📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ว่างงานพุ่ง! ‘ประกันตน’ หดตัวรอบ 20 ไตรมาส สัญญาณแรงงานไทยไร้หลักประกัน | Morning Wealth 25 พ.ค. 69

THE STANDARD WEALTH1:01:41

Transcription

เฮ เฮ เฮ เฮ สนับสนุนโดย SCB Wealth.

เหตุผลที่ย่าชอบบินออกไปสู่โลกกว้างหรอคะ กอก Airway ได้ไปเห็นก็เข้าใจ ก็ได้พัก เราบินไปไกล โรคของเราก็กว้างขึ้น ไม่ว่าเหตุผลในการบินของคุณคือ บางกอก airway พร้อมอยู่เคียงข้างในทุก เส้นทางของคุณ.

สวัสดีค่ะ.

สวัสดีค่ะ.

ต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่รายการ Morning Well นะคะ สำหรับเช้าวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569 นะคะ อยู่กับเรา 2 คนค่ะ เฟิร์นศิรธยา อิสระภักดี ค่ะ.

และเมย์ สรวนี พรหมเสน ค่ะ.

สำหรับในช่วง 18:00 น. ที่ผ่านมา พี่เฟิร์น 1 ช่โมก่อนเข้ารายการนะคะ เราเองก็ได้มีการติดตามนะคะ แล้วก็ ร่วมลงทะเบียนด้วยกับไทยช่วยไทย plus ครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการ กระตุ้นเศรษฐกิจนะคะ ไม่ว่าจะเป็นทั้งใน ฝั่งภาคประชาชนรวมถึงในฝั่งของผู้ประกอบ การด้วยค่ะ.

ใช่แล้วค่ะ มีรายงานนะคะว่าธนาคารกรุงไทย แจ้งเลยนะคะว่าคนเข้าแอปเป๋าตังค์เพื่อลง ทะเบียนเนี่ย 1 วินาที 300,000 รายด้วย กันนะคะ ดังนั้นก็อาจจะมีช่วงหน่วงบ้างนะคะ แล้วก็ล่าสุดถ้าไปตรวจสอบสิทธิ์นะคะว่า มีสิทธิ์คงเหลือนะคะ 14,570,000 สิทธิ์นะคะ แปลว่ามีคนลงทะเบียน แล้วก็ได้รับสิทธิ์แล้วประมาณครึ่งนึงจาก 30 ล้านสิทธิ์นะคะ เชื่อว่าเดี๋ยวก่อนจบ รายการเนี่ยก็อาจจะมีคนลงทะเบียนไปจำนวน มากแล้วนะคะ ต้องบอกว่าวันนี้คนไทยตื่น เช้าจริงๆค่ะ น้องเมย์ สำหรับไทยช่วยไทย พลัสนะคะ.

นอกจากนี้ค่ะ ก็เดี๋ยวจะพาไปดูประเด็นต่างประเทศกันสักหน่อยนะคะ เกี่ยวกับเหตุการณ์ระทึกเมื่อวานนี้ตามเวลาบ้านเรา หรือว่าค่ำวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นของ สหรัฐนะคะ ที่บริเวณใกล้ทำเนียบข่าวค่ะ มีเสียงปืนดังหลายสิบนัดทีเดียวนะคะ ในระหว่างที่ผู้สื่อข่าวก็กำลังประจำอยู่ บริเวณทำเนียบนะคะ แล้วก็เห็นเหตุการณ์ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ล่าสุดเป็นอย่างไรนะคะ แล้วก็มีความคืบหน้าเหตุการณ์ที่ โดัลด ทรัมป์ เองผู้นำสหรัฐเนี่ย เสี่ยงจะถูกยิงเป็นเป้าหมายเนี่ยนะคะ ในช่วงเวลา สั้นๆเนี่ย กี่รายบ้าง เดี๋วันนี้มาตามกันค่ะ.

รวมไปถึงในแง่ของการเติบโตทั้งมานดนะคะ ในฝั่งของ AI ค่ะ แต่ในทางกลับกันมันทำให้ใน แง่ของธุรกิจ SME ในภาคนะคะของภูมิภาค อาเซียนเนี่ย กลับชะลอตัวลง เดี๋เราจะมาตามกันในข่าวนี้เช่นเดียวกันนะคะ สำหรับใน Headline ค่ะ เราจะมาดูกันเกี่ยวกับเรื่องของ อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น แปะในระดับ 0.9% 9% ในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา เรื่องราวจะเป็นยังไง ไปตามกันในช่วงของ Headline ค่ะ.

จากข้อมูลรายงานนะคะ ภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกของปี รวมถึงแนวโน้มปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ค่ะ ระบุว่าอัตราการว่างงานในช่วงไตรมาสแรกของปี อยู่ที่ 0.91% ก็เป็นตัวเลขที่สูงกว่า 0.7% ในช่วงไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่า 0.89% 89% ใน ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีผู้ว่างงาน เฉลี่ยจำนวน 380,000 คน สูงกว่าผู้ว่างงาน จำนวน 280,000 คนในช่วงไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าผู้ ว่างงานในจำนวน 350,000 คนในไตรมาสเดียว กันของปีก่อน.

ทางคุณเกวรินทร์ หวังพิชยสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด หรือ KResearch ค่ะ ได้กล่าวกับทาง The Standard ว่าอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูง ขึ้นในไตรมาสแรกของปี เป็นผลจากปัญหาที่ สะสมมาในอดีต อย่างเช่นความสามารถในการ แข่งขันท่ามกลางปัญหาต้นทุนและยอดขายที่ ตกต่ำ. นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังมีการนำ เทคโนโลยีมาใช้แล้วก็ปรับตัวเพื่อมาเพิ่ม ประสิทธิภาพ ก็เลยทำให้เกิดการปลดคนงาน. นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์สงครามในตะวันออก กลางเข้ามาซ้ำเติมอีก ก็ทำให้เริ่มสะท้อน เห็นผลกระทบในตัวเลขของอัตราว่างงานใน ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา.

และอัตราว่างงานนี้ ที่เพิ่มขึ้น ก็ยังสอดคล้องกับจำนวนผู้ ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลงเป็น ครั้งแรกในรอบ 20 ไตรมาส ตามการลดลงของผู้ ประกันตนตามความสมัครใจมาตรา 33 และมาตรา 40. โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมรวมลดลง 0.3% เทียบกับการเพิ่มขึ้น 0.2% % ในไตรมาส ก่อนหน้า. จำนวนผู้ประกันตนที่ได้รับ ประโยชน์กรณีว่างงานตรามาตรา 33 ในไตรมาส แรกของปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 240,000 คน สูงกว่าจำนวน 210,000 คนในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นตัวเลขที่สูงกว่า 220,000 คนใน ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน.

เพราะฉะนั้น ก็เลยส่งผลให้อัตราว่างงานในระบบประกันสังคม หรือสัดส่วนผู้ประกันตนที่ได้รับประโยชน์ กรณีว่างงานตรามาตรา 33 ในไตรมาสนี้ อยู่ที่ 2% สูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส และสูงกว่า 1.8% ด้วยในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่า 1.89% ในช่วงไตรมาสเดียวกันของ ปีก่อน.

ทั้งนี้ สำหรับ ม.33 ค่ะ ซึ่งก็เป็น ผู้ประกันตนภาคบังคับ หรือว่าเป็นพนักงาน บริษัทเอกชนทั่วไป ซึ่งมีสถานะเป็นลูกจ้าง ที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีพนักงาน ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และไม่เกิน 60 ปี. ขณะที่ผู้ประกันตนภาค สมัครใจ ม.39 คือบุคคลที่เคยทำงานอยู่ใน บริษัทเอกชนในมาตรา 33 มาก่อนแล้ว แล้วก็ ลาออก แต่ต้องการรักษาสิทธิ์ประกันสังคม ไว้ จึงสมัครเข้าใช้สิทธิ์ประกันสังคมใน มาตรา 39 แทน. ส่วนผู้ประกันตนภาคสมัครใจ หรือว่าในมาตรา 40 ก็คือผู้ประกันตนใน มาตรานี้จะเป็นบุคคลที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ในบริษัทเอกชนตามมาตรา 33 และไม่เคย สมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 39. ผู้ที่จะ สมัครประกันสังคมในมาตรา 40 นี้ ก็ต้อง เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระค่ะ หรือเป็นแรง งานนอกระบบที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี แต่ ไม่เกิน 60 ปีค่ะ.

ส่วนแรงงานกลุ่มที่ได้รับผลกระทบนะคะ คุณเกวรินทร์ บอกว่าถ้าไปดูข้อมูลรายเดือนนะคะ จะพบว่าแรงงานส่วนใหญ่จะอยู่นอกภาคเกษตรค่ะ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตัวเลขการจ้างงานลดลง อย่างชัดเจนนะคะ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ภาคการขนส่ง รวมไปถึงค้าส่งค้าปลีก และกิจกรรมทางการเงินด้วยค่ะ. สำหรับตัวเลขการจ้างงานของแรงงานไทยในภาคเกษตรเองนะคะ ถึงบอกว่าเอ่อนอกภาคเกษตรเนี่ย กระทบหนักกว่า เพราะว่าถ้าไปดูในภาคเกษตรเนี่ย ยังเพิ่มขึ้นอยู่ค่ะ โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมที่ผ่าน มา.

แต่ผลในระยะต่อไปนะคะ ก็อาจจะส่งผลไปยังแรงงานภาคการเกษตร ให้มีความเสี่ยงสูงด้วย จากหลายปัจจัยด้วยกัน. ปัจจัยแรกก็คือ ปรากฏการณ์ของเอลนิโญนะคะ ซึ่งตอนนี้ต้อง จับตาดูความรุนแรง เพราะว่าบางฝ่ายคาดกัน ว่าอาจจะรุนแรงมาก แต่ว่าส่วนใหญ่จะมองว่า ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นวิกฤต. อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ ตามมาคือเรื่องของภัย แล้งค่ะ ที่จะส่งผลต่อผลิตผลทางการเกษตร. ปัจจัยที่ 2 นะคะ คือปัญหาของปุ๋ยขาดแคลน เพราะว่าเป็นผลพวงมาจากตะวันออกกลางที่ ยังปิดช่องแคบฮอร์มุส นะคะ ก็ส่งผลให้ในส่วน ของปุ๋ยเนี่ย อาจจะได้รับผลกระทบตามมาใน อนาคตอันใกล้นี้ และบางส่วนก็บอกว่า เริ่มเห็นผลแล้วด้วยเช่นกัน. กับปัจจัยที่ 3 คือราคาวัตถุดิบ หรือว่าสินค้าโภคภัณฑ์ที่ เกี่ยวข้องกับอาหารมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น ตามราคาตลาดโลก.

คุณเกวรินทร์ บอกด้วยนะคะว่า ตัวเลขของแรงงานในระบบประกันสังคมที่ลดลง ท่ามกลางตัวเลขของภาพรวมกำลังแรงงานที่ เพิ่มสูงขึ้น ผู้มีงานทำยังคงเพิ่มขึ้น หมายความว่าตอนเนี้ยตลาดแรงงานดูเหมือนจะ จ้างคนลดลง แต่ถ้าไปดูคนที่พร้อมทำงาน มีมากขึ้นนะคะ อันนี้อาจจะบอกเป็นนัยได้ค่ะ ว่าแรงงานกำลังย้ายออกไปอยู่นอกระบบมาก ขึ้น. และความน่ากังวลในภาวะเช่นนี้ก็คือ สถานะการเงินของแรงงาน รวมไปถึงภูมิคุ้มกัน ทางการเงินของแรงงานที่อาจจะไม่พอในยาม ฉุกเฉินค่ะ.

