Transcription
บริษัทประพัสอน Engineering Supply จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์ K1 วันนี้ขออนุญาตนำเสนอเครื่อง Max Scout หรือเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็ก หรือมีชื่อย่อว่า PMS PMS ชื่อเต็ม ๆ ของมันก็คือ Peripheral Magnetic Stimulation คือเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็ก สนามแม่เหล็กในที่นี้มันก็มีที่มาเดียวกันกับการเกิดสนามแม่เหล็กในสมัยม.ปลายที่เราได้เรียนฟิสิกส์กันนั่นเอง สนามแม่เหล็กตัวนี้มีที่มาจากอะไร? มันเกิดจากการที่เราเอาเส้นขดลวดตัวนั้นเส้นนึงใส่กระแสไฟฟ้าเข้าไปผ่านเส้นขดลวดตัวนำเส้นนี้ตามกฎของมือขวา ถ้าหากว่าเราให้นิ้วโป้งคือทิศทางของการไหลของกระแสไฟฟ้า นิ้วทั้งสี่ที่วนรอบนิ้วโป้งก็คือทิศทางของการเกิดสนามแม่เหล็กนั่นเอง
เครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าใช้ประโยชน์ของการเกิดสนามแม่เหล็กตัวนี้นำเอาเส้นขดลวดดังกล่าวมาขดให้เป็นวงกลมเหมือนกันกับตัวหัวให้การรักษาด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก เมื่อเราเอาเส้นขดลวดตัวนี้มาขดกันปุ๊บ สนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นรอบ ๆ เส้นขดลวดตัวนี้ก็จะเกิดสนามแม่เหล็ก และจุดตรงกลางที่สนามแม่เหล็กทั้งหมดมาบรรจบกันก็จะเป็นจุดที่เราใช้ในการเป็นจุดรีมาร์คในการให้การรักษาด้วยเครื่อง PMS ซึ่งถือเป็นเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็ก และเป็นจุดที่พลังงานสนามแม่เหล็กมีพลังงานสูงสุดนั่นเอง
การใช้ประโยชน์จากสนามแม่เหล็กในทางการแพทย์นั้นมีมาระยะเวลาค่อนข้างนานแล้ว โดยเทคโนโลยีตัวแรกที่เรามักจะได้ยินกันก็จะเป็นเทคโนโลยีที่ชื่อว่า TMS หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Transcranial Magnetic Stimulation Trans แปลว่าระหว่าง ส่วนกะโหลกศีรษะ โดยรวมก็คือมันคือการใช้สนามแม่เหล็กเพื่อกระตุ้นบริเวณศีรษะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการส่งสัญญาณประสาทนั่นเอง โดย TMS จะเป็นเครื่องมือที่กระตุ้นตัว Central Nervous System หรือระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง เพื่อทำให้เกิด Neural Plasticity ของตัวสมอง และเกิดการเปลี่ยนแปลงของบริเวณระบบประสาทส่วนปลายนั่นเอง
การใช้ประโยชน์จากตัวสนามแม่เหล็กในเครื่อง TMS โดยส่วนมากมักจะมีข้อบ่งชี้ในการใช้เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ใช้เพื่อลดอาการสั่นเกร็ง หรือเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงในกลุ่มคนไข้โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในบรรดาข้อบ่งชี้ดังกล่าวก็อาจจะรวมไปถึงการใช้เพื่อลดปวดของตัวกล้ามเนื้อด้วย โดยการศึกษาที่ยกตัวอย่างมาให้นี้ก็จะเป็นการใช้ TMS เพื่อใช้ในเรื่องของการลดปวดในกลุ่มคนไข้ที่เป็นโรคพาร์กินสัน
สิ่งที่เกิดขึ้นนะคะ เราก็จะพบว่านอกจากการใช้ TMS ในการกระตุ้นทางระบบประสาทเพื่อทำให้เกิดการฟื้นตัวของสมองแล้ว เราก็พบว่ามันมีการใช้เพื่อลดปวดในกลุ่มคนไข้ประเภทต่าง ๆ ด้วย ดังตัวอย่างที่ส่งมาให้ก็จะมีในส่วนของตัวกลุ่มโรคคนไข้ที่เป็นไฟโบรมัยอัลเจีย หรือว่าคนไข้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม หรือว่ามีโรคข้อเข่าเสื่อม ทีนี้เมื่อมีการศึกษาต่อไปเรื่อย ๆ เขาก็มีการนำตัว TMS มาเปรียบเทียบผลการรักษาที่เกิดขึ้นเทียบกันกับตัว Peripheral Magnetic Stimulation หรือว่า PMS ในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะปวดเส้นประสาท สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พอเราเปรียบเทียบผลการรักษาที่ได้จากการใช้ PMS และ TMS เราพบว่าการใช้ PMS โดยส่วนมากจะใช้บริเวณเส้นประสาทและมัดกล้ามเนื้อ ผลที่เกิดขึ้นพบว่าผลการรักษาที่ใช้เครื่อง PMS สามารถที่จะเห็นผลในเรื่องของการลดปวดได้ชัดเจนถึง 40% หลังรักษาติดต่อกัน 5 ครั้ง แล้วก็ลดลงถึง 90% เมื่อติดตามผลการรักษาหลังจากนั้น 1 เดือน ซึ่งพอมาเทียบกันกับตัว TMS เราจะพบว่ามีผลการรักษาที่ค่อนข้างที่จะสั้น แล้วก็ใช้ระยะเวลาที่นานกว่าเมื่อเทียบกันกับตัว PMS รวมไปถึงผลที่เกิดขึ้นจากการใช้ TMS เพื่อลดปวดเป็นเพียงผลสั้น ๆ เท่านั้น แล้วก็ไม่ได้มีการศึกษาติดตามหลังจากนั้นว่าอาการปวดของคนไข้ดีขึ้นหรือว่าแย่ลงยังไง เราก็จะพบว่าข้อจำกัดในการใช้ TMS ในกลุ่มคนไข้ที่มีอาการปวดนี้นอกจากผลการรักษาจะไม่ชัดเจนแล้ว ยังมีข้อจำกัดที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกันกับตัว PMS ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลข้างเคียงที่ได้จากการรักษา เพราะว่า TMS รักษาที่บริเวณสมอง ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็อาจจะมีในเรื่องของการปวดหัว การมึนศีรษะ หรือว่าเกิดอาการล้าของตัวกล้ามเนื้อที่ถูกกระตุ้นเยอะเกินไป หรือในคนไข้บางคนอาจจะพบอาการหูวิ้งได้ นอกจากนี้การกระตุ้นบริเวณสมอง เนื่องจากว่าจุดเล็ก ๆ ของสมอง ถ้าหากว่าเรากำหนดจุดที่กระตุ้นต่างกัน ผลการรักษาที่เกิดขึ้นก็จะต่างกันด้วย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่พบการศึกษาที่มีการเปรียบเทียบว่าจุดที่แตกต่างกันบริเวณสมอง ผลการรักษาที่ได้จะมีผลการรักษาที่แตกต่างกันไหม หรือว่าเปรียบเทียบแล้วดีกว่าอย่างไร
การใช้ PMS ในการให้การรักษาในโรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อจึงค่อนข้างที่จะเป็นที่นิยมกว่า เนื่องจากว่าเครื่อง PMS สามารถให้พลังงานการรักษาที่มากกว่าเมื่อเทียบกันกับ TMS นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถที่จะกำหนดจุดในการรักษาได้ค่อนข้างชัดเจน และไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อตัวผู้รับการรักษา นอกจากนี้ปัจจุบันก็ยังมีการศึกษาที่ใช้เครื่อง PMS ในการรักษาโรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อค่อนข้างมาก จึงค่อนข้างที่จะเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
ทีนี้เมื่อเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็กเข้าไปในร่างกาย มันเกิดผลการรักษายังไง? หลักการทำงานของเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็กคือการปล่อยสนามแม่เหล็กเข้าสู่ร่างกาย ณ บริเวณที่มีเส้นประสาท โดยการผ่านของตัวคลื่นสนามแม่เหล็กตัวนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องอาศัยตัวกลาง ตัวคลื่นสามารถทะลุผ่านชั้นกระดูกและกล้ามเนื้อลงไปถึงเส้นประสาทได้โดยตรง เพราะฉะนั้นตัวคลื่นสนามแม่เหล็กตัวนี้จะไปเหนี่ยวนำการส่งสัญญาณประสาท และทำให้เกิดกระบวนการ Action Potential เกิดขึ้น ณ บริเวณที่มีเส้นประสาทนั่นเอง การเปลี่ยนศักย์ไฟฟ้า หรือกระบวนการ Action Potential ที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้กระบวนการส่งสัญญาณประสาทสามารถเกิดขึ้นได้ไวขึ้น และทำให้เกิดการส่งข้อมูลในเส้นประสาทสู่กล้ามเนื้อต่อไปเป็นลำดับ
ผลการรักษาที่ได้จากการให้การรักษาด้วยเครื่อง PMS เนื่องจาก PMS กระตุ้นที่ตัวเส้นประสาท ซึ่งเส้นประสาทมีทั้งขาเข้าและขาออก ผลการรักษาที่ได้จึงแบ่งออกเป็น 2 ผลการรักษาใหญ่ ๆ ก็คือ
1. การกระตุ้นผ่านตัว Sensory Nerve ช่วยในเรื่องของการลดปวดลดชา
2. กระตุ้นผ่านตัว Motor Nerve หรือเส้นประสาทขาออก ได้ผลในเรื่องของการกระตุ้นทำให้เกิดการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแรงของตัวมัดกล้ามเนื้อ
ผลการรักษาลำดับแรกก็คือในเรื่องของการลดปวด การใช้ PMS เพื่อหวังผลในเรื่องของการลดปวดสามารถอ้างอิงได้จาก 2 ทฤษฎีการลดปวดคือ
1. การใช้ความถี่สูงในช่วง 30-100 เฮิรตซ์ ทำให้เกิดการกระตุ้นตัว Thick Nerve Fiber ที่ปลายปมประสาท ส่งผลให้เกิดการกระตุ้น Inhibitory Neuron ไปยับยั้งการส่งกระแสจาก Small Fiber ทำให้ลดอาการปวดลงจากทฤษฎีของ Gate Control Theory
2. ใช้ความถี่ต่ำในช่วง 1-30 เฮิรตซ์ ในเรื่องของการเกิดการหลั่งสารฝิ่นมาระงับการรับความรู้สึกเจ็บปวด ตามทฤษฎีการหลั่งสารฝิ่น หรือว่า Opioid
