Transcription
สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเล่าเกี่ยวข้องกับอาการตาแห้งนะครับ ซึ่งหลายคนเนี่ยคงจะเคยเป็นนะฮะ แล้วผมจะเล่าว่าทำไมมันถึงเกิดได้ เวลาที่เราไปหาหมอเนี่ย เราจะต้องตรวจอะไรบ้างนะครับ รวมทั้งวิธีในการดูแลตัวเองเบื้องต้นที่บ้านทำได้อย่างไรบ้างนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ ธเนท ยานแพทย์อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ
เรื่องอาการตาแห้งนั้น หลายคนก็คงจะเข้าใจว่ามันจะมีการระคายเคืองนะครับ หรือตามันรู้สึกแห้งๆ นะครับ แต่ว่าจริงๆ อาการที่เกิดจากตาแห้งเนี่ย มันมีอีกหลายรูปแบบเลยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น บางกรณีเนี่ยมีน้ำตาที่มันไหลเยอะกว่าปกติ นะครับ อ่า แบบนี้เลยนะฮะ ซึ่งน้ำตาลนั้นจริงๆ ในคนที่เป็นโรคตาแห้งนะ มันเป็นน้ำตาที่ผิดปกตินะครับ มีสารอักเสบอยู่ในนั้น ก็จะทำให้เรามีอาการต่างๆ ของตาแห้ง หรือระคายเคืองตาได้
บางคนจะรู้สึกว่าตาเราเมื่อยล้าง่ายนะครับ หลังจากที่เราจ้องเพ่งอะไรอยู่นานๆ หรืออันนี้ผมคิดว่าหลายคนไม่น่าจะรู้นะครับ หรืออาจจะเคยเป็นมาแต่ก็สงสัยว่ามันเกิดที่ขึ้นได้ อย่างไร ไปหาหมอหมอก็หาคำตอบไม่ได้ ก็คือว่า เวลาที่เราขับรถเนี่ย หรือนั่งอยู่ในรถนะ ครับ โดยเฉพาะเวลาที่แสงมันจ้าๆ เนี่ย เรารู้สึกง่วงนอน รู้สึกง่วงนอนตามันจะปิดให้ได้เลย นั่นก็คือ 1 ในอาการของตาแห้งนั่นแหละครับ เพราะว่าการที่เราเจอแสงที่มันจ้านะครับ มันก็จะทำให้น้ำตาของเรามีการระเหยง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะคนที่มีโอกาสจะเกิดตายแห้งตั้งแต่แรกอยู่แล้วนะครับ มันก็ยิ่งเป็นนะ ครับ แล้วในกรณีนี้ร่างกายเรามันก็จะต้องมีวิธีในการแก้ไขป้องกัน โดยการหลับตาแบบนี้ เพื่อที่จะให้น้ำตามันมาฉาบตรงตานะ ครับ แล้วการทำแบบนั้นเนี่ย หลายคนก็จะเป็นคนที่มีความรู้สึกว่าเอ้ย ทำไมมันถึงง่วงนะครับ ตามถึงหนังตามปิดอย่างเงี้ยตลอดเวลา นั่นก็คือ 1 ในอาการของตาแห้งนั่นเอง นะครับ
แต่ถ้าตายแห้งเนี่ย เอ่อ บางคนเนี่ยก็จะมีอาการมองบางครั้งชัดบางครั้งหมวก อ่า สลับสลับกันไป เพราะว่าในช่วงไหนที่น้ำตามันมาเคลือบตาเนี่ย อ่า การมองเห็นของเราก็จะชัดขึ้นหน่อย แต่เมื่อไหร่ที่น้ำตามันระเหยไปแล้ว แล้วตาเรามันแห้งเนี่ยนะครับ ช่วงนั้นเนี่ยก็จะมีอาการตามัวนะครับ บางทุกคนเนี่ยตื่นมาตอนเช้าปกติเลยมองเห็นชัดดี แต่พอไปบ่ายๆ แล้วเนี่ย มันเริ่มชักจะมัวๆ มันระคายเคืองตา อันนั้นก็คือหนึ่งในอาการของตาแห้งเช่นกันนะครับ ถ้าเราปล่อยไว้โดยไม่รักษาเนี่ย บางครั้งถ้ามันเป็นรุนแรงมากมันก็จะเป็นแผลที่กระจกตานะ ก็มีปัญหาได้นะครับ ดังนั้นนี่คืออาการของตาแห้ง ซึ่งเราจะเจอได้นะฮะ
ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ บางครั้งเนี่ยอาการของโรคอย่างอื่นมันดันไปคล้ายกับตาแห้งได้ ยกตัวอย่างเช่น โรคภูมิแพ้ที่มันขึ้นตานะครับ บางคนมีอาการคันตาเคืองตา แล้วคิดว่ามันจะเป็นตาแห้งหรือเปล่า ไปเอาน้ำตาเทียมมาหยอดมันก็ไม่หายนะครับ ดังนั้นพวกนี้อาจจะต้องไปตรวจนิดนึง แล้วถ้าหมอเขาตรวจเนี่ย เขาจะรู้ว่าอ๋อ อันนี้เป็นตาที่เป็นแบบภูมิแพ้ อันนี้เป็นแบบแห้งนะครับ นั่นก็คือเป็นสิ่งซึ่งทำให้เราเกิดอาการขึ้นมาได้
