Transcription
มติชนทีวีพcส มีเรื่องเล่าโดยวิโรธลัคนาอดิสร สวัสดีครับผมวิโรธลัคนาิสรนะครับกับพcส. นะครับมีเรื่องเล่าเหมือนเดิมนะครับวันนี้นะครับก็มีเรื่องที่จะมาเล่านะครับ แล้วถ้าเกิดหลายคนนะครับก็ถ้าถ้าได้ตามข่าวธุรกิจตามข่าวเศรษฐกิจบ้างนะครับก็คงจะได้ยินคำว่า Stack FL นะครับในหลายบทความนะครับทางเศรษฐกิจนะครับคือจากวิกฤตการน้ำมันที่เกิดขึ้นนะครับนะไอ้คำว่า Stack Fation นะครับนะฮะ S T A G F L A T I O N Stack Fation นะครับก็ถูกผุดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆนะครับจาก การวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจนะครับถ้าจะให้แปลเป็นภาษาไทยนะครับ Stack FLชแปลว่าอะไรดีล่ะผมก็คิดว่านะครับการแปลนะครับโดยนักเศรษฐศาสตร์นะครับนะหลายท่านที่แปลว่าภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อนะครับก็น่าจะตรงกับความหมายที่สุดนะครับแล้วก็กระชับที่สุดนะครับคือคำว่าฟุบเฟ้อนะครับเดี๋ยวผมค่อยเล่าให้ฟังว่าทำไมมันฟุบแล้วทำไมมันเฟ้อนะ
คือปกตินะครับเราจะคุ้นคุ้นเคยนะกับคำว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือว่า economic recession นะครับนะซึ่งไอ้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนี่ยมันเกิดจากภาวะที่อุปสงค์หรือความต้องการในการบริโภคเนี่ยหดตัวลงครับ คนก็ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยนะครับภาคธุรกิจก็ไม่กล้าที่จะลงทุนนะครับการจ้างงานก็ลดตัวนะครับการจ้างงานก็ลดลงนะครับคือในทางเทคนิคเนี่ยเขาบอกว่าถ้าเกิด GDP หดตัวหรือติดลบเนี่ยนะครับ 2 ไตรมาสต่อเนื่องกันเนี่ยนะครับก็จะถือว่าเศรษฐกิจในช่วงนั้นน่ะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยนะครับ
ซึ่งโดยปกติแล้วเวลาที่เศรษฐกิจถดถอยเนี่ยนะครับเงินเฟ้อจะไม่เป็นปัญหาครับ เพราะว่าในเมื่อความต้องการการบริโภคนะครับการอยากจะจับจ่ายใช้สอยเนี่ยลดลงนะคนไม่กล้าซื้อนะครับคนไม่กล้าใช้เงินเนี่ยนะครับผู้ผลิตก็ไม่กล้าที่จะขึ้นราคาครับนะบางครั้งต้องทำโปรโมชั่นนะครับลดราคาเพื่อระบายสินค้าในสต๊อกด้วยซ้ำไปนะครับตลาดสละแรงงานนะครับก็ซบเซาครับคนว่างงานก็จะเพิ่มขึ้นนะครับใช่มั้ช่วงเศรษฐกิจไม่ดีถูกมั้ครับขายของไม่ดีเนี่ยนายจ้างก็ไม่ต้องเจอกับแรงกดดันอะไรให้ต้องปรับเพิ่มค่าแรงมากนักนะครับโอกาสที่จะเกิดเงินเฟ้อนะครับจากแรงกดดันของค่าแรงนะครับที่ดีดตัวเพิ่มสูงขึ้นเนี่ยก็ไม่ได้มีปัญหามากนักนอกจากนี้ครับพอการลงทุนลดลงนะครับธุรกิจนะครับชะลอการลงทุนหรือว่าขยายตัวต่ำเนี่ยนะครับกิจกรรมนะครับทางการผลิตนะครับในโรงงานนะครับแล้วก็การขนส่งต่างๆนะครับก็จะชะลอตัวลงคราวนี้ความต้องการการใช้น้ำมันนะครับและวัตถุดิบต่างๆนะครับก็จะลดลดลงตามไปด้วยนะครับเมื่อความเมื่อต้นทุนนะครับวัตถุดิบนะครับต้นทุนพลังงานต่างๆที่ใช้ในการผลิตเนี่ยนะครับไม่ได้เพิ่มขึ้นนะครับหรือบางครั้งอาจจะเค้าเรียกว่าชะลอตัวหรืออาจจะลดลงบ้างนะครับก็ไม่ได้ทำให้ก็ทำให้ราคาสินค้าปลายทางเนี่ยนะครับก็ชะลอตัวนะครับหรือว่าทรงตัวตามไปด้วยนะครับงั้นโดยปกติ นะครับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนี่ยเงินเฟ้อจะไม่ค่อยเป็นปัญหาครับปกติแล้วนะครับแนวทางในการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนี่ยนะครับเบื้องต้นที่ทำกันครับก็จะลดอัตราดอกเบี้ยครับนะนะเพื่อให้คนนะครับนะอ่ากล้าที่จะลงทุนมากขึ้นนะครับกล้าที่จะกู้เงินนะครับนะแล้วคนที่อยากจะซื้อบ้านซื้อรถนะครับก็จะได้กล้าที่จะกู้เงินนะครับนะนักธุรกิจก็พอดอกเบี้ยต่ำก็กล้าที่จะกู้เงินนะครับนะไปลงทุนนะครับหรือรัฐบาลก็จะอัดฉีดงบประมาณนะครับไปใช้จ่ายภาครัฐนะครับไปลงทุนนะครับรวมทั้งอาจจะแจกเงินให้กับนะฮะประชาชนนะครับเพื่อกระตุ้นการบริโภคอย่างเอ่อ Wallet อย่างนี้นะครับคนละครึ่งอย่างเงี้ยนะครับก็เราก็เคยเห็นมาแล้วนะครับการลดอัตราดอกเบี้ยนะครับนะที่ผมเล่าให้ฟังแล้วครับบริษัทก็จะอยากกู้เงินไปขยายกิจการนะครับอยากที่จะกู้เงินนะครับไปลงทุนอะไรใหม่ๆประชาชนก็อยากจะกู้ซื้อบ้านกู้ซื้อรถนะครับและพออัตราดอกเบี้ยเนี่ยอยู่ในระดับที่ต่ำก็มีแนวโน้มที่คนเนี่ยนะครับจะเอาเงินออกไปใช้หรือ
ไม่ก็เอาเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่นนะครับนะไม่ยอมปล่อยให้เงินนอนอยู่กับธนาคารนิ่งๆแล้วกินดอกเบี้ยต่ำๆนะครับส่วนการแจกเงินครับก็จะเกิดการกระตุ้นการใช้จ่ายครับนะแล้วก็กระตุ้นการบริโภคนะครับเพื่อให้เงินน่ะหมุนไปเรื่อยๆครับจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนนึงนะครับสมมุติง่ายๆครับจากเงินที่ A ซื้อสินค้าจาก B นะครับ B ก็เอาเงินที่ได้จาก A เนี่ยนะครับไปจ้างลูกจ้างของตัวเองแล้วก็ไปซื้อวัตถุดิบจาก C ถูกมั้ยฮะ C นะครับนะพอ C ได้เงินจาก B นะครับ C ก็เอามาจ้างลูกจ้างแล้วก็ไปซื้อวัตถุดิบนะครับจากดอกนะครับจากดีอีกเงินมันก็จะหมุนอย่างนี้ไปเรื่อยๆนะครับอย่างงั้นการแจกเงินในภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนี่ยก็เป็นการกระตุ้นนะครับให้เกิดการบริโภคและกระตุ้นให้เงินมันหมุนจากคนนึงไปอีกคนนึงคนนึงไปอีกคนนึงนะครับเป็นทอดนะครับเพราะว่าไม่มีใครผลิตสินค้าได้หมดถูกมั้ยก็ต้องซื้อวัตถุดิบต้องจ้างลูกจ้างถูกมั้ยสำหรับการใช้จ่ายนะครับหรือการลงทุนภาครัฐนะครับที่
เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือสาธารณูปโภคต่างๆเนี่ยนะครับไม่ว่าจะเป็นถนนหนทางระบบรางระบบรถไฟฟ้าระบบชลประทานโครงการต่างๆเหล่านี้ก็ก่อให้เกิดการจ้างงานเกิดการจ้างบริษัทผู้รับเหมานะครับซึ่งผู้รับเหมานะครับที่ได้รับงานโครงการภาครัฐก็ไปจ้างงานต่อถูกมั้ครับก็เกิดคำสั่งซื้อนะครับวัตถุดิบต่างๆอิฐหินปูนทรายนะครับแล้วก็เกิดการจัดจ้างเป็นทอดและในระยะยาวครับพอโครงสร้างพื้นฐานนะครับและสาธารณโภคถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นก็
จะเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมาถูกมั้ฮะคราวนี้พอเอกชนลงทุนก็ต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างอีกนะครับมีซัพพลer อีกมีการจ้างลูกจ้างอีกนะครับนะฮะแล้วพอพอคนมีงานทำมากขึ้นก็จะมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยนะครับคราวนี้การจับจ่ายใช้สอยในตลาดหรือในเศรษฐกิจก็
จะฟื้นคืนขึ้นมานะครับนี่คือโดยทั่วไปในการแก้ไขปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอยครับแต่คราวนี้ครับในภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อครับเป็นอะไรที่นักเศรษฐศาสตร์นะครับยอมรับเลยครับว่าปวดหัวมากนะครับ Stack FLชนะครับผมเล่าที่มาที่ไปของคำคๆนี้ก่อนเป็น
การผสมระหว่างคำ 2 คำครับคำแรกคือคำว่า stagnation ครับนะ s t a g n a t i o ซึ่งแปลว่าภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันนะครับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจหรือ gdp เนี่ยต่ำหรือติดลบนะครับนะก็เป็นไปได้เรียก stagnation อีกคำนึงครับเราคุ้นกันอยู่แล้วคือคำว่า inflation หรือแปลว่าภาวะเงินเฟ้อครับนะที่ราคาของสินค้าและบริการดีดตัวสูงขึ้นนะครับแต่ภาวะ Stack FLชเนี่ยราคาสินค้ามันดีดตัวขึ้นมานะครับจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นครับซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากต้นทุนพลังงานเนี่ยแหละครับต้นทุนน้ำมันต้นทุนค่าไฟฟ้าคือผู้ผลิตเนี่ยไม่อยากจะขึ้นราคาหรอกครับเพราะรู้ว่าโอหตอนนี้ผู้บริโภคก็เดือดร้อนนะครับแล้วก็การจับจ่ายใช้สอยก็เบาบางแต่
มันอั้นไม่ไหวครับเพราะว่าน้ำมันก็ขึ้นราคาไฟฟ้าก็ขึ้นราคานะครับพออั้นไม่อยู่สุดท้ายก็ต้องจำใจขึ้นราคาครับทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่ายอดขายอาจจะตกลงนะครับก็ตามนะเป็นความจำใจของผู้ผลิตที่ต้องขึ้นราคาเพราะอั้นไม่อยู่ครับเพราะว่าค่าน้ำมันแพงค่าไฟฟ้าแพงอย่างเงี้ยนะครับดังนั้นพอคำ 2 คำนี้มาผสมกันปั้งก็เลยกลายเป็น stack flation หรือภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อหลายคนบอกเฮ้ยนี่คือภาวะที่เรากำลังจะเผชิญหน้ากันอยู่หรือเปล่าก็ต้องติดตามครับพอของเครื่องใช้แพงขึ้นครับก็จะเป็นแรงกดดันให้ต้องปรับเพิ่มค่าแรงถูกมั้ครับพนักงานก็อยู่กันไม่ได้ผู้ผลิตก็ต้องปรับเพิ่มค่าแรงก็ยิ่งทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นไปอีกเอ้านะและเมื่อประชาชนเชื่อว่าสินค้าจะมีราคาแพงขึ้นทำไงดีครับพ่อค้าแม่ขายก็จะขึ้นราคา
สินค้าดักหน้าเลยครับนี่คือโดยธรรมชาติครับพอรู้ว่าเดี๋ยวราคาสินค้านั่นก็จะแพงนี่ก็จะแพงเดี๋ยวต้นทุนวัตถุดิบฉันก็ต้องแพงทำไงดีครับก็ต้องขึ้นราคาดักหน้าแล้วขึ้นนะฮหลายคนขึ้นเจะขึ้นแบบปู๊ดเลยครับเพราะต้นทุนในการขึ้นราคาค่าใช้จ่ายมันก็มีนะครับในการเปลี่ยนราคาเนี่ยดังนั้นขึ้นเนี่ยพอตัดสินใจว่าจะขึ้นแล้วต้องขึ้นดักล่วงหน้าเอาไว้เลยขึ้นเผื่อเอาไว้เลยทีนี้ครับพอของเครื่องใช้เนี่ยทุกคนเชื่อว่าเดี๋ยวมันจะแพงขึ้นเดี๋มันจะแพงขึ้นการกักตุนสินค้าก็เกิดขึ้นใช่มั้
