Transcription
พิพัฒน์นั้นต้องพูดว่าเป็นกระเป๋าเงินหลักของพรรคภูมิใจไทย ตำแหน่งที่พิพัฒน์ได้เนี่ยจะเป็นตำแหน่งที่ใหญ่ แสดงอิทธิพลของพิพัฒน์ในภูมิใจไทยนั้นสูงมาก เขาถึงบอกว่าคนที่มีเงินนั้นจะมีอิทธิพลสูงที่สุด
จากตำแหน่งทุกตำแหน่ง จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวไปถึงกระทรวงแรงงาน จนกระทั่งพรรคประชาชนโดนอนุทินหักหลัง ยุบสภา พิพัฒน์ก็เลยมานั่งกระทรวงคมนาคม ซึ่งกระทรวงคมนาคมนั้นเป็นขุมเงินขุมทอง
แต่รายได้หลักของพี่พัฒนก็ยังคงมาจากปั๊ม PT เพราะปั๊ม PT นั้นเป็นปั๊มน้ำมันที่มีอยู่ประมาณเกือบ 200 สาขาทั่วประเทศไทย การขยายปั๊มน้ำมันจนทั่วประเทศไทยมี 2,000 สาขานั้น แสดงว่าข้อต่างมาของราคาน้ำมันของ PT ต้นทุนจริงๆมันอาจจะต่ำมาก ทำกำไรมากกว่าปตท.เยอะ
ส่วนน้ำมันนั้นเอามาจากไหนผมไม่รู้ วิสัชนากันเองก็แล้วกัน ก็เลยทำให้ปั๊ม PT ขจายมาตลอด ล่าสุดพิพัฒ์ไปเช่าคลังน้ำมันของไทออยเพื่อบรรจุน้ำมันที่ตัวเองจะมาจากทางไหนผมก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆแล้วเถียงไม่ได้ปั๊ม PT เป็นปั๊มเดียวที่มีสาขาทั่วประเทศ ปิดหมดเลย สต๊อกน้ำมันที่ PT มีอยู่ในแต่ละสาขานั้น ไม่ขายเพื่อรอเวลาราคาน้ำมันตัวใหม่ออกมา เอาเฉพาะสต๊อกที่มีค้างอยู่แล้วราคาใหม่ที่ออกมาเนี่ย ปั๊ม PD ก็รวยเรือหาย ตายโหงละทีนี้
ผมเคยพูดผมบอกคุณอนุทินไม่มีจริยธรรมทางการเมือง น้ำมันเป็นเรื่องยุทธปัจจัยที่สำคัญและเป็นวิกฤตของประเทศ แต่คุณดันให้รองหัวหน้าพรรคคุณซึ่งเป็นกระเป๋าเงินของพรรคแล้วเป็นพ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ในประเทศออกมานั่งตำแหน่งประธาน ก็เลยไม่มีอะไรประหลาดใจที่คุณวิภัฒน์ออกมาพูดจาปกป้องในทุนน้ำมันแทนที่จะเห็นอกเห็นใจประชาชน
และนี่คือพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปั๊มน้ำมันของเขาทำตรงกันข้าม ข้ามกับสิ่งที่หัวหน้าพรรคเขาพูดว่าน้ำมันมีพอใช้ ถ้าน้ำมันมีพอใช้แล้วพวกมึงปิดปั๊มทำไม