📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

8 นิสัยของคนญี่ปุ่น ที่อาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้ทั้งชีวิต

มีนาเล่าให้ฟัง14:00

Transcription

คุณเคยสงสัยไหมคะ ทำไมคนญี่ปุ่นถึงมีอายุยืนที่สุดในโลก? ทำไมเมืองของเขาถึงสะอาดแทบทุกซอกทุกมุม? และทำไมผู้คนจำนวนมากดูสงบ มีสมาธิ และใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย?

มันไม่ใช่เรื่องของพันธุกรรม และมันไม่ใช่เรื่องของโชค แต่มันคือนิสัย นิสัยเล็กๆ ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม และเพราะมันเล็กนี่แหละ มันถึงได้ผลจริง วันนี้มีนาจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับนิสัยเล็กๆ 8 อย่างของชาวญี่ปุ่น มันไม่ใช่การเปลี่ยนชีวิตแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ที่สะสมผลลัพธ์ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระยะยาว เพราะในญี่ปุ่นมีคำพูดว่า "ตะปูที่ยื่นออกมาจะถูกตอกลง" แต่ปรัชญานี้มีอีกด้านนึง เมื่อทุกคนเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งสังคมจะค่อยๆ ยกระดับขึ้นพร้อมกัน

นิสัยแรกคือ ไคเซ็น ไคเซ็นคือแนวคิดที่ทรงพลังมากของชาวญี่ปุ่น และอาจเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมหลายสิ่งในประเทศนี้ถึงพัฒนาอย่างมั่นคง ไคเซ็นหมายถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่การเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ในชั่วข้ามคืน แต่คือการทำให้ดีขึ้นแค่ 1% ในทุกๆ วัน บริษัทอย่างโตโยต้าประสบความสำเร็จระดับโลกก็เพราะแนวคิดนี้ พวกเขาไม่ได้พยายามสร้างรถที่สมบูรณ์แบบในวันเดียว แต่ค่อยๆ ปรับปรุงกระบวนการเล็กๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ลองนึกภาพชีวิตของเราเอง ถ้าคุณอยากออกกำลังกาย อย่าเพิ่งคิดถึงการเข้ายิมวันละ 1 ชั่วโมง เพราะความคิดนั้นมักทำให้เราผลัดวันประกันพรุ่ง แต่ถ้าเริ่มจากวิดพื้นแค่ 1 ครั้ง มันง่ายจนแทบไม่มีข้ออ้างจะไม่ทำ หรือถ้าคุณอยากอ่านหนังสือ แทนที่จะตั้งเป้าวันละ 1 บท ลองเริ่มจากวันละ 1 หน้า การเริ่มจากสิ่งที่เล็กมากจะช่วยลบแรงต้านในใจ และเมื่อทำซ้ำทุกวัน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้จะค่อยๆ กลายเป็นนิสัย และในระยะยาว มันจะพาคุณไปไกลกว่าการพยายามเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน

และเมื่อคุณเริ่มเปลี่ยนชีวิตด้วยการพัฒนาเล็กๆ แบบไคเซ็นไปเรื่อยๆ คำถามหนึ่งจะเริ่มดังขึ้นในใจว่า "แล้วเรากำลังพัฒนาตัวเองไปเพื่ออะไร?" นี่แหละคือจุดที่แนวคิดถัดไปของชาวญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาท นั่นคือ อิคิไก

อิคิไกคือเหตุผลที่ทำให้คุณอยากตื่นขึ้นมาในตอนเช้า มันไม่ใช่แค่งานที่ต้องทำ ไม่ใช่ภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย ในโอกินาวา ซึ่งเป็นหนึ่งในบลูโซนของโลก ที่ผู้คนมีอายุยืนและสุขภาพดี สิ่งหนึ่งที่พบเหมือนกันคือ คนที่นั่นมีอิคิไก บางคนตื่นมาเพื่อดูแลสวน บางคนตื่นมาเพื่อสอนหลาน บางคนตื่นมาเพื่อทำงานเล็กๆ ที่ตัวเองรัก แม้จะเกษียณแล้ว

ลองถามตัวเองดูสิคะว่า ทุกวันนี้อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณอยากลุกจากเตียง? ไม่ใช่เพราะต้องไปทำงาน แต่เพราะคุณอยากทำจริงๆ อิคิไกมักอยู่ตรงจุดตัดของ 4 อย่าง คือ สิ่งที่คุณรัก สิ่งที่คุณถนัด สิ่งที่โลกต้องการ และสิ่งที่คุณสามารถสร้างรายได้จากมัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณชอบเล่าเรื่องและเล่าเก่ง โลกต้องการคนสื่อสาร และถ้าคุณสามารถทำมันเป็นอาชีพหรือรายได้เสริมได้ ทุกเช้าที่คุณตื่นขึ้นมา คุณจะไม่รู้สึกว่ากำลังฝืนใช้ชีวิต หรือถ้าคุณชอบทำอาหาร ทำให้คนอื่นมีความสุข และมีคนพร้อมจ่ายเพื่อสิ่งนั้น สิ่งนี้อาจเป็นอิคิไกของคุณ

