Transcription
มันมีนักปรัชญาคนนึงชื่อซุซานีน เขาอธิบายเรื่องนี้ว่า เวลาที่เราเกิดมาครับ เราเกิดมาเราก็เป็นทารก เราก็เป็นเด็ก เราก็ helpless ใช่มั้ย เรา [เสียงกระแอม] ทำอะไรไม่ได้เลยอ่ะ
เราก็จะตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าเป็น dogmatism มันก็ต้องเชื่อทุกอย่างที่พ่อแม่เลี้ยงเรามาสอนเรามา พอเข้าโรงเรียนเราจะเริ่มเห็นว่า เอ๊ะ ไอ้ที่แม่เคยบอกเนี่ยไม่เห็นเป็นอย่างงั้นเลยนี่หว่า [เสียงหัวเราะ]
มันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่า วัยต่อต้าน ต้านในบางครั้งเราไม่ได้ต้องการต่อต้าน แต่เราแค่ตั้งคำถาม เราสงสัย กับความเชื่อนั้น
ความกตัญญูของลูกที่ต้องมีต่อบุพการี เราก็จะเริ่มเห็น โซเชียลมีเดียเริ่มตั้งคำถาม เฮ้ย พ่อแม่ไม่ได้มีบุญคุณกับลูก ไม่ได้ขอมาเกิด มี consensus ว่า definition ของคำว่า กตัญญูของตัวเองคืออะไร
เหมือนกับว่าทั้งสังคมเห็นว่าความหมายของคำว่ากตัญญูเป็นความหมายเดียวกันหมด หรือว่าคำว่ากตัญญูของแต่ละคนมันอาจจะไม่จำเป็นต้องเหมือนกันครับ
[เพลง]
สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Mirror Podcast รายการ Gender Friendly นะคะ รายการพcสที่จะพาเพื่อนต่างเพศมาคุยถึงประเด็นที่สังคมเห็นต่างในบรรยากาศที่เปิดกว้าง ปลอดภัย และเป็นมิตรค่ะ
เราจะพาทุกคนนะครับ ไปทำความเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศที่ซุกซ่อนไว้ในความสัมพันธ์ รวมถึงทอปปิดราม่าหรือประเด็นที่น่าสนใจในสังคม กับผมฟาโร่ และ รุ้งค่ะ
ครับ วันนี้ครับ เป็น 1 EP พอเข้ากล้องแคบ ทุกคนน่าจะทราบดีว่าเรามีแขกรับเชิญครับ วันนี้นะครับ แขกรับเชิญเราเป็นทั้งนักเขียน บรรณาธิการ คอลัมิส แล้วก็เป็นหนึ่งในคน ที่สร้างสรรค์ผลงานเยอะแยะมากมายครับ ยินดีต้อนรับพี่หนุ่ม ตัวมอสุคพีชา สวัสดีครับ
สวัสดีครับ สวัสดีครับ สวัสดีครับ มาเป็น แฟนงานเขียนพี่หนุ่ม ตื่นเต้นด้วยมั้ครับ เพราะไมค์มันใกล้ กลัว [เสียงหัวเราะ] มือไปโดนไมค์ครับ วันนี้พี่หนุ่มมาพร้อมกับหนึ่งในผลงานหนังสือ พ่อแม่ในตัวเรา
ครับ
โห เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับอะไรครับ พี่หนุ่มครับ
เป็นหนังสือที่ออกมาเมื่อปีที่แล้วครับ แล้วก็ชื่อพ่อแม่ในตัวเราเนี่ย เอ่อ มันก็ มันก็บอกอย่างนั้นตรงๆ นั่นแหละว่าในตัวเราเนี่ย มันมีบุคคลที่เราเห็นว่าเป็นพ่อแม่ของเราเนี่ย
ครับ
แฝงอยู่ในตัวเรา
แต่ว่าเราอาจจะไม่รู้ตัว ทีนี้ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเนี่ย ก็เพราะว่าช่วงที่เริ่มต้นเขียนนะครับ มันสังเกตเห็นปรากฏการณ์บางอย่างในสังคมเนาะ ผ่านโซโซเชียลมีเดีย ผ่าน Twitter ผ่าน X ผ่านอะไรหลายอย่างเนี่ยว่ามันมีคนเขียนต่อว่าจะใช้คำว่าอะไรดี ด่า
อื
ตำหนิ
พ่อแม่ตัวเอง
อ
เยอะมาก คือไม่ได้ตำหนิในแบบพ่อไม่ดี พ่อไม่น่ารัก แม่ไม่ใจดีกับหนูอะไรเงี้ย แต่ด่าในระดับที่แบบว่า เอ่อ ตัดขาดกันมั้ย หรือว่า
อ
แม่ทำนิสัยแบบนี้ต่อไปไม่ส่งเงินให้แล้วนะ ไม่ต้องมายุ่ง ยุ่งกันอีกแล้วอะไรอย่างเงี้ย
อือ
ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ก่อนหน้านี้เนี่ย เราอาจจะไม่ค่อยเห็นเรื่องแบบนี้ในสังคมไทยเท่าไหร่
จริง ๆ
ใช่มั้ครับ
อื ค่ะ
ทีนี้ก็เลยรู้สึกว่า เอ๊ะ พอปรากฏการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นเนี่ย มันบอกอะไรเราบ้าง
อื
ทีนี้ก่อนหน้านี้ก็อ่านหนังสือ ถ้าเป็น ถ้าเป็นหนังสือไม่รู้ของฝรั่งของตะวันตกอะไร เงี้ย แต่แบบนี้มันจะมีหนังสือที่พูดถึงประสบการณ์ตัวเอง กับพ่อแม่ที่อาจจะทำอะไรบางอย่าง ถ่ายทอดอะไรบางอย่างมาให้ตัวเองในแบบที่มันกลาย เป็นทรัม เป็นบาดแผลอยู่ในตัวเองเนี่ย โดยที่ไม่รู้ล่ะ พ่อแม่ก็อาจจะไม่รู้ตัว อาจจะคิดว่าสิ่งที่ทำนี่หวังดีด้วยซ้ำ ฉันอุตส่าห์เลี้ยงดูแกมา ฉัน
อะไรนะ เลี้ยงลูกให้ผูกอะไรนะ รักลูกให้
รักวัวให้ผูก เลี้ยงลูกให้ตีอย่างเงี้ย ฉันอุตส่าห์ตีแกมา เฆี่ยนตีแกมาเนี่ย แกก็ต้องโตมาเป็นเด็กดีสิ แล้วบางคนก็อาจจะโตมาเป็นเด็กดีด้วยซ้ำใช่มั้ยครับ
แต่ไม่รู้ว่าตัวเองมีทรัมบางอย่างเนี่ย ฝังอยู่ในใจ
อื
จริง ๆ มันมี มันมีคำว่า เอ่อ คุณนุ้ง เมื่อกี้คุณนุ้งก็พูดเรื่องนี้ในใน episod ก่อนหน้านี้ที่ที่เห็นอัด คือเรื่อง complex pts ptsd
ใช่มั้ยครับ
คือเวลาที่เรามี ptsd เนี่ย บางทีเป็นทรม่าที่ใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตนะ เช่น รถคว่ำ รถคว่ำอย่างเงี้ย อุบัติเหตุอย่างเงี้ย มันเป็นเรื่องที่แบบ 1 ทีใหญ่ไก่แล้วเกิดขึ้นมาแล้วเป็นแล้ว มันก็จบ แต่ว่ามันอาจจะฝังอยู่กับเรา
อ
แต่เวลาถ้าเราคิดว่าเราอยู่กับพ่อแม่เว้ย พ่อแม่ที่แบบเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เด็กใช่ มั้ครับ
อ [เสียงกระแอม]
เราอยู่กับพ่อแม่เท่าไหร่อ่ะ 10 ปี เป็นอย่างน้อย 20 ปีด้วยซ้ำ หรืออาจจะมากกว่านั้น บางทีก็ชั่วชีวิตของเราเนี่ย
อ ครับ
มันเจอการกระทำเล็ก ๆ ที่พ่อแม่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าฉันจะไปอะไรเธอขนาดนั้น แต่มันเล็ก แต่มัน complex เพราะว่ามันต่อเนื่องยาวนาน ทีละนิดทีละหน่อยทุกวันที่ถูกแม่เหน็บ โดยแม่ไม่รู้ตัว ทุกวันที่พ่อกับแม่แก๊สไล เราโดยที่เราไม่รู้ตัว เราก็จะรู้สึกว่าเราเป็นไปอย่างที่พ่อแม่บอกเรา แล้วมันจะมีก้อนอะไรบางอย่างที่มันฝังอยู่ในตัวเรา แล้วทำให้เรารู้สึกว่า เอ้ย ทำไมเราเป็นอย่างงี้วะ
อย่างในหนังสือที่ที่ที่เขียนนะครับ พ่อแม่ในตัวเราเนี่ย มันก็จะมีบางเคส เช่น ผู้หญิงที่ร้องไห้ไม่ได้
อื
ร้องไห้ไม่เป็น
อือ
เพราะว่าตั้งแต่เด็ก ๆ ละ พ่อแม่สอนให้เข้มแข็ง
อือ
เฮ้ย เรื่องแค่นี้ทำไมต้องร้องไห้ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยรู้สึกว่าการร้องไห้ มันกลายเป็นภาระ สำหรับพ่อแม่ที่ต้องมาคอยดูแล มันกลายเป็นเรื่องของคนที่อ่อนแอ แล้วลองคิดดูดิว่าคน ที่เฮ้ย เศร้าขนาดไหนอ่ะ แต่มันร้องไห้ไม่ได้ เจอภาวะต่าง ๆ ในชีวิตที่ถ่าโถมเข้ามา แต่ไม่สามารถที่จะทำแม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานมาก ๆ ของมนุษย์อ่ะ คือการหลั่งน้ำตาออกมา มันจะมีสิ่งที่มันเก็บอยู่ ในตัวเนี่ยมากมายแค่ไหน โดยที่เขาไม่รู้ตัวนะ
อื
เพราะว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ๆ ๆ ๆ ค่อย ๆ เก็บ ค่อย ๆ เก็บเข้ามา
พี่หนุ่มพูดทำให้ผมคิดถึงท่านนึงครับ ที่ผมได้คุยด้วย คือเค้ามาเจอเราแล้วเค้าขอโทษ แบบเค้าร้องไห้ แบบดีใจที่เราเจอแล้วเค้าขอโทษนะที่ร้องไห้ นี่ผมไม่ต้องขอโทษเลย ไม่ต้องขอโทษ มันคือถ้ามันคือน้ำตาแห่งความยินดี ถ้ามันคือน้ำตาที่เราได้เจอกัน คุณไม่ต้องขอโทษเลย แต่แล้วแบบ คือขอโทษ ขอโทษ ขอโทษซ้ำ ๆ คือเรา เราแค่มองย้อนกลับไปตอนที่พี่หนุ่มพูดว่า เออ ในบางครั้งมันทำให้เรานิยามการร้องไห้ของเราไม่เหมือนกัน จริง ๆ นะ การเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ส่งมา
ใช่ครับ
อื
เพราะบางคนก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแย่ เลวร้าย บางคนสบาย ๆ กับการร้องไห้
อื แล้วถ้า ถ้าเกิดเราสบายกับการร้องไห้ บางทีเราก็ไม่ได้ร้องบ่อยขนาดนั้นน่ะ
เพราะว่าก็เมื่อไหร่ก็ร้องก็ร้องได้ ใช่ มั้ เออ หรือไม่รู้ ถ้าเราเป็นรายการ G Gender Friendly ใช่มั้ยครับ
ผู้ชายอ่ะ ชายทั้งหลายจะถูกอบรมสั่งสอนมา โดยโครงสร้างทั้งหลายว่าร้องไห้ไม่ได้ มีพ่อเป็นแบบอย่าง พ่อที่ เป็นชายชาตรีมากๆ โอ้โห ห้ามร้องไห้ ร้องไห้ไม่ได้ พวกเนี้ย ขังอะไรไว้ในตัวบ้าง
อื
เก็บอะไรไว้ในตัวบ้าง ที่มันเป็นทรม่าเล็ก ๆ
อือ
แล้วตัวเองไม่รู้ตัวอะไรอย่างเงี้ยครับ
อือ อือ
พวกนี้ พวกนี้ บางทีพ่อแม่เรา เราเรียกพ่อแม่แบบนี้ในหนังสือเล่มนี้นะ ว่าเป็น Toxic parent เป็นพ่อแม่ที่อาจจะมีความเป็นพิษ แต่ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่เหล่านี้ไม่ได้รู้ตัว
ไม่ได้รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำเนี่ย มันท็อกสิค กับลูกแล้ว
ถ้าพูดแบบ to be fair กับพ่อแม่เหล่านี้ด้วยก็คือว่า บางทีอ่ะ เขาก็เคยเป็นลูกมาก่อน
อฮะ
แล้วก็ถูกหล่อหลอมด้วยพ่อแม่ที่อาจจะเป็นในลักษณะท็อกสิคคล้าย ๆ กัน หรือด้านตรงข้ามอ่ะ อย่างสมมุตินะ ถ้าเกิดพ่อแม่ของเรามี พ่อแม่ที่เข้มงวดมากๆ กระดิกไม่ได้เลย ทุกอย่างต้องเป็นระเบียบเรียบร้อยไปหมดเนี่ย พอโตขึ้นมามีลูกตัวเอง อาจจะ อาจจะเป็นแบบนั้นด้วย อาจจะเข้มงวดกับลูกด้วยก็ได้ หรือในอีกด้านนึง อาจจะกลายเป็นด้านกลับไปเลยก็คือตามใจลูกไปเลย สปอยไปเลย
สปอยเลย
แต่จะสปอย หรือว่าจะเข้มงวด ถ้ามันมากเกินไป ทั้งคู่่อ่ะ มันท็อกสิค
ครับ
ทั้งนั้น อื
ในหนังสือเล่มนี้ก็เลยพูด พูดเรื่องนี้ แล้วก็พูดว่า เอ๊ะ แล้วเราควรจะมองพ่อแม่ในตัวเรา คือบางทีเนี่ย เราเกลียด เราไม่ชอบไอ้ลักษณะเนี้ย ของพ่อแม่เรา
อือ
แต่พอเราแก่ตัวได้ระดับนึงอ่ะ เราพบว่า ทำไมเราเป็นแบบนั้นวะ
อ๋อ มีโมเมนอย่างงี้กับเราเยอะมาก
ไม่ได้เหมือนแค่หน้าแล้วทุกวันนี้ [เสียงหัวเราะ]
มันมีบางอย่าง เออ นิสัย การกระทำ สิ่งที่เราทำ บางทีแม้กระทั่งเราไม่ชอบรอยยิ้มอันนี้ของแม่ แอะ แม่ชอบยิ้มแบบเนี้ย มันยิ้มเย้ย ยิ้มหยัน ยิ้มเหยียด
อ้าว วันนึงเราส่องกระจก เราพบว่าเราก็ยิ้มแบบเดียว มีรอยยิ้มเดียวกันนั้นเลย แล้วไม่ใช่แค่พันธุกรรมของรูปปากเฉย ๆ อ่ะ แต่มันคือสำนึกในตัวเราที่มันเป็นแบบเดียวกับแม่ออกมาใช่
เราจะยิ้มเวลานี้เหมือนเวลากับแม่เรายิ้ม ที่แบบ อื
แล้วเราคิดว่ามันมี เคยได้แบบ หลาย ๆ คู่นะ เราว่าหลาย ๆ คนได้ยินแล้ว พวกผู้ชายที่ชอบพูด พูดกับผู้หญิงอ่ะว่า อุ้ย เหมือนแม่เธอเลยนะ แล้วผู้หญิงจะแบบ
