Transcription
แว่นสอบเสร็จแล้วตอนนี้ 2 หนุ่มปุ๊แว่น เลยกำลังนั่งอยู่บนชานไม้ไผ่สารกงเหล้า แก้หนาวกันหน้าห้องพักหลังคามุงจากบนต้นไม้สไตล์ห้างนายพรานของโฮเทลเปิดใหม่แห่งหนึ่ง
ฮเทลแห่งนี้อยู่ติดน้ำตกและเน้นการพักผ่อนตามวิถีธรรมชาติที่คนจะพักต้องเดินเท้าเข้าไปที่บ้านพักห้างพรานเองทั้งไปและกลับ เข้าของทั้งหมดที่อยากจะไปยืมใช้หม้อไหกระทะต่างๆที่ต้องเลือกและแบกเข้าไปเอง เว้นเพียงแต่เครื่องนอนมุ้งหมอนผ้าห่มที่จัดวางไว้ให้อย่างเรียบร้อยแล้วในห้องพักกับห้องน้ำที่ไม่ต้องเตรียมไป
ปู้ยกจอกเหล้าเพียวๆขึ้นกระดกต่อเนื่องอย่างกับน้ำเปล่าจนแว่นต้องมองตามอย่างแปลกใจ “ทำไมมึงกินเหล้าเก่งขึ้นเยอะอย่างนี้วะ กระดกรัวๆนี่ก็เข้าขวดที่ 2 แล้ว แถมดูไม่เมาอีกต่างหาก ดีนะพรุ่งนี้กลับมารืนเป็นวันหยุด ไม่งั้นหรอกกลิ่นหึงแน่ๆ” ปู้ยิ้มมุมปากพูดตอบ โดยสายตายังเหม่อมองไปที่ต้นไม้สักต้นใหญ่ด้านหน้าไกลออกไปจากที่พักบนต้นไม้ที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ก็อีกมากโข จึงเห็นดวงไฟจุดเล็กๆไหววิบวับจากหน้าห้องพักหลังอื่นๆ “ก็เหล่าฝรั่งของมึงมันอ่อนน่ะสิ กูเข้าไปตรวจบัญชีทีไรเจอแต่เหล้าป่าแก้วเดียวล้มแรงจนน็อคไปหลายรอบกว่าจะชิ้นบางที กูก็คิดนะ หรือว่าพวกชาวพันนี่เขาไม่อยากให้ตรวจหรือเปล่า”
แล้วจู่ๆปูก็เปลี่ยนเรื่อง “ทีแรกกูก็นึกว่าต้องขึ้นเขาไป เห็นเจ้าของเขาบอกว่าต้องเตรียมตัวปีน ที่ไหนได้ต้องไต่บันไดลิงขึ้นมานี่เอง เขาก็ทำซะดีได้อารมณ์ขึ้นห้างจริงๆเลยนะ เออสิ กูได้แผลถลอกที่ขาเลยเนี่ย คราวหลังกูจะไม่เชื่อใจมึงง่ายๆล่ะ แหมบอกซะจะพาไปโฮเทลดีๆฉลองสอบเสร็จ ผลยังไม่ออกแท้ๆกูก็ไม่เลิกเชื่อมึงสักที” ปู้เลิกคิ้วหันมามองจ้องหน้าแว่น นิ้วก็ชี้เข้าไปในห้องพักด้านล่าง “มีเตียงมีฟูกมีห้องน้ำในตัว ขี้จากบนนี้ได้สะดวก มึงยังต้องการอะไรอีกไม่ทราบ” สุรเดชแว่นเผยรอยยิ้มกลุ้มกรกริม “ก็สาวๆสุววยคุณนึกว่านั่งเร้าในโฮเทลดื่มเหล้ากินกับแกล้มมีสาวสวยๆเดินไปเดินมาให้ชื่นใจ ที่ไหนได้สงสัยจะมีแต่มักกลีผล” 2 หนุ่มหัวเราะกันจนลั่นด้วยฤทธิ์เหล้า โดยไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่ามีใครบางคนแอบฟังบทสนทนาเหล่านั้นอยู่อย่างจดจ่อ “มึงว่าที่เจ้าของโฮเทลเขาบอกว่าแต่ก่อนแถวนี้มีเสือสมิง มันจะจริงเปล่าวะ” แว่นเหล่ตามองปู้แบบไม่อยากจะเชื่อ “แล้วว่าไร้สาวร้าวน่ะ นี่มันยุคไหนละ นิทานหลอกเด็กทั้งนั้น”
จนเวลาผ่านไปถึงเที่ยงคืนกับแกล้มต่างๆที่แบกกันเข้ามาหมดเกลี้ยง เราก็เหลือแค่ติดก้นขวด แต่ 2 หนุ่มยังคงปักหลักอยู่ที่ชานไม้ไผ่หน้าห้องพัก ผู้เริ่มเอนตัวพิงกำแพงห้องปล่อยใจไปกับพระจันทร์เต็มดวงที่สุขใสอยู่กลางท้องฟ้าสีดำสนิท ส่วนแว่นนอนแผ่หราอยู่กลางชานบ้านไม่ได้สนใจจะเข้าไปนอนฟูกกลางมุ้งห่มผ้าอย่างที่มันร่ำร้องว่าจะรีบทำแต่แรก ความเมามันทำให้ทั้งหน้าและตัวของ 2 หนุ่มรับรู้ความรู้สึกต่างๆได้ช้าลง ปู้เอื้อมหยิบขวดยกกระดกเล่าหยดสุดท้ายเข้าปากเพื่อเป็นการปิดจบช่วงเวลามื้อค่ำอันยาวนานของวันนี้
