไปว่าไอ้โจทย์เมื่อตะกี้เนี่ย มันมันตั้งมาได้ยังไง ตั้งมาด้วยหลักการแบบไหนนะครับ ลองคิดซิว่าคนคิดโจทย์แบบนี้เค้าคิดยังไง แล้วก็ลองคิดจริงๆซิว่าไอ้เรื่องเนี้ย มันจะเอาไปใช้อะไรในชีวิตของเราได้ แล้วถ้าเราเอาไปใช้ในชีวิตมันมีอะไรที่เรายังไม่รู้ เช่นถ้าเราเรียนเรื่องของฟิสิกส์เนี่ย เราก็จะรู้ว่า อ๋อ ถ้าเราเลื่อนกล่องไปตามพื้นเนี่ย ให้มันเลื่อนๆไปเรื่อยๆ เขามักจะบอกว่าถ้าเกิดว่ามันไม่มีแรงเสียดทาน อ่า แสดงว่ามันเป็นระบบอุดมคตินะครับ ไม่มีแรงเสียดทาน กล่องมันจะเลื่อนไปได้ง่ายๆ แต่ถ้ามันมีแรงเสียดทานล่ะ อ่า แรงเสียดทานมันจะเป็นเท่าไหร่ แต่แล้วถ้าเกิดมันมีแรงลมด้วยล่ะ มีทั้งแรงเสียดทานและแรงลมที่มันยิ่งพุ่งไปเร็วยิ่งลมต้าน มี Aerodynamic เข้ามาเกี่ยวข้อง ไอ้ของพวกนี้ตอนเรียนเราไม่มีนี่หว่า แสดงว่าถ้าเราทำนายไปในอนาคต เฮ้ย ถ้าเรารู้จักของพวกเนี้ย มันยิ่งต้องเข้าใจมากขึ้นว่ามันจะเจอปัญหาอะไรจริงในชีวิต ถูกมั้ฮะ มีทั้งแรงเสียดทานข้างล่าง แรงจากแรงดันที่มันเข้ามาโดนกล่องที่เราจะเลื่อน สูญเสียพลังงานจากการมีเสียงออกไปอีกนะครับ แถมอาจจะมีเรื่องของความร้อนเข้าไปเกี่ยวข้องจากการที่เสียดสีกับอากาศ ถ้าเกิดว่าคุณเคลื่อนที่เร็วมากๆ ไอ้ของแบบเนี้ยในหนังสือไม่สอนครับ แต่เราคิดได้ มันคิดไปโผล่ไปเห็นกระทั่งว่าปัญหาในชีวิตประจำวันได้เลย นั่นแหละครับผมทำอย่างงี้กับปัญหาทุกๆ อย่าง
หลังจากนั้นครับ พอเรากรุ๊ปปัญหาเป็นกลุ่มๆ แล้วเนี่ย มันจะมีอยู่ช่วงนึงผมจะเอาทุกอย่างมาปนกันให้หมดเลย เพราะว่าผมต้องการที่จะคิดใหม่ทุกครั้ง เนื่องจากว่าถ้าเราจำปัญหาเป็นกลุ่มๆ เนี่ย มันจะทำให้เราคุ้นเคยกับปัญหานั้น และทุกครั้งมันจะทำด้วยความเคยชิน ไม่ใช่ด้วยความคิด ซึ่งผิด เราต้องคิดทุกครั้งที่เราจะทำอะไรลงไป งั้นทุกครั้งเนี่ย ผมทำเนี่ย ผมจะเอามันมารวมกัน แล้วค่อยๆ คิด จะได้ไม่ต้องจำสูตรทีละอย่าง 2 อย่าง ผมจะเอาสูตรมันมาคะกันให้หมดเลย จะได้รู้ว่าวิธีในการที่เราต้องคิดทุกครั้งเนี่ย มันเป็นยังไงนะครับ
และก่อนที่ผมจะคำนวณอะไรสักอย่างในโจทย์เนี่ย ผมจะไม่เริ่มจากการเขียนลงไปในกระดาษ ผมเห็นหลายคนจะเริ่มอย่างงี้ก่อนเลย เอามาปุ๊บก็เขียนๆๆเลย ไม่ครับ เราต้องคิดหลักการของมันก่อนว่าหลักการแก้ปัญหาข้อนี้แก้ด้วยหลักการประมาณไหน และมันมีสเต็ปประมาณไหน แล้วค่อยลงมือทำจริงๆ ไม่งั้นมันจะไม่ออก มันมันจะเหมือนคุณเดินแล้วแบบชนกำแพงไปเรื่อยๆ หาทางออกไม่ได้ แต่ถ้าเกิดคุณแบบเลิกแล้วมามองภาพใหญ่ๆดูอ่ะ มันอาจจะพอเห็นทางไปก่อนหน้านั้นแล้วค่อยลองทำอย่างเงี้ย จะมีโอกาสสำเร็จมากกว่า แล้วผมก็ทำแบบนั้นเรื่อยๆ นี่แหละนะครับ
ทีนี้พอเราทำไปเสร็จปุ๊บเนี่ยนะครับ บางทีลองดูเฉลย ทำไมวิธีของเค้ามันอาจจะต่างไปจากเรา มันเพราะอะไรนะ ครับ หรือมันมีวิธีอื่นมั้ยที่ดีกว่านั้นนะ ครับ แล้วไม่จำเป็นต้องทำให้เหมือนกับคนคนที่เฉลยก็ได้ แต่เราต้องเข้าใจว่าทำไมให้เราไปถึงจุดเป้าหมายที่เป็นคำตอบได้ ไอ้ตรงนี้นี่แหละที่มันจะสร้างความแตกต่าง ยิ่งถ้าเราคิดได้หลายวิธีนะครับ มันยิ่งทำให้เรามีความสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้นในวิชาการคำนวณทั้งหลายแหละนี่แหละ
แล้วก็แน่นอนครับ การคำนวณ เอ่อ ถ้าเราเริ่มเรียนเนี่ย ตอนแรกเราเรียนช้าๆก่อนใช่มั้ มันเหมือนเราเรียนสเต็ปๆไปเรื่อยๆเนี่ย คุณลองถ้าทำไปสักพักนึงเริ่มเชี่ยวชาญ ลองกระโดดข้ามขั้นนิดนึง กระโดดข้ามขั้นที่ไม่ใช่ไกลเกินไปนะครับ การกระโดดข้ามขั้นนิดนึงเนี่ย มันทำให้เราจะต้องหาความคิดอะไรสักอย่างมาเติมเต็มช่วงว่างที่มันที่เราต้องกระโดดข้ามมันไป คือความรู้อ่ะมันกระโดดข้ามได้นะครับ สูตรบางสูตร เช่นถ้าคุณเขียนละเอียดเนี่ย มันง่ายที่จะตามใช่มั้ยครับ แต่อยู่ๆมันจะมีบางอันที่เขาค้าคิดว่าเรารู้ ไอ้ข้อมูลตรงกลางแล้วจะไม่มีจะมีสมมุติมี 5 ขั้นตอนมันรัดเลย 2 3 4 ไม่มีมี 1 แล้ว 5 เลยเนี่ย อันเนี้ย คือหนังสือที่ยากมากขึ้นแล้วคุณอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเกิดคุณมีพื้นฐานคุณจะรู้ว่ากระโดดจาก 1 ไป 5 มันต้องมีขั้นตอนอะไรบ้าง ลองพยายามทำอย่างนั้นดู บางทีพิสูจน์สูตรมาใช่มั้ ผมจะปิดตรงกลางอ่านอันแรกแล้วผมจะลองเดาซิว่ามันไปถึงอันสุดท้ายได้ยังไง การทำแบบเนี้ยนานๆครั้งนะ ครับ มันช่วยทำให้ความคิดทางด้านของการคำนวณน่ะ มันดีขึ้นอีกต่างหากนะฮะ
งั้นวิชาการคำนวณเนี่ย ผมทำแบบนี้ทั้งหมดเลย แล้วมันก็ทำให้เราเก่งขึ้น แล้วเราก็เดาไป ด้วยว่าในอนาคตน่ะ โจทย์มันจะประมาณไหน แล้วเราจะออกให้ได้ยังไง ถ้าลองคิดถึงความเป็นจริงมันมีอะไรยากขึ้นกว่านั้น แล้วเราต้องเอาอะไรความรู้ตรงไหนมาเติมเต็มนะครับ ซึ่งอันนั้นน่ะ มันทำให้ผมเรียนพวกแคลคูลัสด้วยความสนุกสนานมากมายเลย ตอนนี้ลืมไปหมดแล้วนะ แต่ตอนนั้นก็เฮ้ย มันเอาไปทำอะไรได้มากมายกว่าที่เราคิดเยอะมากๆเลยนะครับ มันก็สนุกสนานแบบนั้นนั่นแหละ
ทีนี้มาถึงวิชาที่เกี่ยวข้องกับ อ่า ความจำละ เอ๊ะ ฟิสิกส์เนี่ย มันก็คำนวณซะส่วนใหญ่ เนาะ มันมีจำก็จำสูตรบ้างเล็กๆน้อยๆนั่นแหละ แต่ว่าวิชาอื่นที่ท่องจำเลยอ่ะ สังคม ภาษาไทย อังกฤษ ชีววิทยา อย่างเงี้ย มันทำยังไงอ่ะ วิธีอย่างงี้ครับ มองภาพกว้างก่อนด้วยการอ่านบัน ให้เราเห็นภาพกว้างๆก่อนเลย แล้วค่อยเจาะลึกลงไปสารบัญย่อยทีละนิดทีละหน่อย หลังจากนั้นค่อยๆไปจำมัน