ทีนี้ทำไมคนเราถึงตาแห้งได้นะครับ ทำไมล่ะ ประการแรกเลยนะครับ คือเราอาจจะมีโรคที่ทำให้ต่อมน้ำตาของเราเนี่ยนะครับ มันสร้างน้ำตาลได้ลดลงนะครับ ยกตัวอย่างเช่น โลกจบ เคยพูดไปแล้วนะครับ โรคๆ นี้เนี่ย ไอ้ตัวต่อมน้ำตากับต่อมน้ำลายของเราเนี่ย อาจจะมีการโดนทำลายจากภูมิต้านทานต่อต้านตัวเองนะครับ ทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำตาลแล้วก็น้ำลายได้นะครับ นี่ก็คือ 1 ในนั้นนะฮะ นอกจากนี้โรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานอย่างอื่น เช่น SLE โรครูมาตอยด์ต่างๆ พวกนี้ก็สามารถที่จะทำให้เราเกิดโรคตาแห้งได้นะครับ
ยาบางชนิดก็ทำให้เราผลิตน้ำตาลได้ลดลง เช่นยารักษาโรคภูมิแพ้นะครับ ยาแก้แพ้นี่แหละครับตัวดีเลยนะฮะ ยาที่ใช้รักษาสิว กลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ นะครับ กลุ่ม AQAIN ASSISTATION พวกนี้เป็นต้นนะ ครับ ก็จะทำให้เราตายแห้งได้นะครับ หรือบางอย่างถ้าเป็นคนที่ใช้ยาพวกยาขับปัสสาวะ บางคนใช้แล้วตายแห้งนะครับ ที่เราใช้ในกรณีโรคความดันโลหิตสูงก็จะมี Hydrochlorothiazide นะครับที่เราใช้ ถ้าเป็นคนที่มีโรคหัวใจโรคตับโรคไตที่จำเป็นจะต้องได้รับยาขับปัสสาวะนี้ ก็อาจจะมีอาการตาแห้งเพราะสาเหตุนี้ได้เช่นกันนะ ครับ
ทีนี้อันที่ 2 ที่เราพอเจอได้ก็คือว่า เส้นประสาทที่ตาของเราเนี่ยมันมีการเสียไปจากสาเหตุต่างๆ นะครับ ทำให้ตาของเราเนี่ยนะครับไม่รับรู้ความรู้สึก ดังนั้นพอ มันไม่รับรู้ความรู้สึกมันก็จะไม่ผลิตน้ำตาออกมา นั่นก็คือปัญหา ทีนี้อะไรล่ะที่ทำให้เส้นประสาทของตาเราเนี่ยมันมีปัญหาได้ ที่เจอบ่อยๆ ก็ 1 ทำเลสิกครับ เพราะว่าเลสิคมันจะต้องมีการตัดผ่านเส้นประสาทตรงตาตรงนั้นด้วยนะครับ ทำให้ตาเนี่ยมักจะแห้งอยู่ได้ประมาณสัก 6 เดือนกว่ามันจะหายนะครับ ในช่วงนั้นก็อาจจะต้องมีการหยอดน้ำตาเทียมบ้างนะครับ การติดเชื้อบางอย่าง เช่นเชื้อไวรัสเฮอร์บิทนะครับที่ตาก็จะเป็นแบบนั้นได้เหมือนกันนะครับ ทำให้เส้นประสาทของเราเนี่ยเสียไป
และที่เจอเยอะอีกอย่างหนึ่งก็คือการใส่คอนแทคเลนส์นะครับ เป็นเวลานาน อ่า พวกนี้ก็จะเกิดอาการตาแห้งได้นะครับ แล้วก็อย่างที่หลายคนที่ใส่คอนแทคเนี่ย อาจจะรู้หรือบางคนก็ไม่รู้นะครับว่า Contact lens เนี่ยนะครับ เราแนะนำให้ใส่วันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง แล้วเราก็จะต้องถอด แต่หลายคนเนี่ยก็มักจะไม่ถอดนะ ครับ ก็ใส่ต่อไปนะ ก็เลยทำให้เรามีปัญหาเรื่องของตาแห้ง ส่วนบางคนก็จะมีปัญหาเรื่อง เอ่อ เปลือกตาเนี่ยมันเกิดการอักเสบได้นะครับ แล้วก็ถ้ามันอักเสบมากๆ เนี่ย ก็จำเป็นจะต้องถอดมันออก แล้วก็จะต้องใส่แว่นไปอีกนานกว่าจะหายได้นะครับ นั่นคือเรื่องของเส้นประสาทที่เราเจอได้นะฮะ
นอกเหนือจากนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นนะครับ เป็นวัยทองฮอร์โมนของเราเนี่ยมันหายไปนะครับ เรื่องของน้ำตาที่ผลิตเนี่ยมันก็จะลดลง ก็จะเกิดอาการตาแห้งได้เหมือนกันนะครับ