ผลการรักษาลำดับถัดมาคือทำให้เกิดการกระตุ้นของตัวเส้นประสาทขาออก หรือ Motor Nerve เกิดการเปลี่ยนแปลงของศักย์ไฟฟ้า ณ บริเวณมัดกล้ามเนื้อที่เราทำการรักษา ทำให้เกิดการหดและคลายตัวของตัวกล้ามเนื้อตามความถี่ที่เราตั้งค่าไว้ สามารถนำไปใช้ในการฝึกการเรียนรู้ของกล้ามเนื้อในกลุ่มคนไข้ระบบประสาท เกิดการส่งสัญญาณกลับไปที่สมองเพื่อให้สมองส่วนที่ยังทำงานได้ดีมีการฟื้นตัวกลับมาขยับกล้ามเนื้อได้มากขึ้น หรือเราอาจจะให้แรงต้านเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ นอกจากผลโดยตรงที่ทำให้เกิดการหดและคลายตัวของตัวกล้ามเนื้อแล้ว เรายังสามารถทำให้เกิดการไหลเวียนเลือดบริเวณที่เราทำการรักษาได้มากขึ้น จากการที่กล้ามเนื้อมีการหดและคลายตัวตามความถี่ที่เราตั้งค่าไว้นั่นเอง
การใช้ PMS สามารถใช้เพื่อลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อในกลุ่มคนไข้โรคหลอดเลือดสมองได้ โดยกระบวนการลดอาการเกร็งนี้เป็นผลมาจากการที่เราใช้ PMS เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขยับสลับไปมาของตัวมัดกล้ามเนื้อ โดยการขยับสลับไปมาของตัวมัดกล้ามเนื้อตัวนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของตัว Joint บริเวณที่ข้อต่อ เช่น พวกตัว Muscle Spindle หรือ Golgi Tendon Organ ทำให้เกิด Positive Feedback กลับไปที่สมอง และทำให้เกิดอาการเกร็งตัวน้อยลงนั่นเอง
ในปัจจุบันนอกจากผลการใช้ PMS ในการรักษาคนไข้โรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อและระบบประสาทแล้ว ก็ได้มีการนำ PMS มาใช้ในกลุ่มคนไข้ด้าน Wellness มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือชื่อทางการก็คือ Urinary Incontinence ในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้หญิงหลังคลอด อันมีสาเหตุมาจากการอ่อนแรงของตัวกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การใช้ PMS สามารถที่จะกระตุ้นตัวมัดกล้ามเนื้อดังกล่าวได้โดยตรง และสามารถที่จะแนะนำคนไข้ให้ฝึกออกกำลังกายมัดกล้ามเนื้อตัวนี้ไปพร้อมกับเครื่องได้ นอกจากนี้การใช้ PMS ในการกระตุ้นบริเวณมัดกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานตัวนี้ก็ไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียง และไม่เป็นการลักษณะที่ทำให้เกิดการลุกล้ำเข้าภายในร่างกายด้วย
ข้อห้ามข้อควรระวังในการใช้งานเครื่อง PMS ก็จะมีดังต่อไปนี้เลย อันดับแรกก็คือเราจะไม่ใช้ PMS ในบริเวณที่มีการใส่เหล็ก เพราะว่าเหล็กสามารถที่จะนำไฟฟ้าแล้วก็สามารถที่จะสะสมให้เกิดความร้อนได้ การใช้ PMS ในบริเวณที่มีการใส่เหล็กก็อาจจะทำให้เกิดการเคลื่อน หรือการสะสมของความร้อนในเหล็กดังกล่าว และอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อคนไข้ได้ แต่ถ้าหากว่าเราจำเป็นที่จะต้องทำในคนไข้ที่มีการใส่ Internal Fixation จริง ๆ อาจจะเลือกพิจารณาในการทำบริเวณที่เหนือข้อต่อ หรือว่าใต้ข้อต่อที่เรามีการใส่ Internal Fixation หรืออาจจะใช้วิธีการสแกนรอบ ๆ บริเวณที่เราต้องการจะทำการรักษาก็ได้ ถัดมาก็คือจะไม่ทำในกลุ่มคนไข้เด็ก โดยเฉพาะในบริเวณที่ใกล้เคียงกับ Epiphyseal Plate หรือว่าบริเวณ Long Bone ถัดมาในกลุ่มคนไข้ที่เราทำการรักษาบริเวณที่ใกล้ศีรษะก็เป็นข้อห้ามเช่นเดียวกัน เนื่องจากว่า PMS มีพลังงานสนามแม่เหล็กที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกันกับ TMS ถ้าหากว่าเราใช้ PMS กระตุ้นบริเวณสมองโดยตรงอาจจะทำให้เกิดอาการ Brain Fatigue หรือคนไข้มีอาการมึนงงสับสนได้ PMS ไม่ทำในบริเวณที่เราสงสัยว่าจะมีเนื้องอก โดยไม่ว่าเนื้องอกนั้นอาจจะมีโอกาสเจริญไปเป็นตัวมะเร็งหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะระยะ 1 ระยะ 2 หรือว่าระยะ 3 หรือว่าระยะ 4 เพราะว่าผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ PMS สามารถที่จะทำให้เกิดในเรื่องของการไหลเวียนโลหิตมากขึ้น ณ บริเวณที่เราทำการรักษาด้วย ก็อาจจะมีความเสี่ยงทำให้ตัวเนื้องอก หรือว่าเนื้อที่เราสงสัยว่าจะเจริญไปเป็นมะเร็ง เกิดการขยาย หรือว่าการเพิ่มเซลล์ได้มากขึ้น ในกลุ่มคนไข้ที่ตั้งครรภ์ บริเวณหน้าท้อง หรือว่าบริเวณหลังก็เป็นบริเวณที่ต้องหลีกเลี่ยง นอกจากนี้คนไข้ที่มีภาวะหัวใจไม่เสถียร หรือว่ามีปัญหาในเรื่องของการส่งกระแสสัญญาณประสาทของหัวใจ หรือว่าคนไข้ที่มีการฝังพวก Pacemaker ก็เป็นข้อห้ามไม่ทำในบริเวณทรวงอก รวมไปถึงอุปกรณ์ที่มีชิปอิเล็กทรอนิกส์ฝัง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ Smart Phone แล้วก็พวกกุญแจรถ Key Card บัตรพนักงาน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเอาห่างจากหัวให้การรักษาอย่างน้อย 10 ซม. หรือถ้าจะให้ปลอดภัยก็คืออย่างน้อยในระยะ 1 เมตร ควรที่จะนำออกห่างจากหัวให้การรักษา