มันจะเหมือนการจำแผนที่ของกรุงเทพมหานครครับ ตอนแรกเนี่ย ถ้าใครจะเริ่มจำเมันจะเริ่มจำยังไง ก็ต้องเริ่มจำจากสิ่งที่เป็นหลักๆ เช่น อ่า ถนนสุขุมวิท ถนนพระราม 4 หลังจากนั้นก็ดูซิ มันมีซอยอะไรที่มันเชื่อมกัน หลังจากนั้นก็ไปดูซิว่ามีตึกอยู่ตรงไหน ตึกตรงนั้นมีอะไร ค่อยๆจำลึกลงในรายละเอียดเรื่อยๆ แต่ตอนแรกต้องมองภาพรวมให้ได้ซะก่อนว่ามันเป็นยังไงบ้างนะครับ
นี่ก็เหมือนกัน คุณจำสารบัญให้ได้ซะก่อน แล้วก็คิดในหัวว่า อ้อ เรื่องทั้งหมดมันเกี่ยวข้องกับประมาณนี้ แล้วตอนเข้าไปอ่านนะครับ Take your time ช้าไม่ต้องรีบ อ่านไปทีละพารฟ พารากราฟเนี่ย ผมแนะนำว่าคุณอ่านประโยคแรก และประโยคสุดท้าย ถ้าคนเขียนดีประโยคแรกมันจะเป็นการบอกว่าทั้งพารากราฟเกี่ยวข้องกับอะไร ประโยคสุดท้ายมันจะเป็นการบอกว่าไอ้พารากราฟทั้งหมดเนี้ย สรุปว่าอะไร อ่านอย่างงี้ นะครับ นี่คือวิธีที่ผมใช้
แล้วพออ่านไปจบ section นึงเนี่ย ลองปิดหนังสือแล้วคิดดูซิว่าเมื่อกี้เราได้อ่านอะไรไปบ้าง แล้วลองเล่าออกมาด้วยภาษาของตัวเองว่าเราเข้าใจอะไรที่สำคัญ คิดต่อว่าถ้าเราจะออกข้อสอบจากไอ้เมื่อกี้เนี่ย จะต้องออกประมาณไหนให้มันยากที่สุด และมีตรงไหนที่หนังสือยังไม่เขียน ผมจะคิดอย่างงี้ไปวนมาจนกระทั่งเข้าใจ
เวลาผมไฮไลท์นะครับ ผมจะไฮไลท์เฉพาะคำสำคัญ ไม่ใช่ทั้งประโยค จะไฮไลท์คำสำคัญ เพราะผมต้องการให้ผมพอเห็นคำสำคัญนี้ปุ๊บ มันจะทำให้ผมเข้าใจว่าเรื่องราวบริบทรอบๆมันคืออะไร นี่แหละทำอย่างงี้ไปเรื่อยๆ มันจะทำให้เราจำได้ดีขึ้นนะครับ
แล้วก็มีการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งนะครับ คล้ายๆเหมือนเครือข่ายใยแมงมุมอ่ะ เพราะว่าการจำเนี่ย ถ้าเกิดคุณจำสิ่งแรกได้ จำสิ่งที่ 2 ได้ ถ้าสิ่ง 2 สิ่งเมันมีความสัมพันธ์กันน่ะ มันจะทำให้ส่งเสริมการจำซึ่งกันและกัน มันก็จะง่ายขึ้น หรือบางคนอาจจะจำแบบ Pace นะครับ ก็เหมือนกับว่าถ้าเรามีบ้านอยู่ 1 หลังที่เราจำทุกซอกทุกมุมในบ้านของเราเองได้ แล้วเราลองเอาความรู้เราไปผูกกับที่ต่างๆ เช่น อ่า ถ้าเราเปิดประตูบ้านเข้ามานะ ข้างซ้ายเป็นที่เก็บรองเท้า เราลองคิดซิว่า เออ ความรู้ตรงนั้นเนี่ย อาจจะมีเรื่องของการเฟไซเคิลวางอยู่ตรงนั้น อะไรอย่างเงี้ย เราก็จำให้มันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มันเป็นภาพแล้วเราอยู่ในหัวเราจะได้จำได้เรื่อยๆ นะครับ อันเนี้ย ก็เป็นวิธีจำแบบพระราชวัง หรือพา ซึ่งผมก็ใช้บ้าง แต่ก็ไม่ได้บ่อยขนาดนั้นนะ ผมมองว่าผมใช้วิธีการแบบจำแบบใยแมงมุมให้เรื่องแต่ละเรื่องมีความเกี่ยวข้องกันมากที่สุด จะได้ผลมากกว่านะครับ
