Transcription
สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่สุธิชัยไลฟ์อีกช่วงหนึ่ง ตกลงถ้าเราเตรียมเงินเพื่อจะซื้อเสียงแต่ยังไม่แจกเนี่ยผิดหรือเปล่า ผิดกฎหมายหรือเปล่า มันมีคำถาม เพราะว่าคุณแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ก่อนเนี่ย บอกกับนักข่าวกันก่อน บอกว่าเรื่องเงินที่แบงค์ชาติ ผู้ว่าแบงค์ชาติมาเปิดเผย มีการถอนเงินอย่างผิดสังเกต อย่างน้อย 2 กรณี 450 ล้าน ผู้ว่าแบงค์ชาติให้แบงค์พาณิชย์เนี่ย แจ้งการเบิกเงินที่ผิดสังเกตในช่วงนี้ เพราะมันใกล้เลือกตั้ง และผู้ว่าแบงค์ชาติ วิทยาลัยรัตนากร ก็เป็นคนออกมาเปิดเผยว่า เรื่องนี้แบงค์ชาติ ต้องมีบทบาท เพราะว่าการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง แน่นอนครับ เป็นภัยต่อเศรษฐกิจไทยด้วย ผู้ว่าไม่ได้พูดอย่างนั้นชัดๆ แต่ความหมายที่ผู้ว่านำเสนอในที่สาธารณะ เรื่องนี้จึงเป็นประเด็น และบอกว่าก็จะส่งรายเนี่ยไปให้กับ กกต. และ ปปง. กกต. มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ เพราะว่ามีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม
และล่าสุดก่อนหน้านี้ บอกว่า อืม เตรียมเงินไม่ผิด ถ้ายังไม่แจก คนก็บอก เฮ้ย อะไรกัน หากกต. เนี่ยนะ ไม่ได้อ่านกฎหมายเลือกตั้งหรือยังไง แค่เตรียมเงินเนี่ยก็ผิดแล้ว ยังไม่แจกก็ผิดแล้วครับ คนก็เลยโวยวายว่า คุณแสวงนี่พูดอะไรไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจกันแน่ เมื่อวานนี้คุณแสวง บุญมี ก็เลยโพสต์ข้อความใหม่ เนื้อหาระบุว่า ไปกันใหญ่ ขออภัย ณ ที่นี้ วันนี้ได้ให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องการป้องกันการซื้อเสียง อาจจะพูดสั้นไป หรือพูดเร็วไป หรือพูดไม่ได้ศัพท์ นี่คุณแสวงพูดเองนะ ใน Facebook ของคุณแสวงเอง ทำให้มีคนเข้าใจบริบทที่พูด จากสิ่งที่ต้องการสื่อ คลาดเคลื่อนจากสิ่งที่สื่อออกไป โดยได้พูดก่อนหน้ามาว่า สนง. มีมาตรการอย่างไร สนง. น่าจะหมายถึงสำนักงานนะ มีมาตรการอย่างไรในการซื้อเสียง คือต้องซื้อไม่ได้ และได้สั่งการไปแล้ว แม้จะเตรียมการซื้อเสียงได้ แต่อย่าแจก เพราะคำนี้แหละที่คุณแสวงพูด "เตรียมการซื้อเสียงได้ แต่อย่าแจก" เนี่ย คนก็ตกใจ คุณแสวงก็ชี้แจงว่า จริงๆ เป็นการพูดถึงพฤติการคนที่จะทำการซื้อเสียง ไม่ได้อธิบายกฎหมาย กฎหมายได้กำหนดว่า แค่จะเตรียมการซื้อเสียงก็เป็นความผิดแล้ว แน่นอน ก็คนก็งงไงครับ คุณแสวงว่าคุณแสวงพูดได้ยังไงว่า "เตรียม เตรียมเงินเนี่ยไม่ผิด ถ้ายังไม่แจก ห้ามแจก" อะไรทำนองนั้น คุณแสวงก็มายอมรับ เพราะว่าต้องไปอ่านมาตรา 73 พรป. เลือกตั้ง สส. ครับ โดยที่คุณแสวงก็มาอธิบายว่า แค่จัดการเตรียมซื้อเสียงก็ผิดแล้ว พฤติการผู้จะทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเรื่องการซื้อเสียง