📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ญี่ปุ่นไม่เหมือนเดิมแล้ว… ไม่จอง = เข้าไม่ได้!

กรองมาเล่า10:14

Transcription

ต่อไปนี้เที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่จอง เท่ากับ เข้าไม่ได้ เพราะตอนนี้เขาประกาศล็อคนักท่องเที่ยวทั้งประเทศแล้วค่ะ

และใช่ค่ะ ญี่ปุ่นกำลังจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ใครที่เคยแพลนทริปแบบแบกเป้ไปตายเอาดาบหน้า หรือกะว่าจะเดินสุ่มๆ ไปเข้าคิวร้านดัง บอกเลยว่าต้องหยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้เลยนะ เพราะยุคนี้ เงินไม่หนา เท่ากับเที่ยว ยาก และจองไม่เป็น เท่ากับอด

นี่ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่มันคือแผนระดับชาติ 5 ปี ที่คุมเข้ม 100 พื้นที่ทั่วประเทศ ถ้าใครยังติดนิสัยเดิมๆ เตรียมตัวอกหักหน้างานได้เลย วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า ทำไมญี่ปุ่นถึงต้องลุกขึ้นมาคัดคนเกรดพรีเมี่ยมขนาดนี้ พร้อมแล้วมาเม้ากันค่ะ

ก่อนที่เราจะไปดูว่าเค้าห้ามอะไรบ้าง หรือมีกฎไหนที่ทำให้เราต้องปวดหัว เรามาคุยกันถึงเหตุผลที่ทำให้คนญี่ปุ่นเขาตะบะแตกกันก่อนค่ะ ทุกคนคะ ความรักเนี่ย พอมันมากเกินไป มันก็กลายเป็นความหลอนได้นะคะ เหมือนความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับนักท่องเที่ยวเนี่ยแหละค่ะ

ลองย้อนกลับไปปี 2003 นะคะ ตอนนั้นญี่ปุ่นเพิ่งเริ่มแคมเปญวิสิตเจแปนค่ะ เชื่อไหมคะ ว่าตอนนั้นมีคนไปเที่ยวญี่ปุ่นแค่ปีละ 5 ล้านคนเองนะ ญี่ปุ่นในวันนั้นคือดินแดนในฝัน ที่ต้อนรับเราเหมือนญาติสนิทค่ะ จะไปไหนเขาก็ยิ้มแย้ม ดีใจที่มีคนสนใจวัฒนธรรมบ้านเขา

แต่ทุกคนคะ ตัดภาพมาที่ปี 2025 ที่ผ่านมา ตัวเลขมันไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปนะคะ แต่มันพุ่งพรวดไปถึง 42 ล้านคน Punch line คือลองนึกดูนะคะ จาก 5 ล้านมาเป็น 42 ล้านคน เยอะจนเมืองจะแตก และตอนนี้ จากที่เคยรักกันหวานชื่น คนท้องถิ่นเขาหมดความอดทน จนเข้าขั้นหลอนไปเรียบร้อยแล้วค่ะ

เพื่อนๆ ลองนึกภาพตามเรานะ ถ้าเราตื่นเช้ามาจะไปทำงาน แต่รถเมล์หน้าบ้านเต็มไปด้วยกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ จนเราขึ้นไม่ได้ หรือปัญหาขยะล้นเมืองก็ตามมาติดๆ ค่ะ เพราะถังขยะในญี่ปุ่นน่ะหายากจะตายใช่มั้ยคะ นักท่องเที่ยวบางกลุ่ม พอหาที่ทิ้งไม่ได้ ก็ทิ้งมันไว้ตามกำแพงวัด หรือตามหน้าร้านค้าของคนแถวนั้นนั่นแหละค่ะ

ทรัพยากรทุกอย่างถูกใช้จนเกินลิมิต ถนนพัง ห้องน้ำเต็ม ร้านอาหารแถวบ้านที่คนท้องถิ่นเคยนั่งกินชิลๆ ตอนนี้ต้องรอคิวไป 2 ชั่วโมง เพราะนักท่องเที่ยวแห่ตามรีวิวกันมาหมด นี่แหละค่ะคือภาวะที่เรียกว่า over tourism หรือนักท่องเที่ยวล้นเมือง จนเจ้าบ้านเขาอยู่ไม่ได้แล้ว

จนในที่สุด รัฐบาลของท่านนายก ซานาเอะ ทาคาอิจิ เขาเลยต้องลุกขึ้นมาบอกว่า พอที ญี่ปุ่นยุคใหม่หลังจากนี้ เขาประกาศชัดเจนเลยค่ะว่า เค้าไม่ได้ต้องการปริมาณอีกต่อไปแล้ว แต่เขาต้องการคุณภาพค่ะ เค้าอยากได้แค่นักท่องเที่ยวที่จ่ายหนัก มีมารยาท และไม่สร้างภาระให้คนในพื้นที่เท่านั้น พูดง่ายๆ คือ ถ้าคุณไม่มีงบ หรือไม่มีความเกรงใจ ญี่ปุ่นเขาก็เริ่มจะส่งสัญญาณบอกเราทางอ้อมแล้วค่ะว่า อยู่บ้านเถอะค่ะ อย่ามาลำบากที่นี่เลย