ทีนี้อันนี้ในเรื่องของการผลิตน้ำตาลละ แต่เรื่องของส่วนผสมของน้ำตาลล่ะ อันนี้เป็นอันหนึ่งซึ่งเราอาจจะเจอบ่อยนะครับ คือตรงเปลือกตาของเราเนี่ยนะครับ มันจะมีต่อมไขมันหลายต่อมเลยทีเดียว 20-30 ต่อมนะ ครับ ทั้งเปลือกตาบนและเปลือกตาล่างนะครับ ไอ้ต่อมนี้นะครับ มันจะเรียกว่า Meibomian Gland นะครับ ต่อมนี้มีหน้าที่ผลิตไขมันขึ้นมาผสมกับน้ำปลาของเรานะครับ แล้วมันผสมไปทำไมล่ะ มันผสมเพื่อให้น้ำตาของเราเนี่ยนะครับ คงตัวอยู่ได้ เราก็ฉาบอยู่บนผิวตาได้นานขึ้นนะครับ เราลองคิดดูสิครับ ถ้าเอาน้ำธรรมดาเนี่ยไปทาตรงบริเวณพื้นผิวอะไรแป๊บเดียวน้ำมันระเหยไปใช่ไหมครับ แต่ถ้าเราเอาน้ำมันไปผสมกับน้ำเนี่ยนะ ครับ เราไปถ่ายเนี่ยมันจะระเหยได้กว่านะ ครับ ไอ้ต่อม My Moment Grand พวกนี้นะ ครับ ก็มีหน้าที่ทำแบบนี้เช่นกัน ดังนั้นแปลว่าถ้าต่อมนี้มันมีความผิดปกติ นะครับ เช่นมันอุดตัน อ่า เรามักจะเรียกมันว่า Meibomian Gland Dysfunction นะครับ คือมีไขมันเนี่ยมันออกมาไม่ได้มันโดนอุดตัน พวกนี้ก็ทำให้น้ำตาของเราเนี่ยนะครับมันระเหยไปได้เร็วนะ ครับ ดังนั้นก็จะเกิดอาการตาแห้งขึ้นมานะครับ งั้นพวกนี้ก็คือสาเหตุคร่าวๆที่เราสามารถเจอได้นะครับว่า เออ ทำไมมันถึงตายแห้ง
ทีนี้มาถึงว่าแล้วไปหาหมอเนี่ย เขาจะทำอะไรกับเรา เขาจะตรวจอะไรนะครับ ขั้นแรกก็คือเขาจะต้องแน่ใจก่อนว่าตาของเราเนี่ยนะครับ มันเป็นตาแห้งจริงๆ มันไม่ใช่เป็นภูมิแพ้ เราก็ไม่ได้เป็นจากโรคอื่นนะครับ แล้วส่วนใหญ่เนี่ยเขาก็จะมีการย้อมตรงตาของเรานะครับ เพื่อย้อมสีส้มๆ นิดนึงนะครับ เพื่อที่จะดูว่าไอ้น้ำตาของเราเนี่ยครับ มันขึ้นมาฉาบตาเราได้ดีหรือเปล่า นะครับ เกิดแผลที่กระจกตาไปหรือยังจากการที่ตามันแห้งมากๆ นะครับ ปกติน้ำตาของเราเนี่ยนะครับ ถ้าเราเราใช้สีตรงนี้เราจะเห็นว่าเวลาเรากระพริบตาเนี่ย น้ำตาเราจะถูกดึงขึ้นมาจากข้างล่างนะครับ ไปเคลือบตรงตาของเรา แล้วเวลาที่น้ำตามันขึ้นมาเนี่ย มันควรจะค้างอยู่ได้สักประมาณ 10 วินาทีนะครับ ถ้ามันค้างไม่ถึง 10 วินาทีแล้วมันระเหยไปเลยเนี่ย อันนั้นล่ะครับก็แปลว่าเราเป็นตาแห้งนะครับ เราอาจจะมีโรคอะไรสักอย่างที่เมื่อกี้กล่าวไปที่ทำให้เรามีอาการแบบนั้นได้นะครับ
อันที่ 2 ก็คืออย่างที่เมื่อกี้บอกคือหมอเขาจะดูด้วยว่าเวลาเราย้อมสีเนี่ย ถ้าบริเวณไหนของกระจกตาซึ่งมันเกิดแผลไปแล้วจากการที่มันแห้งมากๆ เนี่ย เราก็จะย้อมสีเราก็จะเห็นพวกนั้นได้เช่นกันนะฮะ นอกจากนี้หมอก็อาจจะมีการวัดว่าน้ำตาของเราเนี่ยผลิตได้แค่ไหนนะครับ โดยเขาจะมีกระดาษใบนึงเล็กๆ นะครับ สอดเข้าไปตรงเปลือกตาล่างของเรา แล้วก็ปล่อยให้เวลาผ่านไป แล้วดูว่าน้ำตาของเรามันออกมาอย่างนี้ไหมนะครับ ตัวนี้คือ Schirmer's Test นะครับ เขาก็จะดูพวกเนี่ยนะครับ ก็สามารถที่จะบอกได้
นอกเหนือจากนี้เขาก็คงจะต้องตรวจดูเรื่องของสุขภาพตาอื่นๆ ด้วยนะครับ เพื่อดูว่าเอ๊ะ เรามีโรคอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับตาโดยที่มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เอ่อ ตาแห้งอย่างเดียวหรือเปล่านะครับ ก็เป็นการตรวจเช็คสุขภาพดวงตาไปในตัวเลยนะฮะ แล้วก็ยังมีการตรวจดูซิว่าเราอาจจะมีเรื่องของต้อลมต้อเนื้อนะครับ ซึ่งมันเกิดจากการแห้งของลูกตามากๆ เหมือนกันนะครับ นั่นก็คือเป็นผลข้างเคียงที่เราปล่อยให้ตามันแห้งนานนะครับ