เ ไม่โอเค แล้วคำประโยคนี้มีนะในหนังมีอย่างงี้ด้วย มี เพราะว่าเราว่ามันเป็นอย่างงี้เยอะ โดยเฉพาะเหมือนอ่ะ พอเด็กผู้ชายไม่อยากเป็นเหมือนพ่อตัวเองเงี้ย ผู้หญิงไม่อยากเป็นเหมือนแม่ตัวเองมีเยอะ แล้วเราว่าหลาย ๆ ครั้งที่ตอนที่มันเผยตัวออกมา คือตอนที่เราเลี้ยงลูกตัวเองด้วย
อื
มันจะออกมา อื
มันมันเป็นอย่างงี้ คือมีนักปรัชญาคนนึงชื่อสุซานีม่น เขาอธิบายเรื่องนี้ว่า เวลาที่เราเกิดมาครับ มันช่วยไม่ได้ใช่มั้ที่เราเกิดมา เราก็เป็นทารก เราก็เป็นเด็ก เราก็ helpless ใช่ มั้เราทำอะไรไม่ได้เลยอ่ะ
อือ
เราก็จะตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าเป็น dogmatism
อื
dogmatisึม คือมันก็ต้องเชื่อทุกอย่างที่พ่อแม่เลี้ยงเรามา สอนเรามา บอกเรามา บ่มเพาะ แล้วบอกเราว่า นี่แหละโลกที่มันเป็นอยู่อ่ะ มันคือโลกที่มันควรเป็นอยู่แล้ว
นึกออกมั้ย
ใช่มั้ย เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นดอกม่าไง แล้วเราก็อยู่ในดอกม่าอันนั้น แต่ทีนี้พอเราโตขึ้นมาระดับหนึ่ง สมมุติว่าอายุได้สัก เข้าโรงเรียน 10 ปี เริ่มวัยรุ่นแหละ
ครับ
มันจะเริ่มเหวี่ยง พอเข้าโรงเรียนเราจะเริ่มเห็นว่า เอ๊ะ ไอ้ที่แม่เคยบอกเนี่ย ไม่เห็นเป็นอย่างงั้นเลยนี่หว่า อ่า ไอ้ที่ครูเคยบอกด้วยก็ไม่เป็นอย่างงั้นนี่หว่า แต่เพื่อนเรามาบอกว่า มันมี โรคอื่นอยู่ในโลกที่เราที่พ่อแม่บอกว่า มันควรเป็นด้วย
อือ
เพราะฉะนั้น บางบางทีโรคที่มันควรจะเป็น มันอาจจะเป็นแบบอื่นที่ไม่ใช่โรคที่พ่อแม่บอกเรา หรือเปล่างั้น วัยรุ่นจำนวนมากเนี่ย มันจะเหวี่ยงอีกข้างนึงจาก dogmatism มันกลายไปเป็น skepticism
ครับ
อ
สงสัยทุกอย่างที่พ่อแม่บอกสอน
อ๋อ มันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่เขาเรียกกัน ว่าวัยต่อต้าน คือแบบ แต่ก่อนนะ พูดอะไรก็ฟัง ก็เชื่อ แต่ทุกวันนี้ คือในบางครั้งเราไม่ได้ต้องการต่อต้าน แต่เราแค่ตั้งคำถาม
เราสงสัย
กับความเชื่อนั้น
ทีนี้ ถ้าเกิดพ่อแม่เปิดกว้างให้ [เสียงหัวเราะ] กับการตั้งคำถามของเรา สงสงสัยว่าทำไมแม่ ไอ้นี่ ไอ้นี่มันจริงเหรอ มันถูกเหรอ เอ่อ พระเจ้ามีจริงเหรอ สมมุติเป็นเป็นคริสต์อะไรเงี้ยนะ ทำไมซานตาครอสมีจริงหรือเปล่า หรือว่าคำถามอะไรแบบเนี้ย ที่มันอาจจะสะเทือนพ่อแม่ด้วย อะไรอย่างเงี้ย ถ้าพ่อแม่เปิดกว้าง ทำความเข้าใจ อธิบาย รู้ว่าเฟสในชีวิตของลูกมันกำลังไปอยู่ในเฟสที่ตั้งคำถามกับสิ่งที่ซึ่งมันเป็นเรื่องดีนะ
อื
เพราะว่าแปลว่าเส้นขอบฟ้า หรือจักรวาลในการรับรู้ของโลกของลูกอ่ะ มันกำลังขยายตัวออก แล้วบางทีมันอาจจะใหญ่กว่าของพ่อแม่ ในบางด้าน ซ้อนทับกับของพ่อแม่ในบางด้าน
ถ้าพ่อแม่ใจกว้างพอ ก็รับบางอย่าง ตอบบางอย่าง เอ่อ เอาสิ่งที่ลูกถามกลับมา สะท้อนตัวเอง แล้วมันอาจจะช่วยให้พ่อแม่กว้างขึ้นด้วยก็ได้ โดยเฉพาะโลกสมัยใหม่ที่มันไม่นี่เหมือนเมื่อก่อน แล้วมันมีอะไรต่อมีอะไรเต็มไปหมดเลย เอาเรื่อง G อย่างเงี้ย พ่อแม่ก็น่าจะเข้าใจยาก เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็เป็นเฮโรเซกชual ป่ะ
ใช่มั้ย แล้วก็ ถ้าเกิดลูกเกิดไม่ได้มีเพศวิถีในแบบเดียวกับที่พ่อแม่คาดหวัง
เออ ไม่รู้เดี๋ยวนี้มันก็ซับซ้อนเข้าไปมาก กว่านั้นอีก หลาย ๆ ไม่ได้ไม่ได้แค่เป็นเกย เป็นเลสเบี้นเฉย ๆ มันมีอย่างอื่นอีกเยอะแยะเต็มไปหมดเลย อย่างเงี้ย พวกเนี้ย พอเวลาตั้งคำถามกลับมาแล้วถ้าพ่อแม่ ไม่ได้ใจกว้างพอ ไม่ได้โอบรับได้มากพอเนี่ย มันก็จะเกิดการต่อต้าน แล้วจะผลักให้ลูกเป็น skepticism ที่แรงขึ้นไปเรื่อย ๆ
อ่า
แล้วไอ้ที่บอกว่า เพราะเอ ฉันก็ไม่อยากมี ไอ้แบบเนี้ยในตัวในตัวชั้นน่ะ ที่มันเหมือนพ่อแม่ ก็เพราะพ่อแม่เป็นแบบนี้แหละ
อ แล้วถ้าเกิดเป็นพ่อแม่ที่เหมือนแบบ รูปแบบบ้าอำนาจด้วยป่ะคะ ก็คือจะ เวลาตั้งคำถามแล้วจะแบบ กล้ายังไงมาถามฉัน หรือบางทีแบบ ฉันไม่อยากคุยเรื่องนี้
ก็กลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกอาจจะ รู้สึกแย่ รู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองไม่ควรที่จะตั้งคำถามเลย อันนี้ก็เป็นไปได้ด้วยเหมือนกัน
เพราะว่าจริง ๆ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่พื้นฐานที่สุดอ่ะ อยู่ในครอบครัว
ออ ใช่ ใช่
โดยเฉพาะสังคมตะวันออกอย่างเรา อย่างที่เราบอกว่า เออ ประหลาดใจที่ระยะหลังเราเห็นลูกออกมาต่อว่าพ่อแม่ในโซเชียลมีเดียนะ เพราะว่าก่อนหน้าเนี้ย GenX นี่เป็น GenX เนี่ย
เอ่อ ความคิดในเรื่องนี้ของคนทั่วไปเนี่ย มันแทบจะ unimaginable มันแทบจะ
อือื คิดไม่ได้ งัดไม่ออก
เพราะว่ามันถูกหล่อหลอมด้วย เอ่อ ชุดศีลธรรมที่มาจากศาสนา ถ้าเป็นศาสนา เอ่อ ศาสนาพุทธก็พ่อแม่ก็เป็นพระในบ้าน เป็นทิศ พระอรหันต์ เหนือทิศ อะไรอยู่ข้างบนเบื้องหน้าของเรา หรือว่าศาสนาคริสต์ก็มีเรื่องนี้ว่า จงนับถือบิดามารดา อะไรแบบเนี้ย ก็คือ
มันเลยเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจอยู่แล้วแหละ เพราะว่าเวลาเกิดมาเนี่ย ลูกมันอ่อนแอ
อือ
พ่อแม่ต้องดูแลอยู่แล้ว ให้ให้มีชีวิตรอด
งั้นความแข็งแรงในเชิงกายภาพของพ่อแม่ที่ มีกับลูกเนี่ย เป็นความสัมพันธเชิงอำนาจที่เหนือกว่าอยู่แล้ว ในในด้านนึง แต่อีกด้านนึงมันถูกกำกับ มันถูก เอ่อ ตอกย้ำให้มันลึกขึ้นด้วยเรื่องเชิงศีลธรรมก็มี
อื ครับ
เพราะฉะนั้นมันคิดไม่ได้เลยว่า การที่ลูกขึ้นมาลูกจะลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์พ่อแม่เนี่ย มันเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ สมัยก่อนนี่แค่วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจ หรือคำสั่งของพ่อแม่เนี่ย บางทีกลายเป็นคนเนรคุณไปเลยก็มีนะครับ คือแบบ พูดแบบแค่เราไม่เห็นด้วย หรืออย่างตอนเด็ก ๆ เวลาที่เรามีการพูดคุยหรือโต้แย้งกันในครอบครัว ผมจะหยุดพูดทันที ถ้าที่บ้านผมพูดคำว่า อย่ามาเถียง หยุดเถียง แล้วก่อนหน้านี้เราเคยพยายาม เราไม่ได้เถียง เราอธิบายว่าเราเห็นไม่ตรงกันยังไง แต่ทันทีที่เขาพูดประโยคนี้มาปึ๊บ เรารู้สึกว่าเขาไม่ได้มองเราว่าเรามีเหตุผลในการอธิบาย แล้วแล้วในหลาย ๆ ครั้งเราเราจะเติบโตมากับสิ่งเนี้ย แล้วคำถามที่เราต้องการคำตอบ หรือบางทีการพูดคุยหาวิธีการในการ compromise กัน การประนีประนอมกัน มันไม่เกิดพื้นที่ตรงนั้น พี่หนุ่มมองว่าสิ่งนี้หรือเปล่าครับ ที่ทำให้ในยุคหลัง ๆ เราเริ่มเห็นว่าถ้าหากบอกว่า เป็นความสัมพันธเชิงอำนาจก็จะมีผู้ปกครอง คุณใต้ปกครอง เมื่อไม่เกิดพื้นที่ตรงอย่าง เช่นในบ้านที่ไม่ได้เอื้อให้ลูกได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น หรือพื้นที่ปลอดภัย นอกจากลูกจะไปหาเหตุผลหาคำตอบจากที่อื่น แล้ว 2 คือเหมือนในทุก ๆ ระบบอย่างการเมือง รัฐรัฐที่กดขี่บีบคั้นประชาชนมากๆ คนก็จะลุกขึ้นมาต่อสู้ ลุกขึ้นมาต่อต้าน อันนี้เหมือนกันมั้ครับ ที่ทำให้ผู้ใต้ปกครอง หรือลูก ๆ ที่อยู่ในช่วงยุคสมัยที่เขามี พื้นที่ละมีโซเชียลมีเดีย เขาก็เลยแสดงความเห็นในลักษณะแบบนี้ออก
ชอบคำว่าพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งจริง ๆ เป็น เป็นอะไรอ่ะ เป็นมอตโต้ของรายการด้วยใช่มั้ย ว่าเราสร้างพื้นที่ปลอดภัยเนี่ย แต่ถ้าเกิดความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อันนั้นเป็นอย่างที่คุณรุ้งว่า พ่อแม่บ้า อำนาจเป็นดิเตอร์อะไรอย่างเงี้ยนะ แล้วก็กดขี่ลงมาเนี่ย
อ
มันทำให้แม้กระทั่งในบ้านเนี่ยก็ไม่ใช่ พื้นที่ปลอดภัย อื
อือ
แล้วมันก็จะเหมือนรัฐเผด็จการน่ะ
ครับ
ถ้าเกิดว่าประชาชนรู้สึกว่าประเทศนี้อยู่ไปแล้วมันไม่ได้ปลอดภัย สอดส่องอยู่ตลอดเวลา ทำไอ้นี่ก็โดนจับ ทำไอ้นั่นก็โดนจับ ถูกเอาไปฆ่า เอาไปรมแก๊ส หรืออะไรก็ไม่รู้เนี่ยนะ มันก็จะเกิดการต่อต้าน แล้วการต่อต้านมันก็จะรุนแรง มากขึ้นเรื่อย ๆ มันเลยเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ถ้าหากว่าแม้กระทั่งในพื้นที่ที่ เป็น เอ่อ หน่วยที่ย่อยที่สุดของสังคมคือ ครอบครัวเนี่ย มันยังไม่สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดขึ้นได้ ด้วยการที่พ่อแม่เนี่ยใช้ใช้วิสัยแบบเดียวกับรัฐเผด็จการที่ทำกับประชาชน
อ ครับ
ที่มาควบกลุ่มกำกัดลูกอะไรอย่างเงี้ย
คือสำหรับลุง ลุงคิดว่ามันน่าสนใจ ลุงที่คิดว่าเหมือนหนึ่งในส่วนนึงที่คุยถึงเรื่องพ่อแม่ที่บ้าอำนาจ Authoritative Parent ที่อยู่ในหนังสือของพี่หนุ่มอ่ะ ค่ะ เหมือนมีประโยคนึงที่เขียนว่า ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่ประเภทนี้อ่ะ มีพ่อแม่แบบนี้ ซึ่งลุงคิดว่าพอเราไปดูพ่อแม่ของเราที่แบบบ้าอำนาจแล้วอ่ะ เค้าก็มีอากงอาม่าที่บ้าอำนาจเหมือนกัน เพราะว่าในยุคนั้นน่ะ ยุคของพวกเขาอ่ะ มันมีแต่อะไรที่แบบเผด็จการมากๆ เช่นเหมือนมีอะไรที่ยากด้วยเนาะ มันมีวิกฤตการเงิน มันมีเรื่องของเค้าต้องอพยพมาจากแบบจีนมาไทย แล้วก็เหมือนแบบมีเรื่องสงครามอะไรเยอะ เพราะฉะนั้นความจริงแล้ววิธีการเลี้ยงรูปแบบเผด็จการ อาจจะเป็นวิธีปกป้องเขาให้ปลอดภัย
ในยุคนั้น
ในยุคนั้น ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องจริง เพราะว่าแม่เราชอบมาเล่าให้ฟังว่า เนี่ย เอ่อ เด็ก ๆ เขาจะ เอ่อ อากงเราจะชอบเฆี่ยนเขาด้วยเข็มขัดใช่ป่ะ ก็คือแบบ เครียด ๆ แล้วก็จะมีเคฟิที่แบบว่า ต้องกลับมากี่โมงใช่คะ กลับบ้านมา 18:00 น. ห้ามไปเที่ยวกับเพื่อน ห้ามทำอะไรเลย แล้วแม่เราเล่าให้ฟังว่า นั่นคือสาเหตุที่เขารอด วันที่ 6 ตุลาคม
เพราะเขาจะไปชุมนุมเหมือนกัน
อือ
แล้วก็มีเพื่อนเขาหลายคนที่เสียชีวิตใน วันนั้น แต่เขาไม่ได้ไป เพราะว่าเขาอยากไปมาก ๆ เลยแต่งคือเฆี่ยนเขาไม่ยอมให้ไป แล้วเขาก็แบบ ร้องไห้ นู่นนี่ ถูกขังในห้องน้ำ แล้วเขาก็ไม่ได้ไป
อื