พฤติการก่อนซื้อคือการจัดเตรียมแจกเงิน แต่การจัดเตรียมมันจับได้ยาก อ่า คุณแสวงก็พยายามที่จะไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นถึงเลขา กกต. เนี่ย จะมาพูดได้ยังไงว่าเตรียมเงินไม่ผิด แจกถึงจะผิด อธิบายใหม่ คุณแสวงบอก "การเตรียมการแจกเงินเนี่ย มันจับได้ยาก" นี่ นั่นหมายความว่า เขามีโอกาสเลี่ยงกฎหมายได้ง่าย ถ้าหลักฐานไม่ชัดเจน โอกาสที่จับให้ตายคามือยากกว่า การป้องกัน จึงพูดกับสื่อว่า แม้จะจัดเตรียมการซื้อเสียงได้ แต่ถ้าแจกคือแจกไม่ได้ เพราะเรามีมาตรการรองรับแบบเข้มข้น หรือถ้าแจกจับได้แน่ เลขาธิการ กกต. ทิ้งท้ายว่า ต้องขออภัยที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด สื่อสารไม่ดีเอง นี่ สื่อสารไม่ดีเองนี่ครับ ในภาวะอย่างนี้ นี่นะ ครับ มันต้องมีหลัก กกต. ต้องเป็นหลัก พลาดไม่ได้ เพราะว่านักการเมืองมีลูกเล่น มีวิธีการลี้ลับมหัศจรรย์ เช่น แม้กระทั่งเรื่อง สว. ฮั้ว สว. ถึงวันนี้ คนทั่วไปเนี่ย มีหลักฐาน มีข้อวิเคราะห์ มีตัวเลข มีทุกอย่าง บอกว่าเนี่ย มันชัดเจนว่ามันมีการฮั้วกัน แต่ กกต. ตอนนี้ยังบอกยังงงๆ อยู่เลยครับ ดังนั้น ประชาชนก็เลยสงสัยว่า กกต. เนี่ย เอา เอาจริงเอาจังแค่ไหน หรือมีทีมงานที่รู้เท่าทันแค่ไหน เพราะว่าสังคมมีทั้งนักคณิตศาสตร์ มีทั้งนักวิเคราะห์การเมือง มีผู้คนทุกอาชีพแหละ พอมานั่งดูกระบวนการเลือก สว. เค้าโบก มันชัดยิ่งกว่าชัด อะไรทำนองนั้น เหมือนกับถ้าเราย้อนกลับไปเนี่ย เรื่องชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจเนี่ย สังคมทั่วไป มันก็ชัดยิ่งกว่าชัด แต่คนที่เกี่ยวข้อง บอกไม่มี ไม่ใช่ ไม่ได้ผิดกฎหมาย ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายหมด มันชัดอย่างนั้นเลยนะ เรื่องฮั้ว สว. กับเรื่องชั้น 14 มันใกล้กันขนาดนั้น แต่ว่าผู้มีอำนาจ ผู้บริหารเนี่ย ก็ยังพยายามจะบอกว่า ไม่มีหลักฐาน เขาก็ทำตามกติกา ซึ่งมันไม่ใช่ คนที่ตีความกติกา ผู้มีอำนาจตีความอย่าง แต่ประชาชนอย่างพวกเราที่ก็กินข้าวไม่ได้กินแกลบ หนังสือก็เรียนกันมา เรียนมากเรียนน้อยไม่สำคัญเท่ากับว่ามีความตระหนักรู้ ศึกษาหาความรู้แล้วก็มาสร้างความโปร่งใส ชัดๆ ชัดเจนหลายๆ เรื่องครับ มันชัดยังกว่าชัด กรณีนี้เหมือนกัน บอกว่าเค้า แบงค์ชาติออกมาบอกแล้ว แบงค์ชาติเนี่ย ปกติในที่ผ่านมาไม่เคยพูดเรื่องนี้ อาจจะไม่นึกว่าเป็นบทบาทหน้าที่ตัวเอง แต่ผู้ว่าแบงค์ชาติคนใหม่ บอกว่าใช่ เป็นหน้าที่ เราดูแลเรื่องปั๊มเงิน เรามีดูแลธนาคารพาณิชย์ เราดูแลเส้นทางการเงิน ถ้ามันเกี่ยวโยงกับความไม่ชอบมาพาลต่อบ้านเมือง ต้องทำ ต้องตื่นตัว ต้องแจ้ง ต้องฟ้อง ประชาชน ฉะนั้น ผู้ว่าแบงค์ชาติก็เลยบอกว่า ส่งเรื่องนี้ไปให้กับ กกต. และ ปปง. ความจริงถ้ามีรายละเอียดก็รู้นะครับว่า เบิกจากบัญชีอะไร เบิกวันไหน เบิกเท่าไหร่ เบิกเสร็จแล้วเส้นทางการเงินมันจะไปต่อยังไง กกต. นี้ไม่ต้องรอหรอกครับ ไม่ต้องรอให้แบงค์ชาติส่งมาเลย ต้องวิ่งไปขอข้อมูลเลย แล้วที่ประหลาดอีกเรื่องนึง ซึ่งยังไม่มีคำอธิบาย หวังว่าท่านเลขา กกต. จะอธิบายว่า เนื่องจาก กกต. กับแบงค์ชาติไม่มี MOU ต่อกัน ฉะนั้น จึงยังไม่สามารถขอข้อมูลได้ เรื่องนี้ประชาชนทั่วไปด้วยสามัญสำนึก ไม่เข้าใจกฎหมายหรอก แต่ด้วยสามัญสำนึกในฐานะเป็นประชาชนเจ้าของประเทศร่วมกันเนี่ย มันฟังไม่ขึ้น ทำไมหน่วยราชการซึ่งมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน ดูแลเรื่องธรรมาภิบาล ดูแลว่ามันต้องมีทำนิติธรรม ความถูกต้องแล้ว หน่วยราชการทั้งหลายแหล่เนี่ย จะเรียกตัวเองว่าองค์กรอิสระ หรือจะเรียกว่าเป็นหน่วยงานรัฐ หรือว่าเป็นหน่วยเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ประเทศเนี่ย เมื่อมีไม่ชอบมาพาลเนี่ย มันไม่ต้องมาบอกว่าเราไม่มี MOU ต่อกัน ข้อมูลเหล่านี้โดยหลักแห่งตรรกะปกติของสังคมที่พัฒนาแล้วเนี่ย คือข้อมูลเหล่านี้ต้องไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที มันจำเป็นต้องมี MOU มครับระหว่างชาวบ้านทั่วไปกับตำรวจเมื่อเห็นโจร มันก็ต้องแจ้งหน่วยที่เห็นต่อหน้าตำรวจจราจรเห็นโจรวิ่งหนีจากร้านทองไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงถ้าเห็นปั๊บเนี่ยจะต้องแจ้งไปด้วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมี MU หรือไม่ นี่ ยิ่งชัดเลยครับว่าแบงค์ชาติเห็นมีอะไร มันเป็นพิรุธการเบิกเงินซึ่งมันโยงกับเรื่องเลือกตั้ง แล้ว กกต. ไม่ทราบ กกต. ได้ยินได้ฟังจากผู้ว่าแบงค์ชาติพร้อมกับประชาชนอย่างพวกเราหรือเปล่าหรือไม่ยังไงก็ตามแต่ คนแบงค์ชาติก็ต้องแจ้งไป กกต. แล้วว่ามันมีเรื่องแปลก แล้วก็ต้องรีบเอาข้อมูลรีบปฏิบัติการเลย แต่นี้ถ้าพูดเหมือนราชการ บอกเออ เราต้องขอข้อมูลก่อน แต่ว่าข้อมูลยังไม่ได้ เพราะว่าเราไม่มี MOU ต้องทำ MOU ก่อนเหรอครับ ถึงจะปราบโจรได้ ถึงจะปราบคนโกงได้ นี่คือทัศนคติโบราณ ทัศนคติที่ทำให้เราเห็นเลยว่าการเมืองไทย ถ้ามันอยู่ในโครงสร้างแบบนี้มันใช้ไม่ได้
เอาทีนี้เรื่องเตรียมซื้อเสียงมันผิดหรือ ไม่ผิด มาตรา 73 พรป. เลือกตั้ง สส. ชัดเจนครับ เพราะว่าทุกครั้งที่ใกล้เลือกตั้ง เรามักจะได้ยินข้ออ้างเดิมๆ วนซ้ำไม่รู้จบว่า "ยังไม่ได้แจกจริงๆ เลย จะผิดได้ยังไง" แค่เตรียมเงินไว้เผื่อสถานการณ์ ยังไม่ถึงว่ายังไม่ถือว่าซื้อเสียง ก็มีคำอ้างมาก่อนหน้านี้ แต่ถ้าเปิดกฎหมายอ่านจริงๆ คำอ้างเหล่านี้ใช้ไม่ได้ครับ มันไม่ตรงกับตัวบทกฎหมาย เพราะว่ากฎหมายเลือกตั้งเขียนไว้ชัดเจนมากครับ เขียนไว้ว่าแม้แต่การจัดเตรียมเพื่อจะให้ ก็ถือว่าผิดแล้วนะ ครับ มาตรา 73 เนี่ย หัวใจของกฎหมายคือห้ามซื้อเสียง เค้าเขียนไว้อย่างนี้ มันคือมาตรา 73 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เขียนตรงไปตรงมาอย่างนี้ ห้ามผู้สมัครหรือผู้ใด ผู้ใดด้วยนะ ครับ ไม่ใช่ผู้สมัครอย่างเดียว ห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้อื่น กระทำใดๆ เพื่อจูงใจนะครับ ให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้อื่น และไม่ใช่แค่การให้นะครับ ไม่ใช่แค่ให้ นะ รวมไปถึงการเสนอให้ด้วย อยู่ก็ยังไม่ทันให้ แต่เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ หรือแม้แต่การจัดเตรียมเพื่อจะให้ ก็ผิดแล้วนะ ฉะนั้น ไม่ใช่ให้เฉยๆ ให้ นี่คือทำแล้ว แต่ในกฎหมายนี้เขียนว่า เสนอก็ไม่ได้ สัญญาว่าจะให้ก็ไม่ได้ เตรียมจัดเตรียมเพื่อจะให้ ก็ผิดนะครับ ฉะนั้น ไม่ใช่ให้เฉยๆ ให้ นี่คือทำแล้ว แต่ในกฎหมายนี้เขียนว่า เสนอก็ไม่ได้ สัญญาว่าจะให้ก็ไม่ได้ เตรียมจัดเตรียมเพื่อจะให้ ก็ผิดนะครับ ฉะนั้น กกต. เราต้องเป็นคนที่รักษากฎเหล่านี้ ต้องโวยวายก่อนคนอื่น ไม่ใช่ไปพยายามบอกว่ามันยังอยู่แค่เตรียมการ ฉะนั้น จะบอกว่าหลายคนเนี่ย แกล้งไม่อ่านกฎหมาย หรือว่าจงใจอ่านข้ามไป เพราะว่าข้อ 1 ชัดเจนที่สุดคือ "จัดเตรียมเพื่อจะให้" ก็ผิดแล้วนะครับ "จัดเตรียมเพื่อจะให้" ก็ผิดแล้ว เพราะว่าข้อความสำคัญในมาตรา 73 1 บอกว่า "จัดทำ ให้ เสนอให้" เว้นวรรคไว้นะครับ "จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้" นี่นะครับ นี่ภาษากฎหมายเค้าเขียนไว้ ผมอ่านเว้นวรรคให้เข้าใจด้วย "จัดทำ" ก็ผิด "ให้" ก็ผิด "เสนอให้" ก็ผิด "สัญญาว่าจะให้" ก็ผิด หรือ "จะเตรียมเพื่อจะให้" ก็ผิด อะไรทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดนะครับ ไม่ใช่ไม่ใช่เงินอย่างเดียวนะ หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดก็ผิด นี่ครับ ฉะนั้น มันชัดเหลือเกินว่าเจตนาของกฎหมายเนี่ย เขียนไว้ เตรียมการก็ไม่ได้ เสนอก็ไม่ ได้ สัญญาก็ไม่ได้ ฉะนั้น เน้น ว่า คำพูดที่บิดเบือนเนี่ย มันจะทำให้เราเข้าใจผิด คือไม่ต้องว่าแจกให้แล้วถึงผิด ไม่ใช่ว่าต้องแจกถึงมือประชาชนแล้วถึงผิด ไม่ใช่ต้องรอว่าต้องมีภาพมีหลักฐานในภาพแจกเงิน ถึงจะผิด แต่แค่จัดเตรียมเพื่อจะให้ ก็เข้าองค์ประกอบความผิดแล้วครับ ฉะนั้น ถ้าแปลเป็นภาษาชาวบ้านธรรมดา คือถ้ามีการเตรียมเงินสด แพ็คซอง แยกชุด วางแผนแจกเพื่อจูงใจให้เลือกใครบางคน ผิดแล้วครับ ต่อให้ยังไม่ได้แจก ต่อให้ถูกจับได้ก่อน ก็ถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งทันที ที่มีข่าวฮือฮา ยุคก่อนสมัยก่อนก็คือแบงค์ 100 แล้วก็มี 20 แล้วก็สเตเบิ้ลด้วยกันจับได้ครับ ก่อนแจก นี่คือการเมืองไทยที่ทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ 120 เลย นี่ว่ากันว่า 1,000 2,000 3,000 นอกจากนั้นต้องเข้าใจครับว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินสดนะครับ ถ้าแจกทุกอย่างที่ตีราคาเป็นเงินได้ก็เข้าข่าย ทุกอย่างที่ตีราคาได้ก็เข้าข่ายกฎหมาย ไม่ได้พูดแค่เงินสดนะครับ แต่ใช้คำกว้างมากครับ คือ "ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้" หมายความว่าอะไร เงินสดแน่นอน บัตรเติมเงินได้มั้ย ใช่ บัตรเติมเงินก็เข้าข่าย ของแจกของใช้เครื่องอุปโภคบริโภคก็ใช่ คูปองบัตรกำนัลก็ใช่ สิทธิประโยชน์ใดๆ ที่มีมูลค่าเข้าข่ายหมด ฉะนั้น ถ้าตั้งใจให้เพื่อจูงใจการลงคะแนนเข้าข่ายหมดเลยครับ
อ้า ทีนี้มีคำถามต่อ อ้อมได้มั้ย ไปทางอ้อมได้มั้ย ทิศทางอ้อม ถ้าอ่านกฎหมายมาตรา 73 เนี่ย คือไม่ให้ตรงอ่ะ เช่น นักการเมืองเค้าทำบ่อย ให้ผ่านวัดได้มั้ย ผ่านชุมชนได้มั้ย ผ่านมูลนิธิได้มั้ย ก็ไม่ได้นะครับ เพราะว่าบางคนคิดว่างั้นก็ไม่ให้ตรงๆ สิ ให้ผ่านวัดผ่านชุมชนแทนสิ คนร่าง พรป. มาตรา 73 เขาคิดเผื่อไว้ ลับ วงเล็บ 2 ครับ วงเล็บ 2 บอกว่า "ห้ามให้หรือเสนอให้ทรัพย์สินไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด" นี่ครับ ทางตรงหรือทางอ้อมก็ไม่ได้ อ้อมไปชุมชน อ้อมไปวัด อ้อมไปสมาคม อ้อมไปมูลนิธิ สถานสงเคราะห์ สถาบันอื่นใดไม่ได้ครับ แปลตรงตัวคืออย่าคิดนะว่าเปลี่ยนช่องทางแล้วจะรอด ถ้าเจตนาคือซื้อใจคนเลือกตั้ง ผิดเหมือนเดิม ผิดเหมือนเดิม คำว่าสัญญาที่จะให้นี่มันกว้างมาก มันมีเส้นบางๆ ระหว่างนโยบายประชานิยมกับสัญญาที่จะให้ ตรงนี้แหละที่นักการเมืองมักจะใช้หลอกล่อหลบเลี่ยงกฎหมาย ยังมีอีกครับ ไหนๆ เปิด 7 มาตรา 73 แล้วเนี่ย ใช้ วิธีอื่นล่ะ นอกจากอ้อมแล้ว ใช้วิธีเลี้ยง หลอกคมคูก็ไม่ได้นะ กฎหมายขยายความคำว่าจูงใจไว้ครอบคลุม เช่น ใช้มหรสพ งานรื่นเริง หาเสียงก็ไม่ได้ เลี้ยงหรือจัดเลี้ยงผู้ใดก็ไม่ได้ หลอกลวง ข่มขู่ บังคับใช้ อิทธิพล หรือให้ข้อมูลเท็จก็ไม่ได้ นี่ครับ ทั้งหมดนี้ครับ มันสะท้อนเจตนากฎหมายชัดนะ ครับว่าการเลือกตั้งต้องเป็นการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างเสรี ไม่ใช่ถูกซื้อ ไม่ใช่ถูกหลอก และไม่ใช่ถูกกดดัน ด้วยฉะนั้น คุณแสวง บุญมี พอพูดประโยคนั้นก็ทำให้ผู้คนตกใจแตกตื่น ต้องไปอ่านกฎหมายให้มันละเอียด สรุปชัดๆนะครับ ไม่ต้องตีความซับซ้อนครับ กฎหมายไม่ได้ห้ามแค่แจกเงินนะครับ แต่ห้ามตั้งแต่การเสนอ การสัญญา สำคัญที่สุด "จัดเตรียมเพื่อจะให้" ก็ผิด การเตรียมเงินสดเพื่อซื้อเสียง ถึงยังไม่แจกก็ผิดแล้วครับ ใครอ้างว่ายังไม่ทันแจก เท่ากับยังไม่ผิด นี่ถือว่าอ้างไม่ตรงตัวบทกฎหมายครับ คำถามก็จะเป็นคำถามว่า ทำไมกฎหมายต้องเขียนละเอียด เขียนแรงขนาดนี้ มีคำอธิบายว่า ถ้ารอให้แจกแล้วค่อยผิด การซื้อเสียงจะไม่มีวันจับได้ทัน กฎหมายจึงต้องตัดวงจรตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่วางแผน เตรียมเงิน เตรียมของ เตรียมเครือข่าย นี่ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่คือการปกป้องสิทธิ์ของประชาชนทุกคน ให้เสียง 1 เสียง ไม่ถูกลดค่าเป็นธนบัตรได้ นี่คือการไปดูกฎหมายแล้วมาดูซิว่าที่คุณแสวงพูด คุณแสวงก็รีบออกมาอธิบายว่าเข้าใจผิด สื่อสารผิดเองนะครับ นี่คือบทเรียนสำคัญครับ สำหรับผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองนี้ ยิ่งเลือกตั้งครั้งนี้มีข่าวลือเรื่องแจกกันสะบัด กกต. ก็มักจะบอกว่าไม่มีหลักฐาน ขอให้ส่งหลักฐานมา นี่แหละครับ พอเขา มีหลักฐาน เช่น แบงค์ชาติ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์พรรคการเมืองเนี่ย จะต้องถือว่าเป็นการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่ประชาชนไว้วางใจ ก็ กกต. ควรจะยินดีแล้วก็ควรจะบอกว่าต้องช่วยกันป้องกัน มิฉะนั้น ที่มีคนตั้งข้อสงสัยเรื่องเงินเทา เรื่องเงินจะเทาจะดำจะขาวจะม่วงจะแดงเนี่ย มันก็คือการเข้ามาใช้อิทธิพลการเงินเพื่อจะได้อำนาจรัฐ เพื่อที่จะเอาภาษีประชาชนไปใช้ในรูปแบบที่อันตรายมาก อาจารย์เอไปดูกฎหมายแล้วใช่มั้ยที่ผมอธิบายเนี่ย อาจารย์เอจะเสริมจะเติมจะวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อเราจะได้ชัดเจน จากนี้ไป 7 วันเนี่ย นี่แหละช่วงแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีคืนวันหมาหอน แต่ว่ามันหอนได้ตลอดเวลา หอนเงียบๆ แอบหอนไปแจกไปซื้อ ไหนลองไฮไลท์อธิบายอีกครั้งนึงสิครับ อาจารย์ อาจารย์เอ ไอ้เรื่องเตรียมการแจกเงินเนี่ย มันตกลงมันไม่ได้จริงๆ ใช่มั้ยครับ
สวัสดีครับ พอถึงช่วงเลือกตั้งทีไรนะครับ มันก็มักจะมีประเด็นนึงที่คนพูดถึงกันเยอะมาก แล้วก็เข้าใจผิดกันเยอะมากเหมือนกัน นั่นก็คือเรื่องการซื้อเสียง วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันให้ชัดๆ ไปเลยครับว่าเส้นแบ่งของคำว่าผิดกฎหมายเนี่ย มันอยู่ตรงไหนกันแน่ เคยได้ยินประโยคทำนองนี้กันไหมครับ "เอ้า เตรียมเงินไว้ได้ แต่ อย่าเพิ่งเอาไปแจกสิ" คือหลายคนเนี่ยเชื่อกันแบบนี้จริงๆ นะครับว่าตราบใดที่เงินยังอยู่ในมือเรา ยังไม่ได้ให้ใครไป ก็ยังไม่ผิดกฎหมาย แต่คำถามก็คือ ความเชื่อแบบนี้มันถูกต้องจริงหรือเปล่า โอ้โห ในช่วงเวลาที่ใกล้จะเลือกตั้งเข้ามาทุกทีเนี่ย เราจะได้ยินข้ออ้างอะไรแบบนี้บ่อยมากเลยครับ "ยังไม่ได้แจกเลย จะมาบอกว่าผิดได้ยังไง" หรือ "ก็แค่เตรียมไว้เฉยๆ เอง" ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่กฎหมายเขียนไว้จริงๆ เยอะเลยครับ เอาล่ะครับ เพื่อให้เคลียร์กันไปเลยนะฮะ เราต้องไปเปิดดูกันที่ตัวบทกฎหมายโดยตรง ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องทั้งหมดเนี่ย มันอยู่ในกฎหมายการเลือกตั้ง มาตรา 73 ครับ ใช่แล้วครับ มาตรา 73 เนี่ยแหละครับคือคีย์เวิร์ดสำคัญของเรื่องนี้เลย แล้วมันก็มีรายละเอียดบางอย่างที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไปนะครับ โดยเฉพาะคำไม่กี่คำที่เปลี่ยนความหมายของทุกอย่างไปเลย นี่แหละครับ ตัวบทกฎหมายเขาเขียนไว้ชัดเจนมากว่า "จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้" แต่คำที่สำคัญที่สุดที่เป็นเหมือนกับจุดเปลี่ยนเลยนะครับ คือคำนี้ครับ "หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้" คำสั้นๆคำนี้แหละครับ คือจุดที่ทำให้ความเข้าใจของหลายคนผิดเพี้ยนไป และไอ้คำว่า "จัดเตรียมเพื่อจะให้" เนี่ย เออ มันแปลว่าอะไรกันแน่ พูดง่ายๆเลยนะครับ มันก็คือการกระทำอะไรก็ได้ที่เป็นการจัดหาผลประโยชน์ให้พร้อม เพื่อจะเอาไปแจกจ่ายจูงใจให้คนมาลงคะแนนเสียงอ่ะ ครับ อย่างเช่น การเอาเงินสดมาแพ็คใส่ซอง การทำบัญชีรายชื่อคนที่จะรับ หรือแม้กระทั่งแค่การวางแผนเส้นทางว่าจะไปแจกยังไง ทั้งหมดนี้เข้าข่ายหมดเลยครับ ดังนั้นนะ คะ ประเด็นสำคัญที่สุดเลยนะฮะ คือความผิดมันเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการส่งมอบเงินหรือว่าของกันจริงๆ ด้วยซ้ำ ย้ำอีกทีนะ ครับ แค่เตรียมก็ถือว่าผิดกฎหมายทันทีครับ ทีนี้เรื่องยังไม่จบแค่นั้นนะครับ เรามาดูกันต่อดีกว่าว่า ไอ้คำว่าซื้อเสียงเนี่ย นิยามในทางกฎหมายมันครอบคลุมอะไรบ้าง เพราะต้องบอกเลยว่ามันกว้างกว่าที่เราท่านคิดกันไว้เยอะมากเลยครับ คือต้องบอกว่ากฎหมายเขาใช้คำได้ครอบคลุมมากๆ เลยครับ เขาไม่ได้บอกว่าเงินสดอย่างเดียวนะครับ แต่ใช้คำว่า "ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้" โอ้โหนั่นหมายความว่าอะไรครับ ก็หมายความว่าไม่ใช่แค่เงินสดเท่านั้น แต่ของทุกอย่างเลยที่มีมูลค่าค่ะ ตั้งแต่บัตรเติมเงิน ของใช้ในบ้าน ไปจนถึงคูปองต่างๆ ถ้าเจตนาคือเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนก็เข้าข่ายทั้งหมดครับ และประเด็นนี้ก็ฉลาดมากเลยครับ คือกฎหมายเขามองขาดเลยว่าอาจจะมีการเลี่ยงบาลีกันได้ เขาก็เลยดักไว้หมดเลยครับ ไม่ว่าจะให้โดยตรงกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลย หรือจะแอบให้โดยอ้อมผ่านตัวกลางอย่างเช่น เอาไปบริจาคให้วัด ให้ชุมชน หรือมูลนิธิต่างๆ แบบนี้ก็ถือว่าผิดกฎหมายไม่ต่างกันเลยครับ ยังครับ ยังไม่หมดแค่นั้น กฎหมายยังไปไกลกว่านั้นอีกครับ คือยังครอบคลุมไปถึงการจูงใจในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยง การข่มขู่ หรือแม้แต่การปล่อยข่าวปลอมเพื่อใส่ร้ายกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรับประกันว่าการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเนี่ย