Transcription
สวัสดีครับ พูดถึงชื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการสื่อไทยเนี่ย ชื่อของคุณสรยุทธ สุทธัธนจินดาต้องขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ แน่ๆ แต่เคยสงสัยกันมั้ยครับว่าอะไรที่ทำให้เขากล้าที่จะท้าทายอำนาจได้แบบไม่เกรงกลัวใครเลย วันนี้เราจะมาถอดรหัสปรากฏการณ์สรยุทธไปด้วยกันครับ
ใช่ครับ คำถามสำคัญมันอยู่ตรงนี้เลย อะไรกันแน่ที่ทำให้นักข่าวแค่คนเดียวเนี่ย สามารถยืนหยัดท้าทายคนที่เรียกได้ว่ามีอำนาจสูงสุดในประเทศได้ แถมยังทำได้อย่างต่อเนื่องแล้วก็ดูไม่กลัวเลย วันนี้ละครับ เราจะมาเจาะลึกหาคำตอบเรื่องนี้กัน
คือถ้าจะบอกว่ามันเป็นแค่เรื่องของบุคลิกหรือความกล้าส่วนตัว อันนั้นก็อาจจะง่ายไปหน่อยครับ จริงๆ แล้วคำตอบมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลย มันคือสิ่งที่เรียกว่า "ระบบนิเวศการสื่อสาร" ครับที่คุณสรยุทธ์ค่อยๆ สร้างมันขึ้นมาอย่างแยบยลเลยนะ คือมันเป็นทั้งเกราะป้องกันตัวแล้วก็เป็นอาวุธที่ใช้ในการทำงานไปพร้อมๆ กันเลย
เอาล่ะครับ ทีนี้ทุกอย่างมันก็ต้องมีที่มาที่ไปใช่มั้ยครับ เราต้องย้อนกลับไปดูที่จุดกำเนิดกันก่อนเลยว่าประสบการณ์ในอดีตเนี่ย มันหล่อหลอมให้คนๆ นึงกลายเป็นคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจได้ยังไง และนี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ครับ
คือความผิดพลาดในวัยเยาว์ที่ทำไมต้องเข้าไปอยู่ในสถานพินิจ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อบ้านเมตตาเป็นเวลา 15 วัน คือการได้ไปสัมผัสกับกลไกอำนาจรัฐแบบถึงแก่นตั้งแต่ยังอายุน้อยเนี่ย มันเหมือนกับเป็นการทลายกำแพงความกลัวที่คนปกติมีต่อระบบ ต่อคุก ต่อตารางลงไปจนแต้มไม่เหลือเลย
ถ้าเรามองภาพรวมนะครับ ทั้งหมดนี้มันเหมือนจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นเลย ที่ค่อยๆ เอามาประกอบร่างกันขึ้นมา เริ่มตั้งแต่เครือข่ายที่ได้จากโรงเรียนดีๆ มาต่อด้วยประสบการณ์ตรงจากบ้านเมตตาที่ทำลายความกลัว แล้วก็ความมั่นใจในข้อเท็จจริงที่ได้จากการเรียนเกียรตินิยม ปิดท้ายด้วยหลักคิดแบบกรรมกรที่ซึมซับมาจากครอบครัว โอ้โห ทั้งหมดนี่แหละครับคือรากฐานสำคัญที่สร้างสไตล์การทำข่าวแบบถึงลูกถึงคนแบบไม่ยอมใครของเขาขึ้นมาเลย
ทีนี้พอเราเข้าใจพื้นเพของเขาแล้ว เรามาดูกันที่หัวใจสำคัญในการทำงานของเขากันบ้างดีกว่า นั่นก็คือปรัชญาที่เรียกว่า "กรรมกรข่าว" ซึ่งมันเปรียบเสมือนเป็นอาวุธประจำตัวของเขาเลยล่ะครับ
คำว่ากรรมกรข่าวเนี่ย ฟังดูอาจจะเหมือนคำเท่ๆ นะครับ แตจริงๆ แล้วมันมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก มันคือปรัชญาที่บอกว่าความสำเร็จมันไม่มีทางลัด อยากเก่งก็ต้องทำงานหนัก ต้องลงแรง ความมั่นใจของคุณสรยุทธเนี่ยเนี่ย มันไม่ได้มาจากไหนเลยครับ มันมาจากการเตรียมตัวที่ดีกว่าคนอื่น การทำการบ้านที่ละเอียดกว่า จนทำให้เค้าสามารถตั้งคำถามที่มันคมๆ ชนิดที่ว่าคนตอบเนี่ยดิ้นไม่หลุด บิดเบือนไม่ได้เลย
แล้วผลลัพธ์ของความคมนั้นเป็นยังไง ก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ วาทะในตำนานจากอดีตนายกรัฐมนตรีพลเอกชาติชาย ชุนหวัณที่บอกว่า "คนอย่างคุณนี่แหละทำให้กรุงเสียยาแตก" โห คำนี้คำเดียวมันบอกอะไรได้เยอะมากเลยนะครับ มันเป็นเครื่องยืนยันเลยว่าคำถามของเขามันทรงพลังขนาดไหน และมันก็คือบทพิสูจน์ว่าสำหรับคุณสรยุทธแล้ว หน้าที่ของสื่อต้องมาก่อน มาก่อนความเกรงใจทุกอย่าง
