Transcription
ผมอาจารย์ปานเทพ พวงพันนะครับ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินนะครับ เป็นคณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต รังสิตนะครับ วันนี้เราจะมาแถลงข่าวในการเปิดเผยความจริงทางด้านประวัติศาสตร์จากทายาทบุคคลสำคัญของบรรพบุรุษในประเทศไทยนะครับที่จะมา ยืนยันและแสดงหลักฐานรวมถึงการต่อยอดบริเวณเขตแดนไทยกัมพูชานะครับ จากเอกสารบันทึกข้อความสยามฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อคนไทยทั้งประเทศนะครับ
ก่อนอื่นผมขออนุญาตแนะนำผู้ที่จะมาร่วมแถลงข่าวในวันนี้ มีหลายบุคคลนะครับที่ให้เกียรติครับ อาจารย์คมสัน โพคงครับ และท่านที่ 2 นะครับ ดร.วิสรุฒ สำลีอรครับ และท่านสุดท้ายนะครับที่ต่อสู้กับพวกเรามาเกิน 17-18 ปีนะครับ ในเรื่อง MOU 44 MOU 2543 นะครับ หม่อมหลวงวรณิภา จรูญโรจน์ ครับ ที่มาร่วมให้เกียรติกับเราในการแถลงข่าวในวันนี้นะครับ
ผมขออนุญาตเริ่มต้นอย่างนี้นะครับ เพื่อให้พี่น้องสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนเนี่ย ได้เข้าใจในวัน ที่เราต้องแถลงข่าวในวันนี้ เอกสารที่อยู่ในมือผมอยู่ในขณะนี้นะครับ ชื่อ "วันนั้นถึงวันนี้: ข้อมูลพื้นฐานพระวิหารกับศาลโลก" จากข้อเขียนของศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล เรียบเรียงโดยท่านอาจารย์ไถ่ายเถาสุจริตกุลนะครับ เรียบเรียงเป็นหนังสือเล่มนี้ วันนี้ทางครอบครัวสุจริตกุลได้มามอบสิ่งนี้ให้กับเรานะครับ เพื่อเป็นการยืนยันในสิ่งที่เราจะแถลงนะครับ ท่านเป็นทนายในคณะทนายผู้ประสานงานในคดีปราสาทพระวิหารนะครับ อาจารย์สมปอง สุจริตกุล วันนี้จะแจกให้สื่อมวลชนคนละ 1 เล่มด้วย
ที่มานะครับ ความสำคัญตรงนี้เริ่มต้นเมื่อ 18 ปีที่แล้วนะครับ ผมได้เคลื่อนไหวกับคณะในการต่อสู้เรื่องการยกเลิก MOU 14 44 นะครับ MOU 2544 ก็คือพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเล ในเวลาตอนนั้นเนี่ย เราได้เคลื่อนไหวมาตั้งแต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล รวมถึงหม่อมหลวงวรณิภา จรูญโรจน์ นะครับ บัดนี้ 18 ปีผ่านไป ทางวุฒิสภาเห็นชอบแล้วว่าต้องยกเลิก MOU 2544 เป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ว่ามีปัญหาและมีความผิดปกติ และต่อมารัฐบาลชุดนี้ก็ได้มีการไปหาเสียงก่อนการลงคะแนนเลือกตั้งว่าจะยกเลิก MOU 2544 และอยู่ระหว่างการศึกษา
เราใช้เวลา 14 ปี ขออภัยนะครับ 18 ปีต่อมาในปี 2551 มีการเตรียมในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกให้กับกัมพูชาฝ่ายเดียวในตอนนั้น ทำให้พื้นที่ไทย-กัมพูชาเนี่ย กลายเป็นข้อพิพาทใหม่ และทำให้เราในภาคประชาสังคมเนี่ย มีความเห็นว่าต้องยกเลิก MOU 2543 นะครับ ปัจจุบัน 15 ปีเต็ม ก็ยังไม่ได้มีการยกเลิก แต่เริ่มรู้แล้วว่าสิ่งที่ภาคประชาชนเคลื่อนไหวเมื่อ 15 ปีที่แล้วว่าแผ่นดินไทยถูกกำลังถูกยึด เรากำลังเสียเปรียบจากข้อตกลง MOU 2543 มันเป็นจริงแล้วเมื่อ 15 ปีผ่านไป
ทีนี้ เอกสารชิ้นหนึ่งที่ผมยืนยันได้ว่าเราต่อสู้สิ่งนั้นมานานนะครับ ก็คือ 15 ปีที่แล้ว ผมทำหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งนะครับ ในการชุมนุม 158 วัน ว่าเราจะมีปัญหาหาเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา หนังสือเล่มนั้นเมื่อ 15 ปีที่แล้วเราเตือนนะครับว่า "คำเตือนสุดท้าย: ราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน" เมื่อ 15 ปีแล้วถูกมองว่าเป็นเรื่องตลกนะครับ จาก MOU 2543 ปัจจุบันกำลังจะเป็นเรื่องจริงและมีการพิพาทจริงเมื่อ 15 ปีผ่านไป
การทวงคืนแผ่นดินไทยของประเทศไทยและความตระหนักรู้ในเรื่องนี้ นะครับ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ในเนื้อหาที่ผมเขียนเอาไว้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เราเขียนเรื่อง "เปิดหลักฐานพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ปักปันไปแล้วเมื่อ 103 ปี" 103 ปีที่แล้ว นี่คือ 15 ปีที่แล้วนะครับ ผมเรียนว่าเรายืนยันว่าคดีปราสาทพระวิหาร เป็นคดีเฉพาะตัวซากปราสาท ไม่มีคำพิพากษาศาลโลกยอมรับแผนที่ 1:200,000 ไม่มีคำพิพากษาใดยึดเขตแดนตามแผนที่ 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นฝ่ายเดียว ฝ่ายไทยไม่เคยลงนามในตอนนั้นนะครับ นั่นคือสิ่งที่เราสู้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว
จนกระทั่งในปีนี้ ผมก็ออกหนังสืออีก 1 เล่ม เรื่อง "แผ่นดินของเราไปจนถึงพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ และจันทบุรี" เพื่อยืนยันว่าเราจำเป็นต้องยกเลิกข้อตกลงหรือบันทึกความเข้าใจ MOU 2543 เพื่อยกเลิกแผนที่ฉบับนี้ที่เป็นปัญหา
ในระยะเวลาที่ตั้งแต่ลงนามปี 2543 การต่อสู้ครั้งนั้นเองเนี่ย ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า หนึ่งในหัวข้อที่เราพูดกันวันนี้ นะครับ คือเขตแดนพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 อยู่ที่ไหนกันแน่ เมื่อ 15 ปีที่แล้วเรายืนยันว่าอยู่ที่ขอบหน้าผา ไม่ใช่สันปันน้ำหลังขอบหน้าผา และเราก็ยืนยันตามหลักฐานตามประวัติศาสตร์นั้นนะครับ ปรากฏว่ามีบทหนึ่งเนี่ย เมื่อ 15 ปีผ่านไป เราได้ต่อสู้ในเรื่องนี้และถูกอ้างนะครับ โดยกระทรวงการต่างประเทศว่าพวกเราแปลผิด และกระทรวงการต่างประเทศแต่แรกบอกว่าไม่มีข้อความใดยืนยันว่าไทย-กัมพูชายึดตามขอบหน้าผาในสมัยรัชกาลที่ 5
ผมได้เรียกร้องให้เอาเอกสารสำคัญ 1 ชิ้น คือเอกสารการต่อสู้ของฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหารที่ยื่นต่อศาลโลกเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2505 ว่าไทยต่อสู้ว่าอะไร ผมเรียกร้องให้กรรมาธิการในสภาให้กระทรวงการต่างประเทศนำส่งเอกสารชิ้นนี้ เขาไม่ส่งนะครับ บอกว่าไปปริ้นมาเอง ผมบอกให้เขาแปล เขาบอกไม่แปลเพราะยุบกองแปลไปแล้ว ให้ภาคประชาสังคมไปแปลกันเอง
ผมเลยต้องนำเอกสารที่บันทึกเอาไว้ปริ้นมาจากศาลโลกนะครับ ในคดีปราสาทพระวิหารว่าเราต่อสู้ว่าอย่างไร ปรากฏว่าเอกสารชิ้นนี้เราไม่มีนักแปลเป็นชาวฝรั่งเศสที่แปลเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการ แต่ผมก็ได้ใช้เทคโนโลยี AI คือ ChatGPT แปลทั้งฉบับ และการแปลทั้งฉบับในครั้งนั้น เราได้ปรับแต่งข้อความนอกเหนือกว่า AI ChatGPT เป็นเอกสารฉบับนี้หนาขนาดนี้ครับ นี่คือสิ่งที่ไทยต่อสู้แค่บางส่วนนะครับ เฉพาะเรื่องขอบหน้าผาอย่างเดียว
ผมยื่นต่อกรรมาธิการไปนะครับ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ MOU 43 และ 44 ของสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ได้กังวลว่าพวกเราไม่ใช่มืออาชีพในการแปล ก็ได้ปรึกษากับท่านอาจารย์อานนท์ ศักดิ์วิทว่า เราจะทำยังไงให้การแปลเป็นระดับที่ได้รับการยอมรับจากทั้งคนในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นเอกสารบันทึกสำคัญมากนะครับว่าเรายึดขอบหน้าผา ไม่ใช่สันปันน้ำหลังขอบหน้าผา
แต่เอกสารชิ้นนี้ผมนำส่ง หลังจากที่มีการยุบสภาไปนะครับ เอกสารชิ้นนี้ก็หายไป และเอกสารชิ้นนี้ผมก็ได้นำส่งต่ออีกครั้งหนึ่งนะครับ ให้กับท่านพลโท บุญศิลป์ ภาคกลาง และพลโทวีรยุทธ รักศิลป์ ก่อนจะรบรอบที่ 2 นะครับ ในวันนั้นผมไปส่งมอบด้วยตัวเองที่กระทรวงกลาโหมด้วยตัวเองนะครับ และไปพร้อมกับอาจารย์คมสัน โพคง และผู้สื่อข่าวเป็นสักขีพยานได้
ผมยืนยันว่าถ้ารบรอบ 2 เมื่อไหร่ ให้กองทัพภาคที่ 2 ยึดถือแนวทางการต่อสู้ของบรรพบุรุษ คือยึดขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดน สยามอยู่ข้างบน เขมรอยู่ข้างล่าง เหตุผลของคำสำคัญนะครับว่าทำไมคนโบราณถึงยึดสันปันน้ำโดยยึดขอบหน้าผา
คำสำคัญนะครับ 1. ต้องเป็นเขตแดนตามธรรมชาติ เพราะโบราณไม่มีดาวเทียม ไม่มีภาพถ่ายทางอากาศนะครับ 2. เป็นพรมแดนที่ต้องมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าครับ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีอื่นใด 3. ป้องกันไม่ให้เกิดการข้ามกันไปมาโดยไม่รู้ตัว 4. เป็นวิธีการปกครองไม่ให้เกิดการพิพาท และเกิดความชัดเจน
คนโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนมีจนถึงก่อน MOU 2543 เราไม่ทะเลาะกันเรื่องนี้เลยนะครับ เขมรอยู่ข้างล่าง สยามอยู่ข้างบน เราเริ่มมาทะเลาะชัดเจนเนี่ย ในคดีปราสาทพระวิหาร ต่อเนื่องมาจนถึง MOU 2543 เราก็ขัดแย้งจนถึงขั้นถูกยึดแผ่นดินไปเป็นจำนวนมากหลังขอบหน้าผา จากนั้นผมยื่นเอกสารชุดนี้ก็ได้เกิดการรบและการทวงคืนแผ่นดินไทยกลับมานะครับ
แต่กระนั้นก็ยังไม่สบายใจว่าจะมีใครแปลได้อย่างเป็นทางการกับเอกสารชิ้นนี้ เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศไม่แปล ท่านอาจารย์อานนท์ ศักดิ์วิทย ท่านก็ได้ชี้แนะและชี้ทางสว่างนะครับว่า เราผมลืมไปคนหนึ่งคนที่มีความสำคัญต่อการที่เราจะแนะนำในวันนี้นะครับ ก็คือคุณเปรมิกา สุจริตกุล ซึ่งอยู่ด้านขวามือของทุกท่านในขณะนี้ ว่าจะเป็นผู้แปลอย่างเป็นทางการและไม่มีใครปฏิเสธความสามารถในการแปลได้ เพราะมี 2 สถานภาพ คือผู้เชี่ยวชาญการแปลภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทย 1. และ 2. เป็นบุตรีของศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ซึ่งเป็นทนายผู้ประสานงานในคดีปราสาทพระวิหาร และขณะที่อาจารย์สมปอง สุจริตกุล เป็นคณบดีและคณบดีกิตติคุณของคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต ผมได้ทันท่านยุคท่านในการร่วมหารือกันเรื่องนี้ และอาจารย์คมสัน และอาจารย์วิสรุฒ สำลีอร ก็ได้ทันในฐานะอาจารย์ในคณะนิติศาสตร์ของ ม.รังสิต ทันกัน ดังนั้นเราเป็นผู้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ครั้งนี้โดยตรง
ดังนั้น เหตุการณ์การแปลอย่างเป็นทางการครั้งนี้ จึงอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเหตุการณ์นับจากวันนี้ ผมขออนุญาตแนะนำความสำคัญของผู้แปล ทั้งนี้ที่ผมรอมานานนะครับ และคิดว่าคนไทยทั้งประเทศรอเอกสารชิ้นนี้ เพราะว่าผมได้ยื่นให้กับกรรมาธิการไป แต่ยุบสภาไปก็ดี หรือทุกคนกำลังจะรออย่างเป็นทางการว่าสรุปเป็นยังไง ผลการแปลยึดขอบหน้าผาจริงหรือไม่ และมีผลความหมายเป็นอย่างไร คุณเปรมิกา สุจริตกุล เป็นบุตรสาวของศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ผู้พิพิทักษ์อุทิศทั้งชีวิตเพื่อรักษาพระราชอาณาเขตประเทศไทยในกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร
ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล สำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยปารีส และมหาวิทยาลัยกฎหมายฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ท่านเป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศจนเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำหลายประเทศ อาทิ กลุ่มประเทศเบเนลักซ์ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี รวมทั้งสิ้นถึง 9 ประเทศ และยังเป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายในมหาวิทยาลัยในต่างประเทศและในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง
คุณเปรมิกาได้ใช้ชีวิตเด็กส่วนใหญ่ในต่างแดน โดยติดตามคุณพ่อขณะที่ท่านเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศต่างๆ จึงได้มีโอกาสซึมซับวัฒนธรรมนานาประเทศ และภาษาต่างๆ จนสำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษา วิชา 3 วิชาล่ามระดับสูงจากสถาบันในประเทศปารีส กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แขนงวิชาวรรณคดี และหลังจากสำเร็จการศึกษา ก็ได้ทำงานล่ามและแปลอย่างต่อเนื่อง และได้รับการคัดเลือกเป็นนักแปลดีเด่น รางวัลสุรินทรสุสุรินทร์ราชา เมื่อปี 2559 ครับ เป็นนักแปลดีเด่นนะครับ