จะต้องมาจากเจตจำนงที่เสรีจริงๆ ครับ พอฟังมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่า โห ทำไมกฎหมายต้องเขียนให้มันเข้มงวดแล้วก็ครอบคลุมขนาดนี้เลยล่ะ มันมีเหตุผลอยู่ครับ ซึ่งถ้าเราเข้าใจเจตนารมณ์เบื้องหลังเนี่ย จะเห็นภาพชัดขึ้นเยอะเลย ลองนึกภาพตามนะครับ ปกติกระบวนการมันก็จะมี 1. วางแผน 2. เตรียมของ แล้วก็ 3. แจกจ่าย สิ่งที่กฎหมายทำก็คือ แทนที่จะไปรอจับตอนสุดท้าย เขาเลือกที่จะเข้ามาตัดวงจร หรือว่าตัดไฟแต่ต้นลมเลยครับ คือตัดตั้งแต่ขั้นตอนที่ 2 นี่แหละ เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายมันเกิดขึ้นตั้งแต่แรก เห็นมั้ยครับว่าเป้าหมายจริงๆ เนี่ย คือการป้องกันเชิงรุก ไม่ใช่การตั้งรับเพื่อรอลงโทษ เมื่อความผิดมันสำเร็จไปแล้ว นี่คือการปกป้องคุณค่าของทุกคะแนนเสียงนะครับ ไม่ใช่เรื่องของการจ้องจะเล่นงานใครเลย เอาล่ะครับ มาถึงบทสรุปกันแล้ว ถ้าจะให้จำแค่ประโยคเดียวจากเรื่องทั้งหมดนี้นะครับ ก็คือประโยคนี้เลยครับ "แค่เตรียมก็ผิดแล้ว" ถ้าจะให้เปรียบเทียบกันแบบชัดๆ ไปเลยนะ ครับ ทางซ้ายเนี่ยคือความเชื่อผิดๆ ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่าจะผิดก็ต่อเมื่อถูกจับได้ตอนแจกเงิน แต่ความจริงตามกฎหมายที่อยู่ทางขวา ก็คือความผิดมันเกิดขึ้นทันทีที่เริ่มเตรียมการที่จะให้บางสิ่งบางอย่างเพื่อจูงใจให้คนลงคะแนนครับ เห็นความต่างชัดเจนเลยใช่มั้ยครับ
นี่คือภาพที่สรุปทุกอย่างได้ดีที่สุดครับ เงินที่ถูกเตรียมไว้เพื่อซื้อเสียง แม้จะนอนนิ่งๆ อยู่ในซอง ยังไม่ได้ถูกนำไปแจกจ่ายที่ไหนเลย ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายการเลือกตั้งไปเรียบร้อยแล้วครับ และเรื่องราวทั้งหมดนี้ครับ มันก็ชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันนะ ครับว่าเสียงหนึเสียงของเราเนี่ย คุณค่าของมันตีเป็นราคาได้แค่ธนบัตรไม่กี่ใบจริงๆ หรือ
ขอบคุณมากครับ อาจารย์เอ และนี่คือคำถามใหญ่เลยว่า เงินจะซื้อได้มั้ย หลายๆ คนเชื่อว่าซื้อแน่นอน ซื้อมากน้อยแค่ไหน และถ้า กกต. จับไม่ได้ การเมืองหลัง 8 กุมภาพันธ์ จะเป็นการเมืองแบบเก่า น้ำเน่า คอร์รัปชั่น ใครที่ลงทุนมากมายขนาดนี้ ต้องหวังคืนครับ ฉะนั้น นักการเมืองกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ มองการเมืองเป็นการลงทุน ลงทุนเยอะต้องได้คืนเยอะ มีแต่กำไร แปลว่าอะไร แปลว่าภาษีประชาชนก็จะกลายเป็นเครื่องมือของการทำมาหากินของคนเหล่านี้ ถ้าเขาซื้อเข้ามาได้ เขาก็ย่อมจะปู้ยี่ปู้ยำงบประมาณ เงินภาษีประชาชนได้อย่างไม่สนใจความถูกต้องชอบมาพาก อย่างที่เราเห็นอยู่ ณ ขณะนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ สวัสดีครับ