Transcription
ท่านเคยเห็นวิดีโอแบบนี้ไหมครับ รูปปั้นของคน 2 คนคุกเข่าก้มหัวอยู่กลางลาน มีผู้คนเดินต่อแถวยาวเหยียด แต่ไม่ใช่เพื่อกราบไหว้ และไม่ใช่เพื่อถ่ายภาพเซลฟี่คู่ และไม่ใช่เพื่อสวดมนต์ขอพร แต่เพื่อเข้ามาตบ เข้ามาถ่มน้ำลาย และบางครั้งถึงขั้นปัสสาวะ
และที่น่าแปลกกว่านั้นก็คือ สิ่งนี้ไม่ได้เพิ่งมาเกิดขึ้น และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกระแสของโซเชียลในยุคนี้ แต่มีรายงานว่าคนจีนได้ทำแบบนี้มาหลายร้อยปีแล้ว ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ยังไม่มีกล้อง ยังไม่มีโทรศัพท์ และก็ยังไม่มีแพลตฟอร์มใดๆ เลย
แต่คำถามที่ผมอยากจะถามท่านตั้งแต่ต้นก็คือ คนๆ หนึ่งต้องทำอะไรไว้ ถึงทำให้สังคมทั้งชาติโกรธไม่หาย ยาวเกือบ 1,000 ปี และที่สำคัญกว่านั้น คนที่ถูกทำให้คุกเข่าอยู่ตรงนั้น เขาเป็นใคร
สวัสดีครับ กัลยาณมิตรทุกท่าน วันนี้ผมอยากจะชวนท่านคุยเรื่อง "อวสานความซื่อสัตย์" ผ่านเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 1,000 ปีที่แล้ว ในแผ่นดินจีน ยุคของราชวงศ์ซ่ง
เป็นเรื่องของขุนพลผู้เป็นสัญลักษณ์ของความภักดีและความกล้าหาญ คนที่สังคมจีนยกระดับขึ้นไปถึงขั้นเทพเจ้าแห่งสงคราม และวีรชนแห่งชาติ ผู้นั้นก็คืองักฮุย หรือที่รู้จักกันในชื่อสากลว่า "หยue Fei"
และเป็นเรื่องของคุณนางใหญ่อีกท่าน ผู้ถูกจดจำในฐานะของคนทรยศที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน ผู้นั้นก็คือฉินหุ้ย หรือที่หลายท่านอาจจะรู้จักในการออกเสียงแบบแต้จิ๋วว่า "ชินกุ้ย"
แต่นี่ไม่ใช่แค่นิทานประวัติศาสตร์นะครับ เพราะเรื่องนี้อยู่ในพฤติกรรมทางสังคม อยู่ในวิหารและสุสาน อยู่ในรูปปั้นที่ผู้คนยังเดินต่อคิวไปตบอยู่ทุกวัน
แต่ที่ผมอยากให้ท่านสังเกตมากที่สุดก็คือ มันอยู่ในนิยายกำลังภายในที่คนทั้งเอเชียโตมากับมัน นั่นก็คือ "มังกรหยก" ของกิมย้ง
และที่สำคัญที่สุดสำหรับผม เรื่องนี้อยู่ในชีวิตจริงของพวกเราหลายคน เพราะรูปแบบของความอยุติธรรมที่งักฮุยเผชิญ มันคล้ายกับสิ่งที่คนทำงานจำนวนมากเคยเจอในชีวิตการทำงานอย่างน่าประหลาด จนผมเชื่อว่าพอท่านได้ยินเรื่องราวของฉินหุ้ย ท่านอาจจะนึกหน้าของใครบางคนที่รู้จักขึ้นมาทันที
ย้อนกลับไป ค.ศ. 1126 ครับ ราชวงศ์จิน ทางเหนือบุกยึดแผ่นดินจีน เมืองหลวงเปี้ยนเหลียงแตก จักรพรรดิซ่งฮุยจง และจักรพรรดิซ่งชินจง ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยทางเหนือ ราชสำนักที่เหลือต้องล่าถอยลงใต้ จนเกิดเป็นยุคซ่งใต้ ภายใต้จักรพรรดิซ่งเกาจง