สักพักปุ๊จึงยื่นเท้าไปสะกิดแขนแว่น “แว่น แว่นไปนอนข้างในเหอะ เดี๋ยวน้ำค้างจะลงหนักกว่านี้” แว่นไม่ไหวติง ปู้ไถตัวยื่นเท้าไปใกล้ขึ้นอีกแล้วสะกิดไปที่ตัวแว่น “มึงไปนอนข้างใน กูไม่แบกมึงหรอกนะ เดี๋ยวล้มไปตกต้นไม้ตายห่าพอ” ปู้เริ่มเสียงดังขึ้น แต่แว่นก็ยังนิ่งสงบ เสียงกรนเบาๆของแว่นเป็นเสียงเดียวที่บ่งบอกว่ามันยังมีชีวิตอยู่ ปู้ถอนใจเดินโยเกยกเข้าไปในห้องพักเพื่อจะหาอะไรสักอย่างมาช่วยปลุกเพื่อน แต่จู่ๆเสียงปริศนาดังมาจากใต้บ้านพัก “ขุนสุรเดช ขุนสุรเดช” เสียงชายวัยสัก 50 ตะโกนเรียกชื่อจริงแว่นดังขึ้นมาท่ามกลางป่าอันเงียบสงัด ถ้าตัดเสียงของปุ๊ที่พยายามปลุกแว่นเมื่อกี้ ออกไป
ปุ๊ค่อยๆคืบคลาน 4 ขาออกมาคุกเข่าที่ขอบรั้วชานบ้านแล้วชะโงกลงมองหาต้นเสียง มันมืดมากจนปู้มองไม่เห็นอะไร ปุ๊จึงพูดเบาๆกับตัวเองว่า “ใครมาเอาป่านนี้วะ” สิ้นเสียงปุ๊ อีกเสียงก็กระซิบมาจากข้างตัว “นั่นสิใครวะ” ปู้สะดุ้งเล็กๆรีบหันไปมอง “ไอ้แว่น แม่นมันลุกมาก่อขอบรั้วอยู่ข้างๆตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ” แว่นพยายามถ่างตาแข็งมองกลับมาที่ปุ๊ ให้เหมือนว่าในคืนนี้เปลือกตามันยังเปิดอยู่เสมอไม่เคยปิดมาก่อน “ขุนสุรเดช ตกลงคุณอยู่บนนั้นใช่มั้ย เจ้าของโฮเทลเขาบอกผมให้มาหาตรงนี้” ปุ๊แว่นยังงงเกินกว่าจะเอ่ยตอบอะไรออกไป พวกเขาซุบซิบกันเบาๆอยู่ในรั้วบนชานบ้านพัก “ไม่ต้องมาทำเสียงเบาหรอกครับ ผมเจ้าหน้าที่ศูนย์สอบจะมาบอกว่าผลสอบคุณออกแล้วนะ”
2 หนุ่มยังเงียบกริบ “คุณสอบไม่ผ่าน” แว่นตาโตชี้หน้าตัวเองแล้วหันขวับไปขอความเห็นจากเพื่อน ปู้เอื้อมมือตบไหล่แว่นปั๊บๆ ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เขาประมาณแรงตัวเองไม่ถูก ลุงตะเบ็งเสียง “แต่ถ้าอยากจะผ่านล่ะก็” แว่นยกหมัดขึ้นจะสวน ปู้ทำท่าทางใบ้บอก ปู้ตบแปรงขนาดนี้ทำร้ายหรือให้กำลังใจกูดูไม่ออกเลย ลุงปริศนาพูดต่อ “ก็ต้องไปสัมภาษณ์เพิ่มคืนนี้เลย” ปู้ยิ้มสะใจยกหมัดโงนเงนจะสวน แว่นทำท่าว่า “มึงกล้าก็เอาสิ” ลุงปริศนาที่แท้เป็นเสือสมิง มันเห็นภาพชายเสียงดัง 2 คนที่เพิ่งรู้ตัวว่าน่ารำคาญพยายามสื่อสารภาษาใบ้กันโดยไม่สนใจสิ่งที่มันกำลังพูดมาสักพักแล้ว “เฮ้ย สนใจหน่อยสิครับ ถ้าอยากผ่านแล้วก็ต้องไปสัมภาษณ์เพิ่มคืนนี้เลย ได้ยินหรือเปล่าครับ”
แว่นเลิกทำท่าใบ้พูดกระซิบ “กระปุ๊อะไรกันวะ อนี่เจ้าหน้าที่เลงทุนเข้ามาตามกูถึงในนี้เลยเหรอ มุ่งมั่นชิบหาย” ยังไม่ทันปูจะได้ออกความเห็น แว่นก็ยื่นหน้าลงไปตะโกนตอบ “ครับ” ปู้ถึงกับอึ้ง “มึงจะบ้าเหรอ กระซิบกับกูแล้วตะโกนตอบทำซากอะไรไม่ทราบ ในป่าดึกๆอย่างนี้มีคนเรียกเข้าไม่ตอบกันนะใช่มั้ลุง” ปุ๊ตะโกนลงมา เสือสมิงถึงกับอึ้ง “ตรักกะอะไร ตกลงมันฉลาดหรือโง่กันแน่ไอ้คนนี้” สิ้นเสียงปุ๊ แว่นจึงเริ่มโวยบ้าง “ว้าวมึงมาหาพวกทำไม” ปุ๊ตะโกนพร่ามต่อ พยายามจะเอาลุงเป็นพวก แว่นสะบัดหัวตาปรือมองปู้ “กดอะไรอีกล่ะ มากมายจังวะ แล้วมึงไม่บอกให้มันเร็วกว่านี้หรอก” ปู้ขยี้หัวตัวเอง “อะไรของมึง กูก็บอกอยู่เนี่ย” แว่นโวยซ้ำ “ก็มึงบอกช้ากูล่ะเชือก”