นะครับแรงกดดันต่างๆเหล่านี้เนี่ยก็จะทำให้ราคาวัตถุดิบที่โรงงานต่างๆต้องใช้ในการผลิตแพงขึ้นไปอีกโอ้โหก็เป็นแรงกดดันที่ทำให้เหมือนงูกินหางเลยอ่ะนะครับนะฮะสุดท้ายผู้ผลิตต้องเพิ่มนะครับราคาสินค้าโดยที่ตัวเองก็จำใจอ่ะนะครับแต่มันอั้นไม่อยู่แบกไม่ไหวจริงๆนะครับถามว่าใครเป็นคนใช้คำว่า Stack Fation เป็นคนแรกนะครับในประวัติศาสตร์นะครับของเศรษฐศาสตร์นะครับนะก็บันทึกกันว่าน่าจะเป็นนะนักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษที่ชื่อว่าแม็กนะครับนะน่าจะเป็นคนแรกที่บัญญัติคำว่าstatฟชขึ้นมานะครับโดยเป็นการอภิปรายนะครับในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนะครับของอังกฤษนะครับในปี 1965 นะครับแต่เหตุการณ์ที่ทำให้โลกนะครับรู้ถึงพิสงค์ของคำว่า STFation จริงๆเนี่ยก็คือในช่วง 1973 ถึง 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกประสบกับภาวะวิกฤตการน้ำมัน เออเหมือนกับตอนนี้เหมือนกันจะเหมือนเป่าก็คล้ายๆนะครับในตอนนั้นนะครับกลุ่มโอเปกนะครับประกาศระงับการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอลในการทำสงครามยมคิปูนะครับกับประเทศในกลุ่มอาหรับนะครับทำให้ตอนนั้นราคาน้ำมันนะครับในตลาดโลกนะครับพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการนะพอน้ำมันแพงต้นทุนทุกอย่างก็แพงตามกันไปหมดครับเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงนะครับธุรกิจต่าง ๆนะครับก็อยู่กันไม่ไหวครับก็ลดการผลิตนะครับเลิกจ้างงานบ้างนะครับทำให้คนตกงานนะครับกันเป็นเบื่อเศรษฐกิจก็ถดถอยกันทั้งโลกนะครับตอนนั้นนะครับธนาคารกลางสหรัฐหรือที่เรารู้จักกันว่าเฟดนะครับมึนตึ๊บนะครับมึนตึ๊บนะครับเพราะยังไงครับเฮ้ยจะสู้กับมันยังไงอ่ะขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อเศรษฐกิจก็ยิ่งพังเลยครับคนที่เคยกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยถูกพอขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ต้องมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยเอ้าทำไงดีจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อเศรษฐกิจก็พังครับแต่ถ้าลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจเงินก็จะยิ่งเฟ้อครับเชื่อ
