Transcription
ทำไมเรื่องของทักษะในการที่เราจะนำเสนอ งานถึงเป็นสกิลสำคัญเลยที่คนทำงานยุคนี้ จะต้อง
ตอนนี้ถามว่าคนส่วนใหญ่ตัดสินใจด้วย อารมณ์หรือเหตุผลมากกว่ากันมันไม่ได้อยู่ ที่ว่าเราอยากจะพูดอะไรนะถ้าพูดแบบแรงๆ คือเราชอบโชว์ off มากเกินไป
หลายคนจะนึก ว่าทีมเวิร์คคือการช่วยกันในห้องประชุม ไม่ใช่นะฮะระมัดระวังดีๆ
ถ้าไม่รู้จริงๆนะคะตอบยังไงดีที่สุด
ตอบให้รู้คืออย่าแถสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ บอร์ดตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่เพียงพอและ ดีกับธุรกิจหรือดีกว่าองค์กรใช่มแค่นั้น จบถ้าบอร์ดไว้ใจ Messenger ที่เหลือมันก็ พูดง่ายถูกมั้ครับ
The Secret Sauce
สวัสดีครับผมเคนนครินทร์และนี่คือ The Secret Sauce
What's your secret? อีสานมีของดีเนยถั่ว 100 ล้านน้ำปลาร้า พันล้านรองเท้าแตะวิ่งส่งออกระดับโลกและ อีกมากมายที่โตไกลกว่าอีสานและโอกาสต่อไป อาจเป็นธุรกิจของคุณหาคำตอบพร้อมกันในงาน ปีที่ 3 The Cource Business Weekend อีสาน 2026 เทศกาลผู้ประกอบการที่ม่วนที่ สุดยกระดับเนื้อหาให้ลึกขึ้นด้วยอไซต ธุรกิจจริงในพื้นที่แซ่บขึ้นกับบทเรียน ผู้ประกอบการที่มาแชร์แบบไม่มีกั๊กแม่น ขึ้นด้วยเฟมวิร์คเอาตัวรอดในยุคต้นทุนสูง และคุ้มค่าขึ้นกับโปรโมชั่นบัตรพิเศษงาน เดียวตอบโจทย์ทั้งความรู้แล้วก็ Connection พบกันวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ ที่ K ขอนแก่นซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ Ship Event แล้วมาโตเป็นน้ำกันเด้อ ทุกท่านครับ
ทุกวันนี้คนทำงานส่วนใหญ่ผม เชื่อว่าไม่ได้มีปัญหาเรื่องความเก่งไม่ เก่งเนาะแต่เรามักจะตกม้าตายก็คือคิด ไอเดียดีแทบตายแต่พรีเซนงานให้ผู้บริหาร ฟังแล้วมันอาจจะไม่ค่อยเวิร์คหลายคนใช้ เวลาเตรียมสไลด์เป็น 40 หน้าข้อมูลแน่น มากนะเพราะว่าตั้งใจจะโชว์ว่าฉันทำอะไรมา บ้างพอเข้าห้องประชุมจริงๆเจอผู้บริหาร จริงๆโดนยิงคำถามใส่ไม่กี่คำเนี่ยบางทีก็ ไปไม่เป็นเลยถูกมั้ยฮะคำถามคือทำไมมัน เป็นแบบนั้นครับปัญหาหลักก็คือเราเล่าทุก อย่างที่เราอยากเล่าเล่าสิ่งที่คิดว่าดี โดยลืมคิดไปว่าแล้วคนฟังเขาอยากรู้อะไร
The Secret Source Episode นี้เราจะ ชวนคุยกับพี่เอกนะครับคุณเอกพลพงษ์สถาภร ประธานเจ้าหน้าที่บรานของ GCE กรุ๊ป พรีเซนตงานยังไงให้ผ่านฉลุยชนะตั้งแต่ยัง ไม่เริ่มท่านนี้เคยมาออกรายการครั้งนึงโอ ดังมากเลยตอนนั้นก็คือเทคนิคการเจรจาต่อ รองวันนี้เราจะได้เรียนรู้วิธีเช็คทิศทาง ลมล่วงหน้าหรือที่เรียกว่าพีว Y เพื่อลด แรงปะทะในห้องประชุมรวมถึงโครงสร้างการ presีentแบบ Short and Sharp สั้นแต่ ได้ใจและที่สำคัญก็คือเทคนิคการเอาตัวรอด เวลาเจอคำถามหินๆยากๆหรือว่าเจอบอร์ด บริหารที่รับมือยากๆฟังจบแล้วเอาไปใช้ได้ ทันทีเลยนะครับและตอนนี้เปิดตัว Content Creator ที่มาเปิดหน้ากล้องคนใหม่ด้วยนะ ครับน้องเฟิร์นๆฮะให้กำลังใจเธอด้วยนะ ครับ
ปัญหานึงที่เชื่อว่าคนทำงานหลายๆคนน่าจะ ต้องเคยเจอแล้วก็รู้สึกรู้สึกว่ามันเป็น P point เหลือเกินในชีวิตการทำงานนะคะก็ คือเรื่องของการที่เราจะต้องไปนำเสนองาน นะคะไม่ว่าจะเป็นการพรีเซนเรื่องสำคัญ ๆคัญในที่ประชุมหรือแม้กระทั่งการไปขาย งานกับลูกค้าอะไรก็ตามที่ต้องเรียกว่า เป็นการพีชงานเนี่ยหลายคนก็จะรู้สึกว่าอื มันยากจังบางคนเนี่ยทำงานเก่งมากนะคะแต่ ว่าพอไปถึงเวลาที่จะต้องพรีเซนจริงๆเนี่ย หลายครั้งไอเดียกลับไม่ผ่านหรือว่าขายงาน ไม่ได้เรื่องนี้เนี่ยจริงๆแล้วไม่ได้อยู่ ที่ปัญหาเรื่องของตัวเนื้องานอย่างเดียว นะคะแต่ว่าอยู่ที่เรื่องของวิธีการสื่อ สารด้วยนะคะดังนั้นวันนี้นะคะเราก็เลยจะ มาชวนคุยนะคะขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก็ คือพี่เอกนะคะจะให้พี่เอกแนะนำสักนิดนึง ว่ามีประสบการณ์ยังไงมาเห็นอะไรเจออะไรมา ถึงอยากมาแชร์เรื่องนี้ค่ะ
ใช่ครับขอบคุณฮะก็ค่อนข้างโชคดีเพราะว่า ที่ผ่านมาก็ประสบการณ์เป็นทั้งเอ่อประธาน กรรมการเป็นทั้งกรรมการอยู่หลายที่ก็ร่วม 10 กว่าปีได้นะครับแล้วก็เป็นเอ่อผู้ บริหารระดับสูงก็เป็น CEO มาประมาณสัก 20 กว่าปีร่วมๆ 25 ปีได้เพราะฉะนั้นก็ได้ เห็นทั้ง 2 ฝั่งคือคนที่เป็น CEO ต้องไป presีเซนในบอร์ดคนที่เป็นบอร์ดคนที่เป็น ประธานบอร์ดนั่งฟัง CEO ว่าเป็นยังไงรวม ถึงตอนที่สมัยที่เป็นผู้บริหารใหม่ๆก็ ต้องมีหน้าที่เข้าไปเ่อนำเสนอในที่ประชุม ฝ่ายจัดการอะไรนี้นะฮะในบริษัททั้งที่ เป็น Family Business ทั้งที่เป็นใน ประเทศต่างประเทศทั้งที่เป็นบริษัทในตลาด นอกตลาดอะไรเงี้ยครับก็เลยได้เห็นอะไร ค่อนข้างหลากหลายนะก็ถ้ามีโอกาสก็อยากจะ แชร์ให้ฟังว่าเออตัวเองคิดยังไงอะไรเงี้ย
แปลว่าพี่เอกเนี่ยผ่านมาหมดแล้วทั้งใน มุม ของการที่เราต้องนำเสนอแล้วก็ในมุมของการ ที่โอเคฉันมองยังไงในการที่จะฟังแล้วตัด สินใจ
ใช่ครับใช่ฮะใช่
ถ้าอย่างงั้นอยากจะเริ่มต้นแบบนี้แล้วกัน ค่ะ
อยากรู้ก่อนเลยว่าความสำคัญของทักษะเนี่ย ในยุคปัจจุบัน
ทำไมเรื่องของทักษะในการที่เราจะนำเสนอ งานถึงเป็นสกิลสำคัญเลยที่คนทำงานยุคนี้ จะต้อง
ตอนนี้เราจะเห็นบริบทต่างๆนานานะฮะอย่าง อย่าเอาง่ายๆอย่างบริษัทที่เข้าตลาดใหม่ๆ เนี่ยจะต้องมีคณะคณะกรรมการเข้ามาซึ่งคณะ กรรมการบางส่วนก็มาจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือมาจากเเจ้าของเดิมหรือเกี่ยวข้องกับ ผู้บริหารโดยตรงอันนี้ก็จะฟังดูง่ายแต่ ถ้าพอเข้าตลาดไปแล้วจะต้องมีกรรมการอิสระ ด้วยอันนั้นก็จะเป็นมาจากคนนอกถึงแม้จะ อาจจะรู้จักกันบ้างแต่ว่าเนื่องจากว่ามา จากคนนอกไม่ได้อยู่ในธุรกิจโดยตรงตั้งแต่ แรกเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอาจจะเจอก็บางที อาจจะเจออะไรแปลกๆคำถามแปลกๆเอ่อแล้วก็ สิ่งที่เขาคาดหวังแปลกๆจากผู้บริหารอะไร เงี้ยครับเพราะว่าประสบการณ์ต่างกันอาจจะ ไม่เคยเห็นในธุรกิจมาก่อนอันนั้นก็เรื่อง หนึนะครับเรื่องที่ 2 ก็คือว่าเ่ออย่าง บริบทของStartอก็ดีเนี่ยบางทีก็ต้องมีที่ ปรึกษาบางทีก็ต้องมีเอ่อคณะกรรมการเข้ามา ช่วยอะไรเงี้ยฮะเพราะฉะนั้นเนี่ยไอ้การ บริหารงานแบบเดิมที่แบบ management อยาก จะรันยังไงอยากจะทำยังไงก็ใส่เต็มที่ได้ แล้วจะพอนึกภาพออกคนเป็น Founder คนเป็น ผู้ก่อตั้งมาเป็น CEO แล้วอยากจะรัน ธุรกิจอย่างนี้พอมาเจอคณะกรรมการพอมาเจอ คนที่เห็นต่างจากเดิมซึ่งแบบเราไม่ต้อง ถามใครเราไม่ต้องเอ่อเสนอขออนุมัติใคร อะไรเงี้ยมันก็จะแบบเอ่อติดขัดนิดหน่อย อะไรเงี้ยแต่ทำยังไงที่จะให้งานมันราบ รื่นอะไรเงี้ยนะครับ
ปัญหาหลักๆเลยของคนทำงานคือหลายๆคนเป็นคน ที่ทำงานในเนื้องานตัวเองอ่ะเป็นคนที่ทำ งานเก่งมากเลยแต่ว่าทำไมพอไปพีชงานนำเสนอ งานมันมันไม่ผ่าน
พี่เอกว่าปัญหาหรือว่าแบบข้อผิดพลาดหลักๆ เลยมันเกิด
โอเคเดี๋ยวฮะเอาเอาเป็นว่าเรียนรู้ซึ่ง กันแล้วกันนะฮะมันว่าพี่ก็ทำอะไรผิดมา เยอะเอาจริงๆนะฮะกว่าจะได้ทำความเข้าใจ ได้เอ่ออันที่ 1 ต้องเข้าใจก่อนว่าการไป คุยกันใน Management หรือการไปคุยในคณะ กรรมการเนี่ยมันคุยเพื่ออะไรบางทีเราอาจ จะมีความรู้สึกว่าเออเราต้องการจะขอ อนุมัติอะไรสักอย่างนึงแล้วถ้าเราขอ อนุมัติผ่านแปลว่าเราชนะอันนี้ต้องทำความ เข้าใจก่อนว่าตกลงใครชนะใครแล้วชนะไป เพื่ออะไรอันนี้คือสิ่งแรกที่ต้องทำความ เข้าใจก่อนนะครับมันเอาจริงๆแล้วเนี่ยชนะ หมายถึงว่าเราไป convince เได้โน้มน้าเ ได้หรือไปตอบคำถามเได้แล้วตกลงเอ่อเขาเอา ตามเราโดยที่เขาอาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ หรืออะไรนี้ซึ่งเอาเอาจริงๆมันชนะหรือ เปล่าไม่ นะฮะบางทีมันเป็นเรื่องของเอ่อบางคนใช้คำ ว่าศึกกับสงครามซึ่งไม่เหมือนกันนะหรือคำ ว่าถ้าเป็นภาษาอังกฤษคือ battle กับ war บางทีเราชนะ battle คือสมมุติประชุมครั้ง เเราชนะเรา convince เขาได้โดยที่เขาจน ด้วยเหตุผลตัดนานาของเราแต่ว่าเอาจริงๆ เราอาจจะแพ้สงครามก็ได้นะครั้งหน้าก็อาจ จะกลับมาใหม่แล้วทำให้เรารู้สึกแย่ลงหรือ ว่าอาจจะมีคำถามอะไรที่ทำให้เราหนักใจที่ จะตอบอะไรเงี้ย
