Transcription
สวัสดีค่ะ คุยให้ชัดกับพรณิกา EP นี้นะคะ ชวนกันมาคุยเรื่องที่กำลังจะมาถึงสำหรับชาวกรุงเทพมหานคร คือแคมเปญเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนะคะ เกิดเรื่องน่าตื่นตกใจนะคะ น่าตระหนกอกสั่นขวัญแขวน ก็คือโจวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าของพรรคประชาชน ประกาศแคมเปญไร้ป้าย จะไม่ติดป้ายหาเสียงแม้แต่ป้ายเดียวบนเสาไฟฟ้าหรือตามท้องถนน คุณพระ สิ่งนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่ เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วที่จริงแล้ว การติดหรือไม่ติดป้ายมันส่งผลกับคะแนนเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหนอย่างไร วันนี้คุยให้ชัดกับพณิกา จะมาชวนคุยถึงการเมืองเบื้องหลังการติดป้ายหาเสียง และดูว่าถ้าไม่ติดป้ายหาเสียง พรรคการเมืองเขาจะหาเสียงกันยังไงค่ะ
เอาล่ะค่ะทุกคน ไม่ต้องตกใจนะคะ เอาให้ชัด คุยให้ชัดให้เคลียร์นะคะ ตอนที่โจวัฒน์นะคะ แคนดิเดตผู้ว่าของพรรคประชาชนนะคะ เขาประกาศว่าเขาจะไม่ติดป้ายโจชัยวัฒน์บนถนน แม้แต่ป้ายเดียว ฟังดูเป็นเรื่องที่แบบ ได้เหรอแก แล้วแกจะหาเสียงยังไง หรือว่าที่จริงแล้วแกยอมแพ้ชัดชาติไปแล้วหรือเปล่า จะชัดชาติชนะแน่ ก็เลยแบบขี้เกียจติดป้าย หรือว่าที่จริงแล้วอีพวกพรรคส้มมันไม่มีตังค์ อะไรเกิดขึ้นยังไงขึ้นนะคะ ที่จริงต้องเท้าความกลับไปตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ก่อนเลยนะคะ ช่อจะบอกว่าตั้งแต่สมัยที่เอ่อ พวกเราตั้งพรรคอนาคตใหม่เนี่ย แล้วเราก็ไปดูงานในต่างประเทศ ในแคนาดา ในยุโรป ในสหรัฐอเมริกานะคะ มากมายนะ หนึ่งในสิ่งที่เราเรียนรู้แล้วก็อยากจะทำ แต่มันทำไม่ได้ในประเทศไทย ก็คือการมีป้ายหาเสียงน้อยกว่านี้มากๆ เพราะอะไร อ๋อ เพราะว่าจนจ้า เป็นพรรคที่ยากจนนะคะ จริงๆ ถามว่าเรื่องลดขยะ เป็นเรื่องที่เราตระหนักมั้ย ตระหนักนะคะ แล้วก็เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาโดยตลอด เป็นหนึ่งในนโยบายมาโดยตลอดว่าต้องใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่ก่อขยะโดยไม่จำเป็นนะคะ แต่การมีป้ายหาเสียงเนี่ย มันไม่ได้แค่เรื่องก่อขยะเนาะ แต่มันคือเรื่องที่เราต้องใช้เงินมหาศาลไปกับการทำป้าย แล้วการใช้เงินจำนวนมากไปกับการทำป้าย แล้วอยู่ในกับดักว่าติดป้ายน้อย คนก็จะดูถูกเอาว่าเป็นพวกมวยลองบ่อน หรือว่าไม่แน่จริงไม่สู้จริง จะติดป้ายเยอะก็ไม่มีตังค์เนี่ย มันสุดท้ายแล้ว มันเป็นเรื่องใหญ่มากนะคะ ก็คือทำให้คนธรรมดาๆดา ที่ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง ไม่ได้เป็นตระกูลการเมือง หรือว่าไม่ได้ทำบ่อนออนไลน์ หรือมีตังค์มากมายมหาศาลเนี่ย มีเงินมาทำป้าย พอ มันไม่มีเงินทำป้ายปุ๊บเนี่ย ก็ทำให้โอกาสที่พวกเขาจะได้รับชัยชนะ แล้วเข้าสู่การเลือกตั้ง มันก็น้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญนะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ย ความฝันของเราตั้งแต่ตอนอนาคตใหม่ ที่อยากจะทำแคมเปญที่ป้ายน้อย ไม่มีป้าย มันก็ มันก็ทำไม่ได้ เพราะว่าถ้าติดป้ายน้อย คนก็จะบ่นว่าอะไร ไม่เห็นป้ายเลย ซึ่งจนถึงวันนี้ ทุกคนก็ยังบ่นอยู่ใช่มั้ยคะ ว่าพวกเราป้ายน้อย มันก็เลยต้อง ต้องพยายามบาลานซ์นะคะ ก็คือต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งไปกับการทำป้าย แม้ว่าจะน้อยกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ แต่ว่าก็ยังต้องมีป้ายอยู่นะคะ
แต่เมื่ออาจารย์โจวัฒน์นะคะ ประกาศแคมเปญไร้ป้ายเนี่ย โหมันเป็นแบบฝันที่เป็นจริงของพรรณิกา ว่าในที่สุด ก่อนตาย ฉันได้เห็นเว้ย แคมเปญที่อาจจะไม่ถึงกับ zero แบบไม่มีป้ายเลย แต่ว่าเขาจะไม่มีป้ายป้ายหาเสียงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ติดบนถนน ก็คือไอ้ป้ายที่เราคุ้นเคยกันเนี่ย ภาษาในวงการเขาเรียกป้ายกองโจรนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเรียกว่าป้ายกองโจร แต่ว่าเรียกว่าป้ายกองโจรนะคะ ก็คือเอ่อ ติดตามเสาไฟฟ้าแบบที่คนคุ้นเคยกันนั่นแหละนะคะ เขาจะไม่ทำเลยนะคะ แต่เขาจะทำอะไรนะคะ เขาจะ 1. มียังมีป้ายสกอยู่นะคะ ซึ่งทำไมโต๊ยังมีป้ายสกแน่นอน เพราะว่าผู้ว่าเนี่ย 1 คน 1 เบอร์ทั่วกรุงเทพฯ แล้วผู้ว่าก็ออกสื่ออยู่ฉำนะคะ ยังไงคนก็จำได้อยู่แล้ว ในขณะที่สก 50 คน 50 เขต เบอร์ไม่เหมือนกันนะคะ แล้วได้พื้นที่สื่อน้อยกว่ามากๆเลยนะคะ เพราะว่าทุกคนเขาก็โฟกัสผู้ว่าใช่มั้ ไม่แทบจะไม่มีใครทำข่าวการหาเสียง หรือนโยบายของสกในแต่ละเขต แล้วคนกรุงเทพฯก็อาจจะสับสนว่าสกกับสส. เนี่ย มันแบ่งเขตแบบเดียวกันหรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่ นะคะ สส.เนี่ยแบ่งกรุงเทพฯมีสส. 33 คนนะคะ หมายความว่าอ่า อย่างเขตช่ออย่างเงี้ย ช่ออยู่บางพลัด สส.เนี่ย จะว่าเป็นเขตบางพลัด บางกอกน้อยรวมกันเป็นสส. 1 คน แต่ถ้าสก บางกองน้อยก็จะมีสก 1 คน บางพัก็จะมีสก 1 คนนะคะ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเรื่องที่สับสนพอสมควร สกไม่มีทั้งพื้นที่สื่อ แล้วก็มีความหลากหลาย 50 คน 50 เบอร์ 50 เขตเนี่ย จึงยังจำเป็นต้องใช้ป้ายหาเสียงในการเข้าถึงประชาชน และทำให้คนจดจำได้อยู่นะคะ แต่ว่าการตัดสินใจของอาจารย์โจก็คือ ผู้ว่าไม่ทำป้ายติดตามเสาไฟฟ้า เพื่อลดการใช้ทรัพยากรนะคะ ไม่เกิดขยะโดยใช่เหตุนะคะ แล้วก็ไม่เกะกะขวางทางประชาชน ซึ่งอันเนี้ยมันสำคัญมาก เพราะว่าอะไร ทุกวันเฝนตกทุกวัน ทุกคนมันเป็นหน้าฝนนะคะ ยิ่งเข้าใกล้การเลือกตั้ง ก็ยิ่งเข้าสู่ช่วงกลางของหน้าฝน มีทั้งพายุอะไรนะคะ ซึ่งป้ายพวกเนี้ย ก็ยิ่งอันตราย เสี่ยงที่จะหล่นลงมา ล้มลงมาทับรถ ทับมอเตอร์ไซค์ ทับคนนะคะ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเนาะ หรือบทบางวิสัยทัศน์ ซึ่งโดยปกติเวลาฝนตกเนี่ย มันก็วิสัยทัศน์แย่อยู่แล้วนะคะ มันก็จะยิ่งบทบางวิสัยทัศน์เข้าไปใหญ่ ก็ถือว่าแคมเปญของอาจารย์โจในรอบนี้เนี่ย มาแบบถูกที่ถูกเวลามากๆนะคะ เอ่อ ทำให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ น่าจะใช้ชีวิตบนถนนได้ง่ายขึ้น สบกับแคมเปญกรุงเทพฯง่ายๆของเขาค่ะ
แล้วเขาจะใช้วิธีการหาเสียงแบบไหน อันนี้จากที่เขาบอกมานะคะ ก็คือเขาจะใช้การเดินพื้นที่มากขึ้น เพราะว่าเขามีสกครบ 50 เขตนะคะ ก็ผู้ว่าก็ไปกับสกนะคะ แผ่นทับใบปลิวยังแจกอยู่ทุกคนไม่ต้องตกใจนะคะ ไม่ใช่ว่าเขาเลิกทำสื่อหาเสียงนะคะ เขาจะยังทำสื่อหาเสียงอยู่นะคะ แล้วก็เขาจะทำไวนิ้วติดตาม เขาใช้คำว่าศูนย์กลางชุมชนนะคะ ซึ่งถ้าเป็นพื้นที่ต่างจังหวัด สวรรค์ก็จะเป็นแนวแบบศาลานะคะ เอ่อ หรือว่าจะเป็น รพสต. ศูนย์เล็กๆหน้า อบต. อะไรแบบเนี้ยนะคะ แต่ถ้ากรุงเทพฯเนี่ย ช่อคิดว่าคงจะเป็นตามตลาด หรือว่าพื้นที่ที่มันเป็นคนที่ที่คนมารวมกันเยอะๆ ตลาดนกตลาดนัดที่เป็นแบบส่วนกลาง คนมาใช้จ่ายนะคะ ซึ่งก็โอเค เพราะว่าการติดไวนิ้วตามตลาด มันก็ได้ผลเหมือนกันในแง่คนมองเห็น แต่ว่ามันไม่ได้เกะกะขวางทางใช่ มั้คะ เพราะว่ามันก็เหมือนกับแม่ค้าก็มี ไวนิ้วบางดวงบางแดด หรือติดตามแผงต่างๆนะคะ แล้วก็เขาจะเขาจะมีบิลบอร์ดอีก อย่าลืมว่าตอนเขาเปิดแคมเปญน่ะ เขาก็มีบิลบอร์ดนะ คะ ซึ่งช่อเชื่อว่าเขาก็คงจะใช้บิลบอร์ด ซึ่งบิลบอร์ดเนี่ย มันไม่ได้เกะกะขวางทางเนาะ เพราะว่าป้ายมันติดอยู่แบบนั้นอยู่แล้ว เขาคำนวณมาดีแล้วว่าไม่ได้เกิดการบดบังวิสัยทัศน์อะไรนะคะ มันอาจจะราคาแพงกว่าแน่ๆแหละ แต่ว่าในเรื่องของ คือถ้าคุณหารออกมาว่าจำนวนการมองเห็น อัตราการเข้าถึงคนเนี่ย มันก็เลยกลายเป็นของที่ราคาไม่แพงนัก แล้วเขาก็ใช้ในช่วงเวลาจำกัดมากๆ อย่างครั้งที่แล้วเขาก็ขึ้นอยู่สัก 2-3 วันมย พอเป็นข่าว นะคะ แล้วก็สุดท้ายก็ก็จบไปเป็นแคมเปญแบบแฟลชเซลล์ระยะสั้นนะคะ