มั้ยครับว่าอเมริกานะครับเทพอย่างอเมริกาเนี่ยต้องใช้ประธานเฟดถึง 3 คนนะครับในการสู้กับสackเฟชนะครับคนแรกเลยครับที่เผชิญหน้ากับ Stack FL ประธานเฟดคนแรกคือเบิร์นครับนะคือเบิร์นเนี่ยนะครับเป็นนักเศรษฐศาสตร์มือดีแหละแต่เขาเนี่ยค่อนข้างที่จะเกรงใจประธานาธิบดีริช์ด Nixon ครับคราวนี้ครับอาธอร์เบิร์นก็เลยพยายามที่จะคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ครับในระดับที่ต่ำโดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งในปี 1972 โดยที่ไม่รู้ว่าเนี่ยกำลังจะเป็นเชื้อไฟให้เงินเฟ้อเนี่ยครับพุ่งสูงขึ้นแบบถล่มทลายในเวลาต่อมานอกจากนี้ครับเบิรนเนี่ยนะครับประธานเฟรดคนแรกที่เจอกับSTฟชเนี่ยนะก็ยังประเมินวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1973 ว่าเฮ้ยน่าจะมาจากปัจจัยชั่วคราวหน้าอย่างราคาน้ำมันบ้างราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นเนี่ยนะครับน่าจะเป็นปัจจัยช่วงคราวคราวนี้เค้าจึงเลือกตัดปัจจัยต่างๆเหล่านี้เนี่ยออกจาก
การคำนวณเงินเฟ้อครับจึงเป็นที่มาของแนวคิด Core inflation นะครับหรือเงินเฟ้อพื้นฐานนะครับที่เราใช้กันนะครับจนถึงทุกวันนี้นะครับนี่ก็มาจาก Arthur Burn นะครับCore Inflation คือตัดราคาแล้วก็น้ำมันเชื้อเพลิงออกไปนะครับเพื่อที่จะได้ไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยนะครับแรงๆผลลัพธ์ก็คือว่าเงินเฟ้อกับฝังรากลึกนะครับและสุดท้ายคุมไม่อยู่ครับอ้าประธานเฟดคนที่ 2 ครับคนนี้อยู่สั้นครับ 17 เดือนเองครับก็น็อคเลยนะครับก็คือวิลiม Millor ครับในช่วงที่เค้ามาเป็นประธานเฟดนะครับในปี 1978 เนี่ยอเมริกา
นี่เจอเงินเฟ้อนะครับทะลุไปแล้ว 10% ครับแต่ปรากฏว่ามิลอร์นะครับกับลังเลที่จะขึ้นดอกเบี้ยครับพร้อมกับความเชื่อเหมือนเดิมเหมือนเหมือนเดิมเหมือนกับอธอร์เบิร์นเป๊ะเลยว่าเงินเฟ้อเนี่ยมาจากปัจจัยภายนอกน่ะนะครับแล้วก็น่าจะเป็นปัจจัยชั่วชั่วคราวนะครับแล้วเค้าก็กลัวว่าถ้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยเนี่ยก็จะทำให้คนตกงานอีกนะครับสุดท้ายครับเงินเฟ้อก็พุ่งทะยานไปเรื่อยๆนะครับจนไปแตะ 13% ครับโอ้โหเงินเฟ้อตอนนั้นอเมริกาโดนไป 13% นะครับนะแล้วสุดท้ายครับมิลอร์ก็เป็นประธานเฟดเพียงแค่ 17 เดือนครับก็ถูกประธานีจิมมี่คเตอรนะครับนะเปลี่ยนตำแหน่งไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแทนนะครับแล้วก็ถ้าพูดถึงประธานเฟดนะครับยอดแย่นะครับในประวัติศาสตร์อเมริกานะครับชื่อของวิลiม
มอร์นะครับก็ติดอยู่ในโผลทุกครั้งครับนะคนที่ 3 ครับผู้พิชิตสackเฟชครับของอเมริกาครับประธานเฟดคนที่ 3 ครับPaul Walker ครับถือว่าเป็นคนที่หยุดมหันตภัยครับของ Stack FLชได้อย่างอยู่หมัดแต่ก็มีอะไรที่ต้องแลกกลับมามากมายนะครับเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับเมื่อตอนที่โรเกอร์นะครับเข้ามารับประธานเฟดนะครับในปี 1979 นะครับเชื่อมั้ครับว่าเงินเฟ้อตอนนั้นเนี่ยพุ่งไปถึง 14.8% 8% แล้วครับแม่เจ้าและที่สำคัญที่สุดคือคนเริ่มไม่เชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์ครับไอ้เนี่ยหนักเลยครับโเกอร์จึงตัดสินใจกระชากดอกเบี้ยนะครับแบบโหดเหี้ยมเลยนะครับนะครับเชื่อมั้ครับว่าโเกอร์ประธานเฟดในตอนนั้นเนี่ยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายนะครับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนะครับจนพุ่งสูงสุดไปอยู่ที่ 