ไม่เพียงแค่นั้นนะครับ เขายังถือเป็นคนที่ปฏิวัติวงการสื่อไทยเลยด้วย การสร้างเวทีที่เรียกว่า "อาร์ท ทอล์ค" ขึ้นมา คือมันเหมือนกับการตั้งศาลประชาชนกลางอากาศเลยดีกว่า คือจับเอาคู่ขัดแย้งเนี่ย มาเผชิญหน้ากันสดๆ ต่อหน้าคนทั้งประเทศ แล้วตัวเขาเองก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนอัยการ เป็นตัวแทนของประชาชนในการซักฟ้องหาความจริง โอ้โห เป็นอะไรที่ใหม่มากในยุคนั้นเลยครับ
เอาล่ะครับ เราพูดถึงอาวุธของเขาไปแล้ว ทีนี้มาดูเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดของเขากันบ้าง และนี่อาจจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดเลยก็ได้นะครับ ที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้ นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า "ทุนทางสังคม" หรือพูดง่ายๆ ก็คือความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างมหาศาลจากมวลชนนั่นเองครับ
ใช่เลยครับ ทุนทางสังคม หรือ Social Capital เนี่ย มันก็คือความเชื่อมั่น ความศรัทธาที่คนทั่วไปมีให้กับตัวเขา ซึ่งมันทำหน้าที่เหมือนเป็นเกราะป้องกันที่มองไม่เห็นจริงๆ ครับ ลองคิดดูสิครับว่าใครก็ตามที่คิดจะมาโจมตีคุณสรยุทธเนี่ย มันไม่ใช่แค่การโจมตีคนเดียว แต่มันเท่ากับว่ากำลังท้าทายความรู้สึกของคนอีกนับล้านคนที่สนับสนุนเขาอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าต้นทุนมันสูงมาก
แล้วเกราะที่ว่าเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ นะครับ เขาใช้เวลาหลายปีสร้างมันขึ้นมาอย่างเป็นระบบเลย ผ่านการทำงานเพื่อสังคมแบบกัดไม่ปล่อย ไม่ว่าจะมีภัยพิบัติที่ไหน น้ำท่วม ดินถล่ม เราจะเห็นภาพเขาลงพื้นที่ไปช่วย เป็นกระบอกเสียง เป็นแกนนำในการระดมทุนบริจาค ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดภาพของสรยุทธกับการทำเพื่อส่วนรวมมันแทบจะกลายเป็นสิ่งเดียวกันไปเลย
แล้วพลังของทุนทางสังคมมันวัดผลได้มั้ย ได้สิครับ นี่เลย ตัวเลขเงินบริจาคที่ระดมทุนได้ในแต่ละครั้งนี่แหละครับคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด มันคือการเปลี่ยนสิ่งที่ดูเป็นนามธรรมอย่างความเชื่อใจให้กลายเป็นพลังที่มันจับต้องได้ เป็นเงิน เป็นทองที่เอาไปช่วยเหลือคนได้จริงๆ โอ้โห ไม่ธรรมดาเลยครับ
แต่แล้วเส้นทางของเขาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไปครับ มันก็มาถึงบททดสอบครั้งที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต วิกฤตการณ์ที่เกือบจะทำลายทุกอย่างที่เขาสร้างมา แต่สุดท้ายแล้ววิกฤตครั้งนี้กลับไม่ได้เป็นแค่จุดจบ แต่มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สร้างความชอบธรรมครั้งใหม่ให้กับเขาอย่างไม่น่าเชื่อ
เนี่ย วิกฤตที่ว่า ก็คือคดีไร่ส้มที่โด่งดังนั่นเองครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินค่าโฆษณาส่วนเกิน ตัวเลขก็คือ 138 ล้านบาท ซึ่งคดีนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินๆ ทองๆ นะครับ แต่มันคือการโจมตีไปที่หัวใจเลย คือความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใสของเขา มันกลายเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดที่ใครก็หยิบยกมาใช้โจมตีเขาได้ตลอดเวลา