นะเพราะฉะนั้นเอาจริงๆแล้วใครชนะใครเนี่ย มันไม่ใช่ไปชนะกันว่าตกลงใครโน้มน้าวใคร ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าโดยเฉพาะ อย่างยิ่งสำหรับคนเป็นบอร์ดเนี่ยเรื่อง หลักที่สุดเลยที่ต้องทำให้ได้คือเราใช้คำ ว่า well inform decision คือบอร์ด เนี่ยมีหน้าที่ตัดสินใจหรือคณะผู้บริหาร มีหน้าที่ตัดสินใจนะครับคนที่นำเสนอก็คือ มีหน้าที่นำเสนอให้ดีที่สุดคำถามคือดีที่ สุดแปลว่าอะไรดีที่สุดไม่ได้แปลว่าเขา ต้องเชื่อเราดีที่สุดแปลว่าให้ข้อมูลให้ ครบถ้วนให้มากที่สุดที่เป็นไปได้ซึ่งทุก คนก็จะบอกได้แหละนะไอ้ข้อมูลครบถ้วนมัน เป็นไปไม่ได้แต่ว่าเอาล่ะอย่างน้อยมัน ต้องเป็นข้อมูลที่เพียงพอแล้ว ในการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเขานะฮะเพราะ ฉะนั้นถ้าถ้าเรามีmindsซตตรงนี้ก่อนนะอัน ที่ 1 ก็คือเราไม่ได้จะเอาชนะซึ่งกันและกันมัน ไม่มีใครชนะใครสุดท้ายองค์กรต้องเป็น ผู้ชนะ
นะฮะเอ่อไอ้คำว่าวินวๆเนี่ยหลายคนเข้าใจ ผิดเพราะมันต้องแบบนะเอ่อเอาชนะซึ่งกัน และกันหรือว่าชนะด้วยกันแต่จริงๆมันไม่ ใช่ฮะวินที่ 3 สำคัญกว่าคือวินวินอันที่ 3 ก็คือตกลงองค์กรได้อะไรซึ่งองค์กรจะได้ อะไรก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันและ ตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่เพียงพอ แล้วเป็นข้อมูลที่ดีอเพราะฉะนั้นเนี่ยถ้า เราเป็น management เราเป็นผู้บริหาร เนี่ยหน้าที่หลักของเราก็คือว่าไม่ต้อง คิดอะไรมากนะฮะทำยังไงที่จะให้ข้อมูลที่ เพียงพอดีที่สุดสำหรับคนตัดสินใจคิดง่ายๆ แค่นั้นโอเคมั้ครับและหน้าที่ในการตัดสิน ใจเป็นของคณะกรรมการหรือเป็นของทีมผู้ บริหารที่เราเข้าไปในmeetิ้นั้นเพราะ ฉะนั้นเนี่ยเราให้ข้อมูลให้ดีที่สุด
อื
สุดท้ายเเป็นคนตัดสินใจอยู่ดีนะแต่แน่นอน สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะคิดก็คือว่าอ่ะแล้ว ถ้าเกิดตัดสินใจไม่เป็นไปตามเราล่ะ
อื
คำถามถามง่ายนิดเดียวคือไอ้สิ่งที่เขาตัด สินใจมันต้องดีกว่าที่เราคิดนึกออกมั้ฮะ
อ๋อ
เออมันต้องดีกว่าที่เราคิดเพราะอะไรเรา ต้องให้ข้อมูลให้เค้ามากพอแล้วเค้าควรจะ ต้องไปกลั่นกรองหรือไปคิดมุมมองที่เราอาจ จะคิดไม่ถึงจริงๆเราได้อยากได้อย่างนั้น ถูกมั้ฮะอ่ะถ้าคิดง่ายๆว่าเราเข้าไปบอก เค้าให้เขาตัดสินใจตามเราแล้วจะมีเค้าไป ทำไม
อื
เออถ้าเราคิดกลับกันก็คือว่าเราไปบอกเค้า ในเรื่องที่เราคิดแล้วบอกเค้าในข้อมูลที่ ให้เขาช่วยแล้วเตัดสินใจได้ดีกว่าเรา
อันนี้คือ perfect case ครับ
อือแปลว่าพอย์มันไม่ได้อยู่ที่การที่เรา บรรลุสิ่งที่เราตั้งใจ
แต่มันคือเราต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ ทั้งองค์กรต้องการ
พี่เจอมาเยอะแล้วแล้วก็หลายคนจะมีความรู้ สึกเนี่ยพอ Management เตรียมกันอย่างดี เอาเข้าไปแล้วมีความรู้สึกว่าพอเข้าไป ปั๊บกรรมการคิดอีกอย่างนึงให้ Solu มาอีก แบบนึงแล้วเมีความรู้สึกว่าเราเฟล
อันนี้ไม่ได้
จริงๆสิ่งที่เราควรคิดคืออ้าแล้วตกลงองค์ กรได้ใช่มั้อ่ะเต้องคิดได้ดีกว่าเราเราจะ เฟลก็คือว่าเคิดแล้วแย่กว่าเรา
อ
ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่ที่บางบางทีเรามี ความรู้สึกคิดไปเองว่าเออเราfaลเพราะว่า เรา convince เค้าไม่ได้อะไรแถวนี้
แปลว่าส่วนใหญ่มันก็คือเหมือนเตรียมไป แล้วก็นำเสนอข้อมูลไม่ตรงจุดไม่ตรงเป้า ที่จะจะเรียกงั้นก็ได้ฮะแต่ว่าอีกส่วนนึง ก็คือว่าไอ้ไอ้เรื่องของการตอบคำถามด้วย มุมมองในการนำเสนอด้วยว่าเป็นยังไงครับ
ถ้าอย่างงั้นพี่เอกมีข้อแนะนำมีวิธียังไง คะในการเตรียมข้อมูลของเราเนี่ยเพื่อให้ มันเกิดประสิทธิภาพ
เอเรื่องแรกที่ต้องเข้าใจก่อนเลยคือว่า เรามักจะนึกว่าเค้าเรียก Moment of Truth น่ะนะหมายถึงว่าไอ้ไอ้ไอ้การไปตัด สินใจในบอร์ดมันคืออยู่ในห้องบอร์ด
อื
เอาจริงๆมันไม่ใช่ฮะเอ่อสำหรับพี่เอง เนี่ยโดยโดยประสบการณ์เนี่ยกว่าครึ่งอ่ะ ของความสำเร็จในการเอ่อนำเสนอเอ่อเรื่อง ให้บอร์ดพิจารณาเนี่ยมันอยู่นอกห้องอ่า ซึ่งซึอันเนี้ยมันเป็นเรื่องที่หลายคน เนี่ยพลาดตั้งแต่แรก
ค่ะ
เอ่อสัมภาพระหว่างบอร์ดกับผู้บริหารนะ ครับหรือสัมพันธภาพระหว่างทีมบริหารกับ ทีมทำงานเงี้ยฮะสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็ คือมันอยู่นอกห้องเพราะว่าเวลาส่วนใหญ่ มันอยู่นอกห้องเอาบอร์ดเอาจริงๆเนี่ยถ้า เป็นบอร์ดระดับมหาชนเนี่ยประชุมอย่างเก่ง ก็เดือนละครั้งหรือเผลอๆบางบริษัทก็ 3 เดือนครั้งกว่าจะได้เจอกันทีแต่จริงๆ สัมถภาพมันอยู่นอกห้องความไว้ใจมันอยู่ นอกห้องว่าตกลงบอร์ดกับเอ่อ management เนี่ยไว้ใจกันแค่ไหนนะครับเอ่อจริงๆ เรื่องที่อยากจะคุยวันนี้มันไม่ใช่แค่ ระดับบอร์ดกับเอ่อ CEO อ่าสิ่งที่เราควร จะต้องคุยกันด้วยก็คือว่าแม้แต่ระดับ Management Team กับเอ่อผู้บริหารระดับ รองลงมาการนำเสนอเข้าไปในในทีมผู้บริหาร ควรจะต้องทำยังไงซึ่งสัมถถภาพพวกนี้เนี่ย มันสร้างกันนอกห้องแล้วถามว่าสัมมถภาพมัน มาจากอะไรก็ก็ส่วนใหญ่มันก็เป็นเรื่องของ ความเข้าใจซึ่งกันและกันนะครับพี่มีโมเดล อยู่อันนึงที่เรามักจะใช้นำเสนอกันก็คือ โมเดลโมเดลที่ชื่อว่า Trust คือ Tru เอา จริงๆก็คือล้อมาจากคำว่าไว้ใจนี่แหละนะ แต่อย่าง T ตัวแรกที่เราใช้กันเี่คือคำ ว่า transparent
อือ
ก็คือเรามีความโปร่งใสแค่ไหนทุกคนใช้คำ นี้เยอะนะแต่คำถามคือความโปร่งใสมันดูที่ อะไรเอาง่ายๆเลยคือว่าเวลามันมีข่าวร้าย เนี่ยใครรู้ก่อนนะโดยปกติผู้บริหารระดับ สูงหรือเผลอๆกรรมการเี่รู้ที่หลังสุดเลย
นะทำยังไงที่ให้ยิ่งสูงยิ่งรู้ก่อนหรือ รู้พอๆกันหรือรู้ในเวลาใกล้เคียงกันกับ กับทุกคนในองค์กรเวลามันมีข่าวร้ายเกิด ขึ้นไม่ว่าจะเป็นข่าวกระทบกับชื่อเสียง บริษัทหรือข่าวที่เรามีสถานการณ์บาง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้แล้วตกลง มันกระทบอะไรกับเรายังไงอันเนี้ยฮะถ้าเรา รอให้บอร์ดมานั่งถามว่าเออแล้วตกลง สถานการณ์นี้กระทบกับเรายังไงแล้วเราค่อย ค่อยไปพีซนอย่างงี้ก็ใช้ไม่ได้ละถูกมั้ฮะ Transparent ก็คือบอกตั้งแต่แรกเลยอ่ะ วันนี้มันเกิดเรื่องนี้นะเราคิดว่ามันจะ เกิดยังไงขึ้นในอนาคตอ่าซึ่งวิธีการก็คือ แน่นอนมันไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดอะไร แต่ว่าเราก็น่าจะบอกเป็นซีนarioได้ว่าอ่ะ ถ้ามันภาพที่ 1 มันจบเร็วมันจะเป็นอย่างี้ภาพที่ 2 มันบานปลายมันจะเป็นอย่างนั้นภาพที่ 3 มันใหญ่โตขึ้นมันจะ เป็นยังไงอันนี้พูดถึงผลกระทบที่เกิดอะไร เงี้ก็คือ T ตัวแรกที่เราต้องว่ากันตัว ที่ 2 ก็คือตัวที่เเรียกว่า reliable ก็ คือเราไว้ใจได้ขนาดไหนความหมายคืออะไรก็ คือว่าเวลาเราบอกเค้าว่าเราจะทำอะไรเราทำ จริงป่ะหรือเวลาเค้าสั่งเรามาว่าหมายถึง กรรมการสั่งเรามาว่าเราทำอะไรเรากลับไป รายงานหรือเปล่าอ
เอ่อบ่อยครั้งที่พี่เคยเห็นก็คือว่าเหมือน ลืมๆกันไปนะสั่งเดือนนี้อ้าเดือนหน้าก็ เผลอๆลืมตามะว่าลงไปถึงไหนอะไรเงี้ย
ตัวที่ 3 แล้วตัว U เราเรียกว่า understanding ก็คือเราเข้าใจซึ่งกันและ กันแค่ไหนซึ่งซึสำหรับคนที่เข้าไปเป็นคณะ กรรมการบริษัทอันนี้สำคัญมากที่ต้องเข้า ใจธุรกิจอะไรเงี้ยนะครับมีการเ่อทำความ เข้าใจเรื่องของเอ่อทั้งในแง่ของพื้นฐาน ในแง่ทิศทางว่าจะไปยังไงต่ออะไรเงี้ซึ่ง บางธุรกิจเดี๋ยวนี้มันมีเรื่อง เทคโนโologyเรื่องอะไรเยอะแยะซึ่งจำเป็น ต้องทำความเข้าใจเรื่องที่ 4 คือเรื่อง structure structure แปลว่าอะไรหมายถึง ว่าการนำเสนอในแต่ละเรื่องเนี่ยมันมีโครง สร้างยังไงเอาง่ายๆจะเสนอขออนุมัติใช้งบ 100 ล้านสมมุติเงี้ยฮะเออมันต้องดูอะไร บ้างมันต้องดูความเสี่ยงยังไงมันต้อง วิเคราะห์จุดคุ้มทุนยังไงมันจะต้องดูว่า ตกลงผลประโยชน์ที่ได้เป็นยังไงมี structure ที่ตกลงกันไว้ก่อนอันนี้เป็น เรื่องที่สำคัญนั่นคือตัว S และตัวสุด ท้ายพี่เรียกว่า Partner เออ