20% ดอกเบี้ยนโยบาย 20% ครับในช่วงปี 1981 ครับพร้อมกับมีการควบคุมปริมาณเงินในระบบอย่างเข้มงวดนะครับและสามารถกดให้อัตราเงินเฟ้อนะครับลงมาเหลืออยู่ในระดับ 3.2% 2% ในปี 1983 ครับจนกลายเป็นหลักการนะครับที่นักเศรษฐศาสตร์สอนกันต่อๆมาว่าถ้าเจอกับภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อหรือ stack flation ต้องเอาเงินเฟ้อให้อยู่หมัดก่อนต้องคุมเงินเฟ้อให้ได้ก่อนที่จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 20% นะครับของโเกอร์นะครับโหแลกมากับเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในช่วงปี 1981 - 1982 อัตราว่างงานเนี่ยทะลุไป 10% นะครับธุรกิจต่าง ๆก็เรียกว่าล้มหายตายจากกันถ้วนหน้าโเกอร์นี่ถือว่าเค้าใจเด็ดมากๆนะครับเพราะว่าเขาถูกม็อบเกษตรกรมาปิดล้อมที่อาคารของเฟดนะครับนะฮะถูกขู่ฆ่าถูกประนามแต่โวกเกอร์ครับพอโวรเกอร์คนนี้ไม่ถอยครับแล้วก็ยืนหยัดที่จะขึ้นดอกเบี้ยนะครับเหมือนกับว่าต้องยอมผ่าตัดใหญ่อ่ะยอมหยอดน้ำข้าวต้มเพื่อรักษาชีวิตให้ได้ครับเพราะโเกอร์บอกว่าถ้าคุมเงินเฟ้อไม่อยู่คุณกระตุ้นเศรษฐกิจยิ่งพังไปกันใหญ่ครับมันต้องเลือกแล้วครับวันนั้นต้องเลือกผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิตแล้วครับ
กลับมาที่ประเทศไทยครับซึ่งต้องคอยติดตามดูนะครับว่าเรากำลังจะเจอกับภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อหรือ stack flชอยู่หรือเปล่าถ้าเราเชื่อว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับ stack flation หรือภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อถ้าเราก้มหน้าก้มตากระตุ้นเศรษฐกิจนะครับนะโดยไม่แก้ที่ต้นตอนะครับหรือไม่ไปโฟกัสนะครับกับต้นทุนการผลิตที่แพงนะครับพ่อค้าแม่ขายที่แบกต้นทุนอยู่นะครับพอรัฐบาลแจกเงินนะครับนะฮะก็จะรีบปรับราคาขึ้นมาทันทีครับเพื่อรับกับกำลังซื้อนะครับที่เพิ่มขึ้นมาแบบชั่วคราวกับเงินที่แจกออกมาครับและถ้าเศรษฐกิจที่อยู่ในระบบนะครับที่รัฐบาลแจกเงินอยู่เรื่อยๆนะครับแจกแบบไม่รู้จักหยุดจักหย่อนนะครับนะและคนมันก็เชื่อว่าเดี๋ยวราคาสินค้าก็คงแพงขึ้นไปเรื่อยๆแหละนะฮะพ่อค้าแม่ขายแต่ละคนนะครับก็จะขึ้นราคาไปดักหน้าเอาไว้ครับราคาขึ้นอีกถ้ารัฐบาลก็ยังฝืนแจกเงินอีกนะครับราคาก็จะขึ้นอีกแจกอีกราคาก็จะขึ้นอีกคราวนี้แหละครับอัตราเงินเฟ้อเนี่ยนะครับก็จะพุ่งทะยานนะครับอย่างรวดเร็วนะครับซึ่งน่ากลัวมากๆโอเคแหละมันคงจะไม่ไปถึงภาวะที่เรียกว่าภาวะเศรษฐกิจเฟ้อฟุ้งหรือhyperปอร inflation นะครับที่อัตราเงินเฟ้อเนี่ยโอ้โหกลายเป็น 50-60% เป็น 100% คงจะไม่ถึงขนาดนั้นแต่ถ้าเกิดราคา