โดยคุณเกวรินทร์ บอกว่าความน่าห่วง คือเงินออม หรือว่าสภาพคล่องของแรงงาน ว่าจะเพียงพอรองรับกับสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไม่. ถ้าไปดูจากตัวเลขหนี้สิน ก็น่ากังวลว่า จะไม่พอ. ดังนั้น การอยู่นอกระบบแล้วก็ ไม่ได้สิทธิประโยชน์ เวลาเจอกับความเสี่ยง ก็จะยิ่งอ่อนไหว.

ส่วนระยะถัดไปค่ะ ช่วงที่เหลือของปีนี้ ก็คือตั้งแต่ไตรมาส 2 ไปจนถึงไตรมาส 4 เนี่ย ทางด้านของคุณเกวรินทร์ บอกว่าอัตราการว่างงานมีโอกาสที่จะเพิ่มสูง ขึ้นอีกด้วยนะคะ จากความขัดแย้งในตะวันออก กลางที่ยังไม่จบ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุส ก็ยังไม่ได้เปิดกลับมาตามปกติ. และแม้ว่า สถานการณ์อาจจะดูนิ่งลงบ้างแล้วในตะวัน ออกกลาง โดยเฉพาะการสู้รบ แต่ว่าที่ช่องแคบฮอร์มุส ค่ะ ยังคงปิดอยู่ ไม่สามารถใช้การเดินเรือได้ตามปกติ. ภาคการขนส่งพยายามหาเส้น ทางเดินเรืออื่นทดแทน แต่ว่าความสามารถ ในการขนส่งก็ยังไม่สามารถกลับมาปกติได้ เท่า กับการเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุส นะคะ.

และยังมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลมีแนวคิดจะนำมาตรการลด เงินสมทบประกันสังคมคล้ายกับช่วงโควิด กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อประคองภาระของทั้งนายจ้างและลูกจ้างในยาม วิกฤต. ซึ่งทางด้านของนักเศรษฐศาสตร์นะคะ คุณเกวรินทร์ บอกว่าแนวคิดนี้มีทั้งข้อดีและ ก็มีข้อเสียค่ะ. ข้อดีคือสามารถช่วยเหลือ นายจ้างและแรงงานที่กำลังเผชิญกับความยาก ลำบากและแบกรับภาระแทบไม่ไหวแล้วเนี่ย เป็นการชั่วคราวได้. แต่ข้อเสียก็มีคือ แม้จะช่วยลดภาระได้ในวันนี้ แต่การส่งเงิน สมทบน้อยลง ก็หมายถึงการดึงเงินในอนาคต หรือว่าสิทธิประโยชน์ในอนาคตมาใช้ก่อน อย่างเช่นเงินเกษียณอายุ ก็จะลดลงตามไป ด้วยนะคะ.

ดังนั้น ภาครัฐควรหาแนวทางที่เหมาะสมนะคะ ในการสร้างสมดุลที่เกิดขึ้น ช่วยเหลือนายจ้างแล้วก็แรงงานในช่วงเวลา แบบนี้แล้วก็ที่สำคัญคือต้องทำให้ธุรกิจ สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ค่ะ ซึ่งก็มีเสนอนะคะ อย่างเช่นการลดต้นทุน การเพิ่มยอดขาย หรือว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน น่าจะเป็น 3 สิ่งที่ช่วยเอ่อเสริมศักยภาพ ให้กับธุรกิจในระยะยาวได้มากกว่าการแค่ลด เงินสมทบประกันสังคมเท่านั้นค่ะ.

มาดูกันที่ในมุมของ กกร. กันด้วยนะคะ อยากจะให้มาตรการของภาครัฐ ในการที่จะช่วยเหลือเกี่ยวกับการต่อใบอนุญาตของแรงงานต่างด้าวกัน วันนี้เป็นไง เดี๋ไปตามกันในช่วงของ Focus ค่ะ.

คุณวิบูลย์ สุภักดิ์พงษ์กุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการแรงงานและ พัฒนาฝีมือแรงงาน ก็กล่าวว่าจากสถานการณ์ ภาพของเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนจากความ ขัดแย้งของทางสหรัฐแล้วก็อิหร่านรวมถึง อิสราเอลด้วยก็เริ่มทวีความรุนแรงแล้วก็ ส่งผลกระทบในมุมของทั้งทางตรงแล้วก็ทาง อ้อมต่อประเทศไทยในมิติทางด้านของ เศรษฐกิจและก็สังคม โดยเฉพาะภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว เกษตร รวมไปถึงต้นทุนพลังงาน.

ทาง กกร. หรือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ก็คาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยจะ เผชิญกับความท้าทายในเรื่องของต้นทุนด้าน โลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัยจากความ เสี่ยงสงคราม. ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ก็อาจจะสูญเสียรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยว ตะวันออกกลาง ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่มีกำลัง ซื้อสูง. ในภาพรวมประเมินว่าสถานการณ์ความ ขัดแย้งนี้อาจฉุด GDP ของไทยให้ลดลงได้ ถึง 0.1 ถึง 0.8% ตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์.

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือระเบิดเวลา เศรษฐกิจจากราคาพลังงานและต้นทุนการค้า ที่พุ่งสูง เป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและ เอกชนต้องเร่งวางแผนรับมือเพื่อประคอง เสถรภาพทางเศรษฐกิจ. และแม้ว่าวิกฤตนี้อาจ เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในด้านการส่งออก เพราะว่าคาดว่าจะเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนใน บางตลาด แต่สิ่งที่สำคัญคือการบูรณาการ และประเทศไทยจะเลือกใช้เส้นทางการขนส่งใด เป็นทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นทั้งเส้นทางผ่าน ซาอุดิอาระเบีย หรือผ่านทวีปแอฟริกา เพื่อ เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจำเป็น ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ.

ในด้านของการท่องเที่ยว ก็จะมีเรื่องของความไม่สงบ อาจทำให้ นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเอง โดยเฉพาะในกลุ่ม สแกนดิเนเวีย เปลี่ยนจุดหมายปลายทางมายัง เอเชีย อาเซียน และประเทศไทยมากขึ้น. นอกจากนี้ กลุ่มนักลงทุน หรือผู้มีฐานะจากตะวันออกกลาง อาจจะมองหาพื้นที่ที่มีความปลอดภัย หรือว่า Free Zone สำหรับการพักอาศัย หรือในการลงทุน ซึ่งประเทศไทยก็มีศักยภาพ โดยเฉพาะในฐานะศูนย์กลางด้านสุขภาพและการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วย.

ก็จะเห็นว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว. แต่ว่าเอกชนยังประสบปัญหาสำคัญและ มีความกังวลอย่างมาก ก็คือปัญหาการขาดแคลน แรงงาน. โดยประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหา โครงสร้างกำลังแรงงานที่ก็ส่งผลกระทบให้ เกิดการขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้างในทุก ภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง. บวกกับอัตราการ เกิดของประชากรไทยก็ลดลงอย่างมีนัยยะ สำคัญ และยังมีข้อจำกัดในการนำเข้าแรง งานจากต่างประเทศ ก็เลยส่งผลให้สถานการณ์ การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงในหลาย ระดับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งแรงงานไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และมีแรงงานที่มีฝีมือ.

นอกจากนี้ ประเทศไทยประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่าง ด้าวอย่างรุนแรงด้วย ก็เลยส่งผลกระทบโดย ตรงต่อการดำเนินกิจการ การผลิต การให้ บริการ และศักยภาพในการแข่งขันของภาค ธุรกิจไทย. ขณะนี้ได้สร้างความเดือดร้อนกับ ผู้ประกอบการเป็นอย่างมากเลย โดยเฉพาะภาค การก่อสร้าง ภาคการผลิต ภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อย่างเช่นการเก็บ ผลไม้ตามฤดูกาล และภาคบริการ ซึ่งล้วน เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนภาครัฐด้านโครง สร้างพื้นฐานในช่วงครึ่งหลังของปี และอาจ เป็นระเบิดเวลาลูกที่ 2 ด้วย.

ทางคุณสุชาติ จันทรานนาคราช ค่ะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือว่า สอท. ก็เปิดเผยว่าทาง กกร. ก็เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา การขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรง งานเข้มข้นอย่างเร่งด่วนเลย. ซึ่ง กกร. เห็นว่ารัฐบาลควรจะเร่งดำเนินมาตรการ ทั้งระยะ สั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม. และในระยะเร่งด่วน ด้วยการต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่าง ด้าวที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย ก็ถือเป็นมาตรการที่ จำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงาน จำนวนมากหายไปจากระบบในทันที.

อีกมุมหนึ่ง ภาครัฐก็ควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรง งานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบด้วย ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความ ต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว. และอยากจะให้มีการพิจารณาแรงงานเก็บผลไม้ตาม ฤดูกาล ซึ่งกลุ่มจังหวัดทางภาคตะวันออกจะ ได้รับผลกระทบที่ไม่มีแรงงานเก็บผลไม้ อย่างเช่นจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และปราจีนบุรีค่ะ. ซึ่งทาง กกร. จะมีการนำเสนอ นะคะ ข้อเสนอนี้ต่อนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อที่จะมา พิจารณาเกี่ยวกับการเร่งรัดมาตรการแก้ไข เรื่องของแรงงานต่างด้าวที่อยากจะให้ต่อ อนุญาต เพราะว่าตอนนี้นะคะ ก็ถือว่า ขาดแรงงานนั่นเองค่ะ.

ถือว่าเป็นระเบิดอีก ลูกหนึ่งนะคะ ที่กำลังรออยู่สำหรับ เศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความท้าทายก่อนหน้า นี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุนพลังงาน และราคาสินค้าที่ดีดตัวสูงขึ้น กำลังซื้อที่ลดลงด้วยนะคะ เป็นคำเตือนจากมุมมอง ของภาคเอกชนนะคะ.

ทีนี้กลับมาดูเรื่องของ ออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสกันสักหน่อยนะคะ วันนี้ที่เปิดลงทะเบียนเนี่ย คาดการณ์ว่า เดี๋ยวจะเริ่มใช้ได้ 1 มิถุนายนนะคะ ซึ่ง ก็แน่นอนนะคะว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่ อยู่ใน พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทค่ะ. ล่าสุด กระทรวงการคลัง ก็เลยออกมาเปิดเผยนะคะ ว่าเดี๋ยวสัปดาห์นี้นะคะ จะเริ่มเร่งนะคะ ตัวเบิกจ่ายนะคะ ตัวไทยช่วยไทยพลัส เนี่ย ก็จะต้องกู้เงินล็อตแรกก่อนนะคะ แล้วก็พูด ถึงเรื่องของแนวทางในการที่จะออกมาใช้ เงินเนี่ยนะคะ แล้วก็พูดถึงแนวทางในการ ระดมเงินเนี่ยว่าจะไม่ใช้การกู้ระยะยาวนะ คะ ท่ามกลางตัว Bond Yield หรือว่าอัตราผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลที่มีแนวโน้มถีบตัวสูงขึ้น ด้วยนะคะ.