เสือสมิงข้างล่างเค้นเสียงกระแอมไอให้ดังจนผิดปกติ “พวกคุณ 2 คนเลิกทะเลาะกันก่อนได้มั้ย ขุนสุรเดช ตกลงคุณจะไปมั้ย” แว่นเงยหน้ามองฟ้า 2 วินทีแล้วก้มลงตะโกนตอบ “ไม่ไปหรอกครับ ถ้าผมไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน คราวหน้าผมค่อยสอบใหม่ก็ได้” ปู้ตบหลังเพื่อนอีกแล้วเป็นการชื่นชมว่า “มึงใจเว้ย” แว่นยิ้มยกมือทำท่าห้ามปรามว่า “ไม่ต้องชมกันหรอก” แล้ว 2 คนก็หัวเราะคิกๆกันอยู่ข้างบน เสือสมิงผู้ตั้งใจรอคำตอบถึงกับเดินวนไปวนมารอบต้นไม้ อย่างหัวเสีย “มันรีบคิดแผนใหม่ไปเถอะ น่าคืนนี้เงินเดือนคุณจะได้มากเป็นพิเศษด้วยนะ มากกว่าคนอื่น 2-3 เท่าเลย”
คำพูดนั้นทำให้ปุ๊แว่นขมวดคิ้ว แว่นตะโกนถาม “มันจะเป็นไปได้ไงครับ” ปู้รีบสำทับ “ใช่ ถ้ามันเพิ่มได้ล่ะก็ เอาผมไปสัมภาษณ์แทนได้มั้ย ผมตั้งน้อยกว่าคุณสุรเดชเยอะเลยนะครับ” 2 คนขำคุกคิกกันพาให้เสือสมิงยิ่งหงุดหงิด มันเลยเผลอพูด “เฮ้ย มึงลงมาสักคน ใครก็ได้ทั้งนั้นแหละ” หือ ปุ๊แว่นพูดพร้อมกัน สมิงเริ่มรู้ตัวเลยรีบแก้คำพูด “เอ่อ ผมหมายความว่าใครก็ได้คือลงมาด้วยกันก็ได้ ไปเป็นเพื่อนกันไง คุณเป็นเพื่อนกันนี่ใช่มั้ล่ะ เพื่อนไม่ทิ้งเพื่อนไง เพื่อนเหรอ เพื่อน เพื่อนได้ๆ” เพลิดเพลินเคยเดินด้วยกัน แว่นร้องต่อ “แทมหาย ฝานโดรไตถังผู้ แว่นประสานเสียงหยอกแก้วบนชิงช้าสวรรค์ โอ๊ย ไม่ใช่ให้เล่นขอเพลงนะ” เสือสมิงร้องว่าอย่างไม่พอใจ ปู้พูดพรึมพำ “ก็มันกำลังดังอีกอย่าง พวกเราไม่ลงไปง่ายๆหรอกครับ ดึกดื่นแบบเนี้ย เจ้าหน้าที่อะไรจะมาตามคุณเป็นผีป่าผีโพรงหรือเปล่าไม่ทราบได้” แว่นรีบผสมโรง “โอ้ใช่ คุณเป็นผีหรือเปล่า”
เสือสมิงคิดชี้ชะ “ไอ้ 2 ตัวก็ว่ามันแปลกๆ มันสงสัยเรานี่เอง ไม่ได้การล่ะ ผมเป็นคนไม่เชื่อลองส่องไฟลงมาสิครับ ผมใส่ชุดเจ้าหน้าที่ด้วยจะได้รู้แล้ว รีบๆไปกันสักที ผมไม่ได้มีเวลาทั้งคืนนะ พรุ่งนี้มีงานใส่บาตร ใส่บาตรเช้าเราจะปิดสำนักงานและต้องรีบจัดการก่อนออกประกาศผลสอบมาเรือนี้” เสือสมิงโกหกด้นสดออกไป มันจึงลุ้นจนเหงื่อตก ไอ้ 2 หนุ่มมันเงียบไปนานแล้ว “หรือมันฉลาดกันวะ” เสือสมิงทบทวนจนแว่นตะโกนออกมาในที่สุด “ร้องจากผมทบทวนดูแล้วสมเหตุสมผลดี ผมเชื่อคุณครับ ผมจะลงไปรอสักนิดครับ” “บะ มันโง่นี่หว่า” เสือสมิงเผยรอยยิ้มในเงามืด เขี้ยวสีขุ่นของมันพร้อมจะขย่ำมนุษย์เต็มที่แล้ว แว่นขยับร่างทีละนิดไปคว้าบันไดลิงที่ม้วนเก็บขึ้นมาตั้งแต่เย็นทำทีจะโยนเพื่อไต่ลงไป ปู้รีบลากดึงแว่นลงมานั่งแล้วว่า “ยังก่อน ยังก่อน คุณต้องทำตามที่เราบอกเพื่อพิสูจน์มาก่อนว่าคุณไม่ใช่ผีป่ามาหลอกล่อเพื่อนผม อย่างแรก แว่นมึงเอากล้องส่องทางไกลมาส่องดู กูจะฉายไฟให้”
แว่นพยักหน้าค้นเป้ล้วงกล้องส่องทางไกลที่ใช้มาตั้งแต่มัธยมออกมายกขึ้นส่อง เสือสมิงได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งสบายใจ มันแปลงกลายเป็นชายสูงวัยในชุดข้าราชการและเต๊ะท่ารอพร้อมร้องตอบ “ได้ รีบๆเลยครับ” แล้วก็ต่อด้วยเสียงแผ่วเบาไม่ให้ปู้กับแว่นได้ยิน “รอจะกินมานานแล้ว” แว่นส่องกล้องส่องทางไกลลงไปที่คนต้นสักต้นถัดจากบ้านพักที่พวกเขาอยู่ ซึ่งเป็นจุดที่ 2 หนุ่มคิดว่าเสียงลุงมาจากตรงนั้น ปู้ก็ช่วยสาดแสงไฟฉายตามไป “ฮุ้ย” แว่นตะโกนเงยหน้าออกจากช่องมองที่กล้องส่องทางไกลทำหน้าเครียดจ้องเขม็งมาที่ปู้ ปู้ทำหน้าตื่น “เห็นแล้วเหรอ” แว่นค่อยๆหมุนคอมาหาปู้ “ไม่เห็นว่ะ ยังไม่ได้ปรับองศา” ปู้แว่นหัวเราะพร้อมกันดังลั่น เสือสมิงข้างล่างในร่างลุงกัดเขี้ยวกรอดๆ แว่นใช้มือหมุนปรับเลนกล้องแล้วว่า “อุ้ย เห็นแล้วเหรอ” แว่นรีบหันมายิ้มรับ “ยังว่ะ สายตากูมันสั้น ยังไม่ได้ใส่แว่นสายตา เรายังมองไม่เห็นอยู่ดี” 2 หนุ่มขำตัวงอกลิ้งไปกลิ้งมาบนชานบ้านพักดังคลุกๆ เสือสมิงกำหมัด “ไอ้เวร 2 ตัวอย่าให้กูขึ้นไปได้นะ มึงเอาดีๆ รีบๆส่องมาเร็วก่อนผมจะเปลี่ยนใจ” เสือสมิงขู่ ปูนิ่ง 1 วินทีแล้วรีบตอบแทนเพื่อน “ไม่เอาละ พวกนี้มันแปลงร่างได้ ผมรู้ ผมว่าเปลี่ยนวิธีพิสูจน์ดีกว่า”
แว่นรีบว่า “โอ้ เอาเป็นทำเสียงสัตว์แทน เสียงอะไรดีวะ ลิง ลิงดีมั้ย” ปู้หัวเราะร่วนให้กับไอเดียของเพื่อน เสือสมิงกลางเล็บซ้อมตั้งท่ากระซวกไส้อย่างโมโห ปู้ว่าต่อ “ลิงมันง่ายไป เอาตัวที่มันไม่มีในป่านี้สิ เพื่อน แกะแล้วกัน แกะ ถ้าเป็นคนจริงๆต้องรู้จักเสียงแกะนี่จริงมั้ยครับลุง” เสือสมิงเลือดขึ้นหน้า “ไอ้พวกไม่มีสัมมาคารวะ ข้าเป็นสมิงจะให้มาทำเสียงแกะ มึงหลู่เกลียดกูมากเกินไปละ” แว่นนึกสนุกจึงลองทำเสียงแกะดู “อย่างี้หรอ แปร ฮ่า” ปู้ลองเรียนเสียงแกะตามแบบฉบับของตัวเองบ้าง “แหมแหม ยังไงวะ” ปู้ขำก๊ากออกมา แว่นว่าต่อ “เอ้า ทำอะไรครับ ตามที่เพื่อนผมบอก” เสือสมิงส่งสายตาอาฆาตขึ้นไปหา 2 หนุ่ม แต่อนิจจาปู้กับแว่นเมามายเกินกว่าจะรับรู้อะไรเล็กๆน้อยๆพวกนี้ เอาวะ มันพยายามสงบจิตใจ แค่ทำเสียงแกะอึดใจเดียวแลกกับอิ่มท้องจากเนื้อและเลือดมนุษย์สดๆ มันกลั้นใจแล้วเปล่งเสียงออกมาพอให้ 2 คนข้างบนบ้านได้ยินแบบแบะ ปุ๊แว่นได้ยินยิ่งขำก๊ากอย่างกับโดนพรมควันด้วยสมุนไพรใบ 7 แฉก สมิงหน้าเขียวด้วยพายุโทสะ แว่นไม่รอช้ารีบว่า “พยายามได้ดี แต่ยังไม่ผ่านครับ” แว่นขำก๊ากๆเหมือนสะใจเล็กๆที่มีโอกาสได้บอกผู้คุมสอบบ้างว่าไม่ผ่าน เสือสมิงหน้าแดง มันโดนหยามอีกแล้ว มันจึงตัดสินใจใช้ไม้ตาย “ที่ชายหนุ่มแบบนี้ต้องยอมสยบ ผมอุตส่าห์ว่าจะแนะนำสาวๆสวยๆในหน่วยงานให้รู้จักกับว่าที่อัยการคนใหม่ งั้นคงต้องพักเรื่องนี้ไปก่อน”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงเสือสมิง แว่นก็รีบตะโกนตอบกลับลงมา “ผมเชื่อลุงตั้งแต่แรกแล้วนะครับ หลบไปนะครับ ผมจะโยนบันได” “ไอ้สัตว์ มึงหยุดเลยนะ” เสือสมิงมันจ้องคอยท่าอยู่จึงเห็นว่าชายที่ไม่ใช่สุรเดชกำลังเอาหมอนจากในห้องมาฟาดใส่สุรเดชไม่ยั้ง แว่นแกล้งล้มลงไปดิ้นกระตุกกลางชานบ้านแล้วขำเอิ๊กๆอย่างทรมาน อยู่ๆปู้ก็ว่า “เอางี้ครับ คนเข้ามาในป่าก็อาจจะต้องเคยเจอกับเสือนะครับ” เสือสมิงหน้าซีด “เฮ้ย มันจับเราได้หรอวะ” “ลุงจะต้องร้องเพลงสามัคคีชุมนุมให้ได้ แสดงความเป็นมิตรกับลูกเสือทั่วโลก ถ้าลุงร้องได้ผมจะลงไปฉลองคนเลย ผมสาบาน” เสือสมิงเริ่มไม่ไหวจะอดทนอดกลั้นความยียวนของพวกมันนี่เกินรับ มันจึงตะโกนกลับเสียงสั่น “เชื่อได้แน่นะ” มันพูดไปก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ผู้ได้ยินก็ยิ้มกว้าง โบกมือหย่อยๆไปมา “เนี่ย