Transcription
เวลาที่คนคิดว่าอะไรสำคัญกว่าระหว่างการเมือง เศรษฐกิจเนี่ย คุณกำลังติดกับดักของกลุ่มชนชั้นนำเดิมๆ คนที่เป็นฝั่งอนุรักษ์ ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากแช่แข็งประเทศนะ คะ แต่ฝั่งอนุรักษ์นิยมจำนวนมากเนี่ย เขาต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
ในขณะเดียวกัน สายก้าวหน้าเองก็อาจจะมีบางอย่างที่ แต่สิ่งนี้อยากอยากรักษาไว้นะ แต่สิ่งนี้ก็ไม่เห็นด้วยนะ ประชาธิปไตยที่ผลการเลือกตั้งมีความหมายและนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามเจตนาของประชาชน
พณิกาวิน ช่อ เป็นอดีตโฆษกและ สส. ของพรรคอนาคตใหม่นะคะ ปัจจุบันก็ทำงานอยู่คณะก้าวหน้า คิดถึงแบบซีนแบบเนปาลหรืออินโดนีเซียเนาะ คือเรารู้สึกว่าประเทศไทยมันเป็นประเทศที่กลุ่มชนชั้นนำหรือกลุ่มจารีตเนี่ย พยายามหมุนกงล้อกาลเวลากลับเสมอ คือเขาไม่ อยากให้ประเทศมัน progress หรือก้าวไปข้างหน้า หรือเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอยากจะให้เป็นเนาะ มันก็จะมีคนกลุ่มเล็กๆ แต่เป็นกลุ่มที่กุมอำนาจไว้มาอย่างยาวนานน่ะ คือพยายามหมุนเข็มนาฬิกากลับอยู่ตลอดเวลา
ก็เลยรู้สึกว่าอนาคตประเทศอ่ะ มันมาถึงจุดทางแยกแล้วแหละ ว่าสุดท้ายเราจะจบลงแบบแช่แข็งแบบเนปาล แบบวุ่นวายแบบอินโด แบบอะไรแบบเนี้ย หรือว่าเราจะคุยกันได้ แล้วก็ปล่อยให้เข็มนาฬิกามันไหลสมูทไปตามธรรมชาติ แล้วก็ไปสู่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศ
อื ไม่ค่อยเป็นคนที่คิดอะไรลบนะ แม้ว่าจะรับสิ่งลบเข้ามาเนี่ย ก็จะรู้สึกว่าเปลี่ยนมันเป็นพลัง คิดบอกว่าเวลาเราอิน เรา ร้องไห้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนอื่นเนี่ย ไม่เคยทำให้รู้สึกดาวน์นะ ในทางตรงกันข้าม เป็นคนที่เปลี่ยนความรู้สึก ลบอะไรพวกเนี้ย เป็นพลังงานแบบลุกโชน มันจะรู้สึก ฮึ มันจะรู้สึกว่า คือเราต้องทำอะไรสักอย่างอ่ะ ถ้าเราอยู่ในนี้ไปเรื่อยๆ คนเหล่านี้ก็จะยิ่งทุกข์ยากขึ้นไปอีก แล้วก็จะมีมากกว่าเขาอีก จะมีคนอีกจำนวนมากที่ตกอยู่ภายใต้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ตกอยู่ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่มันกดขี่ ตกอยู่ภายใต้ระบบสวัสดิการที่มันไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียม
ถ้าเรายิ่งนั่งเฉย จงอยู่กับความทุกข์ มันก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยอ่ะ มันจะมันจะยิ่งทำให้แบบ เวลาเรารับอะไรแบบนี้เข้ามา ไปเจอคน หรือฟังเรื่องเล่าที่มันสะเทือนใจอ่ะ มันจะยิ่งทำให้เราแบบ ไฟลุกไฟ ในการรู้สึกว่า นี่แหละคือเหตุผลที่เราต้องมาทำงานการเมือง เพราะว่า เพราะว่าเราต้องแก้สิ่งนี้ให้ได้ เพื่อไม่ส่งต่อปัญหาพวกเนี้ย ให้กับคนรุ่นต่อๆไป
คือคำว่าคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่ามันจะวัดกันที่อะไร มันไม่ได้วัดที่อายุใช่มั้ย เพราะว่าเราก็เห็นเด็กวัยรุ่นจำนวนมากเติบโตมาเป็นคนที่อนุรักษ์นิยม มีความเชื่อมั่นในแบบแผน แผนธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมา เราก็เรียกคนเหล่านี้ว่าอนุรักษ์นิยม ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด ในขณะเดียวกัน เราเห็นคนอายุ 60-70 จำนวนไม่น้อยที่มีไฟในดวงตา ใฝ่ฝันถึงการเปลี่ยนแปลง ท้าทายระบบ ท้าทายอำนาจอยู่เสมอใช่มั้ยคะ
เรามองเห็นอนาคตของประเทศแบบไหน คงไม่ได้วัดกันที่อายุ เรามองเห็นอนาคตของประเทศเป็นแบบไหนอ่ะ คงวัดกันที่ที่นี่แหละ คุณเป็นคน conserve อนุรักษ์ หรือคุณเป็นฝั่ง progress คุณฝั่งที่อยากจะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้ง 2 ฝั่งไม่ใช่เรื่องผิด คนที่เป็นฝั่งอนุรักษ์ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากแช่แข็งประเทศนะคะ อาจจะมีจำนวนน้อย แบบขวาจัดที่อาจจะรู้สึกแบบนั้น แต่ฝั่งอนุรักษ์นิยมจำนวนมากเนี่ย เขาต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปใช่มั้ยคะ ก็บอกว่าค่อยๆทำไปดีกว่า ประนีประนอมอยู่ร่วมกันไป ในขณะที่ฝั่งก้าวหน้าเนี่ย ก็จะรู้สึกว่ามันประนีประนอมมา 50 ปีแล้ว 100 ปีแล้ว มันต้องเปลี่ยนแบบขนาดใหญ่ใช่มั้ยคะ