หลังจากนั้นครับ วิชาความจำเนี่ย บางคนชอบทำโน้ตย่อ เวลาผมทำโน้ตย่อหรืออะไรพวกตรงเนี้ย สมมุติว่าถ้าผม lecture มามีคนพูดมา สิ่งแรกที่ผมทำก็คือจดเลมก็คือใครพูดอะไรมาก็จดมาให้หมดก่อน หลังจากนั้นครับ ข้างๆ จะแบ่งเป็น 3 ช่อง ช่องแรกคือสรุปว่าไอ้ทั้งหมดเนี้ย ถ้าทำเป็นคำสำคัญเป็น bullet point อ่ะ มันมีข้อความสำคัญอะไรบ้าง ช่องที่ 2 ทั้งหมดเนี้ย มันยังมีอะไรที่เราไม่รู้ ช่องที่ 3 เป็นช่องคำถามแล้วว่าเราจะเอาของพวกเนี้ยถามอะไรได้บ้าง ทำแบบเนี้ยเสมอ ทำให้ความจำเนี่ยเนี่ย มันจะถูกใช้ แล้วก็ถูกคิดต่อไปในอนาคต ไม่ใช่แค่พระศักดิ์แต่ว่าจำแล้วแต่ทำไม่ได้นะครับ
คนที่เรียนวิชาความจำไปเรื่อยๆเนี่ย เหมือนคุณเรียนภาษาใหม่ที่ไม่เคยเรียน ตอนแรกเนี่ยจะยากมาก เพราะมันต้องจำ แต่ถ้าเกิดใครชินกับวิธีการจำแล้วเนี่ย มันจะกลายไปเป็นคนที่ไม่เก่ง อ่า ฟังดีๆนะ มันจะเป็นคนที่ไม่เก่ง เพราะว่าสุดท้ายมันต้องคิดให้เป็นนะครับ แต่ว่าวิชาการคำนวณเนี่ย มันคิดก่อนนะ แล้วก็อาจจะไปจำทีหลัง แต่วิชาความจำเนี่ย จำก่อนคิดทีหลัง แต่ถ้าจำแล้วมันชินวิชาวิธีจำนะจำแหลกลานแล้วไม่เคยคิดอีกเลยเนี่ย อันเนี้ยไม่รอด ดังนั้นต้องคิดอยู่เสมอว่ามันจะเอาโจทย์นี้มาออกได้ยังไง อนาคตจะเป็นยังไง นี่คือวิธีในการแก้ไขเรื่องของความจำ
การทำโจทย์ก็เหมือนกันครับ เราต้องคิดว่าไอ้โจทย์เนี้ย ลองถอดย้อนกลับไปซิเค้าสร้างมาจากความรู้ประมาณไหน ทำไมเค้าถึงถามแบบนี้ อย่างเงี้ย ทำเรื่อยๆ คุณจะเก่ง วิชาทางด้านของการจำเนี่ย บางทีถ้าเกิดคุณอ่านช้าๆ มันอาจจะติดอยู่สักที่นึง มันติดแล้วก็คิดไม่ออกว่าทำไมมันเป็นแบบนั้น ไม่เป็นไรครับ ถ้ามันติดมากๆเนี่ย ลองอ่านต่อไปอีกนิดนึงจะได้คำตอบ มันมักจะเป็นอย่างนั้นนะครับ นี่จะเกิดขึ้นกับคนที่อ่านช้ามากๆ อ่านช้ามากๆ เพื่อความเข้าใจ แต่มันจะถึงจุดนึงที่มันติด อันนั้นไม่เป็นไรครับ ปล่อยปล่อยให้มันไม่รู้แล้วอ่านต่อไปสักพักนึง มันจะเข้าใจเองว่าอ้า เรื่องที่แล้วมันหมายความว่าอะไร
ผมเนี่ย เป็นคนที่อ่านหนังสือมักจะรอบเดียวนะครับ คนคิดว่าเฮ้ย เราเก่งหรือเปล่า อ่านหนังสือรอบเดียวจำได้แม่น ผมมันเป็นยีนนี่หว่า ยีนพ่อแม่เก่งไม่นะครับ ผมอ่านช้ามาก แต่ว่าพออ่านปุ๊บเนี่ย เราเข้าใจเลย เพราะเราต้องการจะจำให้ได้ แล้วก็เข้าใจให้ได้ว่าเมื่อกี้มันเขียนอะไรไว้นะครับ นี่คือวิธีในการเรียน ซึ่งในการอ่านฟิสิกส์ของ ดร.เมื่อสุด ท้ายเนี่ย ผมก็ทำแบบนั้นเหมือนกันนะ ฟิสิกส์เข้าใจไปเป็นขั้นๆ แล้วหลังจากนั้นก็เข้าใจเลยหลังจากการอ่านรอบแรกจบนะครับ
ทีนี้ในการอ่านพวกนี้ไปสักพักนึงแล้วเนี่ย เราต้องย้อนกลับไปดูคอนเซปต์ตอนต้นด้วยว่า เออ มันยังคงจำได้และเข้าใจอยู่นะ ย้อนไปย้อนมาได้นะ อันนี้เป็นเรื่องของความจำ