ลุงร้องปั๊บ ผมโยนปุ๊บเลย โว้ย” เสือสมิงสะบัดในใจ มันพยายามสงบสติอารมณ์ นิ่งๆนับ 1 2 3 4 หายใจเข้าลึก หายใจออกยาวแล้วจึงคิดได้ว่า “เอาวะ ศักดิ์ศรีกินไม่ได้ แต่ถ้าวันนี้เราไม่ได้กินมนุษย์ ธาตุไฟเราจะแตกตาย” เสือสมิงสูดลมหายใจ “ดีนะกูแอบไปลากคนจากพวกเล่นรอบกองไฟแล้วเมาหลับมากินบ่อยๆอีก แค่เพลงสามัคคีชุมนุมได้ยินมาเป็นร้อยๆครั้ง เอาล่ะ ผมจะร้องแล้วนะ ตั้งใจฟังซะ พวกพวกเราเรามาชุมนุมต่างกูใจรักสมาสสมานล้วนมิจิตเชื่อบานสรานเริงอยู่ทุกผู้ทุกน้ำ อ่านความ” “เฮ้ยๆ” เสือสมิงรีบตะโกน “ไอ้สัตว์อย่าบอกนะ” เลือดเสือสมิงขึ้นหน้า มันควบคุมอะไรไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว “พวกมึง” เสียงเสือสมิงคำรามลั่นป่า
ตอนสายวันรุ่งขึ้น ทั้งสองหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงเออะอยู่ข้างล่างบ้านพักที่ตนเองนอนอยู่ ปู้จึงร้องตะโกนถามไปว่า “เกิดอะไรขึ้น” เจ้าของโฮเทลจึงตอบกลับว่า “เมื่อคืนชาวบ้านได้ยินเสียงเสือสมิงคำราม เช้ามาก็เจอร่องรอยอาละวาดขวนเล็บทำลายต้นไม้แถวนี้ไปทั่ว เหมือนโมโหเกรี้ยวกราดอะไรมา ดีนะที่คุณ 2 คนปลอดภัยดี” แว่นหันมาถามปู้ขำๆ “เสือสมมิงมันมีจริงหรอวะ”
คุณเคยได้ยินเรื่องราวแปลกๆเกี่ยวกับกลุ่มคนที่สามารถอย่างรู้อนาคตทำนายโชคชะตาฟ้าดินพวกโหราศาสตร์นักพยากรณ์หมอดูหมอเดาหรืออะไรทำนองนี้บ้างหรือไม่ คนพวกนี้มีหน้าที่บอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้แก่คนที่อยากรู้แล้วรับค่าตอบแทนตามชื่อเสียงที่ตนมี ซึ่งถ้าหากเจ้าไหนโชคดีหน่อยเจอลูกค้าเป็นเศรษฐีแล้วดันฟลุกทำนายแม่นขึ้นมาอาจถูกเชิญตัวไปเป็นโหนประจำตระกูล ผมก็มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่ประกอบอาชีพในลักษณะนี้ มันชื่อไอ้ม่อน หรือที่ลูกค้าเรียกกันว่าพ่อหมอม่อน มันประกอบอาชีพเป็นหมอดูลายมืออยู่หลังตลาด ในวันหนึ่งมีลูกค้าไม่มากมันก็ก็เลยจำเป็นต้องเปิดควบคู่ไปกับกิจการแผงพระเก๊ ครั้งหนึ่งผมเคยไปนั่งคุยกับมันเกี่ยวกับอาชีพที่ทำอยู่ “ไอ้ม่อนของมึงนี่มันยังไงกันแน่วะ” “โอ้ย มึงอย่าไปเชื่อเรื่องพวกนี้มาก ไร้สาระทั้งนั้น” ไอ้ม่อนตอบผมตามประสาเพื่อนสนิท “เวลามีคนมาดูกูก็แค่บอกไปมั่วๆ บางคนมาถามเรื่องความรักกูก็ดูจากหนังหน้ามันแล้วชาตินี้ก็คงไม่น่าจะมีผัว กูก็บอกมันไปว่าอย่าไปหวังอะไรมาก” นั่นแหละที่ทำให้ผมไม่ค่อยจะเชื่อถือเรื่องไร้สาระพวกนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปความคิดของคนเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผมได้พบกับชายคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ มันเป็นชายร่างผอมกระหร่อง ชอบใส่เสื้อแขนยาวกับหมวกแก๊บสีชมพู ผมไม่รู้หรอกว่ามันชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน ทำงานอะไร รู้แค่ว่ามันจะต้องลงรถเมล์เดินเข้ามาในตลาดนัดแถวบ้านผมทุกๆ 17:00 น. ในตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอก จนกระทั่งได้ประสบเข้ากับเหตุการณ์ประหลาดเมื่อต้นเดือนที่แล้ว ผมเห็นไอ้ผอมเดินกลางร่มเข้ามาในตลาด “ไอ้บ้าเอ่ย