ทีนี้มาถึงการดูแลรักษาเรื่องของตาแล้วเราจะทำยังไงดีล่ะนะ ครับ แน่นอนประการแรกนะครับ เรื่องของการใช้สายตา ถ้าเราเพ่งอะไรอยู่นานๆ นะครับ มันก็จะทำให้เราเนี่ยใช้สมาธิไปกับมันมากนะ ครับ ตาเราก็ไม่ค่อยกระพริบ มันก็เกิดการแห้งได้นะครับ เช่นเราทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แล้วเรามีสมาธิอยู่กับมันมากๆ เราก็จ้องไว้ตลอดเวลาตาเราไม่กระพริบเลย แบบนั้นก็ไม่ดีถูกไหมครับ ดังนั้นเวลาที่เราจ้องอะไรไปสักประมาณ 20 นาทีแล้วเนี่ย ให้เราหลับตาสักประมาณ 20 วินาทีนะครับ 20 นาทีหลับ 20 วินาทีแบบเนี้ยนะครับ หรือบางคนจะใช้กระพริบตาก็ได้ หรือหันไปมองอย่างอื่นแล้วกระพริบตาอย่างนี้ก็ได้นะครับ มันก็จะช่วยทำให้สายตาของเราเนี่ย เอ่อ ดีแล้วก็มีความชุ่มชื้นอยู่ภายในตานะ ครับ
ถ้าเราต้องออกแดดนะครับ แน่นอนการใส่แว่นกันแดดเนี่ยจะค่อนข้างดีเลยนะครับ คือ 1 มันช่วยทำให้ลมมันไม่เข้าตาเราโดยตรงนะครับ ฝุ่นต่างๆ ไม่เข้าตาเราโดยตรง การแห้งก็จะลดลงนะครับ แสงก็จะไม่ค่อยเข้าโดนตาเรานะครับ มันก็จะทำให้ตัวน้ำตาลของเราเนี่ยไม่ค่อยระเหยนะครับ อีกอย่างหนึ่งก็คือแสงเนี่ยนะ ครับ มันไม่ได้ทำให้ตารอยแห้งอย่างเดียว แต่ถ้าแสงเข้าไปในดวงตาเรามากเยอะๆ นะครับ มันก็จะเกิดโรคต้อกระจกขึ้นมาได้ในอนาคตเช่นกันนะครับ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องหลีกเลี่ยงนะครับ
ในห้องที่เราอยู่มันแห้งหรือเปล่านะครับ บางทีถ้าเราอยู่ในห้องที่มันแห้งมากเกินไปเนี่ย เปิดแอร์พวกนี้นะครับ มันก็ทำให้เรามีอาการเพิ่มขึ้น ดังนั้นถ้าเราเปิดแอร์เปิดพัดลมหรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ อย่าให้ลมมันมาโดนตาเราโดยตรงนะครับ ไม่งั้นมันก็ยิ่งแห้งถูกไหมครับ ถ้าห้องเรามันไม่ค่อยชื้น หรือเราไม่แน่ใจนะครับ แล้วเราเปิดห้องแอร์ตลอดเวลา แนะนำว่าให้เราเอาพานชนะเนี่ยใส่น้ำนะครับ มาวางไว้ในห้อง ภาชนะที่แนะนำเนี่ยคือถาดที่มันกว้างๆ หน่อย มีพื้นผิวพื้นที่ผิวเยอะๆ หน่อยนะครับ มันน้ำมันจะได้ระเหยง่ายๆ ทำให้ห้องของเราเนี่ยมีความชื้นเพิ่มขึ้นนะครับ ไม่ได้จำเป็นจะต้องไปซื้อเครื่องทำความชื้นมาวางไว้ในห้องเลยนะครับ แค่ถาดอย่างนี้ก็มีประสิทธิภาพสูงเท่ากับเครื่องทำความชื้นแล้วนะครับ แต่ถ้าเรามีเครื่องทำความชื้นจะใช้เครื่องทำความชื้นก็ได้นะครับ เพียงแต่ต้องระวังประกันหนึ่งก็คือว่าเราต้องทำความสะอาดฟิลเตอร์ของมัน อย่าจะอย่าให้ปล่อยให้มันขึ้นรานะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวมันก็ปล่อยเอาทั้งความชื้นแล้วก็เชื้อราออกมาเราหายใจเข้าไปนี่ก็มีปัญหาอีกนะครับ อันนี้คือสิ่งที่เราทำได้นะครับ
แล้วอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะแนะนำก็คือเรื่องของการทำความสะอาดดวงตาแล้วก็การนวดดวงตา เอ่อ อันนี้ทำไปทำไมนะครับ แล้วที่สำคัญคือจะต้องนวดให้ถูกต้องด้วยนะครับ ถ้านวดผิดเนี่ยมันมีปัญหานะครับ อ่า สิ่งที่อยากจะให้ทำในคนที่ตายแห้งมากๆ นะครับ อย่างหนึ่งก็คือการประคบร้อนนะครับ เราก็ร้อนนี่ทำยังไงนะฮะ ใช้น้ำอุ่นที่ค่อนข้างจะร้อนเนี่ย ถ้าเราวัดอุณหภูมิได้ก็ประมาณสัก 40 องศานะครับ คือสูงกับอุณหภูมิร่างกายเรานิดนึงนะครับ อุณหภูมิร่างกายเราทั่วไปก็ 37 นะครับ ถ้าเราให้มันสัก 40 เนี่ย น้ำร้อนกำลังดีนะครับ เอาผ้าอย่างนี้ชุบน้ำร้อนแล้วก็ปิดไว้บนตา ปิดไว้เฉยๆ ไม่ต้องกดไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นนะครับ อย่างนี้สักประมาณ 10-15 นาที ทำเสร็จปุ๊บเนี่ย หลังจากนั้นเราจะมีการนวดดวงตา การนวดดวงตาที่ผมเห็นแล้วก็ทำไม่ถูกต้องในคลิปที่บอกว่าช่วยในการแก้ไขต้อหินหรืออะไรพวกนี้ อย่าทำเด็ดขาดนะครับ พวกนั้นที่ผมเห็นนะครับ คือเขาจะเอาตรงสันมือตรงเนี้ยกดตรงตาแล้วนู่นๆๆ อันนั้นห้ามทำนะครับ ห้ามทำเลย มันอันตรายต่อดวงตาและบางคนตาบอดด้วยเหตุผลเพราะว่าการเอาตรงเนี้ย กดโดนตาเนี่ยครับ มันจะเป็นการเพิ่มความดันในดวงตาเรานะครับ แล้วดวงตาของเราเนี่ยด้านหลังโดนตามันจะมีเส้นประสาทตานะครับ เส้นประสาทเส้นเนี้ยมันจะไวต่อแรงดันมากๆ ถ้าเรามีการกดตาด้านหน้าแล้วความดันในลูกตามันสูงขึ้น มันไปอัดโดนไอ้เส้นประสาทตรงเนี้ย บางคนเส้นประสาทมันตายนะครับ เสียแล้วเสียเลยเส้นประสาทตัวนี้เสียแล้วเสียเลยไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาได้เหมือนเดิมนะครับ ดังนั้นเนี่ยอย่าไปทำเด็ดขาดนะ ครับ ใครไปดู TikTok ดูที่ไหนมาที่เอานวดตาแบบนี้ห้ามทำนะครับ มันอันตราย
ทีนี้แล้วเราจะนวดตาแบบนี้นวดให้มันถูกต้องนวดทำไมนวดยังไงนะครับ อย่างที่เมื่อกี้ผมเล่าให้ฟังว่ามันมีต่อมไขมันของเราเนี่ยนะครับ ชื่อใหม่ผมเอง Grand อยู่จำนวนหลายต่อมแล้ว ไอ้ต่อมนี้มันจะปล่อยเอาไขมันออกมา ถ้าไอ้ต่อมนี้มันอุดตันนะครับ เกิดเป็นไขมันอุดตันข้างในเนี่ยนะครับ เราต้องเอาไอ้ไขมันที่มันอุดตันออกมา เพื่อที่จะให้ไขมันที่มันควรจะออกมาเคลือบน้ำตาเราได้เนี่ยออกมาได้ดีขึ้นนะครับ คือท่อมันพูดง่ายท่อมันตันด้วยไอ้ไขมันมันเหนียวจนเกินไปนั่นแหละครับ การที่เราเอาน้ำอุ่นไปประคบเนี่ยนะครับ มันก็จะทำให้ไขมันเราเนี่ยเหลวตัวลง แล้วมันออกมาได้ง่ายขึ้นนะฮะ ก็คล้ายๆกับการที่เรามีเนยแล้วเอามาจาก เอ่อ ตู้เย็นออกมาแล้วเราเอามาวางไว้ที่อุ่นๆ นะครับ ในกระทะเราเนี่ยเลยมันเริ่มละลายอันนั้นก็อย่างเดียวกันเลยนะครับ
ทีนี้เวลานวดลูกตาเนี่ยครับ ทำได้ 2 แบบ แบบแรกก็คือใช้ไอ้ตัว Q-tip นะครับ แบบที่ 2 คือใช้นิ้วเราซึ่งเราต้องทำความสะอาดทั้งคู่่นะครับ อ่า ผมก็ล้างมือมาเรียบร้อยแล้ว วิธีในการที่เราจะนวดตาเนี่ย เราต้องรู้ก่อนว่าสามารถไอ้ต่อมนี้มันอยู่ยังไงนะครับ คือที่เปลือกตาบนของเราเนี่ย ต่อมมันจะตั้งตรงแบบนี้ ตัวต่อมผลิตไขมันอยู่ข้างบนนะครับ แล้วก็ปล่อยไขมันลงมาข้างล่างอย่างนี้เป็นเส้นๆ แบบนี้ลงมาที่ดวงตาของเรา ด้านล่างก็จะมีเหมือนกันนะครับ ปล่อยขึ้นไปข้างบนนะครับ ดังนั้นเวลาที่เราจะเอาไอ้ตัวที่มันอุดตันอยู่ในต่อมเราออกมาได้นะครับ ถ้าเป็นหนังตาบนเนี่ย เราต้องนวดจากบนลงล่าง แต่ถ้าเป็นหนังตาล่างเราต้องร่วนจากล่างขึ้นบน
แล้ววิธีในการนวดนะครับ คือเราห้ามกดเข้าไปในดวงตาเรา คือไม่ต้องกดแรงนะครับ ถ้ากดแรงเมื่อไหร่แล้วก็อันนั้นเป็นการเพิ่มความดันลูกตาไม่ควรทำนะครับ ถ้าเราใช้นิ้วนะครับ ให้ใช้นวดตั้งแต่หัวตาไปถงหางตาก่อน ทำจากข้างบนก่อนแล้วก็ข้างล่างเหมือนกัน หัวตาไปหางตา วิธีในการนวดก็คือค่อยๆหมุนนิ้วแบบนี้นะครับ ถ้าดูจากด้านข้างนิ้วแล้วจะเป็นอย่างนี้นะครับ หมุนหมุนอย่างนี้นะครับ อ่างั้นถ้าเราทำตาบนเนี่ย เราทำตรงหัวตาแบบนี้นะครับ หมุนนิ้วลงมานะครับ แล้วก็ค่อยๆค่อยๆนวดไปด้านข้างเรื่อยๆนะครับ นี่อย่างนี้เลยนะ ครับ ทำซ้ำก็ได้นะครับ เทคนิคก็คือเราอย่าไปกดเข้าไปข้างใน ให้เรากดลงข้างล่างนะครับ แล้วพอมาถึงตรงปลายตาตรงใกล้ๆ ขนตาให้เราค้างแป๊บนึงแบบนี้นะครับ ค้างแป๊บนึงเราออก ค้างแป๊บนึงแล้วออก คำว่า 1 แล้วเอาออกนะครับ ทำไมต้องค้างมันเป็นเพราะว่าส่วนปลายท่อของไอ้ต่อมนี้นะ ครับ ถ้ามันมีไขมันที่เหนียวๆ แล้วมันอุดอยู่ตรงนั้นเนี่ย การที่เราค้างไว้แป๊บนึงมันก็เหมือนกันบีบไอ้หลอดยาสีฟันให้ตัวยา สีฟันมันออกมาได้มากนะครับ แล้วพอไอ้ตัวส่วนที่เหนียวออกไปแล้วเนี่ย ไอ้ส่วนที่เป็นน้ำมันที่ใสๆ ข้างหลังเนี่ย มันถึงจะออกมาได้นะครับ อ่า เราทำแบบนี้นะครับ อย่าลืมอย่ากดเข้าไปข้างในนั้น กดลงข้างล่างนะครับ นี่แบบนี้เลยนะครับ เนี่ยใช้เป็น Q-tip ก็ได้นะครับ อ่า ด้านล่างก็เหมือนกัน ด้านล่างเนี่ยแทนที่เราจะหมุนลงเราก็เป็นหมุนขึ้นนะครับ อย่างนี้นะฮะ ค้างไว้แป๊บนึงตรงส่วนปลายใกล้ๆ เอ่อ ตัวขนตาของเรานะครับ ทำจากหัวก่อนนะครับ อย่างนี้ส่วนใหญ่เราเนี่ยมันจะอุดตันที่ ไอ้ตรงหัวตาตรงนี้แหละครับ เป็นต่อมน้ำตาที่มัน เอ้ย ต่อมไขมันที่จะอุดตันตรงหัวตา เราก็จะต้องทำบ่อยหน่อยก็ทำทั้ง 2 ข้างนะ ครับ
ทำเสร็จใหม่ๆ หลังจากประคบร้อนแล้วก็ทำแบบนี้ใหม่ๆ บางคนเนี่ยนะครับจะมีอาการตามัวนะครับ มันเป็นไปได้ 2 อย่าง อย่างแรกก็คือว่าไอ้ตัวลูกตาของเราเนี่ย เวลาโดนความร้อนหรือโดนการกดเนี่ยนะครับ มันจะเปลี่ยนมันจะเสียรูปไปนิดนึงนะครับ แต่ปล่อยไว้ซะว่ามันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เพียงแต่เราต้องอย่าไปกดมันแรง เพราะไม่ งั้นถ้ากดมันแรงเนี่ย มันอาจจะเกิดปัญหาเรื่องของความดันตาสูงได้นะครับ แล้วอันที่ 2 สาเหตุก็คือไอ้ตัวไขมันนี่แหละครับ ที่มันออกมาเนี่ย มันเนื่องจากมี ความมันสูงนะครับ มันก็จะทำให้ตาเรามองไม่ชัดสักช่วงหนึ่งนะครับ วิธีแก้ไขก็คือการกระพริบตาอย่างนี้นะฮะ ทำแบบ 20-30 ครั้ง เดี๋ยวมันก็จะเริ่มดีขึ้นเองนะครับ
นั่นก็คือวิธีในการที่เราทำความสะอาดตาอีกอย่างหนึ่งซึ่งอาจจะทำได้นะครับ คือเวลาที่เราเอาตัวไขมันออกมาเนี่ย บางคนมีไขมันตัวนี้เยอะ เราสามารถทำความสะอาดได้นะครับ โดยอันนี้จะต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดแล้ว ซึ่งเราไม่สามารถผสมมันขึ้นมาได้เอง อันนี้ต้องไปซื้อนะครับ กับร้านขายยาที่มันมีเรื่องน้ำยาตาส่วนใหญ่พวกน้ำยาพวกนี้มันจะเป็นกรดไฮโดรคลอรัสนะครับ คือมันจะเป็นสเปรย์พ่นๆ นะครับ แล้วก็พ่นไว้กับไอ้ตัว Q-tip นะครับของเราเนี่ยนะฮะ แล้วเช็ดตรงตรงโคนขนตานะครับ วิธีในการเช็ดเนี่ย เนื่องจากมันใกล้ตามากเราอาจจะต้องมีการปลิ้น เอ่อ ตัว เอ่อ ของเราออกมานิดนึงนะครับ คืออย่าง เงี้ยดึงลงนะครับ แล้วไอ้ตรงที่เราเป็นคนขนตาเราเช็ดตรงนั้นนะครับ ไม่ต้องเข้าไปข้างในนะครับ คนขนตาพอด้านบนก็เหมือนกันนะ ครับ ตรงโคนขนตาที่ใช้ที่ผู้หญิงมีการเขียนตานั่นแหละครับ ไอ้การเขียนตามผมต้องบอกไว้ก่อนว่าถ้าเราล้างไม่สะอาดเนี่ย มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต่อมพวกนี้อุดตันมากกว่าปกตินะครับ ดังนั้นคนที่เขียนตาควรจะต้องมีการเช็ดให้ทำความสะอาดให้ดีนะ ครับ ไม่เช่นนั้นต่อมมันก็จะเกิดการอุดตันได้นะครับ