เออใช่ๆเอออ่าจะเรียกงั้นก็ได้ฮะเหมือน ใช่เลยมันเป็นคู่คิดกันก็คือว่าคิดอะไร อยู่
คิดไปให้จบแล้วค่อยมาบอกหรือว่าระหว่าง ที่คิดก็บอกไปด้วยอะไรเงี้ยครับซึ่งซึ จริงๆที่เรามักจะคุยกันเยอะเวลาจะขอ อนุมัติอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ๆโตๆเนี่ย เราแนะนำว่าอย่าไปทีเดียวแล้วจบ
อื
อ่าครั้งหน้าถ้าจะมีขออนุมัติอะไรใหญ่ๆโต ๆวันนี้ก็บอกเข้าไปก่อนเลยเดือนนี้ก็บอก เข้าไปก่อนเลยมันจะมีเรื่องนี้นะเอ่อ กรรมการอยากทราบข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอะไร เงี้ยครับเราจะได้เตรียมให้สำหรับพังข้าง หน้าแต่ถ้าอยู่ดีไปบอกหนแล้วปรากฏว่า หนั้นนั้นคำถามเยอะเหลือเกินมันก็เลื่อน ไปอีกเพราะว่าเไม่กล้าตัดสินใจ
อืค่ะแปลว่าสิ่งที่จะทำให้สำเร็จมันไม่ ได้อยู่แค่ในห้องตอนที่เราจะอยู่ในห้อง เอาจริงๆนะกว่าครึ่งเลยเฟิร์นพี่ว่ามัน อยู่นอกห้องเลยล่ะนะแต่ว่าแต่ว่าใช่แต่ ว่าหลายคนจะเข้าใจผิดว่านอกห้องแปลว่า ต้องไปล็อบบี้
อื
ไอ้ล็อบบี้นี่คนละเรื่องเลยนะล็อบบี้เรา มักจะใช้ในมุมการเมืองในมุมเอ่ออย่างที่ เราเคยได้ยินกันแล้วนะฮะแต่ว่าเวลาใน management กับ board เนี่ยเราจะไม่ใช้ คำว่า lobby เราจะใช้คำว่า premeeting หรือก็ได้แล้วแต่เราเรียกความหมายคืออะไร ก็คือว่า
ไปคุยกันก่อนว่ากรรมการคิดยังไงอยากได้ ข้อมูลอะไรนะแต่เราไม่โน้มน้าวคือเราจะ ไม่พยายามบอกว่าตกลงโปรเจคเนี้ยมันควรจะ ต้องผ่านเพราะมันมีข้อดี 1 2 3 เราบอก ได้ว่ามีข้อดีอะไรแต่เราจะไม่ถึงจุดที่ ว่าเอ่ออยากจะโน้มน้าวให้กรรมการผ่าน
อือ
เพราะอะไรฮะเพราะถ้าเราไปถึงจุดนั้นเมื่อ ไหร่เนี่ยเอ่อสักพักนึงกรรมการจะไม่อยาก คุยกับเรานึกภาพดูนะสมมุติเราไปคุย กรรมการแล้วแล้วเราพยายามจะ convince เ ว่าเรื่องนี้มันดีนะมันยังไงควรต้องผ่าน นะพอเเข้ามาในห้องแล้วเเจอคณะกรรมการคน อื่นที่ไม่เห็นด้วยแล้วเคิดไปคิดมาแล้ว เขาก็เริ่มไม่เห็นด้วยแล้วเนี่ยถามว่าเขา จะรู้สึกยังไงเวลาที่เขาจะบอกมาว่าเไม่ เห็นด้วย
นะหรือเผลอๆถ้าเราเจอ management ประเภท แบบว่าอ้างว่าคุยกับกรรมการแล้วแล้ว กรรมการบอกโอเคในห้องประชุมนึกออกมั้ฮะ
เออเพราะฉะนั้นเรื่องหน้าตาเรื่องความรู้ สึกสึกอะไรพวกนั้นมันจะเข้ามาเกี่ยวข้อง
เพราะฉะนั้นเราไม่แนะนำให้ convince ใดๆ เอ่อสิ่งที่เราแนะนำก็คือเอาแฟกเอาข้อ เท็จจริงไปคุยกับกรรมการว่าเออเรื่องเป็น เงี้ยนะครับมีคำถามอะไรบ้างที่อยากถาม ก่อน
อ
อ่าอยากได้ข้อมูลอะไรเพิ่มก่อนที่จะเข้า ประชุมเพื่อให้เขาพูดง่ายๆเเป็นตัวของเขา เองอยู่ดี
เาตัดสินใจเองอยู่ดีเราไม่ก้าวก่ายกัน
เห็นมั้ครับพี่กลับไปตอนแรกที่พี่บอกว่า สุดท้ายมันคือ well inform decision กรรมการมีหน้าที่ตัดสินใจเรามีหน้าที่ให้ ข้อมูลที่เพียงยังพอเอาแค่นี้แต่เราจะไม่ ก้าวก่ายเ้าว่าเออมันต้องตัดสินใจอย่างี้ สิถึงจะถูก
อือ
เอ่อไม่ใช่มันจะแบบทะเลาะกันไปทะเลาะกัน มา
ค่ะมันก็คือการที่เหมือนกับเราไปเก็งข้อ สอบก่อนแล้วเราก็มีหน้าที่ไปทำการบ้าน
พูดงี้ก็ดีนะ
ใช่มั้คะว่าเออเต้องการแบบนี้แล้วเราแค่ หน้าที่ของเราคือไปเตรียมข้อมูลเตรียมการ บ้านเพื่อให้มันตรงกับเ้าไปขอคำปรึกษา แล้วก็เออเก่งข้อสอบนิดๆในแง่ที่ว่าเ้า น่าจะมีคำถามอะไรอย่างเงี้ยครับซึ่งก็เรา ไม่จำเป็นต้องตอบตอนที่เราไปพี meeting กับเค้าด้วยซ้ำไปนะเพราะอะไรครับเพราะว่า เออเรามาตอบในห้องก็ได้เพราะว่าเราก็ไม่ อยากให้แค่ใครคนใดคนหนึ่งรู้ข้อมูลอะไร ที่เป็นพิเศษนึกออกมั้ฮะเราต้องการให้มี ความเท่าเทียมกันในแง่ของข้อมูลที่ได้รับ อะไรเท่านี้ครับ
ส่วนว่าสิ่งหนึ่งที่ยากคือเวลาเราอยู่ใน ห้องประชุมเนาะแต่ละคนมีเวลาน้อยมากเลยใน การที่จะแบบ
คืองานบางทีเราทำมาระยะเวลายาวนานมาก
แต่เวลาที่จะพรีเซนมีน้อยมาก
ใช่อันนี้แหละฮะที่เห็นมาเยอะมาก
ตรงนี้จะทำยังไงดีค่ะ
คือคนส่วนใหญ่ชอบคิดอย่างงี้ฮะว่าเอออยาก จะบอกเเยอะๆไปเลยอะไรเงี้นะเออแหละนำเสนอ ผลงานเนี่ยใส่ไป 120 สไลด์อะไรเงี้ยนะ แล้วก็ไล่แต่ละสไลด์อะไรไปมันไม่ใช่หรอก ฮะ
เอาจริงๆแล้วเนี่ยมันต้องมาพยายามที่จะ ย่อยให้มันเหลือสั้นที่สุดพี่ใช้คำว่า short and sharp sh andชหมายถึงอะไร คือเอาให้มันตรงประเด็นก่อน
แล้วก็ส่วนเวลามันจะเหลือแล้วจะอธิบายราย ละเอียดเดี๋ยวค่อยว่ากันแต่ว่าสิ่งแรกที่ ต้องมีแน่ๆเนี่ยในในทุกๆอันเลยเนี่ยทุก แทบจะทุกวาระเลยโดยเฉพาะวาระสำคัญๆก็คือ สิ่งที่เราเรียกว่า Executive Summary
ออ
Executive Summary ก็หมายถึงว่าเอออยู่ ต้องสรุปก่อนน่ะตั้งแต่แรกเอางี้พี่ชอบ ใช้คำนี้ว่าเวลานำเสนอในบอร์ดหรือใน management เนี่ยให้สปอยหนังไปเลยคือเออ ใช่เอาบอกไปเลยว่าหนังเรื่องนี้มันจบยัง ไง
เออเพื่อน เหตุมันไม่ใช่หนังนึกออกมั้ยหนังมันต้อง ใช้เวลาดูกันเป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมงแล้วก็ บอกโอ้อ๋อมันจบอย่างงี้เหรออะไรเงี้นะอัน นี้ไม่บอกไปก่อนเลยว่าตกลงหนังไม่จะจบ อย่างี้นะแต่ว่าที่มาของเรื่องอ่ามันจะ เป็นยังไง
ออ
โอเคมั้ครับงั้นพี่ถือโอกาสเล่าให้ฟังเลย แล้วกันว่าพี่ที่พยายามจะทำอะไรให้เป็น frameวิร์k
ใช่มั้ครับอย่างเมื่อกี้ซึ่งสร้างสมัถภาพ กับบอร์ดเราใช้คำว่า trust
ทีนี้พอนำเสนอเนี่ยมันมีอยู่ 2 อย่างที่ เรามักจะเจอก็คือนำเสนอผลงานในอดีตอ่า ซึ่งอันนี้อาจจะง่ายหน่อยก็คือเล่าให้ฟัง เรื่องในอดีตแต่ว่าบางครั้งเราก็เสนอไป เยอะแยะไปหมดเลยจนกระทั่งมันแบบโอ้โห พยายามจะเอาให้ทุกแง่มุมซะจริงๆเนี่ยใน ระดับกรรมการเนี่ยหรือระดับ management เนี่ยบางทีมันไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง หรอกรู้เฉพาะเรื่องที่มันสำคัญแล้วมันมี impพactหรือมีผลกระทบต่อการดำเนินงานอื
พี่ก็เลยใช้โมเดลที่เอ่อโมเดลที่เราเรียก ว่าเคลียร์เคลียร์หมายถึงไอ้เคลียร์เนี่ย นะฮะ C E A R เนี่ยแต่พี่ไปขึ้นต้น ด้วย E นิดนึงคือ E Clear E หมายถึง Executive Summary
อ๋อ
อ่าซึ่งอันนั้นอันนั้นเดี๋ค่อยว่ากันแต่ ว่าไอ้คำว่า clear เนี่ยมันเริ่มต้นด้วย C ตัวแรกก็คือที่เราเรียกว่า Core Numbers หรือว่า Call Message นึกออกมั้ฮะเวลาคน ส่วนใหญ่ไปนำเสนอว่าผลงานเป็นยังไงก็มัก จะไล่ KPI ทั้งยวงเลยหรือว่าไล่ไอ้ตัวเลข PNL สมี้นะฮะเอ่องบการเงินหรืออะไรทั้ง ยวงเลยไม่ใช่ฮะไอ้พวกนั้นไอ้พวกนั้นเก็บ ไว้ไปเป็นไอ้เอกสารประกอบ
อ่าแต่ที่สำคัญคือเราต้องดึงออกมาว่าตัว เลขอะไรที่สำคัญที่อยากจะไฮไลท์มีทั้ง ไฮไลท์ทั้ง low light ด้วยนะอะไรที่เรา ทำได้ดีอะไรที่เราทำได้แย่
low
low
ก็ต้องใส่เหมือนกัน
ก็ต้องใส่ก็ต้องใส่อ้าแน่นอนมันไม่มีอะไร ดีเสมอนะฮะ 100% เพราะถ้าถ้าไม่ใส่lowไลท นะไม่มีใครเชื่อหรอกเพราะว่าเฮ้ยยูจะทำ ได้ดีมันจะแบบอย่างงี้มันเป็นไปไม่ได้อ่า เพราะฉะนั้นเราก็ใส่ให้มันbalanceซกันนิด นึงว่าตกตัวเลขดีๆที่เราทำได้คืออะไรตัว เลขที่เราทำไม่ถึงเป้ามีเรื่องอะไรบ้าง นึกออกมั้ฮะ
อื
อ่าอันนั้นคือตัว C นั่นคือเอ่อ Core Numbers นะครับตัว L ก็คือ logic behind ก็คืออ้าแล้วเหตุผลในแต่ละเรื่องคืออะไร ก็อธิบายไปสมมุติว่ามีไฮไลท์ 3 เรื่อง Low 3 เรื่องมั้ฮะก็แต่ละเรื่องมันเกิดจาก อะไรที่ทำให้ตัวเลขมันเป็นอย่างงั้นอะไร ทำได้ดีเพราะอะไรเอ๊ะทำได้ดีก็ต้องอธิบาย ด้วยนะ
เพราะบางทีมันดีเกินไปมันก็บางทีก็ไม่แน่ ใจเหมือนกันมันดีฟุกหรือว่ามันดีเพราะฝีมือหรืออะไรเงี้ยนะฮะส่วนไอ้โไลทก็ต้อง อธิบายอันนั้นต้องอธิบายแน่อยู่แล้วนั่น คือ logic behind the numbers โอเคมั้ ครับ
