📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เปิดท่าทีนานาชาติ สงครามตะวันออกกลาง

เรื่องเล่าเช้านี้11:29

Transcription

ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน บั อัลบูไซดี ซึ่งก่อนหน้าเป็นคนกลางเจรจา นิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แสดงความผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง โดยกล่าวเตือนสหรัฐผ่าน X ว่า "นี้ไม่ใช่สงครามของคุณ อย่าถลำลึกไปมากกว่านี้"

ขณะที่ประเทศพันธมิตรของสหรัฐอย่าง ฝรั่งเศส เยอรมัน สหราชอาณาจักร ผู้นำจากทั้งสามประเทศออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องให้อิหร่านหาทางออกผ่านการเจรจา และยุติโครงการนิวเคลียร์ รวมถึงกิจกรรมที่สร้างความไม่มั่นคง ซึ่งทั้ง 3 ประเทศยืนยันว่า ไม่ได้เข้าร่วมในการโจมตีครั้งนี้

ล่าสุดนะครับท่านผู้ชมนานาชาติ เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตเรส ออกมาเรียกร้องให้ยุติการสู้รบทันทีหลังเกิดเหตุโจมตีอิหร่าน โดยเตือนว่าถ้าปล่อยให้การสู้รบดำเนินต่อไป จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายวงก้าง สร้างความไม่มั่นคงไปทั่วทั้งภูมิภาค กูเตเรสกล่าวในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติว่า "ผมเสียใจอย่างยิ่ง ที่โอกาสทางการทูตถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ภูมิภาคนี้และโลกต้องการทางออก ในตอนนี้ผมขอเรียกร้องให้ยุติการสู้รบทันที และลดระดับความตึงเครียด หากทำไม่ได้ จะเสี่ยงต่อความขัดแย้งในภูมิภาคที่กว้างขึ้น ที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อพลเรือน"

ดังนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐระบุว่า การโจมตีมุ่งเป้าไปที่จุดยุทธศาสตร์ เพื่อทำลายขีดความสามารถทางขีปนาวุธ และกองเรือที่ใช้สร้างความไม่มั่นคง รวมถึงเพื่อเป็นการรับประกันว่าระบอบอิหร่าน จะไม่มีวันคุกคามโลกด้วยนิวเคลียร์

ด้านเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ แดนนี่ ดานอน เสริมว่า "เมื่อระบอบหนึ่งกู่ร้องว่าอเมริกาจงพินาศ อิสราเอลจงพินาศ เราถือว่าเป็นเรื่องจริงจัง เราเชื่อพวกเขา และเราจึงลงมือ"

แน่นอนว่ารัสเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ วาซิลี เนเบนเซีย ระบุประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการกระทำที่ก้าวร้าว อาจจะลุกลามบานปลายไปไกลเกินกว่าคาบสมุทรตะวันออกกลาง "ก้าวร้าว อาจจะลุกลามเกินเลยกว่าตะวันออกกลาง"

ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน บั อัลบูไซดี ซึ่งก่อนหน้าเป็นคนกลางเจรจาอาจารย์นิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แสดงความผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง โดยกล่าวเตือนสหรัฐผ่าน X ว่า "นี้ไม่ใช้สงครามของคุณ อย่าถลำลึกไปมากกว่านี้" นี่คือโอมาน

ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าผิดกฎหมาย ไม่มีเหตุผล ระบุว่าทรัมป์ได้เปลี่ยนนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" หรือ "อเมริกาเฟิร์ส" ให้กลายเป็น "อิสราเอลต้องมาก่อน" หรือ "อิสราเอลเฟิร์ส" ซึ่งสุดท้ายแล้วจะหมายถึงอเมริกา "รัฐ" หรืออเมริกา "ล้างท้าย"

ซาอุดิอาระเบียครับ ก็ประณามการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านที่พุ่งเป้าไปที่บาห์เรน UAE กาตาร์ จอร์แดน และคูเวต โดยระบุว่า เป็นการรุกรานที่โจ่งแจ้ง และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังแก่ประเทศพี่น้องในอ่าวเปอร์เซีย

ขณะที่ประเทศพันธมิตรของสหรัฐอย่าง ฝรั่งเศส เยอรมัน สหราชอาณาจักร ผู้นำจากทั้งสามประเทศออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องให้อิหร่านเรียกหาทางออกผ่านการเจรจา และยุติโครงการนิวเคลียร์ รวมถึงกิจกรรมที่สร้างความไม่มั่นคง ซึ่งทั้ง 3 ประเทศยืนยันว่า ไม่ได้เข้าร่วมในการโจมตีครั้งนี้