นี่คือเทคนิควิธีในการแก้ไขเรื่องของตาแห้งเบื้องต้นด้วยตัวเองนะครับ เรื่องของ Contact lens เมื่อตะกี้เราก็บอกไปแล้วว่าอย่าใส่เกิน 8 ชั่วโมงนะฮะ ทีนี้มันก็มีอีกอย่างหนึ่งเวลาที่หาหมอเนี่ย ถ้าอาการยังไม่ค่อยรุนแรงมากประการแรกเนี่ย หมอเขาจะใช้น้ำตาเทียมก่อนนะครับ แล้วน้ำตาเทียมเนี่ยมันมี 2 แบบ แบบแรกก็คือแบบเป็นหลอดเลยเป็นกระปุกเลยนะครับ ไอ้แบบเนี้ยจะมีสารกันบูดอยู่ข้างในสารกันเสียของมันนั่นเองนะครับ ก็อีกแบบนึงอ่ะ แบบที่มันเป็นเป็นแอมฟู้ดเล็กๆ เนี่ยครับ เปิดออกมาแล้วก็ใช้ได้ 24 ชั่วโมงก็ต้องโยนทิ้ง แบบเนี้ยจะไม่มีสารกันเสียนะครับ ตัวสารกันเสียเองเนี่ยมันจะทำให้ตายแห้งได้นะครับ หมายความว่าถ้าเราจำเป็นจะต้องหย่อนบ่อยกว่า 4 ครั้งต่อวันเราอย่าไปใช้แบบที่มีสารกันเสียครับ เราใช้แบบที่ 24 ชั่วโมงใช้แล้วทิ้งจะดีที่สุดนะครับ แนะนำว่าใช้แบบนั้นคนที่ใส่คอนแทคเลนส์เนี่ย ใช้แบบใช้รถทิ้งจะดีที่สุดนะครับ อ่า ตัวนั้นก็จะเป็นตัวแรกที่คุณหมอเขาจะเลือกนะ ครับ คือบางทีเราอาจจะต้องหยอดบ่อยหน่อยนะ ฮะ
มีอีกกรณีนึงก็คือคนที่น้ำตาไหลเยอะๆ เนี่ยครับ ก็มักจะถามว่าเออแล้วหมอจะให้หยอดทำไมอ่ะ เพราะว่าหยอดแล้วมันก็น้ำตาเยอะอยู่แล้วจะหยอดไปทำไม หยอดแล้วมันแสบด้วยนะครับ อันนี้เหตุผลที่มันเป็นเช่นนั้นก็อย่างที่อธิบายตอนต้นว่าน้ำตาที่ออกมาในกรณีของคนที่มีตาแห้งมากๆ เนี่ย มันเป็นน้ำตาลที่มีสารอักเสบอยู่นะครับ เราจะต้องเอาน้ำตาตัวนั้นออกไปก่อน แล้วก็เจือจางสารอักเสบมันก็จะทำให้เราสบายตามากขึ้น ดังนั้นถ้าเรามีน้ำตาเยอะเนี่ย ตอนแรกเราอาจจะซักน้ำตาก่อน ซับเสร็จปุ๊บเราก็ใช้น้ำตาเทียมหยอดนะครับ อ่า หยอดครั้งแรกเนี่ยมันจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะครับ มันจะยังมีรู้สึกแค่แห้งๆ เคืองๆ นะครับ ไม่เป็นไรมันเป็นเพราะว่าตอนนั้นเนี่ยเรามีสารการอักเสบอยู่ในตาเยอะมากนะครับ มันจะต้องเอาน้ำตาเทียมเนี่ยไปเจือจางมันนะ ครับ เจือจางครั้งแรกมันอาจจะไม่เจือจาง เราก็เช็ดใหม่เราก็หยอดอีกรอบนึง หยอดไป 2-3 ทีเนี่ยมันจะเริ่มเจือจาง เราจะเริ่มรู้สึกสบายตามากขึ้นนะครับ ในช่วงแรกอาจจะต้องหยอดบ่อยหน่อยนะครับ เช่นทุกชั่วโมงนะ ครับ แต่พอเราเริ่มสบายตามากขึ้นแล้ว อันนั้นก็อาจจะไปหยอด อ่า วันละ 4-5 ครั้งก็พอก็ได้นะครับ หรือทุกครั้งที่เวลาเราทำงานนานๆ เราก็จะใช้ตัวนั้นหยอดควบคู่ไปก็ได้นะครับ งั้นเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งหมอเขาจะเริ่มจากตรงนี้ก่อน
แต่ถ้าตรงนี้ไม่ได้ผลแล้วทำยังไงต่อ นะครับ มันก็จะมี ยาประเภทอื่นๆ เหมือนกันที่สามารถทำให้เราเนี่ยมีการผลิตน้ำตาเพิ่มขึ้นได้นะครับ แต่ตรงนี้ต้องไปปรึกษาคุณหมอตาแล้วว่าเราเหมาะกับยาตัวไหนนะครับ เช่น Diquafosol พวกนี้ก็สามารถช่วยได้นะครับ หรือยากดภูมิ ตัวหนึ่งชื่อว่า Cyclosporine ตัวนี้มันจะเป็นยาที่หยอดตาซึ่งถ้าอเมริกาไม่จำเป็นต้องเป็นหมอตาก็สั่งยาตรงนี้ได้นะครับ แต่ว่าข้อเสียของมันก็คือมันแสบนะครับ ใช้แล้วมันแสบตานะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ไปกดภูมิในร่างกายนะครับ มันกดภูมิเฉพาะตรงตาเท่านั้นไม่ให้มันมีปัญหาเรื่องของการอักเสบนะครับ โดยยาพวกเนี้ยส่วนใหญ่แล้วเนี่ย มักจะใช้ในคนที่มีโรคภูมิต่อต้านตัวเองต่างๆ นะครับ ได้ผลมากกว่าในกรณีตาแห้งที่ไม่มีสาเหตุนะครับ แต่ว่ามันก็ใช้ได้ทั้งคู่่นะครับ ตัวนี้มันมีข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือมันแพงด้วยนะครับ แพงด้วยแล้วก็มัน อ่า มีการแสบตาด้วยเหรอสำหรับคนที่เพิ่งใช้ใหม่ๆ ก็จะไม่ชินนะครับ งั้นตรงนี้ก็ต้องไปให้คุณหมอตาก็ดูนะครับ คนที่เป็นโรค Sjögren's ก็อาจจะมียากินตัวหนึ่งชื่อ Pilocarpine นะครับ แต่ว่าแน่นอนว่ามันก็มันก็มีผลข้างเคียงเหมือนกัน บางคนกินไปแล้วเกิดท้องเสียอะไรอย่างนี้ ปวดท้องปั่นปวดท้องก็มีได้นะครับ ก็ต้องไปดูเป็นรายๆ ไปว่าเราเหมาะกับยาประเภทไหนนะครับ