ผลงานด้านการแปลครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอคือ การแปลเพลงพระราชนิพนธ์เป็นภาษาฝรั่งเศส ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญเนื้อร้องเพลงพระราชนิพนธ์มาถ่ายทอดเป็นภาษาฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2552 รวมถึงรวมทั้งสิ้นถึง 27 เพลงนะครับ เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ทั้งนี้ทุกคนต่างทราบดีว่าภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาต่างประเทศภาษาแรกที่พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถ
ตำแหน่งปัจจุบันของคุณเปรมิกาคือนายกสมาคมนักเรียนเก่าฝรั่งเศส ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นะครับ ดังนั้นจึงเป็นบุคคลที่พวกผมและคนไทยรอคอยนะครับ เพราะจากแชร์จากการแปล ChatGPT หลังจากท่านได้รับการแปลเอกสารแล้วอ่านแล้ว ท่านจะมาอ่านคำแถลงการณ์นะครับ โดยคุณเปรมิกา สุจริตกุล ขอเสียงปรบมือด้วยครับ
สวัสดีค่ะ กราบเรียนพี่น้องสื่อมวลชนและนักข่าวที่เคารพนะคะ นับเป็นความบังเอิญที่กรณีพิพาทไทย-กัมพูชาในคดีปราสาทพระวิหาร ได้เกิดขึ้นในปีที่ดิฉันเกิด จึงทำให้ดิฉันติดตามมาโดยตลอดนะคะ ในขณะนั้นเนี่ย คุณพ่อ นายสมปองเนี่ย เป็นทนายที่มีอายุน้อยที่สุดของทีมทนายฝ่ายไทย นำโดยท่านประธาน หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมทย์ ทนายอาวุโสในแวดวงนักกฎหมายไทย ในขณะที่เขมรได้จู่โจมยื่นฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ศาลโลก โดยที่ไทยไม่ได้คาดฝันมาก่อน คุณพ่อได้เสนอให้ไทยฟ้องแย้ง เพราะการที่ไม่ยอมรับอำนาจศาลย่อมสามารถทำได้อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการประวิงเวลาให้ฝ่ายเราหาช่องทางต่อสู้
ประธานฝ่ายไทยในขณะนั้นไม่เห็นด้วย เพราะท่านเชื่อมั่นว่าไทยมีทางชนะถึง 300% โดยเอาศีรษะของกรมแผนที่ขณะนั้นเป็นประกัน จึงเสนอให้ท่านนายก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้นำนายสมปองไปประหารชีวิตโดยยิงเป้า โทษฐานทรยศต่อแผ่นดิน เคราะห์ดีในขณะนั้นที่ท่านถนัดคอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง รีบเรียกคุณพ่อไปพบท่านนายกเพื่ออธิบายโดยละเอียดว่า การที่ไทยใช้สิทธิ์ยื่นขอคัดค้านอำนาจศาลจะมีผลหรือไม่อย่างไร ในที่สุด หลังจากเวลาผ่านไปกว่าครึ่งคืน คำตอบสั้นๆของท่านนายกคือ "สมปอง อั๊วเชื่อ" จึงเป็นอันว่าคดีปราสาทพระวิหารเกือบจะพรากดิฉันอายุไม่ถึง 1 เดือน
ดิฉันจำคำของคุณพ่อได้เสมอว่า ศาลโลกไม่มีอำนาจบังคับคดี มีแต่อำนาจพิจารณาเท่านั้น ถึงแม้คดีปราสาทพระวิหารไม่เกี่ยวกับเรื่องเขตแดน แต่แผนที่ผนวก 1 จัดทำโดยฝรั่งเศส ได้มีการลากเส้นแดนผิดจากเส้นสันปันน้ำจริง จึงทำให้ตัวปราสาทไปอยู่ในเขตแดนกัมพูชา รายละเอียดทุกอย่างนี้ คุณไถ่ายถาว สุจริตกุล แม่นะคะ ก็ได้เรียบเรียงจากบทความและคำบรรยายที่คุณพ่อได้ฝากไว้ในความทรงจำของชาวไทยทุกคน
"วันนั้นถึงวันนี้: ข้อมูลพื้นฐานพระวิหารกับศาลโลก" จากบันทึกของศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ดิฉันจึงขอถือโอกาสนี้ มอบหนังสือดังกล่าวให้พี่น้องนักข่าวหรือสื่อมวลชนทุกท่าน ได้อ่านและศึกษาหาความรู้ต่อไป
และพอดีเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว มีกลุ่มลูกศิษย์คุณพ่อได้ติดต่อเพื่อนำเอกสารต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสมามอบหมายให้ดิฉันแปลเป็นภาษาไทย กล่าวคือ "Annex to Counter Memorial Rejender of Thailand" ซึ่งเป็นบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการสยาม-ฝรั่งเศส ว่าด้วยการปักปันเขตแดนในช่วงปี ค.ศ. 1905-1907 เอกสารชุดนี้ไม่ใช่เอกสารทั่วไปในคดีศาลโลกปี 1962 แต่เป็นเอกสารลับทางการทูตและกฎหมายในช่วงปักปันเขตแดนยุคแรกเริ่มระหว่างสยามและฝรั่งเศส และเป็นบันทึกการตอบโต้ Rejoinder ของฝ่ายไทยในเวลานั้น ที่มีข้ออ้างของที่มีต่อข้ออ้างของฝรั่งเศส ก่อนที่จะมีการส่งมอบแผนที่ที่ระหว่างดวงรัก Annex One หรือผนวก 1 ที่สร้างปัญหาในเวลาต่อมา
ตลอดชีวิตที่คุณพ่อได้อุทิศเพื่อรักษาพระราชอาณาเขตประเทศไทย ทำให้ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ ที่ได้นำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาเพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของท่าน ในการที่ได้มีโอกาสแปลเอกสารสำคัญนี้จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทย เพื่อนำมาประกอบกับบทวิพากษ์ของอาจารย์ท่านอื่นๆ โดยจะรวมเล่มจัดพิมพ์ในภายหลังไว้ให้ เป็นการให้เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า เพื่อที่นักประวัติศาสตร์ นักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการศึกษาหลักฐานสำคัญสำหรับประเทศไทยอย่างเป็นทางการสืบต่อไป
ที่สำคัญที่สุด เอกสารลับโบราณอายุกว่า 1 ศตวรรษนี้ ไม่เคยมีการเปิดเผยสู่สาธารณะ แม้แต่คุณพ่อดิฉันเองก็ไม่เคยทราบมาก่อน เนื่องจากถูกเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิดในชั้นความลับของกระทรวงการต่างประเทศ และต่อมาได้ส่งไปใช้เป็นหลักฐานในศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร
บันทึกการประชุมและข้อตกลงของคณะกรรมาธิการปักปันเขตแดนสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ. 1905-1907 ที่มีความยาวหลายร้อยหน้า มีรายละเอียดอันซับซ้อน เป็นช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสจะจัดทำแผนที่เจ้าปัญหานี้ โดยที่สยามได้มีการบันทึกคำคัดค้าน ซึ่งเป็น Counter Memorial และคำแถลงแก้ Rejoinder ไว้ อย่างชัดเจนนะคะ เอกสารลับชุดนี้พิสูจน์ให้เห็นเจตนารมณ์ที่แท้จริงของบรรพบุรุษไทย ณ เวลานั้น ว่าเรามิได้ยอมรับเส้นเขตแดนที่ผิดพลาดโดยดุษฎี แต่มีการโต้แย้งในเชิงเทคนิคและกฎหมายอย่างเป็นระบบ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยหักล้างความเข้าใจผิดในอดีต ที่ว่าไทยนิ่งเฉยไม่ทักท้วงภายในเวลาที่เหมาะสม จึงถือว่าเป็นการยอมรับโดยยึดหลักกฎหมายผิดปากการที่เรายอมรับสิ่งนั้นๆ ไปแล้ว เราไม่สามารถกลับคำภายหลังเพื่อประโยชน์ของส่วนตัวเอง แต่ในความเป็นจริง เรามีการตอบโต้และคัดค้านบันทึกไว้ในเอกสารลับชุดนี้
เอกสารนี้เป็นผลงานในการเจรจาปักปันพรมแดนนี้เป็นไปตามสนธิสัญญาประธานในปี ค.ศ. 1904 โดยพยายามใช้พรมแดนธรรมชาติในยุคที่โลกยังไม่มีดาวเทียม โดยอาศัยหมุดหมายทางภูมิศาสตร์เป็นหลักในการปักปัน มีการบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการปักปันทั้งหมดนับหลายร้อยหน้าเป็นภาษาฝรั่งเศส ถือเป็นเอกสารอันสำคัญแนบท้ายสัญญาประธาน ที่มีผลผูกพันเรื่องสันปันน้ำตามที่ตกลงกันในสมัยนั้น ทั้งนี้ในทางกฎหมายห้ามการตกลงใดๆ ขัดแย้งต่อสัญญาประธาน
สันปันน้ำตามการเจรจาปักปันในช่วงเวลาดังกล่าว มีใจความสำคัญดังนี้:
1. ฝรั่งเศส โดยพันตรีแบนาราสมัครใจไม่ลงสำรวจ เพราะระยะทางยาวกว่า 700 กม. ไม่สามารถทำสำเร็จได้ทันเวลา และลำบากมากเกินไป เนื่องจากเป็นป่ารก
2. พรมแดนนั้นยึดพรมแดนธรรมชาติ ได้แก่ 1. สันเขาพนมดงรัก ที่ชัดเจนเด่นชัด คือ evident ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากฝั่งอินโดจีนฝรั่งเศส อันเป็นที่ต่ำกว่าฝั่งสยามไม่ต่ำกว่า 100 เมตร และไม่สามารถเดินข้ามผ่านได้โดยไม่รู้ตัว เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทอันภายหลังนะคะ เพราะเหตุนี้เราจึงได้ยึดถือเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งรวมไปถึงระหว่าง 4 และ 5 ด้วย จนถึงที่ราบบริเวณฉนวนเขมร อันได้แก่บริเวณจังหวัดสระแก้วในปัจจุบัน จึงมีการปักปันด้วยหลักการอื่นๆ จากข้อตกลงในการปักปันดินแดนดังกล่าว
สรุปได้ว่า ทั้งฝ่ายสยามและฝ่ายอินโดจีนกัมพูชา ได้ยึดสันผาเป็นสันปันน้ำ เพราะสันผาเป็นหมุดหมายตามธรรมชาติที่ไม่ทำให้เกิดข้อพิพาทในภายหลัง สามารถปักปันได้ง่ายและรวดเร็ว โดยไม่ต้องลงเดินพื้นที่สำรวจ เนื่องจากธรรมชาติได้รังสรรค์ให้เทือกเขาพนมดงรักเป็นเทือกเขารูปอีโต้ มีสันผาที่ชัดเจนตลอดแนวอยู่แล้ว
การตกลงปักปันดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเลือกนายทหารหนุ่มผู้มีความรู้ดีเยี่ยมทางด้านการทหารและภูมิศาสตร์ เจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ ให้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการปักปันเขตแดน
ในบทความหลายร้อยหน้าจากบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมาธิการฝรั่งเศส-สยาม ด้วยการปักปันเขตแดน คำคัดค้าน Counter Memorial และคำแถลงแก้ Rejoinder ในศตวรรษก่อนนั้น นอกจากจะยืนยันได้ว่าไทยไม่ได้ยอมรับแล้ว ยังบอกถึงกลยุทธ์ที่แต่ละฝ่ายได้นำมาใช้ในการเจรจา ถึงดิฉันไม่ใช่นักกฎหมายหรือนักภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ แต่ในฐานะผู้แปลนะคะ ดิฉันได้สัมผัสถึงความดุเดือดในการเจรจาครั้งนั้น ในการที่ได้อ่านระหว่างบรรทัด ทำให้ดิฉันได้สัมผัสถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดของบรรพชนผู้เข้าร่วมการเจรจาปักปันดินแดน ทั้งเจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ และหลวงวิสุทธโกสา
ที่ได้ใช้สติปัญญา ญาณฉลาด การเจรจาอย่างนักการทูตผู้มีชั้นเชิง ด้วยศักดิ์ศรีงามสง่าของประเทศไทย การประนีประนอมอย่างสุภาพนุ่มนวล ความเด็ดขาดในการเลี่ยงที่จะให้ความเห็นที่ถูกพัน หรือตัดสินใจใดๆ ที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบ เมื่อถึงคราวจนมุมนะคะ ท่านจะใช้วิธีตัดบท เช่นใช้คำว่า "จำไม่ได้" หรืออ้างอำนาจสูง "ต้องทูลรัฐบาลสยามก่อน" แล้วก็ยืนกรานว่า "ยังไม่มีแผนที่ที่เชื่อถือได้"
ในขณะที่ฝ่ายฝรั่งเศส นำโดยผู้บัญชาการแบนาร่า ได้พยายามเอาเปรียบ ข่มขู่ โดยใช้เล่ห์เหลี่ยมนานับประการในการเจรจา อาทิ เช่น การอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์ โดยใช้ อำนาจที่เหนือกว่าในพื้นที่แม่โขงเป็นในการปักปันเขตแดน แบนาร่าได้เอิ่มจงใจเป็นการจี้จุดพยานนะคะ ถามหลวงวิสุทธิ์โกสา เพราะท่านรู้ว่าท่านมาจากกระทรวงการต่างประเทศ และต้องระมัดระวังคำพูด
ตามบันทึกการประชุมเดิมที่ปารีส ดาน่าได้สร้างบรรทัดฐานเนี่ย โดยการพยายามเคลมว่าพื้นที่ส่วนนั้นเนี่ย เป็นของหลวงพระบางมาตลอด และไม่มีใครเคยคิดที่จะให้สยาม เพื่อทำให้ข้อเสนอของฝ่ายสยามดูเหมือนเป็นการเรียกร้องพื้นที่ดินแดนเพิ่มเติมนะคะ มีการใช้กลยุทธ์ที่อ้างความชอบธรรม โดยยึดจริยธรรม หรือเราเรียกว่า "super-ego" นะคะ โดยบอกว่าเขารู้อยู่แล้วนะว่าน้ำเงาเนี่ยเป็นของไทย เขาจึงไม่เอานะคะ
เอ่อ เพื่อกดดันว่าในเมื่อเขาสุจริตใจยอมให้น้ำเงาเป็นของไทยแล้ว ไทยก็ควรจะมีความสุจริตใจเพียงพอที่จะยอมให้ภูผาเป็นของฝรั่งเศสด้วย ซึ่งเป็นสันปันน้ำของหลวงพระบาง ในการประชุมเนี้ย มีการใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรงนะคะ เช่นคำว่า "voest" เนี่ย ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า "สุจริตใจ" ซึ่งเป็นการตำหนิฝ่ายสยามอย่างแรงทางการทูต เพื่อบีบให้คณะกรรมาธิการฝ่ายสยามต้องถอย นะครับ แล้วก็มีการใช้หลักการในการยอมรับโดยปริยาย แบนาร่าได้อ้างว่าเมื่อตอนที่อุปทูตแจ้งเรื่องการคืนดินแดน เอ่อ ลุ่มน้ำน่าน ซึ่งสยามได้ประโยชน์เนี่ย สยามไม่ได้ทวงถามถึงลุ่มน้ำโขง ถึงถึงลุ่มน้ำโขง จึงเท่ากับสยามยอมรับไปแล้วว่าลุ่มน้ำโขงเนี่ยไม่ใช่ของตน