เซอร์ไมเคิล มอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่า "เครื่องบินของกองทัพอังกฤษได้ขึ้นบิน ปฏิบัติหน้าที่ในตะวันออกกลางวันนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการป้องกันระดับภูมิภาค ที่ร่วมมือกันเพื่อปกป้องประชาชน ผลประโยชน์ และพันธมิตรของเรา"

ขณะที่ เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ยืนยันว่า ฝรั่งเศส ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับปฏิบัติการโจมตีอิหร่านในครั้งนี้ โดยย้ำว่า "สิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดอย่างยิ่งยวด คือความปลอดภัยของพลเมืองของเราในทุกประเทศที่กำลังถูกโจมตีอยู่ในขณะนี้ ลำดับถัดมาคือความมั่นคงปลอดภัยของฐานทัพทหารและสถานเอกอัครราชทูตของเรา" และบอกด้วยว่ากระบวนการทางการทูตจะกลับมาดำเนินต่อไปได้อีกครั้ง

นายกรัฐมนตรี แอนโทนี แอลบาเนซี ของออสเตรเลีย ก็แสดงท่าทีสนับสนุนสหรัฐนะครับ ในการสกัดกั้นอิหร่านจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และย้ำด้วยว่าโครงการนิวเคลียร์ของระบอบอิหร่าน ถือเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของโลก รวมถึงพูดถึงการเสียชีวิตของ อายะตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านว่า "จะไม่เป็นที่โศกเศร้าอะไร"

แคนาดา นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของแคนาดา ย้ำจุดยืนว่า อิหร่านคือต้นตอหลักของความไม่มั่นคงและการก่อการร้ายในตะวันออกกลาง รัฐบาลแคนาดาประกาศชัดเจนว่าไม่มีวันยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด คือที่ผ่านมาเนี่ย แคนาดาได้ขึ้นบัญชีดำกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามเป็นองค์กรก่อการร้ายไปแล้ว พร้อมทั้งใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นเด็ดขาด กับหน่วยงานและตัวบุคคลในอิหร่านรวมกว่า 470 ราย เพื่อตอบโต้การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยม

ด้านปฏิบัติการทางทหารนั้น แคนาดาประกาศยืนเคียงข้างสหรัฐและพันธมิตร ในความพยายามยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน พร้อมทั้งยืนยันสิทธิในการป้องกันตนเองของอิสราเอล เพื่อรักษาความมั่นคงในภูมิภาคและปกป้องพลเมืองจากการคุกคามของระบอบที่กดขี่

ขณะที่ตุรกี ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและกังวลอย่างยิ่งต่อการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐกับอิสราเอล ประณามการโจมตีในช่วงช่วงเช้ามืดว่า ละเมิดอธิปไตยของอิหร่านอย่างโจ่งแจ้ง มุ่งทำลายสันติสุขของประชาชนคนอิหร่าน และระบุว่าอิหร่านที่ตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เช่นเดียวกัน

แล้วก็เตือนว่าหากทุกฝ่ายปราศจากการยับยั้งชั่งใจและไม่เปิดพื้นที่ให้กับการทูต ภูมิภาคนี้ก็ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกลากเข้าสู่วงล้อมแห่งไฟ ดังนั้นผู้มีบทบาททุกฝ่ายต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันให้เกิดการนองเลือดไปมากกว่านี้

ที่ต้องจับตาดูคือจีน กระทรวงต่างประเทศจีนออกมาแสดงความกังวลต่อการโจมตีทางทหารในครั้งนี้ และย้ำถึงความสำคัญในการเคารพอธิปไตย ความมั่นคง และบูรณภาพแห่งดินแดนของอิหร่าน จีนขอเรียกร้องให้หยุดปฏิบัติการทางทหารในทันที และอย่าให้มีการยกระดับความตึงเครียดของสถานการณ์ไปมากกว่านี้ ขอให้กลับสู่กระบวนการสนทนาและเจรจา รวมถึงร่วมกันรักษาความสงบและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง

ที่น่าสนใจนะครับท่านผู้ชม เอ่อคือแถลงการณ์กระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งออกมาเมื่อวานนี้นะครับ รัสเซียก็แน่นอนประณามนะครับท่านผู้ชม รัสเซียระบุว่ากองกำลังของอเมริกาและอิสราเอลโจมตีทางอากาศต่อดินแดนของอิหร่าน ขอบเขตการโจมตีลักษณะคือมีการเตรียมการทางทหาร ทางการเมือง และการโฆษณาชวนเชื่อ การส่งกำลังฐานสหรัฐจำนวนมากเข้าสู่ภูมิภาค ทำให้ไม่อาจมีข้อสงสัยว่านี่คือการลุกรานทางทหารโดยเจตนา มีการวางแผนล่วงหน้า ปราศจากการยั่วยุ เป็นการละเมิดหลักการและบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ นี่คือท่าทีของกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย

โดยระบุว่าที่ต้องประณามเป็นพิเศษคือ "การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นอีกครั้งภายใต้ฉากหน้าของกระบวนการเจรจาที่กลับมาเริ่มต้นใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายตามที่กล่าวอ้าง เพื่อสร้างเสถียรภาพระยะยาวเกี่ยวกับสถานการณ์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการรับรองต่อฝ่ายรัสเซียว่าอิสราเอลไม่มีความประสงค์จะเข้าสู่การเผชิญหน้าทางทหารกับอิหร่าน ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงผู้นำของสหประชาชาติและทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ จำเป็นต้องเร่งให้การประเมินอย่างเป็นกลางและปราศจากอคติต่อการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบนี้ ซึ่งมุ่งบ่อนทำลายสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในตะวันออกกลาง"

กระทรวงต่างประเทศรัสเซียระบุว่า วอชิงตัน คือสหรัฐ และเทลอาวีฟ คืออิสราเอล เลือกเดินบนเส้นทางอันตราย กำลังผลักดันภูมิภาคนี้ไปสู่หายนะด้านเศรษฐกิจ รวมถึงภัยพิบัติทางรังสี ความตั้งใจของผู้ปกครองชัดเจนและประกาศอย่างเปิดเผยคือต้องการรื้อถอนระเบียบรัฐธรรมนูญและโค่นผู้นำของรัฐที่พวกเขามองว่าไม่พึงประสงค์ เพราะปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อแรงกดดันและอำนาจบีบบังคับแบบเจ้าอำนาจ ความรับผิดชอบต่อผลกระทบของวิกฤต รวมถึงปฏิญาลูกโซ่ที่คาดเดาไม่ได้ และวงจรความรุนแรงที่ทวีความรุนแรงขึ้นตกอยู่กับพวกเขาโดยสิ้นเชิง นี่ฮะ นี่เป็นแถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งเรียกร้องให้กลับเข้าสู่แนวทางการเมืองและการทูตโดยทันที

รัสเซีย "พร้อมเสมอที่จะมีส่วนช่วยในการผลักดันแนวทางแก้ไขอย่างสันติ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ความเคารพซึ่งกันและกัน และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายอย่างสมดุล"

ย้อนกลับไปที่เมื่อวานนี้นำเสนอไป การเจรจาที่ล้มเหลว และทรัมป์แสดงความไม่พอใจ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็ประกาศเปิดยุทธการทางการทหารเต็มรูปแบบ คือการเจรจาระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล คุยกันที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์นะครับ ตั้งแต่ 26 กุมภาพันธ์ไม่สัมฤทธิ์ผล รัฐบาลสหรัฐเนี่ย ยื่นเงื่อนไขรัฐบาลอิหร่านทำลายโรงงานพัฒนานิวเคลียร์ในเมืองฟอร์โด และนาทาน และอิสฟาฮานอย่างสิ้นเชิง แล้วก็ให้มอบแร่ยูเรเนียมทั้งหมดในความครอบครองของอิหร่านมาเก็บดูแลรักษาในสหรัฐ รวมถึงข้อตกลงใดๆระหว่างสหรัฐกับอิหร่านต้องเป็นข้อตกลงแบบถาวร ไม่มีกำหนดเวลาหมดอายุ

ฝ่ายอิหร่านยื่นข้อเสนอกลับไปฝ่ายสหรัฐ ก่อนการเจรจารอบ 3 ว่าอิหร่านจะยอมระงับการพัฒนาโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลา 7 ปี และจะจำกัดความเข้มข้นของแร่ยูเรเนียมให้อยู่ในระดับต่ำแค่ 3.6% จากที่เคยทำได้ถึง 60% คือการสร้างนิวเคลียร์ต้องใช้ 90% อิหร่านทำได้แล้ว 60% ค่ะ อ่ายอมที่จะจำกัดความเข้มข้นอยู่ที่ 3.6%

ระหว่างการเจรจารอบ 2 กับรอบที่ 3 สหรัฐยังเสนอเรื่องที่ใครก็คาดว่าอิหร่านคงจะยอมไม่ได้ นั่นก็คือเสนอให้รัฐบาลอิหร่านลดปริมาณขีปนาวุธในครั้งแสง และดำเนินการแก้ไขให้ขีปนาวุธมีระยะทำการสั้นลง แต่รัฐบาลอิหร่านยืนยันหนักแน่นว่าประเด็นขีปนาวุธเป็นเรื่องที่ไม่สามารถประนีประนอมได้

หลังการเจรจาสิ้นสุดลงก็อย่างที่ทราบนะครับท่านผู้ชม เป็นที่มาของการตัดสินใจของโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมกับอิสราเอล