Transcription
สวัสดีครับ ในปีที่ผ่านมาเนี่ย ผมคิดว่าหลายคนคงจะสังเกตได้ว่าโลกของเรามันค่อนข้างที่จะวุ่นวายและมีความผันผวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามที่เกิดในหลายพื้นที่ เรื่องความรุนแรงในที่ต่างๆ นะครับ เรื่องของทองที่ราคามันขึ้น เรื่องของ AI ที่เข้ามามีผลกับชีวิตเรามากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้อมูลข่าวสารปลอมที่มันดูเหมือนจริงเข้าไปทุกวันแล้วนะครับ เรื่องของสแกมเมอร์ เรื่องของเศรษฐกิจที่ขึ้นลงๆ เราจะมีชีวิตอยู่รอดได้ในภาวะผันผวนแบบนี้ สำหรับผมนะครับ คิดว่าควรจะต้องมีการลงทุนในพอร์ตที่ป้องกันไม่ให้ชีวิตของเราพัง หรือที่เรียกว่า Anti fragile portfolio ซึ่งสำหรับผมเนี่ย มันมีหลักอยู่ 4 ข้อคือ 4B ที่ผมจะพูดให้ทุกคนฟังในวันนี้ว่ามันคืออะไรบ้าง เดี๋ยวลองฟังกันดูนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนี ธนียวัณ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ ในช่วงเวลาที่ผันผวนแบบนี้เนี่ย สำหรับผมนะครับ การลงทุนกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรเนี่ย มันค่อนข้างที่จะมีความเสี่ยง แต่สิ่งที่ทำให้เราเนี่ยปลอดภัย มีเสถียรภาพในระยะยาวและระยะสั้นด้วย นั่นก็คือการลงทุนที่เป็นการป้องกันตัวเองนะครับ นั่นก็คือ Portฟolio ที่เป็นแบบ anti fragile นะครับ ไม่ว่าจะมีการผันผวนยังไง เราก็ยังคงมั่นคงและเสถียร โดยสำหรับผมเนี่ย มันมีอยู่ 4 ข้อที่เราควรจะต้องคิด คือ 4B ด้วยกัน
B ที่ 1 คือ Bridge สะพาน
B ที่ 2 คือ Body ร่างกาย
B ที่ 3 คือ Brain การลงทุนกับสมอง
และข้อสุดท้าย คือ Bank การลงทุนในเรื่องของการเงินนะครับ
ผมขอเริ่มต้นด้วยข้อแรกก่อนก็คือ Bridge นะครับ หรือสะพาน อันนี้เนี่ย สิ่งที่เราควรจะต้องมีก็คือ Global Integration Skill นะครับ Global Integration skill ก็คือการที่เราเนี่ย จะต้องเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ เราสามารถเป็นคนเก่งได้ในประเทศไทย แต่มันจะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถที่จะเชื่อมได้กับทางโลกนะครับ บางคนเนี่ย มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเปิดโอกาสได้ชัดเจนเลยนะครับ การลงทุนกับต่างประเทศ การได้ทุนไปศึกษาที่ต่างประเทศนะครับ การที่เราสามารถทำ collaboration กับ influencer ต่างประเทศได้นะครับ หรือไม่ว่าเราจะมีการซื้อ การทำอะไรสักอย่างกับต่างประเทศเนี่ย มันย่อมต้องมีภาษาอังกฤษที่แข็งแรงนะครับ แล้วแน่นอนครับ ผมก็เคยเล่าไว้หลายครั้งแล้วว่า Elsa เนี่ย ซึ่งมันเป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยในการฝึกภาษาอังกฤษ มันเป็นอะไรที่คุ้มค่าแก่การลงทุนมากๆ สำหรับผมนะครับ เพราะว่าถ้าเราพูดภาษาอังกฤษเก่งเนี่ย มันจะทำให้เรามีโอกาส หรือ opportunity เพิ่มมากขึ้นนะครับ มี credibility ความน่าเชื่อถือ ถ้าเราพูดกับฝรั่งรู้เรื่องนะครับ พูดได้อย่างมั่นใจ เขาจะดูเราแล้วก็มองว่า เออ เราน่าเชื่อถือขึ้นมาทีเดียวเลยนะครับ แล้วเขาก็จะมีโอกาสที่เลือกเราเพิ่มมากขึ้น แล้วก็มันมี speed เข้ามาเกี่ยวข้อง speed ก็คือความเร็วนะครับ ถ้าเราสามารถโต้ตอบได้อย่างรวดเร็วนะครับ โดยไม่ต้องไปรอให้คนอื่นมาทำแทนเรา อันนี้เนี่ย เราสามารถที่จะเอาไปเป็นส่วนร่วมกับทั้งโลกนี้ได้เลย เรียกว่า Global Integration Skill นะครับ
และเดี๋ยวนี้เนี่ย แอปพลิเคชัน Elsa มันมีฟีเจอร์อันใหม่และที่เขาเพิ่งจะอัปโหลดไปไม่นานนี้เอง นั่นก็คือในฟีเจอร์ปกติเนี่ย เราสามารถมีการคุยกับ AI แบบสร้างสถานการณ์ได้ หรือ AI role play และเดี๋ยวนี้ครับ มันมี Real time feedback ก็คือมีการตอบสนองกับเราแบบเดี๋ยวนั้น ปัจจุบันทันด่วน ซึ่งมันจะมีคำแนะนำเป็นประโยคเลยว่า ไอ้สิ่งที่เราพูดเนี่ย จริงๆ มันควรจะพูดเป็นประโยคแบบนี้ดีกว่าไหม เพื่อให้ภาษามันเหมาะสม สละสลวยเพิ่มมากขึ้นนะครับ มันจะมีการแก้ภาษาให้เราแบบเดี๋ยวนั้นเลย ซึ่งอันเนี้ย ผมมองว่ามันเป็นอะไรที่หาได้ค่อนข้างยากนะครับ ส่วนใหญ่ AI ที่คุยกับเราเนี่ย มันก็จะคุยจนเสร็จแล้วก็ประเมินเราทีเดียวเลยนะครับ Elsa สมัยก่อนก็เป็นแบบนั้น คุยกันเสร็จหมดแล้วก็ประเมินเราทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคำศัพท์นะครับ เรื่องของความคล่อง เรื่องของสำเนียง แต่ตอนเนี้ย มันให้เป็นประโยคต่อประโยคเลยนะครับว่าจะเป็นแบบไหน
ซึ่งสำหรับผมนะครับ ผมอยากจะให้ทุกคนเนี่ย ลองทำ challenge อย่างนึง เป็น challenge 14 วันกับ Elsa นะครับ ใน 3 วันแรกนะครับ ผมอยากจะให้ทุกคนสร้างพื้นฐานก่อน เป็น pronunciation นะครับ pronunciation คือการออกเสียง ใน 3 วันแรกเนี่ย ลองเน้นที่การออกเสียงก่อนนะ ครับ เลือกเป็นแอปพลิเคชัน Elsa แล้วเข้าไปตรงที่มันให้เราอ่านออกเสียงคำต่างๆ เน้นคำนะครับ การ stress เน้นพยางค์เนี่ย มันสำคัญมาก เพราะว่าจริงๆ เนี่ย สำเนียงของเราอาจจะไม่ต้องเป๊ะ แต่ถ้าเราออกเสียง เน้นคำ เน้นพยางค์ได้ถูกต้อง ฝรั่งเขาก็จะฟังเรารู้เรื่องครับ น่า 3 วันแรกอยากจะให้เน้นตรงนี้
ในวันที่ 4 ถึงวันที่ 10 เนี่ย ผมอยากจะให้ทุกคนลองสร้างสถานการณ์ต่างๆกับ AI นะครับ ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์งานนะครับ การดีลธุรกิจ หรือการเซ็นสัญญาต่างๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เรารู้สึกว่ามันเหมาะสมกับอาชีพเรานะครับ ลองคุยกับ AI อย่างนี้ทุกวันนะครับ และพอเราคล่องนะครับ วันที่ 11 ถึงวันที่ 14 แต่ละวันเนี่ย