ต่อมาเรื่องของศิลปะ เพราะว่าทุกคนก็คงจะเห็นว่าผมวาดรูปได้เหมือนกัน เออ ผมทำยังไง มันเกี่ยวข้องอะไรกับความจำกับการคำนวณ มันมีหลักการเหมือนกันครับ คนเราถ้าฉลาดมันใช้ความฉลาดได้กับทุกอย่างจริงๆ
เรื่องของการวาดรูปเนี่ย ผมจะคิดอย่างงี้เลยครับว่ารูปรูปนึง ถ้าเรานั่งคิดเนี่ย มันวาดมาได้ยังไง ด้วยพื้นฐานแบบไหน เอาอะไรเป็นส่วนประกอบ ต้องลงสีอะไรก่อนอะไรหลัง ทำไมต้องมี LOR ทำไมจะต้องฝึกข้อมือแบบนี้ เพื่อวาดเส้นเหล่านี้ มีหนักมีเบาแบบไหน ถึงเรียกว่าสวย องค์ประกอบภาพเป็นยังไง ผมจะเริ่มจากการวิเคราะห์ ไม่ได้เริ่มจากการวาดครับ ผมจะเอารูปที่มันสวยๆนี่แหละ เอามาวางๆ แล้วลองดูซิ ทำไมมันถึงสวย แล้วทำไมภาพที่เราวาดมันถึงห่วย มันต่างกันยังไง พอเราเห็นความแตกต่าง เราจะเริ่มเข้าใจว่า อ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง แล้วเราก็จะพยายามรู้ว่าเราเข้าใจคอนเซปต์คร่าวๆแล้ว ว่าแบบนี้คือสวย
เวลาเริ่มวาดรูปเนี่ย เราจะเริ่มแบบที่เรียกว่า Macro หรือภาพรวมนะครับ ถ้าเราจะวาดอะไรสักอย่าง เราจะไม่เริ่มจากจุดเล็กๆเล็กเล็กๆไปเรื่อยๆไม่ เราต้องเห็นภาพใหญ่ในหัวก่อน ดังนั้นเวลาที่คนวาดรูปเนี่ย เราจะสังเกตว่าเขาจะวาดโครง วาดโครงนี่คือดูไม่ค่อยไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เป็นโครงเละๆขึ้นมานี่แหละ แต่มันเป็นโครงที่เขาจะต้องเห็นภาพให้ชัดเจนในหัว แล้วหลังจากนั้นครับ ค่อยๆเติมรายละเอียดลงไป รายละเอียดพวกเคือเทคนิคต่างๆ ที่เราจะต้องศึกษานะครับ นี่คือวิธีในการหัดการวาดรูปให้เก่ง
ดังนั้นดูรูปที่แบบคนเก่งเค้าวาดแล้วเราวิเคราะห์ว่าเค้าทำยังไงนะครับ อันเนี้ก็เหมือนการคิดโจทย์ฟิสิกส์ โจทย์ชีวะเลยอ่ะ คือมีโจทย์ปุ๊บ แล้วถอยหลังไปซิเค้าสร้างมาจากอะไร นี่ความรู้แบบนี้นี่แหละ เวลาวาดรูปเนี่ย มันจะชัดเจนมาก เราต้องทำถอยหลังเพื่อที่เราเข้าใจว่ามันเป็นแบบไหนยังไงนะครับ แล้วก็หมั่นดูคนที่เขาวาดรูปเก่งๆว่ามันมีเทคนิคอะไรบ้าง เราจำได้เลยครับของพวกนี้ แต่นอกเหนือจากนั้นก็ต้องมาฝึกแล้วครับ ทางด้านของสายตา การกะองค์ประกอบ หรืออะไรพวกเนี้ย ก็จะต้องเข้ามาฝึกและนะครับ นี่คือการที่ผมหัดพวกนี้ยังไง
อ้า แล้วดนตรีหัดยังไง ผมเนี่ย เล่นเปียโนเป็นหลักนะครับ แต่ก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น เพียงแต่ว่าก็พอมีความสามารถอยู่บ้าง เพียงแต่ว่ามันมีอย่างนึงครับ คือผมหัดอะไรก็มีความเป็นได้ค่อนข้างที่จะเร็ว และก่อนที่ผมจะหัดอะไรสักอย่างนึง ผมจะคิดก่อนว่าจะหัดยังไงให้มันดี ต้องตีโจทย์ตรงนี้ให้แตกก่อน แล้วหัดยังไงให้มันเร็ว