ลองจินตนาการภาพนี้ดูนะครับ ประเทศที่เสียเมืองหลวง เสียความเชื่อมั่น ผู้คนแตกตื่น และกองทัพศัตรูก็ยังคงทิ้งกองทัพเอาไว้ในประเทศ และทุกคนต่างก็รู้ดีว่า แผ่นดินครึ่งหนึ่งที่หายไป ไม่มีทางที่จะเอาคืนมาได้ด้วยการวอนขอ
ในยุคแบบนี้ การมีขุนพลสักคนหนึ่งที่บอกว่า "ผมจะทวงคืนแผ่นดิน" มันไม่ใช่แค่เรื่องของทางทหาร แต่มันคือความหวังที่ผู้คนยึดไว้ไม่ปล่อย และขุนพลท่านนั้นก็คืองักฮุย
งักฮุยเกิดในปี ค.ศ. 1103 ในครอบครัวชาวนาทางเหนือ เขาขึ้นมาจากทหารระดับล่าง ฝ่าฟันมาด้วยฝีมือและความซื่อสัตย์ จนกลายเป็นหนึ่งในแม่ทัพคนสำคัญของยุคซ่งใต้ เขาได้รับการจดจำจากประวัติศาสตร์ว่าเป็นวีรชนแห่งชาติ และต่อมาถูกยกระดับขึ้นเป็นเทพเจ้าแห่งสงครามในความเชื่อพื้นบ้านของจีน
สิ่งที่ทำให้ชื่อของงักฮุยกลายเป็นตำนานนั้น ไม่ใช่แค่ว่าเขาสู้เก่ง แต่ก็คือเขาเกือบทำสำเร็จ ในปี ค.ศ. 1140 งักฮุยนำทัพบุกขึ้นเหนือ และชนะการรบใหญ่หลายครั้ง ในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันก็คือเขตเหอหนาน ทั้งที่กองทัพของจินมีข้อได้เปรียบทั้งในด้านจำนวนและกำลัง แต่งักฮุยใช้ยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด ทำให้กองทัพม้าอันเกรียงไกรของจินเสียเปรียบในภูมิประเทศ ทางใต้ ไคเฟิง อดีตเมืองหลวงที่สูญเสียไป อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วครับ
แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เขาถูกราชสำนักส่งสัญญาณเรียกตัวกลับ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ไม่ใช่ 2 ครั้ง แต่ถึง 12 ครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น
ท่านลองหยุดแล้วนึกภาพตรงนี้ดูสักครู่นะครับ 12 ครั้ง ไม่ใช่ความบังเอิญ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่มันคือความตั้งใจ
ถ้าเปรียบเป็นชีวิตในการทำงาน มันก็ไม่ต่างกับที่ท่านกำลังจะปิดดีลที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต ทุ่มเทมาหลายปี ผลงานกำลังจะออกมา และมันจะเปลี่ยนทุกอย่างได้จริงๆ แต่จู่ๆ ก็มีคำสั่งจากข้างบนบอกให้หยุด ให้กลับมา ให้พักเรื่องนี้ไว้ก่อน และคำสั่งนั้นไม่ใช่เพราะท่านทำผิดอะไร แต่เพราะมีคนบางคนไม่ อยากให้ท่านชนะ
และนี่ก็คือหัวใจของโศกนาฏกรรมงักฮุย