เรื่องนี้ คุณจินดารัตน์ วิริยะทวี กุล ค่ะ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร หนี้สาธารณะ หรือว่า สบน. เปิดเผยว่ากระทรวงการคลัง จะเริ่มดำเนินการกู้เงินบางส่วน ตามพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ภายในสัปดาห์นี้นะคะ เพื่อให้รัฐบาลเนี่ย มีเงินเบิกจ่ายทันใช้ในมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป. กระทรวงการคลังจะใช้ วิธีการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือว่าตัว PN อายุประมาณ 3-5 ปี เพื่อดำเนินการกู้. และเบื้องต้นก็วางกรอบไว้ว่าจะแบ่ง กู้เป็นรายเดือนนะคะ วงเงินต่อเดือนจะอยู่ ที่ 35,000 ล้านบาท ยาวต่อเนื่อง 4 เดือน จนไปสิ้นสุดปีงบประมาณ 2569 ก็คือในเดือน กันยายน. เนื่องจากพอถึงเดือนตุลาคมค่ะ จะเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ ถ้ารัฐบาลต้องการ ก่อหนี้เพิ่มเติม ต้องมีการปรับปรุงแผนของ การบริหารหนี้สาธารณะครั้งใหม่ด้วย. โดยปีงบประมาณใหม่นะคะ ก็จะต้องเข้าแผนหนี้ใหม่ แต่ว่าถ้าเกิดมีโครงการรองรับอีก ก็ออกได้ อีก ขึ้นอยู่กับว่า ครม. จะอนุมัติหรือไม่. นี่คือสิ่งที่ทางด้านของ สบน. บอกไว้.

และกระทรวงการคลังนะคะ ก็จะทำสัญญากู้ยืมเงิน ที่เป็น Term Loan 3-5 ปี วงเงิน 35,000 ล้านบาท คู่ขนานไปกับการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือว่า PN. ซึ่งคุณจินดารัตน์ บอกว่าเป็นสัญญา กู้ยืมเงิน หรือว่า Term Loan จะมีความยืดหยุ่นกว่าค่ะ เพราะว่าทยอยเบิกใช้ได้ตาม ความจำเป็น. Term Loan เนี่ย เอ่อจะเบิกเท่าไหร่ ก็ได้นะคะ รอได้นะคะ สมมุติว่าอาจจะแค่ เดือนละ 5,000 ล้านบาท ก็ทำได้เช่นกัน. แต่ว่าตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือว่า PN เนี่ย ต้องออกมาทั้งก้อนเลย. นี่คือสิ่งที่ทาง สบน. บอกไว้.

และเมื่อรวมวงเงินจากตั๋วสัญญาใช้เงิน 35,000 ล้านบาท 4 รอบนะคะ รวมไปถึงวง เงินจากสัญญากู้ยืมเงิน 30,000 ล้านบาท แล้วทั้งหมดเนี่ย ก็จะอยู่ราว 175,000 ล้านบาท ซึ่งก็ไปใกล้เคียงกับวงเงิน 176,000 ล้านบาทของโครงการไทยช่วยไทยพลัส. ซึ่งกระทรวงการคลัง ค่ะก็จะออกตั๋ว สัญญาใช้เงินด้วยวิธีเสนอประมูลอัตราผล ตอบแทนให้กับสถาบันการเงินและกองทุนต่าง ๆ. ดังนั้น ถ้าสถาบันการเงิน หรือว่ากองทุนไหน เนี่ยเสนอประมูลผลอัตราผลตอบแทนต่ำที่สุด กระทรวงการคลัง ก็จะกู้กับสถาบันการเงิน หรือว่ากองทุนแห่งนั้นนั่นเอง.

ส่วนกรณีที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือว่า Bond Yield อายุ 10 ปีเนี่ย ปรับขึ้นไปใกล้แต่ 2.4% 4% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 16 เดือนนะคะ ตรงนี้ สบน. กังวลหรือเปล่า เพราะนั่นเท่ากับต้นทุนการกู้ยืมเนี่ย ก็จะสูงขึ้นด้วยนะคะ. สบน. บอกว่าไม่ได้กังวลค่ะ เพราะว่าแผนการกู้เงินรอบนี้จะเน้นการกู้ สั้นประมาณ 3-5 ปี และยังไม่มีการออก พันธบัตรรัฐบาลที่เป็นระยะยาวชุดใหม่ เพิ่มเติมแต่อย่างใด. และบอกด้วยนะคะว่า กระทรวงการคลัง จะให้น้ำหนักกับการกู้ระยะ สั้นมากขึ้นในช่วงแรก เพื่อลดผลกระทบจาก ตราสารหนี้ที่ตลาดยังมีความผันผวนอยู่ นั่นเองนะคะ.

เพราะฉะนั้น ถ้าดูแล้ววงเงิน ตัว 400,000 ล้านบาทนี้เนี่ยนะคะ ล็อตแรกที่ บอกว่าเดี๋ยวจะเริ่มทยอยการออกมาเพื่อที่ จะระดมเงินเนี่ยนะคะ ก็น่าจะเป็นการกู้ ผ่านนักลงทุนสถาบันมากกว่าการออกพันธบัตร ออมทรัพย์แบบเดิมๆที่เราคุ้นกันค่ะ.

ซึ่งถ้าอัปเดตจากข้อมูลล่าสุดนะคะ ในตอน นี้เหลือ 13 ล้านสิทธิ์ด้วยกันในการที่จะ ลงทะเบียนนะคะ ซึ่งตามมาตรการที่เราได้มีการจับตา และติดตามข่าวนี้กันไปอย่างต่อเนื่องเนี่ย ก็ถือว่าเป็นการทำให้รัฐ เนี่ยช่วยจ่ายนะคะ 60% นะคะ แล้วก็ที่ เหลืออีก 40% เนี่ยเป็นเราเนี่ยที่จะจ่าย นะคะ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และการบริการที่เข้า ร่วมโครงการ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย และก็รักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วง เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวด้วย.

สำหรับประชาชนค่ะ สามารถที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ นะคะ ตั้งแต่วันนี้เลย 25 พฤษภาคม ถึง 29 กันยายน หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน. ก็ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิ์ตามเงื่อนไขของ โครงการ. ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน เวลา 18:00 น. - 23:00 น. และในส่วนของ Food Delivery นั้นจะเริ่มใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน ในช่วงเวลา 18:00 น. - 21:00 น. ค่ะ.

ทีนี้มาดูกันที่ในส่วนร้าน ค้ากันบ้าง. ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส ยืนยันสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายนเช่น กัน. ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วม โครงการเลย ก็สามารถลงทะเบียนผ่านธนาคาร กรุงไทยทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม. ส่วนร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ ร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้ ค่ะ.

ซึ่งในมุมของทางคุณลิดา นะคะ ก็ได้กล่าวว่าโครงการไทย Thail 60-40 นี้ครอบคลุม ร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP และบริการขน ส่งสาธารณะ. ซึ่งรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเป็นการ เพิ่มเม็ดเงินให้มาหมุนเวียนในระบบ เศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายในระดับชุมชน ด้วย และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้อย่าง ต่อเนื่อง.

สำหรับประชาชน และผู้ประกอบการค่ะ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลนะคะ ผ่านศูนย์ช่วยเหลือ Help Center. สำหรับประชาชนก็โทร 02112 กด 2 ส่วนร้านค้าก็จะเป็นกด 3 นะคะ หรือว่าจะเป็นการสอบถามผ่านที่สาขาธนาคาร กรุงไทยทั่วประเทศนะคะ และเป็นในวัน และเวลาทำการค่ะ.

นั่นเป็นมาตรการที่วันนี้นะคะ ก็น่าจะถูก พูดถึงมากที่สุดนะคะ ไทยช่วย Thai Plus นะคะ. ส่วนอีกเรื่องนึงนะคะ ที่จริงๆก็อยู่ในแผนของตัว พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ด้วย ก็คือเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน และเรื่องของการผลักดันพลังงานสีเขียว นะคะ. ล่าสุดเองนะคะ ก็มีความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับเรื่องของพลังงานบ้านเราเช่นเดียวกันค่ะ.

คุณพุฒิพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ นะคะ เลขาธิการของสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกนะคะ ของคณะกรรมการ กกพ. นะคะ บอกว่าปัจจุบัน เนี่ยมีผู้ใช้ไฟบ้านเนี่ยประมาณสัก 23 ล้านครัวเรือน กว่า 64% ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนนะคะ ซึ่งก็ถือว่าเป็น มาตรการนะคะ ที่อาจจะสามารถที่เข้ามาช่วย เหลือประชาชนส่วนใหญ่ได้โดยตรง. โดยตัวอย่างของบ้านนะคะ ที่ใช้ไฟ 200 หน่วยเนี่ย ปัจจุบันค่าไฟจะอยู่ที่ประมาณ 700 บาท. โครงการที่เขากำลังดำเนินการและ พิจารณาอยู่เนี่ยนะคะ อาจจะมีการปรับโครงสร้างใหม่ค่ะ ทำให้ค่าไฟของคนที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยเนี่ย ลดลงมาเหลือประมาณ 600 บาท ก็แปลว่าประหยัดไปได้ประมาณ 100 บาทที เดียวค่ะ คือกว่า 10% ทีเดียวค่ะ.

และการปรับครั้งนี้เนี่ย จะปรับเฉพาะค่าไฟฟ้า ฐานไม่รวมค่า FT ซึ่งคำนวณตามต้นทุนเชื้อเพลิงในแต่ละรอบอยู่ นะคะ. ส่วนค่าไฟเฉลี่ย ทั้งประเทศนะคะ ก็อยู่ภายใต้กรอบ 3.95 สตางค์ต่อหน่วย ตามนโยบายของรัฐบาล. ซึ่งทางด้านของ กกพ. บอกว่าตอนนี้ก็กำลัง พิจารณาแนวทางใหม่ที่จะเปิดรับฟังความ เห็นอย่างเช่นกรณีศึกษาที่ 1 กับ กรณีที่ 2 นะคะ ที่คุณผู้ชมเห็นตรงหน้า เนี่ย ก็จะมีการตรึงค่าไฟกลุ่มใช้ไฟไว้ สำหรับกลุ่มที่ใช้ 201-400 หน่วยไว้ใกล้ เคียงเดิม แต่ว่าผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ก็จะปรับสูงขึ้นนะคะ. ส่วนกรณีที่ 3 กับ 4 ก็จะเป็นการทยอยปรับขึ้นตั้งแต่คน ที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วยขึ้นไปเลย ค่าไฟก็จะ ค่อยๆขึ้นนะคะ ไม่กระโดดแรงนะคะ ในช่วงแรกๆ นะคะ แล้วเดี๋ค่อยๆขยับขึ้นไปในอนาคตด้วย.