แล้วเขาก็บอกว่า เนี่ย มันเป็นสาเหตุที่เขาทำ เพราะเานี่ไง มันเป็นเหตุผล มันเป็นเหมือน justification น่ะว่าการทำแบบนี้ เพราะว่าฉันหวังดี แล้วฉันกำลังปกป้องเธออยู่ ซึ่งเราคิดว่าอันนี้สำคัญมากๆ ที่จะเข้าใจว่าสมัยนั้น
โอเค เราคิดเข้าใจได้ว่าอาจจะจำเป็น เพราะว่าสังคมเป็นแบบนี้ไง ที่ว่าเหมือนที่พี่หนุ่มบอกคือแบบ พอมันเป็นรัฐที่เป็นเผด็จการมากๆ อ่ะ บางทีแล้ว พอมันลงมาข้างล่างใน system ของครอบครัว ระบบมันก็เลยต้องเป็นเผด็จการเหมือนกัน
อือ
แต่พอเราย้ายมาถึงยุคนี้แล้ว เราเราเลยคิดว่ามันสำคัญตรงที่ว่า คุณต้องเข้าใจที่มาที่ไป และเข้าใจพ่อแม่ของคุณระดับนึง เพราะว่าพอมาถึงตรงนี้ คุณจะได้เข้าใจว่าโอเค มันเป็นเพราะอย่างนี้นะ แล้วทีนี้พออยู่ในสังคมนี้แล้วอ่ะ
อือ
เราอยากเป็นพ่อแม่แบบไหน
อือ
เราอยากจะเป็นคนแบบไหน
อือ อื
เพราะว่าถามตรง ๆ ว่า พ่อแม่ในตัวรุ้งมีมั้ย มีอย่างที่เราบอกมาเมื่อกี้ แบบ เออ แม่โดนขังไง มงี้ใช่ป่ะ
เราโดนขังตลอดเด็ก ๆ คือเวลาอยู่ทำอะไรไม่ดีอ่ะค่ะ
เราร้องไห้เงี้ย เค้าจะชอบพูดว่า เจะแก๊สไลฟ์เรานะคะ ก็คือแบบว่า เอ้ย เรียกร้องความสนใจ ร้องไห้เรียกร้องความสนใจ เค้าก็จะไม่ฟัง ไม่แบบ ปวดหัว ไม่เป็นไร แบบเรียกร้องความสนใจ เค้าก็จะได้พูดอย่างงี้ตลอด แล้วเก็จะขัง
self victimiz เหมือนทำให้ตัวเองเป็นเหยื่อมั้ย
อ๋อ เหมือนคุณแม่เหรอ แน่นอน โอ้โห คุณแม่ของเราแบบ เล่นบทเหยื่อหนักมาก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเรา
แต่ต้องโยงกลับไปให้เขาได้เสมอ
อื
เวลาเราบอกว่าเรา เราเลยที่รู้สึกว่าแม่เราไม่ใช่เซโซนระดับนึงตรงที่ว่า อ่ะ เราพูดมีครั้งนึงเราบอกว่า
อื
เออ เป็นซึมเศร้า เค้า ร้องไห้ ร้องไห้โอ๊ เพราะว่าฉันมีเธอตอนฉันแก่มากเลย เธอถึงเกิดมาไม่ครบ 32 เพูดอย่างงี้ แล้วเราก็ สิ่งที่เราทำได้คืออะไร ลูกคะ ตอนนั้นไปปลอบแม่ เราไม่เป็นไรนะแม่ หนูขอโทษ หนูไม่เป็นไร แล้วเราก็ on แล้วเราก็จะไม่พูดเรื่องนี้อีกเลย
อือ
แล้วเราก็รู้สึกว่ามันมีอะไรอย่างเงี้ย บ่อยเค้าว่าไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าเกิดได้ดีเ บอกอ เพราะว่าฉันอย่างงี้ไง
อื
เพราะว่าฉันบอกให้เธอทำอย่างงี้ไง เธอเลยทำได้ดี เพราะว่าฉันเอิ่ม หรือเขาบอกว่า ออ ฉันปูทางมาให้เธอดีมากเลย แต่เธอเลือกคู่รักที่ไม่เหมือนที่ฉันคิดไว้ ฉันอับอายมากเลย ฉันไปบอกเพื่อนยังไง เค้าก็มีอย่างงี้ เค้าแบบ กลับไปที่ตัวเองตลอด เค้าก็จะเนี่ย เวลาเรามีปัญหาอะไรเราก็บอกว่า เอ้ย แม่พูดอย่างงี้ไม่ได้นะ เวลาเราเค้าเถียงไม่ชนะ เาจะพูดว่า แต่ฉันเป็นแม่เธอ แต่ฉันไม่สบาย นี่เธอจะมาเถียงกับฉันทำไม อ่า แล้วเราก็จะรู้สึกว่าแม่พูดอย่างงี้ไม่ได้ เวลา call out เงี้ยค่ะ เถียงเขาเก็จะบอกว่า เออ แต่สมัยฉันนะ อย่างงูงี้ เขาก็จะ อ่า เริ่มเซลฟิ ตัวเองแล้วเราก็คิดว่ามันสำคัญตรงที่ว่า เราต้องพูดอ่ะ เพราะเราจะได้เข้าใจไงว่า เค้าเป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะฉะนั้นเรา เราพูดกับทุกคนตลอดว่า เอาจริง ๆ นะ คนที่มีปมเยอะที่สุดในชีวิตนี้แล้วว่ามันคือแม่ เราแล้วเขาก็เติบเติบโตมาแบบเนี้ย เาคเลยเป็นอย่างงี้ แต่เราก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่า โอเค แล้วเราอยากเป็นคนแบบไหน แล้วเราอยากจะ on ตรงนี้ยังไง แล้วเราคิดว่ามัน สำคัญมากที่ว่า โอเค เขาอาจจะไม่สามารถกลับมาดูปมของตัวเองได้แล้ว เพราะว่าเขาอาจจะแก่มากแล้ว หรือบางทีเขาอาจจะไม่กล้าที่จะมาขุดปมตัวเอง เพราะเขารู้สึกมันเ้าฝังอะไรไว้เยอะมาก แต่สำหรับเราเรารู้สึกว่า เรายัง เรายังช่วยตัวเองได้อยู่ตอนนี้ ทีนี้ ถ้าเกิดเรายังเกลียดพ่อแม่เราอยู่ ยังโมโหเขาอยู่อ่ะ เราก็เกลียดตัวเองนะว่าแบบ แล้วฉันจะทำยังไงล่ะ ชีวิตนี้ ทำไง แล้วฉันจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดมั้ย แล้วฉันจะ move on จากตรงนี้ยังไง มันก็เป็นคำถามที่เราคิดว่า
มันเป็นเหมือนหนังสือของพี่หนุ่มที่ พยายามให้ทุกคนมานั่งคิด มาตั้งคำถามกับตัวเองใช่มั้คะ
เอ คือคือเราพูดกันมาถึงตรงนี้เนี่ย ไม่ได้แปลว่าหนังสือเล่มนี้บอกว่าให้เกลียดพ่อแม่ตัวเองนะ ไม่ใช่ แต่ว่ามันเหมือนกับที่คุณลุงพูดเมื่อกี้ สำคัญมากว่ามันคือการเข้าใจ
อือ
พ่อแม่ของเรา อย่างเมื่อกี้พูดเลยไปถึงเรื่องของเอช หลังสงครามเจอ ความ มันก็มาจากระบบทหาร
อ
เพราะว่ายุคสงครามมันก็มันก็มีเรื่องทหาร ที่ทุกคนต้องเอาตัวรอดนู่นนั่นนี่ใช่มั้ ครับ เพราะฉะนั้นแบบเนี้ย มันก็ถ่ายทอดมา แล้วมันค่อย ๆ ถ่ายมาที่ทีละรุ่นทีละรุ่น ซึ่งเรื่อง Generation เนี่ย เวลาที่เราอยู่กันตอนเนี้ย เราจะบอกว่า อ๋อ Boomer ก็เป็นอย่างงั้นสิ X เป็นอย่างงั้น Y เป็นอย่างงั้น แต่ในเวลานั้นน่ะ ในตอนนั้นน่ะ เมื่อกี่ปีมาแล้วเนี่ย หลาย 10 ปีที่แล้วเนี่ยเนี่ย คนที่อยู่ในยุคนั้นน่ะ เค้าไม่รู้หรอก
ใช่
ว่าเค้าเป็นแบบไหน การนิยาม Generation น่ะมันจะเกิด หลังจากนั้นแล้วมองย้อนกลับไปแล้วเห็นว่า อ๋อ เนี่ยคือรูปแบบเฉพาะของคนใน Generation Boomer เพราะมันถูกเชฟโดยสงคราม มันถูกเชฟด้วยความอยากลำบากอะไรต่าง ๆ นานา ทำให้เขาก็ต้องมีลักษณะบางอย่าง แล้วก็ เอ่อ สืบทอดลักษณะนั้นมาจากคนรุ่นพ่อแม่ตัวเองอีกทีนึง
อ เพราะว่าเราเกลียดลักณะของพ่อแม่แล้วเรา ก็เลยพ่อแม่ไปเลยไม่เกลียดพ่อแม่นะคะ [เสียงหัวเราะ] แต่ว่า
เข้าใจ
แต่ว่าเราทำความเข้าใจ่
ใช่มั้ว่า อ๋อ ลักษณะแบบนั้นน่ะ ต่อให้มันเป็นลักษณะที่มันอยู่ในตัวของเราที่เราไม่ชอบเนี่ย มันมีที่มาที่ไป มันมีบริบททางประวัติศาสตร์ มันมีการหล่อหลอมทางวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่มันใหญ่ กว่าที่พ่อแม่ของเราสมัยที่เป็นเด็ก หรือว่า เป็นหนุ่มเป็นสาวเนี่ย เาค้าจะต้านทานด้วยตัวเองได้ แต่ทีเนี้ย ปัญหามันคือเวลา ที่เราบอกว่าพ่อแม่คือพระในบ้านเนี่ย
อ
เราจะเห็นพ่อแม่ได้แค่แง่มุมเดียวเท่านั้น ว่าเป็นเหมือน อ
องค์อะไรบางอย่างี้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ต้อง
แตะต้องไม่ได้ ต้องได้แล้วแปลว่าเต้องส่ง ไว้ซึ่งความดีงาม สมบูรณ์พร้อม
สร้างความกดดันให้พ่อแม่เหมือนกันนะ
แต่ไม่ใช่ ใช่ เพราะว่าพ่อแม่ก็คือคน
ก็คือ [เสียงกระแอม] มนุษย์ธรรมดาคนนึงใช่ไหม
แต่เราคิดว่ามันสำคัญมากๆ ที่เราจะเหมือน เราอย่างที่คุณพี่หนุ่มบอกคือเราไม่ได้ เกลียดพ่อแม่
ครับ
แต่เราคิดว่ามันสำคัญตรงที่ว่า ที่เข้าใจตรงนี้ เพราะว่าวันที่เราเป็นแม่คนแล้วอ่ะ เราจะได้เข้าใจได้ว่า เออ เราได้หยุดตัวเอง รู้เท่าทันตัวเองค่ะ แล้วอย่างที่ แล้วที่สำคัญที่สุดคือเราจะไม่ เลือกคู่รักตามบาดแผลของเรา
เออ ใช่
อันนี้สำคัญมากๆ แล้วลุงลุงคิดว่าหลาย ๆ คน ที่โตมาอย่างเช่น โตมาในครอบครัวที่โอเค เขาอาจจะแกะไลอยู่มาตลอด เขาอาจจะบอกว่า หน้าที่ของเธอคือต้องเป็นผู้หญิงที่ต้อง ซัพพอร์ต หน้าต้องทำอย่างงี้นะ แล้วในวันนึงอ่ะ พอเราคุ้นเคยกับความรักแบบเนี้ย เราอาจจะเลือกความรักแบบนี้ เหมือนกันกลับมา เราเลยคิดว่าสำคัญมากๆ ที่คุณต้องทำความเข้าใจบาดแผลตัวเองตรงนี้ เพราะว่าเราไม่อยากที่จะส่งต่อวงจรแบบนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ วงจรของบัตรแผลที่มันส่งต่อ มาในแต่ละรุ่น Generational Trauma ที่ มันผ่านมา คืออันเนี้ยสำคัญ เพราะว่าลุงว่าหลาย ๆ คนที่ไม่เคยกลับมาดู หรือว่าให้อภัยพ่อแม่ตัวเองอ่ะ กลายเป็นว่าเขาไปเลือกคู่รัก หรือเพื่อน หรือใช้ชีวิตในแบบที่มันไม่ ใช่ความ มันไม่ได้ทำให้เขามีความสุขอ่ะค่ะ
อื คือ
ไอ้ ๆ ไอไอ้บาดแผลที่ว่าเนี่ย มันอาจจะไม่ ได้เกิดจากแค่การกระทำอย่างเดียวด้วยนะ
อือ อือ
ความเงียบ
ใช่เหรอ
ก็ได้ การที่พ่อแม่ไม่พูดอะไร อ
เราเราไม่เข้าใจเรื่องบางอย่าง มีบรรยากาศที่อึมครึมอยู่ในครอบครัวพวกเนี้ย ก็ก็เป็นก็สร้างให้เด็กได้ด้วยอะไรอย่างเงี้ย อื
มันมี มันมีเรื่องนึงในในหนังสือที่ตอนที่ ไปอ่านเจอครั้งแรกแล้วเอามาเขียนเนี่ยก็ อึ้งไปเลยว่ามันมันเป็นไปได้ขนาดนั้นเลย คือคืองาน
งานของคาวจุง
ครับ
คาวจุง ซึ่งเป็นนักจิตวิทยายุคหลังฟลอย แล้วจุงเนี่ยเขาก็เล่าเรื่องนึงก็คือว่า เรื่องของผู้ชายคนนึงซึ่งไม่ฝัน ไม่มีไม่ฝันเลย
อือ
แต่ว่าปรากฏว่าพอผู้ชายคนเนี้ย พอพอไม่ฝันน่ะ มันก็มีปัญหาทางจิตอยุธยาเกิดขึ้น จุงก็คุยไปคุยมา ปรากฏว่าได้รู้เรื่องในครอบครัวเขาไปอีกว่า เามีลูกเล็ก ๆ ลูกอายุประมาณ 4-5 ขวบเนี่ย
ครับ
ซึ่งฝันเยอะมาก ฝันแบบวีวิด ฝันแบบฉูดฉาด ฝันเป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เด็กอายุแค่นั้นน่ะ จะฝันได้
ครับ
เออ
เราก็เป็นะกัน
มันเกิดจากอะไรครับ
อันนี้มันเป็นคำอธิบายที่ในทาง วิทยาศาสตร์มันอธิบายไม่ได้ด้วยนะ แต่ว่า เมื่อมีการบำบัดไปเรื่อย ๆ เนี่ย แล้วจนกระทั่งคนที่เป็นพ่อเนี่ย ค่อย ๆ ฝัน
อื
แล้วเนี่ย ปรากฏว่าลูกอ่ะ ลูกที่อายุน้อย ๆ 4-5 ขวบเนี่ย ก็ค่อย ๆ ฝันในแบบที่เด็กไม่ควรฝันน่ะ น้อยลงเรื่อย ๆ
อื
มันเหมือนกับว่าบาดแผลบางอย่างที่พ่อที่ มีอยู่ในตัวพ่อ ซึ่งพ่อก็ไม่ได้ไปพูดให้ลูกฟัง เพราะลูกยังเล็กเกินกว่าที่จะรับรู้ได้เนี่ย แต่มันถ่ายทอดความเจ็บปวดในชีวิตพ่อไปหาลูกได้ ลูกกระจก
ใช่ ลูกก็เลยฝันออกมาเป็นกระจกสะท้อน
พ่อ เฮ้ย อันเนี้ยทำให้ผมคิดถึงอันนึงครับ มันมี งานวิจัยที่เขาศึกษามาแล้วก็บอกว่า บาดแผล หรือ trauma อะไรบางอย่างสามารถส่งต่อไปได้ ถึง 5 generation
ใช่