แต่เพื่อให้เรื่องนี้ไม่กลายเป็นนิทานที่ดำมืดเกินไป ผมอยากจะอธิบายมุมที่ซับซ้อนกว่านั้นด้วยนะครับ ในมุมของรัฐบาลซ่งใต้ สงครามก็คือค่าใช้จ่ายมหาศาล และฉินหุ้ย ในฐานะของคุณนางใหญ่ฝ่ายสันติภาพ ก็มีเหตุผลของตัวเองว่าสงครามนั้นแพงเกินไป ทั้งในเชิงของทรัพยากรและความเสี่ยงด้านอื่น
เรื่องของงักฮุยจึงเจ็บปวดมากกว่าเรื่องของคนชั่วคนเดียวมาก เพราะมันคือระบบทั้งระบบที่ผลิตผลลัพธ์นี้ออกมา
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ งักฮุยถูกจำคุกใน ค.ศ. 1141 และถูกสังหารในต้นปี ค.ศ. 1142 ขณะที่อายุเพียง 39 ปี
และสิ่งที่ทำให้คนฟังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเจ็บปวดที่สุดก็คือ งักฮุยไม่ได้พ่ายศัตรูในสนามรบ เขาไม่ได้ตายในขณะสู้รบ แต่เขาตายจากฝีมือของคนฝ่ายเดียวกัน
นี่ก็คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าหลายท่านเข้าใจได้ทันที ในชีวิตของการทำงาน เราไม่ได้กลัวคู่แข่งจากภายนอกมากที่สุด สิ่งที่หลายคนกลัวที่สุดก็คือเกมที่เล่นกันอยู่ภายในองค์กร กลัวข่าวลือ กลัวการแปะป้ายว่าไม่ใช่คนในทีม กลัวการโดนหักหลังจากคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมเดียวกัน กลัวการมีคนไปบอกนายว่าคุณมีปัญหา ทั้งที่คุณแค่พูดความจริง
งักฮุยไม่ใช่คนแรกที่เจอแบบนี้ และเขาก็ไม่ใช่คนสุดท้าย
และตรงนี้ครับ เราถึงส่วนที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในวิดีโอนี้ มีเรื่องเล่าที่โด่งดังมากในประวัติศาสตร์ของจีนว่า เมื่อหาซื่อโจง แม่ทัพอีกคน ซึ่งเห็นว่าข้อหาของงักฮุยไม่สมเหตุสมผล ไปถามฉินหุ้ยตรงๆ ว่า งักฮุยผิดอะไร คำตอบที่ได้มากลับถูกบันทึกลงในพงศาวดารซ่ง และต่อมากลายเป็นสำนวนที่ฝังอยู่ในความทรงจำของสังคมจีนมาหลายร้อยปี
ความหมายของมันเมื่อแปลเป็นภาษาไทยก็คือ "อาจจะมีหรืออาจจะไม่มีก็ได้" พูดง่ายๆ ก็คือน่าจะมีอยู่บ้าง โดยไม่มีหลักฐานยืนยันใดๆ เลย
แม้นักวิชาการก็ยังถกเถียงกันว่า ความหมายดั้งเดิมในบริบทนั้นคืออะไรกันแน่ แต่สิ่งที่ชัดเจนก็คือ สำนวนนี้ถูกจดจำในสังคมจีนมาหลายร้อยปีแล้ว ในความหมายว่าข้อกล่าวหาลอยๆ ที่ไม่มีมูล และมีผู้บันทึกว่ามันทำให้คนทั้งแผ่นดินไม่อาจจะยอมรับได้
ลองนึกดูนะครับว่า มันต้องเจ็บปวดแค่ไหนที่คุณถูกตัดสิน โดยที่ผู้ตัดสินเองก็ยังไม่รู้ว่าคุณทำผิดจริงหรือเปล่า แต่ระบบก็ตัดสินต่อไป เพราะระบบไม่จำเป็นต้องรอให้ความจริงครบ