ส่วนตัว e ก็คือ effect แปลว่าอะไรก็คือ ว่าแล้วด้วยไอ้ตัวเลขแบบเนี้ยผลกระทบต่อ ไปมันคืออะไรถ้าเราไม่ทำอะไรพูดง่ายๆคือ อ่ะสมมุติว่าต้นทุนอย่างตอนเนี้ย สถานการณ์ต้นทุนแพงขึ้นแล้วผลกระทบใน อนาคตจะเป็นยังไงอะไรเงี้ยกำไรมันจะลดลง แค่ไหนอะไรนี้ตัว A ก็คือสิ่งที่พี่เรียก ว่า Action Ten Taken แล้วด้วยนะแปลว่า อะไรแปลว่าสิ่งที่ผู้บริหารทำไปแล้ว
อ๋อ
เพราะเราไม่ได้มารายงานเฉยเฉยว่าผลสมมุติ เนี่ยอย่างเดือนเนี้ยเรามารายงานเดือนที่ แล้วเนี่ยแต่เดือนเนี้ยก็ผ่านไปกี่วัน แล้วล่ะเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือ ว่าอ่ะแล้วตอนเนี้ยทำอะไรไปแล้วล่ะหลัง จากที่เห็นตัวเลขนั้นอะไรเงี้ยไม่ใช่แบบ รายงานเฉพาะตัวเลขเก่าๆแล้วก็ตอบไม่ได้ ว่าตกลงทำอะไรไป
แก้ไขอะไรไปบ้างอ้าต้นทุนมันเพิ่มเราไปลด ตรงไหนเราไปเปลี่ยนsupพลerหรือเราไปทำ อะไรอะไรเหล่านี้แล้วตัวสุดท้ายเราเรียก ว่า Road Ahead ถนนไปข้างหน้าเนี่ยก็คือ Road Ahead หมายถึงว่าอ้าแล้วเมื่อเรา ทำอันนี้ไปแล้วในอนาคตจะต้องทำอะไรต่อ แล้วเราคาดการณ์ว่าผลประกอบการถัดไปจะ เป็นยังไง
อ
พูดง่ายๆอย่างสมมุติตอนนี้เราพรีเซนเอ่อ ผลประกอบการสมมุติแล้วกันเป็นไตรมาสที่ 1 อย่างเงี้ยเราก็ต้องรู้แล้วว่าไตรมาสที่ 2 3 4 ในอนาคตจะเป็นยังไงภายใต้สิ่งที่ เราทำอยู่อะไรเงี้ย
อันนี้มันจะเคลียร์ทันทีว่าเออตกลงตัวเลข สำคัญเป็นอย่างี้นะเอ่อเหตุผลเป็นอย่าง งั้นนะเอฟเฟคเป็นอย่างี้นะเราทำอะไรไป แล้วแล้วผลในอนาคตจะเป็นยังไง
นึกออกมั้ฮะมันก็จะทำให้คนเข้าใจง่ายส่วน รายละเอียดเนี่ยคือพูดง่ายๆอย่าไปอ่านที ละบรรทัดหรือตัวเลขทุกตัวในตารางทาง อะไร เงี้ยคืออันที่ 1 ถ้าเราไปอ่านทีละบรรทัด มันเสียเวลามากอันที่ 2 ก็คือเรากำลังไป บอกคณะกรรมการว่าไม่ต้องอ่านมาก็ได้เพราะ เดี๋ยวฉันไปอ่านให้เธอในห้องประชุมซึ่ง มันไม่ถูกแล้วถูกมั้ฮะเราอยากจะให้ กรรมการอ่านมาก่อนอะไรอย่างเงี้ยแล้วก็ มาถามในห้องประชุมครับ
หลายคนน่าจะเป็นอันนี้ถามเพิ่มนิดนึงว่า แบบโอเคเราต้องเลือกสิ่งที่สำคัญมานำเสนอ
แต่หลายคนเหมือนตัดใจไม่ได้หรือก็รู้สึก ว่าสำหรับฉันฉันทำมามันสำคัญไปหมดเลย 1 ใน leadership ที่สำคัญที่สุดเลยคือคือ priority
อ่า
รู้ว่าควรพูดอะไรแล้วไม่ควรพูดอะไรหรือ ถ้าเอาง่ายๆที่เราเคยได้ยินคือหลัก 80 20 แหละ
ค่ะ
คนที่เป็นผู้นำไม่พูด 80 อยู่แล้วพูดแค่ 20 แต่มันimpพact 80
อื
มั้ยครับเพราะฉะนั้นคนที่เป็นผู้นำจริงๆ ก็คือพูดให้น้อยอ่ะแต่มันได้เยอะ
ค่ะ
Strategy จริงๆก็คือ do less แต่ make more ในแง่ของกรรมการแน่นอนเค้าเจะถาม อยู่แล้วะเอางี้ดีกว่านะพี่พูดตรงๆนะยิ่ง พูดมากก็ยิ่งถามมาก
อื
เพราะอะไรฮะ
มีเรื่องให้ถาม
เออมันมีเรื่องให้ถามเยอะไงถูกมั้ยเออแต่ เราพูดน้อยๆแล้วก็เผลอๆนะถ้าเราเข้าใจนะ ถ้าเราพูดตรงนี้ไปปั๊บเนี่ยเดี๋ยวกรรมการ ต้องถามอันนี้แน่เลยซึ่งบางทีเราก็ดักคำ ถามไม่ได้นึกออกมั้ฮะแล้วก็เตรียมตอบได้ แต่ไม่จำเป็นต้องตอบก่อนด้วยซ้ำไป
เอ่าเพราะฉะนั้นพูดให้น้อยหน่อยเอางี้ดี กว่านะถ้าพี่พูดแบบแรงๆเลยคือพูดให้น้อย ที่สุด
อือๆ
เอางี้แล้วกันพูดให้น้อยที่สุดในบอร์ด แล้วก็เปิดโอกาสให้เขาถามในคำถามที่มัน เป็นสาระสำคัญ
อ่าซึ่งเราก็ได้เตรียมคำตอบไว้แล้วว่ามัน น่าจะเป็นยังไงอะไรเงี้ยครับไม่ใช่ไม่ใช่ กะพูดให้เค้าไม่มีคำถามมันเป็นไปไม่ได้ คือมนุษย์บอร์ดเนี่ยหรือมนุษย์ management เนี่ยหรือใครก็แล้วแต่ที่ไปนั่งเป็น ผู้บริหารนั่งเป็นกรรมการเนี่ยยังไงต้องถาม เพราะอะไรเพราะนึกนึกภาพดูนะ Performance เมีอยู่อย่างเดียวคือถาม
ก็ตัดสินใจถูกมั้ฮะเไม่มี Performance อย่างอื่นนี่เ้าไม่ได้มานั่งทำงานเหมือน กับเราอ่ะ
แล้วก็ฝึกให้กรรมการอ่านมาก่อน
อ
อ่าเพราะฉะนั้นถ้ากรรมการไปถามคำถามนึก ภาพดูถ้ากรรมการไปถามคำถามในเอกสารที่มัน มีอยู่แล้วเนี่ยแล้วเราบอกว่าอ๋อเรื่อง เนี้ยเรื่องที่กรรมการถามนี่มันอยู่ใน เอกสารหน้านี้บรรทัดนี้คิดว่ากรรมการจะ รู้สึกไง
อือๆ
เอองั้นครั้งหน้าฉันต้องอ่านมาดีๆแล้วล่ะ นึกภาพออกมั้ฮะเออแล้วเรื่องอะไรเราจะมา พูดเล่าให้เค้าฟังให้มันเสียเวลาเล่นอะไร เงี้ย
พี่เจอบ่อยประเภทที่แบบเอ่อกรรมการประชุม กันตั้งแต่ 13:00 น.ยัน 19 20:00 น.อะไร เงี้ยซึ่งก็เออ
อื
ฮะมันเสียเวลา
คือบอกเ้าไปเลยว่าคือเรามีข้อมูลแต่ว่า อยู่อยู่ตรงนี้เตรียมมาให้แล้วอยู่ตรงไหน อะไรยังไงก็เตรียมมาแล้วอะไรเงี้ยได้ ครั้งหน้าจะได้อ่านละเอียดมากขึ้นอะไร เงี้ย
โอเคค่ะทีนี้จากการเล่าเรื่องยาวๆเยอะๆ เนาะ
อีกเรื่องนึงที่ยากอย่างที่เราคุยกันตอน ต้นก็คือการที่เราจะต้องให้เขาตัดสินใจ บางอย่างอนุมัติโปรเจคอนุมัติงบประมาณ อย่างเงี้ยค่ะมันมีเทคนิคมั้ยคะที่ทำให้ พี่เลยมาถึงframeวิรkอันที่ 3 ที่พี่จะ ให้ก็คือสิ่งเราเรียกว่า eow ค่ะ
E นี่คือ Executive Summary นะจากนี้ไป ขอให้ขึ้นต้นด้วย Executive Summary สปอยหนังไปก่อนตั้งแต่แรกแต่คำว่า power แปลว่าอะไรจะขออนุบัติอะไรอันที่ 1 มัน ต้อง Start จาก P ก็คือ problem statement หรือ pain point แล้วกัน ปัญหาคืออะไรก่อนคือพูดง่ายๆที่เรามักจะ ใช้กันก็คือทำไปทำไม
ถูกมั้ฮะคือถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่จำเป็นต้อง ทำเพราะฉะนั้นมันจะต้องเริ่มต้นก่อนว่า ปัญหาคืออะไรแต่ไอ้คำว่าปัญหาคืออะไรนี่ แหละที่เป็นอันที่จะต้องทำให้เคลียร์ว่า นี่คือปัญหาระดับบอร์ดจริงๆอ่าเพราะ เพราะมันถ้าไม่มันไม่ใช่ปัญหาระดับบ่อนมันก็ คง ไม่จำเป็นต้องเอามานำเสนอถูกมั้ฮะเพราะ ฉะนั้นปัญหานี้มันต้องแบบอืมีผลกระทบมัน มีimpพactกับธุรกิจอะไรทำนองนี้นะฮเพราะ ฉะนั้นอันที่ 1 เอาให้ชัดก่อนว่าเอ่อ เรื่องที่เอามาเล่าเนี่ยมันมาจากปัญหา อะไรแล้วเราจะแก้อะไรนะเพื่ออะไรเท่านี้ นั่นคือตัว P อ่าตัวที่ 2 คือตัว O อัน นี้คือมาจาก Power เนี่ย P O W E R ตัว O ก็คือ Opportunity and outcome คือสิ่งที่เราอยากเห็นคือถ้าแก้ปัญหานี้ ปั๊บแล้วผลประโยชน์ที่ได้คืออะไรอ่าสิ่ง ที่สิ่งที่จะได้ตามมาคืออะไรที่เราเรียก ว่า outc output outc มันไม่ใช่แค่ output อย่างเดียวแut outc ที่ตามมาคือ อะไร
ทำแล้วเช่นลดต้นทุนแล้วมาเพิ่มกำไรเพิ่ม กำไรแล้ว den อะไรก็ว่ากันไปอะไรเงี้ย ครับ
เพราะฉะนั้นเนี่ยตัวโก็คือทำแล้วได้อะไร อันนั้นคือผลประโยชน์สังเกตดูว่าจากplร w ที่เราเรียกว่า way forward สังเกตดู มันเติม s
คือมนุษย์บอร์ดเนี่ยไม่ต้องการฟัง solution เดียวเพราะอะไรจริงๆมนุษย์ทุก คนเป็นอย่างเงี้ยฮะคือคือถ้ามีแค่ช้อยส์ เดียวมานำเสนอเรามักจะคิดเสมอว่าเออแล้ว มันมีช้อยส์อื่นอีกมั้ยเหมือนจะไปซื้อรถ ซื้อบ้านอย่างเงี้ยแล้วตลงมันมีช้อยส์ อะไรอีกป่ะ
ฉันมีทางเลือกมั้ย
เออฉันมีทางเลือกมั้ยอันนี้เราบอกว่าอ้าว มีโครงการนี้นะต้องลงทุน 250 ล้านมันก็จะ มีคำถามทันทีว่า 1 เออมันมีอันอื่นมั้ที่ มันลงน้อยกว่านี้อะไรเงี้ยนะหรือว่าเออมี วิธีอะไรมั้ที่ฉันจะมั่นใจมากขึ้นอะไร เงี้ยเพราะฉะนั้น way forward ก็แปลว่า อะไรคือถ้าเราเสนอไปทางเดียวเจะถามมีทาง อื่นมั้ยข้อแนะนำโดยปกติแล้วสำหรับผู้ บริหารคืออยู่คนจะต้องมี 3 ช้อยส์อ่ะจะทำ อะไรก็คิด 3 ช้อยส์ 2 หรือ 3 อะไรเอ 2 นี่โอเคมั้คะ
2 ก็พอได้ถ้ามันแบบมันไม่รู้จะหาอะไร จริงๆนะฮะแต่ 3 อ่ะกำลังดีนึกออกเออแต่ อย่าไป 1 พอบอก 3 ปั๊บโอกาสที่จะคิด 45 ก็จะลดลงไม่ได้บอกเจะไม่คิดนะแต่จะลดลง แต่ขอร้องอย่าไปแบบ 25 ช้อยส์นึกออกมั้ย
มันเป็นไปไม่ได้ที่เตัดสินใจคือคนเราส่วน ใหญ่เวลาจะประเมินช้อยส์อะไรเนี่ยก็เต็ม ที่น่ะ 3-5 อ้าไอ้ 5 นี่เต็มที่แล้ว
ใช่ 5 เกิน 5 นี่เริ่มไม่รู้เรื่องแล้ว ล่ะอยู่ไปแบบที่เรามักจะชอบใช้กันก็คือไป ช็อตลิสมาก่อน
ค่ะ
ถูกมั้ฮะจาก long list มา short list มาก่อนแล้วมานำเสนอ 3-5 นี่ก็เต็มที่แล้ว แต่สูตรสำหรับพี่คือ 3
อือ
อ่าอะไรก็แล้วแต่ 3 ไว้ก่อนหรือแม้แต่การ ไม่ทำอะไรเลยก็เป็นหนึ่งในช้อยส์ถูกป่ะ
อือๆ
เออถ้าไม่ทำอะไรเลยแล้วมันเป็นยังไงอ่า ถ้าทำอย่างี้แล้วเป็นยังไงหรือถ้าทำแบบ short เวอร์ชั่นจะเป็นยังไงลงทุนน้อย แล้วจะเป็นยังไงอะไรเงี้ยก็อธิบาย ข้อดีข้อเสียในแต่ละช้อยส์คือพูดง่าย Ral decision making เดี๋พี่พูดเรื่อง emotional นิดนึงนะแต่เอาตรงนี้ก่อนก็ คือว่า rational decision making ก็คือ ต้องมาตกลงกันก่อนว่าวิธีการประเมินทำ ยังไงซึ่งนั่นคือ structure ที่พี่เล่าให้ ฟังตั้งแต่แรกตรงคำว่า trust
แปลว่ามี structure ในการพิจารณาเสร็จ แล้วมาดูว่าตกลงมันมีช้อยส์อะไรบ้างให้ เลือกโอเคมครับนี่คือคำว่า forward หมาย ถึงเติม s เนี่ยนั้นก็ต้องดูว่ามันมี ช้อยส์อะไรบ้างภายใต้ structure หรือภาย ใต้ criteria ที่เราจะประเมินเพราะฉะนั้น แปลว่าอะไรเราต้องประเมินว่าแต่ละช้อยส์ มีข้อดีข้อยังไงอันนั้นคือ forward นะ ครับเสร็จแล้วมาตัว E ถัดไปนะก็คือ Economics and exposure แปลว่าก็คือผล กระทบทางการเงินน่ะเอ่อตกลงถ้าทำอย่างนี้ แล้วอ่ะแน่นอนถ้าลงทุน 2-300 ล้านหรือ 1000 ล้านเราก็ต้องอยากรู้ว่ามันคืนทุน ไปในเมื่อไหร่
ใช่มั้ฮะแล้วก็เอ่อมี return on investment ยังไงเอ่อจะมีกระทบกับอะไร บ้างในแง่ตัวเลขทางการเงินแต่การก็ต้องดู exposure ด้วย
ก็คือความเสี่ยงพูดถึงตรงนี้ขอแทรกนิด เดียวนะฮะคือคนที่เป็นบอร์ดเนี่ยกรรมการ บริษัทค่ะ
กับคนที่เป็นผู้บริหารเนี่ยจุดเน้นมัน ต่างกันคือคนที่เป็นผู้บริหารเนี่ยมีหน้า ที่ไเติบโตให้กำไรมากขึ้นให้ยอดขายเพิ่ม ขึ้นให้ธุรกิจเติบโตแต่คนที่เป็นบอร์ด เนี่ยเขารู้แหละว่าเขาก็อยากได้ธุรกิจที่ เติบโตแต่จุดเน้นเค้าคืออะไรรู้ป่ะแล้ว มันเสี่ยงมั้ย
อื
เออถ้าทำอย่างี้แล้วเกิดมันแป๊กขึ้นมา แล้วบริษัทจะเจ๊งมั้ยหรือว่าเออมันจะมีผล กระทบยังไงพูดง่ายๆถ้าพี่เปรียบเทียบให้ เห็นภาพก็คือว่าเหมือนกับ CEO หรือผู้ บริหารมีหน้าที่เหยียบคันเร่งอ่ะพูดง่ายๆ ฮะเออจะเหยียบคันเร่งยังไงให้มันรถมัน วิ่งเร็วที่สุดที่เป็นไปได้แต่บอร์ดเนี่ย มีหน้าที่แตะๆเบรกนิดนึง
เออใช่หรือไม่ก็คุมพวงมาลัยนิดนึงว่าเฮ้ย มันจะตกข้างทางหรือเปล่าวะอะไรทำมอง นี้เพราะฉะนั้นลองนึกภาพดูนะถ้าถ้าผู้บริหาร เหยียบคันเร่งแล้วบอร์ดก็เหยียบเบรกมิตร เลยมันจะเกิดอะไรขึ้น
เครื่องพังถูกมั้ยเออเพราะฉะนั้นมันต้อง แบบอืถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันแล้วกันเพราะ ฉะนั้นตัว E ก็คือจะต้องเข้าใจว่าอ่ะสิ่ง ที่บริษัทจะได้ในแง่ economic ในแง่เอ่อ ตัวเลขกำไรเป็นยังไงแต่ว่ามันมีความ เสี่ยงยังไงยังไงก็ต้องอธิบายให้บอร์ด เพราะว่าสิ่งที่บอร์ดสนใจมากที่สุดคือ ความเสี่ยงอันนี้บอกเลย
นะแต่ผู้บริหารไม่อยากมองเท่าไหร่อยากจะ อยากจะไบริษัทไปข้างหน้าแต่ไงต้องพูดทั้ง 2 มุมตัวสุดท้ายคือ request ว่าสุดท้าย เสนออะไร
จาก way forward เมื่อตะกี้เนี้ย 2-3 ทางเลือกแล้วเราคิดว่าเอ่อเราเสนออะไร ทำไมเราเสนอทางเลือก B เพราะอะไรเมื่อ เทียบกับ 2-3 ทางเลือกที่ที่อธิบายไปอะไร เงี้ยครับเพราะฉะนั้น power มันก็จะทำให้ เคลียร์คือ 1 มาจากปัญหาอะไรเนี่ยที่เรา จะแก้ 2 ก็คือแก้เสร็จแล้วได้ประโยชน์อื
3 คือมีทางเลือกอะไรบ้าง
4 ก็คือแล้วผลกระทบทางการเงินผลกระทบ เอ่อภาพรวมและความเสี่ยงเป็นยังไงแล้วสุด ท้ายนำมาเสนออะไร
ค่ะ
โคครับ
อืก็คือมันก็คือหลักการเดิมที่ว่ามันต้อง มีเหตุมีผลให้เขาเห็นมีสิ่งที่เขาอยากรู้ ก็คือความเสี่ยง
แต่หัวใจสำคัญที่จะต้องให้คนตัดสินใจคือ ต้องให้เขารู้สึกมีทางเลือก
ใช่
มันเป็นเรื่องของจิตวิทยาด้วยมั้คะ
โอมากเลยฮะแล้วแต่พูดเรื่องเฟิร์นพูด เรื่องจิตวิทยาแล้วเนี่ยพี่อยากจะบอกเลย ว่าถามว่าคนส่วนใหญ่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ เหตุกว่า
แน่นอนว่าต้อง
แน่นอนว่า
ก็ต้องอารมณ์มาด้วย
ซึ่งอันเนี้ยคนรับไม่ได้ถูกมั้ยถ้าเราไป บอกบอดว่าบอร์ดตัดสินใจด้วยอารมณ์นี่บอรด ด่าตายแน่เลยแต่ขอโทษทีมันคือเรื่องจริง
มันอยู่ในนั้นอยู่แล้ว
มันอยู่ในนั้นอยู่แล้วแล้วสิ่งที่เรามัก จะเจอเสมอคืออะไรป่ะเราส่งวาระนี้เข้าไป บอร์ดคิดมาแล้วว่าฉันไม่เห็นด้วยฉันจะไม่ เอา
เพราะฉะนั้นเตรียมมาอย่างดีแล้วว่าทำยัง ไงจะปัดมันตกไปหรือทำยังไงจะหาข้อโต้แย้ง ที่จะทำให้โปรเจคนี้ไม่ดีอะไรทำนองนี้นะ หรือพยายามจะซักนู่นนี่นี่นั่นเพื่อให้ โปรเจคนี้มันตกไปเพราะอะไรเพราะเค้าคิดมา แล้วว่าเค้าไม่ชอบอ
ไอ้ไอ้ชอบไม่ชอบเนี่ยเรื่องใหญ่เค้าคิด ว่าไม่คุ้มคิดว่านะคิดว่าไม่คุ้ม
เค้ามีความรู้สึกกังวล
ไอ้นี่ความรู้สึกทั้งนั้นเลยนะ
อื
ถูกมั้ยฮะแต่ว่าไอ้สิ่งที่เราพยายามจะให้ ก็คือเหตุผลตัวเลขเยอะแยะไปหมดเลย
อ่าแล้วถามว่าอ้าวแล้วถ้าเราเจอบอร์ด เอา บอกงี้เลยก็แล้วกันนะฮะคิดง่ายๆอย่างเงี้ ฮะบอร์ดบางคนน่ะฟันธงมาแล้วว่าจะเอาหรือ ไม่เอา
อ
เแค่มาฟังว่าเราจะพูดอะไรเท่านั้นค่ะก็ ฟันไม่เอา
นั่นคือเหตุผลที่ไม่ควรเสนอไปข้อเดียว เพราะถ้าตกก็คือเคิดมาแล้วก็ไปเลย
ใช่อันนั้นก็เรื่องนึงฮะแต่ว่าเดี๋มันจะ โยงมาถึงตอนที่เราตอบคำถามหรือเวลาตอนที่ เราเรียกอะไรมีอคชกันเนี่ยระหว่างบอร์ด คือหลังจากที่เราพรีเซนตจบหรือบางทีไม่ ใช่พีเซนตจบด้วยนะในระหว่างกลางทางเนี่ย เราจะต้องเริ่มพิจารณาแล้วว่าเฮ้ยบอร์ด เนี่ยเอาง่ายๆเลยถามคำถามเราเพราะอะไรกัน แน่มันมี 2 อย่างนะ 1 คืออยากรู้จริงๆ
อื
ซึ่งอันนี้เข้าใจได้ถูกมอยากรู้จริงๆอัน นี้ก็ถามแบบอessionalแต่มันจะมีบางคำถาม ซึ่งเราต้องเซ้นพอสมควรนะในฐานะที่เป็น มนุษย์ก็คือต้องเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก ของบอเหมือนกันครับมันจะมีบางคำถามที่ ถามไปงั้นแหละเอาจริงๆคือเ้าไม่เอาอ่ะ
ถามเพื่อหาจุดที่จะไม่เอา
ถามเพื่อเออใช่ถามเพื่อจะไม่เอาเอ้ยแล้ว ดูยดูความเสี่ยงเรื่องนั้นหรือยังความ เสี่ยงเรื่องนี้ยังความเสี่ยงเรื่องนั้น ก็เรื่องใหญ่นะทำไมยูไม่ดูก่อนอะไรอย่าง เงี้ยนะ
มันถามหาเรื่อง
เออถามหาเรื่องเออใช่ถามหาเรื่องเพราะ ฉะนั้นจะต้องเข้าใจนิดนึงแล้วเราเจอคำถาม อย่างเงี้ยควรตอบมั้ย แล้วควรทำยังไงคะ
เออคำตอบง่ายๆนิดเดียวอย่ารีบตอบ
อื
นะทำความเข้าใจเค้าก่อนว่าเค้ากังวล เรื่องอะไรคือพูดง่ายๆนะคนกำลังมีอารมณ์ อ่ะเหมือนคนทะเลาะกันน่ะนะวิธีที่ดีที่ สุดก็คือปล่อยให้ระบายก่อนแล้วอย่าไปตอบ ตอบไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะเค้าฟัน ธงมาแล้วเเคิดมาแล้วอ่าเพราะฉะนั้นวิธีการ เอาจริงๆเนี่ยเอ่อถ้าถ้าถามว่าไอ้จะmanนจ ยังไงในเรื่องของบอร์ดที่แบบอืจะพูดอย่าง งี้ก็ไม่ค่อยดีนะแต่ว่าเหมือนกับแอสมา แล้วเอนเอียงมาแล้วตัดสินใจด้วยอารมณ์มา แล้วอันเนี้ยที่เราที่เรามักจะแนะนำเสมอ ว่า 1 ให้ฟังฟังเสร็จแล้วทำอะไรก็คือถ้า อันนี้ถ้าเป็นคำถามในเชิงที่แบบอืเหมือน กับไม่ได้อยากได้คำตอบเป๊ะๆอ่ะนะแต่ว่า พูดง่ายๆเป็นคำถามเพื่อจะโต้แย้งเรา
อือ
อันที่ 1 คือฟังอันที่ 2 คือทวนซึ่งอัน นี้บอกเลยว่าคนส่วนใหญ่ทำไม่เป็น
อื
โดยที่ถ้าเจอคำถามหรือเจอข้อโต้แย้ง ประเภทที่แบบว่าเออฉันไม่เห็นด้วยตั้งแต่ แรกอ่ะเไม่ทวนกันหรอกถูกมั้ยเหมือนคน 2 คนทะเลาะกันใช่มั้ส่วนใหญ่จะไม่ทวนกันถูก มั้เพราะอะไรเพราะฉันพยายามจะคิดว่าฉันจะ แย้งอย่างไง
คิดแล้วว่าจะเถียงยังไงใช่ๆแต่ถ้าเกิดเรา ทวนเออสมมุติว่าบอร์ดที่ว่าเออเรื่องนี้ มันไม่คิดถึงความเสี่ยงเรื่องพวกนั้นเหรอ อะไรเงี้ยนะสมมุติถ้าเราถามบอร์ดสักนิด นึงว่าอืน่าสนใจนะครับเอ้ยความเสี่ยง เรื่องนี้ว่าแต่ว่ามันมีความเสี่ยงเรื่อง อะไรอีกหรือเปล่าครับที่ผมควรดูสมมุติอัน นี้คนละเรื่องนะ
อือๆ
ถูกมั้ฮะพูดง่ายๆคือฟังแล้วก็ทวนแล้วก็ ถามแค่เนี้ยมันจะลดเรื่องของอารมณ์ลงเยอะ
อื
ถูกมั้ครับคือเขาอยากจะฟังเราก็แต่เมื่อ เราฟังเขา
อื
ต่อให้คำตอบเราไม่ค่อยได้เรื่องแค่ไหนนะ
อื
ไอ้การถามต่อไปเนี่ยมันจะน้อยลง
ค่ะ
เพราะอะไรครับเพราะเค้าเข้าใจแล้วว่าเรา ฟังเขา
อื
แต่ถ้าเราฟังปุ๊บตอบเลยฟังปุ๊บตอบเลย อันเนี้ยมันจะมีคำถามไปเรื่อยๆอ