แผน Basic Plan for Tourism Nation ปี 2026 ถึง 2030 นี้ คือพิมพ์เขียวที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวญี่ปุ่นไปตลอดกาลค่ะ เขาขยายพื้นที่คุมเข้มจากหลักสิบเป็น 100 พื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่โตเกียว โอซาก้า เกียวโต ไปจนถึงเมืองรองอย่างนิโก้ คามาคุระ หรือแม้แต่ฮอกไกโด

นี่ไม่ใช่แค่กฎหมายใหม่ แต่มันคือการคัดเกรดนักท่องเที่ยวผ่านระบบดิจิตอลและราคากดเหล็ก ที่ 1 ระบบ No Booking No Entry ต่อไปนี้คำว่าด้นสดจะกลายเป็นฝันร้ายของทุกคนค่ะ

อย่างภูเขาไฟฟูจิ เส้นทางโยชิดะ ตอนนี้จำกัดแค่ 4,000 คนต่อวัน ใครไม่มีคิวอาร์โค้ดจากการจองออนไลน์ เชิญกลับไปนอนที่โรงแรมได้เลยค่ะ แถมต้องจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านทางหลักพันเยนพ่วงเข้าไปด้วย สงครามกดบัตรฟูจิจะยิ่งกว่ากดบัตรคอนเสิร์ตอีกนะทุกคน ถ้าเน็ตช้าวิเดียวคืออดเดินขึ้นทันที แล้วคิดดูนะ ถ้าเพื่อนในกลุ่มกดได้คนเดียว ทริปนั้นดราม่าเกิดแน่นอนค่ะ

กดเหล็กที่ 2 ย่านกิออน เกียวโต The Forbid Zone ถนนบางสายที่เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ตอนนี้เขาปักป้ายห้ามเข้าชัดเจน ใครฝ่าฝืนเข้าไปถ่ายรูปเกอิชา หรือรบกวนคนในพื้นที่ โดนค่าปรับแบบกระเป๋าฉีกแน่ นอน อย่าหาทำเชียวนะคะเพื่อนๆ

เตรียมใจไว้นะทุกคน ถ้าไปถึงปราสาทฮิเมจิ หรือวัดดังๆ แล้วเห็นราคาคนญี่ปุ่น 1,000 เยน แต่ต่างชาติแบบเราต้องจ่าย 4,000 เยน อย่าเพิ่งตกใจนะคะ อันนี้เจอจริงแน่นอนค่ะ เพราะเขามองว่าในเมื่อเรามาใช้ทรัพยากรบ้านเขา เราก็ต้องช่วยจ่ายค่าบำรุงรักษาให้หนักกว่าเจ้าบ้านค่ะ

นอกจากนี้ เขาตั้งเป้าเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวเป็น 250,000 เยน หรือประมาณ 60,000 กว่าบาทต่อทริป พูดง่ายๆ คือ ญี่ปุ่นเลิกเป็นสวรรค์สายประหยัดแล้วค่ะ เขาเล็งเป้าไปที่คนที่จ่ายไหวเท่านั้น

แม้แต่ร้านราเม็งบางร้าน ตอนนี้เริ่มมีเมนู 2 เวอร์ชั่นแล้วนะ เวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นราคาหลักร้อย ส่วนเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษที่มีรูปสวยๆ ราคาหลักพัน เขาให้เหตุผลว่าเมนูภาษาอังกฤษมันมีค่าบริการอธิบายวัตถุดิบ ฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มอ่อนๆ ใช่ไหมคะ

มาถึงจุดที่ถ่ายรูปน่าจะเริ่มรู้สึกกันแล้วค่ะทุกคน ต่อไปนี้วิวดูสวยๆ อาจไม่ได้เข้าถึงง่ายเหมือนเดิมแล้วนะคะ หลายคนน่าจะเคยเห็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตแถวคาวากุจิโกะ ที่ถ่ายติดฟูจิแบบสวยเป๊ะใช่มั้ยคะ ช่วงหลังๆ มีนักท่องเที่ยวไปยืนถ่ายรูปกันเยอะมาก จนบางครั้งไปกระทบการจราจร หรือคนในพื้นที่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ บางจุดเขาเริ่มติดตั้งฉากกั้น หรือจำกัดพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำค่ะ

พูดง่ายๆ คือ ถ้าจุดไหนเริ่มเดือดร้อน คนในพื้นที่เขาพร้อมจัดการทันที จริงๆ มุมมองของญี่ปุ่นค่อนข้างชัดเลยค่ะ เขาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่เป็นหลัก มากกว่าการรองรับนักท่องเที่ยวแบบไม่จำกัดเหมือนเมื่อก่อน แปลว่าอะไรสำหรับเรา อาจหมายถึงว่า ถ้าอยากได้มุมสวยๆ แบบสบายๆ บางครั้งอาจต้องเลือกใช้จุดชมวิวที่จัดไว้ หรือสถานที่ที่มีระบบรองรับชัดเจนมากขึ้นค่ะ