เมื่อเรามีอิคิไก ร่างกายและจิตใจจะมีพลังมากขึ้น ความเครียดลดลง และสุขภาพโดยรวมก็ดีขึ้น เพราะชีวิตไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยภาระ แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความหมาย

และเมื่อชีวิตเริ่มมีทิศทางจากอิคิไก สิ่งต่อมาที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญ คือวิธีดูแลร่างกายให้เดินไปกับชีวิตได้นานที่สุด นั่นคือ ฮาระฮาชิบุ

วลีนี้เป็นธรรมที่ชาวโอกินาวาพูดกับตัวเองก่อนเริ่มมื้ออาหาร เพื่อเตือนสติไม่ให้กินจนจุก เพราะความจริงแล้วสมองของเราต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาที กว่าจะรับรู้ว่าอิ่ม หลายครั้งที่เรากินเกินไป ไม่ใช่เพราะร่างกายต้องการ แต่กินเพราะอาหารอยู่ตรงหน้า การหยุดกินเมื่อรู้สึกอิ่มประมาณ 80% จะช่วยลดภาระของระบบย่อยอาหาร ลดอาการอักเสบและความเสื่อมของร่างกาย และในระยะยาวยังช่วยยืดอายุไขได้

ลองนึกภาพมื้ออาหารหนึ่ง ถ้าคุณค่อยๆ กิน วางช้อนเป็นระยะ เคี้ยวให้ช้าลง และหยุดถามตัวเองระหว่างมื้อว่า "ตอนนี้ฉันหิวจริงๆ หรือแค่กินเพราะมันอร่อยและอยู่ตรงหน้า?" แค่เปลี่ยนจังหวะการกินเล็กๆ แบบนี้ ไม่ต้องอด ไม่ต้องควบคุมอย่างเคร่งครัด แต่ฟังร่างกายให้มากขึ้น สุขภาพของคุณก็จะเริ่มเปลี่ยนไปอย่างที่คุณรู้สึกได้จริง

สิ่งถัดไปที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือการดูแลจิตใจ นั่นคือ ชินรินโยคุ ซึ่งแปลตรงตัวว่า "การอาบป่า" แต่มันไม่ใช่การออกกำลังกายหนัก ไม่ใช่การเดินป่าผจญภัย หรือการต้องไปให้เหงื่อออกมากๆ แต่คือการพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เดินช้าแบบไม่ต้องรีบ ไม่ต้องมีเป้าหมาย แค่เดิน ฟังเสียงใบไม้ ลม และนกรอบตัว และหายใจเข้าลึกๆ ให้เต็มปอด

ลองนึกภาพตัวเองวางโทรศัพท์ลงชั่วคราว ปล่อยสายตาให้มองสีเขียวรอบตัว งานวิจัยในญี่ปุ่นพบว่า การอาบป่าสามารถช่วยลดความเครียด ลดความดันโลหิต และทำให้หัวใจเต้นช้าลงได้ หลายคนอาจคิดว่าไม่มีเวลา แต่จริงๆ แล้วอาจเริ่มจากสวนเล็กๆ ใกล้บ้าน เดินรอบต้นไม้ไม่กี่นาทีหลังเลิกงาน หรือแค่หยุดยืนใต้ร่มไม้แล้วหายใจลึกๆ สัก 3 ครั้งก็เพียงพอแล้ว ธรรมชาติไม่ต้องการเวลามากจากเรา แค่เรายอมให้ตัวเองช้าลง จิตใจก็จะค่อยๆ ฟื้นกลับมาจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน

เมื่อจิตใจเริ่มสงบจากการได้อยู่กับธรรมชาติ สิ่งถัดไปที่ชาวญี่ปุ่นเรียนรู้ คือวิธีมองโลกและมองตัวเองให้เบาลง นั่นคือ วาบิซาบิ

แนวคิดนี้คือการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต ในขณะที่โลกตะวันตกมักสอนให้เราไล่ล่าความเพอร์เฟค ภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ และความสำเร็จที่ไม่มีรอยตำหนิ แต่ วาบิซาบิสอนตรงกันข้าม มันบอกเราว่าความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีจริง และการพยายามไปถึงมันมีแต่จะทำให้เหนื่อยเปล่า วาบิซาบิคือการเห็นความงามในสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่สมบูรณ์ และยังไม่เสร็จสิ้น