ผมอยากจะให้คุณลองอัดคลิปที่ตัวเองพูดเป็นภาษาอังกฤษนะครับ โดยลองไปใช้ในคอมพิวเตอร์ มันจะมี Elsa Speech Analyser ซึ่งตรงนี้เนี่ย เราพูดไปยาวๆเลย 1 นาที แล้วลองประเมินดูซิครับว่าเราได้กี่คะแนน การพูดของเราดีขึ้นไหม หลังจากที่เราลองไปแล้วช่วง 10 วันแรก เราก็มาลองของจริงด้วยการพูดให้ AI มันประเมินว่าเราเป็นยังไงบ้างนะครับ แล้วลองมาดูว่าแต่ละคนเจอความยากลำบากในวันไหนบ้างนะครับ แน่นอนครับ ถ้าเราไม่เริ่มวันนี้ มันก็ไม่มีทางที่จะดีขึ้น ทุกๆอย่างมันอยู่ที่การเริ่มต้น และเราต้องเริ่มต้นวันนี้นะครับ
อ่ะ เรามาสู่สู่ B ที่ 2 กันดีกว่า B ที่ 2 เนี่ย ก็คือ Body ครับ ลงทุนกับร่างกายตัวเอง เราจะต้องทำอะไรบ้าง ข้อแรกนะครับ สำคัญที่สุด ลงทุนกับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนเนี่ย มันช่วยทำให้สมองของเราดีครับ ความจำก็ดี ความคิดสร้างสรรค์ก็มานะครับ สมาธิก็เกิดนะครับ แล้วมันก็ยังช่วยทำให้ร่างกายของเราเนี่ย มีภูมิต้านทานที่แข็งแรง เราก็จะไม่ค่อยอยากกินของหวานนะครับ ถ้าเรานอนไม่พอ เราจะอยากกินของหวานมากนะครับ แล้วโรคกลุ่ม NCD ทั้งหลายมันก็จะเป็นถามหาเรานั่นแหละนะครับ
วิธีการนอนให้ดีเนี่ยนะครับ ต้องบอกว่าเราต้องเตรียมตัวนอน ไม่ใช่บอกว่า เอ้ย คืนนี้เดี๋ยวเราลงไปนอน มันก็หลับไม่ได้ครับ เราต้องเตรียมตัวนะครับ เช่น สมมุติว่าเราอยากจะนอน 22:00 น. นะครับ เราก็ต้องเตรียมพร้อมก่อน คือกินข้าวให้เสร็จ อ่ะ 19:00 น. อ่ะ มันต้องกินเสร็จแล้วนะครับ ไม่ใช่ว่า เอ้ย 21:00 น. เราอยากจะนอน 22:00 น. แต่ 21:00 น. ยังไม่ได้กินข้าวเลย อันนี้ก็ไม่ได้เหมือนกันนะ ครับ เตรียมตัวกินข้าว อาบน้ำ ทำทุกอย่างให้เรียบร้อย ช่วงประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก่อนที่จะนอนเนี่ย ต้องทำให้สมองของเราว่างที่สุดนะครับ อาจจะทำ grounding อย่างที่คลิปที่ผมเคยทำไปก็ได้นะครับ และอย่าเล่นมือถือในช่วงเวลาก่อนนอน ห้องนอนเราต้องมืด เงียบ เย็น และเอาไว้นอน ไม่ใช่เอาไว้ทำอย่างอื่นนะครับ และควรที่จะต้องนอนเวลาเดิมและตื่นเวลาเดิมเสมอ นอนให้ได้ อย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง ถ้าเรานอนตื่นมาแล้วสดชื่น ถือว่าดี แต่ถ้าไม่สดชื่น แนะนำว่าเราน่าจะลองไปปรึกษาคุณหมอดูว่าเรามีปัญหาอะไรในระหว่างที่เราหลับไหม เราอาจจะนอนกรน หยุดหายใจในขณะหลับ หรือว่าเราต้องตื่นมาปัสสาวะบ่อยๆ ทำให้เราไม่ได้นอนสักทีนึงนะครับ หรือบางคนมีปัญหาการนอนไม่หลับ ลองไปทำตามคลิปที่ผมสอนว่านอนไม่หลับให้ทำยังไงก่อนนะครับ ถ้าไม่สำเร็จจริงๆ ลองปรึกษาคุณหมอนะครับ เรื่องการนอนหลับสำคัญที่สุด