เปียโนหรือดนตรีหลายๆอย่างเนี่ย สิ่งที่ผมเห็นแล้วคนพลาดบ่อยก็คือการซ้อมอยู่ที่เดิม ซ้อมแล้วซ้อมอีก วนไปวนมั้ แล้วมันก็ผิดที่เดิม ผิดที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก นั่นแหละครับปัญหา อะไรรู้มั้ย Muscle Memory ความจำของกล้ามเนื้อ ถ้าคุณผิดที่เดิมซ้ำๆเนี่ย ร่างกายของคุณมันจะจำไอ้การผิดที่เดิม จนกระทั่งมันฝังเข้ามาในกล้ามเนื้อ ต่อไปคุณก็จะผิดตรงนั้นแหละ งั้นวิธีก็คือเราจะไม่ซ้อมซ้ำๆที่เดิม จนกระทั่งมันผิดที่เดิม ถ้าคุณผิดที่เดิมเกิน 2-3 ครั้งเลิกซ้อมเหอะ ลองเปลี่ยนวิธี เพราะวิธีนั้นไม่เหมาะกับคุณแล้ว อาจจะเริ่มจากการถ้าเป็นเปียโนอาจจะเริ่มจากการมือซ้ายก่อน อ่า เดี๋ยวค่อยมือขวาเข้าไปประกบ หรือจะเล่นเป็นท่อนสั้นๆ โดยเลือกท่อนแบ่งท่อน หรือการเน้นโน้ตบางโน้ตเพื่อให้มันจำง่ายขึ้น อย่างเงี้ยครับ และอย่าให้ผิดที่เดิม ถ้าถ้าเล่นแล้วรู้สึกว่าอ่ะ ตรงถึงตรงนี้ กำลังจะผิดไม่เป็นไร หยุดก่อนแล้วค่อยเล่นต่อเนี่ย เพื่อให้กล้ามเนื้อของเรามันไม่จำในที่ผิดครับ ไม่งั้นมันจะมีปัญหา
แต่เพลงทั้งเพลงก่อนที่ผมจะเล่นเนี่ย ผมจะลองอ่านโน้ตคร่าวๆแล้วเดาว่าอารมณ์เพลงมันจะประมาณไหน เพราะอะไรรู้มั้ครับ ตอนแรกพวกคุณทุกคนเนี่ย จะเล่นให้ถูกโน้ตตรงเป๊ะเลย แต่ตอนที่คุณไปเล่นจริงเนี่ย มันจะต้องมีการใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไป เพลงทุกเพลงเนี่ย โน้ตมันมีของมันทั้งนั้นแหละนะ ครับ แต่คนแต่ละคนมันเล่นออกมาแล้วมันจะไม่เหมือนกันถูกมั้ย เออ มันเพราะอะไร ก็เพราะว่าแต่ละคนมีความมีการตีความเพลงที่ไม่เหมือนกัน มีอารมณ์ที่ต่างกันในการเล่น และตรงนี้แหละครับที่มันเป็นจุดสำคัญ
เวลาที่เราเล่นดนตรี คุณจะหัดเป็นช่วงเล็กๆ อะไรก็ได้นะ แต่คุณคุณจะต้องเล็กๆ แล้วหันมามองภาพใหญ่บ้างว่า อ้อ นี่เรากำลังทำประมาณนี้อยู่ ดังนั้นดนตรีเนี่ย มันอาจจะแตกต่างจากวาดรูปหน่อยนึง วาดรูปมองภาพรวมแล้วค่อยลงมารายละเอียด แต่ดนตรีเนี่ย ต้องรายละเอียดแล้วไปภาพรวม หรือไปไปกลับนะ ครับ เพราะว่าจะไปภาพรวมตอนแรกมันเล่นไม่ได้อ่ะ ยกเว้นว่าคุณมีเพลงนั้นให้ฟัง อ่า อาจจะพอเข้าใจอารมณ์เพลง เข้าใจเสร็จปุ๊บ เก็บตรงอารมณ์เพลงไว้ แล้วอย่าลืมเอาไปเล่นทีหลังไง ก็ตามนะครับ เวลาที่เราฝึกแต่ละแต่ละช่วงเนี่ย ไม่ใช่เอาทุกอย่างมา
รวมกัน เช่น โอจังหวะ ความเร็ว ความหนักเบา อารมณ์ ยัดเข้าไปให้หมด มันไม่ได้ครับ มันจะไม่สำเร็จ เอาทีละอย่างนะครับ เอาทีละอย่างก่อน แล้วค่อยไปประกอบกันทีหลังเนี่ย อันนี้คือวิธีในการเล่นดนตรีของผม