ลองนึกภาพถ้วยชาที่มีรอยร้าว หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีรอยรองรอยการใช้งาน สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตำหนิ แต่คือเรื่องราวที่สะสมมา เช่นเดียวกับริ้วรอยบนใบหน้า หรือบาดแผลในชีวิต มันไม่ใช่ข้อบกพร่อง แต่มันคือแผนที่ที่บอกว่าคุณผ่านอะไรมาบ้าง

เมื่อเราเริ่มมองโลกด้วยสายตาของวาบิซาบิ เราจะค่อยๆ เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับภาพลักษณ์ที่คนอื่นสร้างขึ้นในโลกออนไลน์ ชีวิตจะเบาขึ้น ใจจะอ่อนโยนขึ้น และเราจะอนุญาตให้ตัวเองเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบได้อย่างสบายใจ เพราะริ้วรอย รอยแผล หรือความไม่สมบูรณ์ต่างๆ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรีบแก้หรือซ่อนมันเอาไว้ แต่มันคือร่องรอยของชีวิตที่คุณใช้มาแล้ว

ลองถามตัวเองดูว่า อะไรคือความสวยงามกันแน่? ความเรียบเนียนไร้ตำหนิ หรือเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้บนร่างกายและหัวใจ? สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่มันคือหลักฐานว่าคุณเคยใช้ชีวิต เคยรัก เคยเจ็บ และยังยืนอยู่ตรงนี้

และเมื่อเราเรียนรู้ที่จะยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตได้แล้ว สิ่งถัดไปที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญ คือวิธี ยืนอยู่กับความยากลำบากอย่างมีศักดิ์ศรี นั่นคือ กามัน หรือ กามัญญะ

กามัน คือความสามารถในการอดทนต่อสถานการณ์ที่ไม่่ง่าย โดยไม่บ่นโวยวาย ไม่โทษใคร และไม่ปล่อยให้อารมณ์พาเราหลุดจากตัวเอง แต่มันไม่ได้หมายถึงการเก็บกดหรือฝืนทนแบบเงียบๆ หลายคนอาจเข้าใจผิดว่ากามันคือไม่มีความรู้สึก ต้องฝืนทนแบบกัดฟันแล้วทำเหมือนไม่เจ็บไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น กามันไม่ได้สอนให้เราปิดความรู้สึกของตัวเอง กามันคือการยอมรับว่าความเจ็บปวดนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ปล่อยให้มันควบคุมการตัดสินใจหรือการกระทำของเรา เราอาจรู้สึกเจ็บ เหนื่อย หรือท้อได้ แต่เราเลือกไม่ให้ความเจ็บนั้นพาเราหลุดจากตัวเอง และไม่ให้มันกำหนดว่าเราจะกลายเป็นคนแบบไหน

กามันคือความเข้มแข็งจากข้างใน ที่ยอมรับความจริงของสถานการณ์ตรงหน้า แล้วเลือกที่จะก้าวผ่านมันไปอย่างมีสติ ลองนึกภาพเวลาที่ไม่เป็นอย่างที่หวัง งานไม่ราบรื่น หรือเจอเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ แทนที่จะรีบโวยวาย หรือเอาพลังไปกับความโกรธ กามันสอนให้เราหยุดหายใจ แล้วถามตัวเองว่า "ตอนนี้สิ่งที่ควบคุมได้คืออะไร?" เมื่อใจเรามั่นคงขึ้น เราจะตัดสินใจได้ดีขึ้น และผ่านอุปสรรคไปโดยไม่ทำร้ายตัวเอง หรือคนรอบข้าง ความอดทนแบบกามันไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ แต่มันทำให้เราแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่กับชีวิตได้ในทุกช่วงเวลา

ข้อที่ 7 โอโมอิยาริ คือการนึกถึงใจเขาใจเรา ไม่ใช่แค่การมีมารยาทตามกฎ แต่คือการคาดเดาความต้องการ หรือความรู้สึกของผู้อื่นล่วงหน้า แล้วเลือกกระทำในแบบที่ไม่รบกวนกัน ตัวอย่างง่ายๆ คือการไม่ส่งเสียงดังในที่สาธารณะ ไม่ใช่เพราะกลัวผิดกฎ แต่เพราะเข้าใจว่าคนรอบข้างอาจกำลังเหนื่อย หรืออยากพักผ่อน หรือการรักษาความสะอาดพื้นที่ส่วนร่วม แม้ไม่มีใครเห็น เพราะรู้ว่านี่คือพื้นที่ที่ทุกคนต้องใช้ร่วมกัน