ต่อมาเรื่องของการ exercise นะครับ เดี๋ยวนี้เนี่ย เราจะเน้นการ exercise หลากหลายแบบนะครับ มีทั้งแบบคาร์ดิโอ แบบ strength สร้างกล้ามเนื้อ แบบ flexibility เรื่องของความยืดหยุ่น และสุดท้าย functional ก็คือเรื่องของการที่เราจะต้องมีความรวดเร็วในการทำกิจวัตรประจำวันนะครับ หรือ agility เป็นความคล่องตัว เราต้องออกกำลังกายให้ได้ 4 แบบนะครับ
แบบแรกก่อนเลยก็คือเรื่องของการทำคาร์ดิโอ นะครับ การทำคาร์ดิโอเนี่ย วิ่งโซน 2 นะครับ ก็คือวิ่งในขณะที่เหนื่อยพอสมควรที่เรายังพอพูดเป็นประโยคได้นะครับ อันนั้นคือการวิ่งโซน 2 นะครับ ถ้าทำได้ครึ่งชั่วโมง ถือว่าดีมากนะครับ แต่นานๆทีเราก็จะต้องมีการทำ HIIT Exercise นะครับ เรียก ว่า high intensity interval training ถามว่าไอ้ 2 อย่างนี้มันดีต่างกันยังไงนะครับ การทำโซน 2 เนี่ย มันจะทำให้เรามีพื้นฐานที่ดีขึ้น แต่การทำ HIIT Exercise เนี่ย มันจะผลักดันเพดานที่เรามีอ่ะ ให้มันสูงขึ้น ให้เรามีศักยภาพทางร่างกายที่สูงยิ่งขึ้น ดังนั้นมันควรจะทำทั้งคู่ โซน 2 เนี่ย เป็นหลักนะครับ ทำได้บ่อยๆ แต่การทำ HIIT Exercise เนี่ย แนะนำว่าทำแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งก็พอ
Heat Exercise คือทำยังไง มันคือการออกกำลังกายอะไรก็ได้ที่เราเลือก แต่ขอให้ทำเต็มที่ ให้เหนื่อยเต็มที่สักประมาณ 30 วินาที หรือ 1 นาที แล้วเราก็ชะลอลงมา อย่าหยุดนะครับ ชะลอลงมาประมาณสัก 2-3 นาที หลังจากนั้นก็เร่งขึ้นไปเต็มที่ ให้เหมือนเดิมนะครับ ทำอย่างนี้หลายๆรอบนะครับ ถ้าทำได้ 5 รอบ 10 รอบได้ยิ่งดีนะครับ อ่า อันนี้ก็เป็นวิธี แต่ถ้าใครที่อยากจะได้วิธีรัดแบบฮิตที่ได้ผลดีที่สุด จะมีฮิตแบบหนึ่งเรียกว่า Norwegian 4x4 นะครับ Norwegian 4x4 เนี่ย เขาเอาไปฝึกนักกีฬาโอลิมปิกให้มีความทนทานมากๆครับ วิธีก็คือหลังจากที่คุณ warm up มาเรียบร้อยแล้ว เราจะทำการออกกำลังกายทั้งหมด 4 รอบด้วยกันนะครับ โดย 4 รอบนี้จะประกอบไปด้วย รอบนึงเนี่ย จะ 4 นาที เราจะออกกำลังกายเต็มที่เป็นระยะเวลา 4 นาที คือพอหมด 4 นาทีแรกเนี่ย มันจะเริ่มหมดแรงและไม่ไหว และให้เราชะลอลงมานะครับ ชะลอลงมา 3 นาทีนะครับ อันนี้นับเป็น 1 รอบนะครับ 1 รอบ 7 นาที แล้วเราทำอย่างนี้ทั้งหมด 4 รอบ มันก็จะกินเวลาไป 28 นาที ถ้ารวม warm up ด้วย มันก็จะประมาณครึ่งชั่วโมงพอดีนะครับ นี่คือการทำฮิตแบบได้ผลมากที่สุดนะครับ
ต่อมา Strength Exercise การออกกำลังกายแบบเล่นเวทเล่นกล้ามพวกนี้ มันมีประโยชน์ตรงที่ป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อของเราสลายไปตามวัยครับ และตรงนี้เนี่ยแหละสำคัญสุดๆ ไปเลย อันที่ 3 Flexibility เรื่องของความยืดหยุ่น มันจะช่วยในการป้องกันการบาดเจ็บต่างๆของร่างกายนะครับ เช่น การเล่นโยคะ ยืดเหยียด หรือพิลาทิสเป็นต้นนะครับ สุดท้ายคือเรื่องของการออกกำลังกายแบบ functional หรือ agility นะครับ ความคล่องตัวต่างๆนะครับ อ่า ถ้าใครคิดภาพไม่ออก เด็กๆ เนี่ย เราเคยเล่นกระต่ายขาเดียวใช่มั้ย ครับ กระโดดขาเดียว นะครับ กระโดดซิกแซก พวกนั้นละครับ คือการออกกำลังกายแบบ agility นะครับ ทำทุกอย่างจะทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์ เป็นการลงทุนที่ดีนะครับ