อ่ะ กลับมาที่เรื่องสกอีกครั้ง แม้ว่าจะยังมีป้ายสกตามถนนอยู่ แต่เขาจะลดจำนวนป้ายสกลงด้วยนะ เอาใหม่นะ 1. ก็คือผู้ว่าไม่มีป้ายเลยนะคะ เอ่อ ยกเว้นมีแบบไวนิ้วตามตลาดนะคะ หรือว่าเขาอาจจะมีบิลบอร์ดนะคะ แล้วก็แผ่นพับใบปลิวต่างๆ ส่วนสก.เนี่ย จะยังมีป้ายตั้งบนถนน แต่จะลดจำนวนป้ายลงเหลือเพียงไม่เกิน 1-2 เท่า จากที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 5 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งนะคะ ซึ่งมันก็จะทำให้เราเห็นป้ายบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วก็ที่เท่มาก ชื่นชมมาก ก็คือตอนนี้มีผู้สมัครสกพรรคส้ม 2 เขตเป็นอย่างน้อย เท่าที่ฉันรู้นะ ถ้ามีเพิ่มก็มาคอมเมนต์ใต้คลิปนี้ได้นะคะ คือลาดพร้าวนะคะ เขตลาดพร้าวกับเขตราชเทวี ที่เขาประกาศแคมเปญไร้ป้ายได้ตามแคนดิเดตผู้ว่าเรียบร้อยแล้วนะคะ ก็เข้าใจได้เนาะ เพราะว่าลาดพร้าวกับราชเทวีเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ค่อนข้างมีการจราจรอ่อนแอ อัดหนาแน่นนะคะ ประชาชนก็คงจะรู้สึกดีกว่าที่จะไม่มีป้ายในการเกะกะขวางทางการสัญจรไปมาบนถนนของพวกเขา โดยเฉพาะในหน้าฝนนะคะ เดี๋ยวลองติดตามดูว่าเขตอื่นๆเนี่ย จะมีการประกาศแคมเปญไร้ป้ายตามแคนดิเดตผู้ว่าหรือเปล่า แต่ถ้าพื้นที่ที่เขาจำเป็นต้องมีป้าย อันนี้บอกเลยนะว่ามันก็ยังต้องมีอยู่ โดยเฉพาะเขตกรุงเทพฯ ชานเมืองรอบนอกนะค่ะ ซึ่งประชาชนยังรู้สึกว่าต้องการป้ายอยู่
ทีนี้เราก็มาเข้าเรื่องว่า ไอ้ความรู้สึกว่าประชาชนยังต้องการป้ายอยู่ มันคืออะไร จะบอกว่าเฮ้ย คนกรุงเทพฯ เข้าถึงโซเชียลมีเดียมากกว่าคนต่างจังหวัดหรอ ซึ่งไม่จริงนะคะทุกคน คนไทยทั้งประเทศเป็นคนที่เข้าถึงโซเชียลมีเดียเยอะและแคทีฟมาก ติดอันดับท็อปไของโลกนะ คะ เป็นคนที่อยู่กับโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ในต่างจังหวัดเนี่ย เค้าก็ใช้โซเชียลมีเดียกันนะคะ เดี๋ยวนี้คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายที่อยู่ต่างจังหวัด หรือว่าแม้แต่ยายดิฉันเอง อะไรอย่างเงี้ย ก็มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถเปิดดู TikTok เปิดดู YouTube ได้ แล้วก็แบบยายก็ยังดู YouTube อยู่ทุกวีทุกวันนะคะ เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าเ้ย กรุงเทพฯ ทำแคมเปญอะไรป้ายได้ เพราะว่าคนเข้าถึงโซเชียลมีเดียมากกว่า เป็นคนเมือง เป็นคนมีการศึกษา ไม่จริงนะคะ เหตุผลที่ช่อเชื่อว่าทำไมพรรคประชาชนเขากล้าทำแคมเปญ เอ่อ ไร้ป้ายนะคะ ไม่ติดป้ายตามสอไฟฟ้ากับกรุงเทพฯ เป็นที่แรกเนี่ย มันเป็นเพราะว่าในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยอ่ะ มันมีความเชื่อเชิงจิตวิทยาการเมืองเรื่องการติดป้ายอยู่ นั่นก็คือใครติดป้ายน้อย แปลว่าไม่ชนะแน่ๆ ไม่ลงทุน เอ่อ หรือว่าเป็นพวกแบบตัวสำรอง หรือถูกส่งมาด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง คือมันไม่ชนะหรอก เพราะมันไม่ชนะหรอก มันก็เลยไม่ติดป้าย มันไม่ลงทุนนะคะ ความรู้สึกแบบเนี้ย ในกรุงเทพฯน้อย คือคนกรุงเทพฯมีความรู้สึกรำคาญป้ายมากกว่า อาจจะเพราะว่าถนนแคบ การจราจรคับคั่ง ของคนมันเป็นคนเมืองที่กระจุกตัวเนาะ แออัดนะคะ ในขณะที่ต่างจังหวัดเนี่ย ความรำคาญป้ายจะน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะว่าถนนกว้างกว่า คนน้อยกว่านะคะ แล้วก็ป้ายเนี่ย มันมักจะติดอยู่ตามที่โล่งๆ อยู่แล้วนะคะ มันไม่ได้เกะกะอะไรพวกเขามากนัก เค้าก็เลยมีความรู้สึกว่า ถ้าผู้สมัครคนไหนป้ายเยอะเนี่ย อันนี้ตัวเต็ง ถ้าผู้สมัครคนไหนลงทุนในการติดป้าย แปลว่าอันนี้แบบน่าจะเป็นแบบที่ 1 ที่ 2 อ่ะ เออ คู่ขี้ ซึ่งมันส่งผลทางจิตวิทยากับความรู้สึกว่า คือเราเราก็อยากเลือกคนที่ชนะบอกป่ะ เออ มันก็อาจจะมีบางคนที่มุ่งมั่นมากว่าฉันชอบคนนี้ ฉันจะเลือกคนนี้ แต่ว่าคนจำนวนมากเนี่ย ก็รู้สึกว่าก็ดูสิว่าคนไหนเป็นตัวเต็งบ้าง แล้วค่อยตัดสินใจอีกที อ่า แล้วก็อาจจะมีคน 2 คนที่ติดป้ายเยอะๆ แล้วก็ค่อยดูว่าเลือกคนไหนดีระหว่าง 2 คน 3 คนนี้ ที่ติดป้ายเยอะอะไรอย่างเงี้ยนะคะ เพราะฉะนั้นมันก็เลยทำให้ผู้สมัครทั่วประเทศ ไทยเนี่ยติดกลับกับเรื่องนี้แหละ คือสงครามติดป้ายนะคะ คือต้องแย่งกันติด ต้องแย่งสัไฟฟ้า ต้องจองพื้นที่นะคะ ว่าใครจะได้ติดพื้นที่ Prime โลช คนผ่านเยอะ เป็นสี่แยกคอตคินะคะ ก็จะเห็นว่าติดกันแบบเยอะมาก แล้วมันก็ทำให้เกิดขยะมากมาย