ถ้ายาใช้แล้วมันไม่ได้ผลนะครับ ก็ต้องไปดูคุณหมอก็อาจจะดูเอ๊ะ ไอ้ต่อมไขมันที่ตาเราเนี่ยมันโดนอุดตันไปเยอะหรือเปล่า เพราะว่าถ้าเราไปทำความสะอาดตาเองแล้วนวดตาแล้วมันก็ยังเป็นอยู่เรื่อยๆ นะครับ ก็อาจจะมีการรักษาเสริม ซึ่งยกตัวอย่างเช่นการทำเลเซอร์ที่ไอ้ตัวเปลือกตาล่างอย่างเงี้ยนะครับ เขาทำอยู่ประมาณน่าจะ 5 จุดมั้งครับ ทำ 2-3 session นะครับ ก็ 3 ครั้งอ่ะ คือไปยิงๆ แต่มันเป็นการรักษาเสริมซึ่งเป็นการรักษาค่อนข้างที่จะใหม่หน่อยนะครับ อ่า ส่วนผลการรักษาเนี่ยอาจจะต้องไปคุยกับหมอตาเป็นรายๆ ไปนะครับ เรื่องนี้ผมก็อาจจะไม่ชำนาญขนาดที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่าเฮ้ย เมื่อไหร่ถึงจะดีขึ้นนะครับ อ่า บางกรณีถ้าตรงนี้แล้วมันยังไม่ดีขึ้น ก็อาจจะมีการอุดท่อน้ำตาลนะครับ โดยเฉพาะท่อต่างๆ ข้างล่าง เพราะว่าเวลาน้ำตาเราออกมาเนี่ย มันก็จะระบายไปที่ท่อนี้ ถ้าเราไปอุดท่อน้ำตามันก็จะอยู่ในตาเราได้นานขึ้นนะครับ ซึ่งใครเหมาะกับวิธีนี้หรือคนไหนไม่เหมาะก็อาจจะต้องไปคุยกับคุณหมอเป็นรายๆ ไปนะครับ
งั้นพวกนี้ก็คือเป็นวิธีที่ใช้บ่อยๆ นะฮะ มันจะมีวิธีหนึ่งแต่วิธีนี้ราคาแพงหน่อยนะครับ คือใช้เลือดของคนไข้มาทำเป็นน้ำตาไม่ใช่เลือดส่วนเส้นสีแดงนะครับ คือเราเจาะเลือดออกไปแล้วเนี่ย เราปั่นเอาไอ้ตัว Serum เนี่ยนะครับ หรือน้ำเลือดในระดับมาใช้ นะครับ เป็นผสมกับน้ำน้ำที่เป็นน้ำสะอาดนะ ครับ หมอเขาจะเป็นคนทำให้ไม่ใช่ว่าเราทำเองนะครับ คือเราไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาลเนี่ย เจาะไปหลายๆ รอบแล้วแต่คนนะครับ แล้วก็เอาตัวส่วนนี้ไปผสมกับน้ำ แล้วเขาก็จะให้เนี่ยกลับมาให้เราหยอดตานะ ครับ หยอดบ่อยๆ ก็ได้มันก็เป็นเลือดของเราเองมันไม่ใช่เลือดของคนอื่นนะครับ ตรงนั้นก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่คุณหมอเขาให้ทำนะ ครับ
บางกรณีกลางคืนนะครับ ก็จะมีการใช้เจลที่หยอดตา ที่มันเป็นน้ำตาเทียมแต่มันมีความเหนียวมากกว่านะครับ คือเจลพวกนี้เราจะไม่ค่อยใช้ตอนกลางวันเท่าไหร่ เพราะว่ามันทำให้เราตามัวได้นะครับ เราก็จะใช้หยอดอย่างนี้ก่อนนอนนะครับ สำหรับคนที่ตาแห้งมากๆ
นอกเหนือจากนี้แน่นอนถ้าคนที่มีโรคตาอื่นๆ เช่นตาปิดไม่สนิทในเวลากลางคืนนะครับ เป็นโรคไทรอยด์ที่ตามันโปรโตนตลอดเวลาปิดมันก็จะปิดได้แค่นี้นะครับ ก็อาจจะต้องเป็นลักษณะกับหมอตา หรืออาจจะต้องใช้อะไรปิดตาในเวลาที่เรานอน เพื่อที่จะให้ตามันไม่แห้งนะครับ ไม่งั้นก็จะเป็นอยู่เรื่อยๆ นะครับ อ่า อันนี้ทั้งหมดก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของตายแห้งนะครับ ที่พูดมานะฮะ ระหว่างว่าวิธีเหล่านี้ท่านลองเอาไปใช้เองก็ได้นะครับ น่าจะได้ผลไม่มากก็น้อย แต่ อย่างไรก็ตามถ้ามันไม่ได้ผลแล้วเนี่ย ควรจะไปปรึกษาคุณหมอตาด้วยว่าเอ๊ะ เรามีวิธีอะไรอย่างอื่นหรือเปล่า หรือว่าบางทีเราอาจจะไม่ใช่โรคตาแห้งเลยก็ได้นะครับ โอเค วันนี้ก็เล่าให้ฟังเท่านี้นะครับ ใครมีข้อสงสัยก็สอบถามละกันนะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