คือผมอ่ะ ทำเกี่ยวกับเรื่องของคดีอาชญากรรมนั่นนี่ใช่มั้ครับ มีอันนึงที่ตอนที่พี่หนุ่มพูดถึง ผมคิดถึงครอบครัวนึง ซึ่งเป็นเคสที่อยู่ในความทรงจำผมมาจวบจนทุกวันนี้ คือเคสเคสของ Fest and Road West F กับ Road West เนี่ย เป็น serial Killer 2 สามีภรรยาที่เหมือน โลกอ่ะจับ 2 คนที่เกิดมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรุนแรงมาเจอกัน ตัวเฟรดเนี่ย เขาเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทำร้ายเขา และมีการล่วงละเมิดในครอบครัว การมีเพศสัมพันธ์กันในครอบครัว จนเขาโตมาแล้วเข้าใจว่าอันเนี้ย นี่คือเรื่องปกติ ส่วนโรสเธอ เกิดมาพร้อมกับครอบครัวที่พ่อทำร้ายเธอ ล่วงละเมิดเธอ หลังจากที่เธอถูกล่วงละเมิด น่ะ แม่เธอจะเข้ามาแล้วก็อาบน้ำเช็ดเนื้อเช็ดตัว แล้วก็ปลอบประโลมเธอ แล้วก็บอกว่า อย่าโกรธพ่อนะ อย่าเกลียดพ่อนี่คือวิธีการแสดงออกซึ่งความรักของพ่อ 2 คนนี้เติบโตมาแบบนี้ครับ แล้วตอนที่เขามาเจอกันมาแต่งงานกัน สิ่งที่เขาทำคือเขาส่งต่อบาดแผล ความรุนแรงนี้ไปถึงลูก เค้าฆาตกรรมลูก เค้าคำอาชญากรรมต่างๆ เกิดขึ้นในบ้านเขา โดยที่เขายังเข้าใจนะว่านี่คือความรัก
ตัวโรสอ่ะครับ มีคนไปคุยกับเค้าทีหลังเบอกว่า ก็นี่มันคือสิ่งที่เรียกว่าความรักไม่ใช่ เหรอเนี่ย ความรักของเขาคือแบบ คือเหมือนเขายังอยู่ใน stage ที่ยังเป็นดอกเายังเชื่อว่านี่แหละความรักบนโลกนี้นิยามกันอย่างงี้แหละ
อือ
แล้วมีงานวิจัยอันนึงที่มันอาจจะมีความเชื่อมโยงใกล้ ๆ กับเรื่องนี้ก็ ครอบครัวที่เด็กเติบโตมาในบ้านที่ไวต่อความเครียด คือบ้านที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ความเครียด เขาจะเซ้นกับความเครียดไวเป็นพิเศษ แต่เขาจะรับมือยังไง นั่นคือสิ่งสำคัญ
อือ
บางคนเขาจะเครียดแล้วรู้ว่าการจัดการความเครียด เช่น บางคนเครียดแล้วจะร้องไห้ บางคนเครียดแล้วจะเฮ้ย อยากจะปรึกษาแล้ว นี่ แต่บางบ้านที่ความเครียดของเขาถูกละเลย เพิกเฉย เขาจะไวต่อความเครียดเหมือนกัน แต่เขาจะเก็บเจะยัดเจะใช้วิธีการยัดมันลงไป ยัดมันลงไปใช่ม และสิ่งที่น่าสนใจ คือสิ่งเนี้ยถูกส่งต่อ แม้กระทั่งเรื่องของเชิงกายภาพนะครับ เช่น ศาลความไวของศาล สื่อสมองที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นสิ่งเร้า ในเรื่องนี้ตอนที่พี่หมุ๋มพูดถึงเรื่องความฝันของ แสดงว่าการส่งต่อที่บอกว่าพ่อแม่ในตัวเรานั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องนำมาทำอย่างนิสัย
แต่มัน
ลึกลงไปถึงเลเวลของ
จริง ๆ มันไปถึงไปถึงระดับของ epigenetic ด้วย ไปถึงพันธุกรรมที่อมันเมื่อก่อนเราคิดว่าพันธุกรรมมันต้องถ่ายทอดจากข้างบน ลงล่างแบบพ่อแม่ลงมาที่ลูกแล้วก็ไล่ลงไป อะไรเงี้ยครับ แต่ว่าในระยะหลังเนี่ย มันมี มันมีหนังสือที่พูดถึงเรื่องของการถ่ายทอดพันธุกรรมในแบบแนวราบได้ด้วย
อื ก็คือบางทีอยู่กันอย่างเงี้ย แล้วมันก็ถ่ายทอดลักษณะบางอย่างกันได้ โดยผ่านสิ่งแวดล้อม หรืออะไรก็แล้วแต่อะไรเงี้ยครับ
ทีนี้ อ
ยกตัวอย่างเช่น ไอ้คำว่า Epigenetics เนี่ย มันคือ มันไม่ มันเอิมันคือสิ่งที่มันอยู่บนเปลือกผิวของพันธุกรรม คือมันไม่ได้ ไม่ได้ต้องลงลึกไปถึงระดับ DNA ล่ะ เปลี่ยน แต่ว่ามันอยู่ มันอยู่ข้างบน ข้างบนของตัวสารพันธุกรรมอะไรเงี้ยครับ
ตัวอย่างเช่น มันมีการทดลองว่า เอ่อ ให้หนู ดมได้กลิ่นเชอรี่ เมื่อเมื่อได้กลิ่นเชอรี่แล้วเนี่ย ก็จะถูกไฟช็อต ทำให้หนูเนี่ย ทั้งกลุ่มนั้นน่ะ มันกลัวกลิ่นเชอรี่ เพราะมันผูกเรื่องของกลิ่นเชอรี่กับกับการถูกไฟช็อตใช่มั้ครับ
ทีนี้ ปรากฏว่าเขาก็ดูว่า ไอ้ Epigen Genetic เนี่ย มันถ่ายทอดไปหาหนูรุ่น คือ คือ ถ้าถ้าเกิดเราพูดถึงคำว่าพันธุกรรมเนี่ย หรือวิวัฒนาการเนี่ย เราจะคิดว่ามันใช้เวลาเป็นล้าน ๆ ปีใช่มั้ย กว่าจะเกิดลักษณะอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เนี่ย แต่ปรากฏว่า แค่รุ่นลูกของไอ้หนูที่ที่ถูกกระตุ้นไฟ ฟ้าเมื่อได้กลิ่นเชอรี่เนี่ย รุ่นลูกของมันเนี่ย เมื่อได้กลิ่นเชอรี่อ่ะ แสดงอาการกลัว
โอ โดยที่ไม่รู้เหตุผลด้วย
โดยที่ไม่ได้ถูกช็อตด้วย ถูกช็อตด้วย
เออ เลยไม่รู้เหตุผลเลย แต่ว่ามันคือการถ่ายทอดผ่าน epigenetic ลงมาที่รุ่นลูก ยังไม่มันยังไม่ลึกไปถึงระดับพันธุกรรมจริง ๆ แต่ว่าเป็นแค่ epítine นะครับ แต่ว่าลักษณะแบบนี้แหละ ก็คือเรื่องของทั้งหลายเนี่ย มันสามารถส่งผ่านจากพ่อแม่ไปหาลูกได้ แล้วบางทีเราก็ไม่รู้ไง เพราะเราไม่ได้มีเครื่องมือไปวัดมันได้ถึงขนาดนั้น ไอ้เรื่องความฝันของพ่อ เพราะว่าพ่อกับลูกมันอาจจะเป็นลักษณะแบบนี้ก็ได้
ขนลุกเลยครับ
เอ๊ะ มันคล้ายกับไอ้นี่มั้ ที่แบบว่าพ่อเรากลัวความสูง แล้วเราจะกลัวความสูง
อันนี้อาจจะ อันนี้มันตอบยาก แต่ว่ามันก็อาจจะเป็น อาจจะเป็นลักษณะทางพันธุกรรม
เดิมก็ได้ อาจจะยังไม่ใช่ epigenetic epigenetic มันมักจะแบบ เกิดกับคนที่เจอ ทรัมแล้วส่ง ทรม่านั้นไปให้ลูกใช่ เช่น ชาว ยิวในค่ายกักกันอย่างเงี้ยครับ
รุ่นลูกก็จะมีความกลัว หรืออะไรบางอย่าง ที่คล้ายกับพ่อแน่
โดยที่ไม่ได้เจอประสบการณ์นั้นมา
อือ อันนึงที่น่าสนใจ คือเรื่องราวของดราม่า ในสังคมที่ ตอนที่เราทำข้อมูล เราเจอประเด็นข่าวนึง ที่เป็นเท้าความเรื่องราว เป็นคุณแม่ เป็นคุณตาคุณยายเนาะ ถูกทิ้งไว้ที่บคส แล้วก็เป็นดราม่าเลย โอ้โห ลูกอยู่ไหน นั่นนี่ พอ นักข่าวนั่นนี่สืบออกมา ปรากฏว่าทีแรกเนี่ย คนก็ประณาม ต่อว่าไปยังลูกสาว ว่าแบบ ทอดทิ้งพ่อแม่ได้ไง โอห เป็นลูกอกตัญญู นั่นนี่ จนกระทั่งตัวฝั่งลูกสาวก็ออกมาชี้แจงว่า จริง ๆ แล้วเนี่ย ตัวเธอเนี่ย ทำงานนะ แล้วตอนที่พ่อแม่มา พ่อแม่มาจากต่างจังหวัด เธอไม่รู้ว่าพ่อแม่มาหา แล้วพอคุยกันเรียบร้อย ห้องพักเธอ เธอพูดคำนี้ ตัวเธอเองก็ยังเอาตัวไม่รอดเลย
อื
และก็มีข้อมูลอีกอันนึงที่เพิ่มเติมขึ้นมา ก็คือ จริง ๆ แล้วพ่อแม่นี้มีลูกชายอีกคนนึง ฝั่งลูกสาวก็บอกว่าเนี่ย ก่อนหน้านี้ที่เธอจะมาอยู่ตรงนี้นะ มีหนี้นอกระบบเท่าไหร่ เธอก็ทำงานหาเงินใช้หนี้ให้พ่อแม่จนหมด เจ็บปวดยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เธอเนี่ย ผ่อนบ้านสร้างบ้านให้พ่อให้แม่ แต่ วันนึงพ่อกับแม่กลับบ้านเนี้ย ไปขายไปจำนอง แล้วก็เอาเงินไปให้ลูกชาย แล้ววันนี้พ่อแม่แก่ชรา พ่อแม่เจ็บป่วย จะมาหาลูกสาวเพื่อให้ลูกอ
กระแสก็ตีกลับ
ไปหาคุณตาคุณยาย แล้วก็ไปต่อว่าทางฝั่งลูกชาย
อื
เราก็เลยรู้สึกว่า สิ่งเนี้ย ทักลักษณะความ Toxic Farencing แบบเนี้ย มันน่าจะอยู่ ในฟieldประมาณไหน อะไรยังไง แล้วสิ่งนี้ จริง ๆ ในสังคมไทยเรามีเยอะมากนะฮะ มีเยอะมากจริง ๆ
แต่อันแรกเลยที่รู้สึกก็คือ อีกกระแสเนี่ย
ครับ
ทำไมมันด่วนตัดสินใช่
ยังไม่ทันเห็นภาพทั้งหมดเลย ก็เอาละ ชั้นด่า ชั้นทัวร์ลงแล้ว อะไรอย่างเงี้ย เออ ฟึดไม่
ไม่ต้องรีบขนาดนั้นได้มั้ย กระแสทัวร์รถ ทัวร์ทั้งหลายเนี่ย [เสียงหัวเราะ] ช้า ๆ หน่อย
เครื่องแรงมาก ความเร็วต้น สปีดต้นสูงมาก เจออะไรมากูต้องมีความเห็น
ใช่ ใช่
จริง
จริงครับ
เป็นอะไรกันมากมยประเทศนี้ สังคม
แล้วก็ทุกเรื่องก็คือเป็นเรื่องของฉันหมดเลย ที่ฉันแพ้มากๆ
ผมมีความรู้สึกว่า เออ ในบางครั้งเรายังไม่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดเลย หรือบางทีผมเคยตั้งคำถามว่า ต่อให้เราฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
อันนี้เรื่องของเรามั้ยนะ [เสียงหัวเราะ]
นี่บางทีผมจะคิดอย่างเงี้ย ถ้าไม่ใช่ใช่ก็ไม่เป็นไรแล้ว อย่างเคสเนี้ย อย่างเคสเนี้ย
แต่ไม่รู้อันนี้มันเป็นลักษณะของ บรรพบุรุษในตัวเราหรือเปล่า
โอ เป็นไปได้ [เสียงหัวเราะ]
คือคือคนแถวนี้ต้อง
ต้องไทยมุงใช่มั้ย
เออ ต้องมีความไทยมุง ต้อง
อัปเดตกันแล้วกัน คือบางทีบางเรื่อง
เราจะถูกตัวลงมั้ย
อ่ะ ก็ต้อง [เสียงหัวเราะ] ลุ้นกัน ต้องลุ้นกัน ต้องลุ้นกัน เคยมีบ้างครับ เคยมีบ้าง เคยมีบ้าง คืออย่างอย่าเคสเนี่ย
ไม่แต่ว่าเรื่องที่เล่ามาครับ มันมันก็ซับซ้อนเนาะ เพราะว่ามันมีเรื่อง
เพศของลูกด้วยอ่ะ
โอ้
ลูกชายลูกสาว การกำหนดบทบาท
เออ ทำไมถึงได้แบบ โอ๋ลูกชาย
ซึ่งอันนี้พูดไปก็ไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดในชีวิตของครอบครัวนี้ว่าเป็นยังไง แต่ว่าถ้าถ้าฟังจากแค่นี้ ข้อมูลที่มีแค่นี้เนี่ย มันก็อาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ หรือว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศของลูกหรือเปล่า เพราะว่าไม่รู้ว่าเขาเป็นจีนหรือเป็นอะไร หรือเปล่า เพราะว่าแต่ว่าคนแถวเนี้ย คนตะวันออกอ่ะ ก็มักจะให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว
มั้ย อันนี้คือเป็นคำถามนะครับ ซึ่งถ้าหากเป็นอย่างนั้นเนี่ย อันก็เลยเป็นไปได้ว่าลูกชายก็จะได้รับ สิ่งที่ดี ๆ มรดกตกทอดไป แต่ลูกสาวกลับต้อง เป็นคนที่ทำหน้าที่ในการดูแล พ่อแม่ หรือเปล่า อะไร
เหมือนกับหนังใช่มั้คะ ที่ชื่อหลานม่า เหมือนกัน ที่เ้ามีเหมือนแบบ คุยเรื่องนี้ประมาณนึงเหมือนกัน ที่แบบว่า เออ ทำไมสุดท้ายแล้ว ฝั่งผู้ชายไม่ว่าจะทำอะไรก็ได้ทุกอย่างไปหมดเลย แต่ผู้หญิงทำอะไรก็ไม่โอเค แล้ววันที่ดี ๆ อยู่กับให้ผู้ชายหมดเลย แต่ว่า วันที่เรามีร่างกายที่สิ้นสภาพแล้ว ต้องให้ลูกสาวดูแล อันนี้ก็เป็นตั้งคำถามไว้เหมือนกันกับสังคมพวกเราเนาะ อย่างที่จีนก็มี ที่เขา้าแบบให้
เรื่องของแบบ กฎหมายที่เป็นแบบบุตร
ได้บุตร 1 คนเนี่ย ก็คือคนหลาย ๆ คนก็เลือกที่จะมีลูกชาย ทิ้งลูกสาวไปก็มีเหมือนกัน
อู้ เคสนี้
เป็นหนึ่งในเรื่องที่สะเทือนใจมาก ตอนที่ไปทำข้อมูล คือมีหลายครอบครัว ตอนยุคสมัยนโยบายลูกคนเดียว คือถึงขนาดที่ไม่ใช่แค่ไม่ชอบนี้ แต่คือเลือกที่จะทำลายทารกในครรภ์ทันทีที่รู้ว่าเป็นลูกสาว
อื
เพราะอยากได้ลูกชาย
กลับมาที่ประเด็นเรื่องดราม่า คุณตาคุณยายที่บคส. หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ ทอปปิกของคำว่ากตัญญู
อื