กีฬาทำยังไงล่ะ กีฬาหรือว่าการออกกำลังกายต่างๆ เนี่ย ลองคิดเหมือนกันครับ เอ๊ะ ทำยังไงเราถึงจะได้มันมีจุดเด่นอันนึงก็คือ Mind Muscle Connection หรือสติกับกล้ามเนื้อ ว่าเราจะต้องควบคุมกล้ามเนื้อตรงไหน ปฏิกิริยาอย่างไร ให้เราสามารถที่จะหัดกีฬานั้นได้เร็วกว่าคนอื่นเค้า อันเนี้คือสิ่งที่เราต้องเข้าใจเลยว่าทำยังไง Reaction Time อ่ะ เราต้องเร็วมั้ย ต้องไปฝึกตรงนั้นนะครับ หรือกีฬาแบบไหนมันมีการใช้กล้ามเนื้อส่วนไหนที่มันอาจจะแตกต่างจากกีฬาชนิดอื่น อันนั้นเราก็ต้องไปฝึกตรงนั้นครับ
นี่แหละครับวิธีการฝึกกีฬา แล้วก็ร่างกายทุกคนจะเห็นว่าในช่วงช่วงประมาณปี 2 ปีมาเนี้ย ถ้าใครย้อนกลับไปดูคลิปเก่าๆของผมเนี่ย ผมตัวใหญ่ขึ้นมาแบบชัดเจน ถามว่าทำไม เพราะว่าผมเปลี่ยนวิธีในการเล่นเพื่อให้ตัวเองเนี่ย ตัวใหญ่ แล้วก็มันขึ้นอยู่กับว่าจุดประสงค์ของคุณคืออะไรนะ อยากจะเล่นเก่ง อยากจะตัวใหญ่ อยากจะลีน หรืออยากจะอะไร มันออกกำลังกายไม่เหมือนกัน งั้นตรงเนี้ย ก่อนที่เราจะทำอะไร รู้เป้าหมาย คิดวิธีไปแล้วลองทำก่อน
สิ่งที่สำคัญสำหรับการออกกำลังกายก็คือ Mind Muscle Connection จริงๆ ก่อนที่คุณจะทำอะไรสักอย่างนึง คุณคิดวิธีก่อนเลยว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ยังไง ไม่ใช่ว่าลงไปแล้วก็ เออลองๆไปก่อน การลองๆองไปก่อนเนี่ย ไม่มีอะไรที่ช่วยได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นชีววิทยา นะครับ หรือการคำนวณฟิสิกส์ ซึ่งแบบคุณเขียนเลขลงไปเลยมันไม่ค่อยสำเร็จเท่าไหร่ ต่อให้มันสำเร็จระยะแรกนะครับ ระยะยาวมันจะไม่ค่อยสำเร็จ วาดรูปก็เหมือนกัน ลองวาดดูก่อน เออ มันอาจจะได้ถ้าคุณเก่งมาก แต่ถ้าเกิดคุณยังไม่เก่ง อย่าเพิ่งเริ่มอย่างงั้น มองภาพรวมให้ได้ก่อน ดนตรีอ่ะ ใช้วิธีเดียวกันหมดเลยนะฮะ
นอกเหนือจากนี้ครับ ทักษะการใช้ชีวิตอื่นๆ ผมก็ทำเหมือนกัน เช่น ทักษะการคุยกับคน เพราะผมต้องไปสัมภาษณ์หลายที่ ตอนช่วงที่ผมไปเรียนต่อที่อเมริกา ก็ต้องไปให้เค้ารับผมเข้าให้ได้ถูกมั้ครับ งั้นเราต้องมีทักษะในการอ่านใจคน เค้าชอบอะไร เราต้องทำให้เค้าถามในสิ่งที่เราอยากจะตอบ เออ ทำยังไงอ่ะ นี่แหละครับ ต้องคิด ต้องคิดจริงจัง แล้วคุณอาจจะเขียนลงมาในกระดาษก็ได้ว่าคุณลองวิธีนี้ ถ้าเป็นคุณจะรู้สึกแบบไหน ถ้าคุณพูดในกระจกแล้วหน้าต่างของคุณมันแบบแหย่ๆอย่างเงี้ย เค้าจะรู้สึกยังไงนะครับ หรือคุณนั่งแบบอย่างเงี้ย เค้าคนฟังเค้าจะรู้สึกยังไง เราต้องเดาทาง ค่อยๆคิดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
หนังสือฟิสิกส์เล่มนี้นี่แหละ มันสอนให้ผมจับรายละเอียดพวกเนี้ยทั้งหมดเลย แล้วค่อยๆคิดเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ต้องรีบนะครับ แล้วมีบางช่วงกระโดดให้เร็วบ้าง เพื่อดูซิว่าเราอาจจะไปได้เร็วกว่านี้ แล้วเราพร้อมที่จะเรียนรู้เร็วขึ้น มีการย้อนไปดูที่เก่า อ่า มันยังเป็นอะไรที่เราเข้าใจดีอยู่หรือเปล่า บางส่วนเราลืม