แล้วก็ยังมีอการอ้างถึงหลักการเก็บภาษีนะ คะ คือนี่คือหมัดฮุคที่สำคัญที่สุดทางการทูตสมัยนั้น เพราะการที่ชาวบ้านยังเสียภาษีให้หลวงพระบาง โดยข้าหลวงสยามไม่ห้ามปรามเนี่ย ถือเป็นหลักฐานมัดว่าสยามไม่ได้ใช้อำนาจการปกครองในพื้นที่นั้นๆ จริงนะคะ แล้วก็มีการตอกย้ำของความชอบธรรม
ดาน่าตอบพยายามชี้ให้เห็นว่าเนี่ย การที่สยามเพิ่งมาเรียกร้องตอนนี้เนี่ย หลังจากที่ได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาเป็นปีเนี่ย เป็นอะไรที่ฟังไม่ขึ้นในเวทีสากล อาจจะเยอะหน่อยนะคะ เพราะว่านี่มันเป็นบทสรุปของหลายร้อยหน้า
แบนาร่าได้หยิบยกเอาคำพูดของพระยาบรมบาทบำรุงนะคะ หรือแย้ม แสงชูโตนะคะ ที่ว่าสยามเคยปกครองเมืองกก ปัจจุบันอยู่ในบ่อบ่อแก้ว ในลาวนะคะ มานาน แต่ย้อนกลับว่า ถ้าสยามปกครองมานานจริง คุณจะอ้างว่าไม่รู้จักตำแหน่งภูเขาในเขตตัวเองได้ยังไง ในเมื่อเพื่อทำลายในในเพื่อทำลายน้ำหนักความเชื่อถือของสยามเรื่องตำแหน่งภูผาม่าน ซึ่งเป็นภูเขาซึ่งอยู่ในเทือกเขาหลวงพระบาง แขวงชัยบุรีในราวปัจจุบันนะคะ แบนาร่าได้มีการอ้างถึงการแลกเปลี่ยน คือเค้าเนี่ยนะคะ ไม่ได้เป็นฝ่ายฝรั่งเศส ไม่ได้ฝ่ายยึดฝ่ายเดียวนะคะ มันมีการแลกเปลี่ยนเมืองกันเนี่ย โดยที่ระบุชื่อเมืองที่สยามได้ประโยชน์ เช่น บ่อสาวกับบ่อเบี้ย บ่อเบี้ยนี่อยู่ในอำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์นะคะ บ่อสาวอยู่ในเมืองทุ่งีชัย แขวงชัยบุรี ประเทศลาว ตรงข้ามจุดผ่อนโนบ่อเบี้ยนะคะ มันเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อปิดปะให้สยามอ้างความเสียเปรียบตรงนี้ ซึ่งซึ่งมันก็เป็นเป็นจุดที่น่าสนใจในในกลยุทธ์ที่ฝรั่งเศสได้ใช้ นะคะ
แล้วก็มีการใช้กฎหมายปิดปากอยู่เรื่อยๆมา นะคะ จากจักบทความซึ่งแบนาร่าก็จะจบจะบอกว่า แบบแบบ very typical fris หมายความ มันตามสนธิสัญญาเนี่ยจะเอาเรื่องเก่ามาพูดอีกทำไมนะคะ
แล้วก็มีแล้วก็บทบทสรุปได้ง่ายๆก็คือ ฝรั่งเศสก็มีการแบ่งลุ่มน้ำเี่โดยโดยสรุปใจความสำคัญว่าในสนธิสัญญาก็ว่าเหลือเป็นเพียงประโยคเดียวคือน้ำโขงเป็นของฝรั่งเศส น้ำน่านเป็นของสยาม เพื่อตัดประเด็นยิบย่อยอื่นๆทั้งสิ้นนะคะ
แล้วก็มีการอ้างถึงความไร้สัตยภาพของไทย นี่คือคำพูดค่อนข้างรุนแรงดูแคลนฝ่ายสยามนะคะ โดยอ้างว่าสยามไม่มีปัญญาปกครองเพราะสภาพภูมิประเทศเนี่ย แล้วก็ทางฝรั่งเศสเี่ก็มีการขู่เรื่องความมั่นคงว่าแบนหยิบยกประเด็นเรื่องโจรผู้ร้ายและความวุ่นวายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นข้ออ้างว่าสยามเนี่ยจะคุมไม่อยู่จะเอาไม่อยู่ และความเสียหายนี้เนี่ยจะส่งผลกระทบต่อเสรีภาพ ความมั่นคง รวมถึงสัมพันธไทย-ฝรั่งเศส และจะถือว่าเป็นความผิดของสยาม
คุณพ่อศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ได้ย้ำอยู่เสมอเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ว่า การเจรจาปักปันสำเร็จลงไปเมื่อ 100 ปีก่อน ดังนั้นเอกสารที่ดิฉันแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทยนี้ จึงเป็นการยืนยันคำพูดของคุณพ่อดิฉัน แผนที่ 1-200,000 นั้นเป็นแผนที่ที่ลากผิดและไม่ถูกต้อง เอกสารที่ดิฉันแปลจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทยนี้ จึงเป็นการยืนยันคำพูดของคุณพ่อดิฉันในข้อนี้อีกเช่นกัน
3. ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน เพราะไม่เคยมีปัญหาในการตีความและกำหนดสันปันน้ำที่ไม่ตรงกัน เพราะเอกสารนี้เป็นข้อตกลงร่วมกันทั้ง 2 ฝ่ายที่ชัดเจนว่าสันปันน้ำคือสันเขาที่เห็นได้ชัดจากฝั่งตีนเขาพนมดงรัก จากฝั่งกัมพูชา และไม่สามารถเดินผ่านได้โดยไม่รู้ตัว ความหมายโดยในตามหลักภาษาและการแปลคือ คณะกรรมการปักปันได้ตกลงใช้สันผาเป็นสันปันน้ำ เพราะมนุษย์ย่อมไม่สามารถเดินข้ามหน้าผาสูงกว่า 100 เมตรไปได้โดยไม่รู้ตัวและไม่ตาย อันเป็นพรมแดนธรรมชาติด้วยหมุดหมายทางภูมิศาสตร์ตามที่โบราณการได้เคยใช้กันก่อนที่จะมีดาวเทียม สาเหตุของการเกิดพื้นที่ทับซ้อนนั้น หมายถึงพื้นที่ระหว่างสันผากับสันปันน้ำ เกิดจากการที่เทคโนโลยีดาวเทียมสมัยใหม่ที่กำหนดสันปันน้ำโดยความสูงของเปลือกโลก จุดที่เปลือกโลกยกระดับระดับสูงสุดและเดินข้ามไปมาได้ จนเกิดข้อพิพาทที่เรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน เพราะกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่เอกสารฉบับนี้ยืนยันความถูกต้องในสิ่งที่คุณพ่อได้พูดและได้ยืนยันมาทั้งชีวิต
หลังจากที่มีการพิพากษา ยกปราสาทพระวิหารให้กับเขมรเนี่ยนะคะ ในในระยะนั้นเนี่ย ท่านถนัดคอมมาในรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในเวลานั้นเนี่ย ได้มีหนังสือข้อสงวน ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2504 นะคะ ถึงท่านอู่ถัน รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ นิวยอร์ก ว่า "รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรารถนาจะตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจน เพื่อสงวนไว้ซึ่งสิทธิ์ที่ประเทศไทยมี หรือพึงมีในอนาคต ในการเรียกคืนปราสาทพระวิหาร โดยใช้วิธีที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันหรืออนาคต และขอยืนยันการคัดค้านคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งวินิจฉัยให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา"
ทั้งนี้ทั้งนั้น ฉันขอเป็นกำลังใจให้กับกองทัพไทย และเชื่อมั่นว่าทุกท่านจะได้ใช้ประโยชน์จากเอกสารที่นี้ในการรักษาพระราชอาณาเขตของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพภาคที่ 2, กองบัญชาการกองทัพบก, กรมแผนที่ทหาร, กองบัญชาการกองทัพไทย, กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ จะเป็น 3 หน่วยงานที่จะได้ประโยชน์จากเอกสารที่ดิฉันแปลนี้ รวมถึงคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งดิฉันตั้งใจจะไปส่งมอบเอกสารเหล่านี้ในอนาคตด้วยตนเอง
ในฐานะทายาทของศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ผู้ต่อสู้เพื่อรักษาแผ่นดินไทยมิให้เสียไปแม้แต่ 1 ตารางนิ้วมาตลอดชีวิต ดิฉันมีความตั้งใจที่จะแปลเอกสารนี้ด้วยความระมัดระวังรอบคอบ มิให้ผิดเพี้ยนและครบถ้วนถูกต้อง และเชื่อมั่นว่าหากคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะสามารถใช้เอกสารเหล่านี้ในการปกป้องพระราชอาณาเขต ได้อย่างดีที่สุด ด้วยความทุ่มเทและอุตสาหะพยายามในการทำหน้าที่ของคนไทยคนหนึ่งในการปกป้องแผ่นดินที่สมกับที่ได้เกิดมา เป็นในราชสกุลสุจริตกุล ดิฉันขอยืนหยัดในการปกป้องสืบสานรักษาพระราชอาณาเขตตามที่บูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ร่วมกับบรรพชนไทย อันได้แก่ พระเจ้าวงศานุประพัสด์, ดร.ถนัดคอมมัน ซึ่งเป็นเจ้านาย, พ่อของดิฉันนะคะ รวมถึงคุณพ่อของดิฉัน ที่ได้ร่วมกันปกป้องรักษาพระราชอาณาเขตและอาณาจักรของไทย และขอสงวนสิทธิ์และยืนยันพรมแดนของไทยตามเจรจาปักปันตามสนธิสัญญาประธานเมื่อ 100 กว่าปีก่อนค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากนะครับ คุณเปรมิกา สุจริตกุล นะครับ บุตรของศาสตราจารย์ ดร.เพื่อสมปอง สุจริตกุล ในฐานะเป็นนักแปลและล่ามภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นทายาทของทนายที่ทำคดีปราสาทพระวิหารนะครับ ผมขออนุญาตแปลให้พี่น้องสื่อมวลชนได้เข้าใจว่า ความหมายที่สำคัญอย่างยิ่งของคุณเปรมิกา นั้นคืออย่างไร
ข้อแรกก่อนเลยนะครับ เอกสารที่มีการพูดถึงในขณะนี้ อาจารย์ช่วยถือให้ดูหน่อยครับ คือเอกสารชิ้นนี้ครับ ที่มีความหลายร้อยหน้านะครับ ความยาวหลายร้อยหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไม่มอบให้กรรมาธิการของ ส.ส. นะครับ บอกให้เราไปปริ้นเอง ให้เราไปแปลเอง วันนี้เราแปลนะครับ เอกสารชิ้นนี้เป็นเอกสารที่ประเทศไทยเสนอหลักฐานคดีปราสาทพระวิหาร วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2505 สยาม-ฝรั่งเศส ตกลงให้ใช้ขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดน ไม่ใช่สันปันน้ำหลังขอบหน้าผา ในความยาวอันหลายร้อยหน้านะครับ ผมขออนุญาตยืนยันในข้อความสำคัญคันนะครับ
โอเค ความสำคัญบางข้อความว่าเราสู้เพื่อขอบหน้าผาจริงๆ ด้วยเหตุผลที่เราถึงเชิญราชสกุลสนิทวงศ์เนี่ย มาแถลงด้วย เพราะในฐานะเป็นบรรพบุรุษที่เจรจาเรื่องนี้เอง วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2505 ในข้อ 51 ไปก่อนไปข้อ 51 นะครับ ข้อ 45 ก่อน เมื่อกี้อยู่ไหนละ อยู่ในนี้อยู่ข้างหลัง ไม่ใช่อันนี้ครับ นี่ๆ อันนี้ก่อน
ข้อ 45 ถูกระบุว่า "ถ้าคณะกรรมการนี่ฝ่ายไทยสู้นะครับ ถ้าคณะกรรมการผสมได้ตกลงกันว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ข้อตกลงนั้นจะต้องเป็นการกำหนดเส้นเขตแดนไว้ที่หน้าผา ไม่ใช่รายขอบหน้าผา หรือสันปันน้ำหลังขอบหน้าผา รัฐบาลไทยเห็นว่ามีความเป็นไปได้ อย่างมากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อนั้นเป็นไปตามที่ระบุไว้ในวรรค 4 ของคำคัดค้าน Cemorial หน้า 180 ซึ่งกล่าวว่า จากการสำรวจทั่วไป คณะกรรมาธิการได้ข้อสรุปว่า สันปันน้ำ หรือ Water shed ตรงกับขอบหน้าผา ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เมื่อมีการเสนอถ้อยแถลงนี้ไว้ในเอกสารคำคัดค้าน ก็มีพื้นฐานมาจากแนวทางทั่วไปของคณะกรรมาธิการทั้ง 2 ฝ่ายในเรื่องลักษณะเช่นนี้ ที่มักจะให้ความสำคัญกับเส้นเขตแดนที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครข้ามไปโดยไม่รู้ตัวครับ ไม่ใช่หาสันปันน้ำและยังข้ามกันอยู่เนิน 350 ปราสาทพระวิหาร ทหารปราสาทตาเมืองทมไม่ได้ครับ"
และการอ้างครั้งนี้ที่เป็นการรบกวนและให้เกียรติอย่างยิ่งนะครับ จากคุณเปรมิกา ก็คือ "นี่แหละครับ อ้างจากบันทึกการประชุม 18 มีนาคม 1905 หน้า 265-266 บันทึกอื่นๆ วันที่ 31 มกราคม 1905 หน้า 244 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1905 หน้า 251 และ 255 วันที่ 29 พฤศจิกายน 1905 หน้า 286-287 และวันที่ 17 มกราคม 1906 หน้า 295" ที่คุณเปรมิกาแปลคือสิ่งเหล่านี้ครับว่า สยาม-ฝรั่งเศสตกลงกันใช้ขอบหน้าผา จากบริบททั้งหมด
ข้อ 51 ถัดไปเลยครับ ทั้ง 2 หน้าเลยครับ อ่ะ ผมขอตัดนิดนึง ข้อชาวช้างยังไม่จบ เหตุผลที่เขาไม่หาสันปันน้ำหลังขอบหน้าผาในข้อเดียวกันนะครับ ข้อ 45 เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะทะเลาะกันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะจึงสามารถสันนิษฐานในข้อ 45 นะครับได้อย่างมีเหตุผลว่า ถ้าประธานของคณะกรรมาธิการทั้ง 2 ฝ่าย ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการตีความคำว่า "สันปันน้ำ" ในเชิงภูมิศาสตร์อย่างเคร่งครัด เหมือนกับที่พยายามทำกันอยู่ตอนเนี้ย หาดาวเทียม หาดาวเทียม จะทำให้พรมแดนต้องลากผ่านโดยเหลือที่ดินแถบแคบๆ บนยอดหน้าผาให้กับอินโดจีนปัจจุบันคือกัมพูชา พูดง่ายให้กัมพูชาปีนขึ้นมาแล้วแบ่งหาสันปันน้ำหลังขอบหน้าผา อาจจะเหลือพื้นที่แคบๆ ซึ่งความกว้างอาจจะมีเพียงไม่กี่เมตร จนไปถึง 2 กม.ก็ได้ และหากอินโดจีนหรือกัมพูชาในวันนี้ครอบครองพื้นที่นั้นจริง ก็คงก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง นี่แหละครับคือเหตุผลว่าทำไมเราทะเลาะกับกัมพูชา โดยไม่ยึดแนวทางการต่อสู้ของบรรพบุรุษ