ทีนี้เรามาดูในส่วนของพารามิเตอร์ หรือว่าตัวแปรที่มีผลต่อการให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็ก ตัวแปรที่มีผลต่อคลื่นที่จะออกมา หรือว่าผลการรักษาที่เกิดขึ้นก็ได้แก่
1. Intensity หรือว่าความเข้มของตัวสนามแม่เหล็กที่เราจะให้การรักษา
2. ความถี่
3. จำนวนลูกคลื่นที่เราใช้ในการกระตุ้น หรือระยะเวลาที่เราให้การรักษาต่อ 1 เคสนั่นเอง
พารามิเตอร์แรกก็คือ Intensity โดยส่วนมาก Intensity หรือว่าความเข้มของพลังงานสนามแม่เหล็กมักจะปรากฏในหน่วยที่เป็นเปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์ในที่นี้ก็อาจจะไล่ตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 100% โดยที่ 100% ของแต่ละเครื่องก็จะแล้วแต่ว่าเครื่องมือตัวนี้สามารถที่จะให้พลังงานสูงสุดได้กี่เทสลา เกณฑ์ที่เราใช้ในการรักษาเราก็จะใช้เทอมที่เรียกว่า Sensory Threshold กับ Motor Threshold Sensory Threshold ก็คือ Intensity ที่เราเปิดจนถึง Sensory Threshold หรือจุดที่คนไข้รู้สึกว่ามีอาการหน่วง หรือว่าหนึบ ณ บริเวณที่เราให้การรักษานั่นเอง อีกช่วงความเข้มนึงก็คือช่วงความเข้มที่เราเรียกว่า Motor Threshold ก็คือความเข้มในการรักษาที่แตะไปถึง Motor Threshold และเราเห็นการหดและคลายตัวของตัวกล้ามเนื้อนั่นเอง Sensory Threshold อาจจะมีอีกเทอมนึงที่เราเรียกว่า SMT หรือว่า Spinal Motor Threshold ก็คือความเข้มที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตัวการรับความรู้สึก แล้วก็อีกเทอมนึงอาจจะใช้คำว่า Muscle Contraction Test หรือความเข้มที่เราเห็นการหดตัวของตัวกล้ามเนื้อนั่นเอง
ในการศึกษาที่ยกมา เขาก็มีแนวโน้มว่าถ้าหากว่าเราจะต้องการใช้ PMS ในการกระตุ้นคนไข้ที่มีภาวะในเรื่องของ Sensory Motor Impairment หรือมีปัญหาในเรื่องของการหดและคลายตัวของตัวกล้ามเนื้อ ความเข้มที่เรามักจะใช้ก็มักจะใช้ความเข้มที่มีแนวโน้มว่าใช้มากกว่า Motor Contraction Threshold ก็คือเราจะต้องเปิด Intensity ให้เห็นการหดและคลายตัวของตัวกล้ามเนื้อ เพื่อหวังผลในเรื่องของการทำให้เกิดการขยับของตัวกล้ามเนื้อ หรือการเพิ่ม Muscle Tone หรือว่าเพิ่ม Muscle Strength ส่วนการใช้ Intensity เพื่อหวังผลในเรื่องของ Pain Condition หรือการลดปวด Intensity ที่เราใช้อาจจะไม่จำเป็นต้องถึง Motor Contraction Threshold ก็หมายความว่าอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดให้เห็นการหดและคลายตัวของตัวกล้ามเนื้อ แต่คนไข้จะต้องรู้สึกว่าตัวคลื่นทำให้มีอาการหนึบหน่วง หรือว่าชา ณ บริเวณที่เราทำการรักษานั่นเอง
นอกจากนี้ความเข้ม หรือว่าพลังงาน Intensity ตัวนี้ก็จะมีผลต่อความลึกของตัวคลื่นสนามแม่เหล็กที่จะเข้าไปในร่างกายของคนไข้ด้วย โดยทางโรงงาน หรือว่า K1 เขาก็ได้เคลมไว้ว่าความลึกของตัวคลื่นสนามแม่เหล็กตรงนี้สามารถที่จะลงไปได้ลึกมากกว่า 10 ซม. เมื่อเรานำไปใช้ในกลุ่มคนไข้ แต่ว่า 10 ซม. ในที่นี้ก็เป็นการทดสอบผ่านตัวกลางก็คืออากาศ ซึ่งพอเอาคลื่นสนามแม่เหล็กตัวนี้ไปวัดดูความสูง หรือว่าระยะการแผ่ของคลื่นก็พบว่าคลื่นสามารถที่จะแผ่ไปได้ถึง 10 ซม. เลยทีเดียว ทีนี้ถ้าหากว่าเราเอามาใช้ในร่างกายคนไข้ล่ะจะเป็นยังไง? ในร่างกายมนุษย์เราก็ได้พบว่ามีการศึกษาที่นำตัว PMS มาใช้ในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะ Low Back Pain ซึ่งผลการรักษาที่เกิดขึ้นก็มีแนวโน้มที่ค่อนข้างดี PMS สามารถที่จะลดปวดในคนไข้ที่มีภาวะ Low Back Pain ได้ ทีนี้ Low Back Pain ตัวนี้มัดกล้ามเนื้อตรงนี้มันมีความลึกเท่าไหร่? พอเราไปศึกษาเพิ่ม เราก็พบว่าในกลุ่มมัดกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณหลังส่วนล่าง เช่น Erector Spinae ก็มีความลึกถึงประมาณ 5-6 ซม. เลยทีเดียว ก็หมายความว่า PMS สามารถที่จะใช้กระตุ้นในตัวมัดกล้ามเนื้อมัดลึกในกลุ่มในร่างกายคนไข้ได้ ก็ได้ถึง 5-6 ซม. เลย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจจะขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพ หรือว่าสรีระร่างกายของแต่ละคนด้วย ในคนไข้ที่มีตัว Subcutaneous Fat ค่อนข้างเยอะ ตัวคลื่นก็อาจจะต้องใช้พลังงานที่มากขึ้นเมื่อเทียบกันกับตัวคนไข้ที่มีสรีระร่างกายที่ค่อนข้างที่จะบาง หรือว่ามี Subcutaneous Fat ค่อนข้างน้อย