ในขณะเดียวกัน สายก้าวหน้าเองก็อาจจะมีบางอย่างที่ แต่สิ่งนี้อยากอยากรักษาไว้นะ แต่สิ่งนี้ก็ไม่เห็นด้วยนะ ในความคิดก้าวหน้าบางอย่าง เอ้ย แบบ โทษประหารชีวิต ฉันก็ยังอยากให้มีไว้อยู่ มันก็มีอยู่ใช่มั้ยคะ เพราะฉะนั้นเนี่ย มันก็คงเป็นเรื่องของการมีหลากหลายหลากหลายระดับนะคะ แต่ว่ามันคงวัดกันที่แบบนี้ ว่าคุณคิดว่าสังคมไทยวันนี้ดีพอแล้ว รักษามันไป ถ้าจะปรับเปลี่ยนอะไรก็เล็กๆ น้อยๆ เฉพาะจุด หรือคุณคิดว่าสังคมไทยวันนี้มันหนัก มันส่งต่อไปให้ลูกให้หลานนี่ อาย อายมันแล้ว อายลูกอายหลานแล้ว มันต้อง มันต้องเปลี่ยนแปลง มันต้องแก้ไข ไม่งั้นประเทศชาติมันอยู่ต่อไปแบบนี้ไม่ได้ ไม่มีความเจริญเกิดขึ้นให้กับคนรุ่นต่อไปแน่ๆ อันนี้คุณก็จะเป็นอีกฝั่งนึงละ คิดว่าทั้ง 2 ฝั่งมีมุมมองเป็นของตัวเอง
แต่ว่าเรา เรารู้สึกว่าสังคมไทยภาคตอนเนี้ย อาจจะไม่พอแล้วที่จะค่อยๆเปลี่ยนแปลง เราต้องเปลี่ยนใหญ่สักครั้งนึง ยกเครื่องนะคะ ยกเครื่องสักครั้งนึง แล้วพอเราเปลี่ยนได้แล้วเนี่ย จากนี้ไปมันอาจจะเบาลงได้ มันอาจจะอาจจะเปลี่ยนแปลงน้อยๆ ค่อยเป็นค่อยไปได้ แต่ว่าก้าวเนี้ย สเต็ป 1 ไปสเต็ป 2 เนี่ย มันคงต้องเปลี่ยนใหญ่ทั้งระบบ ก็คงต้องทำให้เขาเข้าใจ
จริงๆอ่ะ มันมันสอดคล้องเนาะ เพราะว่าทีมเนี่ย เขาจะพูดเสมอว่าเขาทำการเมืองแบบพ่อคน คือในฐานะพ่อของลูกด้วยอ่ะ ซึ่งดีนะ มันเป็นมันเป็นแง่มุมในแบบที่เรารู้สึกว่านักการเมืองมันไม่จำเป็นต้องเสียสละ เพื่อมวลชนหรืออะไร คือเราไม่จำเป็นต้องให้ใครเสียสละเพื่อใคร เราเชื่อในพลังในการเปลี่ยนแปลงที่อยู่กับบุคคล และเราไม่จำเป็นต้องคิดว่าเราทำเพราะว่าเราเสียสละให้กับคนส่วนมาก หรือทำเพื่อความสุขของคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่มันคืออนาคตของเรา ของลูกหลาน หรือต่อให้ไม่มีลูก มันก็คือ the next generation อ่ะ เพื่อคนรุ่นต่อไป ที่เราจะชอบพูดว่าให้มันจบในรุ่นเราเหอะ ปัญหาแบบเนี้ย แบบรัฐประหาร ปัญหาน้ำขุ่น รถเมล์ไม่ดี รุ่นเมล์ทั่วถึงเนี่ย เป็นปัญหาของศตวรรษที่ 19 20 อ่ะ มันควรที่จะจบลงในรุ่นเรา แล้วก็ให้คนรุ่นใหม่ๆเนี่ย เขาไปเผชิญความท้าทายใหม่ๆ แบบ Global Warming AI อะไรก็ว่าไปใช่มั้ย ที่มันต้องใช้สติปัญญาให้สมกับปัญหาที่มันเกิดใหม่ในโลก ไอ้ปัญหาที่เกิดมาแล้ว 100 ปีอ่ะ ควรจะจบในรุ่นเรา
เราก็เลยคิดว่า เออ โจทย์เนี้ย ที่จริงมันก็ทำให้เป็นโจทย์ที่ตรงกับพิธา ที่เขาจะชอบพูดเสมอว่าทำ การเมืองแบบพ่อคน ที่อยากจะส่งต่อโลกและประเทศที่ดีกว่าให้ กับลูก
และในฐานะเราไม่มีลูกนั่นแหละ หลายๆคนก็ไม่ได้มีลูกนะ ก็เป็นความคิดแบบเดียวกัน ว่าเราทำการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ต่อให้เราได้เห็นหรือไม่ได้เห็นมันในรุ่นของเราเนี่ย แต่เราก็เชื่อว่าสิ่งที่ เราทำมันจะมันจะทำให้เราสามารถส่งต่อสังคมที่ดีกว่านี้ให้คนรุ่นต่อไปได้ มันเป็น progress นะ การสร้างการเปลี่ยนแปลง มันไม่ใช่แบบวิ่งไปให้ถึงเส้นชัยแล้วจบ สุดท้ายมันมีเส้นชัยเล็กๆอยู่ในทุกๆวัน ที่เราทำงานแหละใช่มั้ย ก็คือมันค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลง
พิธาเนี่ย เป็นมนุษย์ที่แม้ว่าจะมีเพศสภาพชายใช่มั้ยคะ แต่คนในพรรคจะชอบแซวกันว่า คือผู้ชายหลายๆคนในพรรคเนี่ย มีความเป็น feminity มากกว่าผู้หญิงบางคนในพรรค ผู้หญิงบางคนที่ว่านั้น ก็มักจะหมายถึงฉันนั่นเองนะคะ หรือแม้แต่พี่ไหม สิริกัญญา อะไรเงี้ย ชอบตนแซวว่าเป็นพวกชายแท้ แต่ในขณะที่ผู้ชายอ่ะ ไม่ว่าจะเป็นคุณเฮ้ง คุณทิม อะไรอย่างเงี้ย เอ่อ หรือไม่แต่อาจารย์ป๊อกนะ ก็จะแบบเป็นเหมือนกับเป็นผู้ชายที่ caring เป็นคุณแม่คอยแบบไถ่ถามทุกข์สุขแบบ ว่าคนนี้คลอดลูก คนนี้พ่อป่วย ก็จะรู้หมด อะไรแบบเนี้ยนะคะ เพราะฉะนั้นพอที่เขาเป็นคนแบบเนี้ย เราก็จะรู้สึกว่า คุณทิมเป็นคนทำงานการเมืองในลักษณะที่เข้าใจความเป็นมนุษย์ แล้วเวลาเราคิดถึงการทำงานในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเนี่ย เขาจะคิดในแง่มุมของความเป็นมนุษย์ หรือเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์มากกว่าเรา ที่จะเป็นแนวพุ่งไปข้างหน้า รู้สึกแบบรื้อโครงสร้าง รู้สึก รู้สึกว่าเราต้องแบบว่า เออ เปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง เราก็จะไม่ค่อยมองแง่มุมความเป็นมนุษย์ เราจะมองแบบปัญหาเชิงระบบ หรือโครงสร้างมากกว่า ซึ่งมันแบบมาดูกันใช่มั้ย ถ้าแบบ typical เขาก็จะแบบ ผู้หญิงก็จะแบบ ฝ่าย caring ฝ่ายคุณแม่ ผู้ชายเขาก็จะเป็นแบบพวกวิศวะ มองโครงสร้างระบบ อะไรอย่างเงี้ย แต่จริงๆแล้วมันมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป มันอยู่ที่ character หรือว่ามุมมองของแต่ละคน
อื ด้วยความที่เขามองมองหาการสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิด หรือความเป็นคน ความเป็นมนุษย์เนี่ย จริงๆก็รู้สึกว่า เออ แม้ว่าเราอาจจะเป็นคน ที่ caring น้อยกว่า หรือแบบว่าไม่ค่อย sensitive แต่ว่าก็รู้สึกว่ามันทำงานการเมืองเนี่ย ทำให้เรารู้สึกถึงความเจ็บปวดของเพื่อนมนุษย์ แล้วมันเป็นแรงผลักดันในการให้เราทำงานทุกๆวัน คือบางทีมันก็เป็นพลังลบเชิงบวกใช่มั้ย ก็คือเรารู้สึกว่า อันนี้มันแย่มาก ทำไมแรงงานต้องถูกเลิกจ้าง ทำไมพี่น้องชาวนาต้องแบบ เป็นหนี้จนแก่จนตายไปแล้วส่งหนี้ต่อให้ลูกหลาน ไอ้ความรู้สึกคับข้องใจแทนคนอื่น หรือรู้สึกถึงความเจ็บปวดของคนอื่นแบบเนี้ย มันผลักดันให้เรารู้สึกว่า เออ งานที่เราทำอ่ะ มันถูกต้องแล้วที่เราจะต้องทำ เพื่อเพื่อคลี่คลาย หรือผ่อนผ่อนหนักเป็นเบาความเจ็บปวด หรือความทุกข์ยากของคนเหล่านี้
เอ่อ พอเป็นลักษณะของการทำงานแบบคุณทิมเนี่ย มันก็จะมีส่วนแบบเนี้ยเยอะ ส่วนของความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ซึ่งทำให้รู้สึกว่า อืม ถ้าเป็นนักบริหาร ผู้บริหารของประเทศ หรือคนที่ทำงานสร้างการ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศที่รู้สึกซึ้ง เข้าใจอินกับความเจ็บปวดของผู้คนมากๆ มันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ มันจะทำให้เขาตระหนักอยู่เสมอว่า เขาทำงานทุกวันเพื่อรับใช้ใครใช่มั้ย มันก็คือของประชาธิปไตย ความเป็นผู้แทนของประชาชน คุณก็ต้องรับรู้ รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดของประชาชน แล้วคิดว่าก็คงจะเป็นเป็นสิ่งที่ดี ก็จะให้คำเนี้ย caring
เออ คือมันมีประสบการณ์ส่วนตัวเยอะในออฟฟิศที่เอายกตัวอย่างง่าย หนังสือของคุณทิมเนี่ย หนังสือออกมาเนี่ย คนเก็จะนึกถึงการแบบ เอาไปแจกสื่อมวลชน หรือแจกแฟนคลับ แจกผู้หลักผู้ใหญ่อะไรงี้ใช่มั้ย แต่ว่าสิ่งที่แบบ คุณทิมทำอ่ะ ก็คือหนังสือออกมาแล้วเนี่ย เซ็นหนังสือแล้วก็ใส่ชื่อของทุกคน แบบเฉพาะเฉพาะคน แล้วก็ก็ไปให้ทุกคนที่ว่าเนี้ย รวมไปถึงแบบ พี่แม่บ้านที่ตึก รปภ. ช่างภาพ แบบพนักงานของออฟฟิศ พนักงานที่แบบ ว่าเป็นคนที่ back งานเบื้องหลังอะไรแบบเนี้ย คือคิดดูดิ คือถึงขั้นแบบ พี่แม่บ้านประจำตึกอ่ะ ที่เป็นคนทำความสะอาดให้เราทุกวันน่ะ ก็คือได้หนังสือที่แบบ เขียนชื่อเขาด้วยว่าแบบ ให้ป้าครับ จัดพิมพ์อย่าง เงี้ย ถ้าจะมีอะไรที่เป็นตัวตนของเขาจริงๆ ก็คงเป็นคนแบบเนี้ย เป็นคนที่แคร์