ดังนั้น ประธานของทั้งสองคณะกรรมาธิการคงได้ตัดสินแล้วว่า ในทางปฏิบัติเส้นสันปันน้ำควรจะถือว่าอยู่ตรงกับขอบหน้าผา เพราะในแง่ของสามัญสำนึก การลากเส้นเขตแดนตามแนวที่เหลือพื้นที่แคบๆ เช่นนั้น ให้แก่อินโดจีนหรือกัมพูชาในปัจจุบัน ย่อมถือเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และควรหลีกเลี่ยงทุกวิถีทางหากสามารถทำได้ในทางปฏิบัติ นี่คือข้อความที่ฝ่ายไทยสู้ในข้อ 45
และในบรรดาหลายร้อยข้อ จะมีข้อนึงที่สำคัญอย่างยิ่งคือข้อ 51 ครับ ตัวอย่างนะครับ ประเทศไทยยังยืนยันเพิ่มเติมว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนที่แสดงถึงข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกัน ปรากฏอยู่ในรายงานพันธกิจของพันเอกมอง ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการกรรมาธิการฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 คือชุดที่ 2 ชุดที่ 1 1904 เนี่ย แบ่งเสร็จไปแล้วใกล้ๆราวตรงขอบหน้าผา ชุดที่ 2 เนี่ยเริ่มเขตที่ 1 ถึงหลักเขตที่ 73 ในชุดที่ 2 ตามภาคผนวกเลขที่ 59 ของคำชี้แจงเพิ่มเติมนี้ ในบทที่ 3 ของรายงานฉบับยาวนี้ มีเพียงไม่กี่บรรทัดเท่านั้นที่กล่าวถึงการลากเส้นเขตแดนในส่วนของแนวพรมแดนดงรัก โดยมีข้อความต่อไปนี้ครับ
"ข้อความต่อไปนี้สำคัญนะ จากจุดที่กล่าวถึงข้างต้นซึ่งตั้งอยู่บนสันเขาดงรัก เห็นมั้ยครับ ใช้คำว่าสันเขาดงรัก เส้นพรมแดนได้เดินตามแนวสันปันน้ำระหว่างลุ่มแม่น้ำทะเลสาบใหญ่และแม่น้ำโขงด้านหนึ่ง กับกลุ่มแม่น้ำของแม่น้ำมูลอีกด้านหนึ่ง และไปสิ้นสุดที่แม่น้ำโขงใต้ปากมูล ณ ปากห้วยเดือ ตามแนวเส้นที่คณะกรรมาธิการกำหนดเขตก่อนหน้านี้คือพันเอกแบรนาร่า ชุดแรกก็คือยึดขอบหน้าผาครับ ได้กำหนดไว้เมื่อวันที่ 18 มกราคม 1907"
แต่ข้อความนี้สำคัญนะครับ เลข 5 นี่สำคัญ เดี๋ยวผมจะพูดว่าสำคัญยังไง สำหรับเขตปักปันที่ 5 สามารถกำหนดเส้นพรมแดนได้ในการประชุมที่อันลองเวง คือฝั่งกัมพูชา โดยไม่มีความยากลำบากใดๆ เส้นพรมแดนดังกล่าวตามเส้นแนวสันปันน้ำ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือแนวสันเขาที่มองเห็นได้จากตีนเขาดงรัก ข้อพิสูจน์นี้แปลว่ามองจากข้างล่างไปหาข้างบน แสดงว่าเห็นสันจากขอบตีนเขาเมื่อไหร่ ที่นั่นเป็นเขตแดน และแปลว่าคณะกรรมาธิการไม่ได้เดินขึ้นหลังสันเขาเพื่อไปหาสันปันน้ำหลังหน้าผา ดังนั้นเส้นเขตแดนจึงชัดเจนได้ว่าเป็นการแบ่งระหว่างสยามอยู่ข้างบน และเขมรอยู่ข้างล่างมาโดยตลอด ถึงไม่ทะเลาะกันเหมือนกับที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ที่พยายามหาสันปันน้ำใหม่
ทีนี้ เขตปักปันที่ 5 คือข้อนี้ครับ ดูให้ดีนะครับ ปราสาทพระวิหารอยู่ในเทือกเขาดงรัก และมีระวังดงรักที่สู้เนี่ย คือแผนที่ฉบับนี้ฉบับเดียว ขอย้ำว่าคดีปราสาทพระวิหาร สู้กันเรื่องซากปราสาทเท่านั้น เส้นเขตแดนและแผนที่ ไม่ได้อยู่ในบริบทของการปฏิบัติการของคำพิพากษา หมายความว่าพิพากษาเฉพาะตัวปราสาท ไม่ได้ผูกพันแผนที่และแถบนี้ทั้งหมด ระหว่างโขงระวางดงรักไม่มีหลักเขต เพราะใช้ขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดน จึงไม่มีหลักเขตแม้แต่หลักเขตเดียว หลักเขตที่ 1 เริ่มต้นที่ช่องสงาม ถึงหลักเขตที่ 73 ที่จังหวัดตราด หลักเขตที่ 1 เริ่มตรงนี้นะครับ แต่เขตปักปันที่ 1, 2, 3, 4, 5 ย้อนกลับถึงมีหลักเขต แต่ความหมายตรงนี้ครับ เขตที่ 1 ถึงหลักเขตที่ 3 คือเขตปักปันที่ 5 คือจังหวัดสุรินทร์ครับ ซึ่งตรงนี้ครอบคลุมปราสาทตาควาย ปราสาทตาเหมือน นึกออกใช่มั้ยครับ เนิน 350
การที่เขียนเมื่อสักครู่ที่เราเห็นในข้อ 51 เนี่ย แสดงให้เห็นว่าแบ่งสันเขาจากมองจากตีนเขา ดังนั้นพื้นที่นี้ต้องใช้อะไรครับ ขอบหน้าผา เราถามพลโทกนกเนตรตระกเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าหลักเขตแถบนี้ ปักใกล้หน้าผาครับ ทำไมไม่ปักหน้าผาพอดี เพราะบางพื้นที่ปักไม่ได้ ไม่แข็งเกินไปก็ร่วนเกินไปเกินกว่าที่จะทรุดลงไปข้างล่าง แต่ไม่ใช่สันปันน้ำตามภูมิศาสตร์ที่แท้จริง
ผมถามต่อเลยว่า ถ้าเช่นนั้น เทือกเขา ระวังดง เทือกเขาดงรัก พนมดงรัก ไม่ใช่มีแค่ระวังดงรัก ลามไปถึงเขตปักปันที่ 5 แถมสิ้นสุดไปเขตปักปันที่ 4 ที่จังหวัดสระแก้ว คือหลักเขตที่ 28 ครับ คือ 23-28 ไล่ลงมาก็หมายความว่าตลอดแนวเขตนี้จริงๆ ต้องไม่ขัดแย้งกัน เขมรอยู่ข้างล่าง สยามอยู่ข้างบน ไม่ใช่หาสันปันน้ำหลังขอบหน้าผา ดังนั้นข้อความเมื่อสักครู่ในข้อ 51 จึงไม่ได้กำหนดเฉพาะแค่ระวังดวงรัก คดีปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่ยึดขอบหน้าผา แต่ตลอดแนวเทือกเขาพนมดงรักทั้งหมด คือเขตปักปันที่ 4 ที่ 5 ระหว่างดงรักและระหว่างโขงครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส และมีความสำคัญจากการแปลครั้งนี้อย่างยิ่ง
ขอบคุณมากครับ ทั้ง 2 ท่านนะครับ เมื่อทุกท่านเข้าใจแล้วว่าความหมายของการแปลครั้งนี้สำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์นะครับ และอาจจะเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นสันติภาพได้จากข้อเท็จจริงนี้ และเราต้องไม่ปล่อยให้มีความขัดแย้งเช่นนี้อีกต่อไป ความสำคัญถัดไป เราจึงต้องฟังคำแถลงโดยตรงนะครับ จากทายาทของหม่อมชาติเดชอุดม ซึ่งต่อมาก็คือ พลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ ซึ่งเป็นผู้เจรจาเขตแดน ครั้งจะมาแถลงในนามราชสกุลสนิทวงศ์นะครับ ผมขออนุญาตเรียนเชิญทาง เอ่อ อาจารย์พงษ์พรหมและคณะนะครับ ได้แถลงอ่านแถลงการณ์อย่างเป็นทางการนะครับ เรียนเชิญครับ
เอ่อ ฮัลโหล เมื่อคราวที่เกิดวิกฤตการณ์ รัตนโกสินทร์ อ่า 112 นะครับ ที่ฝรั่งเศสส่งเรือรบมาปิดปากอ่าวไทย อ่า ตอนนั้นนะครับ ชาวชาวไทยทุกคนล้วนรู้ดีว่าประเทศไทยเนี่ย รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นในครั้งนั้นมาได้ ก็ด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช แล้วก็ด้วยเงินถุงแดง หรือว่าทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้ไว้ในใช้กู้ชาติ กู้แผ่นดิน ในเวลานั้นนะครับ เอ่อ ฝรั่งเศสหมายปองที่จะเข้าครอบครองเมืองชายฝั่ง จันทบุรีและตราดนะครับ แล้วก็ที่อื่นคืน แต่พระองค์เนี่ยทรงเขียนว่าเมืองจันทบุรีกับตราดเนี่ย เป็นเมืองชายทะเลที่มีความสำคัญยิ่งนะครับ ที่สำคัญก็คือมีคนไทยที่พูดภาษาไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากนะ ด้วยเหตุที่ว่าพระองค์ทรงรักคนไทยและเห็นความสำคัญของชีวิตประชาราษฎร์ยิ่งกว่าสิ่งมีค่าอื่นใดนะ จึงจำต้องทรงยอมเสียดินแดนส่วนอื่นให้แทนนะครับ ซึ่งก็คือในส่วนที่เป็นประเทศลาวในปัจจุบัน อ่า พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภลนะ ยอมเสียให้กับฝรั่งเศส เพื่อแลกกับการรักษาเมืองจันทบุรีและตราดเอาไว้
คราวที่สยามต้องเสียดินแดนอันเป็นพื้นที่ของประเทศกัมพูชาส่วนใหญ่ในปัจจุบัน คือพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภล ในปี 1904 นั้นนะฮะ ทำให้จำเป็นจะต้องมีการปักปันเขตแดนระหว่างทางสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศสขึ้นนะ ซึ่งตอนนั้นใช้เวลาอยู่หลายปีนะฮะ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อ่า ทรงเลือกหม่อมชาติเดชอุดม หรือว่าหม่อมราชวงศ์สะท้าน สนิทวงศ์ นายร้อยทหารบกจากโรงเรียนนายร้อยเดนมาร์ก เป็นหัวหน้าคณะกรรมการปักปันฝ่ายสยาม ซึ่งก็คือประเทศไทยในตอนนี้นะครับ ในขณะที่ฝั่งอินโดจีนฝรั่งเศส หรือว่าอาณานิคมกัมพูชาในตอนนั้นนะฮะ ในช่วงเวลา นั้น พันตรี เป็นหัวหน้าคณะ ผมว่าเนื้อหาสำคัญที่เราจะต้องรำลึกไว้ให้ดีเลยคือขณะนั้นเนี่ย รวมทั้งก่อนหน้านั้นกัมพูชาไม่เคยมีสถานะเป็นประเทศนะครับ เป็นอาณานิคม
หม่อมชาติเดชอุดม หรือต่อมาคือพลเอกเจ้าพระยา หรือต่อมาคือพลเอกเจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ เป็นคุณตาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ท่านเป็นผู้เลี้ยงดูคุณหญิงสิริกิติ์ เมื่อคราวที่พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรี สุรนารถ หรือหม่อมเจ้านักขัตมงคล กิติยากร และหม่อมหลวงบัว กิติยากร (วงเล็บ สนิทวงศ์) นะครับ ต้องไปรับราชการเป็นทูตในทวีปยุโรป เจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ ท่านมีศักดิ์เป็นพระปัยกา ทวดของสมเด็จพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์จอมทัพไทย เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงซึ่งเป็นผู้ทรงคัดเลือก แต่งตั้งให้ท่านเป็นหัวหน้าคณะกรรมการปักปัน ก็ทรงเป็นพระปัยกาขององค์จอมทัพไทย เช่นเดียวกัน
เจรจาปักปันพรมแดนระหว่างสยาม ซึ่งเป็นไปตามสนธิสัญญาประธานในปี ค.ศ. 1907 โดยพยายามใช้พรมแดนธรรมชาติเป็นหมุดหมายในยุคที่โลกยังไม่มีดาวเทียม แต่อาศัยหมุดหมายทางภูมิศาสตร์เป็นหลักในการปักปัน ได้มีการจัดทำเอกสารบันทึกการประชุมในการปักปันขึ้นทั้งหมด มีจำนวนนับเป็นร้อยหน้าเป็นภาษาฝรั่งเศส และบัดนี้ได้ถูกแปลโดยคุณเปรมิกา สุจริตกุล นายกสมาคมนักเรียนเก่าฝรั่งเศส บันทึกการประชุมเหล่านี้เป็นเอกสารสำคัญแนบท้ายสัญญาประธาน ที่มีผลผูกพันและยังเป็นการอธิบายกับความหมายของคำว่าสันปันน้ำตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสมัยนั้น ทั้งนี้ในทางกฎหมายห้ามมิให้มีการตกลงใดๆ อื่นที่ขัดแย้งกับสัญญาประธาน
การแปลบันทึกการประชุมดังกล่าวนี้ นับเป็นเอกสารซึ่งมีความสำคัญยิ่งของประเทศไทย แสดงให้เห็นพระราชกรณียกิจสำคัญในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และผลงานของพลเอกเจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ และคณะกรรมการการเจรจาปักปันเมื่อ 100 ปี ก่อน จึงเป็นหลักฐานที่มีประโยชน์ยิ่งยวดในการรักษาแผ่นดินและพระราชอาณาจักร อันเป็นมรดกของบูรพกษัตริย์ และไทยสืบทอดต่อไปตลอดกาล
สันปันน้ำตามการเจรจาปักปันในช่วงเวลาดังกล่าว มีใจความสำคัญดังนี้:
1. ฝรั่งเศส โดยพันตรีแบนาร่า สมัครใจไม่ลงเดินสำรวจ เพราะระยะทางยาวกว่า 700 กม. ไม่อาจจะทำสำเร็จได้ทันเวลา และลำบากมากเกินไปเนื่องจากเป็นป่ารกชัด
2. พรมแดนนั้นยึดพรมแดนธรรมชาติ คือ 1. สันเขาพนมดงรัก ที่เด่นชัด 2. สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากฝั่งอาณานิคมอินโดจีนฝรั่งเศส อันเป็นที่ต่ำกว่าฝั่งสยามลงไปไม่ต่ำกว่า 100 เมตร 3. ไม่สามารถเดินข้ามผ่านได้โดยไม่รู้ตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทกันในภายหลัง 4. ยึดถือเช่นนี้เท่าที่มีเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งรวมไปถึงระหว่าง 4 และ 5 ด้วย จนกว่าจะเป็นที่ราบบริเวณฉนวนเขมร (Cambodian Corridor) อันได้แก่บริเวณจังหวัดสระแก้วในปัจจุบัน จึงมีการปักปัน
จากข้อตกลงในการปักปันดังกล่าว เท่ากับว่าทั้งฝ่ายสยาม (วงเล็บประเทศไทย) และฝ่ายอินโดจีน (วงเล็บอาณานิคมกัมพูชา) ได้ยึดสันผาเป็นสันปันน้ำ เพราะสันผาเป็นหมุดหมายตามธรรมชาติที่ไม่ทำให้เกิดข้อพิพาทในภายหลัง สามารถปักปันได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะธรรมชาติได้รังสรรค์ให้เทือกเขาพนมดงรักเป็นเทือกเขารูปอีโต้ มีสันผาที่ชัดเจนตลอดแนว
การตกลงปักปันดังกล่าว สะท้อนให้เห็นพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเลือกนายทหารหนุ่มที่มีความรู้ดีเยี่ยมทางการทหารและภูมิศาสตร์ ไปเป็นหัวหน้าคณะกรรมการปักปันเขตแดน