ข้อกล่าวหาลอยๆ ในชีวิตจริงของการทำงานยุคนี้ ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาเป็นเอกสารคดี แต่มีรูปร่างเป็นสิ่งเหล่านี้ครับ ข่าวลือที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ การที่มีคนไปบอกเจ้านายว่าท่านไม่ค่อยร่วมมือ หรือการที่ผลงานของท่านถูกเอ่ยถึง โดยที่ไม่มีชื่อของท่านอยู่ในนั้น หรือการที่ท่านถูกมองว่ายากจะทำงานด้วย ทั้งที่ท่านแค่พูดความจริง
และสุดท้าย คนที่ถูกตัดสิน ไม่ได้ถูกตัดสินด้วยความจริง แต่ถูกตัดสินด้วยกรอบของเรื่องเล่าที่คนมีอำนาจเลือกที่จะเชื่อ
ก่อนที่เราจะไปถึงส่วนต่อไป มีรายละเอียดเล็กๆ อันนึงที่ผมชอบมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเรื่องของงักฮุยนั้นฝังลงไปในชีวิตประจำวันของคนจีนแค่ไหน ท่านรู้จัก "ปาท่องโก๋" ไหมครับ ขนมแป้งทอด 2 แท่งที่ติดกันแบบที่เราคุ้นเคยกันดี มีตำนานเล่าต่อกันมาว่าขนมนั้นมีที่มาจากความโกรธแค้นของชาวบ้านที่มีต่อฉินหุ้ยและภรรยา ซึ่งเปรียบเสมือนการทอดคนทั้งสองในน้ำมันร้อน ซึ่งเป็นการลงโทษเชิงสัญลักษณ์ที่กินได้
นักประวัติศาสตร์ก็ยังคงถกเถียงกันว่าตำนานนี้จริงแค่ไหน และอาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าพื้นบ้านที่ผูกขึ้นมาในภายหลัง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าความจริงของตำนาน ก็คือความจริงที่ว่าตำนานนี้แพร่หลาย คนได้ยิน เราเชื่อ และเรื่องนี้ก็ยังถูกเล่าซ้ำๆ มาหลายร้อยปีจนถึงทุกวันนี้
นั่นแปลว่า ความโกรธแค้นต่อฉินหุ้ย ไม่ได้อยู่แค่ในตำราประวัติศาสตร์ แต่มันเดินเข้าไปในครัวของคนธรรมดาสามัญ อยู่ในโต๊ะอาหารเช้าของทุกๆ วัน
หลังจากงักฮุยเสียชีวิต เรื่องราวก็ยังไม่จบอยู่เพียงแค่นั้นครับ ไม่นานหลังจากนั้น คำตัดสินเดิมก็ถูกกลับ ลบล้าง ชื่อของงักฮุยก็ถูกฟื้นคืน และเรื่องราวของเขาก็ถูกถักทอเข้ากับความหมายของความรักชาติ ความภักดี และอุดมการณ์เพื่อแผ่นดิน ซึ่งสังคมจีนถือสืบต่อกันมาหลายศตวรรษ
มีการสร้างวิหารและสุสานรำลึกใกล้ทะเลสาบซีหูในเมืองหางโจว ซึ่งต่อมากลายเป็นสถานที่แสวงบุญสำหรับผู้ที่ยึดถือค่านิยมของความภักดีและความซื่อสัตย์
และที่น่าสุสานั้นเอง ก็มีการตั้งรูปปั้นโลหะรูปร่างฉินหุ้ย พร้อมภรรยาและผู้เกี่ยวข้อง ให้คุกเข่าลงต่อหน้าโต๊ะสุสาน
รูปปั้นคุกเข่าชุดแรกถูกตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 15 โดยข้าหลวงในมณฑลเจ้อเจียง เจตนาชัดเจนมากครับ ไม่ใช่เพื่อรำลึก และไม่ใช่เพื่อศึกษา แต่เพื่อให้คนรุ่นหลังสาปแช่งได้ด้วยมือของตัวเอง