แล้วมันเราจะเจอมนุษย์บอดอีกแบบนึงนะก็ คือจะพยายามถามจนกว่าเราจะจน
เอาให้ได้
คือคือมีความรู้สึกว่าถ้าถามแล้วเตอบได้ แปลว่าคำถามฉันไม่ได้เรื่องอ่ะเพราะฉะนั้น ฉันถามไปเรื่อยๆแล้วกันจนกว่ามันจะ ตอบไม่ได้
อะไรเงี้ยเพราะอะไรฮะเพราะเฟันธงมาแล้วเ จะไม่เอา
อื
ถูกมั้ฮะเพราะฉะนั้นก็ปล่อยให้เค้าถามแบบ สบายใจไปเลยแล้วขอโทษทีนะตอบไม่ได้ก็บอก ตอบไม่ได้ก็ได้เป็นไรไปล่ะ
ใช่มั้เพราะอะไรครับเผลอๆเจะสบายใจมาก ขึ้นว่าเออโอเคเราฟังแล้วว่าเค้ากังวล เรื่องนี้เดี๋เราจะไปดูให้อะไรอย่างเงี้ย ครับ
วิธีในการตอบที่ถ้าไม่รู้จริงๆอ่ะคะตอบ ยังไงดีที่สุดค่ะ
มีมี 2 อย่างแค่นั้นเองครับ 1 คือตอบไม่ รู้คืออย่าแถเอางี้แล้วกันนะเอาแบบง่ายๆ เลยนะคือเจอมาเยอะประเภทแบบถามอย่างนึง แล้วก็เลยไปตอบอีกอย่างนึงเพื่อบอกว่าฉัน รู้ดีแต่มันไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เขาถาม
สิ่งที่ถามไม่รู้แต่สิ่งที่รู้
ใช่ก็เลยไปตอบ นี้
ก็เลยก็เลยไปตอบอย่างเออไม่ควรทำอย่าง ยิ่งเออไม่รู้ก็ตอบไม่รู้แต่มันมีอีก เรื่องนึงที่จะต้องเพิ่มเข้ามาคือแล้วยู จะกลับมาตอบอีกทีเมื่อไหร่
อ๋อ
อ่าซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอันนี้ก็คือว่า อ้าก็อาจจะแค่ไม่รู้เฉยๆแต่จริงๆตอบง่าย มากครับ 1 ก็คืออันนี้ไม่ทราบเดี๋ยวขอ เช็คแป๊บนึงเดี๋ยวจะกลับมาตอบตอนเย็น เดี๋ยวจะกลับมาตอบอีก 2 วันเดี๋ยวหลัง ประชุมนี้จะตอบหรืออะไรเงี้ยฮะเพราะนั้น มันก็ต้องมีบอกว่าจะกลับมาตอบเมื่อไหร่ ยังไง
ฮะแต่แน่นอนถ้ามันเป็นคำคำถามสำคัญๆแล้ว มันมีผลกระทบต่อการตัดสินใจก็ต้องพยายาม ตอบในห้องประชุม
ค่ะ
อ่าซึ่งโดยปกติเดี๋ยวนี้คมิชมันง่ายถูก มั้ยใช้ Line ก็ได้ใช้อะไรก็ได้เราสามารถ ที่จะเช็คกันได้ตลอดเวลากับคนที่อยู่นอก ห้องก็ได้อะไรอย่างเงี้ยครับ
แต่เรื่องที่ยากกว่าคืออันนี้
ค่ะ
ไอ้คนพรีเซนตอบไม่ได้แต่คนอื่นช่วยตอบ
อ๋อหลายคนจะนึกว่าหลายคนจะนึกว่าไอ้วิธี นี้ดีนะขอโทษทีนะระมัดระวังดีๆนะเพราะ อะไรครับไอ้คนที่ตอบนี่มันอาจจะไม่ตรงกับ ไอ้คนที่พรีเซนตน่ะนึกออกมั้ย
ใช่มั้ยครับเพราะฉะนั้นข้อข้อแนะนำของพี่ เสมอคือใครพรีเซนตคนนั้นเป็นคนตอบ
ค่ะ
ถ้าคนพรีเซนตตอบไม่ได้ให้คนพรีเซนบอกไป เลยว่าตอบไม่ได้เดี๋ยวขอเช็คก่อน
อื
แล้วอย่าช่วยกันนะหลายคนจะหลงทางไปหมด
หลายคนจะนึกว่าทีมเวิร์คคือการช่วยกันใน ห้องประชุมไม่ใช่นะฮะอย่าระมัดระวังดีๆ เพราะอะไรฮะเพราะช่วยแล้วเพี้ยนแล้วยุ่ง เลยนี้แก้ยากอ
ฮะเพราะฉะนั้นคนพรีเซนน่ะเตรียมดีๆยกเว้น แต่ว่าเตรียยมกันไว้ก่อนว่าถ้าเรื่องนี้ ให้ใครตอบเรื่องนั้นให้ใครตอบอันนี้โอเค แต่ถ้าไม่ได้เตรียยมอะไรกันมาเลยนะข้อแนะ นำนะคนพรีเซนตมีหน้าที่ตอบตอบไม่ได้บอก เลยว่าตอบไม่ได้เดี๋ยวจะเช็คแล้วเดี๋ยว กลับมาคุย
อะไรเงี้ยครับช่วยขึ้นมาแล้วช่วยกันต่อ
พี่เจอมาแล้วประเภทแบบคิดสดๆแล้วทีนี้เป๋ เลยทีนี้ฮะแล้วไอ้คนที่คิดสดเนี่ยดันโดน ซักต่อ
ทีนี้เละเลย
แล้วนี้คนพรีเซนก็ไม่ได้ไปไหนคุมเกมไม่ อยู่
อื
บางทีคนพรีเซนจะโดนขัดจังหวะเยอะอ่า ระหว่างพรีเซนไปโดนถาม
อื
แล้วสมมุติว่าคำถามเนี้ยมันอยู่ในอีก 10 หน้าถัดไป
ค่ะ
สิ่งที่สิ่งที่เราอาจจะเคยทำก็คืออ่ะถ้า งั้นเดี๋ยวผมเปิดไปหน้านั้นแล้วกันเพื่อ จะได้อธิบายเพื่อจะได้ตอบคำถามของกรรมการ อันนี้จะเริ่มเละแล้วทีนี้เพราะอะไรครับ เพราะเราพอกระโดดไปหน้านั้น
พอไปถึงหน้านั้นปั๊บโดนอีกคำถามนึงทีนี้ ไปเลยฮะเละเลยมันไม่ไม่ได้เป็น flow ที่ เราตั้งใจจะทำอ
เอ่อเพราะฉะนั้นวิธีการตอบคำถามที่มัน มาล่วงหน้าก่อนที่จะไปถึงเนี่ยก็ง่ายนิด เดียวก็คือเดี๋ยวผมจะตอบนะครับผมจดไว้ ก่อนเพราะว่าคำถามเนี้มันมีคำตอบอยู่ใน หน้าถัดไปก็ว่าไปและตอบเร็วยิ่งโดนถาม เยอะ
อืๆ
อเพราะนึกออกใช่มั้ยปิงปองเงี้ยเหมือนเรา ตบเร็วเตบกลับอ่ะ
ถูกมั้
ก็แปลว่าเราจะต้องพยายามรักษา flow
ใช่
เอาไว้
ใช่
อยากให้คำถามมาแบบว่าทำให้ทุก FL ก็ใช่ แต่ว่าสิ่งที่ใหญ่ที่สุดเลยคือรักษาลำดับ ขั้นตอนในการนำเสนอเพราะอะไรเพราะว่าเรา น่าจะเตรียมอย่างดีแล้วว่าเราจะนำเสนอยัง ไงให้เขาเข้าใจได้ง่ายบางคนอาจจะเจอแบบ ประเภทแบบโดนยิงคำถามมาเยอะๆ 2-3 คำถามใน เวลาเดียวกันอ่าข้อแนะนำของพี่อย่างนึงก็ คือว่าไม่จำเป็นต้องตอบเอางี้เลยเอ่อขอ รวบรวมคำถามก่อนได้มั้ยเราจะได้เข้าใจภาพ ว่าทั้งหมดน่ะมีอะไรบ้างคือพูดง่ายๆให้ เขาบอกคำถามมาให้หมดเลยแล้วเผลอๆสิ่งที่ เขาจะบอกคือบอกได้อีกแค่ข้อ 2 ข้อแล้วก็ คิดอะไรไม่ออกแล้ว
อ๋อออ
แล้วเราก็บอกว่าตลองคำถามมีแค่นี้ใช่มั้ย เออเดี๋เราจะได้เตรียมแล้วเดี๋ยวตอบที เดียว
นึกออกมั้ฮะ
แต่ถ้าเราถามมาเถามมาตอบไปเถามมาต่อไป มันไปได้เรื่อยๆนึกออกมั้ย
ใช่มั้ยแต่ถ้าเราถามเว่าตกลงคำถามมันมี เรื่องอะไรบ้างให้บอร์ดคิดทีเดียวเลยแล้ว ก็บอกเรามาทีเดียวเดี๋เราจะได้เตรียมตอบ
ค่ะ
อ่าหรือบางทีข้อไหนที่เราตอบไม่ได้ก็ถาม บอกก็ได้ว่ามีคำถามอะไรอีกมั้ยเลยได้ เตรียมทีเดียวอะไร
เงี้ยมีวิธีให้แบบว่าเวลาเจอคำถาม
เราอาจจะตกใจบางคนสติแตกแล้วก็รวน ควบคุม
เวลาเราตกใจ เวลาเราสติแตก เวลาเราตื่นเต้น เรามักจะพูดเร็วค่ะ อ่า เพราะฉะนั้นวิธีง่ายๆ คือพูดให้มันช้าลง แล้วก็พอไปเลย อื
จริงๆ หนึ่งในบุคลิกภาพที่สำคัญของผู้บริหารหรือผู้นำคือ พจำเป็นต้องรีบตอบฮะ เหมือนหยุดคิดก่อน หยุดแล้วก็คิด แล้วก็ค่อยตอบ และที่สำคัญ คือเวลาตอบ อย่าตอบแบบเดิมซ้ำๆ เคยเจอมั้ย ที่แบบว่า อ่ะ ถามมาเรื่องนี้ เราก็ให้เหตุผลไป 1 2 3 แล้วเรารู้สึกไม่มั่นใจ เราก็เลยเติม 4 5 เข้าใจความหมายพี่มั้ย เหมือนเราก็คิดระหว่างนั้นแล้วมันก็มา
เอางี้เลย สูตรสำเร็จของพี่เลยคือ 1 หยุดคิดหาเหตุผล 3 เรื่องที่จะตอบเค้า ค่ะ แล้วจบแค่นั้น ต่อให้คิดเรื่องที่ 4 ออกมาได้ อย่าเสริม ไม่ต้องเสริม เพราะอะไรครับ บางทีที่เราอาจจะเจอคือ เราพูด 1 2 3 ได้ดีมากเลยนะ ไอ้เรื่องที่ 4 เป็นเรื่องแย่ เดาซิว่าเขาจะตีอะไร อ๋ออ๋อ เขาจะตีเรื่องที่ 4 ถูกมั้ย แล้วมันจะทำให้ 1 2 3 เละไปด้วย นึกออกมั้ยฮะ เพราะฉะนั้น หาเหตุผลเจ๋งๆ ในการสนับสนุนสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราบอกเขา อ่า โปรเจคนี้นะ มีเหตุผลที่ดีคือ เพิ่ม Productivity ลดต้นทุน เอ่อ สร้างนวัตกรรมใหม่ ค่ะ จบนะ ถึงแม้จะนึกข้อที่ 4 ได้นะ เก็บไว้ก่อน บอกแค่นี้ แล้วก็นิ่งไป ค่ะ แล้วให้เขาคิดต่อ อื
เพราะอะไรครับ เพราะถ้าเราเสริมข้อที่ 4 ถ้าข้อที่ 4 มัน week เขาจะซักเรา อือ แล้วมันจะทำให้ทั้งหมด week ตาม อะไรเงี้ยไงครับ
แล้วถ้าตอนนั้น พอเราตอบ 3 ไปแล้ว ไอ้ 4 ที่เรามันแว๊บขึ้นมาได้ เราเรารู้สึกว่า มันเจ๋งมากเลยอ่ะ พี่เอกอยากจะพูด เก็บไว้เดี๋ยวมันจะมีจังหวะ เดี๋ยวมันจะมีจังหวะ ให้เก็บไว้ก่อน แล้วค่อยหาจังหวะอื่น ใช่ๆ เก็บแล้วก็จดไว้สิ แต่เราอยากจะพูดแล้วก็เดี๋ยวหาตอนท้ายก็ได้ อะไรเงี้ยฮะ แต่อย่าเสริมไปตอนนั้น นึกภาพดูว่าคนที่พยายามจะเสริมตัวเองบ่อยๆ แปลว่ายูไม่มั่นใจในสิ่งที่พูดครั้งที่แล้ว ยูก็เลยเสริมไปเรื่อย บอร์ดก็เลยรู้สึกไม่มั่นใจตาม อือ นึกออกมั้ยฮะ
แล้วเทคนิคในการที่สมมุติว่า อ่ะ มันผ่านตรงนี้ไปแล้ว แต่เราอยากจะกลับมาพูดสิ่งนี้อีกครั้ง เทคนิคที่จะกลับมาพูดมันต้องทำยังไง พูดง่ายๆ เลยนะ ถ้าไม่มีช่องไม่ต้องกลับ เพราะอะไรฮะ เพราะสิ่งที่เราอยากได้คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดของบอร์ด แค่นี้เลย ถูกมั้ยฮะ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเราอยากจะพูดอะไร เอาตรงนี้ดีๆ เลยนะ อ๋อมันกลับไปที่ เอ่อ มันไม่เออมันไม่อยู่ที่ว่าเราอยากพูดอะไร อันนี้ไร้สาระแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ บอร์ดตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่เพียงพอ และดีกับธุรกิจ หรือดีกับองค์กรใช่มั้ย แค่นั้นจบ อือ บอร์ดไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แล้วไม่ใช่เรื่องที่เราอยากจะพูดด้วยนะ อันนี้ทำความเข้าใจดีๆ นะ เรื่องที่เราอยากจะพูด อาจจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับบอร์ด เราต้องให้ข้อมูลที่เพียงพอให้เขาตัดสินใจ จบแค่นี้เลย และถ้าพูดแบบแรงๆ คือ ให้ให้น้อยที่สุด แล้วตัดสินใจได้ดีที่สุด แล้วมันเพียงพอ แค่นี้ แค่นั้นเลย ใช่ฮะ อย่าอย่าไปคิดว่าเราอยากพูดอะไร เทคนิคในการ ปล่อยให้มันอึดอัดไป หมายถึงตัวเรานะ ค่ะ อืฮะ ก็ไม่เป็นไร ก็เก็บเก็บเอาไว้ก่อน เออไม่เห็นเป็นไรเลยฮะ ใช่