ส่วนแนวทางที่ 4 อาจจะมีความเป็นธรรมมาก สุดนะคะ บอกว่าไม่ทำให้ผู้ใช้ไฟสูงเนี่ย ต้องแบกรับภาระต้นทุนทันที. ซึ่งผู้ใช้ไฟ เกิน 400 หน่วยเนี่ย ก็จะจ่ายค่าไฟนะคะ ประมาณ 5 บาทต่อหน่วย จากเฉลี่ยประมาณ เกือบๆ 4 บาทต่อหน่วยเนี่ยนะคะ เพื่อที่จะ ให้คนที่ใช้ไฟมากเนี่ย นำส่วนต่างไปอุดหนุนกลุ่มที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย. ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็นวงเงินประมาณสัก 15,000 ล้านบาทด้วยกัน. ซึ่งแนวคิดนี้ก็ตรงตามหลัก ที่เรียกว่าผู้ใช้มากจ่ายมากนะคะ จะได้ลด การใช้พลังงานเกินจำเป็น และไปสนับสนุน การใช้พลังงานสะอาดในอนาคตด้วย ไม่ว่าจะ เป็นตัว Solar Roof หรือว่ารถ EV. ซึ่งอันนี้คือแนวทางนะคะ ทั้ง 4 แนวทางที่มีการ เอ่อประเมินไว้ แต่ว่ายังไม่ได้เคาะว่าจะใช้แนวทางไหน.

ซึ่งคาดการณ์นะคะว่า เดี๋ยววันที่ 5 มิถุนายนนี้เนี่ย ก็จะมีการรับฟังความคิดเห็นต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 5 มิถุนายน. หลังจากนั้นก็จะสรุปแล้วก็เสนอ กกพ. ให้พิจารณาเพื่อที่จะปรับใช้อย่างเป็นทางการ ต่อไปว่าตกลงจะใช้แนวทางแบบไหน 1, 2, 3, 4 นั่นเองค่ะ.

ทีนี้มาดูกันนะคะว่า ตัวอย่างการคำนวณ อัตราค่าไฟแบบก้าวหน้าเนี่ย เป็นยังไงนะคะ สำหรับผู้ใช้ไฟบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.2 2. หรือว่าบ้านที่ใช้ไฟเกิน 150 หน่วย ต่อเดือน. ก็พบว่าเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟระดับ ปานกลาง และยังมีโอกาสจ่ายค่าไฟลดลง. แต่ผู้ที่ใช้ไฟสูงตั้งแต่ 500 หน่วยขึ้นไป จะเริ่มได้รับผลกระทบจากโครงสร้างใหม่. ในบางกรณีของที่อย่างเราจะมีการ อ่าให้ตัวอย่างนะคะ ก็คือการใช้ไฟฟ้า 390 หน่วยต่อเดือน ปัจจุบันเนี่ยมีค่าไฟรวม 1,699.60 60 สตางค์. แต่หากใช้อัตราใหม่ในกรณีศึกษา ที่ 1 และ 2 เนี่ย ค่าไฟจะลดลงเหลือ 1,594 บาท 36 สตางค์ หรือลดลงไปกว่า 105 บาท. ส่วน กรณีศึกษาที่ 4 คือค่าไฟจะอยู่ที่ 1,694.33 สตางค์ ก็ลดลงไปเล็กน้อย. ส่วนถ้าเป็นใน กรณีที่ 3 เนี่ย ค่าไฟกลับขึ้นเป็น 1,704.72 72 สตางค์.

เพราะฉะนั้น ตัวเลขนี้สะท้อนแนวคิดการออกแบบโครงสร้างใหม่ที่ต้องการตรึง ค่าไฟช่วงต้นให้ต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มใช้ไฟไม่ เกิน 200 หน่วย ที่รัฐบาลต้องการให้อัตรา ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ก่อนที่จะทยอย ปรับขึ้นตามปริมาณการใช้ไฟ. ทีนี้พอมา เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้ไฟสูงขึ้น ก็พบ ว่าผู้ใช้ไฟ 500 หน่วยต่อเดือนเริ่มมี ภาระค่าไฟเพิ่มขึ้นในหลายรูปแบบ. โดยปัจจุบันค่าไฟอยู่ที่ 2,237 บาท. ถ้าเป็นใน กรณีแรกนะคะ กรณีศึกษาที่ 1 เนี่ย ค่าไฟจะเพิ่มเป็น 2,241.27 สตางค์. แต่ถ้าเป็นส่วน กรณีศึกษาที่ 3 เนี่ยจะเพิ่มเป็น 2,306 บาท 1 สตางค์. ส่วน กรณีศึกษาที่ 4 จะเพิ่มเป็น 2,299.91 91 สตางค์. ขณะที่กรณีศึกษาที่ 2 นั้นยัง คงใกล้เคียงกับอัตราเดิมที่ 2,237 บาท.

เพราะฉะนั้น ความแตกต่างของทั้ง 4 กรณี จะอยู่ที่การกระจายภาระค่าไฟระหว่างผู้ใช้ ไฟระดับกลางและระดับสูง. ซึ่งบางสูตรจะตรึง ค่าไฟช่วงต้นให้นาน ก็เลยส่งผลให้ค่าไฟ ช่วงปลายนั้นกระโดดสูงมากขึ้น. ขณะที่บาง สูตรจะค่อยๆปรับขึ้นตั้งแต่ช่วง 200-400 หน่วย เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ไฟจำนวนมากต้องเจอ กับค่าไฟพุ่งแรงในช่วงปลาย. เบื้องต้นค่ะ การไฟฟ้าก็มองว่าเมื่อดูจาก 4 ตัวอย่าง ก็ควรพิจารณากรณีศึกษาที่ 4 ซึ่งถือเป็นค่า เฉพาะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่ใช้ไฟ เกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะต้องมีการปรับขึ้น อัตราค่าไฟเฉลี่ย 54 สตางค์ถึง 1.3 สตางค์ ต่อหน่วย หรือมีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ ที่ 4.96 96 สตางค์ หรือ 5 บาทต่อหน่วย. โดยกราฟการจ่ายค่าไฟในราคาที่ไม่ก้าว กระโดดมากนัก. ซึ่งส่วนมากเป็นประชากรใน กรุงเทพฯและปริมณฑล.

และแนวทางนี้เองก็ถือ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างค่า ไฟฐานใหม่ ซึ่งทาง กกพ. จะเปิดรับฟังความ เห็นนะคะ ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม นะที่ ผ่านมา จนถึง 5 มิถุนายน. และอยู่ใน ระหว่างพิจารณาค่าไฟใหม่ของภาคอุตสาหกรรม เพื่อที่จะเคาะอัตราใหม่ในรอบถัดไป ก่อน ที่จะสรุปแล้วก็มาเสนอกับคณะกรรมการ เพื่อ มาพิจารณาประกาศใช้ในเดือนมิถุนายน แล้ว เริ่มมีผลกับบิลค่าไฟในรอบเดือนกรกฎาคม นั่นเองค่ะ.

เพราะฉะนั้น เดี๋เราคงต้องตามกันนะคะว่า ตกลงจะเป็นแนวทางไหน 1, 2, 3, 4 นะคะ แต่ สุดท้ายเนี่ย ความตั้งใจก็คือคนที่ใช้ไฟ น้อย ก็น่าจะจ่ายน้อยลงนะคะ แต่คนที่ใช้ไฟ มากขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าแนวทางไหนว่าเกิน 200 หน่วย หรือว่าเกิน 400 หน่วยเนี่ย ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นนะคะ แต่ว่าจะค่อยๆเพิ่ม หรือว่าเพิ่มช่วงต้นมากหน่อย เดี๋ยวไปเพิ่มตอนปลาย้น้อยหน่อย หรือเพิ่มต้นน้อยไปเพิ่มปลายมากเนี่ย อันเนี้อาจจะต้อง พิจารณากันอีกทีนะคะ ตอนนี้ก็เปิดรับฟัง ความคิดเห็นกันอยู่ จนถึงต้นเดือนหน้านั่น เองนะคะ.

ไปต่อกันที่เรื่องของโรคระบาดกัน สักหน่อยนะคะ นอกเหนือจาก COVID-19 ที่กลับ มาอีกครั้งนึง โดยเฉพาะที่สิงคโปร์นะคะ บ้านเราก็มีผู้ติดเชื้อจำนวนที่มีการรายงาน ตัวเลขเพิ่มขึ้นเนี่ยนะคะ อีกโรคหนึ่ง ที่มีการประกาศไปแล้วก็คือตัวอีโบล่า นะคะ ซึ่งตอนนี้ทางองค์การอนามัยโลกเนี่ย ก็ประกาศมาก่อนหน้านี้แล้วว่าถือว่าเป็นโรค ที่ต้องเฝ้าระวัง.

โดยทางด้านของ อันฮานอม เกบรีเยซุส นะคะ ซึ่งเขาเป็นผู้ที่ เป็นผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกนะคะ เปิดเผยความคืบหน้าของสถานการณ์การแพทย์ ระบาดของโรคอีโบล่าค่ะ ซึ่งตอนนี้นะคะ ใน คองโกเองค่ะ กำลังมีความน่ากังวลใจอย่าง มากนะคะ เพราะว่าตอนนี้ถูกยกระดับขึ้นมา สู่ระดับสูงสุดเรียบร้อยแล้ว เพราะว่ามี จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่อง. โดยตอนนี้นะคะ มีผู้ป่วยในคองโกค่ะ ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสอีโบล่า 82 คน เสียชีวิต 7 คน มีผู้ต้องสงสัยติด เชื้อเกือบ 750 คน และมีผู้เสียชีวิตที่ ต้องสงสัยนะคะว่าเสียชีวิตจากการติดเชื้อ ในอีก 177 คน.

โดยเกบรีเยซุส นะคะ บอกว่าสถานการณ์ ตอนนี้มีความท้าทาย ท้าทาย เพราะว่าบุคลากรทาง การแพทย์เนี่ย เร่งรับมือกับการแพร่ระบาด ของไวรัสและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ ที่ต้องสงสัยในการติดเชื้อทุกคน. ซึ่งการ แพร่ระบาดของอีโบล่าในครั้งนี้ ผู้เชี่ยว ชาญมีการเฝ้าติดตามสถานการณ์มาระยะนึง แล้วนะคะ เกิดจากเชื้อที่ชื่อว่าไวรัส อีโบล่า บุนดีบูเกียว ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก และยังไม่มีวัคซีน หรือวิธีการรักษาที่ได้รับ การอนุมัติค่ะ. ซึ่งองค์การอนามัยโลกนะ คะ กำลังให้ความสำคัญกับวิธีการรักษาที่มี อยู่ แต่ว่าเป็นเพียงเพียงวิธีบางอย่าง เท่านั้นนะคะ ที่จะประคองอาการก่อนนะคะ แล้วดูว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ในการต่อสู้กับตัวไวรัสสายพันธุ์นี้.

ซึ่งต้องบอกว่าอีโบล่าเนี่ย ก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นโรคระบาดที่สร้างความกังวลใจ เพราะว่า เป็นเชื้อไวรัสนะคะ ที่มีการติดต่อ เฉียบพลัน และมีอัตราการเสี่ยงที่จะเสีย ชีวิตค่อนข้างสูงด้วย. ตอนนี้ก็กลับมาระบาด ที่คองโก จนกลายเป็นความกังวลใจขององค์การ อนามัยโลกค่ะ.

ค่ะ ทีนี้มาตามกันต่อนะคะ เรื่องของประเด็น ในช่องแคบฮอร์มุส ค่ะ เรายังคงต้องจับตาใน เรื่องของการเจรจา แม้ว่าช่วงสัปดาห์ที่ ผ่านมาเนี่ย จะมีความคืบหน้าจากฝั่งสหรัฐ นะคะ แต่ว่าก็ยังคงต้องติดตามนะคะ เพราะว่า ในตอนนี้สุดท้ายแล้วในแง่ของช่องแคบฮอร์มุส ก็ยังไม่เปิดดำเนินการตามปกติ.