ยิ่งขึ้นจากต้นทุนการผลิตจากราคาน้ำมันราคาไฟฟ้าแล้วรัฐบาลยังฝืนแจกเงินไปเรื่อยๆอัตราเงินเฟ้อมันจะดีดตัวขึ้นมาอย่างรุนแรงแน่นอนนะครับที่สำคัญที่สุดต้องคิดด้วยนะครับเพราะว่าเงินที่แจกเนี่ยนะครับส่วนใหญ่รัฐบาลก็ต้องกู้มาแจกนะครับนะต้องกู้เงินมาชดเชยงบประมาณขาดดุลใช่ไหมครับก็ทำให้ประเทศต้องแบกหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอีกทีนี้ละครับงบประมาณในแต่ละปีเนี่ยแทนที่รัฐบาลนะครับจะจัดสรรงบประมาณเนี่ยนะครับไปพัฒนาประเทศไปอุดหนุนไปสนับสนุนสวัสดิการประชา
ชนนะครับก็ต้องจัดสรรงบประมาณไปจ่ายคืนดอกเบี้ยไปจ่ายคืนเงินต้นนะครับทีนี้ครับโอกาสในการพัฒนาประเทศโอกาสในการพัฒนาท้องถิ่นโอกาสที่ประชาชนคนไทยเนี่ยนะครับที่จะได้สวัสดิการที่ดีขึ้นก็จำกัดลงเรื่อยๆหลายคนบอกว่าเอ้ยรัฐบาลกู้เงินไปเถอะเป็นหนี้สาธารณะไปเผอะก็ไม่เคยเห็นว่าพ่อแม่เราปู่ย่าตายายเราต้องถูกเลี่ยรายเงินมาจ่ายคืนหนี้สาธารณะนี่ใช่ครับแต่เราแลกด้วยกับการจัดสรรงบประมาณเที่ควรจะต้องเอามาพัฒนาประเทศเอามาสนับสนุนสวัสดิการประชาชนไงงบประมาณก้อนนั้นที่มาจากภาษีของเราก็ต้องเอาไปคืนเงินต้นเอาไปคืนดอกเบี้ยไงดังนั้นหนี้สาธารณะนะไม่ได้แลกคือเราไม่ต้องโดนเลี่ยไรจากรัฐบาลเฮ้ยวิโรจเอาเงินมาซิกไก่เอาเงินมาซิไม่ได้มีใครไปล้วงกระเป๋าเราไปคืนหนี้หรอกครับแต่
มันแลกกันกับงบประมาณที่ควรจะเอาไปพัฒนาประเทศก็ต้องไปจ่ายดอกเบี้ยงบประมาณที่ควรจะอุดหนุนท้องถิ่นก็เอาไปจ่ายคืนเงินต้นนะครับนะฮะงบประมาณที่ควรจะมาเป็นสวัสดิการของประชาชนคนไทยมาทำการศึกษาให้ดีมาทำการรักษาพยาบาลให้ดีก็ต้องเอาไปจ่ายหนี้สาธารณะดังนั้นหนี้หนี้สาธารณะที่ก้อนโตเราต้องแลกมาด้วยความอยู่ดีกินดีและโอกาสในการพัฒนาประเทศของประชาชนคนไทยทั้งประเทศนะครับนะฮะคราวนี้ถ้าเกิดรัฐบาลบอกไม่สนเลยก็กู้มาอุดเรื่อยๆสุดท้ายความน่าเชื่อถือหรือเครดิตเรตติ้ของประเทศก็อาจจะถูกปรับลดลงมาอีกนะครับคราวนี้ซวยไปกันใหญ่ครับดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาลก็จะปรับตัวสูงขึ้นนะครับพอรัฐบาลเข้าไปแย่งกู้เงินด้วยดอกเบี้ยที่สูงคราวนี้ภาคเอกชนก็จะกู้ยากขึ้นไปด้วยต้องมาแบกดอกเบี้ยแพงตามไปด้วยก็จะทำให้ธุรกิจนะครับขยายตัวไม่ได้ทีนี้เละตุ้มเป๊ะครับนะฮะการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจฟุเฟ้อหรือ stackฟชนะครับหลักการทางเศรษฐศาสตร์เลยครับนะครับนะรัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมภาวะเงินเฟ้อให้ได้เสียก่อนครับและต้องพยายามประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับในการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเนี่ยในการควบคุมเงินเฟ้อให้ได้และสิ่งที่สำคัญที่สุดนะครับในการที่จะควบคุมเงินเฟ้อนะครับต้องโฟกัสต้องโฟกัสไปที่ภาคการผลิตครับไม่ใช่ไปแจกเงินกระตุ้นการบริโภคครับสิ่งที่รัฐบาลควรทำมีอะไรบ้างครับการลดต้นทุนนะครับพลังงานนะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับค่าไฟฟ้านะครับให้กับโดยเฉพาะให้กับครัวเรือนแล้วก็โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆนะครับเพื่อไม่ให้ต้องเจอเจอกับสภาวะช็อกที่ต้องรับศึก 2 ด้านค่าน้ำมันที่แพงก็ด้านนึงเดี๋ยวโดนค่าน้ำค่าไฟฟ้าตีกันาบมาอีกนะครับเดี๋ยวจะช็อกนะครับและรัฐบาลยังสามารถใช้กลไกสนับสนุนด้านภาษีต่างๆในการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยณวัน
นี้ต้องโฟกัสที่ภาคการผลิตครับสำหรับมาตรการการช่วยเหลือภาคประชาชนก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ครับแต่ต้องทำแบบเฉพาะเจาะจงโฟกัสไปที่เป้าหมายเฉพาะกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกลุ่มประชาชนผู้เปราะบางครับกลุ่มผู้ประกอบการด้านลิสติกส์และด้านการขนส่งนะครับนะครับเพื่อแบ่งเบาภาระในเรื่องของต้นทุนค่าขนส่งนะครับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพนะครับขับขี่รถสาธารณะนะครับหรือการอุดหนุนนะครับไปที่อ่าระบบขนส่งสาธารณะต่างๆนะครับอาจจะรถไฟฟรีเราก็เคยทำมาแล้วใช่มั้ยรถเมล์ฟรีเราก็ทำมาแล้วใช่มั้ยฮอหรือจะเป็นการอุดหนุนนะครับอ่าตั๋วค่ารถไฟฟ้าบางส่วนก็อาจจะพิจารณาทำได้นะครับนะการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรนะครับโดยเฉพาะเรื่องค่าปุ๋ยนะครับซึ่งเป็นสินค้าในกลุ่มไฮโดรคาร์บอนซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นแพงตามราคาน้ำมันอยู่แล้วนะครับก็การช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรการช่วยเหลือกลุ่มชาวประมงนะครับนะฮะนะก็อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ครับนะอย่างนั้นเราสรุปอย่างี้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือที่เรียกว่า economic recession นะครับมันเป็นคนละอย่างกับภาวะเศรษฐกิจฟฟ้อหรือ stack flation ถ้าเปรียบเป็นโลกคือมันเป็นคนละโลกกันนะฮะดังนั้นยาที่จะใช้รักษาก็ต้องเป็นยาคนละขนานกันนะครับที่แน่ๆครับการแจกเงินแบบแจกวาฬการแจกเงินแบบแจกดะไม่ใช่ยาที่ถูกกับโรค Stack flชแน่ๆครับดังนั้นก็ต้องติดตามครับว่าภาวะเศรษฐกิจของเรากำลังเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อหรือไม่อัตราเงินเฟ้อจะเป็นอย่างไรนะครับผมเชื่อว่ารัฐบาลนะครับก็กำลังโฟกัสในเรื่องนี้เป็นอย่างดีนะครับและนี่แหละครับคือ stack flation ที่หลายท่านอ่านพบอ่านเจอในข่าวเศรษฐกิจข่าวธุรกิจอยู่บ่อยๆวันนี้มีเรื่องเล่าครับผมวิโรธลัคนาิสรนะครับก็เอามาเล่าให้ฟังนะครับทีนี้พอเจอคำๆนี้ Stack flation ในหน้าหนังสือพิมพ์ในหน้าบทความในหน้าเว็บไซต์ต่างๆก็จะได้เข้าใจแล้วก็สนุกกับการอ่านมากขึ้นครับสำหรับวันนี้ครับมีเรื่องเล่ากับวิโรธและคเนสรกับ Stack Frชionก็จบลงเพียงเท่านี้ครับพบกับมีเรื่องเล่านะครับพcสของผมวิโรธลักคเนสรกับตอนต่อไปนะครับได้เรื่อยๆนะครับอย่าลืมติดตามกันนะครับสำหรับวันนี้ Stack Frชionสวัสดีครับดูคลิปจบแล้วฝากกดไลค์กดแชร์กด Subscribe รวมถึง Super Thank ช่อง YouTube ปฏิชน ทีวีกันด้วยนะครับ