ความกตัญญูของลูกที่ต้องมีต่อบุพการี หรือแม้กระทั่งประเด็นที่พอในปัจจุบันทุกวัน นี้เริ่มมีโซเชียลมีเดีย เราก็จะเริ่มเห็น โซเชียลมีเดียเริ่มตั้งคำถามออกมาว่า เฮ้ย พ่อแม่ไม่ได้มีบุญคุณกับลูก ไม่ได้ขอมาเกิด หรืออย่างประเด็นที่ว่า ลูกที่ดี ต้องตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ลูกเนรคุณที่ไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ คือแนวเอาความคิดตรงเนี้ย มีหลายครั้งที่เราจะเห็นโซเชียลมีว่า คนรุ่นใหม่ยุคในปัจจุบันไม่ได้เห็นด้วยกับ แนวความคิดนี้ เริ่มมีการแสดงความเห็นนี้ ออกมา
ผม ผมตั้งคำถามกับไอ้ดราม่าอันเมื่อกี้ แล้วบอกว่าลูกสาวไม่กตัญญูใช่มั้ย มันคล้าย ๆ กับว่าสังคมไทย ทั้งทุกคนที่ไปทัวร์ลงลูกสาวเนี่ย มี consensus ว่า definition ของคำว่า กตัญญูของตัวเองคืออะไร
อ
เหมือนกับว่าทั้งสังสังคมเห็นว่าความหมายของคำว่ากตัญญูเป็นความหมายเดียวกันหมด
ภาพเดียวกันเลย
เออ แต่กตัญญูมีความหมายเดียว หรือเปล่า หรือว่าคำว่ากตัญญูของแต่ละคน มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
ก็ได้ ถ้านิยามมันไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ก็แปลว่าวิธีการในการแสดงออกเรื่องของความกตัญญูก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
อื
ไม่ได้แปลว่าเราต้องตอบแทนบุญคุณของคนที่ มีบุญคุณกับเราด้วยวิธีเดียวกันเสมอไป คุณ เอาไม้บรรทัดของตัวเองไปวัดคนอื่น หรือไปบอกว่าทุกคนต้องทำแบบนั้น แบบนี้เนี่ย
ครับ
ให้เหมือนกันเนี่ย อาจจะไม่ได้อะไรเงี้ย ครับ
แล้วก็ยิ่งในโลกสมัยใหม่ที่มันซับซ้อนมาก ขึ้น ความกตัญญูอาจจะไม่ได้มีความหมายแบบเดิมแล้วก็ได้
ผมยกตัวอย่าง จริง ๆ ก็เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน ว่าเราอาจจะต้องมาดูนิยามของความกตัญญูในยุคใหม่เนี่ย ว่ามันเป็นยังไงกันแน่ สมัยก่อนเวลาที่เรามี เอ่อ เอ่อ ต้นตระกูล ปู่กับย่า แล้วก็มีลูกหลานออกมาเนี่ย แต่ละคนน่ะจะมีลูกเยอะ สมัยก่อนอาจจะมีลูกแบบ อาจจะเป็น 10 คนเลยก็ได้ใช่มั้ครับ
รุ่นยายผมนี่โหลนึงเลยครับ
แล้วยิ่งไอ้ 10 คนนั้นก็มีลูกออกมาอีกคนละ 10 คน เพราะฉะนั้นเวลารวมญาติ ตระกูลกันทีนึงเนี่ย มันมีคนเท่าไหร่
อยู่มาก
ใช่มันจะเป็น มันจะเป็นพีระมิดแบบเนี้ย เพราะลงมาแล้วมันขยายเยอะเต็มไปหมดเลย อ
แต่เมื่อกี้พูดถึงนโยบาย one child โพลิซี ใช่มั้ ลูกคนเดียวอ่ะในจีนน่ะ
ตอนเมันกลายเป็นว่า มันไม่ได้เป็นพีระมิดแบบที่มันขยายอย่างงี้แหละ แต่ไอ้ลูกคนนึงเนี่ย เพราะเนื่องจากเป็นวันชายวันชายเนี่ย มันมันกลายเป็นว่ามันมีคน ที่อยู่ข้างบนตัวเองเนี่ย พ่อแม่ แล้วก็พ่อแม่ของพ่อแม่ แล้วก็พ่อแม่ แล้วมันเนื่องจากว่า เอ่อ อะไรนะ วิทยาการทางการแพทย์มันดีขึ้น คนที่อยู่ข้างบนก็อายุยืนมากขึ้น ก็ยังอยู่กันไปเรื่อย ๆ ใช่มั้ยครับ มันกลาย เป็นว่ามันไม่ใช่ว่าคนจำนวนเยอะ ๆ มาแบกคน จำนวนน้อยอีกและ ซึ่งสมัยก่อนมันเฉลี่ยกัน กตัญญูได้ง่าย
ครับ
การที่คุณจะได้รับคำยกย่องว่าเป็นลูก กตัญญู หรือมันง่าย แต่ถ้าหากว่าเราเจอ วันชายโพลิ หรือว่าเด็กเกิดน้อยลงอ่ะครับ มันกลายเป็นว่าเด็กคนนึงเนี่ย มันต้อง มันต้องแบกรับภาระความกตัญญูนั้นด้วยตัวเองคนเดียว ในขณะที่มันจะมีสาที่งอกขึ้นไปข้างบนเนี่ย อีกเต็มไปหมดเลย
นี่ ยังไม่นับว่าลักษณะทางสังคมเราที่มัน เปลี่ยนไป แต่ก่อนคนมีลูกเยอะ เพราะอ่ะ ทุกคนเป็นรายงานอ่ะ ทำไร่นั่นนี่ ได้ผลผลิตมาแบ่งกันกิน แบ่งกันขาย นั่นนี่ แต่ทุกวันนี้ คือโลกมันเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ทุกอย่างต้องใช้เงินนั่นนี่มากขึ้น แล้วถ้าเราแบกรับภาระคนเดียว ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีการแพทย์ทำให้บรรพบุรุษของเรา อายุยืนขึ้น อ่า การที่อายุยืนมันจะตามมาด้วยค่าใช้จ่าย
ใช่ แล้วแล้วแค่แค่สมมุติว่าส่งเงินไปให้ พ่อแม่เนี่ยนะ อาจจะยังไม่เรียกว่ากตัญญูนะ
อือื ใช่
ต้องไปอยู่ด้วย ต้องไปคอยนวดเฟน ต้องไปคอย ไม่รู้ว่าหาข้าวปลาอาหาร หรือถ้าเกิดว่า พ่อแม่มีแบบ ติดเตียงหรืออะไรอย่างเงี้ย อ้าว ก็จะต้องไปดูแลอีกหรือเปล่า อะไรเงี้ย
ด้วยตัวเองด้วยนะ บางบางทีบอก เฮ้ย ทำไมให้คนอื่นไปดูแลพ่อแม่ล่ะ ทำไมตอนเด็ก ๆ เนี่ย ทำไมทำไมให้พ่อแม่ไปอยู่เนซอรี่ อ่า ทางที่จริงแล้วกับมันไม่มีเวลามันไม่สามารถที่จะไปดูแลได้แล้ว อยู่เนซอรี่เนี่ย อ
พ่อแม่อยู่ในความดูดูแลของมืออาชีพ
อ
มันไม่ดีกว่าเหรอ เพราะเราไม่ได้เป็นมืออาชีพในเรื่องของการดูแลผู้ป่วย ระยะสุดท้าย หรืออะไรแบบเนี้ยใช่มั้ เห็นด้วยที่พี่หนุ่มบอกเลยว่า แสดงว่านิยามคำว่ากตัญญูก็ไม่เหมือนกันแล้ว เพราะอย่าง อ่ะ สมมุติถ้าเราว่า นี่คำว่ากตัญญูของผม คือให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ในมือของคนที่ทำ หน้าที่ตรงนี้เป็นมืออาชีพ ได้รับการดูแล อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย แต่บางคนไม่ ความกตัญญูจริง ๆ คือเธอต้องอยู่ตรงนั้นสิ
อื
อือ ก็
อ ก็คนละ ก็คนละนิยามกัน อ
แล้วอีกอันนึงก็คือว่า เอ่อ พอพอมันเป็นแบบนี้เนี่ย คำถามก็คือว่า เราควรทำให้ความ กตัญญูเป็นความกตัญญูเชิงโครงสร้างของ สังคมไหม
อื
ตัวอย่างเช่น ตัวอย่างเช่น แทนที่ลูกจะต้อง ส่งเงินไปให้พ่อแม่ ได้อยู่ในบ้านพักคนชรา หรือเนอซอรี่ดี ๆ มีความเหลื่อมล้ำเยอะเนี่ยนะ เพราะว่าดีกว่าคนอื่นอะไรอย่างเงี้ย
อ
แต่ว่าถ้าหากว่าทุกคนเนี่ย ทำงานแล้วเสีย ภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยให้กับรัฐ แล้วรัฐทำหน้าที่ในการดูแลผู้สูงอายุในสังคม ผ่านเนurซอรี่ที่มีคุณภาพดี
พอสำหรับ
ที่พอจะแก่ตัวแล้วก็ยังมีมาตรฐานของความเป็น คนที่สูงอยู่อ่ะ
ครับ
ไม่เหมือนปัจจุบันนี้ ไม่ต้องแก่ด้วยซ้ำ คนทั่วไปเนี่ย ถ้าหากว่าร่วงหล่นออกจาก มาตรฐานอาชีพเนี่ย อาจจะไม่มีสภาพความเป็นมนุษย์อยู่ด้วยซ้ำ คุณไม่รู้เลยว่าจะได้โอ หัวขึ้นมาถ้าเกิดตกบันไดทางสังคมลงไปเนี่ย มันไม่มี Social Security ที่มารองรับแล้วก็จะดันเราขึ้นมาเลย เพราะฉะนั้นอาจจะจมลงไปไหน ๆ ก็ไม่รู้ละ โดยเฉพาะไม่รู้ว่าคนรุ่นใหม่ก็น่ากลัวเหมือนกันนะครับ เพราะว่าทุกอย่าง เศรษฐกิจ สงครามอะไรมันก็กำลังจะมา
แต่ถ้าหากว่าสังคมมันไม่มีเลเวล ไม่มีสวัสดิการที่ดูแลคนเนี่ย มันมันจะคนเหล่า นี้จะเป็นยังไง แล้วถ้าหากว่าคำถามก็คือ ว่าลูกที่เสียภาษีให้รัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่โกงภาษี ไม่หลบเลี่ยงภาษี แล้วรู้ โดยที่รู้ว่ารัฐก็ไม่ขี้โกงด้วย รัฐบาลก็ไม่เลวด้วย รัฐบาลก็ไม่เอาเงินไปทำอะไร แต่ว่าคืนกลับมาให้ประชาชนจริงๆ
ซึ่งก็แปลว่ารัฐบาลก็ต้องเป็นลูกกตัญญูใน ความหมายนี้ด้วยนะ เพราะถ้าหากว่ารัฐบาลเป็นลูกอกตัญญูต่อแผ่นดินน่ะ มันก็จะโกงใช่มั้ย เออ เพราะฉะนั้นมันก็เงินที่คนจ่ายภาษีให้ก็ไม่ได้ตกกลับมาที่ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แทนที่พ่อแม่เราได้รับ การดูแลโดยที่เราไม่ต้องไปดูแลเอง แล้วทำ ให้ประเทศชาติเนี่ยเสีย productivity GDP ตกต่ำอะไรอย่างเงี้ย มันกลายเป็นความกตัญญูที่ฝังอยู่ในโครงสร้างใหญ่ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ประชาชน
แต่รัฐบาลก็ต้องกตัญญูด้วย กตัญญูกับพ่อแม่ตัวเองก็ได้ ก็พอ
หรือกตัญญูกับแผ่นดินที่ชอบพูดกันนักเนี่ย ก็ทำให้มันจริงอะไรแบบนี้
ครับ
แล้วเราคิดว่าเราแบบนี้ก็ถือว่าบุญคุณก็ วัดกันได้ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าอ่ะ หนึ่ง ในบุญคุณที่เราคิดนะ เด็กคนนึงคือพ่อแม่ เขาจะชอบบอกว่า เฮ้ย เราทำงานส่งเสียเราไปเรียนหนังสือดี ๆ แพง ๆ โรงเรียนแบบนานาชาติ อะไรอย่างเงี้ย เพราะฉะนั้นโตขึ้นมาเราต้องใช้เงิน ต้องเอิซัพพอร์ตเขาในเหมือนแบบ ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ด้วยอ่ะ ทีนี้ ถ้าเกิดเรามองในมุมนั้น แล้วเรามีรัฐสวัสดิการที่ดี ที่เขาสามารถเหมือนแบบ มี public school ที่มันดีในต่างประเทศมี ใช่มั้คะ ในโรง อ่า เก็บอกว่าโรงเรียนมันก็มันก็ดีอ่ะ ทีนี้ ถ้าเกิดว่ามันเป็นรัฐสวัสดีแล้วมันเป็นโรงเรียนที่ดี แล้วทุกคนได้เท่าเทียมกันหมดเลยอ่ะ ทีนี้พอเราโตขึ้นมาเราก็รู้สึกว่า อ้องั้นฉันไม่ได้มี
อะไรต้องไป
ใช่ หรือว่าต้องไป โอ้โห แบบ ชดใช้เขาขนาดนั้น
เพราะว่าพ่อแม่ที่คิดแบบนี้กับลูก หรือสังคมที่มันบีบให้พ่อแม่ต้องทำแบบนี้กับลูกอ่ะ ก็คือเขากลัวลูกจะไปตกละกรรมลำบาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทำก็คือ Invest ลูก เรากับลูกเป็นหุ้นตัวนึง
ใช่ ใช่ เขาเรียกเราว่า Investment นะ Actually
ครับ
แต่ว่าเแต่เขาก็จะพูดเลยว่า หน้าที่ของเรา คือการดูแล พูดเหมือนกันว่าเมันจะมีเหมือนในยุคของเขาด้วยมั้ง ที่ว่ารู้สึกว่าไม่มีรัฐสวัสดิการที่ดูแลเขาตอนเขาแก่ ต้องมีลูกเพื่อมาดูแลเขาเท่านั้น
แต่เขาก็โตมาในสังคมที่มันไม่มีสิ่งนี้ แล้วเขาก็อาจจะ
ใช่
ไม่คิดฝันว่ามันจะมีสิ่งนี้ขึ้นมาได้ใน ประเทศนี้
ใช่จริง เราก็เลยว่าเองเนี่ย แล้วเราคิดว่า ประเทศทำอย่างงี้นะ ประเทศต่างประเทศเาจะ มี mindsตที่แบบ อ๋อ เดี๋ยวดูว่ารัฐบาลจะทำอะไร จะช่วยอะไร แต่ในประเทศไทยเราจะพูดตลอดเลยว่า
เอาตัวเองให้รอดก่อน
ผม ผมกลับมาประโยคนึงเลย เมื่อคิดถึงที่พี่หนุ่มพูดเมื่อสักครู่ คำว่ารัฐบาลก็ต้องเป็นลูกกตัญญูด้วยอ่ะ
ใช่
ผมกลับมาคิดถึงดราม่าที่เราคุยกันเมื่อกี้ว่า เฮ้ย ในตอนที่มีทัวร์ที่ลงลูกสาว หรือลูกชายอยู่ตรงนั้นนะ เราเคยทัวร์ลงรัฐ มากน้อยขนาดไหนว่าทำไมรัฐถึงปล่อยให้คุณตาคุณยาย ที่ครั้งนึงก็เคยทำงาน อ่า เป็นบุคลากร เป็นประชาชนที่ทำงานสร้างรายได้ แล้วรัฐเก็บภาษีมาได้มาก แล้วบ้านปลาย เพราะในวันนึงเราจะแก่ เราอาจจะไปเป็นคุณตาคุณยายที่อยู่ตามสวนสาธารณะ หรือ เอ่อ สถานีขนส่ง เราตั้งคำถามกันได้หรือยังในวันนี้ว่า รัฐจะมาช่วยพ่อแม่ ดูแลเด็กคนนึงมากน้อยขนาดไหน เพราะรัฐก็จะได้ประโยชน์ เพราะเด็กคนนี้จะโตไปเป็นคน ที่ทำงานขับเคลื่อนรัฐ สร้างเงินให้กับรัฐ และรัฐจะดูแลพ่อแม่ในวันที่แก่ เท่ามากน้อยขนาดไหน ในฐานะที่คนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคน ที่ครั้งนึงเคยทำงานให้กับรัฐ