แล้วสุดท้ายก็คือ ดูที่ผลลัพธ์ก่อน ใช่ฮะ ผลลัพธ์คืออะไรมากกว่า อ อ่า ที่สำคัญคือ เราอยากจะรู้ว่า การตัดสินใจของบอร์ดมันมีคุณภาพใช่มั้ย มันมาจากข้อมูลที่เราให้ ไม่ใช่เขาจะต้องตัดสินใจตามเรา แปลว่าเป็นความสำเร็จของเรา ไม่ใช่ มันคือความสำเร็จขององค์กร อค่ะ ครับ โอเค แค่นั้นครับ
ทีนี้ไปเรื่องของการที่โอเค พูดเล่าให้เขาจะต้องตัดสินใจแล้ว การเทคนิคการตอบคำถามแล้ว อีกเรื่องนึงที่คิดว่าน่าจะต้องได้ใช้เหมือนกัน คือเวลาที่เราจะต้อง เสนอ แผน หรืออะไรก็ตามที่มันยังมาไม่ถึง อันนี้เฟิร์นว่าก็ยาก เพราะว่า เอ่อ อย่างเรื่องแรกๆ เรายังอยู่บนฐานข้อมูลที่เรามี แต่ถ้าเราต้องเสนอแผน อย่างแผนระยะสั้น 3 ปี 5 ปี อย่างเงี้ย มันไม่มี สิ่งที่เป็นข้อมูลจริงๆ อยู่แล้ว ทำยังไงให้เขาเห็นภาพตรงที่
อันนี้แหละ คือคือถ้าพูดถึงฟิวเจอร์เนี่ย สิ่งที่สำคัญ อย่างสมัยก่อนเรามักจะพูดเรื่อง เอ่อ Strategic Planning อะไรเงี้ยนะ วางแผนกลยุทธ์ หรืออะไรเงี้ยนะฮะ แต่ตอนเนี้ย คือก็ต้องมีนะ ไม่ใช่ไม่มีนะฮะ ว่าทิศทางจะไปยังไง อะไรเงี้ยครับ แต่ว่า ตอนเนี้ย สิ่งที่บอร์ดน่าจะกังวลมากที่สุด คือ scenario planning หมายถึงว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ จะทำยังไง เหตุการณ์นั้น จะทำยังไง อะไรเงี้ยครับ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่า อ่า ก็ลองยกมาสัก 1 scenario แล้วมาดูว่าจะทำยังไง เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้วฮะ อาจจะต้องมีประมาณ 3 scenario อือ อ่า แล้วก็พูดง่ายๆ ภาษาไทยคือ ฉากทัศน์น่ะนะ ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ทำไง เหตุการณ์นั้น ทำไง เหตุการณ์นู้น ทำไง อะไรเงี้ยครับ แล้วก็ใส่สิ่งที่เขาเรียกว่า probability คือในแง่บอร์ดเนี่ย ก็อยากจะรู้ว่า โอกาสที่จะเกิด ความน่าจะเป็นในแต่ละ scenario ประมาณไหน เอางี้แล้วกัน สมมุติถ้าอย่างสถานการณ์ตอนเนี้ย สถานการณ์สงคราม สมมุติฮะ สิ่งที่เราต้องคุยกับบอร์ดแน่ๆ ทีละสเต็ปนะ 1 คือเรามองเหมือนกันหรือเปล่า อย่าเพิ่งไปลง focus นึกออกมั้ย อย่าเพิ่งไปลงตัวเลขว่าตกลงจะต้องทำอะไรกันบ้าง อันนี้จะเริ่มเละแล้ว เพราะอะไร เพราะถ้ามองสถานการณ์ไม่เหมือนกัน คุยไม่รู้เรื่องแล้ว เกิดบอร์ดถามว่า เออแล้วแล้ว สถานการณ์นู้นล่ะ ฉันไม่เชื่อว่าอันนี้จะเกิด ตรงเงี้ยนะ เริ่มคุยไม่รู้เรื่อง อ่า เพราะฉะนั้น อันที่ 1 ทีละสเต็ป สเต็ปที่ 1 คือ ตกลงมันมีกี่ฉากทัศน์ แต่ละฉากทัศน์เนี่ย ฝ่ายบริหารมองว่ามันมีโอกาสเกิดเท่านี้ เปอร์เซ็นต์ เอาแค่นี้ก่อนนะ บอร์ดเห็นตรงกันป่ะ และ impact ที่จะเกิดในแต่ละฉากทัศน์เป็นยังไง เอาแค่นี้ก่อน นั่นคือสเต็ปที่ 1 อ่า ถ้าบอร์ดเริ่มเห็นตรงกัน หรือว่าจะขอ adjust หน่อยนึง เอ้ย อันนี้ไม่น่าจะเกิด อันนั้นน่าจะมีโอกาสเกิดเยอะมากกว่า ผลกระทบมันมีเรื่องนั้นด้วยนะ เรื่องนี้ด้วยนะ อ่า ฝ่ายบริหารรับมา เพื่อจะมาดูว่า อ่า รับทราบและเห็นตรงกัน และพอเห็นตรงกันปั๊บ ครั้งที่ 2 เราก็ไปนำเสนอว่า ตกลงภายใต้ฉากทัศน์นี้ ผลกระทบแบบนี้ แล้วเราจะทำยังไง
อันนี้คือลักษณะที่เราเรียกว่า scenario planning นะครับ นอกเหนือจาก Strategic Planning ที่เราคิดว่ามันจะ เอ่อ เราจะมีทิศทางยังไง อื ก็คือไม่ใช่แค่พูดกลยุทธ์หรือแผนขึ้นมาลอยๆ ต้องมีให้เห็นว่าถ้ามันเป็นแบบนี้ แบบนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้น ใช่ๆ
จริงๆ พี่มีอีก framework นึง ไม่รู้มันจะยุ่งยากไปหรือเปล่านะ เออ เราใช้ชื่อว่า Future E future อ่า F ตัวแรกคือ Foresize เราคาดการณ์อนาคตยังไงว่ามี scenario ยังไง ถัดไปเราเรียกว่า Ultimate Goal หมายถึงว่าในแต่ละ อ่า ยกตัวอย่างแล้วกันนะครับว่า อ่า สมมุติ สถานการณ์สงคราม ถ้าสงครามมันจบเร็ว อันนี้ เอ่อ Ultimate Goal ของเราอาจจะเพียงแค่ว่า รักษา Market เอากำไรกลับมาสงี้ฮะ แต่ถ้าสงครามมันยืดเยื้อ เผลอๆ Ultimate Goal อาจจะ cash flow อย่าให้บริษัทมีปัญหา อะไรเงี้ยฮะ เพราะฉะนั้น Goal ในแต่ละ scenario ก็จะไม่เหมือนกัน อะไรเงี้ยครับ ตัว T เราเรียก ว่า Trust เอ่อ ที่แปลว่า TH R U S T แปลว่าเราจะผลักดันเราต้องทำอะไรบ้าง เอางี้แล้วกัน driver drive ที่เราจะต้องทำคืออะไร นะครับนะ แล้วตัว U คือ uncertainty แล้วมันมีความไม่แน่นอนเรื่องอะไรบ้าง ตัว R คือ resource จะต้องใช้อะไรบ้างในแต่ละสถานการณ์นะ ตัว E คือ Execution จะต้องทำยังไงแถวนี้ฮะ ก็ถ้ามีโอกาสไว้ค่อยเล่ารายละเอียดลงรายละเอียด คือพี่จะเป็นประเภทแบบคิดเป็น framework เพื่อให้คนเข้าใจง่ายๆ แล้วก็เอาไปใช้ได้จริง มันจะได้ทำตามได้ง่ายเลย พี่จะเน้นเรื่อง process เรื่อง framework เรื่องสเต็ปขั้นตอนในการคิดอะไรเงี้ยครับ มันจะได้ช่วยให้เข้าใจง่ายครับ
อพอพรีเซนต์จบ ฮะ จบในห้องประชุมและ จบมั้ยคะพี่เอก ไม่จบฮะ ต้องทำอะไรต่ออีกบ้าง ไม่ใช่ประชุมไม่จบ แต่ความหมายก็คือว่า ก่อนและหลังถูกมั้ย เออจริงๆ เมื่อกี้พี่เล่าแต่ก่อนประชุมว่า เราจะรักษา เอ่อ จะสร้างความสัมพันธ์ รักษาความสัมพันธ์ ทำไงให้บอร์ดไว้ใจ ถอยกลับไปนิดเดียวก็คือว่า ระหว่างคนส่งสารกับตัวสาร อันไหนสำคัญกว่ากัน อ คนส่งถูกมั้ย ระหว่าง Messenger กับ Message อันไหนสำคัญกว่ากัน คำตอบคือ Messenger แปลว่าอะไรครับ คือคือถ้าคนไว้ใจ หมายถึงว่าถ้าบอร์ดไว้ใจ Messenger ที่เหลือมันก็พูดง่าย ถูกมั้ย ค่ะ อ้า พูดตรงๆนะ สมมุตินะ ให้พี่มาพูดเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งก็โอเค สมมุติว่าพี่เรียนศึกษามาอย่างดีเลย กลับขออภัยนะ อันนี้ไม่ใช่อ้างอิงอะไร สมมุติว่าเอาผู้ว่าแบงก์ชาติมาพูดเนี่ย คงไม่มีใครฟังพี่ถูกมั้ย เออ เพราะฉะนั้น ตัวคนส่งสารน่ะ มันสำคัญกว่าสารอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทำยังไงที่จะทำให้เกิดความรู้สึกไว้ใจกันว่า ไอ้คนที่มาพูดนี่มันไว้ใจได้ อันนี้คือก่อนประชุมถูกมั้ยฮะ
แต่หลังประชุมก็สามารถจะสร้างอันนี้ได้ โดยอะไรครับ เมื่อกี้เราคุยกันเรื่อง reliability แปลว่าอะไร รับปากอะไรว่าจะทำอะไรอยู่ ทำจริงหรือเปล่า ถูกมั้ย นั่นคือความหมายหลัง ที่ตอบไม่ได้เมื่อกี้นี้ ที่บอกว่าจะส่งให้ ใช่ เออจะบอกว่าจะส่งให้ภายในเย็นนี้ ที่บอกให้จะส่งภายใน 2 วันแล้วเสร็จแล้ว เงียบไปแล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ อ่า สมมุติเราเป็น management team เข้าไปนำเสนอในบอร์ด หลังประชุมเนี่ย management ต้องมาจด มาคุยกันว่าเจอคำถามอะไร บอร์ดคนนี้ชอบถามอะไร บอร์ดคนนั้นกังวลเรื่องอะไร เพราะอะไร เพราะเดี๋ยวกครั้งหน้าจะได้เอามาใช้ไง ออ เพราะส่วนใหญ่ท่านก็ถามเดิมๆ นั่นแหละ ใช่มั้ย เหมือนเราอ่ะ เราเราถนัดอะไร เราก็ถามคำถามนั้นน่ะ เจอแบบนี้ เราก็ถามอย่างเงี้ย ครั้งครั้งหน้ามันก็จะเจอคำถามแบบเดิม ครั้งหน้าเราจะได้เดาทางถูกแล้วก็เตรียมมาแม่นมากขึ้น ใช่ๆฮะ ใช่แล้วก็เอาจริงๆ ก็คือมันก็จะเป็นโอกาสตอนที่เรากลับไปตอบเค้าเนี่ย ว่าคำถามอะไร หรือว่าจะให้ข้อมูลอะไรเพิ่ม มันก็จะเป็นจังหวะที่เราไปสร้างสัมพันธภาพได้ดีขึ้น อะไรเงี้ย อแปลว่าไม่ใช่แบบจบไปแล้วจบแล้วเริ่มใหม่ เราต้องเอาสิ่งที่เราได้มามาคิดต่อ ใช่ใช่