อ่า เรื่องของการนอนไปแล้ว exercise ไปแล้ว ต่อมาเรื่องของการกินครับ การกินอย่างที่ผมเพิ่งจะทำคลิปเรื่องของคำแนะนำทางโภชนาการในปี 2025-2030 เป็นการเป็นคำแนะนำใหม่ออกมานะครับ อันนี้อย่าลืมนะครับ เราเน้นที่โปรตีนนะครับ หลายคนฟังแล้วอาจจะตกใจ คือโปรตีนที่เราเน้นคือ 1.2-1.6 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งมันถือว่าค่อนข้างเยอะ แต่ผมมีวิธีที่จะทำให้คุณพอทำได้แบบนี้ครับ พยายามคิดในหัวว่าในแต่ละมื้อที่เรากินน่ะ มีโปรตีนไหม คิดอย่างนี้ มันจะพยายามเองในการหาโปรตีนมาเติมเข้าไปในมื้ออาหารของเรา ซึ่งมันเป็นวิธีที่สามารถทำให้ทุกคนเนี่ย กินโปรตีนได้เพียงพอ
ต่อมาคือกากใยไฟเบอร์ เน้นตรงนี้ น้ำ อ่ะกินให้พอ ถ้าใครจะกินน้ำตาล อย่ากินเกิน 10 กรัมต่อวัน ถ้าเป็นไปได้นะครับ แล้วก็ถ้าเป็นไขมัน ไขมันอิ่มตัวนะครับ อย่ากินเกิน 10% ของพลังงานทั้งหมดที่เรากินเข้าไปในแต่ละวัน ตรงนี้สำคัญมาก เพราะมีคนเอาไปพูดผิดว่าคำแนะนำใหม่บอกว่าไขมันสัตว์ดีกว่าไขมันพืช ซึ่งผิดครับ ไม่มีการพูดตรงนี้เลยสักนิดเดียวในไกด์ไลน์อันใหม่นะครับ แต่เขาเน้นว่าไขมันสัตว์ ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว คุณกินได้ แต่อย่าเกิน 10% ของพลังงานทั้งวันนะครับ สุดท้ายเรื่องของสุขภาพที่ควรลงทุนก็คือลงทุนตรวจสุขภาพ ครับ ลงทุนป้องกัน คุณต้องรู้ก่อนว่าในร่างกายคุณมีปัญหาอะไรอยู่บ้าง ถ้าใครไม่เคยตรวจนะครับ แนะนำไปตรวจนะครับ แล้วสำหรับตัวผมเนี่ย คือผมก็จะไปเจาะเลือดอยู่ที่หนึ่งก็คือคณะสหเวชศาสตร์ของจุฬา อยู่ที่ตึกจุฬาภัทร์ 14 ลองไปดูครับ สำหรับผมเนี่ย คือมันเร็วมากอ่ะ บริการ ตอนแรกผมคิดว่าโรงพยาบาลของทางรัฐบาลเนี่ย จะช้าด้วยนะครับ จะช้าจะวุ่นวาย เปล่าเลยครับ ผมไปก็ไม่ต้องจองอ่ะ คือไปเข้าไปกรอกชื่ออะไรเสร็จเรียบร้อยเลยครับ แล้วเราจะตรวจอะไรก็คือราคา มันค่อนข้างถูกมากนะครับ สำหรับคนที่ไม่รู้จะตรวจอะไรนะ ในนั้นก็จะมีอาจารย์อยู่คนหนึ่ง เขานั่งแล้วก็เราก็ไปคุยกับเขาได้ว่าเราต้องการอะไร เรากังวลอะไร เขาก็จะช่วยเราเลือกว่าควรจะตรวจอะไร แล้วผลการตรวจก็ส่งมาทาง Line เร็วมากเลยนะครับ อันนี้คือ 4 อย่างที่คุณจะต้องลงทุนในส่วน body
ต่อมา Brain ครับ อันที่ 3 Brain นะฮะ Brain นี่คือการลงทุนกับสมองครับ เราจะต้องเรียนรู้ให้เร็วในยุคนี้นะครับ คิดให้เป็น และใช้ AI ให้ได้นะครับ เรียนให้เร็ว คิดให้เป็น และใช้ AI ให้ได้