รูปที่ปรากฏก็จะเป็นรูปที่สามารถแสดงให้เห็นด้วยว่าลักษณะของการแผ่คลื่นของตัวสนามแม่เหล็กเนี่ยมันจะมีการแผ่ในลักษณะที่เป็นรูปสามเหลี่ยมหงาย ก็คือจุดที่พลังงานสูงสุดก็จะเป็นจุดที่อยู่ใกล้กันกับตัว Applicator นั่นเอง แล้วเมื่อระยะห่างของตัวคลื่นจาก Applicator ค่อนข้างไปไกลขึ้น ตัวคลื่นก็จะค่อย ๆ มีความเข้มน้อยลงนั่นเอง
พารามิเตอร์ถัดมาที่มีผลต่อผลการรักษาของเครื่อง PMS ก็จะได้แก่ตัวความถี่ หรือว่า Frequency หน่วยของมันก็คือเฮิรตซ์ หรือว่าครั้งต่อวินาที การจำแนกความถี่ก็จะแบ่งตามผลการรักษาที่เราต้องการ ถ้าหากว่าเราต้องการที่จะใช้เครื่อง PMS เพื่อหวังผลในเรื่องของการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้มีการหดและคลายตัวของตัวกล้ามเนื้อ Frequency ก็จะแบ่งเป็นช่วง 2 ช่วงใหญ่ ๆ ก็คือได้แก่ช่วงที่ความถี่ต่ำตั้งแต่ 5 เฮิรตซ์ หรือว่า 10 เฮิรตซ์ ก็จะทำให้เกิดผลของการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบ Single Twitch ซึ่งการหดและคลายตัวของตัวกล้ามเนื้อแบบ Single Twitch ก็อาจจะนำไปใช้ในการไกด์ให้คนไข้ได้เริ่มที่จะเรียนรู้ว่าตัวมัดกล้ามเนื้อนี้มีการหดและคลายตัวยังไง หรืออาจจะใช้ในการทำให้เกิดการคลายตัว ลดอาการเกร็งของตัวมัดกล้ามเนื้อก็ได้
การเพิ่มความถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ 15 เฮิรตซ์ขึ้นไปจนถึง 50 เฮิรตซ์ ก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบเลียนแบบการเคลื่อนไหวธรรมชาติของตัวมัดกล้ามเนื้อ หรือว่า Tetanic Contraction ก็จะใช้ในการฝึก หรือว่าอาจจะเพิ่มความแข็งแรงของคนไข้โดยการให้โหลดเพิ่มก็ได้ การใช้ความถี่ต่ำในช่วงตั้งแต่ 5-25 เฮิรตซ์ ก็จะทำให้เกิดการลดอาการปวดผ่านการหลั่งสารฝิ่น หรือใช้ในการลดปวดในกลุ่มคนไข้ที่อยู่ในภาวะ Chronic Phase ก็คือมีการปวด หรือว่าบาดเจ็บเรื้อรังมานานกว่า 7 วันขึ้นไป หรือถ้าหากว่าเราใช้ช่วงความถี่ตั้งแต่ 50 เฮิรตซ์ขึ้นไป หรืออาจจะแบ่งตั้งแต่ช่วง 30 เฮิรตซ์เป็นต้นไป ก็จะใช้ในการลดปวดในคนไข้ที่อยู่ในภาวะ Acute Phase ก็คือมีอาการบาดเจ็บมาตั้งแต่ 1 จนถึงระยะ 7 วัน ก็จะลดปวดโดยการหวังในเรื่องของการลดปวดตาม Gate Control Theory นั่นเอง
ทีนี้แนวโน้มของตัวงานวิจัยที่ยกขึ้นมาก็จะพบว่าถ้าหากว่าเราใช้ในการลดอาการปวด ก็จะมีตั้งแต่ในช่วงตั้งแต่ 1 เฮิรตซ์ไปจนถึงช่วง 20 เฮิรตซ์เลย ขึ้นอยู่กับว่าผลการรักษาที่เราต้องการ เราต้องการที่จะลดปวดผ่านทฤษฎีไหน
พารามิเตอร์ถัดมาก็คือจำนวนลูกคลื่น หรือว่าเวลา หน่วยของมันก็คือเป็นนาที หรืออาจจะเป็นจำนวนลูกคลื่นนั่นเอง ต่อจุดที่เราต้องการจะรักษา ก็จะแนะนำว่าควรที่จะกระตุ้นให้ได้อย่างน้อย 2,000 จนถึง 5,000 ลูกคลื่น วิธีการคำนวณจำนวนลูกคลื่นก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละแบรนด์ แต่ละเครื่อง แต่ละยี่ห้อสามารถที่จะกำหนด Pulses หรือว่าจำนวนลูกคลื่นได้ หรือสามารถกำหนดได้จากตัว On Time Off Time ในตัวอย่างก็จะเป็นการคำนวณจำนวนลูกคลื่นง่าย ๆ โดยการใช้ความถี่ 20 เฮิรตซ์ 20 เฮิรตซ์ก็คือใน 1 วินาทีก็จะมีจำนวนลูกคลื่นทั้งหมด 20 ลูกคลื่นนั่นเอง โดย On Time ของตัว 20 เฮิรตซ์ก็จะอยู่ที่ 20 วินาทีต่อช่วงพัก 40 วินาที เราเอาจำนวน On Time กับความถี่ตรงนี้มาคูณกัน เราก็จะได้เป็นจำนวนลูกคลื่นต่อ 1 นาที 1 นาทีมีการกระตุ้นทั้งหมด 400 ลูกคลื่น เราก็อาจจะประมาณได้ว่าภายใน 5 นาที หรือว่าอย่างน้อย 5 นาทีขึ้นไป จุดที่เราทำการรักษาก็จะได้ผลการรักษาทั้งหมดมากกว่า 2,000 ลูกคลื่นขึ้นไปนั่นเอง
ในงานวิจัยที่นำมาให้ดูก็จะพบว่าค่อนข้างที่จะหลากหลาย เพราะว่าโดยปัจจุบันแล้วการกำหนดจุด หรือว่าเวลา ก็อาจจะไม่ได้มีไกด์ไลน์ที่ชัดเจนมากนัก ก็จะสามารถกระตุ้นได้ตั้งแต่ 400 ไปจนถึง 8,000 ลูกคลื่น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้เครื่อง PMS ในการรักษานั่นเอง ถ้าหากว่าเป็น Area ที่ใหญ่หน่อย จำนวนลูกคลื่นที่มากขึ้นตามพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล
เครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็กที่บริษัทประพัสอนแนะนำเข้าก็จะเป็นเครื่องของแบรนด์ K1 จากประเทศเกาหลีใต้ มีชื่อรุ่นว่า Max Scout นั่นเอง โดยตัวเครื่องจะประกอบไปด้วยหัวให้การรักษาพร้อมกับตัวหน้าจอ แบรนด์ K1 ก็เป็นแบรนด์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในประเทศเกาหลีใต้ แล้วก็จะมีมาตรฐานในการผลิตรับรองค่อนข้างที่จะมาตรฐานสากล ได้ อย. ในประเทศเกาหลีใต้ แล้วก็มี ISO 13485 ซึ่งสามารถการันตีได้ถึงมาตรฐานการผลิตของโรงงานนั่นเอง
ใน 1 ชุดของตัวเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็กก็จะมีตัวเครื่องจำนวน 1 เครื่อง โดยเครื่องก็จะมาพร้อมกับล้อทั้งหมด 4 ล้อ ซึ่งสามารถที่จะล็อกล้อให้หยุดอยู่กับที่ได้ ตัวหน้าจอก็จะเป็นหน้าจอแบบ LCD สามารถที่จะสั่งการได้โดยการจิ้ม หรือว่าสัมผัสไปที่หน้าจอ แล้วก็ใช้ตัว Control Knob ในการปรับเพิ่มลดพารามิเตอร์ที่เราต้องการ
แขนยึดหัวให้การรักษาจะเป็นในรูปแบบของสปริง สามารถที่จะดึงยืดระยะ แล้วก็สามารถที่จะกดลงต่ำสำหรับใช้กับเก้าอี้ หรืออาจจะเป็นเตียงที่สูงกว่าเตียงเตี้ยซักประมาณ 10 ซม. ได้ ตัวหัวยึดจะเป็นหัวลักษณะที่คล้ายกันกับขาตั้งกล้อง ให้ความแข็งแรงแล้วก็สามารถยึดหัวได้อย่างปลอดภัย ส่วนปลายของตัวแขนยึดจะเป็นหัวแบบ Ball and Socket สามารถที่จะปรับระยะ หรือว่าตำแหน่งให้ตั้งขึ้นตามพื้นที่ที่เราต้องการจะทำการรักษาได้ หัวให้การรักษาเป็นเทคโนโลยีที่เป็น Double Coil Focused Field Applicator Double Coil Focused Field Applicator ตรงนี้คืออะไร? มันก็คือการที่ตัวหัวให้การรักษาจะประกอบไปด้วยตัวคอยล์ 2 ชั้นนั่นเอง โดยคอยล์ 2 ชั้นตัวนี้ข้อดีของมันก็คือมันจะทำให้พลังงานสนามแม่เหล็กตรงนี้มากกว่าแบรนด์อื่น ๆ ทั่วไปอีกประมาณ 2 เท่า จำนวนชั้นของขดลวดที่มากขึ้น ซึ่งจำนวนชั้นขดลวดที่มากขึ้นตรงนี้นอกจากข้อดีในเรื่องของสามารถให้พลังงานสนามแม่เหล็กได้มากกว่าเดิมแล้ว ข้อดีถัดมาก็คือมันจะทำให้แรงต้านไฟฟ้า หรือว่าการสะสมของพลังงานความร้อนน้อยลงนั่นเอง พอพลังงานแรงต้านน้อยลง มันก็จะทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยลงไปด้วยเช่นกัน พอความร้อนที่เกิดการสะสมของตัวขดลวดน้อยลง ระยะเวลาที่เราสามารถจะใช้เครื่องในการให้การรักษาก็สามารถที่จะใช้ได้นานมากขึ้น ใช้กับเคสจำนวนมากต่อวันได้ โดยที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องพักเครื่อง หรือว่ามีระยะเวลา Cool Down ของเครื่อง
นอกจากนี้จำนวนชั้นขดลวดที่หนาขึ้น มันจะทำให้ระยะเวลาการหน่วงของการเกิดสนามแม่เหล็กตรงนี้มีระยะเวลาที่แน่นอนมากขึ้น ระยะเวลาที่แน่นอนมากขึ้นก็จะทำให้ Resting Time หรือระยะเวลาพักในการสะท้อนกลับของตัวคลื่นเสถียรมากขึ้น คนไข้จะรู้สึกว่าเวลาที่เราให้การรักษาด้วยเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็ก Max Scout จะรู้สึกว่าตัวคลื่นไม่ได้กระแทกที่บริเวณที่ทำการรักษามากจนเกินไป ก็จะให้ความรู้สึกที่สบาย แล้วก็ไม่น่ากลัว
นอกจากความหนาของตัวเส้นขดลวดที่หนาขึ้นจะช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนแล้วก็ลดการสะสมของพลังงานความร้อนแล้ว เทคโนโลยีในการระบายความร้อนของตัวเครื่อง Max Scout ก็จะเป็นเทคโนโลยีที่นำน้ำมาใช้ในการระบายอากาศ โดยที่ในหน้าจอของตัวเครื่องก็จะแสดงอินดิเคเตอร์ของระดับน้ำเป็นสัญลักษณ์แบบสีไฟจราจร ถ้าหากว่าไฟสีเขียวก็หมายความว่าตัวน้ำที่อยู่ภายในระบบมีระดับน้ำที่เพียงพอ สามารถที่จะระบายความร้อนได้อย่างต่อเนื่อง จำนวนจุด หรือว่าจำนวนสีที่เปลี่ยนไปก็จะบอกถึงระดับน้ำภายในตัวเครื่องที่เปลี่ยนไปนั่นเอง นอกจากตัวอินดิเคเตอร์ที่แสดงระดับน้ำแล้วก็จะมีตัวอุณหภูมิที่จะคอยบอกผู้ใช้งานว่าถ้าหากอุณหภูมิของหัวให้การรักษามันมากขึ้น เราอาจจะต้องมีการพักเครื่อง หรือว่าลด Intensity ที่เราใช้ลง เพื่อไม่ให้ตัวคอยล์ หรือว่าตัวหัวให้การรักษาเกิดการสะสมความร้อนที่มากจนเกินไปนั่นเอง