เอาล่ะ เวลาพูดว่าเกิดขยะมากมายเนี่ย ก็จะมีคนชอบพูดว่าไม่จริง เกิดขยะได้ไง ป้ายหาเสียงอ่ะ เขาก็ไปทำอย่างอื่นกันหมด ทำฝาบ้านคน เอามาเย็บทำกระเป๋าปลาๆนะคะ ก็จะต้องบอกว่าจริง มีคนเอาไป reuse recycle เยอะจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และคำว่าป้ายเนี่ย มันไม่ใช่แค่ตัวป้ายไวนิล หรือว่าเดี๋ยวนี้เขาใช้ PP บอร์ดกันบ้างนะคะ แต่มันยังรวมถึงโครงลงไม้ ทุกคนก็บอกว่าสุดท้ายมันหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกค่ะ ที่มันจะกลายเป็นขยะนะคะ มันไม่ได้ถูกเก็บไปรuse หรือ recycle ทั้งหมดอย่างแน่นอนนะคะ แล้วอย่าลืมว่าจุดสำคัญที่พวกเราแอสพรรคอนาคตใหม่นะคะ ไม่ต้องการทำป้ายเยอะอ่ะ มันย้อนกลับมาที่จุดตั้งต้น ก็คือต้นทุนในการหาเสียง คุณลองคิดดูนะ ถ้าคุณเป็นตระกูลการเมือง หรือถ้าคุณใช้เงินเทามาหาเสียงอ่ะ คุณไม่ต้องคำนึง คุณทำป้ายเท่าไหร่ก็ได้ 3-400 บาท อีพวกพรรคส้มจนๆ แค่นี้ยังบ่นแพง แพงสิคะ เพราะว่าหาเสียงครั้งนึงไม่ได้ทำ 2 ป้ายนะคะ หาเสียงครั้งนึงใช้ป้ายเป็นหมื่น เป็นแสนป้าย แล้วคุณลองคิดคำนวณดูนะคะ ในฐานะทำพรรคการเมือง และอยู่ในฝ่ายสื่อสารมาก่อนนะคะ ค่าใช้จ่ายในการทำป้ายติดตามเสาไฟฟ้าที่ทุกคนไม่ชอบกันนี่แหละ มันคือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของการเลือกตั้ง ใช่ป่ะ พอคำนวณกับผู้สมัครแต่ละคนแล้ว มากับของพรรคด้วยเนี่ย มันมหาศาลมากนะคะ แม้ว่าจะมีกฎหมายกำหนด สส.จะติดป้ายได้ไม่เกิน 2 เท่าของหน่วยเลือกตั้ง พรรคการเมืองซึ่งแยกกับ สส.ติดป้ายได้แค่ 1 เท่าของหน่วยเลือกตั้ง รวมกันแล้วก็คือ 3 เท่าของหน่วยเลือกตั้ง แต่คุณคิดดูนะว่าในความเป็นจริงอ่ะ ใครนับ อันนี้จากประสบการณ์ตรงเลยนะคะ ผู้สมัครของเราจำนวนมากเนี่ย เคยไปร้องว่า เอ่อ พรรคคู่แข่งเนี่ย ติดป้ายเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด แต่ กกต.ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันเกิน เพราะอะไร เฮ้ย ป้ายมันก็ต้องนับได้สิว่าเกินหรือไม่เกิน คุณรู้มั้เคใช้วิธีไหน เใช้วิธีแก้ตัวว่าไม่ ได้เกิน เขาแค่ย้ายป้ายจากตรงเไปติดอีกอีกที่นึง >> นับไปนับมาเลยบอกว่าเกิน ทุกคนคะ ในความเป็นจริงเนี่ย ในโลกของการหาเสียง มันจะมีผู้สมัครที่ไหนคะ ที่ติดป้ายแล้วย้ายไปย้ายมาทุกวัน มันไม่มีถูกมั้คะ ใครมันจะมีเวลาไปทำเรื่องแบบนั้น แล้วจะย้ายทำไม แต่เนื่องจากว่าพอมีข้อแก้ตัวแบบนี้แล้ว กกต.ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันไม่ได้เป็นการย้ายป้าย มันเป็นการติดป้ายเกิน เรื่องก็จบลงนะคะ เพราะฉะนั้นกฎหมายมันก็เลยไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง เช่นเดียวกับว่ามีกฎหมายรองรับนะคะ มีมีระเบียบเลือกตั้งรองรับว่าห้ามติดป้ายเลือกตั้งบทบางวิสัยทัศน์ แต่ในความเป็นจริง คำว่าบทบางวิสัยทัศน์ก็คืออยู่ที่ว่าคุณจะเอาผิดเขาได้จริงมากน้อยแค่ไหนนะคะ สุดท้ายแล้วเนี่ย ก็แค่ป้ายที่โดนประชาชนบ่นมากๆ เท่านั้นแหละ ที่จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนะ คะ แต่สุดท้ายแล้วอ่ะ ถึงแม้ว่าจะมีระเบียบเปียบห้ามติดป้ายบทวังวิสัยทัศน์ มันก็เป็นกฎหมายที่ไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจังเช่นเดียวกันนะคะ เพราะฉะนั้นนี่แหละ พอเราเห็นแคมเปญที่บอกว่าไม่มีป้าย ไร้ป้ายเนี่ย มันจึงเป็นสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ เป็นปดิตกรรมใหม่ เป็นนวัตกรรมใหม่ทางการเมืองที่ชื่นใจ ที่ชื่นใจทั้ง 2 ทาง ทั้งเรื่องของการลดการใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตน้ำมัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขาดแคลนนะคะ และก็ยังเป็นเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลให้พรรคที่ใช้เงินจากการระดมทุนของประชาชน หรือผู้สมัครที่มีเงินน้อย เนี่ย มีความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น