ขยับมาที่เกียวโตกันบ้างนะคะ เมื่อก่อนหลายคนน่าจะคุ้นกับตั๋วรถบัสแบบเหมาวันที่ใช้เที่ยวรอบเมืองได้แบบคุ้มๆ แต่ตอนนี้เขาเริ่มปรับระบบแล้วค่ะ เพื่อลดความแออัดบนรถสาธารณะที่คนท้องถิ่นใช้ในชีวิตประจำวัน ผลคืออะไร นักท่องเที่ยวอย่างเรา อาจต้องหันไปใช้รถไฟใต้ดิน หรือวางแผนการเดินทางมากขึ้นนิดนึง ซึ่งบางเส้นทางอาจจะไม่สะดวกเท่าเดิม หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยค่ะ

สรุปง่ายๆ เลยนะคะ ญี่ปุ่นยังเที่ยวได้เหมือนเดิม แต่ความง่ายอาจลดลงนิดหน่อย ทริปแบบเดินไปเรื่อยๆ แล้วได้ทุกอย่างเลย อาจไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่ถ้าวางแผนดี เลือกเวลา เลือกสถานที่ให้เหมาะ ก็ยังได้ประสบการณ์ที่ดีเหมือนเดิมค่ะ

เอาล่ะ ฟังดูเหมือนเขาจะกีดกันเราใช่มั้ยคะ แต่จริงๆ ญี่ปุ่นยังสวยเหมือนเดิมค่ะ แค่เราต้องเล่นตามเกมของเขาให้เป็น นี่คือ 5 ข้อที่เราสรุปมาให้ค่ะ

Prebooking is everything ลืมการเดินดุ่มๆ เข้าไปได้เลย ทุกอย่างต้องผ่านเว็บ JNTO หรือแอปท้องถิ่น ใครมี QR โค้ดในมือคือผู้ชนะค่ะ

เตรียมงบค่าจิปาถะ ทั้งภาษีที่พัก ภาษีขาออกที่พุ่งไป 3,000 เยน และราคาตั๋วต่างชาติ เตรียมบวกเพิ่มไปในงบอย่างน้อย 20% จะได้ไม่ช็อตหน้างานนะคะ

ใช้เทคโนโลยีเลี่ยงคน โหลดแอปเช็คความหนาแน่น congestion แอปไว้เลยค่ะ ถ้าเห็นพื้นที่ไหนขึ้นสีแดง ให้เปลี่ยนแผนทันที อย่าไปฝืนเบียด เพราะจะโดนสายตาเลเซอร์จากคุณยายชาวญี่ปุ่นจ้องหน้าเอาได้นะ

ลองไปเนืองรองแบบจริงจัง แถบโทโฮคุ หรือคิวชูตอนล่าง สวยจนใจเจ็บ และคนในพื้นที่เขายังยินดีต้อนรับเราแบบสุดๆ ค่ะ เพราะกฎยังไม่เข้มเท่าเมืองหลักค่ะ

เคารพกฎแบบไร้ข้ออ้าง ป้ายห้ามคือห้าม เสียงดังคือจบ ถ้าไม่อยากโดนปรับ หรือโดนจ้องหน้า ก็ต้องทำตัวให้น่ารักที่สุดนะคะเพื่อนๆ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของญี่ปุ่น มันคือบทเรียนราคาแพง ที่ทั่วโลกกำลังจับตามองค่ะ เขาไม่ได้อยากปิดประเทศ แต่เขากำลังรีเซตทุกอย่างใหม่หมด สุดท้ายแล้ว มันคือการเลือกนักท่องเที่ยวที่เข้าใจ และยอมจ่ายเพื่อความยั่งยืนของบ้านเขาจริงๆ ค่ะ

ทุกคนคิดว่ามันแฟร์ไหมคะ ที่คนไทยอย่างเราต้องจ่ายแพงกว่าหลายเท่า มันยุติธรรมไหม ที่การเที่ยวญี่ปุ่นจะกลายเป็นสิทธิพิเศษสำหรับคนที่มีเงินและเตรียมตัวดีเท่านั้น หรือจริงๆ แล้ว ญี่ปุ่นกำลังจะกลายเป็นประเทศที่เที่ยวได้เฉพาะคนรวยไปแล้ว

แล้วลองคิดดูอีกมุมนะคะ ถ้าบ้านเราอย่างเชียงใหม่ หรือภูเก็ต ทำแบบญี่ปุ่นบ้าง เก็บค่าเข้าต่างชาติแพงขึ้น 4 เท่า เพื่อเอาเงินมาจัดการบ้านเรา ทุกคนว่ามันจะดีไหม พิมพ์มาเถียงกันในคอมเมนต์ได้เลยนะ

อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์คลิปนี้ให้เพื่อนที่จะไปญี่ปุ่นด้วยนะคะ ก่อนที่เพื่อนจะไปยืนงงหน้าฟูจิ เพราะลืมจองคิวแล้วเจอกันคลิปหน้าค่ะ วันนี้ไปแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