เรียนให้เร็ว เราทำยังไง เดี๋ยวนี้ครับ เรามี AI ช่วยนะครับ ดังนั้นเราเอา AI มาใช้ในการเรียนรู้ แต่เราต้องหัดถามคำถาม AI ด้วย ว่าไอ้ที่ AI มันตอบมาแบบนั้นเนี่ย มันถูกหรือเปล่า เพราะบางที AI บางอย่างเนี่ย ยังมีคำว่า hallucination ซึ่งแปลว่าหลอน หมายความว่า AI มันตอบมั่วนั่นเอง คุณจะต้องมีวิจารณญาณในการคิดว่า ไอ้สิ่งที่เขาตอบมาเนี่ย มันเหมาะสมหรือเปล่า โดยการทำสิ่งที่เรียกว่า Cross Check นะครับ คือไปเทียบกับไซต์อื่นๆนะ ไปใน Google Search ดูซิว่า ไอ้สิ่งที่มันเอามาอ้างอิงเนี่ย มันมีตัวตนจริงมั้ย มันพูดแบบนั้นจริงหรือเปล่า ทำให้มันเป็นนิสัยไปเลย ต่อไปเราจะได้ไม่โดนหลอกง่ายๆ เพราะเดี๋ยวเนี้ย AI มันมี Deep fake นะครับ มีคนเอาคลิปของผมเนี่ย เป็นต้นเลย เอาไปขายยาต่างๆนะครับ มีคลิปที่บอกว่า เออ ผมแนะนำว่าการกินโซเดียมไบคาร์บอเนต หรือกินด่างเนี่ย มันช่วยรักษาเบาหวาน ซึ่งผมไม่ได้พูดอันนั้น AI เอาไปทำเองแล้วก็มีการให้กดลิงก์เข้าไปอีก เจอว่า อ่า มีผมขายยาเบาหวานชื่อ Diabene กินปุ๊บแล้วมันหายทุกอย่าง เอาตัวผมไปขายยาเพิ่มความสูง ซึ่งถ้ามันมีจริง ผมก็คงกินไปก่อน ผมก็อยากสูงเหมือนกันนะครับ อ่า มันก็จะมีแบบนี้ แล้วถ้าใครที่ไม่มีสติในการรับข้อมูล ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าอะไรจริงอะไรปลอมนะครับ มันก็จะเจอ AI deep fake อย่างนี้ ทำให้คุณหลงเชื่อไปเลย
และเดี๋ยวนี้มี misinformation ข้อมูลปลอม Disinformation ข้อมูลที่ตั้งใจปลอมเพื่อที่จะได้ผลประโยชน์อะไรบางอย่าง แล้วนั่นแหละครับ คุณก็จะโดนสแกมเมอร์หลอกได้ง่ายๆ ถ้าเกิดคุณไม่ฝึกตรงนี้ ดังนั้นเวลาที่เราถาม AI นะครับ เพื่อการเรียนรู้ที่เร็ว เราจะต้องมีการ cross check เพื่อดูว่าแหล่งอ้างอิงมันถูกต้อง มีจริงหรือเปล่า พูดอย่างนั้น ที่สำคัญการทำ AI เนี่ยจะต้องเขียน prompt ให้ดีนะครับ prompt ให้มันครอบคลุม เราก็ต้องหัดเขียน prompt อยู่เรื่อยๆ เพื่อที่จะได้คำตอบที่มันถูกต้อง แล้วก็ครบทุกแง่ทุกมุมนะ ครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะให้ทุกคนเรียนรู้นะฮะ
เอิ่ม แล้วก็ที่สำคัญครับ จำกัดเวลาที่ดูช็อตคลิป หรือคลิปสั้นๆ ผมเคยทำเรื่องนี้ไปแล้วนะครับ มันจะทำให้เราสมาธิสั้น โมโหง่าย เวลาคุยกับอะไรกับใครเนี่ย เราก็จะอยากจะได้คำตอบเร็วๆ ซึ่งบางทีมันไม่ได้ และที่สำคัญครับ มันทำให้เราไม่สามารถพิจารณาอะไรที่ซับซ้อนได้เลยนะครับ ถ้าเราติดคลิปสั้น ชีวิตพังหมด แต่ไม่ได้แปลว่าคุณดูคลิปสั้นไม่ได้นะ เพียงแต่ว่า ดูแล้วจำกัดระยะเวลาหน่อย เช่น อาจจะดู 10 นาที หรือบางคนดูครึ่งชั่วโมง อ่ะ ห้ามเกินนี้ ดูแค่นั้นพอ พอแล้วก็คือพอ นะครับ อันนี้เป็นการลงทุนกับสมองที่ผมคิดว่าสำคัญมากๆในยุคนี้นะครับ