ปัญหาการเมืองกับปัญหาเศรษฐกิจมันไม่สามารถแยกจากกันได้นะคะ จริงๆในวาระที่เรื่องรัฐธรรมนูญกำลังจะเป็นเรื่องที่จะถูกผลักดันแล้วก็จะไปสู่การประชามติเนี่ย เราก็ควรตระหนักว่าเวลาที่คนคิดว่าอะไรสำคัญกว่าระหว่างการเมือง เศรษฐกิจเนี่ย คุณกำลังติดกับดัก
ของกลุ่มชนชั้นนำเดิมๆ ที่พยายามจะบอกคุณว่า คุณอย่าไปสนใจเรื่องอำนาจการเมือง คุณเอาปากคุณได้อิ่มก็พอแล้ว หาเลี้ยงตัวเองไปวันๆนึงก็พอแล้ว นี่มันคือสิ่งที่ถูกปลูกฝังในหัวเรามาตลอด เพื่อบังคับให้เราเชื่องและกลายเป็น ignorant กลายเป็นคนที่ไม่สนใจการเมือง เพราะว่ารู้สึกว่าเราทำมาหากินให้พอปากท้องเราไปวันๆก็ดีมากพอแล้ว คือเราพยายามบอกว่า คือมันไม่ใช่การเลือกค่ะ การเมืองที่ดีนำไปสู่ปากท้องที่ดี และทำให้เรามีอนาคต เพราะว่าเราต้องการจะทำลายไอเดียแบบเนี้ย ที่บังคับให้คนเลือกว่าจะเอาการเมืองหรือจะเอาปากท้องนะคะ
เอ่อ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าอะไรสำคัญที่สุด ก็ต้องบอกว่าถ้าการเมืองมันดี ง่ายๆนะ ถ้าการเมืองมันดี แปลว่าคุณเลือกใครได้คนนั้น คุณเลือกนักการเมืองคนไหนได้คนนั้น การที่ประชาชนเลือกนักการเมืองคนไหนได้คนนั้นเนี่ย มันทำให้เกิดอะไร มันทำให้ประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริงใช่มั้ยคะ นักการเมืองต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เขาได้รับเลือก เพื่อให้เขาไปได้เป็นรัฐบาล มันไม่มีนักการเมืองคนไหนในโลกที่ทำงานการเมืองเพื่อเป็นฝ่ายค้าน ทุกคนก็ต้องทำเต็มที่ให้ประชาชนเลือกเขา เพื่อให้เขาได้ไปเป็นรัฐบาล และนั่นคือสิ่งที่จะทำให้ประชาชนได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร แก้หนี้อะไรต่างๆเหล่านี้เนี่ย คือถ้ามันเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ นักการเมืองมาหาเสียง ประชาชนชอบ ประชาชนเลือกเขาได้เป็นรัฐบาล as simple as that มันจะจบ
เพราะฉะนั้นเนี่ย มันเป็นเวลาเกิน 10 ปีที่ผลเลือกตั้งไม่เคย matter คือผลเลือกตั้งมันไม่มีความหมาย เมื่อผลเลือกตั้งไม่มีความหมาย แปลว่าอะไรคะ แปลว่าเสียงของประชาชนไม่มีความหมาย เสียงของประชาชนไม่มีความหมาย แปลแปลว่าอะไรคะ ปัญหาของคุณไม่มีวันถูกแก้ไข เพราะคนที่จะทำให้นักการเมืองคนหนึ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่คุณ มันคือผู้กุมอำนาจ ผู้กุม สว. ผู้กลุ่มรัฐธรรมนูญ ผู้กุมศาลรัฐธรรมนูญ ผู้กุมองค์กรอิสระ บุคคลเหล่านี้ต่างหากเลือกว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล อำนาจไม่เคยเป็นของประชาชน ถ้าอำนาจไม่เป็นของประชาชน ปัญหาของคุณอย่าว่าแต่ปากท้องทุกเรื่องอ่ะ ยันน้ำประปา ยันรถเมล์ ยันประกันสังคม มันไม่มีทางถูกแก้ไขอยู่แล้ว เพราะคุณไม่ใช่คนสำคัญถูกมั้ยคะ
เนี่ยคือคำถามที่ว่า ทำไมเราต้องบอกว่าการเมืองดีจะนำไปสู่ปากท้องที่ดี และอนาคตที่ดีของทุกคน มันเริ่มต้นที่จุดประชาธิปไตยที่ผลการเลือกตั้งมีความหมาย และนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามเจตนาของประชาชน และประชาธิปไตยที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่แค่เสียงข้างมากชนะแล้วก็จบนะคะ แต่มันหมายถึงทุกวันที่ประชาชนจะต้องมีอำนาจ อำนาจในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน อำนาจในการวิพากษ์วิจารณ์ อำนาจในการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็นที่แตกต่างนะคะ คือสังคมแบบนี้มันไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย
ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติของระบบประชาธิปไตย คือถ้าทุกคนคิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ไม่มี ความขัดแย้ง แต่สังคมแบบไหนคะ ที่ทุกคนคิดเหมือนกัน ไม่มี ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่มีทางที่ทุกคนจะคิดเหมือนกัน ทำเหมือนกันนะคะ สังคมสังคมที่ทุกคนถูกบังคับให้คิด ทำ พูดเหมือนกัน คือสังคมเผด็จการ เพราะฉะนั้นความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ และที่จริงเป็นความสวยงามของประชาธิปไตย แต่เมื่อไหร่ก็ตามความขัดแย้ง บานปลายไปสู่การใช้ความเกลียดชามห้ามหันกัน การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ การ demonize หรือ dehumanize คือการทำให้คน ที่คิดต่างจากเราไม่เป็นมนุษย์ละ การสร้างความเกลียดชัง และการทำให้อีกคนนึงไม่เป็นมนุษย์ เพียงเพราะเขาไม่เหมือนกับเราเนี่ย มันนำไปสู่อันตราย
ทีนี้กลับมาที่คำถามตั้งต้นว่า ในการเปลี่ยนผ่านเนี่ย มันมักจะมีความขัดแย้ง อันนี้จริงๆ เรานึกถึงคำพูดของอาจารย์นิธิ ซึ่งซึ่งเราจะพูดถึงกันอยู่เสมอ ก็คืออาจารย์นิธิเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านยังไงต้องเกิดความรุนแรง ไม่เหมือนกันนะ คือความขัดแย้งเนี่ย จะเปลี่ยนผ่านหรือไม่เปลี่ยนผ่าน เป็นธรรมชาติของสังคม โดยเฉพาะสังคมประชาธิปไตย อนุญาตให้ขัดแย้งกัน และมีกลไกแก้ไขความขัดแย้ง โดยใช้เสียงข้างมากเป็นตัวตัดสิน โดยยังมีหลักการที่คุ้มครองเสียงข้างน้อยถูกมั้ยคะ นั่นคือประชาธิปไตย แต่ว่าในการเปลี่ยนผ่าน มักจะต้องมีความรุนแรงเกิดขึ้น คือถ้าไม่รุนแรงแตกหัก มันจะเปลี่ยนผ่านไม่ได้จริงมั้ย สังคมต้องเปลี่ยนผ่าน สังคมต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงโดยไม่แตกหักรุนแรง ไม่ต้องมีปฏิวัติประชาชน ซึ่งแม้ว่าประชาชนจะชนะ แต่ประชาชนจะต้องล้มตายแน่ๆ มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นนี่ ศตวรรษที่ 21 เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงในระบบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา ผ่านการเลือกตั้งเป็นไปได้
ก็คือเราเป็น agent of change เราคือตัวแทนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในระบบ ไม่ใช่การจับอาวุธขึ้นสู้ ไม่ใช่การลุกขึ้นมาปฏิวัติโดยประชาชนบนท้องถนน ไม่ได้หมายความว่าลุกขึ้นปฏิวัติโดยประชาชนบนท้องถนนเป็นเรื่องผิดนะ ในหลายๆที่ก็ทำกันนะ ฝรั่งเศส อเมริกาก็ทำใช่มั้ยคะ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพียงแต่รู้สึกว่าถ้ามันเปลี่ยนผ่าน มันไม่ต้องมีคนตาย มันดีกว่า อย่าลืมนะคะ ประเทศไทยเนี่ย เปลี่ยนไม่ผ่านโดยมีคนตายไปกี่รอบแล้ว คือถ้าเปลี่ยนแล้วผ่านก็ดี ประเด็นก็คือคนก็ตาย เปลี่ยนก็ไม่ผ่านนะคะ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าลองดูมั้ย ในการที่จะมี agent of change ที่เข้าไปเป็นบัตรในระบบ คือทุกคนก็ชอบพูดว่าเราเป็นเอเลี่ยน เราเป็นบัตรใช่มั้ยคะ ใช่ค่ะ โดยความตั้งใจก็คือสิ่งนั้น เราไม่ได้เข้าไปเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เราเข้าไปเพื่อที่จะแสวงหาช่องทางในการสร้างการเปลี่ยนแปลงจากในระบบ เราจึงต้องมี สส. เข้าไปอยู่ในสภา แล้วสุดท้ายวันนี้เราก็เป็นพรรคการเมืองที่มี สส. มากที่สุดในสภาแล้ว มันก็สำเร็จไปแล้วส่วนหนึ่งนะคะ เพียงแต่ว่าจำนวน สส. นี้ยังไม่มากพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงภายในระบบได้ ต้องเป็นอันดับ 1 และมีจำนวนมากพอที่เราจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงจากในระบบ โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่เป็นความรุนแรงที่อาจจะนำไปสู่ความสูญเสียของประชาชน