หลังคาตลาดนัดก็มี มันจะกางร่มทำบ้าอะไร” ผมมองดูอย่างขบขันอยู่พักหนึ่ง จู่ๆไอ้สมปองเด็กร้านน้ำแข็งแบกกระสอบน้ำแข็งมาจะส่งร้านปลาของป้าสี แล้วไม่รู้ไอ้สมปองมันเดินอีท่าไหนดันลื่นทำกระสอบน้ำแข็งหลุดมือลงโครมในบ่อปลา เท่านั้นแหละ น้ำในบ่อกระจาย ลูกค้าที่เดินผ่านไปมาถูกสาดเปียกกันเป็นแถวยกเว้นเสียแต่ชายผอมกระหร่องที่เอาร่มมาบังน้ำไว้ได้ทัน ตอนนั้นผมเห็นมันยิ้มเล็กๆเหมือนกำลังเยาะเย้ยคนที่ถูกสาดก่อนจะหุบร่มแล้วเดินจากไปอย่างภูมิใจ ผมนั่งทะลึ่งเหตุการณ์ในตอนนั้นอยู่พักหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาผมก็เริ่มเฝ้าติดตามไอ้ผอมทุกครั้งที่มันเดินเข้ามาในตลาด ซึ่งมันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มีการแสดงปาฏิหาริย์ให้ผมดูเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ปกติไอ้ผอมจะต้องแวะร้านพี่ต๋องเพื่อซื้อข้าวโพดคลุกเนยทุกครั้ง แต่ครั้งนี้มันกลับเดินผ่าน ผมเห็นแล้วแปลกใจจึงลองไปสืบดูก็มารู้ทีหลังว่าวันนั้นพี่ต๋องใช้นมสดหมดอายุในการคลุกข้าวโพด หรือในตอนโน้นผมเห็นไอ้ผอมแวะเข้าร้านขายยา ตอนกลับออกมามียาดมติดมือมาด้วย มันเดินไปเรื่อยๆตามทางในตลาด จู่ๆเจอหญิงแก่คนหนึ่งเป็นลมไปต่อหน้าต่อตา ไอ้ผอมรีบเข้าไปช่วยประคองพร้อมเอายาดมให้ หลังจากที่รอดมาได้หญิงแก่ก็ซาบซึ้งน้ำใจ ไอ้ผอมแบ่งทุเรียนหมอนทองที่ซื้อมาดีให้ไปตั้งซีกหนึ่ง แล้วเรื่องที่ผมเจอมาล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนนั้นไอ้ผอมเดินเข้ามาในตลาดพร้อมกับถุงผ้าใบใหญ่ ซึ่งปกติมันไม่ได้พกหรอก ผมแอบเดินตามมันไปหวังจะเจออะไรเด็ดๆ ปรากฏว่าไอ้ผอมไปต่อแถวซื้อส้มเขียวหวานที่กำลังลดราคา ซึ่งแถวยาวเหยียดแทบจะล้นออกมานอกตลาด ผมมองดูอย่างลุ้นระทึก จู่ๆแม่ค้าส้มเขียวหวานก็ชะงักการขายเนื่องจากถุงพลาสติกดันหมดต้องใช้คนไปซื้อมา ระหว่างที่พวกลูกค้ากำลังรอถุงพลาสติก ไอ้ผอมก็เสนอหน้าออกมาบอกกับแม่ค้า “พี่ครับ พอดีผมมีถุงผ้าพอจะขายให้ก่อนได้มั้ย” แม่ค้าเห็นเช่นนั้นก็ไม่รอช้า ใครพร้อมกว่าก็ได้ก่อน ไอ้ผอมได้ส้มกลับบ้านโดยแทบไม่ต้องยืนรอคิว จากที่ผมเล่ามาคุณเห็นอะไรบ้างไหมครับ ผมคิดว่าเรื่องของไอ้ผอมไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน มันต้องเป็นพวกผู้มีพลังวิเศษอย่างรู้อนาคตฟ้าดินสามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้เหมือนที่เคยเห็นในหนังละครแน่นอน
เมื่อแน่ใจแล้วผมก็นำเรื่องนี้ไปหารือกับไอ้ม่อนเพื่อนสนิท “มึงคิดว่าไงวะ” “เออ ไอ้ม่อนนิ่งชั่วขณะ มึงล้อกูเล่นหรือเปล่าเนี่ย” “ไม่ได้ล้อ เรื่องจริง กูเห็นมากับ 2 ตา ถ้าจริงอย่างมึงว่าล่ะก็ไม่ธรรมดาแล้วนะ” “เห็นมั้ย มึงคิดเหมือนกูเลย” ไอ้ม่อนหันซ้ายแลขวาก่อนจะพูดกับผมเบาราวกระซิบแบบนี้ “กูว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง” “อะไรวะ” “ถ้ามันยังรู้อนาคตได้ล่ะก็” ม่อนยิ้มออกมา “ทำไมเราไม่ขอให้มันทำนายหวยให้เราล่ะ” ผมมองหน้ามันตาค้างก่อนจะตบเข่าไป 1 ฉาด “เออ มึงคิดได้ไงวะ ถ้ามันทำได้จริงๆเรารวยเละแน่ แต่เอ ผมรู้สึกแปลกใจ ถ้ามันทำนายหวยได้ มันก็คงรวยจนไม่น่าจะมาเดินตลาดเน่าแบบนี้นะ” “แหม มึงนี่ไม่รู้อะไร” ไอ้ม่อนส่ายหน้าให้ผม “คนที่เขามีพลังพวกนี้เขาไม่เผยตัวกันหรอก ไอ้พวกหมอดูดังๆหนักของเก๊ทั้งนั้น เหมือนกูไง” “เออว่ะ เป็นไปได้” ผมเงยหน้าสบตาไอ้ม่อน “แล้วเราจะเข้าไปขอมันยังไงวะ” “ก็ขอมันตรงๆนี่แหละ แล้วถ้ามันไม่ยอมล่ะ” ไอ้ม่อนสบตาผมเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไร “ก็คงต้องมีการใช้กำลังกันนิดหน่อย” เราสองคนยิ้มออกมาก่อนจะเริ่มหารือเกี่ยวกับแผนสำหรับพรุ่งนี้ “โอกาสทองมีครั้งเดียวจะปล่อยให้หลุดไปไม่ได้เด็ดขาด”
วันถัดมา หน้าตลาดประชามิตรขณะนี้เวลา 16.50 ผมกับไอ้ม่อนไปยืนรออยู่บริเวณหน้าตลาดข้างๆร้านไก่ทอดพี่ประเทืองก่อนที่จะเริ่มภารกิจ ผมกับมันก็ทำการทบทวนแผนการกันคร่าวๆ แผนของพวกเราไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่รอไอ้ผอมเดินเข้ามาในตลาดอย่างทุกวัน เราจะรอจนกว่ามันจะเดินไปบริเวณท้ายตลาด แถวนั้นจะปลอดผู้คน เมื่อมันเดินไปถึงปุ๊บเรา 2 คนก็จะออกมายืนต้อนรับพร้อมกับไม้หน้า 3 คนละอัน เมื่อได้ตัวมันมาแล้วเราก็จะพามันไปที่ห้องของผมแล้วเริ่มทำการสอบสวน “ฮ่า เพียงเท่านี้เราก็จะรวยกันแล้ว” “เฮ้ย ทำไมมันไม่ลงมาวะ” เสียงจากไอ้ม่อนปลุกผมจากภวังค์ “ฮะ อะไรนะ” ผมหันไปถาม “ก็มึงบอกว่ามันจะลงรถเมล์สาย 205 ตอน 17:00 น. ไม่ใช่หรอ เมื่อกี้ผ่านไป 2 คันแล้วก็ยังไม่เห็นมันเลย” “เอ่ออ่า จริงหรอ เออสิวะ” ผมมองดูที่นาฬิกาขณะนี้เวลา 17:04 “ปกติมันไม่เคยสายนี่หว่า” ผมนิ่งไป “หรือว่ามันจะรู้ว่าพวกเรารออยู่เลยไม่กล้าลงมา” ไอ้ม่อนสบตากับผม “เออว่ะ จริงด้วย” เหตุการณ์อันคาดไม่ถึงทำให้มือไม้ผมอ่อนลงจนก้าวเซไปชนกับถังแก๊สร้านไก่ทอดของพี่ประเทือง ทันใดนั้นถังแก๊สเจ้ากรรมก็ดันล้มลงไปกับพื้น ผมกับไอ้ม่อนหันมาอย่างตกใจ ไม่รู้ว่าสายแก๊สมันเก่าหรืออย่างไร ถังแก๊สที่ล้มฉุดสายส่งแก๊สหลุดออกมาจากเตา แรงดันจากภายในถังส่งแก๊สเสียงดัง สู้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งไปอีกเมื่อมีสะเก็ดไฟไปติดพรึบที่หัวสายแก๊ส ส่งผลให้สายแก๊สส่ายหัวไปมาราวกับพญานาคพ่นไฟ พ่อค้าแม่ค้าตามพากันทิ้งร้านวิ่งชนกัน แผงล้มระเนระนาด ผู้คนในตลาดพากันวิ่งหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่มันไม่ยอมลงจากรถก็เป็นได้
[เพลง]
ช่วงนี้มีหนังเรื่องโฟ King เข้าฉายในโรง เป็นเรื่องราวของวัยรุ่นอาชีวะในยุค 90 ซึ่งก็ถือเป็นยุคที่ดุเดือดเกิดเลือดพล่านพอสมควร เรื่องราวที่ผมจะนำมาเล่าต่อไปนี้เกี่ยวกับนักเรียนอาชีวะที่อยากจะพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากพวกพ้อง แต่สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญไม่ใช่ครูอริต่างสถาบัน แต่เป็นวิญญาณชั่วร้ายที่มาในรูปแบบของเด็กช่าง เขาคนนี้จะมีชีวิตรอดกลับไปหรือไม่ เตือนไว้ก่อนเลยว่าไม่น่าจะจบสวย