อือ
เพราะอะไร เพราะคำว่ากตัญญูจะถูกเหมือนที่ พี่หนูบอกแต่ก่อนน่ะ คำกตัญญูมันถูกกระจายไง
อื
มันถูกกระจายไปที่ลูกต่าง ๆ แต่วันนี้ระบบ รัฐสวัสดิการจะเข้ามาซัพพอร์ตภาระหน้าที่ ที่ทำให้พ่อแม่ก็รู้สึกว่า เฮ้ย ถ้ารัฐซัพพอร์ตการศึกษาลูกฉัน เงินที่ฉันต้องจ่าย สมมุติ 100,000 บาท อาจจะเหลือประมาณ 50,000 แล้ว 50,000 นั้นเก็บไป พัฒนาตัวเอง หรือเก็บไปเป็นเงินเกษียณของ ตัวเองได้ และในฐานะลูกที่เขาต้องจ่ายทุก บาททุกสตางค์ให้กับรัฐ ในฐานะภาษี และเขายังต้องมีเงินดูแลพ่อแม่ เค้ายังต้องมีเงินไปดูแลลูกเค้า ถ้าหากรัฐเข้ามา ซัพพอร์ตในทุก ๆ ตรงเนี้ย เค้าก็จะเหลือเงิน ไว้ดูแลตัวเอง และมันจะเกิดการพึ่งพิงรัฐ มากกว่าปัจจกตัวบุคคลมากขึ้น
รู้มั้ย ครั้งแรกเราคิดถึงเรื่องนี้คือตอนไหน อยู่ตอนที่อยู่ไปเรียนต่างประเทศที่ อังกฤษ แล้วเพื่อนเราคนนึง เขาเดินมาเป็นคนอินเดีย บอก เธอเคยได้ยินนี้มั้ย พวกเพื่อนฝรั่งบอกว่า เพราะเขามี benefit ที่แบบว่า โตขึ้นมาตอนแก่ มันมี benefit
ที่ว่าทำ งานแล้วส่วนหนึ่งคือแบบเราได้เงินกลับมา คือเหมือนรัฐเขาจะแบ่งมาให้เลยทุกครั้ง ที่กำนันทุกๆเดือนมันจะเข้าไปตรงเนี้ย แล้วในตอนที่คุณเกษียณแล้วคุณจะได้เงิน กลับมาแล้วคุณก็จะอยู่ได้โดยที่ไม่ต้อง กังวลอะไรเพราะมันมีเงินเบเนฟิตกลับมาแล้ว แล้วเราบอกว่าที่ที่บ้านพวกเรามีมั้ไม่มี
ครับ
เราที่ที่บ้านพวกเราไม่มีเราต้อง
เราก็มีกองทุนประกันสังคมอยู่ขอบพระคุณ ครับ
แต่ว่าเทียบกับเพนชั่นที่เขาจะได้ในต่าง ประเทศเนี่ยมันเทียบกันไม่ได้
มันเทียบกันไม่ได้แล้วแล้วคือ
หรือว่าเงินคนแก่เราได้เท่าไหร่นะ 600 บาท 700 บาทหรือ 1,000 นึงมันไม่มันไม่พอ ซึ่งเราแล้วคนนั้นเป็นคนอินเดียใช่มั้ยเค บอกว่าเออที่ที่ประเทศเราก็ไม่มีหรือว่า เราเราไม่รู้อย่างเงี้ยเราไม่ยังไงเราถึง ได้เห็นเพราะว่าเราถึงได้เห็นคนหลายๆคน ที่แบบแก่แล้วก็ยังทำงานไปเรื่อยๆบางที เขาอาจจะไม่ได้อยากทำแต่ว่าเขาจำเป็นต้อง ทำเพราะว่าไม่ได้มันไม่พอสำหรับเขาที่จะ เขาเป็นอยู่ได้จริงๆแต่ว่าในต่างประเทศ หลายๆที่อ่ะสร้างระบบขึ้นมาที่ว่าเรา ดู แลคนพวกนี้ได้จริงๆถึงแม้ว่าจะแก่ เกษียณแล้วอย่างงี้
แล้วความเจ็บปวดอย่างนึงคือคนที่เขาทำงาน บางคนก็เนี่ยเราทำงานต้องเป็นแบบเป็น พนักงานมีเงินเดือนสูงๆไม่ครับคนทำงานใช้ แรงงานเกษียณไปหลายๆคนก็มีเงินมากเพียงพอ ที่จะได้ใช้ชีวิตและเป็นชีวิตที่มี เกียรติ
อื
มีคุณค่า
เราจะสามารถเป็นคุณตาคุณยายที่ใช้ชีวิต อย่างมีเกียรติมีคุณค่าด้วยเงิน 1,000 บาทต่อเดือนซึ่ง 1,000 บาทนี่ 90 ด้วยนะ ฮะ 80 หรือ 90 นี่แหละถึงจะได้โห
อ
คือมันเรานั่งเห็นแล้วเราแบบ
มันเลยกลายมาเป็นอย่างงี้มั้ยครับว่า
แต่อันอันที่เมื่อกี้ที่ที่ฟาโลพูดเรื่อง ที่ว่าดราม่านั้นน่ะทำไมไม่ด่ารัฐบ้าง
อืออือ
สำนึกของของสำนึกแรกของคนทั่วไปอ่ะเวลา เห็นไอ้ดราม่าเนี้ย
ด่าผู้หญิงมันเป็นการด่าที่ง่ายที่สุด
ด่าผู้หญิงคนนึงซึ่งมันไม่มีอำนาจอะไรเลย มันเป็นชาวหญิงชาวบ้าน
เราไม่รู้ perception ในหัวของแต่ละคน เป็นยังไงนะแต่ก็คิดว่าเขาอาจจะรู้สึกว่า นี่ก็คือผู้หญิงชาวบ้านที่ไม่ดูแลพ่อแม่ ตกมาตรฐานทางศีลธรรมที่ควรจะเป็นเพราะ ฉะนั้นการด่าไอ้คนเนี้ยปลอดภัย
อื
เป็นการด่าที่กระจอกมากจริงผู้หญิงไม่ดี
ไม่มีใครมาเคาะประตูหน้าบ้านแน่นอนครับ แต่คือเพราะว่าแต่ถ้าตั้งคำถามกับรัฐปึ๊บ เราอาจจะเริ่มรู้สึกว่าอืไม่พอ
เพราะรัฐมันมีอำนาจ
อืเราก็ไม่กล้า
อือ
แสดงว่ามันก็จะกลับไปคำถามเหมือนที่เรา คุยกันเรื่องแรกเลยว่าเหมือนอำนาจที่เรา ถูกส่งลงไปเรื่อยๆเราถูกกดลงมาเรื่อยๆสุด ท้ายเราก็แค่หาคนๆต่อไปเหรอที่อำนาจน้อย กว่าเราที่ไม่สามารถตอบโต้เรากลับคืนมา ได้อย่างงี้เหรอครับ
เราเราคุยเรื่องหนังสือพ่อแม่ในตัวเราใช่ มั้ตอนนี้เรากำลังคุยเรื่องประเทศชาติใน ตัวเรา
จริง
ไปไกล
แสดงว่าเอ้ยผมผมกำลังตั้งค่าเท่า
ความเป็นคนไทยในตัวเรา
อื
คืออย่างงี้มั้ยว่าจริงๆแล้วเพราะเราโตมา กับการที่พ่อแม่เราเห็นพ่อแม่เราไม่ตั้ง คำถามผมตอนผมจะโดนสอนงี้ว่าถ้าเราไม่ไป ยุ่งกับเขาเฮ้ยอย่าอย่าถามเยอะอย่าแสดง ความคิดอย่าอย่าโดดเด่นขึ้นมาโดยเฉพาะ อย่างงี้เรื่องที่ต้องชนกับผู้มีอำนาจ แล้วเราก็เลยถูกส่งต่อ mindset นี้ต่อมาเรา เลยใช้ชีวิตแบบนี้ไงคือผมรู้สึกเพราะคุณ พ่อคุณแม่ในยุคเราก่อนหน้านั้นก็คือคนนึง ที่เคยสยบยอมต่ออำนาจเหล่านี้หรือเปล่า
อืสำหรับผู้หญิงไทยคนนึงไทยจีนคนนึงใน ประเทศไทยอ่ะที่ทำอะไรก็ผิดไปหมดทุกด่า ง่ายมากเลยอ่ะเราก็รู้สึกเหมือนกันว่า โอเคเราจะออกมาจากวงจรนี้ได้ยังไงเราจะ ก้าวผ่านตรงนี้ไปได้ยังไงเราเลือกเส้นทาง ชีวิตของตัวเองอ
เราก็เลยคิดว่าในหนังสือเล่มเนี้ยก็ พยายามคุยถึงเรื่องนี้เหมือนกันเพราะว่า คำถามหลักอย่างแรกเลยที่จะออกจาก Toxic Parent คือเราควรให้อภัยหรือไม่ให้อภัย เพราะว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรก็อาจจะเกิด ความทุกข์กับเราอยู่ดีใช่มั้ยคะ
อื
เราเลือกได้ไง
อื
เราคือถ้าเป็นกรอบแบบเดิมอ่ะเราเลือกไม่ ให้อภัยไม่ได้
อื
หรือจริงๆแม้กระทั่งกล่าวโทษก็ยังไม่ได้ เลยอย่าอย่าอย่าว่า แต่เรื่องของการให้อภัยหรือไม่ให้อภัยนะ แต่ในในทาง
จิตวิทยาในทางกลไกทางจิตใจของเราเนี่ย จริงๆการให้อภัย มันต้องให้อภัยให้ได้จริงๆนะ
อื
คือในหนังสือเล่มนี้ก็พูดถึงเรื่องของผู้ หญิงคนนึงที่คิดว่าตัวเองได้ให้อภัยแล้ว อ่ะ
ครับ
แต่ทำไมไอ้ความเจ็บปวดในตัวมันยังอยู่วะ
อือ
อือ
เป็น 10 ปีเลยก็ยังอยู่ก็เพราะว่าเขายัง ไม่ได้ให้อภัยจริงๆแล้วก็ในอีกด้านนึงก็ คือและเพราะว่าเขาไม่รู้ว่าบางทีอ่ะเขา ไม่ต้องให้อภัยก็ได้
อื
เพราะมันให้อภัยไม่ได้
บางเรื่องให้อภัยไม่ได้จริงๆ
ใช่เพียงแต่ว่า Make Peace กับมัน
เพราะงั้นเราจะถูกเราเราจะเหมือนแบบถูก ดึงไปจากแยกทุกทิศทุกทางว่าด้านนึงเรา ต้องเป็นลูกที่ดีด้านนึงเราก็ถูกทรัมม่า ดึงไปอะไรอย่างเงี้ย
แต่ Make Peace กับสิ่งเหล่าเนี้ยยังไง
เพราะฉะนั้นแปลว่าเราต้อง
ย้อนลึกเข้าไปในตัวเรามองให้เห็นสิ่งที่ คาวจุงเรียกว่าเป็นเงาเป็น shadow ที่มัน ฝังลึกในตัวเราเนี่ยทำความรู้จักกับเงา นั้นให้ลึกซึ้งซึ่งไม่ง่ายบางทีเราอาจจะ แบบแทบแทบตายก็ได้กับการที่จะเห็นว่ามัน มีมันมีความแย่ตามมาตรฐานศีลธรรมที่เรา ถูกปลูกฟังมาอยู่ในตัวเราเนี่ยมากขนาดไหน
สิ่งนั้นคือเงา
ครับ
แต่ว่าเอาแค่รู้จักมันก็ได้ไม่ต้องถึง ขั้นเป็นมิตรกับมันน่ะแต่ส่วนใหญ่เราจะ ไม่เห็นมันพอเราไม่เห็นมันเนี่ยไอ้เงา นั้นน่ะมันก็เลยจะ
ลุกขึ้นมามีบทโดยที่เราไม่รู้ตัวแล้วก็ ควบคุมการแสดงออกต่างๆของเราและทำให้เรา ยังคงมีทรัมอันนั้นต่อไปเรื่อยๆ
แต่เอาให้เห็นมัน
ให้รู้จักกับมันให้ได้ผู้หญิงคนที่บอกว่า ให้อภัยแม่แล้วมานานเนี่ยสุดท้ายวันนึง อ่ะเมื่อเธอตระหนักมาทำการบำบัดไปเรื่อยๆ ครับแล้วก็ตระหนักว่า มันไม่ต้องให้อภัยก็ได้นี่หว่ามันเหมือน แทบจะตายอยู่ในตรงนั้นน่ะแต่ว่าเมื่อเธอ ผ่านคืนนั้นไปได้อ่ะ
ครับ
ทุกอย่างมันปลดหรอก
อื
อือแล้วเธอก็รู้เลยว่าอ่ะแม่ก็ยังอยู่ละ
ครับ
แต่ว่ามันมีเส้นบางอย่างที่ตรงเนี้ยฉันจะ ไม่ข้ามไปและฉันจะไม่ให้แม่ข้ามมา
อีกแล้วอะไรอย่างเงี้ย
อื
อือ
จริงนะคือมันเป็นเรื่องที่เราคุยเหมือน ง่ายมากแต่บางคนอย่างผมเคยเจอลักษณะ ดราม่าที่คล้ายคืนกันเช่นคุณเธอถูกพ่อทอด ทิ้งไปนั่นแล้ววันนึงพ่อก็กลับมาในในวัน ที่ป่วยหนักแล้วเธอเติบโตมาเธอดูแลตัวเอง มาทั้งชีวิตอ่ะแล้วก็จะมีคนบอกว่ายังไง พ่อก็เป็นพ่อยังไงพ่อก็เป็นผู้ให้กำเนิด นั่นนี่คือในแง่โอเคเข้าใจบางท่านอาจจะมี ความรู้สึกเช่นนี้แต่เหมือนที่พี่หนุ่ม บอกมันไม่ใช่ทุกคนไงที่มีนิยามเดียวกันคน นี้เขาอาจจะรู้สึกเจ็บปวดจากสิ่งที่เขา เผชิญมาหรือความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขา มันอาจจะเป็นเหมือนบาดแผลที่ถ้าคุณไปบอก ให้เค้าให้อภัยเอาจจะบอกโอเคฉันให้อภัย แต่สุดท้ายในใจของ
ข้างในมันยังใช่
มันรู้ว่ามันให้อภัยไม่ได้อ
แล้วเหมือนเราคิดว่ามันจะมีโมเมนต์บาง โมเมนต์ที่แบบออฉันรู้สึกโอเคแล้วนะแล้ว มันก็จะชอบมีแบบอะไรมากระตุ้นให้เรารู้ สึกแบบกลับมาแล้วมันมันเลยเกินเป็นเหมือน แบบเป็นเจนี่เนาะว่าเราต้องค่อยๆให้แบบ ให้อภัยตัวเองด้วยอ
ที่บางทีแล้วเราก็อาจจะหลุดบ้างแบบรู้สึก โกรธบ้างรู้สึกเศร้าบ้างแต่มันคือความรู้ สึกที่เราควรที่จะยอมรับหลัง
บางทีเห็นแบบคนที่เขาพยายามพยายามให้ อภัยพ่อแม่ตัวเองอ่ะค่ะแล้วก็อย่างใน หนังสือเลยใช่ป่ะคะแบบเออพยายามให้พ่อ ให้อภัยพ่อแม่ตัวเองแต่สิ่งที่ตามมาคือ เขาอาจจะต้องตัดพ่อแม่ทิ้งอย่างในหนังสือ มีคนนึงต้องตัดพ่อแม่ทิ้ง
อ
คุณก็ควรที่จะ
face ตรงนั้น Head on เหมือนกันว่าโอเค หลังจากนี้เราต้องตัดเขานะแล้วหลังจากนี้ ถ้าเกิดว่ามันมีแรงกระตุ้นมาที่บ้างบางที แบบโอเครู้สึกผิดคุณก็ต้อง face มันแล้วก็ เข้าใจว่าเราเลือกที่จะตัดออกไปเพราะว่า ตรงนี้มันสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นกับเรามันให้ อภัยไม่ได้จริงๆคือเราคิดว่าทุกๆคนมัน ต้องมันค่อยๆ study ตัวเองด้วยอ่ะค่ะ ศึกษาตัวเองด้วยว่าเออเราเราคิดจะทำอะไร แล้วเราทางเลือกทุกทางเลือกของเราเส้นทาง ชีวิตของเราอ่ะมันมีทางเลือกที่แบบดีและ ไม่ดีแล้วเราก็ต้องยอมรับทุกเวอร์ชั่นของ เราทุกๆ
ทุกๆการกระทำของเราด้วยอื
อนึงที่ผมชอบแล้วตอนที่ทำข้อมูลดีใจมาก ครับคือเรื่องของ self parenting
อื
บางท่านบอกว่าเอ้ยผมยังไม่มีลูกผมยังไม่ ได้ส่งต่อนี่ผมอ่ะชอบบทนึงมากว่าจริงๆ แล้วเรายังมีเด็กในตัวเราที่เราต้องกลับ ไปปลอบประโลมเขาเด็กที่ไม่ได้เติบโตมากับ คุณพ่อแม่ที่อาจจะเข้าใจหรือส่งต่อบาดแผล มาแต่ในวันนี้เมื่อเราตระหนักรู้แล้วอ่ะ เรากลับมาเป็นพ่อแม่ให้เรา