มีนาอยากให้เพื่อนๆ ลองทำแบบนี้ดู เวลาเพื่อนๆ จะทำอะไรสักอย่าง ให้หยุดคิดแค่ไม่กี่วินาที ถ้าคุณฟังเพลงเสียงดังเกินไปไหม? ถ้าคุณคุยโทรศัพท์ คนรอบข้างจะถูกรบกวนหรือเปล่า? ถ้าคุณกินของในที่สาธารณะ กลิ่นจะไปรบกวนคนอื่นไหม? หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างการทิ้งขยะ ถามตัวเองว่า "มันจะทำให้พื้นที่ตรงนี้น่าอยู่ขึ้นหรือแย่ลง?" โอโมอิยาริไม่ได้หมายความว่าต้องเอาใจคนอื่นตลอดเวลา แต่คือการตระหนักว่าการกระทำเล็กๆ ของเราส่งผลต่อสังคมเสมอ และเมื่อคนส่วนใหญ่คิดถึงกันก่อน สังคมก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ โดยไม่ต้องพึ่งการควบคุมหรือการบังคับมากมาย

ข้อที่ 8 คินสึ คือศิลปะแห่งการซ่อมแซมด้วยทอง เมื่อถ้วยชามแตก ชาวญี่ปุ่นจะไม่ทิ้งมัน และไม่พยายามซ่อนรอยร้าว แต่เลือกซ่อมมันด้วยทองคำ เพื่อเน้นให้เห็นรอยแตกนั้นอย่างชัดเจน เพราะรอยแตกคือส่วนหนึ่งของเรื่องราว ไม่ใช่สิ่งที่ต้องลบออก

แนวคิดนี้เปรียบเหมือนชีวิตของคนเรา เมื่อเราเคยล้ม เคยเจ็บ หรือเคยผิดพลาด สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เราด้อยค่า แต่กลับกลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่า ที่หล่อหลอมให้เราแข็งแรงและงดงามกว่าเดิม บาดแผลในชีวิตไม่ใช่สิ่งที่ต้องปิดบัง แต่มันคือหลักฐานว่าเราเคยใช้ชีวิต เคยรัก เคยเจ็บ และยังยืนอยู่ตรงนี้

หลายคนคิดว่าคนที่แข็งแกร่งคือคนที่ไม่เคยแตกหัก แต่ความจริงแล้วคนที่แข็งแกร่งคือคนที่เคยพังแล้วลุกขึ้นมาสร้างตัวเองใหม่ ถ้าตอนนี้คุณกำลังอยู่ในช่วงที่ยากลำบาก เหนื่อย หรือรู้สึกว่าชีวิตไม่เป็นอย่างที่คิด นั่นไม่ได้แปลว่าคุณพังหรือมีตำหนิ แต่มันหมายถึงคุณกำลังเปลี่ยนแปลง กำลังแปรสภาพไปสู่ตัวคุณในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิม ความเจ็บปวดไม่ได้ทำลายคุณ ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ มันกำลังหล่อหลอมคุณอยู่

นิสัยทั้งหมดที่นาน่าเล่าให้ฟังนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นผลได้ทันที และไม่ใช่เรื่องของความไว แต่มันคือเรื่องของวินัยเล็กๆ ที่เราทำซ้ำในทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้พร้อมหรือสมบูรณ์แบบ แค่ทำต่อไปอย่างสม่ำเสมอ แล้ววันนึงคุณจะหันกลับมามองตัวเอง แล้วเห็นว่าชีวิตได้เปลี่ยนไปไกลกว่าที่คิด

1. **ไคเซ็น:** พัฒนาทีละนิด ทำเล็กๆ แต่ทำทุกวัน

2. **อิคิไก:** เหตุผลที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

3. **ฮาระฮาชิบุ:** กินให้อิ่มแค่พอดี ฟังร่างกาย

4. **ชินรินโยคุ:** อยู่กับธรรมชาติให้ใจได้พัก

5. **วาบิซาบิ:** ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ เลิกเปรียบเทียบ

6. **กามัน:** อดทนอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้ความเจ็บคุมเรา

7. **โอโมอิยาริ:** นึกถึงใจเขาใจเรา คิดเผื่อคนอื่น

8. **คินสึ:** รอยแตกคือพลังที่ทำให้เราแข็งแรงขึ้น

ถ้ามีนิสัยแค่ 1 ข้อที่คุณอยากลองเอาไปทำวันนี้ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว การเปลี่ยนชีวิตไม่ต้องรีบ แค่ทำต่อไปอย่างสม่ำเสมอ

ขอบคุณที่อยู่ฟังกันจนจบ แล้วเจอกันคลิปหน้า Ha.