ประการแรก ไทยอยู่ในจุดสูงข่มเหนือกว่าอาณานิคมกัมพูชาตลอดแนวพรมแดน ทำให้ได้เปรียบในเชิงยุทธวิธี หากผู้ใดก็ตามในเขตอาณานิคมกัมพูชา ต้องการจะโจมตีไทย แต่ต้องปีนหน้าผาขึ้นมา ซึ่งไม่สามารถทำได้โดยง่าย แสดงว่าผู้เจรจาปักปันฝ่ายไทยเข้าใจการรบ และการทหารตลอดจนภูมิศาสตร์เป็นอย่างดี
ประการที่ 2 สอดคล้องกับภูมิวัฒนธรรมและโบราณคดี เพราะคนที่อยู่บนที่ราบสูงโคราช พูดคนละภาษากับคนที่อยู่ในที่ราบต่ำเขมร มีหลักฐานทางวัฒนธรรมและโบราณคดีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้ง่ายในการจำแนกแยกแยะและปกครองมากกว่า
จากการเจรจาปักปันเมื่อ 100 กว่าปีก่อน พวกเราขอยืนยันว่า:
1. สันปันน้ำคือสันผา ตามที่ตกลงกันนี้ มีความแตกต่างจากการตีความสันปันน้ำในสมัยใหม่ที่ยึดจุดสูงสุด (highest elevation) และแบ่งน้ำออกเป็น 2 ฟาก (water divide) เพราะในสมัยโบราณเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ยังไม่มีเทคโนโลยีดาวเทียมที่จะกำหนดสูงสุดจุดสูงสุดของสันเขาได้โดยง่าย อีกทั้งหากใช้สันปันน้ำที่เป็นจุดสูงสุด จะเกิดปัญหาได้ เพราะจะเกิดการเดินข้ามไปมาได้โดยมิรู้ตัว ทำให้เกิดการบุกรุกดินแดนและเกิดข้อพิพาทระหว่างกันได้โดยง่าย การเจรจาปักปันจึงได้ลงนามตกลงกันไว้ทั้ง 2 ฝ่ายเป็นเช่นนี้
2. ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในภายหลังนี้ เกิดจากการไม่ยึดตามสิ่งที่เจรจาปักปันตกลงไว้ตามสัญญาประธาน เพราะไปกำหนดนิยามของสันปันน้ำด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่คือดาวเทียม มิได้ทำตามที่ตกลงกันไว้ร่วมกันกับอินโดจีนฝรั่งเศสในครั้งนั้น เพราะโดยธรรมชาติบริเวณหน้าผา หรือสันผาจะเกิดการกัดกร่อนตามธรรมชาติจากน้ำและลม ทำให้การสึกกร่อน แม้ต่ำกว่ายอดเขาเพียงเล็กน้อย 4-5 เมตร แต่อาจทำให้พรมแดนคลาดเคลื่อนไปได้ถึง 5 กม. หากทำตามข้อตกลงในสัญญาประธานที่ยึดว่าสันปันน้ำคือสันผา ปัญหาทุกอย่างจะจบลงได้ในทันที และไม่มีพื้นที่ทับซ้อนซับซ้อนเกิดขึ้น
การปักปันนั้นได้สำเร็จสิ้นสุดไปแล้วเมื่อ 100 กว่าปี แผนที่ต่างๆ ที่จัดทำขึ้นภายหลังมีความผิดพลาดไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือจะต้องยึดตามสัญญาประธาน และการจะเจรจาปักปันตามสัญญาประธานนี้ พวกเราในฐานะทายาทของเจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ แห่งราชสกุลสิริวงศ์ ขอยืนยันในการปกป้องขอบขัณฑสีมาของพระราชอาณาเขตที่บูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ได้พิทักษ์รักษา สืบทอดมานานแสนนาน และขอยืนหยัดสืบสานปณิธานของบรรพชนแห่งราชสกุลสนิทวงศ์ ที่ได้ทุ่มเทชีวิตสนองพระยุคลบาทในการปกป้องรักษาพระราชอาณาจักรและปวงราษฎรไทยเสมอมา จึงขอสงวนสิทธิ์และยืนยันพรมแดนของไทยตามที่ได้ตกลงกันในเจรจาปักปันตามสนธิสัญญาประธานเมื่อ 100 กว่าปีก่อน โดยมิอาจเห็นเป็นอื่น
จากลูกหลานแห่งราชสกุลสิริวงศ์ และเจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ ขอจบอาจารย์ครับ
ขอบคุณมากนะครับ ลำดับถัดไปนะครับ ผมจะเรียนเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วิทย นะครับ ได้มาอธิบายในเรื่องสิ่งที่ทั้ง 2 ท่านได้แถลงไปนะครับ ไม่ว่าจะเป็นราชสกุลสนิทวงศ์ หรือคุณเปรมิกา สุจริตกุล นะครับ ว่าจะมีความหมายนัยยะอย่างไร เรียนเชิญครับ
อานนท์นะครับ เอ่อ สันปันน้ำกับสันผา เทือกเขาพนมดงรักนะครับ เป็นปัญหาข้อพิพาทพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชานะครับ เอ่อ การนำเสนอเนี่ยนะครับ มีผมกับศาสตราจารย์ ดร.สันติ ภัยหลบลีก ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนช่วยกันเตรียมข้อมูลนะครับ เพราะงั้นก็จะมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และธรณีวิทยารวมกันนะครับ นี่คือรูปของเจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ แล้วก็เป็นประวัติกระทรวงเกษตรธิการ ซึ่งท่านเคยเป็นเสนาบดีนะครับ เอ่อ เอ่อ ในหนังสือเนี่ยเขียนประวัติท่านว่า กลับมาจากยุโรปปุ๊บ เดินมาถึงกรุงเทพฯ ปุ๊บเนี่ยนะครับ เดินทางมาถึงปุ๊บ เอ่อ รับราชการทหารก็ได้เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการเลย เพราะเกิดวิกฤตรศ. 112 พอดีนะครับ เอ่อ พระปิยมหาราชเลือกท่านเข้าไปทำงานช่วยราชการในกระทรวงการต่างประเทศหลายปี แล้วก็ยังรับราชการทหารอยู่ แล้วก็ เอ่อ ได้เป็น เอ่อ หัวหน้าคณะปักปันด้วยนะครับนะ อันนี้เป็นหลักฐานที่ตัวท่านเขียนเองนะครับ อันนี้ก็คือ family tree นะครับว่าเจ้าพระยาวงศา ท่านเป็นทวดของในหลวงรัชกาลที่ 10 แล้วก็รัชกาลที่ 5 ก็เป็นทวดทางพ่อ นะครับ หรือทางพระราชบิดานะครับ ของรัชกาลที่ 10 เพราะฉะนั้นเนี่ย เอ่อ ทวด 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งแม่และฝั่งพ่อเนี่ยนะครับ เป็นคนที่ปกป้องพระราชอาณาเขตนะครับ
อันนี้คือตัวเอกสารที่เป็นภาษาฝรั่งเศสนะครับ เอ่อ จะเห็นว่าประธานฝ่ายไทยเนี่ยนะ ครับ ใช้คำว่า เอ่อ พลตรีนะครับ หม่อมชาติเดชอุดมนะครับ ฝั่งฝรั่งเศสเนี่ยเป็นพันตรีแบนาร่านะครับ เอ่อ องค์ประกอบคณะปักปันเนี่ยนะครับ เท่าที่ผมตรวจสอบได้นะครับ ก็จะมีที่ไฮไลท์นะครับนะฮะ คือชื่อที่โปรดเกล้ามาก็จะมี หม่อมชาติเดชอุดม, หลวงจินดารักษ์, ต่อมาก็คือพระยาภักดีศรีสุนทรราชดิฐกมนบุตร, ราชการกระทรวงมหาดไทย, พระยาบรมบาทบำรุง แย้มแสงชูโต เป็นลูกของเจ้าพระยา สุรศักดิ์มนตรี เป็นข้าหลวงเมืองน่าน คือ 1904 เราเสียฝั่งขวาแม่น้ำโขง เพื่อแลกเอาจันทบุรีกลับมาแล้ว ฝรั่งเศสก็เบี้ยวไปยึดตราดนะฮะ พอ 1907 เราก็ยอมเสียตราดอีกรอบนึงนะ โดยแลกกับพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภล เพราะฉะนั้น 2 ครั้งเนี้ยมันต่อเนื่องกันแล้วกรรมการปักปันเป็นชุดเดียวกันนะครับ เอ่อ เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยข้าหลวงมหาดไทยคือพระยาบรมบาทบำรุงนะฮะ แล้วก็คนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดอีกคนนึงคือ หลวงวิสุทธิ์โกสา คนนี้เป็นตรีทูตที่ฝรั่งเศส นะครับ อยู่ปารีส แต่ก็มาอยู่ในคณะเจรจาด้วย แล้วก็มีรายละเอียดว่าท่านวิ่ง เอ่อ ดูท่าทีฝรั่งเศสในการเจรจาที่ปารีส แล้วก็กลับไปกลับมาระหว่างไทยนะครับ ฝั่งแผนที่ทหารคนที่ผมยังหาไม่ชัดก็คือ เอ่อ แน่นอนว่าการเจรจาเนี่ย ต้องอาศัยคนที่อยู่ในพื้นที่ อย่างฝั่งเมืองจันทบุรีเนี่ยก็อาศัยพระยาวิชญาธิบดี แบรนด์ บุญนาค เจ้าเมืองจันทบูรณ์ ฝั่งฝั่งน่านที่เป็นฝั่งขวาแม่น้ำโขง อาศัยเจ้าบุรีรัตน์น้อยมหายศ ต่อมาเป็นเจ้าอุปราช ตำแหน่งสุดท้ายคือเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เป็นเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายนะฮะ หลวงประมวลเนี่ยผมยังจนปัญญาหาไม่เจอว่าเป็นใคร ผมสืบเอกสารชั้นต้นยังไม่เจอ นะครับ ร้อยโทพระคำแหงฤทธิรงค์, เจิม กันหดิลกเนี่ย อยู่กรมแผนที่ทหาร จบจากแซงซีนะฮะ ต่อมาเป็นพระยา วิเศษสงคราม นายร้อยโทเทพหัสดิน ต่อมาก็คือพระยาสะท้านไตรภพ พระยาเทพหัสดินนะฮะ ก็จบแซงซีเหมือนกันนะฮะ จริงๆเนี่ยวิชาการแผนที่ของไทยเนี่ย เริ่มต้นโดยเฮนรี่ อัลบัสเตอร์ ต้นตระกูลเสวชศิลา แล้วก็แนะนำนะฮะ James MacCarthy หรือพระวิพากษ์ภูวดล มาเปิดกรมแผนที่ทหารนะ แต่ว่า เอ่อ คณะชุดนี้ใช้แซงซีหมดเลย ก็คือเอาคนที่รู้ฝรั่งเศสและรู้วิชาแผนที่ด้วย มาเป็นคนปักปันนะครับ
เอ่อ ฝ่าย เอ่อ ฝรั่งคนที่สำคัญที่สุดสำคัญในแง่การทำให้เกิดหลักฐานคือ ชาลส์ โรบินนะครับ ชาร์ล โรบินเนี่ย มาจาก เอ่อ เจ้าพระยาอภัยราชา สยามมุกุลกิจ สยามิตรมหายศ หรือว่าโรย มิน ซึ่งเป็นที่ปรึกษารัชกาลแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วก็เป็น เอ่อ คนที่เจ้าพระยาโรย มินเนี่ยนะครับ ซึ่งเคยเป็นคณะผู้สำเร็จราชการการแทนพระองค์นะฮะ ร่วมกับสมเด็จ เอ่อ พระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระราชินีพันปีหลวงนะฮะ
คนนี้สำคัญเพราะว่าเป็นช่างกล้องแล้วก็เดินทางลงไปปักปันเขตแดนด้วยตัวเอง แล้วก็บันทึกภาพไว้ทั้งหมดนะ เดินทางขึ้นไปฝั่งขวาแม่น้ำโขงกน่านนะ แล้วก็ทำ เอ่อ สมุดภาพบันทึกเนี่ย ทูลเกล้าถวายกรมหลวงดำรงราชานุภาพ ซึ่งกรมหลวงดำรงราชานุภาพเนี่ย นำขึ้นไปถวายพระปิยมหาราช แล้วก็โปรดสมุดบันทึกอันนี้มาก เพราะนั้นเรามีหลักฐานชัดเจนนะฮะ แล้วก็มี เอ่อ ที่จ้างฝรั่งนะฮะ ยุคนี้เป็นยุคที่จ้างฝรั่งอีก 2 คนก็คือ เอ่อ ลีโอ โคบเด มาโคทีเยนะครับ เป็นวิศวกรชาวฝรั่งเศสในกรมสุขาภิบาล กระทรวงมหาดไทยนะฮะ แล้วก็ ออสกูด อยู่ในกรมแผนที่ทหารนะครับนะ อันนี้คือสมุดปักปันสมุดภาพปักปันเขตแดน รศ. 124 ซึ่ง เอ่อ ชาร์ล โรบินเนี่ย เป็นคนรวบรวมไว้ทั้งหมดนะครับนะ แล้วก็มี เอ่อ ถวาย เอ่อ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถวายรัชกาลที่ 5 อันนี้เป็นภาพประวัติศาสตร์นะครับ อยู่ในหนังสือเล่มนั้น ซึ่งภาพเนี้ยนะครับ เอ่อ บอกว่าท่านผู้หญิงวรุณยุภา สนิทวงศ์ ซึ่ง เอ่อ เข้าใจว่า เป็นลูกหลานเจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ด้วย ใช่มั้ยครับ แล้วก็เป็นพระอาจารย์สอนหลาน เหรอฮะ หลานอ่ะ เป็นพระอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ เอ่อ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า นะครับ เป็นคนเก็บภาพนี้ไว้ ภาพนี้เนี่ยเป็นภาพสำคัญมากในประวัติศาสตร์ไทย เพราะว่า เอ่อ เจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ หรือว่าหม่อมชาติเดชอุดมเนี่ยนะครับ บ้านของท่านที่ถนนบรรทัดทอง ซึ่งบ้านหลังเนี้ยคือบ้านที่อยู่ในหนังสือชื่อ "เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก" เขียนโดยคุณทิพาวรรณ สนิทวงศ์ และเป็นบ้านที่สมเด็จพระพันปีหลวงคือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชินีพันปีหลวงเนี่ย ทรงเติบโตมาในบ้านหลังนี้ บันไดขั้นเนี้ยนะครับ สมเด็จพระพันปีหลวงท่านเคยขึ้นลงตั้งแต่เด็ก ท่านโตมาในบ้านนี้ เพราะว่าตอนท่านนักขัต กับหม่อมหลวงบัวไปเป็นทูตนะครับ เอ่อ เจ้าพระยาวงศาเป็นคนเลี้ยงสมเด็จพระพันปีหลวงนะ กับคุณท้าววณิดาพิจารณี เอ่อ ขวามือสุดที่ยืนเต๊ะท่าท้าวสะเอลอยู่เนี่ยนะ ครับ คือเจ้าพระยาวงศา แล้วท่านก็เชิญแบนาร่ากับคณะปักปันของฝรั่งเศสทั้งหมดเนี่ย มาที่บ้าน เข้าใจว่าเป็นการเลี้ยงนะ ที่ถนนบรรทัดทองนะ นี้ก็เป็นหลักฐานสำคัญมากๆนะ ครับนะ เป็นภาพประวัติศาสตร์นะ แล้วก็ในยุค นั้นเนี่ยนะครับนะฮะ เอกสาร 100 ปีเนี่ย วาดภาพเลยว่ายึดสันผานะฮะ อันนี้คือฟองแอร์เนี่ยนะครับ คือสันผา แล้วก็บอกว่า เป็นฝั่งสยามเนี่ยสูง เป็นเทือกเขาหินทราย แล้วฝั่งกัมพูชาเนี่ยต่ำลงมานะครับ ภาพเดียวกันนี้นะฮะ ตอนที่เรามีคดีที่ปราสาทพระวิหารนะครับ เอ่อ กระทรวงการต่างประเทศก็ต่อสู้โดยเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็จะเห็นว่า Siam แล้วก็มี frontier ที่ขอบหน้าผานะ แล้ว Cambodia ตรงนี้ก็เป็นหินทราย คือเทือกเขาหินทรายคือเขาอีโต้พนมดงรักนะครับ อ่า เพราะฉะนั้นเอกสารยืนยันสิ่งที่คุณลุงสมปองได้พูดไว้ ว่าปักปันเสร็จแล้วเมื่อ 100 ปีก่อน ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนเลยนะ แล้วก็แผนที่ลากผิดวาดมาผิดตลอด แล้วจริงๆเนี่ยเอามาใส่ทีหลังด้วย โดยใส่มาฝ่ายเดียวนะ ตอนนั้นไม่มีแผนที่เพราะไม่ได้ลงเดินสำรวจนะ
เอ่อนี่คือหนังสือที่ เอ่อ เอ่อ ดร.ถนัดคอมสงวนสิทธิ์ไว้ นะครับ ทีนี้มาดูเรื่องสันปันน้ำนะครับ ภาพนี้มาจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนนะครับ สันปันน้ำ หรือว่า water divide หรือว่า water shade เนี่ยนะครับ คือจุดสูงสุด อันนี้คือแบบสมัยใหม่ที่แบ่งน้ำออกเป็น 2 ทาง มันจะไม่มีปัญหาเลยถ้าสันปันน้ำมันแหลมเปรี้ยวแบบนี้นะ จะไม่มีปัญหาเลย ปัญหาคือสันปันน้ำมันไม่ได้แหลมเปรี้ยวแบบนี้นะครับ อ่า นะคราวนี้เทือกเขาพนมดงรักเนี่ยนะครับ ยาว 500 กว่ากิโลเนี่ยนะครับ เอ่อ ในทางธรณีวิทยาเขาเรียกว่าเทือกเขาอีโต้ เป็นภาษาสเปนนะครับ ฝั่งเจะเป็นหินที่มีหินตะกอนที่มีความแข็งกว่า ในขณะที่ฝั่งล่างเนี่ยเนื้อจะอ่อนกว่าก็ผุพังไม่เท่ากัน หรือยกตัวไม่เท่ากัน ทำให้เกิด เอ่อ หมุดหมายตามธรรมชาติที่เราเรียกว่า geographical landmark นะครับ อันก็จะเห็นว่าอันนี้อยู่ภาคกลางกับภาคอีสานครับ ตรงนี้คือเทือกเขาดงพญาไฟนะ เป็นเขาอีโต้เหมือนกันนะ แล้วก็แถวนี้ก็คือ เอ่อ ชัยบาดาล ลพบุรีนะ ฝั่งนี้ก็เป็นเพชรบูรณ์นะ ที่ราบสูงโคราชนะ อ่า เขาอีโต้เนี่ยนะครับ เควสเป็นภาษาสเปนนะครับ ด้านนึงจะชันนะฮะ ทีนี้ปัญหามันคืออย่างงี้ ถ้ามันเป็นแบบที่ เป็นข้างล่างที่เราเรียกว่า shoulder type ก็คือเป็นสันเขาอีโต้ที่มันเป็นไหล่นะฮะ เอ่อ จุดที่เป็นสันผาแบบ C เนี่ยนะฮะ Drainage divide หรือว่า water divide เนี่ยอยู่ที่ เอ่อ สันผากับสันเขา เป็นที่เดียวกัน อันนี้จะไม่เกิดข้อพิพาท เอ่อ กระทั่งแบบนี้ก็ไม่เกิด แบบดี แบบ E เนี่ยก็ไม่เกิดนะฮะ แบบ E เนี่ยของ เอ่อ ไทยกับกัมพูชาเนี่ยจะมีช่องช่องต่างเนี่ย เป็นทางลงครับ แล้วโบราณเนี่ยช่องจะมีปราสาทหินก็จะมีอโรคยาศาลามีเทวสถานแล้วก็มีสุขศาลานะ เป็นที่พักนะครับ แล้วก็ลงไปตามช่องบางทีก็มีน้ำ อ่า อันนี้จะไม่มีปัญหาถ้าเป็นแบบ CDE ในทางธรณีหรือภูมิศาสตร์ เพราะว่าสันผากับสันปันน้ำเนี่ยอยู่จุดเดียวกัน ปัญหาที่เกิดข้อพิพาทก็คือแบบ A และ B นะครับ แบบ A เนี่ยนะ ครับ สันผาอยู่ตรงนี้นะครับ เค้าเรียกว่าแบบโค้งนะ อารไทนะครับ ส่วนสันปันน้ำอยู่ตรงนี้ จุดสูงสุด เพราะฉะนั้นพื้นที่พิพาทเนี่ยนะครับ ที่เขมรปีนขึ้นมา เช่น อันเนี้ย ปราสาทตาควายอยู่ตรงสันปันน้ำพอดีสมัยใหม่ แต่จริงๆอ่ะสันผาอยู่ตรงนี้นะ ปราสาทพระวิหารก็แบบนี้นะฮะ คือต้องปีนขึ้นมานะครับนะ แล้วก็ เอ่อ ทางกัมพูชาก็บอกว่าแผ่นแผ่นดินเค้าเนี่ยถึงตรงนี้นะ ซึ่งจริงๆเมื่อ 100 กว่าปีก่อนตกลงกันไว้อยู่ตรงนี้ตรงสันผานะครับ เอ่อ ar type หรือว่าแบบโค้งมนต์เนี่ยนะครับ ก็มีเหมือนกัน ที่เป็นช่องนะ ช่องสงำนี่คือตัวอย่างที่ชัดที่สุด เป็นทางลงซึ่งมนุษย์สมัยโบราณนะ ครับก็คือขอมบนฝั่งโคราชกับคนไทยจะไปทางเขมรเนี่ย แล้วก็บน เอ่อ ตรงสันผาจะมีปราสาทกับอโรคยาศาลาเสมอ แล้วก็แบ่งกันอย่างนี้ต้องกับโบราณแล้วเขาก็จะลากเส้นฐานนะ บริเวณช่องนะครับ เขาจะใช้วิธีลากจากจุด 2 จุด 2 อันเรียกว่าเส้นมัธยะนะครับ ก็จะไม่ มีปัญหานะ อ่า เพราะงั้นนี่คือหน้าตาของเขาอีโต้ ฝั่งนึงจะเป็น scar slope ก็คือจะเป็น steep slope เป็นหน้าผาสูงชัน อีกฝั่งนึงเนี่ย ก็จะเป็น dip slope เป็นทางลาดนะฮะ ชั้นน้อยๆ แล้วแล้วก็มี hogback นะฮะ เป็นหลังเต่า อีหลังเต่านี่แหละที่เกิดปัญหา เพราะว่าหลังเต่าเนี่ยทำให้เกิดข้อพิพาทนะครับนะ แต่มันไม่มีข้อพิพาทเลยถ้ายึดตามเจ้าพระยาวงศานุประพัสด์ท่านเจรจาไว้ก่อน นี่คือเขมรเบี้ยวไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้เมื่อ 100 ปีที่แล้วเลยเกิดสงครามกัน นี่คือสาเหตุของสงคราม
อันนี้เป็น เอ่อ water divide ของประเทศไทยนะครับ ตั้งแต่ระหว่างโขงที่อุบลราชธานีนะครับ จะเห็นว่าธรรมชาติเนี่ยได้รังสรรค์เทือกเขาพนมดงรักมาจน เอ่อ บริเวณสระแก้วนะครับนะ เอ่อ แล้วเราก็มีเขาอีโต้เป็นพรมแดนตามธรรมชาติ มีหมุดหมายทางภูมิศาสตร์เนี่ยยาวตลอดไม่มีปัญหาใดๆ เลย อันนี้ทำเป็น 3 มิติโดยอาจารย์สันตินะครับ จาก Midth นะครับ ชี้ให้เห็นว่ามันเป็นขอบหน้าผาทั้งหมดนะ ฝั่งนึงก็เป็น scar slope ซึ่งก็คือฝั่งกัมพูชา อีกฝั่งนึงเป็น slope คือที่ราบสูงโคราชฝั่งฝั่งไทยนะครับ
อันนี้ภาพจริงที่ผามออีแดงนะฮะ พรมแดนเนี่ยต้องอยู่ตรงหน้าผานะครับ ตาม 100 ปี ก่อนนะครับ อันนี้ก็อีกตัวอย่างนึงที่ศรีสะเกษนะครับ เราจะเห็นเลยว่าเป็นหน้าผาตลอดเลยนะครับ แล้วปีนขึ้นมาทำไมให้เกิดข้อพิพาทกัน ไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้เมื่อ 100 ปีก่อนนะครับนะ เพราะงั้นเราไปเขมรเนี่ยนะฮะ ตั้งแต่มี MOU 43 มาก็มายึดแผนที่ 1-200,000 ซึ่งแผนที่นั้นเนี่ยเนี่ย เอามาแทรกใน Annex One นะครับ เอ่อ โดยที่เมื่อ 100 ปีก่อนนะครับ เราได้ลงเดินสำรวจตรงลาวคือฝั่งขวาแม่น้ำโขงตามที่ชาวโรบินทำสมุดบันทึกภาพไว้ แต่พอฝั่งเขมรเนี่ย คนที่ปฏิเสธการลงเดินสำรวจคือ เอ่อ แบนาร่าเอง บอกว่าสำรวจไม่ไหว 700 กิโลเมตรมากแล้ว มีเขาอีโต้อยู่แล้วก็ใช้สันผาเขาอีโต้เลยเดินผ่านไม่ได้ จบเลยปักปันเสร็จอย่างรวดเร็ว นะครับ พอไปเกิดไอ้ 2543 กับ 254 จริงๆคือ 2543 เนี่ยก็เลยไปเอาแผนที่อันนั้นน่ะไปไปมาแนบท้ายใน MOU 43 แล้วก็มาตีความใหม่โดยใช้ดาวเทียมว่าเอา
จุดสูงสุดที่นี่ก็ตีกันตายนะครับนะ เพราะงั้นคือนี่คือการเบี้ยวไม่ยึดตามข้อตกลงที่บรรพชนทำไว้เมื่อ 100 ปีก่อนนะครับอ่ะ อันนี้สมมุติว่าเป็นเทือกเขาพนมดงรักพอพอ พอเขาอีโต้มันเป็นหลังเต่านะครับหรืออารป นะฮะตรงนี้คือสันปันน้ำด้วยดาวเทียมจุดสูงสุดเช่นตรงนี้คือตาควายตาควายเนี่ยตั้งอยู่ตรงสันปันน้ำเลยแต่จริงๆเนี่ยเมื่อ 100 ปีก่อนเรายึดว่ามาถึงสันผาซึ่งเป็น cment และไม่สามารถข้ามได้โดยไม่รู้ตัวถ้าเดินข้ามหน้าผา 100 เมตรได้แล้วไม่ตายและไม่รู้ตัวไม่รู้ตัวว่าตายแล้วนี่คือความฉลาดของคนโบราณแล้วไม่ใช่ว่าเพิ่งยึดเมื่อ 100 ปีนะยึดอย่างนี้มาเป็น 1000 ปีนะฮะนะเพราะฉะนั้นพื้นที่ทับซ้อนที่ว่าไม่มีมันต่างกันแค่ 4-5 มต maximum เลยนะ แต่พื้นที่มันเท่ากับ 4-5 กม.นะครับเป็นปัญหามากเลยตัวอย่างที่ชัดที่สุดเลยนะครับคือตรงวัดแก้วสิกขานะฮะซึ่งจริงๆอยู่หลังสันผาแต่อยู่ใต้สันปันน้ำนะนะแน่นอนว่าช่องอานม้าเนี่ยนะครับถ้าตามเส้นมัธยะเป็นของไทยนะเพราะต้องลากจากจุดสูงสุดคือทางฝั่งปู่มะเขือมาที่วัดแก้วสิกขากับพระวิหารเป็นเส้นมัธยะนะครับนี่คือตัวอย่างนะครับที่เกิดจากการเบี้ยวไม่ยึดตามที่ตกลงกันนะครับโอเคไอ้แผนที่ทั้งหมดเนี่ยก็มาทำทีหลังนะครับเพราะฉะนั้นระหว่างดงรักกับระแวงโขงนะครับเอ่ออีโต้คมมากนะฮะแต่ระวงที่ 5 กับระวังที่ 4 ก็ยึดสรรผาเหมือนกันตามที่เจรจาปักปันไว้เมื่อ 100 ปีก่อนโดยเจ้าพระยาวงศานุประพัฒน์นะครับนะก็เป็นความรู้ทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์นะครับขอส่งคืนให้อาจารย์ปันเทพขอบคุณครับครับขอบคุณมากนะครับท่านอาจารย์อานนท์นะครับลำดับถัดไปเราจะดูข้อกฎหมายแล้วหลังจากนี้พอเรารู้ข้อเท็จจริงเราจะใช้ข้อเท็จจริงนี้อย่างไรนะครับขั้นแรกนะครับขอเรียนเชิญท่านอาจารย์วิษรุสำลีอ่อนครับเรียนเชิญครับ
ครับขอบพระคุณนะครับก็เอ่อได้รับมอบหมายนะครับให้มาเอ่อพูดถึงข้อกฎหมายนะครับที่เกี่ยวข้องนะครับกับการกับการปรากฏตัวของเอกสารการประชุมวันนี้นะครับคือคือสำหรับผมเนี่ยนะครับการเอกสารการประชุมระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเนี่ยนะมันคือจิ๊กซอนะชิ้นที่หายไปนะครับแล้วก็น่าจะกลายเป็นชิ้นที่ทำให้เราต่อภาพนี้ได้ถูกต้องทั้ง 2 ฝ่ายนะครับทั้งฝ่ายไทยแล้วก็ฝ่ายกัมพูชาครับคือจากเดิมเนี่ยนะครับในสนธิสัญญาประธานนะ 1904 กับ 1907 นะเราใช้การตกลงแบ่งเส้นเขตแดงโดยใช้หลักสายปันนาซึ่งเป็นหลักสากลไม่ใช่เรื่องประหลาดพิสดารอะไรนะครับการกำหนดเขตแดนโดยระหว่างรัฐที่มีเอ่อภูมิศาสตร์เป็นภูเขาเนี่ยนะครับก็ใช้สันปันน้ำนะเป็นหลักการทั่วไปที่เขาใช้แต่ว่าคำว่าสันปันน้ำเนี่ยนะครับมันก็จะมี ความหมายเค้าเรียกว่าเป็นความหมายตามหลักการทางภูมิศาสตร์นะก็คือจุดที่น้ำฝนแยกเป็น 2 สายตามที่ท่านอาจารย์อานนท์ได้บรรยายจริงๆท่านท่านมีภาพกับกวนท่านอาจารย์อนเปิดตรงเป็นภาพสันปันน้ำได้มั้ครับขอเป็นรูปภูเขาสีเขียวๆนี่ๆฮะเนี่ยครับนี่คือสันปันน้ำตามหลักการทางภูมิศาสตร์นะฮะทีนี้เนี่ยพอเราไม่มีเอกสารชิ้นเนี้ยนะครับเราก็ตีความกันว่าสันปันน้ำก็คือสันที่น้ำฝนแยกเป็น 2 สายก็เลยไปอยู่ตรงหลังเต่าก็เลยไปอยู่ตรงหลังเต่าเพราะว่าสันเขาของพนมดวงรักเนี่ยไม่เป็นแบบเอถูกมั้ฮะทีนี้เนี่ยนะครับพอเราเจอเอกสารชิ้นเนี้ยนะครับแล้วคณะกรรมการปักปันเขตแดนเนี่ยตกลงกันนะครับว่าให้ใช้ขอบหน้าผาอันเนี้ยคือการการใช้ความหมายที่ตกลงกันเป็นการเฉพาะนะว่าการใช้แนวสันปันน้ำแบบภูมิศาสตร์เนี่ยนะครับเราจะไม่ใช้ในความหมายนี้ในนัยยะระหว่างเรา 2 คนนะเราจะใช้สันขอบหน้าผาเป็นตัวตัดแม้ว่าจะไม่ตรงกับภูมิศาสตร์ไม่เป็นไรไม่ใช่เจตนารมณ์ของของเรานะครับซึ่งการใช้เจตนารมณ์ความตั้งใจของคู่สัญญาเนี่ยนะครับในกฎหมายระหว่างประเทศเก็รับรองเอาไว้ด้วยนะครับอยู่ในอนุสัญญาเวนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาปี 1969 นะครับข้อ 31 กับ 32 ซึ่งแปลว่าการใช้เจตนารมณ์ตรงเนี้ยนะครับเราสามารถทำได้นะครับคู่สัญญาสามารถทำได้ตามกฎหมายเราค้นพบนะครับความตั้งใจของคู่สัญญาที่จะใช้จุดแบ่งทางภูมิศาสตร์ที่ไม่ตรงกับตำราซึ่งย้ำอีกรอบว่าไม่ได้ผิดอะไรนะครับเพราะว่าการใช้เอ่อจุดขอบหน้าผาเนี่ยมีข้อดีถูกมั้ครับเพราะคนสมัยก่อน 100 กว่าปีไม่มีดาวเทียมนะครับเอ่อจริงๆไม่ใช่แค่ประเทศไทยนะครับทุกประเทศก็ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนะครับเขาก็แบ่งด้วยวิธีการแบบนี้นะครับไปยืนอยู่ที่ตีนหน้าผาแล้วก็เงยหน้าขึ้นไปนะครับรับสายตาตรงไหนก็คือขอบตรงนั้นแหละเพราะเราเพราะมนุษย์เนี่ยการข้ามหน้าผาเนี่ยข้ามยากมากนะครับนะการข้ามภูเขานี่ข้ามยากมากเพราะนั้นภูเขานี่กลายเป็นพรหมแดนตามธรรมชาติโดยปริยายที่ เป็นเป็นภูมิปัญญาของมนุษยชาติมาเป็นพันๆ ปีครับงั้นเอ่อคณะทำงานนะครับในในสมัยนั้นเนี่ยนะครับก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้นะครับประกอบกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มันเห็นชัดเจนเป็นหน้าผาเลยครับมันก็เลยกลายเป็นข้อความที่ปรากฏอยู่ในบันทึกนะครับว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถข้ามได้โดยไม่รู้ตัวนะฮะเพราะงั้นถ้าเราไปยืนอยู่ตรงตรงหลังผาเนี่ยนะครับแล้วจะไปหาสันปันน้ำเนี่ยไม่มีใครหาได้เป็นที่เป็นสันปาน้ำทางภูมิศาสตร์นะครับไม่มีใครหาได้นะครับต้องยิงดาวเทียมหรือต้องให้นักภูมิศาสตร์มาสำรวจเท่านั้นนะครับแต่ถ้าเราใช้ฝันหน้าผาเนี่ยเรามองชัดเลยนะครับว่าชะโงกลงไปถ้าถ้าเรายืนอยู่ข้างบนเราชะโงกลงไปก็คือไม่ไม่ใช่ไม่ใช่ไม่ใช่ไม่ใช่เขตแดนบ้านเราละหรือเราถ้าลองจากข้างล่างมองขึ้นมาคือเราขึ้นไปเมื่อไหร่ก็ไม่ใช่ะนะข้อตกลงก็จะจบนี่คือภูมิปัญญาในการที่จะจัดการพื้นที่ระหว่างต่าง 2 รัฐนะครับในสมัยก่อนนะครับทีนี้เนี่ยนะผลของเอกสารตรงเมันจะมันจะเกี่ยวข้องไปถึงตัวของคำวินิจฉัยนะครับศาลโลกนะปี 250 นะครับว่าเฮ้ยเผื่อเกิดมีการตั้งคำถามว่าเอ้ยเราแพ้คดีในศาลโลกไปแล้วนี่นะครับก็ต้องขอ ยืนยันตรงนี้ว่าที่เราแพ้คดีในศาลโลกเนี่ยเราผูกพันในส่วนของของคำสั่งของศาลนะครับซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ประมาณ 3 ข้อนะครับ 1 คือตัวประสาทนะตัวประสาทเป็นของคำพูชา 2 คือเราต้องถอนทหารออกจากปราสาทและ 3 ก็คือเราต้องคืนวัตถุโบราณให้แก่กัมพูชาซึ่งเราปฏิบัติตามแล้วอย่างถูกต้องครบถ้วนนะในฐานะรัฐสมาชิกที่ดีของสหประชาชาติไม่เกเรก็ปฏิบัติตามแล้วนะครับในส่วนอื่นๆทั้ง