ทุกวันนี้ มีรูปปั้นลักษณะเดียวกันนี้อยู่หลายชุดในประเทศจีน บางแห่งก็ต้องทำราวเหล็กกั้น เพราะมีคนเอารองเท้าไปตี มีคนถ่มน้ำลาย และในบางพื้นที่ก็มีผู้ปัสสาวะใส่รูปปั้นด้วย
ไม่ใช่เรื่องน่าสวยงาม แต่มันแสดงเห็นบางอย่างที่ลึกมากเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ นั่นก็คือความโกรธแค้นต่อการทรยศนั้น ไม่มีวันหมดอายุ
และตอนนี้ ผมอยากจะพาท่านออกจากประวัติศาสตร์ และก้าวเข้าสู่โลกที่คนรักมังกรหยกจะยิ้มกันได้เลยครับ
ก๊วยเจ๋ง ตัวละครเอกของมังกรหยกภาคแรก ถูกกิมย้งวางไว้ให้เป็นตัวแทนของคนที่ซื่อตรงและภักดี เขาไม่ฉลาดเฉลียวเหมือนกับตัวละครอื่น เขาไม่ได้เกิดมาในตระกูลที่สูงส่ง แต่มีสิ่งหนึ่งก็คือ เขามีหัวใจที่ไม่เคยเบนออกจากสิ่งที่ถูกต้อง
และในนิยาย กิมย้งให้ก๊วยเจ๋งได้เรียนรู้ยุทธศาสตร์จากคัมภีร์อู่มู่ ซึ่งนิยายโยงว่างักฮุยเป็นผู้เขียนไว้ก่อนสิ้นชีวิต นี่ทำให้ก๊วยเจ๋งไม่ใช่แค่นักสู้ที่ใช้กำลังแข็งแกร่ง แต่เป็นนักวางแผนที่ใช้ยุทธศาสตร์ ความรู้ของงักฮุยจึงถูกส่งต่อผ่านตัวละครที่มีคุณธรรมพอที่จะรับมรดกนั้น
ผมเชื่อว่ากิมย้งเลือกรายละเอียดนี้อย่างตั้งใจมาก เพราะมันสื่อสารบางอย่างที่ลึกมาก นั่นก็คือความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ต้องไปอยู่ในมือของคนที่มีคุณธรรมมากพอ ถ้าคัมภีร์อู่มู่ไปตกอยู่ในมือของฉินหุ้ย แทนที่จะเป็นก๊วยเจ๋ง ผลลัพธ์ก็คงไม่เหมือนกัน
ก๊วยเจ๋งคือคนที่ไม่ถนัดเกม แต่ถนัดความถูกต้อง และเพราะเขายึดถือมรดกของงักฮุย ความถูกต้องนั้นจึงมีพลังในสนามรบ
ทีนี้มาถึงอีกปมหนึ่งที่แฟน "มังกรหยก" จะจำได้แม่นมาก ในนิยาย "ดาบมังกรหยก" มีอาวุธคู่ตำนาน 2 ชิ้น ได้แก่ กระบี่อิงฟ้า และดาบสังหารมังกร ซึ่งทางยุทธภพต่างไล่ล่าด้วยความเชื่อที่ว่า ผู้ใดที่ได้ดาบจะครองยุทธภพ และผู้ใดที่ได้กระบี่จะสยบผู้ครองดาบได้
แต่ความลับที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในดาบสังหารมังกร ก็คือคัมภีร์อู่มู่ของก๊วยเซาเทียน ก๊วยเซาเทียนก็คือตัวละครที่ได้ค้นพบความลับนี้ในที่สุด และมันทำให้เรื่องราวของงักฮุย เดินทางข้ามกาลเวลา จากราชวงศ์ซ่งที่ 900 ปีก่อน มาถึงยุทธภพของมังกรหยก และเข้าสู่จินตนาการของผู้อ่านทั่วทั้งเอเชีย