อ้อ ผมจะแถมอย่างนึง การตั้ง Prompt ของ AI นะครับ ยกตัวอย่างได้ไหม ว่าจะตั้งยังไงนะฮะ สมมุติผมต้องการสอบถามเรื่องโรคโรคหนึ่งแล้วกันนะ ครับ เป็นโรคที่ผมอาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญ แล้วผมไม่เข้าใจมาก่อน ผมจะถามมันอย่างนี้ครับ ช่วยอธิบายโรคๆนี้ เหมือนกับว่าผมเป็นเด็กมัธยมปลาย ใช้ภาษาง่ายๆนะครับ หรือบางคนอาจจะแบบ อ่า เหมือนกับเด็ก ป.6 เลย ช่วยอธิบายให้เด็ก ป.6 ฟังด้วยภาษาง่ายๆ แล้วต้องเขียนว่าโรคนี้คืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไรนะครับ มีความหมายว่าอะไร ใช้เกณฑ์อะไรในการวินิจฉัย มีความสำคัญยังไง มีผลแทรกซ้อนอะไร ใช้วิธีการรักษาอย่างไร ยาที่ใช้ในการรักษาเนี่ย มันมีผลข้างเคียงอะไรไหม เราจะป้องกันได้อย่างไร มีอะไรเกี่ยวข้องกับโรคนี้ ซึ่งหลายคนจะไม่รู้ หรือหลายคนจะผิดพลาด มีวิธีในการสังเกตตัวเองยังไง ว่าเป็นโรคพวกนี้แล้ว และข้อมูลอะไรผิดๆ ที่ชอบเจอเกี่ยวข้องกับโรคนี้ นี่ผมจะเขียน prompt ที่มันละเอียดประมาณนี้นะครับ และที่สำคัญ เอาแหล่งอ้างอิงมาให้ผมดูด้วย นี่นะครับ นี่คือวิธีในการเขียน prompt ที่ผมคิดว่ามันจะครอบคลุม แล้วบางคนอาจจะเขียนได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำไปนะครับ นี่คือเรื่องของ B ที่ 3 Brain
สุดท้าย Bank Bank นี่ก็คือธนาคาร ซึ่งแปลว่าเงินทุน การลงทุนของเรา สำหรับผมเนี่ย ผมไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในทางด้านการลงทุนเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ หรืออะไรสักอย่างนะครับ ดังนั้นผมจะบอกวิธีในการป้องกันไม่ให้เงินของคุณหายไปไหนแล้วกัน
ข้อแรก สิ่งที่เราต้องมีคือทุนสำรองในกรณีฉุกเฉิน หรือที่เราเรียกว่า Emergency Fund นะครับ แล้วก็ Insurance เรื่องของประกัน ตรงนี้เนี่ย ถ้าใครไม่มีควรจะมี Emergency Fund คืออะไร Emergency Fund ก็คือว่าในกรณีที่คุณไม่มีงานอะไรทำสักอย่างแล้วมันเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาเนี่ย คุณจะต้องมีเงินก้อนหนึ่ง เพื่อที่จะให้คุณอยู่รอดได้ สำหรับผมนะครับ ผมคิดว่าประมาณสัก 3-6 เดือนที่คุณจะต้องอยู่ได้แบบไม่มีงานทำ คุณก็อยู่รอดได้ อันนี้คือ Emergency Fund ที่คุณควรจะมี
แล้วตัวเลขมันคิดมาจากไหน สำหรับผมนะครับ วิธีการคิดว่าตัวเลขเราควรจะมีตังค์เท่าไหร่ที่เป็น Emergency Fund ของเราเนี่ย เราลองคิดอย่างนี้ครับว่า ถ้าเราใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ที่เราอยากจะเป็นเนี่ย ใน 1 เดือนเราใช้เงินประมาณเท่าไหร่ แล้วลองเอาตัวเลขตัวนี้คูณไป 6 เดือน มันจะมีตัวเลขขึ้นมาตัวหนึ่ง ซึ่งถ้าเราใช้ชีวิตแบบนี้เต็มที่ โอสมมุติ เดือนนึงเราอยากใช้ 50,000 อ่ะ ก็คูณไปเลย 50,000 บาท 6 เดือน อันเนี้ย คือชีวิตที่คุณอยากจะใช้ใช่มั้ย 300,000 ใน 6 เดือนอ่ะ คุณต้องมี 300,000 เผื่อไว้ก่อน แล้วคุณลองคิดว่าสมมุติคุณป่วยขึ้นมาด้วยอะไรก็ไม่รู้ หรือคุณเป็นคนที่ป่วยแล้วไปโรงพยาบาลอยู่ประจำอยู่แล้ว คุณก็สามารถประเมินค่าใช้จ่ายของคุณได้ว่าเท่าไหร่ยังไงนะครับ ตรงนั้นเนี่ย ถ้าเกิดว่าตัวคนเองมีเงินที่แบบเสียไปได้ประมาณเท่าไหร่ในช่วงเวลานี้ คุณก็เอาเงินจำนวนเท่านี้มาคูณกัน แล้วก็สามารถบอกได้ว่าเนี่ย คือจำนวนที่คุณจะต้องทำให้ได้ เพื่อเป็นกองทุนสำรองกรณีที่คุณฉุกเฉินจริงๆนะครับ นี่คือวิธีการคิดสำหรับผมนะ คนอื่นอาจจะมีวิธีคิดแบบอื่นก็ได้
ต่อมา ถ้าคุณเป็นหนี้อะไรซะอย่างอยู่ รีบปิดหนี้อันที่มีดอกเบี้ยเยอะก่อน ไอ้หนี้อื่นๆเล็กๆน้อยๆอ่ะ ช่างมัน แต่กรุณาอย่าไปกู้คนอื่นมาเพื่อปิดหนี้ เพราะมันจะเป็นงูกินหางไปเรื่อยๆ แล้วคุณก็จะ ไม่จบไม่สิ้นซะที คำที่สำคัญครับ อย่าสร้างหนี้ใหม่ คุณมีหนี้มากพอแล้วครับ อย่าสร้างใหม่ อะไรที่ประหยัดได้ประหยัด อะไรที่คุณเอาไปขายได้ขายซะนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันสำคัญจริงๆ
แล้วก็ เอิ่ กระจายความเสี่ยง อย่าลงทุนแบบ all in คือบางคนติดตาม AI ฟัง Influencer ด้านการลงทุนหลายๆอย่าง อุ๊ย อันนี้ดีมาก อ่า Bitcoin ดีมากนะครับ USDT ดีมาก อันนู้นดีมาก อันนู้นอันอัน อะไรแบบฟังแล้วแบบ หุ้ย อินว่ะ ดีมาก เขาว่าดี เอ๊ะ คนที่เขาแนะนำรวยมากเลยนะ เขาขับรถ Lamborghini นะครับ เขามีทุกๆอย่างดีหมด แสดงว่าสิ่งที่เขาพูดมันต้องถูกแน่นอนเลย ลงไปแบบ All in หมดหน้าตัก คราวนี้ครับ เสีย
สิ่งที่คุณควรจะต้องทำครับ คือการกระจายความเสี่ยงนะครับ แล้วก็มีวินัย นะ อะไรที่มันมันเกินไป คุณก็ต้องอย่าลง อะไรที่ฟังแล้วมันดูดีเกินไป อันนั้นแหละครับ ไม่จริงนะครับ อ่า อันนี้คือหลักการลงทุนที่ผมคิดว่าควรจะต้องมี
และ insurance ประกันในกรณีที่คุณเกิดการเจ็บป่วยกระทันหัน ตัวนี้แหละครับ จะเป็นหลักประกันไม่ให้คุณล้มละลาย หรือเสียเงินไปกับการรักษาตัวเองนะฮะ อันเนี้ยสำคัญมากๆนะครับ
ดังนั้น โดยสรุปสำหรับผมนะครับ ในยุคที่มันมีความผันผวนมากมายขนาดเนี้ย สิ่งที่เราต้องทำคือการลงทุนกับพอร์ตชีวิต เพื่อไม่ให้พัง หรือที่เรียกว่า anti fragile portfolio นะครับ มี 4B ด้วยกัน Bridge Body Brain Bank นะครับ การลงทุนพวกเนี้ย มันทำให้เรามีเสถียรภาพ สม่ำเสมอตั้งแต่ตอนนี้จนถึงอนาคต โดยไม่ขึ้นกับความผันผวนอะไรเลยบนโลกใบนี้ครับ ผมหวังว่าคลิปนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับนักลงทุนหลายๆคนนะครับ เราต้องลงทุนอะไรสักอย่างที่ทำให้เราคุ้มค่ากับชีวิต และมันไม่พัง วันนี้เท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