หมดที่เหลือนะครับเรียกว่าเป็นเหตุผลประกอบคำพิพากษานะครับซึ่งไม่ได้ผูกพันนะครับอีกประการนึงก็คือประเทศไทยเนี่ยในเวลานั้นเนี่ยนะครับเราตั้งข้อสงวนสิทธิ์เอาไว้นะครับว่าเราเนี่ยนะครับยอมรับเฉพาะในส่วนของผลของคำสั่งตามคำพิพากษาเท่านั้นนะครับแต่เรายังไม่ยอมรับไม่เห็นด้วยนะครับกับการตีความของศาลในหลายๆประการนะครับส่วนหนึ่งที่เราไม่ยอมรับก็คือว่าเราไม่ยอมยอมรับการใช้กฎหมายปิดปากกับเรานะครับเราถือว่าเราได้ต่อสู้โต้แย้งความไม่ถูกต้องเราไม่ ได้ยอมรับแผนที่ 1-200,000 นะแต่ศาลอาจจะมองในมุมของศาลว่าเราได้ยอมรับจากพฤติการต่างๆอ้าไม่เป็นไรนะเราถือว่าอาจเราเคารพต่อคำพิพากษาแต่เราก็ไม่ได้เห็นด้วยซึ่งการตั้งข้อสงวนแบบนี้ไม่ได้ผิดหลักการในทางกฎหมายระหว่างประเทศแล้วก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นประเทศที่เกนะเพราะเราทำตามข้อบังคับตามคำพิพากษาของศาลไปแล้วครบครบถ้วนทุกข้อนะครับประการต่อมาก็คือว่าการมีแผนที่นะครับ 1:200,000 ปรากฏออกมาตรงนี้เนี่ยนะถึงแม้ว่าจะมีการเอาไปใช้ในส่วนของการวินิจฉัยคดีแต่ก็อย่างที่บอกว่าเป็นการใช้เพื่อประกอบนะการพิจารณาของศาลเท่านั้นศาลไม่ได้พิจารณาไปถึงความชอบด้วยกฎหมายของแผนที่ 1-200,000 นะครับทั้งในปี 1 ทั้งในคำวินิจฉัยภาค 1 และภาค 2 นะครับก็ไม่ได้วินิจฉัยนะครับศาลวินิวินิจฉัยเฉพาะตัวประสาทและพื้นที่โดยรอบเท่านั้นนะครับเพราะฉะนั้นเนี่ยการมีแผนที่ 1-200,000 แล้วแผนที่เส้นเขตแดนตามแผนที่เนี่ยนะครับไม่ได้เป็นไปตามขอบหน้าผานะครับไม่ได้เลาะไปตามขอบหน้าผาเอาล่ะอาจจะเป็นเส้นที่เป็นสันบันน้ำตามภูมิศาสตร์ก็ได้นะครับแต่เมื่อเราพบเอกสารที่ยืนยันแล้วว่าเส้นเขตแดนต้องเป็นขอบหน้าผาก็แปลว่าแผนที่ตรงนี้คาดพืนะครับเป็นแผนที่คลาดเคลื่อนนะพอเป็นแผนที่คลาดเคลื่อนเนี่ยนะครับมันก็ผิดกับเจตนารมณ์ความตั้งใจของสัญญาหลักก็คือสัญญาสัญญาปักปันเขตแดนสยามฝรั่งเศส 1904 1907 นะครับที่จะใช้สันปันน้ำในนัยยะในความหมายว่าเป็นขอบหน้าผาครับเพราะงั้นเส้นกำหนดเขตแดนตามแผนที่ตรงนี้เนี่ยนะครับจึงใช้ไม่ได้จึงใช้ไม่ได้แล้วประเทศไทยในภายหลังเนาะก็ทำแผนที่ออกมานะครับเป็นแผนที่ที่เลาะตามขอบหน้าผาตามนัยยะที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นนะครับจนมาถึงการทำ MOU นะครับใน MOU ก็มีการนำแผนที่ 1-200,000 เนี่ยไปผนวกไว้นะครับเป็นการปักปันเขตแดนเป็นไม่ขอโทษขออภัยปักปันเขตแดนจบไปแล้วนะเป็นการจัดทำแผนที่ฉบับใหม่นะโดยไปอ้างอิงว่าแผนที่นั้นต้องเป็นแผนที่ตาม 1:2,000 เดิมนะซึ่งเราก็พบแล้วว่าแผนที่ 1:2,000 เดิมเี่เป็นแผนที่คลาดเคลื่อนมครับเพราะงั้นการดำเนินการต่อไปถ้ายังยึดตามแผนที่ 1:200,000 ต่อก็คือการต่อจิ๊กซอที่ผิดไปเรื่อยๆนะครับเราจะไม่มีทางได้ภาพที่ถูกต้องตามความตั้งใจเดิมของคู่สัญญานะครับอีกประการนึงก็คือในระหว่างที่ยังเจรจากันไม่แล้วเสร็จเนี่ยนะครับมันก็จะเกิดลักษณะของพื้นที่ทับซ้อนซึ่งในในทางในทางผมในความเห็นผมนะเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่ต้นอยู่แล้วนะครับเพราะถ้าเรายึดตามเจตนารมณ์ตั้งแต่ต้นเราจะไม่มีพื้นที่ทับซ้อนตรงหลังเต่าอะไรเลยนะครับเพราะฉะนั้นเนี่ยเอ่อการเค้าเรียกว่าการกระทำต่างๆนะระหว่างรัฐทั้ง 2 ฝ่ายที่มีปราปรากฏอยู่ตรงแนวแนวสันปันน้ำตามภูมิศาสตร์ใช้คำนี้ดีกว่านะแนวสันปันน้ำตามภูมิศาสตร์เช่นการขุดนะการวางทุ่นระเบิดนะจะไม่เกิดขึ้นครับเพราะทุกอย่างจะจบด้วยคำเดียวเลยนะครับแล้วทำให้พรมแดนในพื้นที่ตรงอีสานใต้เนี่ยจบด้วยประโยคเดียวเท่านั้นก็คือคุณอย่าขึ้นมาและเราจะ ไม่ลงไปจบด้วยประโยคเดียวเลยไม่ไม่ต้องใช้ไม่ต้องใช้ความรู้ชั้นสูงใดๆทั้งสิ้นทุกคนเข้าใจตรงกันด้วยประโยคง่ายๆประโยคเดียวว่าคุณอย่าขึ้นและเราจะไม่ลงแล้วเราก็จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุขและไม่ต้องถลอกกันนะครับนี่คือมุมมองทางข้อกฎหมายที่มีต่อเอกสารฉบับนี้นะครับ
ครับลำดับถัดไปขอเรียนเชิญอาจารย์คมสันโพคงนะครับเชิญครับ
ครับสวัสดีทุกท่านครับสวัสดีท่านสื่อมวลชนท่านอาจารย์ไถ่เถานะครับแล้วก็ท่านผู้ร่วมการแถลงข่าวทุกท่านนะครับคือผมก็คงมีข้อเสนอทางกฎหมายไปยังรัฐบาลชุดนี้นะฮะที่เป็นกำลังฟอร์มกันอยู่นี่แหละว่าเป็นภารกิจที่ท่านอาจจะต้องทำนะครับหลักการแรกก็คือว่าเมื่อมีเอกสารตัวนี้ปรากฏนะครับเป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญอย่างยิ่งว่าเอ่อการแบ่งเขตแดนนั้นน่ะเาไม่ได้ใช้ อย่างที่คุณเข้าใจกันใน MOU 2543 นะครับซึ่งเอกสารตัวนี้ก็คือ MU 543 เี่ก็ขัดแย้งกับสนธิสัญญานะฮในปี 904 นะครับเมื่อเป็นอย่างนี้เนี่ยหลักการอันที่ 1 ที่รัฐบาลต้องพิจารณาให้ดีนะ 1 คือการทำ MU 2543 ฉบับนี้เนี่ยมันไม่ถูกต้องกับหลักการที่แท้จริงของสนธิสัญญาที่เคยได้มีการตกลงกันไว้กับฝรั่งเศสนะซึ่งขณะนั้นกัมพูชายังเป็นแค่อาณานิคมไม่มีฐานะอะไรในทางกฎหมายระหว่างประเทศเลยนะฮะเพราะฉะนั้นเมื่อหลักการเป็นดังกล่าวเนี่ยว่าเป็นการทำ 43 ที่ไม่ได้ถูกต้องตามหลักการของการแบ่งเขตแดนที่แท้จริงข้อตกลงนี้จึงเป็นข้อตกลงที่มันไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้นะอันที่ 2 ก็คือ MO 2543 เนี่ยในทางกฎหมายระหว่างประเทศเนี่ยซึ่งกรมสนธิสัญญาแล้วก็กระทรวงต่างประเทศเองเนี่ยยอมรับว่า MO 2543 นั้นคือสนธิสัญญารูปแบบ 1 ของอนุสัญญากรุงเวียนนานะเมื่อเป็นสนธิสัญญาแบบนั้นในหลักการของกฎหมายภายในก็คือรัฐธรรมนูญไทยเนี่ยวางหลักการว่าการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเนี่ยนะครับไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบันเนี่ยต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเอ่อกระทบต่ออาณาเขตหรืออธิปไตยของชาติเนี่เป็นเรื่องที่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาข้อเท็จจริงมันปรากฏมาแล้วนะครับว่า MU 2543 เนี่ยรวมทั้ง C4 ด้วยไม่ได้ผ่านรัฐสภา นะครับไม่ได้ผ่านรัฐสภาเป็นการประกาศมาแล้วก็ยังไม่มีการนำเข้าสู่รัฐสภาเพื่อดำเนินการนอกจากนี้เงื่อนไขสำคัญอีกข้อ นึงก็คือว่าการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศไม่ใช่อำนาจของกระทรวงต่างประเทศนะครับไม่ใช่อำนาจของนายกรัฐมนตรีเป็นอำนาจเป็นพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์นะซึ่งในทุกประเทศเขาเป็นอำนาจของประมุขของรัฐทุกประเทศไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารแต่เพียงฝ่ายเดียวนะด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เนี่ยนะครับในปัจจุบันและก็ในอดีตที่ผ่านมาเนี่ยการทำ MOU 2543 จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญนะมีเงื่อนไขที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญอยู่เพราะฉะนั้นข้อเรียกร้องในทางกฎหมายแรกก็คือว่ารัฐบาลต้องยกเลิก M 2543 ฉบับนี้ นะครับทีนี้เอ่อถ้าเกิดเราเราต้องยอมรับข้อนึงว่ามันนี้เป็นการดำเนินการฝ่ายบริหารฝ่ายเดียวยังไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐสภาไม่มีเหตุใดๆที่จำเป็นต้องเสนอรัฐสภาอีกเป็นอำนาจฝ่ายบริหารโดยแท้ที่จะไปยกเลิกข้อตกลงอันนี้แต่เงื่อนไขการยกเลิกอย่างไรนั้นก็เป็นไปตามสัญญากงเวียดนานนะครับที่จะมีวิธีการยกเลิกในรูปแบบไหนแต่ถ้ายังไม่ได้ทำนะฮะภาคประชาประชาชนก็อาจจะต้องจัดการกับการกับรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนะฮะเพราะเราศึกษาจากรัฐธรรมนูญแล้วครับนะฮะขออนุญาตในรัฐธรรมนูญไทยเนี่ยในปัจจุบัน 60 มาตรา 178 ที่อาจารย์อานนท์ได้ขึ้นเมื่อสักครู่เนี่ยนะครับเป็นตัวที่จะทำให้เห็นว่ามันเป็นเงื่อนไขที่สำคัญของการทำหนังสือสัญญาระวประเทศเมื่อเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศและกระทบต่อประชาชนอย่างร้ายแรงเนี่ยมันก็ไปเข้าเงื่อนไขของหลักการที่เป็นหน้าที่ของรัฐนะฮะตามมาตรา 71 เอ้มาตรา 51 ขอโทษด้วยครับ 52 นะฮะซึ่งวางหลักการว่ารัฐต้องมีหน้าที่ในการรักษาและบูรณภาพแห่งดินแดนนะฮะรวมทั้งอาณาเขตนะครับของประเทศไทยที่มีสิทธิ์อธิปไตยเป็นหน้าที่ของรัฐรัฐในความหมายนี้ก็คือขณะนี้อยู่ในมือของรัฐบาลยังไม่ใช่รัฐสภาก็เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องทำตามมาตรา 52 นะแล้วถ้ารัฐบาลไม่ทำอย่างไรล่ะนะฮะก็เป็นหลักการตามมาตรา 51 ล่ะครับว่าประชาชนหรือชุมชนน่ะมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องให้ทำได้ซึ่งผมคิดว่าทางวิธีก็คงอาจจะต้องมีข้อเรียกร้องเรื่องเหล่านี้ให้ถามแล้วถือได้ว่าการที่ไม่ปฏิบัติตามนั้นเป็นการละเมิดสิทธิ์ประชาชนนะครับโดยเงื่อนไขของกฎหมายเนี่ยเราก็สามารถที่จะเอ่อเอ่อไปดำเนินการได้นะฮะตามรัฐธรรมนูญนะครับมาตรา 213 นะฮะของรัฐธรรมนูญปี 60 นะฮะในรัฐธรรมนูญปี 2560 เนี่ยวางหลักการเรื่องของการที่เอ่อบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ในเงี้ยนะฮะสามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยผ่านผู้ตัวการแผ่นดินซึ่งผมก็ได้ใช้ข้อกฎหมายแล้วล่ะก็อยู่ในพระบัญญัติประกอบว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาสรัฐธรรมนูญนะครับมาตรา 41 7 นะครับและที่สำคัญก็คืออยู่ในมาตรา 45 ซึ่งสามารถที่จะยื่นได้ทั้ง 45 และ 46 โดยถือว่าเป็นการละเมิดสิประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 51 นะไม่ใช่เรื่องการตีความว่าและหนังสือสัญญาใดนะครับเอ่อหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือที่สัญญาที่ต้องผ่านสภามยซึ่งอันนั้นเป็นอำนาจรัฐมนตรีแต่ฝ่ายเดียวนะฮะแต่อันเนี้ยผมคิดว่าอาจจะต้องใช้สิทธิ์ในฐานะประชาชนนะฮะในการที่จะฟ้องร้องในเรื่องการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญของรัฐบาลในอดีตที่เกิดขึ้นทีนี้เอ่อมัน M 43 มีความไม่ชอบรัฐธรรมนูญตั้งแต่เมื่อไหร่นะมีความไม่ชอบรัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มทำนะครับ 2543 นะแล้วก็ขัดรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบันพอรัฐธรรมนูญทุกฉบับเนี่ยนะวางหลักการว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสนธิสัญญานะหรือสัญญาระหว่างประเทศนะครับแล้วก็การทำทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อกับอาณาเขตหรืออธิปไตยของชาติเี่ต้องผ่านรัฐสภาตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบันนี้คือขัดรัฐธรรมนูญทุกฉบับมาตลอดและข้อสำคัญคือเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญเนี่ยนะครับเป็นพระราชอำนาจที่ชัดแจ้งนะครับ MOU ฉบับดังกล่าวไม่มีส่วนใดที่ทูลเข้าถวายเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่ครั้งเดียวในอดีตนะฮะการทำหนังสือสัญญาลงประเทศเนี่ยนะฮะกระทรวงการต่างประเทศอบอกว่าไม่เคยทำแต่ในข้อเท็จจริงก็คือในเรื่องการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเนี่ยเคยทูลก้าวถวายและผ่านรัฐสภามาตลอดนะฮะเช่นกรณีที่ทำการแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับอินเดียในพื้นที่ในทะเลนะครับไทยกับมาเลเซียหรือไทยกับเวียดนามที่เคยทำมาก็ทุนเข้าถวายและผ่านรัฐสภาทั้งหมดนะมี MU 2543 254 นี่แหละครับที่เป็นปัญหาคือไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าใครมีหน้าที่ตรงนี้ซึ่งก็คงจะต้องไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ต่อว่าใครที่เกี่ยวข้องกับการกระทำการที่มันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายแบบนี้ครับขอบคุณครับ
ขอบคุณมากนะครับลำดับสุดท้ายก่อนที่ผมจะสรุปที่เป็นข้อเสนอต่อรัฐบาลนะครับขอเรียนเชิญท่านหม่อมหลวงวันวณิภาจรุโรจครับเรียนเชิญครับ