แต่มีรายละเอียดที่น่าสนใจมากครับ กิมย้งปรับแก้ นิยายของตัวเองหลายรอบตลอดชีวิตของเขา ในฉบับที่ตีพิมพ์ช่วง ค.ศ. 1961-1963 นั้น ความลับในดาบถูกเล่าอีกแบบหนึ่ง แต่ในฉบับที่แก้ไขช่วงหลัง เขาเปลี่ยนรายละเอียดเป็นแผ่นเหล็ก 2 ซีกที่ชี้ทางไปสู่คัมภีร์ แทนที่จะให้คัมภีร์กระดาษซ่อนอยู่ในดาบโดยตรง เพราะเมื่อคิดดูให้ดี กระดาษในดาบเหล็กที่ถูกหลอมและตีนั้น คงไม่มีทางที่จะรอดจากความร้อนมาได้
นี่แสดงเห็นว่า กิมย้งไม่ได้แค่เล่าเรื่อง แต่เขาคิดถึงความสมเหตุสมผลของทุกรายละเอียดด้วย
แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นฉบับไหน ก็คือแก่นของเรื่อง งักฮุยถูกทำให้เป็นมรดกทางปัญญาที่รอคนที่มีคุณธรรมพอมารับสืบต่อ และนั่นคือสิ่งที่กิมย้งต้องการจะบอก
กลับมาที่คำถามที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในวิดีโอนี้ครับ ถ้าสังคมจีนยกย่องงักฮุยเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม ถ้าตำราเรียนประวัติศาสตร์จีนทุกเล่มบอกว่าฉินหุ้ยคือคนทรยศ ถ้ามีรูปปั้นให้คนเดินต่อแถวไปสาปแช่งเกือบ 600 ปีแล้ว แล้วทำไมทุกยุคทุกสมัย ถึงมี "ฉินหุ้ย" แบบนี้เกิดขึ้นมาได้
คำตอบของผมอยู่ที่ความแตกต่างระหว่าง 2 สิ่งนี้ครับ ก็คือ "ค่านิยมของสังคม" กับ "ระบบรางวัลของอำนาจ"
ค่านิยมของสังคมอาจจะบอกว่า ซื่อสัตย์คือดี ภักดีคือถูกต้อง แต่ระบบรางวัลของอำนาจในหลายองค์กร หลายสถาบัน และหลายระบบการเมือง กลับให้รางวัลแก่คนที่เล่นเกมเก่ง คนที่รู้จักพูดให้ผู้มีอำนาจรู้สึกดี และคนที่ทำให้ความเสี่ยงหายไปจากโต๊ะของผู้บริหาร แม้ต้นทุนของมันก็คือการทำลายคนซื่อสัตย์
เมื่อค่านิยมกับระบบรางวัลไม่ตรงกัน คนแบบฉินหุ้ยก็จะมีพื้นที่ให้เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าสังคมนั้นจะยกย่องคนดีมานานแค่ไหนก็ตาม
ไม่ใช่แค่ในราชสำนักจีนเมื่อ 900 ปีก่อน แต่ในประเทศ องค์กร หรือการทำงานของท่านเอง ณ วันนี้
ถึงตรงนี้ ในฐานะที่ผมและหลายท่านในช่องนี้เป็นชาวพุทธ ผมอยากพูดตรงๆ ในส่วนที่สำคัญมากครับ พระพุทธเจ้าสอนว่า "ความโกรธ ความพยาบาท" คือกิเลสที่ควรละ ไม่ใช่คนสะสม
และธรรมะข้อนี้ถูกต้องและสำคัญเสมอ ไม่ว่าคนที่เราโกรธอยู่นั้นจะสมควรถูกโกรธแค่ไหนก็ตาม เพราะความโกรธ ความพยาบาท ความอาฆาต ล้วนเป็นไฟที่เผาไหม้คนที่ถือมันไว้ ไม่ใช่คนที่เราโกรธ
ถ้าท่านโกรธฉินหุ้ยของท่านอยู่ทุกวัน ท่านกำลังให้เขาเช่าพื้นที่ในหัวใจของท่าน โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า และนั่นไม่ยุติธรรมสำหรับท่านเลยครับ
ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากจะชวนท่านทำ ไม่ใช่การลืมว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่การแกล้งทำเป็นว่าไม่มีอะไร แต่คือการ "อโหสิกรรม" ให้อภัย และแผ่เมตตาให้กับคนเหล่านั้น ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่เพื่อพวกเขาครับ แต่เพื่อตัวของท่านเอง เพื่อให้ใจของท่านมีอิสรภาพ เพื่อให้ท่านหลุดพ้นจากภาระที่ไม่ควรจะแบกอีกต่อไป
พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า "ความโกรธ ไม่ได้แก้ปัญหา แต่กลับสร้างทุกข์ให้กับผู้โกรธเป็นคนแรก ก่อนที่มันจะไปกระทบกับคนอื่น"
ฉินหุ้ยในชีวิตของท่าน อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยกับความโกรธของท่าน แต่ท่านรู้สึก และท่านเป็นคนที่จ่ายราคาของมันทุกวัน
แต่การอโหสิกรรมและการแผ่เมตตา ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นเหยื่อตลอดไปครับ พระพุทธเจ้าสอนให้มีทั้ง "เมตตา" และ "ปัญญา" ควบคู่กัน
ใจที่เปลี่ยนไปด้วยเมตตา ไม่ได้แปลว่าขาดสติและขาดการพิจารณา ท่านสามารถให้อภัยฉินหุ้ยของท่านในใจได้ แต่ในทางปฏิบัติ ท่านก็ต้องรู้จักหลบ รู้จักหลีก ต้องรู้จักวางตัวอย่างชาญฉลาด ต้องสร้างระยะห่างที่เหมาะสม ต้องไม่มอบความไว้วางใจแบบเดิมๆ ให้กับคนที่เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาจะใช้มันอย่างไร
ให้อภัยในใจ แต่จำในสติ เมตตาในจิต แต่ระวังในการกระทำ นี่ไม่ใช่ความขัดแย้งกันครับ แต่คือการใช้ทั้งธรรมะและปัญญาร่วมกัน ซึ่งเป็นแก่นของหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา
และถ้าท่านทำแบบนี้ได้ สุดท้ายฉินหุ้ยของท่านก็จะแพ้ภัยตัวเองไปในที่สุด เพราะคนที่เล่นเกมแบบนี้ ไม่เคยเล่นกับท่านเพียงแค่คนเดียว แล้ววันหนึ่งกงกรรมก็จะต้องกลับมาถึงตัวท่าน ไม่จำเป็นต้องไปจัดการอะไร เพียงแค่ดูแลตัวเองให้ดี และปล่อยให้เวลาและกรรมทำหน้าที่ของมันเองครับ
และนี่ก็คือสิ่งที่ผมอยากให้ท่านจำไว้ให้ดีที่สุดในวิดีโอนี้นะครับ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์สอนเราว่า ฉินหุ้ยไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็น "ประเภท" ของคนที่มีอยู่ในทุกยุคทุกสมัย ฉินหุ้ยคนนี้จะไป แต่ฉินหุ้ยคนใหม่ก็จะต้องมา
ไม่ใช่เพราะโลกมันร้ายกาจเป็นพิเศษ แต่เพราะธรรมชาติของมนุษย์มี 2 ด้านเสมอ ตราบใดที่ยังมีอำนาจ ยังมีผลประโยชน์ ยังมีความกลัวในใจของคน ก็จะมีคนที่เลือกทางลัดแบบนี้