แล้วการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมเนี่ย มันไม่ได้จบในวันสองวันนะ ครับ โอ้โหมันยาวนานถึง 8 ปีเต็มๆ ลองนึกภาพตามนะครับ 8 ปีที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลตั้งแต่ศาลชั้นต้น อุธรณ์ ไปจนถึงฎีกา จนกระทั่งมีคำตัดสินสุดท้ายออกมาในปี 2563 มันคือ 8 ปีแห่งความกดดันมหาศาล เป็นบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุดจริงๆ ครับ
แต่จุดที่พีคที่สุดของเรื่องนี้อยู่ที่การตัดสินใจของเขาหลังจากคำพิพากษาครับ แทนที่จะหาทางหลบหนี เขากลับเลือกที่จะยอมรับ แล้วก็เดินเข้าเรือนจำเพื่อรับโทษ การกระทำนี้แหละครับ มันคือการพลิกเกมครั้งสำคัญเลย มันเป็นการทำลายจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของตัวเองทิ้งไปแล้วสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ความชอบธรรมครั้งใหม่" ขึ้นมาแทน คือจากนี้ไปใครจะมาว่าเขาเรื่องนี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะเขาจะตอบกลับได้เต็มปากเลยว่า "ผมชดใช้แล้ว ผมติดคุกมาแล้ว" จบ ปิดประตูการโจมตีเรื่องนี้ไปได้แบบถาวรเลย
แล้วพอพ้นโทษออกมา มันก็เหมือนเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ครับ เป็นการกลับมาที่ต้องบอกว่ายิ่งใหญ่กว่าเดิม เพราะคราวนี้เขาไม่ได้กลับมาที่เดิม แต่เขากลับมาพร้อมกับอิสรภาพและอิทธิพลที่มากกว่าที่เคยมีมา
ในโลกที่เรียกว่าโลกดิจิทัล ใช่เลยครับ การตัดสินใจย้ายฐานที่มั่นของตัวเองมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์เต็มตัว ทั้ง Facebook ทั้ง YouTube นี่คือการเดินหมากที่ฉลาดสุดๆ เลยครับ เพราะมันหมายความว่าอะไร หมายความว่าตอนเนี้ย เค้าเป็นอิสระแล้ว เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องขึ้นอยู่กับช่อง ไม่ต้องขึ้นอยู่กับองค์กร ไม่ต้องแคร์การควบคุมจากใครอีกต่อไปแล้ว
พอมาอยู่ในโลกดิจิทัลเนี่ย เขาก็มีเครื่องมือใหม่ที่มาเสริมความกล้าของเขาให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก อย่างแรกเลย คือความเป็นเจ้าของ "นี่ช่องของผม ผมจะพูดอะไรก็ได้" 2 คือการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ คือมีคนดูเป็นล้านคอยเป็นกำแพงมนุษย์ปกป้องอยู่หลังจอ 3 คือการใช้ข้อมูลทำโพลสดๆ เอาฉันทมติของคนดูมาเป็นอาวุธซะเลย และสุดท้ายคือจุดยืนหลังพ้นโทษที่ชัดเจนว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐ ทั้งหมดนี้มันยิ่งทำให้การตรวจสอบอำนาจของเขามันเฉียบคมและน่าเกรงขามกว่าเดิมหลายเท่าเลยครับ
ดังนั้น ถ้าจะให้สรุปทั้งหมดนะครับ ความกล้าของคุณสรยุทธเนี่ย มันไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มันตั้งอยู่บน 4 เสาหลักที่แข็งแกร่งมากๆ 1 คือข้อมูลจากชาวบ้านจริงๆ ที่แน่นกว่าใคร 2 คืออิสระทางการเงินที่ไม่ต้องง้อใคร 3 คือพลังของแบรนด์สรยุทธ ที่มันใหญ่กว่าชื่อช่องไปแล้ว และ 4 ซึ่งอาจจะสำคัญที่สุดคือสัญชาตญาณของคนที่เคยล้มเคยเสียทุกอย่างมาแล้ว พอผ่านมาได้มันก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวอีกต่อไปแล้วครับ
และทั้งหมดนี้ก็นำมาสู่คำถามสุดท้ายที่น่าสนใจมากครับว่า ปรากฏการณ์สรยุทธที่เราได้ถอดรหัสกันมาทั้งหมดเนี่ย มันจะเป็นโมเดลที่ยั่งยืน เป็นพิมพ์เขียวให้คนทำสื่อรุ่นใหม่ๆ เดินตามได้หรือเปล่า หรือว่าทั้งหมดนี้มันเป็นแค่ข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ ที่ต้องอาศัยทั้งจังหวะชีวิต ประสบการณ์ และปัจจัยเฉพาะตัวอีกมากมาย ซึ่งนี่ก็คือคำถามสำคัญที่เราคงต้องฝากไว้ให้วงการสื่อไทยได้ขบคิดกันต่อไปครับ