จริงๆแยกยากมากนะคะระหว่าง เอ่อ กระบวนการยุติธรรมกับระบบการเมืองเอง โดยตัวของมัน โดยโดยรัฐสภาเองนะคะ เพราะว่าจริงๆฝ่ายการเมือง หรือผู้กำหนดอำนาจการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายทั้งหมดใช่มั้ยคะ มันเริ่มต้นจากฝ่ายการเมือง กฎหมายมันก็คือรัฐสภาบวกฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร มันมันมาด้วยกัน เพราะว่าถ้าคุณชนะการเลือกตั้งเนี่ย คุณก็ได้ทั้ง 2 อย่างนี้นะคะ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้ว่าปัญหาใหญ่มากของประเทศนี้เนี่ย คือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต่อให้คุณได้เป็นรัฐบาล ต่อให้คุณมี สส. ในสภาจำนวนมาก คุณก็อาจจะยังแตะต้องระบบกระบวนการยุติธรรมได้ยาก คงทำได้นะคะ เพราะว่าหลายส่วนก็อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร เช่น ตำรวจ เช่น ราชทัณฑ์ใช่มั้ยคะ เช่น อัยการ แต่ว่าอย่างศาลเนี่ย คุณทำอะไรไม่ได้ องค์กรอิสระเนี่ย ยังทำอะไรไม่ได้ใช่มั้ยคะ
เพราะฉะนั้น โห ถ้าจะให้เลือกนะ จริงๆทั้ง 2 อย่างสำคัญ ทั้งฝั่งที่เป็นผู้กำหนดนโยบายก็คือ เอ่อ ผู้บริหาร ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นผู้ออกกฎหมาย แล้วในขณะเดียวกัน การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และอาจจะเกิดขึ้นได้ยากที่สุด แต่ยิ่งต้องทำ ยิ่งยากก็คือยิ่งต้องทำ อาจแต่เป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายนะคะ การได้มาซึ่งอำนาจบริหารและนิติบัญญัติเนี่ย มันคงเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบประชาธิปไตย กระบวนการนิติรัฐ นิติธรรมในประเทศทั้งระบบ แล้วสุดท้ายเนี่ย ข้อต่อสุดท้ายของมันก็คงเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ไม่อยากให้อ่านแล้วก็ชื่นชมบูชาความคิดของคุณทิมว่าเลิศมากนะคะ จริงๆแล้วเนี่ย ทุกคนคือ agent of change เราไม่เคยทำงานการเมืองโดยคิดว่าต้องมีใครสักคนนึงเป็นฮีโร่ ไม่เคยเป็นความรู้สึกแบบนั้น เพราะฉะนั้นเราจะมีสิ่งที่เราพูดอยู่เสมอว่า พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค เราให้ความสามารถกับหัวคะแนนธรรมชาติ ในเรื่องของการสร้างการเปลี่ยนแปลง มันไม่ต่างกันนะคะ อย่าอ่านหนังสือของคุณทิม แล้วแบบ นี่เป็นความคิดที่ดีเลิศ ประเสริฐ เก่ง ฉลาด อัจฉริยะ ไม่ครูทิมอาจจะไม่ได้คิดถูกทุกเรื่อง หนังสือเล่มนี้เนี่ย ในเวลา นี้ทันสมัย ปีหน้าอาจจะล้าสมัยแล้ว เพราะว่าโลกก็อาจแบบก้าวไปข้างหน้า ปัญหาใหม่เกิดขึ้น ปัญหาเก่าถูกแก้ไขไปแล้ว หรือว่าอาจจะยังไม่ถูกแก้ไข แต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปหนักขึ้น เบาลง หรืออะไรก็ว่าไป เพราะฉะนั้นอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเนี่ย ชวนให้คิดต่อดีกว่าว่าสิ่งที่คุณทิมเสนอเนี่ย มันดีพอหรือยัง หรือเรามีไอเดียที่ดีกว่านี้แล้วช่วยกันขยายต่อ วิเคราะห์ วิจารณ์ สร้างสรรค์นะคะ ในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ใช้คนเดียว สังคมนี้เนี่ย ต้องการการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทีละจุดแบบปะปุ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ใช้คนจำนวนทั้งสังคมในการผลักดัน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงกัน
Agent of Change การสร้างความเปลี่ยนแปลงสร้างโดยคนทุกคน ไม่ได้สร้างโดยนักการเมือง สร้างโดยหมอในวงการของคุณ สร้างโดยวิศวกรในวงการของคุณ สร้างโดยคนกวาดขยะในวงการของคุณ สร้างโดยตำรวจในวงการของคุณ สร้างโดยผู้พิพากษา สร้างโดยครูในวงการของคุณเองนะ ก็ถ้าคุณหมดศรัทธาก็หมดทุกอย่างแล้วค่ะ ถ้าหมดศรัทธาก็ไม่มีวันที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดโดยอัศวิน หรือนารีขี่ม้าขาว 1 คน 2 คนมาที่มาสร้างปาฏิหาริย์ ยกระดับประเทศให้แบบกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในเวลา 1 ปี มันไม่เกิดขึ้นหรอกนะคะ ถ้าประชาชนหมดหวังในประเทศนี้ ประเทศนี้ก็หมดแล้วซึ่งความหวังค่ะ คือถ้าประชาชนที่อยู่ในประเทศไม่ มีความหวังแล้วใครล่ะคะจะเป็นผู้ดลบันดาล การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ ไม่ได้ใช้คน 1 คน ไม่ได้ใช้คน 10 คน ดิฉันเนี่ย พูดเสมอว่าทำไมเราจึงพูดได้อย่างหนักแน่นว่าประชาชนคือผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศนี้ ประชาชนไม่ได้กุมทรัพยากร ไม่ได้เป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน ไม่ได้เป็นเจ้าของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีคุกเป็นของตัวเอง ไม่ได้มีกฎหมายเป็นของตัวเองในมือ ไม่ได้มีรถถัง มีปืนเป็นของตัวเอง สิ่งที่ประชาชนมีคือจำนวนค่ะ เรามีกัน 60 กว่าล้านคนในประเทศนี้นะคะ มีประมาณ 68 ล้านคนในประเทศนี้ เราคือ mass ค่ะ mass คือจำนวนอันมากมายเกินที่จะนับได้ และจำนวนอันมากมายเกินจะนับได้นั่นแหละคือพลังอันมหาศาลที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ผู้นำที่เป็นตัวแทนของประชาชน คือฟังดูกันบัทุกดินมั้ย นายกที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ แปลว่าอะไร กลับไปที่จุดเริ่มต้นที่เราพูดกันน่ะ นายกเข้าใจความเจ็บปวดของประชาชน แล้วเขาใช้ อำนาจที่เขามีในมือ ใช้ทรัพยากรงบประมาณที่เขาถืออยู่ในมือ เพื่อที่จะตอบสนองต่อความเจ็บปวดทุกข์ยากของประชาชนจริงๆ นั่นคือการพิสูจน์ว่าคุณคือนายกที่เป็นตัวแทนของประชาชน มาจากประชาชน ทำเพื่อประชาชน จริงหรือ
ถามว่าวันนี้ประเทศไทยมีอะไรดีที่ไปแข่งขันได้ในโลกบ้าง เราเคยภูมิใจในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็น favorite ของนานาชาติ เราเคยภูมิใจในการเป็นแหล่งแรงงานฝีมือ แบรนด์ต่างๆมาผลิตที่เราไม่ใช่แล้วนะคะ ตอนนี้ไปเป็นเวียดนาม เป็นบังคลาเทศ เป็นอินโดนีเซียนะคะ เราเคยภูมิใจในการเป็นผู้นำด้านสาธารณสุขของโลก ตอนนี้ก็เริ่มเสื่อมถอยแล้วเหมือนกันนะคะ ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องคอร์รัปชัน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องประชาธิปไตย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเสรีภาพสื่อนะคะ เอ่อ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัย สมัยหนึ่งเราก็เป็น เป็นผู้ที่ขึ้นชื่อในด้านการเป็นแหล่งพักพิงของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นักเคลื่อนไหวในภูมิภาคต่างๆนะคะ ต้องเริ่มจากการยอมรับก่อนว่าเราอยู่ใน stage นี้ เพื่อที่เราจะบอกว่า เฮ้ย ไม่ได้นะ เราเป็นคนไทย เราก็ต้องภูมิใจในความเป็นไทยใช่ไหม เรามาสร้างกันว่าเราจะเป็นคนที่น่าภาคภูมิใจ เชิดหน้าชูตาอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างไร ซึ่งทำได้มากมายนะคะ มันมีอะไรอีกเยอะแยะที่เราจะทำได้ เราเพิ่งผ่านกฎหมายของรถเท่าเทียมในประเทศที่ 3 ในเอเชีย เราก็ควรที่จะเชิดหน้าชูตาได้ว่าเราให้สิทธิความเท่าเทียมทางเพศดีที่สุดอันดับต้นของโลก หรือเราจะบอกว่าเราจะเป็นผู้นำด้าน green energy หรอ คือเราเราสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ใช่มั้ยคะ โดยการทำอะไรสักอย่างให้เป็นจุดเด่น สิ่งแหละมันคือสิ่งที่รัฐบาลที่ผ่านมาพูดตลอดว่าจะทำ นั่นคือการสร้าง soft power เนี่ยแหละ มันคือ soft power จริงๆ ก็คือ พูดแล้วแบบ ประเทศไทยเป็นผู้นำในด้านไหน แฟชั่นมั้ย หรือจะเอาเรื่องอะไรสักอย่างนึง อ่ะ เอาสักเรื่องนึงนะคะ ว่าพูดขึ้นมาแล้ว เราโดดเด่น เชิดหน้าชูตาได้ในเวทีโลก เราจะเอาเรื่องสาธารณสุขกลับมามั้ย เราเป็นหักด้าน medical บวกไปถึงสปา Wellness ต่าง ซึ่งก็เป็นเทรนด์ของโลก คืออะไรแบบเนี้ย สร้างขึ้นมาสักอย่างนึง ดิฉันเป็นคนไทย ดิฉันก็อยากจะภาคภูมิใจในความเป็นไทย แต่เราต้องมาช่วยกันทำ ประเทศไทยจะดีกว่านี้ได้ถ้าประชาชนไม่หมดหวังค่ะ และช่วยกันเชื่อว่าประเทศไทยดีกว่านี้ ทำทุกวัน ไม่ใช่แค่ผ่านการเลือกตั้ง แต่ทำทุกวัน ผ่านทุกอาชีพ ทุกความสามารถที่คุณมีอยู่ เรารักชาตินี้ เรามาช่วยกันทำให้ชาตินี้ ประเทศนี้เนี่ยน่าภาคภูมิใจ ช่วยกันทำจากทุกมุมที่คุณสามารถทำได้