ซึ่งในมุมของทางสหรัฐเอง และในมุมของอิหร่านเอง ในตอนนี้กำลังเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงที่จะ นำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุส อีกครั้งหนึ่ง. ซึ่งเป็นข้อมูลนะคะ จากทางเจ้าหน้าที่ ระดับสูงของสหรัฐ ที่เปิดเผยเมื่อช่วง เมื่อวานนี้. แม้ว่าทรัมป์เองจะย้ำว่าเค้า น่ะไม่เร่งรีบในการทำข้อตกลงก็ตาม. ทางเจ้า หน้าที่สหรัฐระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ได้ เตรียมลงนามข้อตกลงในวันอาทิตย์ เพราะว่า ยังอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียดถ้อยคำ ในประเด็นที่สำคัญ และอาจต้องใช้เวลาอีกหลาย วันเลย เพื่อทั้ง 2 ฝ่ายนั้นอนุมัติในขั้น สุดท้าย.

และสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน ก็รายงานว่าร่างข้อตกลงยังมีความเสี่ยง ล่มได้ด้วย เพราะสหรัฐยังคงขัดขวางเงื่อนไขสำคัญบางข้อ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องของ เตฮราน ที่ต้องการให้มีการปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน ซึ่งเป็นภายใต้แรงผลักดัน จากผู้นำหลายชาติอาหรับ. ทั้งสหรัฐ อิหร่านเองก็มีการหารือเกี่ยวกับการขยายเวลาหยุด ยิงชั่วคราว ที่ก็เป็นประเด็นเปราะบาง แต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังให้รายละเอียดที่แตกต่าง กันเกี่ยวกับสิ่งที่จะอยู่ในข้อตกลงชั่ว คราวนี้ด้วย.

ตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ ผ่านมา ทั้ง 2 ประเทศต่างก็เสนอข้อตกลง หลายฉบับ แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกัน ได้. ส่วนทรัมป์ ก็โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ว่าความสัมพันธ์ของเรากับอิหร่านกำลัง กลายเป็นความสัมพันธ์ที่มีความเป็นมือ อาชีพและสร้างสรรค์มากขึ้น แต่ก็ย้ำว่า อิหร่านก็ต้องเข้าใจว่าพวกเขาเนี่ย ไม่สามารถพัฒนา หรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ หรือระเบิดนิวเคลียร์ได้แล้ว. และยังกล่าว เพิ่มเติมด้วยว่า การปิดล้อมช่องแคบ ฮอร์มุส ของสหรัฐจะยังคงดำเนินต่อไป จนกว่า ข้อตกลงจะเสร็จสมบูรณ์ และทั้ง 2 ฝ่าย จำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อทำให้ทุกอย่างถูก ถูกต้อง.

คือก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐก็ได้กล่าวว่า อาจจะมีข่าวดีบางอย่าง เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุส ภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า. ขณะที่ฝั่งอิหร่าน และก็วอชิงตัน เองก็เดินหน้าที่จะเจรจาสันติภาพอย่างต่อ เนื่อง. และแม้ว่าข้อมูลล่าสุดในช่วงวัน อาทิตย์นะคะ สหรัฐกับอิหร่านจะเริ่มเข้า ใกล้ข้อตกลงชั่วคราวเพื่อที่จะคลี่คลาย วิกฤตช่องแคบฮอร์มุส แต่ว่าทั้ง 2 ฝ่ายเอง ยังมีความเห็นต่างกันอย่างมากเลยในหลาย ประเด็น โดยเฉพาะเรื่องของโครงการ นิวเคลียร์ในฝั่งอิหร่าน และก็เงื่อนไขยุติสงครามด้วย.

ปัจจุบัน ทั้ง 2 ฝ่ายก็ดูเหมือนกำลังจะมุ่งไปสู่ข้อตกลง ระยะสั้นเพื่อเปิดการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซ ธรรมชาติเหลวราว 20% ของโลก. หลังจากที่อิหร่านจำกัดการเดินเรือตั้งแต่สงคราม เริ่มเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ก็เลยส่ง ผลให้ราคาพลังงานพุ่งและเพิ่มแรงกดดัน เงินเฟ้อไปทั่วโลก. อิหร่านยังคงอนุญาต ให้เรือน้ำมันของตัวเองผ่านช่องแคบได้ แต่ จำกัดเรือประเทศอื่น และบางครั้งก็เรียก เก็บค่าผ่านทางสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ต่อ เที่ยว.

ในมุมสหรัฐ ก็ใช้มาตรการกดดันทาง เศรษฐกิจด้วยการปิดล้อมเรือที่เกี่ยวข้อง กับท่าเรืออิหร่าน ก็เลยทำให้เกิดภาวะ เผชิญหน้า ระหว่าง 2 ฝ่าย. อิหร่านเองก็ยืน ยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนไม่เปิดช่องแคบ เต็มรูปแบบจนกว่าสหรัฐจะยกเลิกการปิดล้อม. ส่วนทรัมป์ ก็ยืนยันว่าการปิดล้อมจะยังคงอยู่ จนกว่าจะมีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ.

มากันที่ประเด็นใหญ่ค่ะ คือโครงการ นิวเคลียร์. สหรัฐต้องการให้อิหร่านยุติศักยภาพการ พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เกือบทั้งหมดยกเว้น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์. แต่ว่าอิหร่านเองยืน ยันมาตลอดว่าต้องการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อ สันติ และมีสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ด้วย. และอิหร่านเองยังคงเรียกร้องให้ข้อตกลงครอบคลุมการยุติสงครามใน เลบานอน ซึ่งอิสราเอลก็มีการสู้รบนะคะ เลยทำให้ได้รับการสนับสนุนจากฝั่งของอิหร่าน.

ซึ่งสหรัฐในตอนนี้กำลังจะพยายามเร่งการ เจรจาแยกต่างหากออกมาเพื่อที่จะคลี่คลาย ความขัดแย้งดังกล่าว. และทางมุมของอิหร่าน เองก็อยากจะให้ทางสหรัฐเนี่ยยกเลิก มาตรการคว่ำบาตร ปลดอายัดทรัพย์สินของ อิหร่าน. ส่วนบางข้อเนี่ยก็มีการเรียกร้อง ที่สหรัฐมองว่ายากที่จะผ่อนปรน หรือว่ายาก ที่จะยอมรับได้. มีอะไรบ้างนะคะ อย่างเช่น การชดเชยความเสียหายจากสงคราม รวมไปถึงการถอนกำลังทหารจากสหรัฐออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางค่ะ.

ยังคงต้องตามกันเป็นรายวัน เหมือนกันนะคะ สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ของสงครามนะคะ สหรัฐกับอิหร่านในรอบนี้ เพราะว่าก็ทำให้อ่าในแง่ของช่องแคบฮอร์มุส ยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ และก็ทำให้ ราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงนั่น เองค่ะ.

อื แต่ล่าสุดเองก็อาจจะแผ่วลงมาเล็กน้อยนะ คะ ราคาน้ำมันในตลาดทั้ง WTI และน้ำมัน ดิบเบรนท์ นะคะ ลงมาต่ำ 100 ดอลลาร์สต่อบาร์เรล. ล่าสุด WTI อยู่ที่ประมาณ 92 ดอลลาร์ สหรัฐนะคะ น้ำมันดิบเบรนท์ ประมาณ 98 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล. ซึ่งก็ผลักดันนะคะ ให้ตลาดหุ้นเอเชียเช้าวันนี้สดใสทีเดียว. ล่าสุดตลาดหุ้นหุ้นญี่ปุ่นนะคะ Nikkei ก็ดีดขึ้นไปแตะ 64,000 จุดได้เป็นครั้งแรกในประวัติการ เลยนะคะ หลังจากราคาน้ำมันอ่อนลง ก็ทำให้ หุ้นญี่ปุ่นเนี่ย ดีดขึ้นมาราว 1,397 จุด หรือว่ากว่า 2% ในการซื้อขายเช้าวัน นี้ค่ะ.

แต่ย้อนกลับไปเมื่อวันเสาร์ตามเวลา ท้องถิ่นของสหรัฐ มีเหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นนะคะ ใกล้กับทำเนียบขาวนะคะ นั่นก็คือ มีได้ยินเสียงปืนนะคะ จากทางด้านของผู้ สื่อข่าวที่กำลังรายงานสดอยู่บริเวณดังกล่าว นะคะ รวมไปถึงมีผู้คนจำนวนมากทีเดียวนะคะ ที่ก็แตกตื่นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น. เพราะว่าถ้านับเวลาไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่าน มานี้นะคะ มีเสียงปืนดังขึ้นใกล้ตัวกับ ประธานาธิบดีโดัลด ทรัมป์ แล้วถึง 3 ครั้ง ด้วยกันค่ะ.

เหตุการณ์ล่าสุดนะคะเกิดขึ้น หลังชายคนหนึ่งค่ะ เปิดฉากยิงใกล้กับจุด ตรวจความปลอดภัยของทำเนียบขาวนะคะ ในวันเสาร์ตอนเย็นตามเวลาท้องถิ่น ก็คือประมาณ สัก 18:00 น. ค่ะ ซึ่งก็ทำให้ทางด้านของ เจ้าหน้าที่ต้องยิงตอบโต้ และสุดท้ายนะคะ ทางด้านของมือปืนคนดังกล่าว ก็ถูกวิสามัญนะคะ เพราะว่าพอเจ้าหน้าที่ยิงตอบ โต้ เขาก็บาดเจ็บแล้วก็เสียชีวิตในท้ายที่ สุดนะคะ.

โดยมีการเปิดเผยของหน่วยสืบราชการ ลับแห่งสหรัฐอเมริกา นะคะ บอกว่าตอนนี้เนี่ย ถือว่าเป็นเหตุยิงปืนใกล้กับตัวประธานาธิบดีสหรัฐ โดัลด ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 3 ภายในเวลาเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น. และหน่วยอารักขาผู้นำสหรัฐ ก็บอกว่าในแถลงการณ์เบื้องต้นนะคะ เหตุเกิดขึ้นที่บริเวณ 17th Street นะคะ และ Pennsylvania Avenue ใกล้กับ ทำเนียบขาว ในเวลาประมาณ 18:00 น. ตามเวลา ท้องถิ่น. ซึ่งผู้ก่อเหตุ ดึงอาวุธออกจาก กระเป๋าและเริ่มยิงปืน เจ้าหน้าที่จึง จำเป็นต้องยิงตอบโต้ กระสุนถูกตัวผู้ต้องสงสัย และนำตัวส่งโรงพยาบาล สุดท้ายเสียชีวิตในเวลาต่อมา.

เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายรายหนึ่งนะคะ ไม่ขอเปิดเผยชื่อ บอกว่าตอนนี้ผู้ต้องสงสัย ได้ชื่อแล้วนะคะ ชื่อว่า นาซิส ในวัย 21 ปี. เหตุการณ์ครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งที่ 3 ในรอบเดือนค่ะ ที่ เกิดเหตุยิงปืนใกล้กับตัวผู้นำสหรัฐ หลัง จากก่อนหน้านี้ก็มีเหตุยิงใกล้กับงาน เลี้ยงของสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบ ข่าวในเดือนเมษายนที่ผ่านมา และยังมีอีก เหตุการณ์หนึ่งที่ใกล้กับอนุสาวรีย์วอชิงตัน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี่เอง. และก็ยังมีประชาชนผู้บริสุทธิ์นะคะ ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ยิงใกล้ทำเนียบ ขาวในครั้งนี้ด้วย แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันได้นะคะว่า ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บนั้นเนี่ย ถูกกระสุนจากตัวผู้ก่อเหตุเอง หรือว่าเป็นกระสุนที่เจ้าหน้าที่ นั้นยิงตอบโต้.

หน่วยงานระบุว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับ บาดเจ็บนะคะ และผู้นำสหรัฐ โดัลด ทรัมป์ ตอนนั้นก็อยู่ในทำเนียบขาว ขณะเกิดเหตุ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ อย่างใด. หลังจากเกิดเหตุค่ะ พื้นที่นอกทำเนียบขาว ก็เต็มไปด้วยเทปที่เป็นเขตกั้นนะคะ ที่ เกิดเหตุแบบที่คุณผู้ชมเห็นสีเหลืองๆนี้. เจ้าหน้าที่ก็วางกรวยหลักฐานจำนวนมากค่ะ ที่อยู่บนพื้นแล้วทางการก็ยังพบนะคะ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นถุงมือผ่าตัดสีม่วง และชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินของทีมแพทย์ ในบริเวณดังกล่าวด้วย.

ซึ่งทางด้านของ Metropolitan Police Department แจ้ง ผ่านแพลตฟอร์ม X นะคะว่า Secret Service ที่เป็นผู้ดูแลพื้นที่เกิดเหตุ ขอให้ประชา ชนหลีกเลี่ยงบริเวณดังกล่าว ก่อน. และพื้นที่นี้ยังเป็นจุดเดียว นะคะกับที่เคยเกิดเหตุคนร้ายซุ่มยิง สมาชิกกองกำลังพิทักษ์ชาติรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย 2 นายในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนะคะ ทำให้เจ้าหน้าที่นายหนึ่งในวัย 20 ปีนะคะ ก็คือ ซาร่าห์ สตอร์ม และรวมถึงทางด้านของ แรนดี้ ฟลอเรส นะคะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งก็มีผู้ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาในกรณีดังกล่าวแล้วก็คือ รามานูล่า รากวาล นั่นเองค่ะ.

เหตุการณ์ยิงล่าสุดครั้ง นี้้นะคะ เกิดขึ้นเพียง 1 เดือนหลังจากเจ้า หน้าที่ระบุว่ามีความพยายามลอบสังหารผู้ นำสหรัฐ โดัลด ทรัมป์ ในวันที่ 25 เมษายน ระหว่างที่เข้าร่วมงานประจำปีที่โรงแรม แห่งหนึ่งในกรุงวอชิงตัน. ซึ่งในทางด้านของ โคทมัส อเลน ชายจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ถูกตั้ง ข้อหาพยายามสังหารประธานาธิบดีนะคะ และตอน นี้เขาก็ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ กลาง. หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวค่ะ เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับนะคะ ยังเคยยิงผู้ต้องสงสัยอีกคนนะคะ ที่ถูกกล่าวหาว่าเขาไปเปิดฉากยิงใส่เจ้าหน้าที่ ใกล้กับอนุสาวรีย์วอชิงตัน ซึ่งตรงนั้นเองก็อยู่ไม่ไกลจากทำเนียบข่าวด้วย. และทางด้านของ ไมเคิล มาลี นะคะ วัย 45 ปีจากเท็กซัส ก็ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องข้องกับเหตุ การณ์ยิงเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา และมีวัยรุ่นผู้บริสุทธิได้รับบาดเจ็บจาก เหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วยค่ะ.

ก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์อุกอาจ ได้ติดตามนะคะ เพราะว่าคลิปที่เกิดขึ้น เป็นผู้สื่อข่าวกำลังรายงานแล้วก็มีเสียง ปืนดังขึ้นมานั่นเองนะคะ.

ทีนี้เราไปตามกันในช่วงของการที่พนักงานผลิตชิป Samsung บางรายได้รับโบนัสทะลุถึง 13 ล้านบาท ด้วยกัน หลังจากที่บรรลุข้อตกลง เดี๋ไปตามกันในช่วงของ Special Insight กับข้อมูลนะคะจากบริษัท Samsung ค่ะ มีพนักงานในแผนกของ Semiconductor ราว 78,000 คน. แม้ว่าระดับโบนัสเนี่ย จะต่างกันไปตามแต่ละแผนก แต่โดยเฉลี่ยแล้วพนักงานจะได้รับราว 513 ล้านวอน หรือประมาณ 11 ล้านบาทด้วยกัน ตามการคำนวณของ Bloomberg. ที่ก็เพิ่มขึ้นมากเลยจากปี 2025 ที่เขาได้รับเฉลี่ย 158 ล้านวอน หรือประมาณ 3,400,000 บาทนั่นเอง.

ในขณะที่ข้อมูลนะคะ ได้มีการประเมินด้วย ว่าพนักงานในแผนกหน่วยความจำ Memory ที่กำลังเติบโต อาจได้รับโบนัสรายคนสูงถึงราว 600 ล้านวอน หรือประมาณ 13 ล้านบาทด้วยกัน. และภายใต้ข้อตกลงเบื้องต้นนี้ค่ะ ซึ่งก็ยังต้องรอการอนุมัติจากสมาชิกสหภาพ Samsung ที่ตกลงจ่ายโบนัส 10.5% 5% ของ กำไรในรูปแบบหุ้น และก็จ่ายอีก 1.5% 5% เป็นเงินสด. โดยโครงการนี้จะดำเนินต่อ เนื่องทุกปีเป็นเวลา 10 ปี ตราบเท่าที่ บริษัททำกำไรได้ตามเป้าหมาย.

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ก็ประเมินว่ากำไรจากการดำเนินงานของ Samsung ในปีนี้จะเติบโตถึง 7 เท่า ระดับราว 333 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาทค่ะ. และความขัดแย้งครั้งนี้ก็ มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การแบ่งสรรแบ่งจัด สรรโบนัสจากกำไรมหาศาลที่ก็มาจากเรื่อง ของความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ที่พุ่งสูงขึ้น. ประเด็นหลักคือช่องว่างของ โบนัสระหว่างพนักงานในแผนกชิปหน่วยความจำ กับพนักงานในแผนกอื่นๆ. เดิมที Samsung เขา มีการวางแผนจ่ายโบนัสก้อนใหญ่ให้พนักงาน ราว 27,000 คนที่ผลิตชิปหน่วยความจำ ซึ่ง สูงกว่าพนักงานที่ผลิตชิปประเภทอื่นและ เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างน้อย 6 เท่า. ก็เลยทำ ให้ทางสหภาพเอามาเรียกร้องว่า และพนักงาน อีกราว 23,000 คนที่ผลิตชิปขั้นสูงน้อย กว่าให้กับบริษัทอย่าง Tesla และ Nvidia ไม่ ควรจะถูกทอดทิ้ง.

และต้นตอความไม่พอใจมา จากการที่ปีก่อน SK Hynix ซึ่งเป็นคู่แข่ง ที่มีขนาดเล็กกว่า ยกเลิกเพดานโบนัสเป็น เวลา 10 ปี ก็เลยส่งผลให้พนักงานได้โบนัส ที่สูงกว่าพนักงาน Samsung กว่า 3 เท่า. จน พนักงาน Samsung บางส่วนน่ะย้ายไปอยู่กับ SK Hynix. หลังจากนั้น Samsung ก็เลยเสนอ ให้พนักงานแผนกชิปหน่วยความจำได้รับ โบนัสสูงถึง 607% ของเงินเดือนประจำปี ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่สูงกว่า SK Hynix แต่ว่า พนักงานธุรกิจอื่นๆ กลับได้รับเพียง 50-1% ตามเอกสารการเจรจาที่ทาง Reuters นะคะ ได้ เห็นนั่นเองค่ะ.

ซึ่งถ้าไปดูข้อตกลงใหม่นี้ค่ะ พนักงานในแผนกชิปทั้งหมดค่ะ ก็จะได้ รับโบนัสปกติ 50% ของเงินเดือนประจำปี เป็นเงินสดนะคะ แต่ว่านอกเหนือจากนั้นค่ะ เขาก็จะมีการกันกำไรนะคะ โดยบริษัทเนี่ยจะ กันกำไรจากการดำเนินงานไว้ประมาณสัก 10.5% 5% ค่ะ สำหรับโบนัสในรูปแบบพิเศษที่นอก เหนือจากโบนัสในรูปแบบเงินสดนะคะ ซึ่งปี นี้ 40% ของโบนัสพิเศษเนี่ย จะกระจายไป ทั่วทั้งธุรกิจชิปนะคะ ส่วนที่เหลือเนี่ย ก็จะมีการตอบแทนให้กับพนักงานในแผนกหน่วย ความจำ.

ยกตัวอย่างนะคะ สำหรับพนักงานในแผนกหน่วยความจำ ที่มีเงินเดือนพื้นฐาน 80 ล้านวอน หรือประมาณ 1,760,000 ล้านบาทเนี่ยนะคะ ขออภัย 1,760,000 บาทเนี่ยนะคะ หรือ 1.76 ล้านบาทเนี่ย คาดว่าจะได้รับโบนัสประมาณสัก 62 ล้านวอน หรือประมาณ 13,800,000 บาทในปีนี้. เทียบกับพนักงานของ SK Hynix นะคะ ที่คาดว่าจะได้รับ 700 ล้านวอน หรือประมาณ 15,400,000 บาท ถ้าบริษัททำกำไรได้ ตามเป้า.

เรื่องนี้ค่ะ Ryu Young นักวิเคราะห์ อาวุโสจากทาง NH Investment and Securities บอกว่าการจ่ายโบนัสเป็นหุ้น ของ Samsung เนี่ย น่าจะช่วยเลี่ยงการไหล ออกของเงินสดได้โดยตรง และยังพยุงราคาหุ้น ได้โดยไม่ต้องไปออกหุ้นใหม่ที่จะไป Dilute นะคะ หรือว่าไปลดสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิม ด้วย. และโบนัสพิเศษของ Samsung ยังมี เงื่อนไขว่าบริษัทเนี่ยต้องทำกำไรได้ตาม เป้า ซึ่งต่างจาก SK Hynix นะคะ เพราะว่า SK Hynix ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขนี้. Samsung ก็อาจจะบริหารต้นทุนได้ดีกว่า ถ้าอุตสาหกรรมนั้นเข้าสู่ภาวะขาลงในอนาคต.

โดยการระงับการประท้วงครั้งนี้ สร้างความโล่งใจให้กับ เกาหลีใต้เป็นอย่างมากทีเดียว ไม่ใช่แค่คน ใน Samsung นะคะ เพราะว่า Samsung เอง เนี่ยเป็น 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออก เศรษฐกิจทั้งประเทศเลย. และการประท้วงที่ วางแผนไว้คาดว่าน่าจะเสียหายอย่างหนักต่อ ภาพของเศรษฐกิจและกระทบห่วงโซ่ของอุปทาน ชิปทั่วโลกด้วย. สหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดนะ คะตอนนี้ Samsung มีสมาชิกเกือบ 48,000 คนค่ะ ก็เลยตัดสินใจระงับแผนการประท้วง เดิมนะคะ ซึ่งก็ถือว่าจะมีการเปิดให้ สมาชิกลงคะแนนในช่วง 22-27 พฤษภาคมนี้. หลังจากตกลงกันแล้วน่าจะมีสัญญาณเชิงบวก ว่าน่าจะสามารถไปกันต่อได้หลังประกาศข้อ ตกลงนะคะ.