ระบบระบายความร้อนของตัวเครื่อง Max Scout จะเป็นระบบระบายความร้อนที่เป็น Closed Circuit System Closed Circuit System ในที่นี้ก็หมายความว่าความเสี่ยงของตัวเครื่องในการเกิดการรั่ว หรือว่าการระเหยค่อนข้างที่จะน้อย สามารถที่จะใช้เครื่องได้มากถึง 30 เคสต่อวัน โดยที่ 30 เคสต่อวันในที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม หรือว่าอุณหภูมิห้องที่เราใช้เครื่องด้วย ระบบ Closed Circuit System นอกจากจะทำให้ตัวเครื่องสามารถที่จะควบคุมอุณหภูมิให้เสถียรได้แล้ว ก็จะเป็นความปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้งาน เพราะว่าระบบน้ำที่เราใช้ภายในเครื่องก็จะเป็นน้ำดื่มทั่วไปที่เราไม่จำเป็นจะต้องใช้ตัวสารทำความเย็น ซึ่งสารทำความเย็นก็อาจจะมีความเสี่ยงในเรื่องของการติดไฟ หรือว่าเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานด้วย นอกจากนี้ข้อดีอีกอย่างนึงก็คือจะช่วยในเรื่องของการประหยัดค่า Maintenance หรือว่าค่าบำรุงรักษาหลังจากที่ทำการซื้อเครื่องไปแล้วด้วย
หน้าจอของตัวเครื่อง หลังจากที่เปิดสวิตช์เปิดปิดที่ด้านหลังของตัวเครื่อง ก็จะปรากฏเป็นหน้าจอสี โดยที่ตัวเครื่องจะประกอบไปด้วยโหมดสำหรับการรักษาทั้งหมด 4 โหมด โหมดแรกก็คือ Manual หรือโหมดที่ผู้ใช้งานสามารถที่จะตั้งค่าพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาได้ด้วยตัวเอง พารามิเตอร์ที่สามารถปรับได้ก็จะมีตั้งแต่เวลา เวลาสามารถตั้งได้ตั้งแต่ 1 จนถึง Maximum 30 นาที ความถี่ ผู้ใช้งานสามารถที่จะปรับความถี่ได้ตั้งแต่ 1 จนถึง 100 เฮิรตซ์
โหมดการใช้งานแบบสำเร็จรูป ตัวเครื่อง Max Scout จะแบ่งโปรแกรมสำเร็จรูปออกเป็น Auto Mode 1 และ Auto Mode 2 โดย Auto Mode 1 ตัวนี้ก็จะแบ่งโปรแกรมเป็น 4 พื้นที่ย่อย ๆ ได้แก่บริเวณแขน บริเวณหน้าท้อง บริเวณก้น แล้วก็บริเวณต้นขา ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้โปรแกรมต่าง ๆ ในที่นี้ได้ตามบริเวณที่เราต้องการจะทำการรักษา โดย Auto Mode 1 ก็จะเหมาะกับการใช้เพื่อหวังผลในเรื่องของการเพิ่ม Muscle Tone หรือว่าเพิ่มการเรียนรู้ของตัวมัดกล้ามเนื้อนั้น ๆ หรือการเพิ่ม Muscle Strength ในกลุ่มคนไข้ที่เป็นผู้ป่วยทางด้านระบบประสาท ในโปรแกรม Auto Mode 1 ความถี่ที่ใช้จะถูกเซตไว้อยู่ในช่วงความถี่ต่ำสลับกับช่วงความถี่สูง ความถี่สูงจะทำให้เกิดการเลียนแบบการหดตัวของตัวกล้ามเนื้อ หรือเกิดการหดตัวแบบ Tetanic Contraction ทำให้เกิดการเรียนรู้แล้วก็เกิดการฝึกตัวมัดกล้ามเนื้อ ส่วนความถี่ต่ำก็จะเป็นความถี่ที่ทำให้เกิด Single Twitch ของตัวมัดกล้ามเนื้อ หรือทำให้เกิดการคลายตัวของตัวมัดกล้ามเนื้อนั่นเอง พอช่วงความถี่ 2 ช่วงนี้มันมีการสลับกัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคนไข้จะมีช่วงที่กระตุ้นแล้วก็ช่วงที่พักสลับกัน คนไข้จะไม่รู้สึกว่าเมื่อย หรือว่าเกิดอาการอ่อนล้ามากนักหลังจากที่ใช้โปรแกรม Auto Mode 1 ในโปรแกรมใหญ่ก็จะแบ่งเป็นโปรแกรมย่อยคือ Low Medium High ความแตกต่างของทั้ง 3 โปรแกรมย่อยตัวนี้ก็จะอยู่ที่ Intensity เริ่มต้น โดยที่ผู้ใช้งานอาจจะพิจารณาจากขนาดตัวของผู้เข้ารับการรักษาก็ได้ หรืออาจจะพิจารณามาจากความรุนแรงของอาการ
โหมดการใช้งานถัดมาก็จะเป็นโหมดการใช้งานแบบสำเร็จรูป โดยตัวเครื่อง Max Scout จะแบ่งโหมดการใช้งานแบบสำเร็จรูปออกเป็น 2 โหมดใหญ่ ๆ ก็คือ Auto Mode 1 และ Auto Mode 2 การเลือกใช้ Auto Mode 1 และ Auto Mode 2 ก็จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้เครื่อง PMS ว่าเราต้องการที่จะใช้เครื่อง PMS เพื่อหวังผลในเรื่องใดนั่นเอง ถ้าหากว่าเราใช้ PMS เพื่อที่จะหวังผลในเรื่องของการกระตุ้นกล้ามเนื้อ การฝึกกล้ามเนื้อ หรือว่าการเพิ่ม Muscle Tone ในคนไข้ การเลือกใช้ออโต้โหมด 1 ก็จะตอบโจทย์วัตถุประสงค์ในการรักษาตรงนี้ เพราะว่า Auto Mode 1 จะเป็นโปรแกรมที่แบ่งพื้นที่เป็นพื้นที่ใหญ่ ๆ 4 ส่วน ได้แก่ แขน หน้าท้อง ก้นและขา ในโปรแกรมใหญ่ 4 โปรแกรมนี้นะคะก็จะแบ่งโปรแกรมย่อยไปอีกเป็น Low Medium แล้วก็ High ผู้ใช้งานอาจจะเลือกใช้งานจากสรีระ หรือว่าขนาดตัวของคนไข้ก็ได้ ถ้าหากเป็นคนไข้ที่ BMI ปกติ ก็อาจจะเริ่มต้นการใช้โปรแกรมที่โปรแกรม Medium แต่ถ้าหากว่าผู้ที่เข้ารับการรักษาเป็นผู้ที่มี BMI มากกว่าปกติก็อาจจะเริ่มที่ High ก็ได้ ข้อแตกต่างระหว่าง Low Medium High ตัวนี้ก็จะขึ้นอยู่กับ Intensity เริ่มต้นที่เราเริ่มใช้นั่นเอง โดยที่ Intensity เริ่มต้นของโปรแกรม High ก็จะมากกว่า Medium แล้วก็มากกว่า Low ในส่วนของโปรแกรม Auto Mode 1 ก็จะมีการกระตุ้นโดยที่จะสลับระหว่างช่วงความถี่ต่ำแล้วก็ช่วงความถี่สูง ความถี่สูงก็จะทำให้เกิดการหดตัวของตัวกล้ามเนื้อแบบ Tetanic Contraction ส่วนความถี่ต่ำก็จะทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบ Single Twitch หรือกระตุกเป็นจังหวะนั่นเอง การใช้ช่วงกระตุ้น 2 ช่วงกระตุ้นตัวนี้สลับกัน ก็จะทำให้ผลหลังจากที่เราให้การรักษาด้วย Auto Mode 1 แล้วเนี่ยคนไข้ไม่รู้สึกว่ามีอาการเมื่อย หรือว่าอ่อนล้ามากจนเกินไป
ส่วนโปรแกรมที่ 2 Auto Mode 2 ก็จะเป็นโปรแกรมที่เน้นในเรื่องของการลดปวด แล้วก็ลดอาการชาแบบโดยรวม โดยผู้ใช้งานสามารถที่จะเลือกใช้จากโปรแกรมที่แบ่งตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายได้เลย โดยโปรแกรมก็จะแบ่งเป็นบริเวณ Shoulder, Lumbar สำหรับใช้กระตุ้นในบริเวณเอว หรือว่าบริเวณหลัง, Wrist กระตุ้นบริเวณข้อมือ, Knee, Foot, Elbow, Chest บริเวณทรวงอก, แล้วก็บริเวณ Neck หรือว่าบริเวณคอนั่นเอง ความถี่ที่ใช้ในการกระตุ้นของตัว Auto Mode 2 ก็จะกระตุ้นตั้งแต่ช่วงความถี่ต่ำไปจนถึงความถี่สูง ขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ทางโรงงานเซตมาเลย
โหมดการใช้งานถัดมาก็จะเป็นโหมดที่เรียกว่า User Mode User Mode ผู้ใช้งานสามารถที่จะตั้งค่าความถี่ ความเข้มในการกระตุ้น แล้วก็การทำซ้ำของช่วงความถี่แต่ละช่วงได้ โดยความถี่ที่ผู้ใช้งานเลือกอาจจะเป็นความถี่ที่มีการวิจัย หรือว่าอ้างอิงมาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องก็ได้ แล้วก็สามารถที่จะตั้งชื่อไว้เป็นโปรแกรมได้ทั้งหมด 10 โปรแกรม เมื่อเรามีการเลือกตัวโปรแกรมจาก User Mode แล้ว ด้วยการกดไปที่ OK หน้าจอของตัวเครื่องก็จะเด้งมาที่หน้าสำหรับพร้อมให้การรักษา
กล่าวโดยสรุป ตัว PMS ด้วยเทคโนโลยีของการเกิดตัวคลื่น คลื่นสนามแม่เหล็กตัวนี้สามารถที่จะกระตุ้นได้โดยที่ไม่ต้องใช้ตัวกลาง ก็จะทำให้ผลข้างเคียงที่เกิดจากการให้การรักษาค่อนข้างที่จะน้อย ถ้าเทียบกับการให้การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้ว ก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องของการแพ้ หรือว่าผลใต้ขั้ว เพราะว่าตัวคลื่นสามารถที่จะลงไปได้ลึก แล้วก็ไม่มีในเรื่องของตัวนำที่เราจะต้องเป็นกังวล ตัวคลื่นสามารถที่จะให้การรักษาผ่านเสื้อผ้าได้ ผู้เข้ารับการรักษาไม่จำเป็นที่จะต้องเปิด หรือว่า Expose บริเวณที่ต้องการจะทำการรักษา นอกจากนี้ก็สามารถที่จะทำความสะอาดได้ง่าย ตัวเครื่องแล้วก็สามารถที่จะทำซ้ำได้ ตัวหัวให้การรักษาสามารถที่จะใช้งานได้ครอบคลุมทั่วร่างกาย
โดยสรุป ข้อดีของตัวเครื่อง Max Scout ก็คือ
1. เทสลาที่มากขึ้น โดยพลังงานที่ตัวคลื่นสามารถให้การรักษาได้สูงถึง 6 เทสลา ก็จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถที่จะรักษาได้ค่อนข้างที่จะครอบคลุมบริเวณที่ต้องการพลังงานที่มากขึ้น ก็จะใช้ในการรักษาคนไข้ที่ Threshold ค่อนข้างเริ่มสูงได้ เพราะว่าตัวคลื่นสามารถที่จะเพิ่มพลังงานได้ขึ้นอยู่กับ Threshold ของแต่ละคน
2. Double Coil Applicator ข้อดีของมันก็คือจะช่วยในเรื่องของการลดความเสี่ยงในการเกิด Heat ของตัวเครื่อง สามารถที่จะใช้งานได้ต่อเนื่อง
3. Water Cooling ก็จะทำให้ผู้ใช้งานประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตัวเครื่อง
4. มาพร้อมกับ I-arm Strap สายรัด แล้วก็ตัวเก้าอี้สำหรับให้การรักษา Urinary Incontinence โดยเฉพาะ
5. สามารถที่จะประยุกต์ใช้ได้กับกลุ่มคนไข้หลายประเภท แล้วก็สามารถเลือกใช้ตามบริเวณที่ต้องการได้
6. การ Maintenance ง่าย แล้วก็ค่าใช้จ่ายถูก
7. Reference ของตัวเครื่องก็ถือว่าค่อนข้างที่จะครอบคลุม แล้วก็ผู้ใช้งานสามารถที่จะมั่นใจในตัวเครื่องได้