ขอให้นิดนึงนะคะเดี๋ยวไมค์ให้ปากปากการเสียงเบาค่ะไมค์ปิดปากเลยโอเคค่ะขอบพระคุณท่านอาจารย์มากนะคะที่ให้โอกาสเรียนได้พูดในวันนี้แล้วก็ขอบพระคุณที่เชิญมานะคะขอพูดในฐานะคนที่ต่อสู้มาร่วมเกือบ 20 ปีนะฮะต่อสู้มากับท่านอาจารย์สมปองนะคะคุณแม่ถ่ายเถาท่านอาจารย์ปานเทพแล้วก็ภาคประชาชนทั้งหมดยากจะบอกว่าการต่อสู้จากพ่อมาถึงลูกเนี่ยต้องร้องว้าวละโคตรมันล่ะค่ะดุเดือดเลยตอนนี้นะฮะเพราะว่าอะไรเพราะว่าสิ่งที่แปลออกมาเนี่ยเอกสารตัวเนี้ยเนี่ยนะฮะคือสิ่งที่อาจารย์สมปองพยายามบอกเราอยู่ตลอดตลอดเวลานะเพราะท่านไม่เชื่อในเรื่องของแผนที่ 1-200,000 ท่านต่อต้าน MC3 มาตลอดแล้วท่านเรียกไอ้แผนที่ตัวนี้ว่าไอ้แผนที่โคมลอยนะคะมันเป็นแผนที่ปลอมนะอย่างอย่างที่ทุกท่านเนี่ยได้อธิบายมาทั้งหมดแล้วในวันนี้นะคะงั้นคิดว่าอย่างนี้ค่ะท่านอาจารย์มันจะดุเดือดตรงที่ว่าสิ่งที่ เราพยายามต่อสู้มา 17 ปีถึง 20 ปีเนี่ยเราไม่ได้รับการยอมรับเลยนะฮะท่านอาจารย์สมปองนะฮะท่านจูงมือตายายคู่หนึ่งจูงมือมาที่ธรรมศาสตร์ในวันที่เราเรียกคนที่ไม่เห็นด้วยนะคะเอ่อกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเนี่ยมารวมกันที่ธรรมศาสตร์นะคะวันนั้นยังได้รู้จักค่ะตายายคู่นี้ซึ่งจริงๆแล้วโอ้โหพอร้องว้าวเลยเหมือนกันว่าท่านเป็นถึงอะไรเดินมาเดินมามาพบกับพวกเราแล้วก็ตั้งแต่นั้นมาได้ต่อสู้ร่วมกับพวกเรามาตลอดนะคะเอ่อท่านถูก discredดit นะท่านถูกเหมือนขจัดขจัดออกไปขจัดให้เป็นจุดอ่อนนะฮะจากหน่วยราชการกระทรวงต่างประเทศนี่แหละเราขอพูดอย่างนี้เลยและวันนี้เอกสารชุดนี้ทั้งๆที่อยู่ที่กระทรวงต่างประเทศมานานเลยทำไมคะความจริงอันนี้ถึงพิ่งถูกเปิดแล้วถูกเปิดโดยภาคประชาชนไม่ใช่เอากระทรวงแบ่งประเทศมาแปลเองหรือมาให้ความรู้หรือต้องการสันติภาพนะที่ท่านอาจารย์ปาเทพบอกต่อไปนี้อยากมีสันติภาพอันนี้ตัวนี้บอกว่าจะมีสันติภาพได้นะฮะทางการน่ะต้องเป็นคนใจกว้างที่จะยอมรับสิ่งนี้ก่อนเพราะเราต่อสู้เนี่ยพวกเราไม่ใช่แค่ประชาชนเท่านั้นนะคะเรามีสื่อใหญ่เลยบ้านพระอาทิตย์เนี่ยนะเรามีนักวิชารชการทุกแขนงเลยนะคะ 20 ปี 17 ปีไม่มีประโยชน์อะไรเลยแต่การต่อสู้ครั้งนี้นะจะต้องว้าวขึ้นอีกครั้งหนึ่งต้องดุเดือดโคตรมันค่ะยังพูดอย่างงี้ยังขอเรียนอย่างนี้นะคะนับแต่วันนี้อาจารย์เราลองนะฮะที่เอ่อบอกว่าจะไปเสนอรัฐบาลอะไรต่ออะไรเนี่ยนะฮะพรุ่งนี้กรรมาธิการนะคะเอ่อวิสามัญพิจารณาข้อดีข้อเสีย MOU นะคะท่าน 434 จะมีการประชุมกันนะฮะพอ 18 เนี่ยมันเกมันคือกำเนิดของเอกสารอันนี้นะพรุ่งนี้ประชุม 17 แต่ 24 นี้สำคัญเพราะว่าคณะกรรมาธิการนะคะจะแถลงข่าวเรื่องรับหรือไม่รับ MO 4 43 อันนี้เป็น 43 แล้ววุฒิสภาค่ะอันนี้ของวุฒิสภาซึ่งเนี่ยนั่งอยู่คณะด้วยในฐานะที่ปรึกษานะคะรู้สึกเป็นกังวลมากนะคะเพราะว่าทางออกเนี่ยอันนี้ขอพูดไม่ใช่ไม่อันนี้รู้กันแล้วทั้งหมด่ะทางออก 1 เอ่ยกเลิก 2 กอดนะ 3 แก้ไขเพิ่มเติมการแก้ไขเพิ่มเติมทั้งไม่ได้ดูระบบโครงสร้างหรือบริบททั้งหลายแก้ไขเอ่อจากดingเท่านั้นนะคะคิดว่าเอ่อคือคือยังไม่ได้ปรักปรำว่าอะไรนะเพราะว่าไม่ได้ไปอยู่ในคณะทำงานแก้ไขตรงนั้นนะแต่ไม่เอาด้วยกับการแก้ไขถ้าเรามาเจอข้อมูลใหม่นะความจริงที่เปิดใหม่อันนี้นี่คือการต่อสู้ที่สำคัญยิ่งและจะมีประโยชน์อย่างยิ่งนะฮะทางฝ่ายทุกฝ่ายต้องรับใจบ้างรับที่จะพิจารณาที่คือข้อมูลใหม่นะคะนะซึ่งหลายๆอย่างที่ท่านอาจารย์สมปองบอกการสงวนสิทธิ์เอ่อการเอ่ออะไรต่างๆที่เอ่อแล้วก็บอกว่าถ้าเราเจอข้อมูลใหม่นะฮะเราจะมีโอกาสเป็นอย่างยิ่งนะคะตรงนี้ค่ะขอนะอาจารย์เรานะต่อสู้ต่อสู้ให้ยิ่งยวดอีกครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีนักกฎหมายทั้ง 2 ท่านมาสรุปแล้วว่าไอ้ M43 จะเป็นอย่างไรเนี่ยนะคะขอบพระคุณมากค่ะ
ขอบคุณมากครับขอบคุณมากนะครับผมขออนุญาตสรุปปิดท้ายในสาระสำคัญว่าเรามาจุดถึงการแถลงข่าวครั้งนี้เราต้องการอะไรและเรียก ร้องอะไรผมขออนุญาตนำเอกสารทีละชิ้นอาจารย์นรบกวนช่วยยืนเราจะชูทีละอันนะ ครับอาจารย์ยืนอยู่ข้างๆแถวๆนี้นิดนึงอ่าทางพี่ปุ้มนะครับแล้วก็ราชสกุลสนิทวงศ์เดี๋ยวช่วยกันถือขยับเขย่าไปนะครับเอาชิ้นแรกก่อนเลยนะครับชิ้นนี้ผมขอย้ำนะ ครับกระทรวงการต่างประเทศต้องสรุปและแปลให้คนไทยรู้อย่างเป็นทางการรัฐบาลไทยจะ ต้องแสดงจุดยืนตามบรรพบุรุษของไทยที่เคยต่อสู้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2505 และภาษาฝรั่งเศสที่บันทึกเอาไว้ระหว่างสยามฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ถูกแปลแล้วโดยคุณเปรมิกาสุจริตกุลซึ่งเป็นนายกสมาคมนักเรียนเก่าฝรั่งเศสของประเทศไทยและเป็นผู้แปลอย่างมีความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริงว่าเอกสารชิ้นนี้นะครับสยามฝรั่งเศสตกลงกันเมื่อปี 250 ว่าให้ใช้ขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนนี่คือข้อที่ 1 เดี๋ยวผมขออนุญาตเสริมให้ทุกท่านช่วยถือต่อด้วยนะครับเอกสารชิ้นที่ 2 ผมขอย้ำอีกทีว่าข้อสงวนที่เราเข้าใจว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่ 1-2,000 แล้วเพราะข้อสงวนหมดอายุแล้วไม่เป็นความจริงนะครับข้อสงวนนี้ไม่ได้สงวนเรื่องแผนที่และเส้นเขตแดนตามแผนที่ที่เค้าสงวนเอาไว้แม้แต่ซากปราสาทพระวิหารก็จะทวงคืนและดูข้อความนะครับเพื่อเอาปราสาทพระวิหารดูนะครับเราขอสงวนสิทธิ์ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีอนาคตเพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาแม้แต่ปราสาทก็จะได้คืนและเอาคืนนะครับและเอาคืนด้วยอะไรครับกฎหมายที่มีอยู่หรือที่จะพึงพึงใช้ได้ในภายหลังแปลว่าไม่ต้องกฎหมายในขณะนั้นเท่าที่มีก็ได้แต่แปลว่าอย่าว่าแต่เรายอมรับแผนที่ 1-2,000 หรือการขีดเส้นที่ผิดเลยแม้แต่ตัวปราสาทเราก็จะสงวนสิทธิ์เอาไว้ตลอดกาลนี่เป็นคำพูดที่ชัดแจ้งที่สุดของท่านศาสตราจารย์ดร.สมปองสุจริตกุลเป็นข้อความที่ 2 นะครับอันที่ 3 ผมขอย้ำอีกทีว่าการยึดขอบหน้าผาในการแถลงข่าวครั้งนี้ที่นำมาสู่ข้อกฎหมายในครั้งนี้ทุกท่านอ่านให้ดีครับนี่คือ MOU 2543 และผมจะฝากเอาไว้ถึงรัฐบาลชุดใหม่คุณอนุทินชาวีรกุลว่าท่านจะยกเลิก MOU 254 แต่ผมย้ำนะครับ MOU 2543 อย่าว่าแต่ผ่านไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาไม่มีพระปรมาภิไธยเลยยังไม่ผ่านแม้กระทั่งมติคณะมนตรีเห็นชอบมีแต่รับทราบเรื่องนี้มีคนไทยรู้กี่คนแลรัฐบาลมีจุดยืนอย่างไรในเรื่องนี้ไม่ได้เห็นชอบนะ ครับแค่รับทราบและไปลงนามได้อย่างไรใน MO 2543 ข้อที่ 2 มักจะมีคนเถียงเดี๋ยวจะมีคนเถียงครับบอกเอกสารก็มีตั้งเยอะไม่ต้องกลัวเรายึดตามสนธิสัญญาก็ได้มันเป็นอย่างงี้ครับในทางสากลสิ่งที่ตกลงกันในภายหลังและมีความชัดเจนต่อสิ่งที่ก่อเบื้องหน้าหรือก่อนหน้าจะยึดสิ่งสุดท้ายเป็นที่ยุติผมยกตัวอย่างเช่นข้อ 1 ของ MU 2543 จะร่วมกันสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชาจักรไทยกับราชจักรกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารดังต่อไปนี้ 1 อนุสัญญาปี 1904 คือเสียลาว 2 สนธิสัญญาระหว่างสยามฝรั่งเศสปี 1907 คือเสียพระตะบองเสี่มราชศรีโสภลทุกคนตามกันนะครับแต่ถามว่า 2 อย่างนี้ขัดแย้งกันยังไงข้อกขเกิดขึ้นทีหลังใช่มั้ครับดังนั้นถ้าเราบอกว่าขัดแย้งกับ 1904 เราก็ไม่ต้องสูญเสียพัทบองเสี่มราชศรีโสภลแสดงให้เห็นว่าข้อตกลงภายหลังจะทำให้หักล้างสิ่งที่เป็นข้อตกลงก่อนหน้าตามทันนะ ครับข้อที่ 3 คอควายสำคัญอย่างยิ่งครับอันเนี้ครับที่จะเป็นปัญหาแล้ววุฒิสภา กำลังพิจารณาอยู่แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานคณะกรรมการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามอินโดจีนที่จัดตั้งขึ้นตามรูปสัญญาฉบับปี 1904 และสนธิสัญญา 1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องและสนธิสัญญา 1904 1907 7 ทุกท่านดูให้ดีนะครับเอกสารที่เราแปลเมื่อสักครู่เนี้ยอันนู้น น่ะนะครับคือเอกสารหลังจากสนธิสัญญา 2 ฉบับและเป็นเอกสารที่บันทึกการประชุมที่ จะเอาสันผาหรือหน้าผาเป็นสันปันน้ำตามสนธิสัญญาตามทันนะครับถ้ามันจบแค่นั้นประเทศไทยไม่มีข้อขัดแย้งแต่ดันมาเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการประชุมสิ่งนี้คือแผนที่ที่จัดขึ้นโดยผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามอินโดจีนซึ่งผมยืนยันว่าศาลโลกไม่ได้พิพากษา 1 2 ลงนามฝ่ายเดียวแต่มาอ้างกฎหมายปิดปากยึดตัวประสาทแปลว่าศาลโลกยังไม่ได้ตัดสินตัวแผนที่ดังนั้นราชสกุลสนิทวงศ์ยืนยันว่าไม่เคยยอมรับแผนที่ไม่เคยมีการลงนามยอมรับระหว่างสยามฝรั่งเศสถ้าเรายอมรับว่าเป็นผลงานคณะกรรมการปักปันสยามอินโดจีนเมื่อไหร่ก็เป็นผลิตผลท้ายสุดที่จะมากลบสิ่งก่อนหน้าแต่ถ้าเราไม่ยอมและเราบอกว่าสิ่งแผนที่นี้จัดทำขึ้นไม่ถูกต้องผิดขีดผิดและไม่ถูกต้องและไม่ยอมรับมันจะย้อนกลับสิ่งที่เป็นรองสุดท้ายก่อนหน้าที่จะมีแผนที่ฉบับนี้ก็คือการตกลงกันระหว่างสยามฝรั่งเศส ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำคืออะไรครับยกเลิก MOU 2543 ทิ้งครับมันเท่ากับยกเลิกแผนที่และจะเหลือสิ่งสุดท้ายคือสิ่งที่ตกลงกันจริงๆระหว่างสยามและฝรั่งเศสผมจึงมาแถลงข่าววันนี้เพื่อจะบอกว่ารัฐบาลปฏิเสธและบ่ายเบี่ยงการประชุม JBC ระหว่างไทยกัมพูชาโดยอ้างว่าตัวเองเป็นรัฐบาลรักษาแต่ผมจะเล่าให้ฟังว่าบัดนี้กำลังจะมีนายกรัฐมนตรีและมีรัฐบาลชุดใหม่แล้วผมขอย้ำสิทธิการยกเลิกตามอนุสัญญากรุงเวียนนาปี 19 มาตรา 10 บัญญัติเอาไว้ว่าประเทศใดประเทศหนึ่งมีสิทธิ์ยกเลิกสนธิสัญญาอีกประเทศหนึ่งฝ่ายเดียวถ้าอีกฝ่ายหนึ่งละเมิดไทยร้ายแรงการต่อสู้ระรอกแรกในสมัยพลโทบุญศินภาคกลางเราเคยแถลงข่าวที่นี่แหละครับและบอกให้รัฐบาลยุติการประชุม JBC เสียก่อนไม่เช่นนั้นสิทธิ์ในการยกเลิกจะหายไปประหนึ่งว่าไม่มีการละเมิดร้ายแรงสิทธิ์ในการยกเลิกฝ่ายเดียวจะหายไปเราเตือนไปแล้ว 1 รอบรัฐบาลชุดที่แล้วไม่ฟังนะครับบัดนี้มาถึงระรอกที่ 2 ซึ่งผ่านไปและมีการละเมิดไทยร้ายแรงเป็นครั้งที่ 2 มีคนเสียชีวิตจำนวนมากมีการอพยพอย่างมหาศาลเรายึดแผ่นดินกลับคืนมาเราต้องอาศัยสิทธิ์นี้ยกเลิกก่อนการประชุม JBC ระลอกใหม่ถ้ายังไม่ฟังเราแล้วไปประชุมอีกสิทธิ์การยกเลิกฝ่ายเดียวจะหายไปและอาจจะไม่กลับมาอีกนะครับดังนั้นขอเรียกร้องให้รัฐบาลรวมถึงวุฒิสภาที่กำลังจะพิจารณา MOU 2543 นี่นะครับถ้าท่านมัวแต่บอกว่าขอแก้ไขผมจะบอกให้เลยว่าการแก้ไขจะต้องได้รับความยินยอมทั้ง 2 ฝ่ายแต่ถ้ายกเลิกเพราะอีกฝ่ายหนึ่งละเมิดร้ายแรงเขาต้องพิสูจน์ว่าเขาไม่ละเมิดร้ายแรงเท่านั้นครับซึ่งเราพิสูจน์ง่ายกว่าและเป็นไปได้มากที่สุดในโอกาสนี้จึงฝากรัฐบาลคุณอนุทินชามกูลว่าที่รัฐบาลชุดใหม่นะครับว่าท่านได้โปรดทบทวนการประชุม JBC โดยเร็วที่สุดอย่าให้มีการประชุมทั้งๆที่ท่านไม่ประกาศยกเลิกตามอนุสัญญากรุงเวียดนามมาตรา 60 1 และอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายนะครับที่เราจะทำในเรื่องนี้คือการยกเลิก MOU 2543 ก่อนการประชุม JBC ที่กำลังจะเกิดขึ้นรอบใหม่นะครับผมขออนุญาตจะถ่ายรูปด้วยกันนะครับพร้อมกับภาพ 3 ภาพนี่แหละครับที่ภาพนี้ไม่เอาเพราะเราจะยกเลิกมันนะครับผมจะเอาอันนี้ครับเขตปักปันที่ 5 ซึ่งระบุชัดว่ามองจากตีนเขาพวกเรายืนมาถ่ายรูปด้วยกันนะครับมาเชิญครับมาเป็นสักขีพยานด้วยกันนะครับเชิญครับอ่าจะได้ถ่ายรูปด้วยกันครับเชิญครับลดลงมาไหนก็ได้ครับเดี๋ยวเราเอาเก้าข้างเก้าี้เชิญพี่พี่รบกวนเอาป้ายฝั่งนี้ต่ำหน่อยก็ได้ครับป้ายลิฟต่ำครับขอกล้องนี้นะครับขอกล้องนี้นะ 12 ท่านก็ขอมองกล้องท่านก็เฮ