คิดว่าอาจจะดีที่สุดสำหรับน้องๆ เด็กๆ ที่สัก 14 15 16 ขึ้นไปจนถึงแบบ 20 วัยมหาวิทยาลัย เพราะว่าอะไร เพราะว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สุขสกาวที่สุด เราใช้คำนี้ เป็นช่วงเวลาที่คุณ most brand most energetic เป็นช่วงเวลาที่คุณมีพลังชีวิตสูงที่สุด อ่ะ แล้วแล้วเราคิดว่าช่วงเวลานี้แหละ เป็นช่วงเวลาที่คุณจะต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง ไม่ใช่ให้ทิมไปสร้างแรงบันดาลใจนะ คืออ่านอันเนี้ย เพื่อที่คุณจะรู้สึกว่าตัวเองอ่ะ มีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ใครก็ได้ ทุกคนสามารถลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ แล้วถ้าเกิดไอ้คนที่มีพลังชีวิตสูงๆ มีความรู้สึกถึงสิ่งนี้มัน spark ขึ้นมาได้เนี่ย เออ เราคิดว่ามันจะเป็นพลังที่สดชื่นมากสำหรับประเทศนี้ เป็นการชาร์จอัพประเทศให้มันก้าวกระโดดไปสู่ความเปลี่ยนแปลงได้จริง อย่าลืมนะคะว่าประดิษฐกรรม นวัตกรรมต่างๆในโลกนี้เนี่ย ล้วนเกิดจากคนวัย 20-30 นะ สังเกตไม่ได้หมายความว่าคนแก่ไม่ดีนะคะ แต่หมายถึงว่า เนี่ย มันคือความหมายของความว่ามันคือช่วงชีวิตที่ prime ที่สุดของคุณน่ะ แบบ 18 20 ไม่เกิน 30 อ่ะ นี่มัน prime นี่อันนี้ prime แล้วนะ เริ่มแก่แล้วนะคะ แต่ว่าคนที่แบบ อยู่ในวัยแบบ 15-30 อย่างงี้แล้วกันนะ กว้างๆแบบเนี้ย มันคือช่วงเวลาที่คุณประสบความสำเร็จและสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกนะ เพราะฉะนั้นน่ะ คุณต้องตระหนักถึงพลังของตัวเอง
ก็หนังสือเล่มนี้นะคะ น่าจะเป็นหนังสือที่เหมาะสมกับยุคสมัยนี้ที่สุดแล้ว ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ว่าทั้งโลกเนี้ย มันมีคนมากมายที่ดิ้นรนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง หลายประเทศมันปะทุออกมาเป็นความรุนแรงนองเลือด หลายประเทศมันเป็นการประท้วงอย่างสันติ หลายประเทศยังไม่สามารถที่จะทะลุ เอ่อ กรอบที่เผด็จการครอบประเทศไว้ได้นะคะ แต่คลื่นของความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทั่วทุกมุมโลก ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เราจง the wave คือช่วยกันขี่กระแสของการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อที่จะนำพาประเทศเราไปสู่ประเทศที่ดีกว่านี้น่าภาคภูมิใจกว่านี้ แล้วก็น่าอยู่นี้ด้วยกัน
แล้วถ้าจะมีอะไรที่บอกตัวเองแล้วกันนะ แต่ไม่ได้เป็นคติประจำใจอะไรหรอก ก็คือว่า อย่ารู้งี้แค่นั้นเอง คืออย่านึกเสียใจทีหลัง คือเป็นมนุษย์เกิดมาชาติหนึ่งอ่ะ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนนะ โครงสร้างยีนเราเนี่ย DNA เราเนี่ย มันซับซ้อนมากกว่าจะต่อร้อยขึ้นมาเป็นมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นจงตระหนักว่าชีวิตคุณต้องอยากจะทำอะไรให้ทำนะคะ อย่ามารู้งี้ทีหลัง แบบรู้งี้ทำอย่างงั้นดีกว่า ผ่านไป 10 ปีรู้อย่างงี้ทำอย่างงี้ดีกว่า คือถ้าคิดว่าจะต้องทำอะไร หรืออยากทำอะไร ใช้พลังงานที่มีอยู่ทำเลย อย่ามานึกเสียใจทีหลังว่าทำไมถึงไม่ทำอย่างงั้น ไม่ทำอย่างงั้น
สายอ่านคนไหนถูกใจสามารถเข้าเว็บไซต์สำนักพิมพ์มติชน จากนั้นพิมพ์หาหนังสือที่คุณต้องการ แล้วหยิบใส่รถเข็นไปจ่ายเงินกันได้เลย ส่วนใครช้อปตัวจริงใน Shopee ก็มีร้านของมติชนบุ๊ก แถมยังมีให้กดโค้ดส่วนลดที่ทำให้คุณได้ราคาที่คุ้มกว่าเดิม และตามเทศกาลโปรดก็มีโค้ดให้เหมือนกันนะ ใครใส่ตะกร้าแล้วอย่าลืมกดจ่ายเงินเพื่อรับหนังสือความรู้แน่นไปอ่านกันนะคะ ไหนใครเป็นสายคอนเทนต์ยกมือหน่อย ตะกร้า TikTok ของทางสำนักพิมพ์มติชนพร้อมแล้ว มีให้ทุกท่านไปเลือกกดได้แบบจุใจ อย่าลืมรีวิวแท็กหามติชนบุ๊กมาบ้างนะ