ดังนั้น ดีที่สุดที่เราทำได้ ไม่ใช่การรอให้โลกเปลี่ยน แต่คือการยกระดับจิตของตัวเราเอง ไม่โกรธ ไม่พยาบาท แต่ก็ไม่ประมาท ทำใจให้บริสุทธิ์ แต่ก็เดินด้วยปัญญา เพราะเมื่อใจของเราสูงพอ เราก็จะไม่หวั่นไหวกับเกมที่คนระดับต่ำกว่าเล่น และนั่นก็คืออิสรภาพที่แท้จริง ไม่ใช่อิสรภาพที่รอให้คนอื่นมอบให้ แต่คืออิสรภาพที่เราสร้างขึ้นเอง จากภายใน
ผมอยากจะทิ้งประโยคนี้ไว้กับท่านนะครับ "ความซื่อสัตย์ อวสานเฉพาะในคนแบบฉินหุ้ย แต่จะไม่มีวันอวสานกับคนแบบพวกเรา"
เพราะคนแบบเรา อาจจะไม่ได้ชนะทุกเกม อาจจะไม่ได้รับเครดิตทุกครั้งที่คนได้รับ อาจจะถูกข้อกล่าวหาแบบลอยๆ ในบางช่วงของชีวิต แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ทรยศตัวเอง
และผมเชื่อว่า ถ้ากัลยาณมิตรทุกท่านที่ฟังช่องนี้อยู่ ได้เกิดใหม่อีกกี่ครั้ง ท่านก็จะทุ่มเทด้วยความซื่อสัตย์อย่างที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเราเป็น ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้จักเกม แต่เพราะเราไม่เลือกที่จะเล่นเกมแบบนั้น
แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องไม่ลืมธรรมะของพระพุทธเจ้าครับ ให้อภัยเขา แผ่เมตตาให้เขา ไม่ใช่เพื่อเขา แต่เพื่อปลดปล่อยตัวของเราเอง จากภาระของความโกรธและพยาบาท เพราะนั่นก็คือกิเลสที่เผาไหม้ตัวเราเอง ไม่ใช่เขา
และจงมีปัญญา รู้จักหลบ รู้จักหลีก ไม่เป็นเหยื่อตลอดไป เพราะสุดท้ายคนที่ท่านนึกถึงตอนนี้ ก็จะต้องแพ้ภัยตัวเองไปในที่สุด
ท้ายที่สุด เรื่องของฉินหุ้ยก็บอกเล่าว่า แม้เขาจะได้ผลระยะสั้น แต่มรดกที่เขาทิ้งไว้มีเพียงอย่างเดียว ก็คือความน่ารังเกียจที่ยาวนานเกือบ 1,000 ปี จนคนรุ่นหลังต้องทำรูปปั้นให้เขาคุกเข่า ให้โดนตบ ให้โดนถ่มน้ำลาย
ในขณะที่งักฮุย ถูกสร้างวิหาร ถูกยกย่องเป็นเทพเจ้า ถูกเล่าเรื่องซ้ำในตำราเรียน ในศาลเจ้า และในนิยายที่คนทั้งเอเชียโตมากับมันมาตลอดกว่า 900 ปี
ระยะสั้นของฉินหุ้ย กับนิรันดร์ของงักฮุ่ย ท่านเลือกแบบไหนในชีวิตของตัวเอง
ถ้าชอบวิดีโอนี้ ฝากกดไลค์ กดติดตาม และกดกระดิ่งแจ้งเตือนไว้ด้วยนะครับ แล้วคอมเมนต์บอกผมด้วยนะครับว่า ในชีวิตของท่าน ท่านเคยเจอ "ฉินหุ้ย" แบบไหน และท่านจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร ด้วยความโกรธ หรือด้วยธรรมะ
และมีบางท่านแจ้งผมมาว่า ไม่ได้รับการแจ้งเตือนเมื่อผมออกวิดีโอใหม่ ดังนั้น หากท่านรับชมอยู่ทาง YouTube และติดตามผมอยู่แล้ว อย่าลืมกดเครื่องหมายกระดิ่งข้างชื่อผมด้วยนะครับ แล้วเจอกันใหม่ในวิดีโอหน้า สวัสดีครับ