ทั้งหมดทั้งมวลนะครับ การเรียนต่างๆนะครับ ฐานต้องแน่น แล้วยอดมันถึงจะไปได้ ถ้าเราไปรู้ทางลัดขึ้นไปบนยอด โดยที่ฐานเราไม่แน่นนะครับ เราอาจจะได้ชนะแค่บางปัญหา แต่ไอ้ปัญหาที่มันยากกว่านั้นน่ะ ยังไงครูก็ต้องใช้ฐานที่มันแข็งแรงอยู่นั่นแหละครับ
อ่ะ วันนี้ผมก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ วิธีในการเรียนของผมมันเป็นแบบนี้นี่แหละ มันอาจจะดูไม่มีอะไรนะครับ แต่ผมบอกเลยว่าถ้าคุณทำตามผมให้ได้เนี่ย มันมีโอกาสที่จะพัฒนาอะไรมาเยอะ และที่สำคัญผมก็สอนคนมาหลายคนเหมือนกัน ผมเห็นวิธีการเรียนรู้ของหลายๆคนมาหมดแล้ว และการที่บางคนไม่เก่งเนี่ย มันเป็นเพราะว่าเค้าเรียนรู้ไม่ถูกวิธี มันเลยเป็นแบบนั้นนะครับ
อ้อ ความจำอีกอย่างนึง บางคนอาจใช้การ Active Recall ซึ่งผมเคยทำคลิปไปแล้วนะครับ Active Recall การอ่านหนังสือให้นาน Moderation เทคนิคนะครับ สลับไปกับการออกกำลังกาย อ่านเสร็จแล้วก็ไปนอน มันจะได้ความจำดีนะ ครับ ถ้าอ่านเสร็จแล้วก็อ่านดะไปจนดึกๆเนี่ย เป็นวิธีที่ไม่ดีไม่ถูกต้องนะครับ มันทำได้แค่ตอนแรก แต่ว่าตอนหลังมันจะไม่ดีต่อทั้งความจำของเราเอง แล้วก็เรื่องของสุขภาพร่างกาย
งั้นถ้าเราจะอ่านหนังสืออะไรสักเรื่องนึงนะครับ เอาร่างกายให้พร้อมก่อน ออกกำลังกายมา ถ้าคุณเรียนมาทั้งวันไปพักผ่อนเลยครับ พักผ่อน กินข้าว อาบน้ำ อะไรให้เรียบร้อย แล้วค่อยมานั่งอ่านจริงจัง อ่านเสร็จปุ๊บ อย่าลืมนอน นอนให้หลับให้สนิท มันจะเอาความจำแล้วก็ความรู้ทั้งหมดไปจัดเรียงในสมอง เพื่อที่จะให้เราเก่งขึ้น ไอ้นี้คือใช้ได้กับทุกอย่างนะ การนอนหลังที่เราฝึกไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ดนตรี คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ความจำ ชีววิทยา ภาษา ทั้งหมดเลยจริงๆนะครับ
อ้อ ถ้าเป็นภาษาเนี่ย วิธีในการฝึกคือการพูดให้บ่อย ไม่ใช่การเขียนให้บ่อยครับ การพูดเนี่ย มันจะทำให้เราเข้าใจในภาษาทั้งหมด แล้วก็การฟังหลายๆอย่างเนี่ย จะทำให้เราเข้าใจบริบทภาษาได้ดีกว่าการเขียนตั้งแต่แรกซะอีกนะครับ
โอเค วันนี้ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆที่เข้ามาฟังนะครับ หรือว่าใครที่ยังอยากจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ลองเอาวิธีเหล่านี้ของผมไปใช้ดูนะครับ ถ้าใครมีอะไรสงสัยในเรื่องไหน เดี๋ยวก็ทิ้งคำถามไว้นะครับ ผมก็จะมาตอบให้นะครับ วันนี้เท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