ว่ากันว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่เต็มไปด้วยความคึกคะนอง ยิ่งกับกลุ่มที่เรียนอยู่ในสถาบันอาชีวะหรือที่รู้จักกันในนามว่าเด็กช่าง ความคึกคะนองนั้นจะมากกว่าวัยรุ่นทั่วไปอยู่หลายเท่า ไอ้ความคึกคะนองนี่แหละเป็นต้นตอที่จะนำไปสู่โศกนาฏกรรมทั้งหลาย แต่ก็ยังโชคดีที่ยุคสมัยนี้กฎระเบียบเคร่งครัดขึ้น ความรุนแรงจึงลดลงกว่าแต่ก่อน เด็กช่างคนไหนใฝ่ดีก็จะรู้จักหนทางการเอาตัวรอดส่งตัวเองจนเรียนจบการศึกษา แต่ถ้าเด็กคนไหนใฝ่ชั่วชั่วไม่สนอนาคตก็อาจจะมีจุดจบอันน่าอนาถใจ
โอตเป็นนักเรียนอาชีวะของสถาบันชื่อดังแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องการตีรันฟันแทง ซึ่งเด็กนักเรียนที่ชอบไปหาเรื่องเด็กต่างสถาบันมักจะไม่ใช่นักเรียนอาชีวะธรรมดาทั่วไป แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่อยู่ในสังกัดคณะใดคณะหนึ่ง คณะในที่นี้ก็คือกลุ่มแก๊งที่จัดตั้งขึ้นในกลุ่มนักเรียนอาชีวะ ส่วนใหญ่จะปกครองด้วยรุ่นพี่ ปวช.ปี 3 ซึ่งจะคอยสืบทอดตำแหน่งให้รุ่นน้องปีถัดๆไป เมื่อตัวเองเรียนจบ การจะก้าวขึ้นไปเป็นประธานคณะจำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากรุ่นพี่พอสมควร โอติก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันอยากได้ตำแหน่งนั้น อันที่จริงการจะทำให้รุ่นพี่ในคณะพอใจมีหลากหลายวิธี แต่วิธีที่โอติเลือกใช้คือการเรียกร้องความสนใจโดยการแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความใจถึงของตัวเอง มันคงจะเป็นที่พูดถึงกันไม่น้อยถ้าหากเด็กปวช.ปี 1 อย่างเขาสามารถไปตบเสื้อชอปแหวนรุ่นหรือพวงกุญแจจากเด็กต่างสถาบันได้ ถึงแม้สมัยนี้เด็กช่างเพลพฤติกรรมในทำนองนี้แล้วก็เถอะ แต่ถ้าเขาสามารถทำได้ก็จะเป็นการประกาศความใจถึงของตัวเองซึ่งก็อาจจะทำให้คู่แข่งรายอื่นต้องหลบทางให้ แล้วตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาโอตี๋ก็พบว่าที่ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งมีเด็กช่างที่เป็นนักเรียนสถาบันคู่ปรับมานั่งรอรถเมล์ในเวลา 21:00 น. โอติจับตามองมันมาหลายสัปดาห์แล้ว ไอ้นี่จะมานั่งรถเมล์เป็นประจำอีกทั้งยังแต่งเครื่องแบบเต็มยศเสื้อชอปแหวนรุ่นพวงกุญแจเหมือนเป็นการประกาศให้คนในถิ่นนี้รู้ว่ากูไม่ได้กลัวใคร เมื่อเป็นเช่นนั้นโอตก็ตั้งใจจะไปตบเครื่องแต่งกายของมัน ถ้าได้มาครบทั้งเซตล่ะก็ทุกคนในคณะต้องนึกถึงในความใจถึงของโอติ
ในเวลา 21:00 น. ของคืนนั้นโอติรอจังหวะที่รถบนถนนเริ่มเงียบ ถือว่าโชคดีที่ไอ้โง่นั่นมานั่งในทางสายเปลี่ยวแล้ว เมื่อได้จังหวะโอตก็ควบรถมอเตอร์ไซค์ใส่เสื้อชอปสวมแหวนแต่งเต็มยศมุ่งตรงไปหามันที่ป้ายรถเมล์ “เฮ้ย มึงเก๋าเหรอวะ มาสวมเสื้อชอปในถิ่นกู” โอติชักมีดสปาต้าออกมาเดินเข้าไปจอดที่ใบหน้าอีกฝ่าย “เฮ้ย ได้ยินที่กูพูดไปหรือเปล่า” ทว่าเด็กช่างคนนั้นกลับไม่แสดงอาการสะทกสะท้าน นั่งก้มหน้านิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เฮ้ย หูมึงหนวกเหรอ เงยหน้าขึ้นมาสิ เดี๋ยวก็แทงให้หรอก” เมื่อบอกไปเช่นนั้นอีกฝ่ายก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาแล้วเมื่อวันหันหน้ามาโอติก็พบว่าดวงดวงตาคู่นั้นจ้องมาด้วยความเย็นชา นั่นทำให้โอตี่เสียวหลังวาบ แต่เขาก็พยายามข่มใจระงับความกลัวไม่ให้