ใช่เพราะมันมีบางอย่างในตัวเราที่ขาดหาย บางอย่างในตัวเราที่ถูกกระทำอะไรเงี้ยแต่ว่าเราจะ เราจะ self parent ตัว เองไม่ได้ถ้าหากว่าเราไม่เข้าใจเงานั้นนะ
อื
ต้องรู้จักมันก่อนเห็นก่อนว่าไอ้บาดแผล นั่นน่ะมันคืออะไรกันแน่อย่างเมื่อกี้ที่ พูดเรื่องของการโอ๊ฉันให้อภัยแล้วแต่จริง ๆข้างในมันรู้ว่ามันให้อภัยไม่ได้อ่ะ
อื
ไอ้ตรงเถ้ามันไม่เข้ามันไม่มันไม่เห็น สิ่งนี้เนี่ยมันไปต่อไม่ได้แล้วมันจะกลาย เป็นว่าไอ้ความรู้สึกว่าฉันให้อภัยไปแล้ว เนี่ยมันยิ่งกลายเป็นปมใหม่เข้าไปทับเข้า ไปอีก
ชั้นนึงอะไรอย่างเงี้ย
อแล้วมันมีประโยคนึงที่แบบเราชอบได้ยินอ
คือ they didn't know better คือแบบ ว่าพ่อแม่เขาก็ไม่รู้ไงเค้าเป็นมนุษย์คน หนึ่งเหมือนกันก็ไม่เป็นไรหรอกที่เค้าทำ อ่ะเพราะว่าเค้าก็ก็เค้าไม่รู้อ่ะแล้วเรา ต้องทำความเข้าใจตรงเนี้ยซึ่งบางทีแล้ว มันยากมากเพราะเราจะรู้สึกแบบโอเคแต่แต่ ทำยังไงวะเพราะว่าสิ่งที่เขากระทำกับเรา มันก็เจ็บจริงๆแล้วสุดท้ายอ่ะคนที่ต้องมา แบกรับก็คือเราไงเราต้องเป็นคนไปหานักจิต บำบัดเราต้องเป็นคนที่เป็นโรคนู่นนี่แต่ เค้าเไม่เป็นไรเลย
อื
แล้วเราก็รู้สึกโกรธตรงนี้แล้วเราคิดว่า แบบมันเนี่ยมันคือเราต้องเข้าใจเงาตรงนี้ ด้วยแล้วแล้วเราต้อง Make Peace กับทุก อย่าง
จริงๆต้องเข้าอาจจะต้องเข้าใจเงาของพ่อ แม่ด้วยอื
เออแล้วก็ย้อนกลับไปเห็นว่าอ๋อที่เป็น อย่างเงี้ยเพราะมันเงาอย่างงี้แต่มันไม่ ได้แปลว่าเข้าใจแล้วเราต้องยอมถูกกระทำ นะ
ไม่ไม่ใช่ก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหาซึ่งแต่ละคนก็ คงมี
วิธีที่ต่างกันออกไปมีวิธีรับมือที่ต่าง กันออกไปอะไร
แล้วเรามาคุยเรื่องวิธีกันที่รับมือกัน ได้มั้คะว่ามีอะไรบ้างอ
เมื่อกี้มี Self parenting self parenting มีการสร้างขอบเขตสร้าง
อือ
แล้วก็มีอะไรฮะ
เรื่องของ bibliography
อ๋อเรื่องของการเขียนคือจริงๆ
วรรณกรรมบำบัด
ในในเล่มนี้เนี่ยด้วยความที่เป็นนักเขียน ใช่มั้ยก็รู้สึกว่าวิธีที่
จริงๆจะบอกว่าง่ายง่ายด้วยง่ายที่สุดด้วย แล้วจริงๆเป็นรูปธรรมด้วยก็คือการเขียน มันเคยมีคนบอกว่า
อ
เวลาที่เราคิดอะไรบางอย่างเนี่ยถ้าหากว่า เราคิดอยู่ในหัวเนี่ยเราจะเห็นแต่โครง ร่างหรือเค้ารางของความคิดนั้นแต่ไม่ได้ เห็นมันได้ชัดเจน
จนกว่าเราจะเขียนมันลงมา
อื
เพราะเวลาเราคิดอ่ะถ้าเราไม่เขียนไม่จด ออกมาเนี่ยไอ้สิ่งที่มันเป็นความคิดอ่ะ มันจะลอยๆ
เสมอเลยมันไม่มันไม่เราจะไม่เห็นภาพมัน จริงๆเราต้องเขียนมันลงมาเขียนเป็น mind map ก็ได้เขียนเป็นภาพเขียนเป็นอะไรก็ ได้เงี้ยแต่ต้องเขียนออกมาเพราะการเขียน เจะทำให้ความคิดนั้นน่ะสมบูรณ์
อ
การทำความรู้จักเงาของเราก็เหมือนกัน
เราจะมานั่งนึกอยู่ว่าอ๋อเราเจ็บปวด เรื่องนั้นเรื่องนี้อะไรเงี้ย
มันต้องเขียนลงมา
เขียนเป็นเรื่องเล่าลงมาให้เห็นแล้วเวลา เรากลับมาย้อนอ่านอีกทีนึงเนี่ยเราจะเรา จะเราจะเห็นเงานั้นได้ชัดเจนขึ้นมาจริงๆ อะไรเงี้ยครับอ
bibliography ก็เลยสำคัญมากเพราะว่ามันคือการ เล่าเรื่องต่างๆของเราทีนี้คนจำนวนมาก เขียนก็บอกว่าโอ๊ยการเขียนเนี่ยมันยาก ต้องไปเรียน Creative Writing เหรอหรือ ต้องไปเขียน Academic Wing ถึงไม่ต้องเพราะว่ามันมีเทคนิคที่เรียก ว่า
อ
ก็คือเขียนอะไรก็ได้
อ
จริงๆผมมีคำแนะนำด้วยว่าถ้ากลัวเรื่องการ เขียนมากเนี่ยให้ตั้งหลักไว้ก่อนเลยว่า สิ่งที่ฉันจะเขียนเนี่ยมันเป็นงานเขียน ที่ห่วยที่สุดในโลกอ่ะ
อ
ไม่ต้องไปคิดว่ามันฉันจะเขียนอะไรที่มัน ดีอ่ะเขียนว่าสิ่งที่คิดที่ฉันจะเขียน เนี่ยมันจะแย่ที่สุดมันจะมาจากก้นบึ้งมา จากความระบายไม่ต้องคิดถึงแกรมม่าถ้อยคำ สวยงามอะไรไม่ต้องลีลาการเขียนไม่ต้อง เขียนอะไรก็ได้แล้ว free writing ก็คือ อย่าเอามือยกขึ้นมาจนกว่าก้อนความคิดนั้น มันจะหมด
จะโหลดปากกาไว้แล้วก็ไหลไปเรื่อยๆเลย
ใช่ที่เขียนไม่ออกก็เขียนว่าเขียนไม่ออก
อ๋ออ
เออเขียนเข้าไปแล้ว
เราต้องกลับเอาไปอ่านแบบกลับไปอ่านมั้ หรือว่าไม่จำเป็นด้วย for your
แล้วแต่แล้วแต่ไม่จำเป็นต้องกลับไปอ่าน แต่ว่า
อ
บางทีบางทีมันเป็นแค่กระบวนการในการที่จะ ถ่ายทอดไอ้สิ่งนั้นออกมาเฉยๆแต่ในบาง ครั้งถ้าหากว่าเราอยากทบทวนการได้ย้อน กลับไปดู
ก็อาจจะเป็นเรื่องดีแต่เราอาจจะยังไม่ สามารถที่จะ make peace กับมันได้เขียน เขียนไปวันเนี้ยพรุ่งนี้กลับมาอ่านเนี่ย เราเราอาจจะตายได้นะ
เราอาจจะทิ้งไว้
ปีนึงแล้วค่อยกลับมาดูอีกทีนึงก็ได้
ตอนที่ผม
แต่แต่ถ้าเราไม่เขียนน่ะเมื่อปีผ่านไป 1 ปีอ่ะสิ่งที่เราเคยคิดไว้ตอนนั้นน่ะมันจะ หายไปแล้ว
ครับอ
ใช่ตอนที่ผมบำบัดเรื่องโรคซึมเศร้าครับ 1 สิ่งที่ต้องทำเให้บังคับให้ทำคือต้อง เขียนเขียนๆๆแล้วมันจะมีบางความรู้สึก เหมือนที่พี่หนุ่มพูดเมื่อกี้ให้กลับไปดู เงาบางเงาเราไม่กล้าเขียนมันออกมา
เราไม่กล้ายอมรับว่าเรามีความรู้สึกนี้ อยู่แล้วเราเขียนไม่ได้จนกระทั่งใช้เวลา นานมากแต่คุณหมอถ้าถ้ามีเหตุการณ์นี้เกิด ขึ้นน่ะก็ยอมรับเลยว่าเรายังไม่สามารถยอม รับตรงนี้ได้แล้ว
ใช่
มีอยู่วันนึงที่เราโอเคเรายอมรับเพราะมัน มีมันมีความเจ็บปวดนี้อยู่เราไม่ได้ให้ อภัยแล้วมันคือสิ่งที่ทำให้เราก้าวผ่านไป ไม่ได้เราพบว่ามีอยู่จังหวะนึงนานมากแล้ว ตอนนั้นเขียนหลายเล่มมากบางเล่มเราบอกว่า ถ้าสิ่งนั้นคุณไม่อยากให้ใครรู้ไม่อยาก ให้ใครเห็นเลยเขียนออกมาแล้วทำลายมันเลย ก็ได้เขียนออกมาแล้วเผามันทิ้งก็ได้่
แล้วเราก็ทำ
จนกระทั่งมีอีกช่วงนึงเราไปเก็บของครับ เนี่ยย้ายบ้านนี้แล้วเราไปเปิดแล้วเราไป ไล่อ่านแล้วเราไปเจอหน้าที่มันมีร่องรอย ของการถูกฉีกอ่ะเราพบว่าโโห เราดีใจที่เราได้เขียนมันในวันนั้นออกมา เรารู้แล้วเราเราจำได้ว่าเราเขียนอะไรไป แล้ววันนั้นมันไม่อยู่แล้วแต่เราจำได้ว่า มันถูกบันทึกแล้วลากออกไปจากเราแล้วผมรู้ สึกว่ามันเป็นสิ่งนึงที่งดงามมากๆวิธีการ นี้เหมือนมันเหมือนประตูมันได้เปิดออกมา แล้วสิ่งที่อยู่ขังอยู่ข้างในมันทะลัก ทลายออกมา
ครับ
เหมือนของแฟรงค์cฟก้าใช่มั้ยคะเหมือนเป็น วิธีการเขียนอันนึงเลยที่ทำให้เขากำลัง ฮีลกับตัวเองแต่เป็นผลงานที่ค่อนข้างดัง ใช่มั้คะที่เหมือนในหนังสือพี่หนุ่มก็ mention เหมือนกันที่บอกว่าเค้าเป็นจดหมาย ที่เขาเขียนให้พ่อตัวเอง
อื
ที่เขาเขียนให้เพื่อพยายาม heal กับเรื่อง ทรัมม่าตัวเองสมัยเด็กๆเหมือนกันอันนั้นก็ เป็นอันนึงที่เราคิดว่า
อ
บางทีแล้วผลงานที่คุณเขียนออกมาก็สามารถ ช่วยคนอื่นได้เหมือนกันนะ
อือ
แล้วเอิ่มนอกจากเขียนแล้วมันก็มีการอ่าน ด้วยใช่มั้คะที่เป็นเหมือน BB therapy
ซึ่งสำหรับตัวลุ้งเองลุงว่าเวิร์คนะ สำหรับตัวลุ้งเพราะว่าเราคิดว่าแล้วนั่น คือสาเหตุที่เราชอบพูดเกี่ยวกับ ประสบการณ์ตัวเองเพราะเราคิดว่าไม่มีอะไร ที่ รู้สึกทำให้เราสบายใจไปการที่เรารู้ว่ามี คนคนนึงที่ เข้าใจเราอ่ะ
อือืมีประสบการณ์ร่วมคล้ายๆ
ใช่แล้วเพราะว่าอ่ะถ้าเกิดไปหาจิตบำบัด เราได้พูดนู่นนี่อย่างเงี้ยมันก็ถือว่า เป็นระดับนึงแต่ว่าบางทีการอ่านน่ะมันทำ ให้คุณรู้สึกเหมือนคุณเอาตัวเองไปอยู่ ตรงนั้นได้หรือคุณได้ออกมาจาก reality ตัว เองแล้วบางทีมันคือการหลายๆครั้งที่เรา ต้องการให้คนปลอบอย่างเงี้ยมันไม่ใช่การ ที่มันบอกว่าอุ้ย Solution คืออะไรเราแค่ ต้องการให้มีคนคนนึงแบบบีบมือเราอ่ะแล้ว บอกว่าเออแบบ
อื
ฉันเข้าใจแค่นั้นก็พอแล้วแล้วเราคิดว่า การอ่านเลยสำคัญมากๆแล้วเราก็อยากให้มีคน ออกมาพูดเรื่องนี้เยอะขึ้นเนาะอยากให้คน มาเขียนเรื่องนี้กันมากขึ้นก็ได้แล้ว
มาแบ่งปันกันน่ะค่ะอื
แล้วมันไม่ง่ายนะมันไม่ได้แปลว่าอ่าน หนังสือ 1 เล่มแล้วคุณจะหาย อะไรเงี้หรือเขียนเขียนบันทึกไป 2 เล่ม แล้วคุณจะสบายละไม่เป็นกระบวนการที่อาจจะ ยาวนาน
อรแล้วเรื่องอย่างตัวอย่างเลยหนังสือ อย่างเงี้ยคือตอนที่อ่านพอเราพูดถึงลืม ซึมเศร้าใช่มั้คะมันจะมีหนังสือที่แบบดัง ๆที่เราอ่านแบบ I want to die but I want to eat to poi อันนี้ก็มีอัน นึงที่
เป็นแค่เหมือนบทสนทนาที่เขามีกับเราอย่าง เงี้ยหรืออีกเล่มนึงที่ของแมทเฮที่เขาคิด ว่าเขียนชื่อว่า Reason to stay alive อ่ะ
มันก็คือแค่ประวัติของเขาว่าแบบจุดที่เขา ตกตามที่สุดในชีวิตแล้วเขาเล่าให้ฟังเฉย ๆ
นั่นเป็นหนังสือที่ผมแนะนำคนที่ถามผมว่า อยากแนะนำหนังสืออะไรเล่มนึงนะฮะ
คืออ
เขาเป็นหนังสือที่เป็นเพื่อนผมเหมือนที่ คุณนุ้งพูดเมื่อสักครู่เนี้ยบางทีอ่ะความ รู้สึกของเราเราก็จะมีคนในแวดวงที่เราคุย ด้วยได้ค่อนข้างจำกัดไม่ว่าเราจะเป็นคน ที่โอห exrovert ขนาดไหนแต่มันจะมีอยู่ บางโมเมนต์ที่การอ่านมันนำพาเราไปเจอกับ ใครสักคนนึงที่อยู่ข้ามโลกเลย
อยู่คนละทวีปกับเราแล้วเรา ได้รู้ว่าเฮ้ยเราไม่ได้อยู่คนเดียวเราไม่ ได้เผชิญกับสิ่งเหล่านี้เพียงลำพังคนเดียว
อือ
แล้วมันมีอันนึงที่ผมในหน้าประวัติศาสตร์ เค้าเขียนงี้นะครับเขาบอกว่าในหน้า ประวัติศาสตร์เขาไปเจอ ห้องสมุดที่มีข้อความสลักเอาไว้แปลเป็น ภาษาอังกฤษแปลว่า the house of healing for the soul ก็คือย้อนกลับไปในยุค กรีกเขาเชื่อว่าการอ่านหรือห้องสมุดหรือ หนังสือ
มันคือยาในการเยียวยา
อื
อื
ร่างกายและจิตวิญญาณ
ใช่
แล้วสำหรับใครนะคะที่สนใจเรื่องนี้เนาะ หนังสือที่คุณหยิบมาได้วันนี้คือพ่อแม่ใน ตัวเรา
ใช่
ครับแล้วแต่จะบอกว่าคน เดี๋ยวเนี้ยชอบให้สรุปหนังสือให้ AI สรุป
อื
อันนั้นน่ะไม่ได้นะหมายถึงว่ามันจะไม่ได้ อย่างที่คุณรุ้งบอกว่าเอ่อรู้สึกว่าเขามี ประสบการณ์ร่วมกับเราถ้าเราไม่ได้ค่อย ค่อยอ่านนะคุณไม่ได้เข้าไปในความคิดเขา
ต่อให้คุณไปเจอ