ไปดูตลาดตอบรับดีกว่านะคะ ล่าสุด หุ้น Samsung ค่ะ ขยับขึ้นดีดแรง 8.5% 5% เลยนะคะ ระดับสูงสุดเป็นประวัติการ. ส่วน Kospi เกาหลีใต้ ก็ขยับขึ้นกว่า 8% สะท้อน ว่าตลาดตอนนี้ตอบรับกับความคลี่คลายความ ขัดแย้งในเชิงบวกแล้ว. และความต้องการชิป AI ที่พุ่งสูงขึ้น ก็ยังทำให้ตัว Market Cap หรือว่ามูลค่าตลาดของ Samsung เนี่ยไป ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือน พฤษภาคมนี้ด้วย.

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ เปิดเผยให้เห็นความแตกแยกที่ชัดเจน เกี่ยวกับวิธีการแบ่งปันผลประโยชน์จากกระแส บูมของ AI นะคะ. พนักงานแผนกหน่วยความจำ แน่นอนนะคะ อย่างที่เราคุยไปได้รับโบนัสก้อน ใหญ่ นะคะ หลัก 10 ล้านกว่าบาทด้วยซ้ำนะคะ แต่พนักงานแผนกชิปอื่นๆเนี่ยนะคะ ของ Samsung ก็อาจจะได้รับตัวโบนัสเนี่ย น้อยกว่ามากทีเดียว. ซึ่งก็มีวิศวกรในแผนกโรงงานผลิตชิปรายหนึ่งเปิดเผยวิว่า ในส่วนของธุรกิจหน่วยความจำดูเหมือนจะพอใจกับ ข้อตกลงนี้ แต่ทีมอื่นดูแล้วไม่ค่อยพอใจ สักเท่าไหร่นะคะ แล้วตอนนี้คนที่ไม่พอใจ เองก็ตัดสินใจทยอยลาออกจากบริษัทแล้วด้วย. ก็ถือว่าเป็นข้อตกลงที่ตอนนี้เหมือน จะตกลงกันได้ แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็น ด้วยกับข้อตกลงนี้ค่ะ.

ทีนี้มาดูกันนะคะ สำหรับเรื่องของโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส นะคะ เราจะมีความหวังมาก ขนาดไหนกับในภาคธุรกิจกัน เดี๋ยวเราไปร่วม พูดคุยกันนะคะ กับทางคุณสง่า เรืองวัฒนกุล ค่ะ นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร ค่ะ. คุณสง่า สวัสดีค่ะ.

สวัสดีค่ะ.

คุณสง่า ได้ยินเรามั้ยคะ.

ค่ะ คุณสง่า สวัสดีค่ะ เดี๋ยวรอเช็คสัญญาณ สักครู่นึงนะคะ คุณสง่าก็จะมาในหมวกของผู้ ประกอบการนะคะ ว่าตอนนี้ธุรกิจเป็นอย่างไร รวมถึงสถานการณ์ไทยช่วยไทยพลัส เองอาจจะ ช่วย Boost นะคะ ตัวเศรษฐกิจ หรืออย่างน้อย ช่วยเยียวยาไม่ให้แย่ไปกว่านี้ได้หรือ เปล่า. คุณสง่ากลับมาแล้ว สวัสดีค่ะ.

เรายังไม่ได้ยินนะคะ เดี๋ยวรอเช็คสัญญาณ สักครู่นึงนะคะ.

โอเคค่ะ ยังไงก็เดี๋ยวจะร่วมพูดคุย คุณสง่า นะคะ เพราะว่าในในมิติที่โอเคละค่ะ 60-40 นะคะ แต่ว่าในมุมผู้ประกอบการเองเนี่ย จะได้ในเรื่องของการสนับสนุนอย่างไรกันบ้างคะ แล้วก็มองในมุมนะคะว่า แล้วในฐานะภาค เอกชนเองเนี่ย ในช่วงที่เหลือของปี เรามองภาพรวมสิยังไง รวมถึงผลกระทบที่มันจะกระทบ ต่อในภาคธุรกิจนะคะที่กำลังทำอยู่นั่นเอง นะคะ.

ค่ะ ซึ่งตอนนี้ถ้าไปดูสิทธิ์นะคะ ของตัวไทยช่วยไทยพลัส นะคะ ลงทะเบียนไปแล้วเนี่ยนะ ต้องบอกว่าเหลือเพียงแค่ 11,900,000 สิทธิ์เท่านั้นนะคะ ซึ่งก็ยังมีเวลานะคะ เพราะว่าเอิ่มถ้ารอบนี้เต็มเนี่ย ก็มีการประเมินว่าเดี๋ยวจะมีเปิดรอบหน้าด้วย เหมือนกันนะคะ. อ่ะ คุณสง่ากลับมาอีกครั้งนึง สวัสดีคุณสง่าค่ะ.

สวัสดีค่ะ.

สวัสดีครับ สวัสดีครับ ได้ยินนะครับ.

ได้ยินชัดเจนค่ะ คุณสง่า ถ้าประเมินภาพ ธุรกิจตอนนี้ก่อนนะคะ เราผ่านมาเกือบๆ 5 เดือนแล้ว สถานการณ์ของธุรกิจเป็นยังไงบ้างคะ.

เอ่อ ต้องต้องเรียนอย่างงี้ว่า ข้าวสารเนี่ย รายได้หลักๆเนี่ย 80% มาจากนักท่องเที่ยว.

แล้วก็หลักๆก็คือเป็นตลาด ยุโรป.

อืม.

นะ ครับ.

เอ่อ เพราะฉะนั้นเนี่ยเนี่ยเอ่อ 5 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขเราเนี่ยเปรียบเทียบกับปีที่แล้วนะครับ จากดูจาก Occupancy ของโรงแรมดีกว่านะฮะ ว่าน้อยกว่าปีที่แล้ว ประมาณซักเกือบ 20%.

อืม ค่ะ.

นะ ครับ.

อันนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้า มาพักบริเวณถนนข้าวสารนะครับ ก็หายไป ประมาณ 20% เอ่อรายได้น่าจะหายไปประมาณ ซัก 30%.

อืม.

นะ ครับ.

มากกว่ามากกว่านักท่องเที่ยวที่หาย ไป.

ค่ะ ค่ะ.

ครับ.

เกิดจากอะไรคะ เรามีการประเมินมั้ยคะ.

เอ่อ หลักๆเนี่ยผมเชื่อว่าเรื่องของเรื่องของสงคราม อันดับ 1 เลยนะครับ ที่ทำให้นัก ท่องเที่ยวเนี่ยหายไป มีการยกเลิกการจอง ห้องพักนะครับ แล้วก็มีเอ่อตัว Forward Booking หรือ Booking ก็เข้ามา ช้า.

อืม.

นะ ครับ.

มันก็เลยทำให้ตัวเลขนักเที่ยวเนี่ย หายไป. แต่ว่าเปรียบเทียบกับทาง ททท. เนี่ย ททท. บอกว่าทั้งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึง 15 พฤษภาคมเนี่ย ตัวเลข ททท. บอกว่าหายไปประมาณเกือบ 5%.

อืม.

นะ ครับ.

แต่จริงๆ ภาพภาพรวมของเราเนี่ย เราหายไปประมาณเกือบ 20%.

อือฮึ.

นะ ครับ.

แล้วก็เรื่องของตลาดคนไทยที่มา เที่ยวช่วงเนี่ย กำลังการซื้อก็หายไปเยอะ. จริงๆมันหายไปตั้งแต่ปีที่แล้วละนะ ครับ แล้วก็ นักท่องเที่ยวก็หายไปด้วยใน ส่วนของคนไทย.

ค่ะ.

ค่ะ.

ทีนี้เรามีโครงการไทยช่วยไทยพลัส ค่ะ คุณสง่า เรามองว่ามันจะช่วยเอ่อมีการ กระตุ้นนะคะในแง่ของภาคธุรกิจไงบ้างคะ.

อืม ผมมองว่าในส่วนของเขตพระนครเอง หรือ ข้าวสารเนี่ย ไม่ได้มีผลเท่าไหร่ ต้องเรียนอย่างนี้ดีกว่านะฮะ เพราะอย่างที่ผมเรียน ไปว่ารายได้หลักของเราเนี่ย มาจากนักท่อง เที่ยวเป็นหลัก.

อือ.

นะ ครับ.

เพราะฉะนั้นเนี่ย ตรงนี้ก็คงไม่ได้ มีผลเท่าไหร่นัก. แล้วส่วนเรื่องที่อันที่ 2 ก็คือว่า ไทยช่วยไทยพลัส เนี่ย ไม่สามารถใช้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้.

ค่ะ.

ซึ่ง ข้าวสารเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามัน เป็นเรื่องของเอ่อเอ่อ Entertainment เป็นหลักด้วยในช่วงกลางคืนนะครับ กลางวันก็จะเป็นนักท่องเที่ยวเป็นหลักนะครับ. เพราะฉะนั้นเนี่ย ถ้าบอกว่าในถนนข้าวสารเอง ก็ไม่ได้มีผลเท่าไหร่กับผู้ประกอบการ แล้วก็เอ่อหลักๆหลักๆมันก็เป็นนักท่อง เที่ยวซักส่วนใหญ่.

อือฮึ.

นะ ครับ.

ค่ะ.

แล้วในมุมของการประคองค่าครองชีพล่ะคะ เพราะว่าก็ยอมรับว่าเอ่อในส่วนหนึ่ง รัฐบาลอยากจะเยียวยาไม่ให้ผลกระทบ เนี่ยไปตกอยู่กับผู้ที่มีภาระค่าใช้จ่าย. เรามองว่ารายได้ที่ลดลงแบบนี้น่าจะช่วย ประคองได้มากน้อยแค่ไหนกับไทยช่วยไทยพลัส กับคน ทำงานเนี่ยคะ.

ผมครับผมผมเชื่อว่าช่วยได้แหละฮะ บางส่วนนะฮะ แต่ว่าในส่วนตัวเองที่เป็นหนึ่งในผู้ เสียภาษีเนี่ย.

ก็ยังมองว่าเอ่อ.

มันถูกจำกัดนะครับ แล้วก็คนที่เดือดร้อนเนี่ย มันมันคือเกือบทุก Sector เลย อย่างงี้ดีกว่านะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ ได้รับสิทธิ์ หรือผู้ที่เอ่อเป็นเป็นส่วน ของร้านอาหารในที่ไปร่วมในของการการใช้ สิทธิ์ด้วยนะครับ. เพราะฉะนั้นเนี่ย รัฐบาล เอ่อยังยังมีการแบ่ง Sector อยู่ว่าบาง Sector ใช้ไม่ได้ บาง Sector ใช้ได้. ตรงนี้ผมเชื่อว่ามันก็เลยมีผลกระทบกับผู้ประกอบบางราย อันนี้ภาพรวมนะฮะ เอ่อทั่วๆไปว่าเช่นเอ่อ ร้านสปาใช้ไม่ได้ ร้านเอ่อสะดวกซื้อใช้ไม่ได้. มันก็เลยทำให้การที่จะเข้าไปเยียวยา หรือไอ้พวกนี้มันไปมันไปไม่ครบ.