ทีนี้เรามาดูกันว่า แล้วถ้าไม่ใช้ป้ายเนี่ย ใช้อะไร การหาเสียงเนี่ย มันไม่ใช่แค่ให้คนจำเบอร์ของผู้สมัครได้ใช่อันนั้นก็สำคัญ แต่เราก็มีแผ่นพับใบปลิว มีบัตรย้ำเบอร์นะคะ ซึ่งหรือรวมถึงโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็ทำให้ประชาชนเนี่ย จำเบอร์ได้เหมือนกันนะคะ แต่นอกจากการให้จำเบอร์เนี่ย มันยังรวมถึงการขายไอเดีย ภาพใหญ่ ขาย concept ขายการจดจำแบรนด์นะคะ แล้วก็ที่สำคัญที่สุดก็คือ เราใช้คำว่าขายโครงการทางการเมือง political project นะ อย่างเช่นอันนี้เป็นเสื้อตั้งแต่สมัยเลือกตั้ง 66 นะคะ ไม่มีโลโก้พรรค ไม่มีชื่อพรรค แต่มันขาย concept ของการหาเสียงในครั้งนั้น คือไม่ได้เปลี่ยนรัฐบาล แต่เราต้องการเปลี่ยนประเทศนะ มีน้องไข่ต้มที่เป็นมาสคอตของพรรคก้าวไกล แล้วก็เป็นมาสคอตของพรรคประชาชนด้วยนะคะ อยู่ตรงมุมเนี่ย คือการหาเสียงมย คือการหาเสียงนะคะ แต่มันคือการขายไอเดีย ขายคอนเซปต์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่บนป้ายเลยนะคะ มันสามารถอยู่บนผลิตภัณฑ์อะไรก็ได้ ที่เขาเรียกว่ามี visibility คือคนเห็นเยอะ เช่นหมวก เสื้อ ร่มนะคะ หรือแม้แต่แก้วน้ำ เดินไปเดินมาในออฟฟิศ แบบเพื่อนในออฟฟิศก็เห็นอะไรอย่างเงี้ยนะคะ ส่วนเรื่องเบอร์เนี่ย เดี๋ยวเขาก็ไปดูหน้าบอร์ด หรือว่าดูป้ายที่แบบติดแถวๆบ้านเอา ก็จะสามารถจดจำได้เองนะคะ
ช่ออยากจะชวนไปดูว่าตัวอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเนี่ย คือเวลาเราพูดว่าไร้ป้ายเนี่ย มันดูเป็นไปไม่ได้ในประเทศไทย แต่ว่าคนอาจจะไม่ตระหนักนะคะว่าแคมเปญหาเสียงในต่างประเทศเนี่ย ป้ายมีอิทธิพลน้อยนะคะ คือจริงๆแตกต่างกันในหลายๆประเทศ ช่อหยิบตัวอย่างมาให้ดูสัก 3-4 ประเทศแล้วกันนะคะ ประเทศที่คนชอบพูดถึงเวลามีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องป้ายหาเสียงจำเป็นหรือไม่เนี่ย คือประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มี เอ่อ กติกาการเลือกตั้งเข้มงวดที่สุด แบบประเทศหนึ่งในโลกเลยนะคะ Period การหาเสียงของเสั้นมาก 12 หรือ 17 วันเท่านั้น Oh my god แต่ก็ดีค่ะ ประหยัดเงินนะคะ อันนี้มันดีมากๆ ทำให้พรรคเล็กพรรคน้อยมีโอกาส คนเล็กคนน้อยมีโอกาสมากขึ้น เพราะว่าถ้ามันมี 12-17 วันเท่ากันน่ะ มันก็ใช้เงินน้อยโดยปริยายใช่มั้คะ แล้วนอกจากใช้เงินน้อย เวลาสั้นแล้วเนี่ย เค้าบังคับเลยนะคะว่าป้ายหาเสียงเนี่ย ต้องมีขนาดเล็กมาก เดี๋ยวนะ จดไว้ 30 * 42 ซม. 30 * 42 ซม. ก็คือเนี่ย ใหญ่กว่า A4 นิดเดียวอ่ะ เป็นป้ายแบบเท่าตัวฉันน่ะเนี่ย เล็กๆอย่างเงี้ยนะคะ แล้วห้ามติดมั่วซั่ว เค้าจะมีบอร์ดนะคะ ตั้งเป็นแบบเป็นบอร์ดที่ติดตั้งขึ้นมาสำหรับการติดป้ายหาเสียงโดยเฉพาะ หน่วยงานราชการจะทำให้นะคะ แล้วผู้สมัครเนี่ย ก็จะได้สลอตนะคะ ว่าตัวเองต้องไปติดที่ส่วนไหนของบอร์ดนั้น แล้วก็ป้ายคือ 30x 42 ซม. เท่านั้น แล้วประชาชนก็จะได้ไปเดิน เดินไปดูเองนะคะ ว่าป้ายของคุณเนี่ย เอ่อ อยู่ตรงนี้ ข้อมูลอะไร เป็นแบบนี้นะคะ นี่ก็คือประเทศญี่ปุ่น แต่นอกจากป้ายเขาใช้อะไรหาเสียง นางใช้รถแห่นะจ๊ะ ชาวญี่ปุ่นใช้รถแห่หาเสียงแบบประเทศไทย ไม่รู้ว่าใครเรียนแบบใคร หรือมันเป็นเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นนะ คะ แต่ว่ารูปแบบรถแห่หาเสียงเหมือนเราเป๊ะนะคะ ก็เป็นแบบเป็น truck อ่ะ เป็นรถปิปอัพ รถบรรทุกเล็กอะไรแบบเนี้ยนะคะ แล้วก็ติดลำโพงใหญ่ๆ แล้วก็มีป้าย 2 ข้างนะคะ แล้วก็มีผู้สมัครเนี่ย ยืนอยู่พูดพูด เอ่อ พูดจาปราศรัย พบเจอกับประชาชนนะคะ เขาก็ใช้ อันนั้นเนี่ย เป็นเครื่องมือหลักในการหาเสียงเลือกตั้ง แล้วญี่ปุ่นเนี่ย เขาก็จะมีเวทีปราศรัยแบบตามจุดต่างๆนะคะ ที่จะเห็นได้ว่า เอ่อ จะเป็นลักษณะที่คนไทยนะคะ รวมไปถึงพรรคประชาชนเองอ่ะ ใช้เยอะ ก็คือไปตั้งเก้าอี้เตี้ย 1 ตัว แล้วก็ยืนปลาใสเลย แล้วก็มีคนมามุงล้อมรอบนะคะ ก็จะใช้เยอะเหมือนกัน นี่ก็คือประเทศญี่ปุ่นนะคะ
เอ่อ ประเทศที่อันอีกหนึ่งตัวอย่างนะคะ ที่น่าสนใจมาก และตรงข้ามกับญี่ปุ่นคือไต้หวัน ทั้งที่ดูเป็นแบบ 2 ประเทศที่คล้ายกันมากนะคะ แต่สไตล์การหาเสียงเลือกตั้งแตกต่างกันมาก คือไต้หวันเนี่ยนางขึ้นชื่อเรื่องเล่นใหญ่ จัดใหญ่ไฟกระพริบนะคะ ในทุกๆแคมเปญเลือกตั้ง คือเขาเป็นประเทศประชาธิปไตยที่แบบตื่นตัวมากใช่มั้ย เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งไต้หวันก็คือเวอร์วัง ดรามาติก ป้ายใหญ่อลังการมหาศาลเยอะแยะ ลูกเล่นเยอะมากนะคะ มีทั้งการใช้บิลบอร์ด มีทั้งการติดป้ายตั้งตามถนนแบบฟิประเทศไทย แต่ใหญ่มากนะคะ แล้วก็รูป เอ่อ รูปภาพที่ใช้เนี่ย ก็จะมักจะแบบอะไรแบบ หรือว่าใช้การ์ตูน ใช้มังงะอะไรใดๆนะคะ ก็จะเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่คนชอบเอามาดูแบบศึกษาเป็นตัวอย่าง ว่าแคมเปญที่มันครีเอทีฟสร้างสรรค์มากๆเนี่ย ทำอะไรได้บ้าง เพราะว่าชาวไต้หวันจะจัดเต็ม ทำทุกอย่างนะคะ แต่ล่าสุดค่ะ เนื่องจากว่าประชาชนก็เริ่มเห็นว่าป้ายแกเนี่ย มันชักจะเล่นใหญ่เกินไป และเกะกะ และเป็นอันตรายนะคะ ซึ่งไต้หวันเเป็นหนึ่งในประเทศที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนมากที่สุดในโลกนะคะ เค้าก็เลยออกกฎหมายใหม่นะจ๊ะ นั่นก็คือเค้าเรียกว่าชอบๆคำนี้มาก เค้าบอกว่าต้องไม่มี Visual pollution ป้ายหาเสียง ถ้ามี visual pollution แปลเป็นภาษาไทยว่ามลภาวะทางสายตา คือติดป้ายเกะกะนะคะ โดยเฉพาะ เอ่อ มีความกระทบกับความปลอดภัยบนท้องถนนนะคะ หรือว่าเป็นป้ายที่มันแบบว่าใหญ่เกินไป บทบางทัศนียภาพอันสวยงามของเมืองเนี่ย ห้ามนะคะ แต่ก็ยังเหลือรูเอาไว้นะคะ คือกฎหมายเนี้ย จะใช้เฉพาะช่วงหาเสียงอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้นๆก่อนถึงวันเลือกตั้ง แต่เขาเรียกว่าพีพีแคมเปญ คือมันจะมีช่วงก่อนช่วงเวลาหาเสียงอย่างเป็นทางการ นานหลายเดือน ซึ่งช่วงเวลานั้นเนี่ย ก็ติดป้ายกันฉ่ำเหมือนเดิมนะคะ แต่ว่า เอ่อ ในช่วงช่วงสั้นๆก่อนถึงวันเลือกตั้งเนี่ย ก็จะมีการออกกฎหมายที่ เอ่อ เข้มงวดนะคะ ในการไม่ให้เกิด Visual pollution นะคะ มลภาวะทางสายตา แล้วก็ไม่ให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้สัญจรไปมาบนท้องถนนนะคะ นี่ก็เป็นพัฒนาการล่าสุดของไต้หวันนะคะ ประเทศแห่งการติดป้ายหาเสียงนะคะ
ทีนี้มีอีก 2-3 ตัวอย่างในยุโรปนะคะ ยุโรปเนี่ย ถ้าจะมีประเทศไหนที่คล้ายกับญี่ปุ่นมากก็คือฝรั่งเศสนะคะ ฝรั่งเศสเข้มงวดมากนะคะ ห้ามติดแบบใช้บิลบอร์ด หรืออะไรที่เป็นคอมเมอร์เชียลอ่ะ ที่เป็นเหมือนกับโฆษณาโฆษณาแบบเอกชนเนี่ย ห้ามหมดเลยนะคะ บิวบอร์ดใหญ่ๆไม่สามารถติดได้ เขาจะไปติดบอร์ดตามทาวน์ฮอลล์นะ คะ คือศาลากลางการเมืองแบบตำบลอำเภอของเขานะคะ แล้วก็ให้ผู้สมัครอ่ะ ไปติดป้ายเล็กบนบอร์ดอันนั้น ก็คือเหมือนกับญี่ปุ่นเลยนะคะ แล้วก็แคมเปญก็จะเป็นไปแบบค่อนข้างเรียบง่ายมากๆนะคะ ฝรั่งเศสนะคะ ส่วนอังกฤษ อังกฤษอันนี้ก็เข้มงวดเหมือนกัน อังกฤษก็จะเป็นลักษณะที่ว่า ติดในพื้นที่เอกชนที่เขาให้เช่าพื้นที่ติดเท่านั้นนะคะ ถ้าจะติดป้ายใหญ่ป้ายแบบแบบป้ายแบบบ้านเรานะคะ ป้ายตั้งใหญ่ๆเนี่ย ต้องขออนุญาตจาก City Council ก็คือแบบเทศบาลเมืองนะคะ ซึ่งมักจะไม่ได้รับอนุญาต มักจะไม่ได้รับอนุญาต เพราะว่าเกะกะขวางทาง เป็นแบบว่ามลภาวะทางสายตาอะไรแบบนี้นะคะ เพราะฉะนั้นหน้าตาของอังกฤษเนี่ย ก็จะคล้ายๆกับการเลือกตั้งฝรั่งเศสก็คือ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ห้าม แต่ว่าโดยทั่วสภาพทั่วไปแล้วก็คือ เอ่อ คุณจะเห็นป้ายหาเสียงเล็กๆ แต่เหมือนที่อังกฤษเนี่ย คุณต้องไปเช่าพื้นที่เอกชนนะคะ ส่วนฝรั่งเศสเนี่ย คุณไปติดได้เลย หน่วยงานราชการเขาจะเตรียมบอร์ดไว้ให้คุณในพื้นที่ที่จัดไว้ให้นะคะ ประเทศที่ใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในยุโรปคือเยอรมัน เยอรมันเนี่ย คุณจะเห็นป้ายตามสไฟฟ้า ช่อเคยไป เอ่อ เยอรมันอยู่ช่วงนะคะ ในช่วงที่มีการเลือกตั้งก็เห็นป้ายค่อนข้างเยอะ แต่แน่นอนน้อยกว่าประเทศไทยหลายสิบเท่าค่ะ แต่ว่าก็จะเห็นได้ปรับปรายตามพื้นที่ต่างๆนะคะ เขาจะมีโซนที่ห้าม เช่น เอ่อ โซนที่เป็นฮิสทอริก นะคะ เป็นพื้นที่ที่เป็น เอ่อ พื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์นะคะ พื้นที่ที่เขาต้องการความสวยงาม เป็นเป็นระเบียบเนี่ย ก็จะห้ามติดป้ายหาเสียง แต่ว่าสภาพรวมโดยทั่วไปก็จะติดได้ แต่ว่ามันจะไม่ได้มีลักษณะการแข่งขันกันแบบติดคุกเสาไฟฟ้า แบบแบบประเทศไทยนะคะ แต่ว่าเยอรมันเนี่ย ใกล้เคียงบรรยากาศใกล้เคียงกับเรามากที่สุดแล้ว เราจะเห็นป้ายไซส์แบบไซส์ใหญ่ใหๆ่ ที่เราเห็นนะคะ ติดตาม เอ่อ เสาไฟตามแบบว่า พื้นพื้นถนเอ้ยท้องถนนต่างๆนะคะ แต่ทั้งหมดทั้งปวงที่ว่ามานี้เนี่ย ป้ายมีอิทธิพลน้อยมากนะคะ คือติดหรือไม่ติด อนุญาตให้ติดแค่ไหนก็อีกเรื่องนึง แต่โดยส่วนใหญ่ พื้นที่การหาเสียงนะคะ มันเกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย ทุกคนคนที่เริ่มยุคการหาเสียงโดยโซเชียลมีเดียเนี่ย อืม ถ้าจะเอาแบบจากความทรงจำนะ คิดว่าน่าจะเป็น Barack Obama จำได้มั้ยุคนนั้นโอาม่าใช้ เอ่อ BlackBerry คนยังจำ BlackBerry ได้อยู่หรือเปล่า แล้วก็ใช้ X นะคะ หรือสมัยนั้นเรียกว่า Twitter เป็นบุคคลที่ Active Twitter แล้วก็เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกามากๆ คือใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักนะคะ แล้วอันเนี้ย ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการหาเสียงโดยใช้สโลแกนนะคะ ใช้ภาพใหญ่ ไอเดียใหญ่ Obama เนี่ย ก็จะจำได้ว่า change ใช่ไหมคะ เป็นคน ที่ใช้คำว่า change we can believe in ต่อมาก็เป็นยุคสมัยอย่าง Trump ใช้คำว่า Make America great again นะ slogan เนี่ยถูกใช้เป็นการสร้างการจดจำ แล้วก็เป็นการหาเสียงนะคะ ซึ่งใช้ทั้งในโซเชียลมีเดีย ในสินค้าแบบ merchandise ต่างๆ แบบหมวกมากใช่มั้ ที่ทำชอบชอบใส่เสมอนะคะ make America Great Agate ก็เป็น signature ของเขาค่ะ การใช้โซเชียลมีเดียเนี่ย มันเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของแคมเปญหาเสียงจริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะว่ามันถูกลงสำหรับผู้สมัครเบี้ยน้อยหอยน้อย แต่ว่าในแคมเปญระดับชาติเขาก็ฟาดกันและใช้งบมหาศาลมากในโซเชียลมีแคมเปญนะคะ แบบยิ่งใหญ่อลังการ อย่างทรัมป์เนี่ย ใช้เงินมหาศาลมากในการลงทุนทำโปรดักชั่นใหญ่ๆสำหรับทำคลิปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียนะ แต่ในภาพรวมเนี่ย ยังไงมันก็เป็นสิ่งที่คุณเลือกได้ไงว่าคุณจะใช้เงินเท่าไหร่ในการทำโซเชียลมีเดีย ในขณะที่ป้ายเนี่ย มันบังคับว่าป้ายเยอะ มันก็คือเงินมหาศาลใช่มั้คะ
เอ่อ สำหรับการเลือกตั้งในปัจจุบันเนี่ย ช่อคิดว่าสิ่งที่เราต้องกลับมาคุยกันจริงๆเนี่ย มันมีหลายอย่างเนาะ ในประเทศไทยอ่ะ กลับเรากลับมาที่ประเทศไทย ในประเทศไทยเนี่ย แม้ว่าเราจะอยากทำแคมเปญไร้ป้ายมากแค่ไหน แต่มีข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ที่ชอบพูดไปแล้ว เรื่องทัศนคติประชาชนว่าถ้าป้ายน้อย มันดูเป็นคนแพ้ มันดูไม่น่าเลือกนะคะ แต่มันยังมีเรื่องกฎหมายอยู่ด้วยนะคะ เรื่องทางกฎหมายที่ว่า อันนี้คืออะไร คือระบบการเลือกตั้งนะคะ การเลือกตั้งกรุงเทพฯเนี่ย ยังถือว่าซับซ้อนน้อยเนาะ ผู้ว่าก็คือ 1 เบอร์ ทั้งจังหวัดไม่ยาก อันนี้ใครๆก็จำได้ใช่ มั้คะ สกก็คือ 1 คน 1 เขต เขตใครเขตมันก็เลือกอีกเบอร์นึง สรุปก็คือจำไป 2 เบอร์ ก็คือเบอร์ผู้ว่ากับเบอร์สก จริงๆผู้ว่าก็แบบไม่ต้องจำเบอร์ก็ได้ เพราะว่ามันจะมีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้งด้วยนะคะ แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งระดับเทศบาล อบต. นี่คือมหากราบสุดๆ เพราะว่าอะไร การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในต่างจังหวัดเนี่ยนะคะ คุณต้องจำเบอร์ผู้สมัครนายก 1 เบอร์ และคุณต้องจำเบอร์สมาชิกนะคะ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก เอ่อ อบต. สมาชิกเทศบาลเมืองนะคะ ซึ่งมีจำนวนมากมาย 5 คน 6 คน 10 คนอะไรอย่างเงี้ยนะคะ มันจะมีตัวเลขของมันอยู่ไม่เท่ากันในแต่ละระดับการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกครั้งคุณจะได้แบบนายกเบอร์ 2 เอ่อ ผู้สมัครเบอร์ 1-6 เบ ผู้สมัครสมาชิกสภาเบอร์ 1-6 บางทีมันเป็นเบอร์ 1 8 12 17 18 บอกว่าซึ่งเฮ้ย มันจำยากมาก แล้วคนก็ต้องจำเข้าไปใช่มั้คะ เพราะฉะนั้นเพราะฉะนั้นเนี่ย ป้ายรวมถึงบัตรย้ำเบอร์ มันเลยยังกลายเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่นะคะ โดยเฉพาะเมื่อมันไม่มีชื่อคนอยู่ในบัตรเลือกตั้งนะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ย ระบบการเลือกตั้งที่ต้องจำเบอร์เยอะๆ และไม่มีชื่อคนบนบัตรเลือกตั้งเนี่ย มันก็ทำให้ป้ายเนี่ย ยังไงก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นเนาะ ว่าทำยังไงให้คนจดจำได้นะคะ เอ่อ เรื่องส่วนในการเลือกตั้งใหญ่ ในการเลือกตั้งระดับชาติ อันนี้ก็เหมือนกันนะคะ ก็คือบัตรพรรคนะคะ กับบัตรของผู้สมัครรายเขตนะคะ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ กับ สส. เอ่อ เขตเนี่ย เป็นคนละเบอร์กันเนาะ ซึ่งอันนี้มันก็ทำให้เกิดความจำเป็นอยู่ ในระดับหนึ่งซึ่งต้องมีป้ายย้ำเบอร์นะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องกฎหมาย เอ่อ เกี่ยวกับการเลือกตั้งเนี่ย ก็มีความสำคัญว่าถ้าเราจะเข้าสู่ยุคที่โซเชียลมีเดีย หรือนวัตกรรมเทคโนโลยีเนี่ย มันเอื้อให้เราใช้ป้ายน้อยลงได้จริงๆ กฎหมายเองมันก็ควรที่จะปรับเปลี่ยนให้มันง่ายขึ้น เพื่อที่ว่าการทำป้ายย้ำเบอร์เนี่ย มันเป็นสิ่งที่จำเป็นน้อยลงนะคะ แล้วก็การหาเสียงโดยใช้คอนเซปต์ โดยใช้เรื่องของ merchandise ใช้โซเชียลมีเดียขาย นโยบายขายไอเดีย แล้วลดความสำคัญในการทำสื่อหาเสียงที่เพียงแค่ย้ำเบอร์เนี่ย มันก็จะลดการใช้ทรัพยากรในการทำการสื่อเลือกตั้งไปได้เยอะมากๆเลยนะคะ แต่ว่าเรื่องเนี้ย มันก็ยังไม่เกิดขึ้นนะคะ ก็กฎหมายเลือกตั้งไทยก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการบังคับขนาดป้าย ต้องเป็นเท่านั้นเท่านี้เท่านู้นนะคะ คือมันไม่ได้มีการปรับปรุงให้มาสอดรับกับนวัตกรรมปัจจุบันที่มีการใช้โซเชียลมีเดีย ใช้บิวบอร์ด ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ใดๆเนี่ย ในการทำการหาเสียงนะคะ ก็คงจะต้องถึงเวลาที่ต้องมาพิจารณา กันใหม่นะคะ เพื่อช่อย้ำนะคะ เพื่อเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ 1 ก็คือเพื่อให้ผู้สมัครเนี่ย ใช้ทรัพยากรน้อยลงนะคะ ใช้ทรัพยากรเท่าที่จะเป็นไปได้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ไม่ได้มีเงินเยอะ มีโอกาสเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้ง และ 2 ก็คือเป็นการประหยัดการใช้ทรัพยากร ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ในวาระที่โลกเนี่ยแบกรับภาระจากการใช้ทรัพยากรของเราหนักหนักหนามากๆแล้วนะคะ เราช่วยกันลดสักนิดก็ยังดี ไม่งั้นทุกการเลือกตั้งก็เกิดขยะที่ไม่จำเป็นเนี่ย กองเป็นภูเขาเต็มไปหมดเลยนะคะ ก็ยิ่งทำ เอ่อ ระเบียบการเลือกตั้งให้คนไม่ต้องจำเบอร์นะคะ เช่นเนี่ย มีชื่อผู้สมัครบนไปคนส่วนใหญ่ก็จำชื่อได้ ใช่มั้ย แต่เขาอาจจะไม่ได้จำเบอร์ หรือว่าเป็นเบอร์เดียวกันทั้งพรรคทั้งผู้สมัคร อย่างเงี้ย มันก็จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นสำหรับทุกคน แล้วก็ดีขึ้นสำหรับโลกใบนี้ด้วยนะ คะ
วันนี้นะคะ คุยให้ชัดกับพณิกาก็จบลงเพียงเท่านี้นะคะ ย้ำกันอีกครั้งว่าแคมเปญเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกจริงๆในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทยร่วมสมัย เท่าที่ช่อจำได้ ที่ผู้สมัครประกาศว่าจะไม่ติดป้ายบนเสาไฟฟ้านะคะ เดี๋ยวเรารอดูว่าเขาจะมีไวนะคะ หรือสื่อหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์ บิบอร์ด หรือแม้แต่ลูกเล่นอื่นๆ ตามมาในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมาถึงนี้ และอีกอย่างนึง ทิ้งท้ายนิดนึง สิ่งที่ช่ออยากเห็นก็คือ จริงๆอาจารย์ชัชาติเนี่ย ก็เป็นคนที่มีนโยบายจริงจังมากเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและการลดขยะใช่มั้ย ถ้าผู้ว่าแคนดิเดตผู้ว่า 2 คนที่เป็นแบบตัวเต็งประกาศพร้อมกันว่าไม่ทำป้ายหาเสียง ซึ่งอาจารย์ชัชก็ไม่จำเป็นต้องทำป้ายหาเสียงนะ ยังไงทุกคนก็จำอาจารย์ได้อยู่แล้ว แล้วก็จำเบอร์ได้แน่นอน ถ้าจะเลือกอ่ะนะคะ เฮ้ย มันจะเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับการเมืองไทย และจะเป็นสนามเลือกตั้งที่ที่ดีมากๆสำหรับสิ่งแวดล้อม และสำหรับการสัญจรไปมาบนถนนของประชาชนนะคะ ก็ถ้าอาจารย์ชาติ หรือทีมงานของอาจารย์ชัชาติ ดูอยู่นะคะ ทำให้เห็นหน่อยได้มั้คะ อยากเห็นนะคะ แคมเปญเลือกตั้งที่แคนดิเดต 2 คนหลักประกาศไม่ใช้ป้ายหาเสียง มันลดลงได้เยอะเลยนะ ต่อให้เราจะยังมีป้ายสกอยู่ก็ตามนะคะ ก็ฝากเอาไว้นะคะ เพื่อที่ให้การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครครั้งนี้ดีต่อโลก และดีต่อผู้ใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพฯมากขึ้นค่ะ และนี่ก็คือ คุยให้ชัดกับพณิกาค่ะ