นักเขียนคนนั้นน่ะต่อหน้านั่งคุยกันน่ะ มันอาจจะไม่ได้ลึกเท่าที่ได้อ่านงานของ เขาเพราะเวลาเจอกันมันก็จะมีเกราะอะไร บางอย่างใช่มั้ยแต่ในงานเขียนนั้นคือการ
เปลื้องเปลือยความคิดของเขาเอาไว้ในนั้น แล้วเราได้เดินเข้าไปในหัวสมองในชีวิตของ เขาจริงๆมันต้องค่อยๆอ่าน
แล้วมันมีวิธีเขียนอันหนึ่งที่เราคิดว่า เราชอบมากๆคือ symbolic writing ใช่ป่ะ ที่แบบเปรียบเทียบ กับอะไรบางอย่างเงี้ยเปรียบเทียบความรู้ สึกกับอะไรแล้วเราคิดว่าเวลาเราอ่าน หนังสือบางอย่างแล้วเขา มีการเปรียบเทียบความรักความเศร้าความโดดเดี่ยวให้เราเห็น ภาพได้อ่ะอันนั้นเป็นอะไรที่ทำให้เรารู้ สึกดีมากๆมันปลดล็อคเรานิดนึงนะคะเพราะ ว่าแบบเออเนี่ยแหละคือการเพราะบางทีเวลา เรารู้สึกบางอย่างอ่ะแล้วเรามันอยู่ในหัว มันลอยอ่ะเราไม่สามารถอธิบายได้แต่พอมัน มีคนนึงที่เขียนออกมาแล้วมันเป็นความรู้ สึกเหมือนที่เรารู้สึกจริงๆอ่ะมันเป็น อะไรที่เรารู้สึกทำให้เรารู้สึกดีมากๆอ่ะ อืออันนี้ก็
แล้วเราสามารถเอาประสบการณ์ตัวเองไปผสม ด้วยยิ่งถ้าเป็น symbolic อย่างเงี้ย
มันมันเปิดโอกาสให้เราตีความอ
เราเอาต้นทุนของเราไปผสมกับต้นทุนต้นทุน ของเขาแล้วกลายเป็นอะไรบางอย่างที่มัน ใหม่
ขึ้นสำหรับเราโดยเฉพาะอะไรเงี้ย
แต่ถ้าอ่าน AI สรุป
อื
ผมก็รู้ะเรื่องเป็นอย่างงี้จบ
คือการอ่านในหลายๆครั้งโดยเฉพาะการอ่าน เพื่อเยียวยาสำหรับผมคือมันไม่ใช่การอ่าน เอาข้อมูลนะฮะมันคือการอ่านเพื่อค้นหาค้น หาเข้าไปดูในนี่เหมือนที่พี่บอกเข้าไปใน สมองของเขาเข้าไปดูการก้าวข้ามเปลี่ยน แปลงอะไรเราไม่ได้เอาข้อมูลนี้ไปเล่าต่อ ให้ใครฟังแต่เรากำลังจะเข้าไปค้นหาในเค้า และกลับมาค้นหาในอ่ะสำหรับผมรู้สึกว่านี่ คือหนึ่งในสิ่งที่หนังสือเล่มเนี้ยจะตอบ โจทย์บางคนที่ยังเฮ้ยฉันไม่เข้าใจว่าทำไม ฉันถึงเกลียดความรู้สึกนี้
ฉันเหมือนพ่อฉันฉันเหมือนแม่ฉันเรื่องนี้ เลยบางทีการที่เราเข้ามาแคกเข้ามาแกะผ่าน เรื่องราว
ของคนอื่นที่เคยประสบพบเจอมาแล้วกลับมาหา เราย้อนกลับมาดูเราเงี้ยน่าจะทำให้คุณ ได้คำตอบในหลายๆอย่างหรือต่อให้คุณไม่ได้ คำตอบคุณอาจจะเริ่มเข้าใจ
อื
เริ่มเข้าใจว่าประสบการณ์ที่ผ่านมามันทำ งานยังไงกับคุณในปัจจุบัน
อื
พี่หนุ่มครับขออนุญาตฝากถึงคุณผู้ชมครับ สำหรับคุณผู้ชมที่เฮ้ยสนใจหนังสือเล่มนี้ ถ้าไม่อยากไปเขียนหาเอาไอไออะไรมาสรุป หนังสือพี่หนุ่มอยากจะฝากบอกเว่าเฮ้ย หนังสือเล่มเนี้ยพี่หนุ่มจะตั้งใจเขียนมา ด้วยความรู้สึกอย่างไรและอยากให้คุณผู้ อ่านอ่านแล้วได้รับอะไรกลับไปบ้าง
จริงๆไม่ได้ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อจะบอก ว่าเออ้ยเราลุกขึ้นมาขบฏกับพ่อแม่กันเถอะ อะไรอย่างเงี้ยแต่ว่าไอ้ความรู้สึกแบบ นั้นน่ะการ
ต่อต้านการถูกกฎความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ต่างๆเหล่าเนี้ยมันอยู่ในตัวเราแล้วมัน ถ่ายทอดจาก
คนที่เรารักพ่อแม่ของเราไม่รู้ล่ะบางคน อาจจะไม่รักก็ได้แต่บางคนอาจจะรัก
มากที่สุด
แล้วก็ในความรักนั้นก็อาจจะมีความรู้สึก ขัดแย้งในความรักนั้นด้วย
บางทีบางทีเราไม่เข้าใจว่าไอ้ความรู้สึก แบบนั้นที่มันเกิดขึ้นพร้อมกันเนี่ย
มันเกิดขึ้นมาได้ยังไงอ
แล้วสิ่งนั้นน่ะมันมาถ่ายทอดมาสู่ตัวเรา ได้ยังไงและทำให้เราทั้งรักทั้งไม่ชอบตัว เองในเวลาเดียวกันเนี่ยได้ยังไงหนังสือมี ก็จะพาไปตั้งคำถามเหล่านั้นพยายามหาคำตอบ กับมันก็
อ่านแล้วก็จะได้เห็นนั่นแหละว่าในตัวเรา มันมีอะไรเหล่านั้นอยู่ยังไงบ้างแล้วถ้า หากว่าอยากจะโฟกัสกับมันอยากจะรู้สึกว่าวัน นึงอยากจะพ้นไปจากไอ้ความขัดแย้งเหล่า นั้นน่ะเราทำ
อ
มันมีวิธีอะไรได้บ้างอะไรอย่างเงี้ยครับอ
ใช่เพราะสำหรับลุงสิ่งที่ทำให้ตอนที่อ่าน มันสิ่งที่ทำให้เรานึกถึงคือเรื่องของ อิสรภาพ
อื
แบบ Freedom ของตัวเองนะเพราะว่าเหมือน เราโตมาลูกสาวในไทยจีนมีหน้าที่มีนู่นนี่ ที่ปลุกฝังเด็กเราจะหลุดออกมาจากตรงนี้ ได้ยังไงเราอยากที่จะเลือกชีวิตแบบไหน เรา เลยคิดว่าหนังสือเรื่องนี้สำหรับเรามันทำ ให้เราคิดถึง Freedom ที่แท้จริงอะไรคือ อิสรภาพที่แท้จริงเป้าหมายของชีวิตคือ อะไร
แล้วในทุกวันนี้พ่อแม่ที่ดีหรือพ่อแม่ที่ เราอยากเป็นคืออะไรแบบไหนด้วยเราก็คิดว่า หนังสือเรื่องนี้เหมือนแบบเป็นเหมือนบท แรกป่ะคะที่เหมือนแบบช่วยให้เราตีความ แล้วมาคิดเกี่ยวกับตัวเอง
อืออืดีมากเลยครับดีมากๆดีมากแล้วก็จะ สามารถติดตามหนังสือนี้ได้ที่ไหนครับพี่
เอ่อดูในเพจของ Brown Book ก็ได้ครับ สำนักพิมพ์ Brown Book
อืเดี๋ไปตามเพราะว่าเผื่อคุณจะได้ทำความ เข้าใจว่าความรู้สึก
ผมพี่หนุ่มพูดกันทั้งรักทั้งเกลียดนี่ เป็นความรู้สึกที่ทรมานมากนะเรารักเค้า แต่เราก็เกลียดเค้าอ่ะ
อื
มันเป็นความรู้สึกนึงที่คุณจะได้ทำความ เข้าใจความสัมพันธ์นี้เนาะอย่างที่ผมบอก ว่าทุกๆความสัมพันธ์มีทั้งความสัมพันธ์ ที่ healthy และความสัมพันธ์ที่ toxic และความสัมพันธ์ ในบางความสัมพันธ์เช่นเป็นความสัมพันธพ่อ แม่กับลูกอ่ะเป็นสถานะที่มันเกิดมาแล้ว มันไม่สามารถตัดขาดหายออกไปได้จริงๆผมรู้ สึกว่าวิธีการนึงที่เราต้องทำความเข้าใจ เพื่อที่วันนึงเราเป็นพ่อแล้วเราเป็นแม่ แล้วไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่คนหรือพ่อแม่น้อง แมวเราจะได้ทำความเข้าใจแล้วเราจะไม่ส่ง ต่อบาดแผล
ใช่
เราเราต้องพูดกันได้เรื่องเหล่าเนี้ย
คือคือตลอดมาเราเราถูกห้ามพูดห้ามมา วิจารณ์พ่อแม่อะไรอย่างเงี้ยมันเลยทำให้ ยิ่งกดลงไปอีกอะไรอ
เราคิดว่ามันทำให้เรามีโฮปนะ
อือ
เราคิดว่าตอนแรกที่เราเหมือนยังมีความ โกรธอยู่แล้วมีความกลัวกลัวว่าฉันจะเป็น พ่อแม่แบบฉันแบบของเรามั้อ่ะมันทำให้เรา ไม่กล้ามีลูกด้วยซ้ำเพราะเรารู้สึกว่าแบบ เราไม่รู้ว่าเราจะ
อื
ไม่รู้จริงๆว่าเราจะเป็นอะไรส่งต่ออะไร ให้
ใช่แต่ถ้าเกิดเรามีทำแบบการทำความเข้าใจ เรารู้สึกเรามองเงาพ่อแม่เราได้แล้วมอง เงาตัวเองเราได้แล้วอ่ะแล้วเรายอมรับตรง นี้ได้แล้วเรา make peace กับมันได้แล้ว อ่ะเราก็มีความหวังนะว่าเราสามารถเป็นแม่ ที่ดีได้เหมือนกันมันเราเราเลยคิดว่ามัน สำคัญนี่อาจจะเป็นเหมือนเมื่อกี้เราคุย ถึงโครงสร้างที่ว่ามันเป็นปีระมิดใช่ป่ะ คะนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่หลายๆคนรุ่นใหม่ แบบไม่ได้มีลูกขนาดนั้นเพราะเก็มีความ กลัวเหมือนกันกลัวสังคมกลัวตัวเองกลัวพ่อ แม่กลัวทุกอย่างอ่ะเราจะอยู่ยังไงเราจะมี สังคมที่มันไม่มีความกลัวได้ยังไงอันนี้ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกันที่เราคิดว่า ควรควรคิดอ่ะค่ะ
หนังสือเล่มนี้นะจะเป็นอีกหนังสือเล่มนึง ที่อ่ะทำงานคุณรุ้งแล้วว่าทำให้มีความ หวัง
อื
ลดความกลัวลงไปผมเชื่อว่าทุกคนก็จะได้รับ อะไรบางอย่างจากหนังสือพ่อแม่ในตัวเรานะ ครับเพิ่มเติมเข้าไปแล้วก็อย่างที่เราคุย กันทุกครั้งครับพ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คน หนึ่งพ่อแม่ไม่ใช่พระอรหันต์ไม่ใช่พระใน บ้านทุกคนมีความผิดพลาดนั่นนี่ทุกคนมี โอกาสที่จะส่งต่อหรือสร้างความทรงจำที่งด งามหรือบาดแผลฉะนั้นแล้วเมื่อเราเข้าใจ ว่ามนุษย์ทุกคนต่างเป็นมนุษย์เช่นเดียว กันเรามาหาทางในการที่ลดการส่งต่อบาดแผล และสร้างความเข้าใจผ่านบทสนทนาต่างๆนะ ครับดังที่เราเน้นย้ำกันในรายการทุกๆ ครั้งครับเพราะการเริ่มต้นบทสนทนาจะเป็น การเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยและสร้างความเข้า ใจในทุกๆเรื่องนะครับก็ดีใจที่ฟังมาถึง ตรงนี้
เพราะเราต้องเริ่มเขียนแล้วนะมาคุยกันวัน นี้ต้องเริ่ม
ใช่มั้ต้องเริ่มฝึก
มาเขียน ผมได้เทคจริงไปแล้ว
เล่าเรื่องตัวเองได้เลยเนี่ย
อใช่ๆ
วันนีเงียบนะคะทุกคนอาจจะเห็นว่าเงียบ แต่ตอนแรกจดโน้ตไว้นะคะแบบเยอะ เยอะมากแบบตอนแรกเหมคือตอนแรกที่ได้โจทย์มาลุ้งเขียนแล้วก็โน้ตไว้ แบบปกติเวลาทำการบ้านรีเสิร์ชเราก็จะแบบ เขียนนะคิดอะไรเราเขียนเลยเราก็เขียน ประสบการณ์เรานู่นนี่
แต่ไม่รู้ว่า
บนเพจ Google Doc นั้น
เป็นเพจที่ทุกคนเห็นได้
ลุ้งเข้ามาในรายการแล้วแบบ F กับเอ่อ โปรดิวเซอร์ก็อารมณ์แบบเอิ่มคุณรุ้งคะเรา เห็นหมดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเราก็โอโน แล้วก็ตกใจแต่ว่าเราก็คิดว่าเออความจริง มันก็คือเหมือนที่พี่หนุ่มบอกคือเราจะ ต้องเริ่มเขียนก็เห็นพี่หนุ่มแล้วแบบโอเค สามารถ
เป็นแรงบันดาลใจให้รู้เหมือนกันนะ่ะคะว่า เออบางทีเราอาจจะต้องเริ่มเขียนแล้วอ่ะ เออ
อต้องรอต้องรอรอวันที่พี่คุณรุ้งเขียน แล้วก็เนี่ยชัถึงพี่หนุ่มเนี่ยแล้วก็
ดีกว่ากิจกรรมประกาศ
ขอบคุณพี่หนุ่มกิจกรรมประกาศ ค่ะ
ครับก็ฟังมาถึงตรงนี้นะครับหากคุณชื่นชอบ รายการg Friendly นะครับและชอบทอปิที่ เราอยู่ยกมาในวันนี้นะครับคอมเมนต์พูดคุย กันได้ใต้คลิปนี้ครับอย่างทอปิในวันเนี้ย คุณอาจจะหยิบยกให้ปมบาดแผลหรือความรู้สึก อะไรบางอย่างที่มีเกิดขึ้นมาแล้วก็ผ่าน พ้นมานะครับคอมเมนต์คุยกันได้ใต้คลิปนี้ หรือถ้าหากใครที่มีโอกาสอ่านหนังสือพ่อ แม่ในตัวเราแล้วรู้สึกอย่างไรหนังสือเล่ม นี้ทำงานกับคุณยังไงนะครับคอมเมนต์พูดคุย กันหน่อยครับอยากให้คอมเมนต์แลกเปลี่ยน กันเยอะๆนะครับอย่างที่ผมบอกทุกครั้งพื้น ที่ใต้คอมเมนต์นี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเรา จะรับฟังเราจะอ่านกันด้วยความเคารพถก เถียงกันบนฐานของข้อมูลและเหตุผลและการ เคารพซึ่งกันและกันนะครับแต่ถ้าหากไม่ อยากจะพลาดคเทentดีๆจากช่อง Mirror Thailand นะครับมีอีกเยอะแยะมากมายก็กด Subscribe และกดกระดิ่งกุ๊งกิ๊งติดตาม เอาไว้คุณจะมีคเทentเจ๋งๆให้ดูอีกเยอะมากๆ สำหรับวันนี้ครับขอตัว
ลาทุกคนไปก่อนนะครับขอบคุณพี่หนุ่มตอีก ครั้งครับขอบคุณ
ขอบคุณรุ้งครับแล้วก็ขอทุกคนนะครับพบเจอ แล้วก็กลับไปทักทายความเป็นพ่อแม่ในตัว คุณอย่าง Healy มีความสุขวันนี้สวัสดี ครับ เรา