ทั้งนี้ทั้งนั้น มันอยู่ที่ mindset แค่นี้เอง ก็คือว่าเราคิดว่าเรากับบอร์ดนี่อยู่ตรงข้ามกันใช่มั้ยอ่ะ คือเราเสนออย่าง บอร์ดมีหน้าที่ซักปัดตก เออคือถ้าคิดอย่างงี้ก็แย่ ถูกมั้ยฮะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม เรามีความรู้สึกว่าบอร์ดเป็น partner อ่ะ ถามอะไรมาครั้งหน้าเดี๋ยวกก็ลองกลับไปถามเค้าก่อนมั้ย เพราะเค้าจะมีคำถาม อยากได้ข้อมูลอะไรอะไรเงี้ยครับ มันก็ที่เหลือมันจะง่ายขึ้นเยอะเลย ก็คือกลับไปหลักที่ win win ที่สำคัญคือใช้เขาให้เป็นประโยชน์ คือเราควรจะใช้บอร์ดให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ให้เขามาเป็นตัวขัดขวางการทำงาน หรือในทางกลับกัน บอร์ดก็ควรจะใช้ management ให้เป็นประโยชน์ อ่า ในการสร้างผลงานให้เกิดขึ้นกับบริษัท หรือองค์กร อะไรเท่านี้ อืครับ โอเค
จากที่เราคุยกันมาทั้งหมด เราอ่าอาจจะเน้นไปที่เรื่องของบอร์ดเนาะ บอร์ด หรือว่าแบบผู้บริหาร ประจำ ที่ฟังคือเหมือนน่าจะเอาไปปรับใช้ได้หมดเลยคะ ใช่ฮะ อย่าอย่าเหมือนเฟงแบบบางทีเราทำคเราต้องคิดไป เสนอพี่เคนอย่างเงี้ยก็ก็ใช้ได้ใช่มั้ยคะ เดี๋ไปตามเคนมา ใช่ฮะ คือจะเอาอะไรไปเสนอพี่เคนเนี่ยก็ต้องคิดว่าพี่เคน เค้าอยากฟังอะไรถูกมั้ย เออ แล้วถ้าเป็นพี่เคนแล้วเจะถามอะไร อาการเดียวกันเลย ถูกมั้ยฮะ ไม่ใช่ว่าเราอยากจะบอกอะไรพี่เคน ถูกมั้ย ต้องคิดเต้องการใช่จริงๆ ศัพท์คำนึง เวลาเราพูดเรื่อง Story เนี่ย อันนึงที่สำคัญมากๆ เลย นอกจาก call message มันคือคำว่า connect อื Connect ก็แปลว่า เออระหว่างเรากับคนที่รับฟังเนี่ย ได้มี connect กันแค่ไหน หมายถึงว่าได้ได้เชื่อมโยงกันแค่ไหน ได้เข้าใจกันแค่ไหน คือคือถ้าตรงนี้มันไม่ได้แล้วล่ะก็ ที่เหลือมันยากมากแล้ว อ เอ่อ ก็เหมือนกันฮะ เรากับบอร์ด เรากับ CEO หรือแม้แต่เรากับลูกน้องเงี้ย โทษทีนะ บางคนคิดว่าการบริหารลูกน้องง่ายนะ ค่ะ สั่งก็พอแล้ว อืออื ไม่ใช่ เพราะอะไร เพราะว่ามันมันไม่มี buy in ไง มันไม่มีความรู้สึกอยากจะทำอ่ะ อือ ถามเฟิร์นคงไม่ค่อยดีมั้ง เคยดื้อเงียบมั้ย ไม่อยากทำ เออไม่ไม่ต้องตอบไม่ต้องตอบแต่พี่เชื่อว่าทุกคนเป็น ถูกมั้ยฮะ โดนบอกเงี้ย เฮ้ยไปทำอันนี้สิ เออไม่เห็นด้วยว่ะ แต่เราก็ไม่พูดไง เพราะเป็นสมมุติ นะ เป็นหัวหน้าเรา หรืออะไรก็แล้วแต่ เราก็ไม่บอกไง แต่ว่าทำยังไง เค้าเรียกว่าให้เกิด psychological safety อื อันนี้อีกศาสตร์นึงแล้วนะ คือทำยังไงให้ มีความรู้สึกว่ามีความปลอดภัยทางจิตวิทยา ความหมายก็คือว่า แย้งได้ ถามได้ อื เอ่อ เห็นต่างได้ คุยได้ว่าตัวเองคิดยังไง อะไรเงี้ยครับ ถ้าเมื่อไหร่มันเกิดอาการเนี้ย ไม่ว่าที่ไหนก็ได้นะ เรากับลูกน้องเนี่ย อ่า สมมุติอย่างพี่ไปบรรยายหลายๆ ที่เนี่ย สิ่งที่พี่มักจะถามเสมอเลยคือ ใครมีคำถามอะไรบ้าง ถ้าเงียบแปลว่าอะไรวะ มันก็แปลง่ายๆ ว่าเขาไม่มีความรู้สึกเซฟที่จะถาม ถูกมั้ยฮะ แต่ว่าแน่นอน มันจะมีเหตุผลต่างๆ นานา บางคนมักจะชอบบอกว่า กลัวเสียเวลาเพื่อน หรือบางคนมักจะชอบบอกว่า กลัวถามคำถามที่มันแบบไม่ดูไม่ดี ดูไม่ฉลาด ดูไม่แบบอะไรเงี้ยฮะ แต่ว่าเอาจริงๆ แล้วเนี่ย ถ้าเรามี psychological safety ในที่ทำงานนะ ไม่ว่าเรากับลูกน้อง เรากับเจ้านาย ไอ้เรื่องพวกนี้ไม่ควรเป็นประเด็น อือ คือยูถามอะไรก็ได้ ที่มันอาจจะอาจจะดูไม่ดี อาจจะดูอะไร แต่มันก็เป็นคำถามที่อยู่ในใจยูจริงๆ อะไรเงี้ย ก็ถามสิ เ่า เพราะฉะนั้น ถ้าระหว่างเรากับบอร์ด หรือเรากับลูกน้อง ของมี psychological safety แล้วสร้างให้มันเกิดจริงๆ นะ ยูสามารถจะพูดแย้งได้ แต่ว่าก็ให้เหตุผลกันมานะ แล้วก็แล้วเราก็มาตัดสินใจด้วยกัน อะไร ถ้ามันเป็นอย่างนี้ได้ มันก็จะง่ายขึ้น ก็คือต้องรู้สึกเซฟ แล้วก็เรากับหัวหน้า หรือเรากับลูกน้องก็ต้องซี้กัน มันถึงจะเกิดผล ใช่ แต่คำว่าซี้ไม่แปลว่าต้องเห็นด้วยกันทุกเรื่องไง เอ่า ทีนี้เซฟมั้ยที่จะไม่เห็นด้วย อื เซฟมั้ยที่จะถาม อะไรเงี้ย ซึ่งมันมีวิธีในการสร้างให้มันเกิด มีฮะ เซฟนั้น มี ก็จะมีดีเทลลงไปอีก มีฮะ อ่า ไม่บอก อ่า โอเค พอพี่บอกไม่บอก ยูรู้สึกไง อยากรู้อยู่ เออ เห็นมั้ย นั่นแหละ มันก็อาการเดียวกันน่ะ เหมือนในห้องบอร์ดเหมือนกันน่ะ ทำไมต้องตอบทุกเรื่องอ่ะ อค่ะ เออ ก็อืไม่ทราบมั้งก็ได้ อ๋ออันนี้เป็นเทคนิค อ้า ก็เป็นเทคนิคเหมือนกันนะ เหมือนเราดูซีรีย์แล้วมันจบตอน มันก็ต้องค้างๆ คาไว้นิดนึง เพื่อให้ไปดูตอนถัดไป ถูกมั้ยฮะ ไม่งั้นคนก็ไม่สนใจอะไรเงี้ย ถ้าพูดแบบแรงๆ คือเราชอบโชว์ off มากเกินไป ชอบบอกว่าตัวเองเก่ง ชอบบอกว่าตัวเองรู้ เออแล้วรู้อะไรก็ใส่ไปสุดเลย อะไรเงี้ย ไม่จำเป็นหรอกครับฮะ รู้
ทักษะในการนำเสนอจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่เนื้อหา หรือว่าการสื่อสารนะ แต่มันเหมือนมันคือศิลปะครับ มันเป็นศิลปะใช่มั้ยคะพี่เอก ที่แบบเราจะต้องเหมือนเราต้องรู้ แต่มันเป็นศิลปะที่เข้าใจได้นะ มันเป็นศิลปะที่เข้าใจได้ อย่างพี่บอกว่าระหว่างคนพูดกับคำพูด อันไหนสำคัญ สำคัญคนพูดถูกมั้ย ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้คิดเท่าไหร่ ถามอีกอันนึงนะ ระหว่างวิธีพูดกับคำพูด นั่นไหนสำคัญกัน อื วิธีพูด พูด ไม่ใช่คำพูดนะ เพราะฉะนั้น เราเรามักจะชอบคิดว่า อ่า เตรียมมาอย่างดี จะพูดอะไร บางคนเขียนสคริปต์อะไรด้วยซ้ำไป แต่จริงๆ แล้วอันดับ 1 เลย ใครพูดน่ะ ค่ะ และอันดับ 2 พูดยังไง อื ใช่มั้ย พูดยังไง มันมีทั้งเรื่องน้ำเสียง ทั้ง body language หรืออะไรพวกนั้นถูกมั้ยฮะ แต่ตัวคำที่ใช้ มันยังตามมาที่หลังเลย ซึ่งบางทีเราไม่ได้เตรียม อื ครับ
ถ้ามีคนที่ทุกวันนี้กำลังฝึกในการพรีเซน ฝึกในการที่จะขายงานต่างๆ อยู่ พี่เอกอยากจะให้คำแนะนำยังไงบ้างคะพี่ผิดไทย ซ้อมฮะ ซ้อมเยอะๆ แต่เอางี้ง่ายๆ แล้วกันนะฮะ ถ้าจะไปพรีเซนใครเนี่ย อันที่ 1 คือต้องต้องเข้าใจกับว่า ตกลงสิ่งที่เราจะไปบอกเค้าเนี่ย คือข้อมูล หรืออะไรที่เราไปบอกเค้า แล้วบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายคืออะไร บทบาทของเราคือให้ข้อมูลให้ดีที่สุด บทบาทเขาคือตัดสินใจ อันที่ 2 ที่สำคัญคือ ถ้าเขาไม่ได้ตัดสินใจ หรือพูดง่ายๆ คือเขาไม่เอาเนี่ย เรามีทางเลือกป่ะ อื เอ่อ 1 คือเตรียมไปก่อนว่าโอเค จะให้เขาตัดสินใจอะไรนะ 2 ก็คือแล้วเรามีทางเลือกป่ะ อื โอเคมั้ยครับ และ 3 ก็คือเราเตรียมอะไรในการตอบคำถาม คือวิธีตอบคำถามที่ดีที่สุด ถึงต้องเตรียมไปก่อน ค่ะ เตรียม Q&A ไปก่อน ว่ากันง่ายๆ ว่า เออเรื่องนี้ น่าจะเจอคำถามอะไร บางทีเนี่ย ไอ้ teamwork ของคนที่นำเสนอนี่ มันไม่ใช่แค่ว่า ตกลงใครจะ present อะไร แต่มันต้องเตรียมกันว่า เจอคำถามนี้ มันจะตอบยังไง เจอคำถามนั้น จะตอบยังไง เหมือนเหมือน presidential debate สม เงี้ยนะ ออ เออ สิ่งที่นายกก็ดี หรือประธานาธิบดีเวลาจะไปให้สัมภาษณ์เนี่ย เค้าต้องเตรียมอยู่แล้ว โดนคำถามนี้จะตอบยังไง ถอบยังไง เกงไว้ก่อน ใช่ฮะ แล้วแล้วถ้าเก่งข้อสอบถูก ก็ไม่ต้องรีบตอบด้วยนะ เพราะถ้ารีบเร็วไป เจะมีความรู้สึกเหมือนว่าอยู่เก่งมาแล้วไง คิดท่องมา เออเหมือนท่องมาไง เออ บางทีคนแบบถามยังไม่ทันจบ สวนแล้วอะไรเงี้ยฮะ อก็ฟังทวนแล้วค่อยตอบ มันเป็นศิลปะจริงๆ อือ จะเรียกงั้นก็ได้ครับ โอเคค่ะ
วันนี้โห บทสนทนาน่าสนใจมากนะคะ คิดว่าหลายคนฟังแล้วอาจจะเปลี่ยนมุมมอง หรือว่าเปลี่ยนวิธีในการที่จะเตรียมไปพรีเซน งานไม่ว่าจะเป็นแบบขายงาน หรือว่าขายกับหัวหน้า กับลูกค้า อะไรได้หมด น้อง เอกับลูกน้องก็ได้ด้วยเหมือนกัน ได้ทุกระดับเลยครับ ค่ะ โอเค ถ้าใครสนใจเพิ่มเติมก็ พี่เอกมีคอร์สจากทาง Skill ด้วย ก็จะได้ฝึก workshop ด้วย อย่างที่บอกว่าต้องซ้อมเยอะๆ ทำเยอะๆ ใช่มั้ยคะ ใช่ครับ ซ้อมในสถานการณ์ที่หลากหลายด้วย โอเค ยินดีครับ ค่ะ วันนี้ขอบคุณพี่เอกมากค่ะ ได้ครับ ขอบคุณครับ