ค่ะ.

ค่ะ.

มองว่าควรจะมีมาตรการไหนเข้ามาเยียวยา ที่มันตรงจุดคะ คุณสง่า.

เอ่อ จริงๆแล้วตัวตัวช่วยไทยเนี่ย มันก็ช่วยได้ระดับนึงนะครับ ผมมองว่าวันนี้ เนี่ยไม่ว่าคนที่รับเงินเดือนนะครับ ในภาคธุรกิจทุกธุรกิจเนี่ยก็เดือดร้อนเหมือน กันนะครับ. เพราะฉะนั้นเนี่ย การที่จะสามารถ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ หรือว่าประชาชนได้ โดยตรงเนี่ย ก็คือในส่วนของ VAT ผมเชื่อว่าการลด VAT ของเอ่อจะช่วยให้เงินออก มาจับมากขึ้น. โดยคุณสามารถเลือกได้อย่างที่ ไทยช่วยไทยเนี่ย เอ่อกำหนดว่าขั้นต่อ 1,000 บาทต่อ 1 เดือนอะไรพวกนี้นะครับ ผมคิดว่าตรงนี้เนี่ย มันสามารถกระตุ้นภาพรวมของภาค ธุรกิจนะครับว่าทุกคนก็ออกเป็นการใช้สอย สิ่งที่จะเป็นอยู่แล้วทุกวันนะครับ. เพราะฉะนั้นเนี่ย การลด VAT ตรงนี้เนี่ย ผมเชื่อว่ามันมันจะลงไปถึงครบ สามารถช่วยเหลือ เอ่อประชาชนได้.

ได้เลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ สำหรับวันนี้ค่ะ คุณสง่าคะ.

ขอบคุณครับผม สวัสดีครับ.

สวัสดีค่ะ.

คุณสง่า เรืองวัฒนกุลนะคะ ก็จากฝั่งของข้าว สารนะคะ ก็ชัดเจนค่ะว่าจริงๆตลาดข้าวสาร เนี่ยนักท่องเที่ยวซะส่วนใหญ่นะคะ แล้วก็ นักท่องเที่ยว ยุโรปด้วย. ดังนั้นสิ่งที่ เกิดขึ้นก็คือตัวรายได้เนี่ยลงไปเลย 30% อย่างที่เห็นตอน 5 เดือนที่ผ่านมานะคะ ส่วน Rate หรือว่าอัตราการเข้าพักก็ลงไป 20%.

นะคะ ต.ท. บอกว่าหายไป 5% เค้าบอกว่ามันแล้ว แต่กลุ่มแต่ว่าเค้าเองกระทบหนักทีเดียวนะคะ สงครามเนี่ยเป็นเหตุสำคัญเลยทำให้การยกเลิกการจองห้องพักเนี่ยเพิ่มสูงขึ้น ส่วนคนไทยในการท่องเที่ยวมาในช่วงก็น้อยลงด้วยนะคะ ดังนั้นไทยช่วยพลัสไปช่วยคนไทย แต่ว่าก็อาจจะไม่ได้ตรงกับธุรกิจท่องเที่ยวสักเท่าไหร่นะคะ

ทีนี้มาดูอีก 1 วิกฤตทางด้านของ GDP ที่หลายๆคนอาจจะมองไม่เห็นนะคะ แต่ว่าเรามีข้อมูลมา เพราะว่าแม้ว่าฝั่งของ AI แล้วก็การเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราเร่งแบบนี้เนี่ย แต่ในมุมกลับกันในการทำธุรกิจของฝั่งอาเซียนนะคะ กลับล้มนะคะอย่างต่อเนื่องเลย ทีนี้มาดูกันสำหรับตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศในอาเซียนค่ะ มีทั้งภาพของการทรงตัวแล้วก็มีภาพของการดรอปลงไปด้วย แม้ว่าจะได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโต แต่ว่าในภาพรวมเนี่ยที่ยังดูแข็งแรง ภาคการผลิตในหลายอุตสาหกรรมกำลังเจอกับแรงกดดันที่ชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งการปิดโรงงาน การลดกำลังการผลิต ไปจนถึงเรื่องของการปลดพนักงานด้วย หลังจากผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออก ซึ่งก็เริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์แล้วก็ห่วงโซ่ประธานในทั่วทั้งภูมิภาค

ทีนี้มาดูตัวเลขดัชนี PMI ค่ะ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของกลุ่มอาเซียน 11 ประเทศในช่วงเดือนเมษายน แม้ว่าจะยังอยู่เหนือระดับ 50 จุด แต่ก็ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน นักวิเคราะห์ก็เลยตั้งข้อสังเกตด้วยค่ะว่า ภาพรวมเนี่ยมันอาจดูดีกว่าความเป็นจริง เพราะว่าแรงส่งจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกระแสความต้องการสินค้า AI กำลังช่วยพยุงตัวเลขเศรษฐกิจเอาไว้ แต่มันสวนทางกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมจำนวนมากที่ก็เริ่มถดถอย

ดูที่ประเทศแรกก่อนนะคะ ก็คือมาเลเซีย ทางหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของทางแบงค์ทาง Ferdaos ROS ระบุว่าความแข็งแกร่งของการค้ากำลังบดบังแรงกดดันในหลายภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนในเมืองมัวฐานการผลิตเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งโรงงานขนาดเล็กกว่า 100 แห่งทยอยปิดกิจการไปแล้วจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลสำรวจจากผู้ประกอบการ 225 บริษัทพบว่า 28% มีแผนหรือเริ่มปรับลดพนักงานแล้วด้วย

ประเทศที่ 2 ฟิลิปปินส์ กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่รับผลกระทบรุนแรงที่สุดเลย สูญเสียตำแหน่งงานกว่า 217,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม คิดเป็น 5.8% ของแรงงานภาคการผลิต และดัชนี PMI ก็หดตัว เพราะเจอแรงกดดันทั้งต้นทุนพลังงาน กำลังซื้อที่อ่อนแอ และไม่ได้รับอานิสงส์จาก AI Hardware Boom

ประเทศที่ 3 คือเวียดนาม กำลังเผชิญกับเศรษฐกิจ 2 โลก ซึ่งอุตสาหกรรมรองเท้าได้รับผลกระทบหนักที่สุด ค่าขนส่งน่ะเพิ่มขึ้นมาเลยราว 15% และวัตถุดิบที่อิงราคาน้ำมันปรับขึ้นกว่า 30% แต่ก็ไม่สามารถปรับราคาขายได้ เพราะสัญญาส่งออกเค้าทำไว้ล่วงหน้า

ส่วนไทยค่ะ ผู้ผลิตเนี่ยเริ่มได้รับผลกระทบเช่นกัน Element 6 Evolution ผู้ผลิตเรือใกล้ท่าเรือแหลมฉะบังไม่สามารถนำเข้าเรซิ่นจากดูไบผ่านเส้นทางเรือได้ตามปกติ ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางอากาศแบบเร่งด่วน ก็เลยทำให้ต้นทุนน่ะพุ่งขึ้นถึง 400%

ส่วนอินโดนีเซียและสิงคโปร์ สำหรับอินโดนีเซียค่ะ ภาคการผลิตเนี่ย 10 จาก 16 อุตสาหกรรมเติบโตช้ากว่าเศรษฐกิจรวม ราคาปิโตรเลียมก็พุ่งกระทบอุตสาหกรรมพลาสติกด้วย ส่วนสิงคโปร์นั้นก็เริ่มหันมาพึ่งฐานการผลิตใกล้บ้านอย่างเช่นเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์ เพื่อที่จะลดความเสี่ยงด้านต้นทุนขนส่ง

ซึ่งนักวิเคราะห์ก็ประเมินค่ะว่า หากปัญหาซัพพลายเชนเนี่ยยังไม่คลี่คลาย ภาวะตึงตัวอาจรุนแรงมากยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เพราะว่าผู้ประกอบการเขามีการเก็บสต็อกวัตถุดิบเอาไว้เพียง 3-4 เดือนเท่านั้น และทาง Federation of Rally ก็สรุปด้วยนะคะว่า วิกฤตรอบนี้อาจเป็นวิกฤตที่ GDP มองไม่เห็น เพราะว่าผลกระทบเนี่ย มันค่อยๆส่งผ่านเป็นโดมิโนที่ล้มต่อเนื่องที่รับภาคส่วนด้วยกัน และแม้ว่ากระแส AI เนี่ยจะช่วยพยุงเศรษฐกิจรวม แต่ว่าในกลุ่มธุรกิจ SME ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมเริ่มสะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วว่า สงครามนั้นไม่ได้กระทบเพียงตลาดพลังงาน แต่มันลุกลามไปนะคะสู่ในภาวะเศรษฐกิจจริงของภูมิภาคแล้วค่ะ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าบ้านเรานะคะ นักธุรกิจเองนะคะ หรือว่าใครที่ทำงานอยู่เนี่ย ก็จะเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วเช่นเดียวกันนะคะ ก็หวังว่าเราก็จะต้องพยายามนะคะ ผลักดันพัฒนาตัวเอง อัพสกิลตัวเองนะคะ พร้อมกับการส่งเสริมจากภาครัฐนะคะ เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้นะคะ ทั้งในเชิงของบุคคล ในเชิงของธุรกิจ และในเชิงของประเทศด้วยนะคะ เพราะการแข่งขันท้าทายขึ้นมากเหลือเกินค่ะ

ส่วนวันนี้เวลาของรายการหมดลงแล้วนะคะ เดี๋ยวกลับมาติดตาม Morning Well ได้ใหม่ในวันพรุ่งนี้ ทุกช่องทางของ The Standard Bell ก็สามารถกดไลก์ กด Subscribe กด Follow เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารที่น่าสนใจนะคะ วันนี้เรา 2 คนและทีมงานลาไปก่อน สวัสดีค่ะ

>> สวัสดีค่ะ

>> อีสานมีของดีเนยถั่ว 100 ล้าน น้ำปลาร้าพันล้าน รองเท้าแตะวิ่งส่งออกระดับโลก และอีกมากมายที่โตไกลกว่าอีสาน และโอกาสต่อไปอาจเป็นธุรกิจของคุณ หาคำตอบพร้อมกันในงาน ปีที่ 3 The Securce Business Weekend อีสาน 2026 เทศกาลผู้ประกอบการที่ม่วนที่สุด ยกระดับเนื้อหาให้ลึกลึกขึ้นโดยอินไซด์ธุรกิจจริงในพื้นที่ แซ่บขึ้นกับบทเรียนผู้ประกอบการที่มาแชร์แบบไม่มีกั๊ก แม่นขึ้นด้วยเฟรมเวิร์คเอาตัวรอดในยุคต้นทุนสูง และคุ้มค่าขึ้นกับโปรโมชั่นบัตรพิเศษ งานเดียวตอบโจทย์ทั้งความรู้แล้วก็ Connection พบกันวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ ที่ KCC ขอนแก่น ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ SIP Event แล้วมาโตเป็นน้ำกันเด้อ

>> ฝากกดติดตาม กดไลก์ กด Subscribe กดกระดิ่ง ช่วยเตือนไม่ให้พลาดทุกข่าวสารดีๆจาก The Standard Well ค่ะ สนับสนุนโดย SCBTH เฮ