Transcription
เอ่อ ลงนึกภาพเหตุการณ์ประหลาดๆ อันนี้นะฮะ คือมีอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยข่าวกรอง CIA คนนึงถูกจับกุมในบ้านพัก
อาฮะ ข่าวนี้ดังมากครับ
ใช่ค่ะ แต่ที่น่าตกใจคือสิ่งที่เจ้าหน้าที่สืบสวนค้นพบเนี่ย มันไม่ใช่พวกเอกสารลับทางทหาร หรือว่าแผนการโจรกข้อมูลอะไรเลยนะคะ
แต่เป็นทองคำ ใช่มั้ยครับ
ถูกต้องค่ะ มันคือทองคำแท่งของรัฐบาลกว่า 300 แท่งเลยนะคะ ซุกซ่อนอยู่ มูลค่ารวมกันเนี่ย ตีกลมๆ ก็กว่า 40 ล้านดอลลาร์ค่ะ
โห ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะครับ นั่น
ใช่มั้ยคะ แล้วพอถูกสอบสวนเนี่ย คำตอบเดียวที่หลุดออกมาจากเขาคือ "ทองคำพวกนี้เป็นค่าใช้จ่ายในการทำงาน"
ค่าใช้จ่ายในการทำงาน?
ใช่ค่ะ ซึ่งจนถึงวินาทีนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้เลยนะคะว่าคืองานอะไรกันแน่
อืม มันฟังดูเป็นปริศนามากเลยนะครับ
แล้วที่ทำให้เรื่องนี้ดูเหมือนมีควันไฟลอยออกมา ก็คือหลังจากข่าวนี้ออกไป แค่ไม่กี่วัน อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้โพสต์ข้อความเรียกร้องเลยค่ะว่า "ถึงเวลาตรวจสอบบัญชีทองคำที่ Fort Knox แล้ว"
อ่า ซึ่งการเคลื่อนไหวแบบนี้เนี่ย ไม่ว่าจะมาจากฟากฝั่งการเมืองไหนนะครับ มันสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการตั้งคำถามถึงสินทรัพย์ที่ลึกลับที่สุดของรัฐบาลสหรัฐทันทีเลยครับ
แต่ต้องบอกก่อนนะคะว่า ภารกิจของเราในวันนี้ ไม่ใช่การสวมบทนักสืบไปตามหาว่าทองคำแท่งถูกเก็บไว้ที่ไหน หรือในป้อมปราการ Fort Knox เนี่ย มีทองคำอยู่จริงหรือเปล่า
อ้าว ไม่ใช่เรื่องนั้นเหรอครับ
ไม่ใช่ค่ะ แต่เราจะมาไขปริศนาตัวเลขที่มันซ่อนอยู่อย่างเงียบๆ ในงบดุลของรัฐบาลสหรัฐต่างหาก ซึ่งถ้าตัวเลขเนี้ยถูกขยับเมื่อไหร่มันอาจจะสั่นคลอนระบบการเงินที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยนะคะ
เอ่อ คือถ้าเราเอาแต่โฟกัสไปที่ประตูห้องนิรภัยของ Fort Knox เนี่ย เราอาจจะพลาดประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นมากเลยครับ
ยังไงคะ
ลองละสายตาจากพวกข่าวลือนะครับ แล้วเปิดหน้าเอกสารทางการที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ อย่างหน้างบดุลของกระทรวงการคลังสหรัฐดู
อาฮะ
สิ่งที่โชว์อยู่ในนั้นเนี่ย มันคือบรรทัดที่ระบุถึงมูลค่าทองคำที่รัฐบาลถือครองครับ ซึ่งตัวเลขการประเมินมูลค่าอย่างเป็นทางการของทองคำทุกๆ ออนซ์เนี่ย มันถูกแช่แข็งไว้ที่ราคาเพียง 42.22 ดอลลาร์ต่อออนซ์ครับ
เดี๋ยวนะคะ ดิฉันงงมาก คือราคาทองคำในตลาดโลกทุกวันนี้ มันทะลุไป 2,000 กว่า 3,000 ดอลลาร์แล้วใช่ไหมเหรอคะ ทำไมตัวเลขในเอกสารทางการของรัฐบาลถึงยังเป็น 42.22 ดอลลาร์ได้เหรอคะ
นั่นแหละครับ ความน่าสนใจ
คือมันไม่อัปเดตมานานแค่ไหนล่ะคะเนี่ย
ตัวเลข 42.22 ดอลลาร์นี้ ถูกตั้งเอาไว้ตั้งแต่ปี 1973 นู่นเลยครับ
หูย นานมาก
ใช่ครับ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีการปรับปรุงให้เป็นราคาปัจจุบันอีกเลย ลองคำนวณตามตัวเลขดูเล่นๆ นะครับ
ค่ะ
สหรัฐอ้างว่ามีทองคำอยู่ประมาณ 150 ล้านออนซ์ สมมุติว่าเก็บไว้ที่ Fort Knox จริงนะครับ เมื่อเอามาคูณด้วยราคา 42.22 ดอลลาร์เนี่ย มูลค่าตามบัญชีของทองคำทั้งหมดของประเทศ จะอยู่ที่ราวๆ 6,300 ล้านดอลลาร์เท่านั้นเอง
อืม ดูน้อยจังเลยนะคะ ถ้าเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ
ใช่ครับ ในขณะที่ถ้าเราเอา 150 ล้านออนซ เนี่ย มาคูณด้วยราคาตลาดในปัจจุบัน มูลค่าที่แท้จริงมันจะพุ่งทะลุไปถึงระดับเกือบครึ่งล้านล้านดอลลาร์เลยนะครับ
โห ครึ่งล้านล้านดอลลาร์ แต่มันไม่มีเหตุผลเลยนะคะที่เขาจะทำแบบนี้
ยังไงครับ
คือลองคิดภาพตามนะคะ นี่มันเหมือนแบบ เหมือนการที่เราเป็นเจ้าของคฤหาสน์หรูใจกลางเมืองหลวงเลยอ่ะค่ะ แต่เวลาไปยื่นเอกสารประเมินมูลค่าทรัพย์สิน เรากลับดึงดันที่จะเขียนราคาเท่ากับตอนที่คุณปู่ซื้อมาเมื่อ 50 ปีที่แล้วเป๊ะๆ
อ่า เห็นภาพชัดเลยครับ
ใช่มั้ยคะ แล้วในภาวะที่รัฐบาลสหรัฐกำลังเผชิญกับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงเกือบ 40 ล้านล้านดอลลาร์ มีปัญหาขาดดุลงบประมาณมหาศาลขนาดนี้ ทำไมเขาถึงปล่อยให้สินทรัพย์ระดับครึ่งล้านล้านดอลลาร์ของตัวเองถูกกดราคาให้ต่ำต้อยขนาดนั้นล่ะคะ
อืม เป็นคำถามที่ดีมากครับ
การกดปุ่มอัปเดตราคาให้เป็นปัจจุบัน มันน่าจะช่วยให้งบดุลของประเทศดูดีขึ้นทันทีเห็นใช่มั้ยคะ
คือการไม่ปรับราคาเนี่ย มันไม่ใช่ความผิดพลาดหรือความล้าหลังทางบัญชีหรอกนะครับ แต่มันเป็นกลไกการป้องกันตัวเองอย่างจงใจเลยครับ
ป้องกันตัวเองยังไงคะ
ปัญหาที่แท้จริงคือ ทันทีที่กระทรวงการคลังสหรัฐตัดสินใจอัปเดตตัวเลขจาก 42.22 ดอลลาร์ให้เป็นราคาปัจจุบันเนี่ย พวกเขาจะดึงเอาทองคำกลับมาเป็นศูนย์กลางของการประเมินมูลค่าในระบบการเงินโลกอีกครั้งหนึ่งครับ
อ้อ
ซึ่งสิ่งนี้แหละ จะกลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสกุลเงินดอลลาร์ที่เป็นเงินกระดาษ หรือ Fiat Currency ทันทีเลยครับ
เอ่อ ขอขยายความตรงนี้นิดนึงค่ะ ทำไมการที่สินทรัพย์ของประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ถึงกลายเป็นภัยคุกคามต่อเงินดอลลาร์ไปได้ล่ะคะ มันน่าจะดีไม่ใช่เหรอ
ต้องย้อนกลับไปดูโครงสร้างที่ค้ำยันเงินดอลลาร์ในปัจจุบันครับ คือตั้งแต่เรายกเลิกมาตรฐานทองคำไปเนี่ย ดอลลาร์ก็ไม่ได้มีทองคำหนุนหลังอีกต่อไป
อาฮะ
แต่มันถูกค้ำยันด้วยระบบ Petrodollar หรือว่าการตกลงให้ทั่วโลกต้องซื้อขายน้ำมันด้วยเงินดอลลาร์เท่านั้นครับ
อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ
และอีกเสาหลักนึงก็คือ ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสหรัฐจะสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
อืม
แต่สถานการณ์ตอนนี้เนี่ย กลไก Petrodollar กำลังปริแตกครับ ประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เริ่มรับชำระเงินด้วยสกุลเงินอื่นแล้ว
ใช่ค่ะ เราเห็นข่าวเรื่องนี้กันอยู่บ่อยๆ
เพราะฉะนั้น หากรัฐบาลสหรัฐประกาศปรับมูลค่าทองคำใหม่ มันก็เท่ากับการส่งสัญญาณให้โลกรู้เลยครับว่า กระดาษที่ไม่ได้มีอะไรหนุนหลังเนี่ย กำลังเสื่อมค่าลงอย่างหนักเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่จับต้องได้จริง
อ๋อ อย่างนี้นี่เอง
ครับ การรักษาราคาทองคำไว้ที่ 42.22 ดอลลาร์เนี่ย จึงเป็นความพยายามที่จะกดบทบาทของทองคำลง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของคำสัญญาบนแผ่นกระดาษเอาไว้ครับ
แปลว่า ถ้ารัฐบาลยอมปรับมูลค่าทองคำเมื่อไหร่มันก็คือการยอมรับความจริงสิฮะว่า อำนาจการซื้อของเงินดอลลาร์มันระเหยหายไปมหาศาลตั้งแต่ปี 1973
ถูกต้องเลยครับ
แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ ถ้ารัฐบาลเกิดจนตรอกจริง ๆ แล้วต้องทำการอัปเดตราคา หรือที่เรียกว่า Revaluation เนี่ย มันจะเกิดอะไรขึ้นกับระบบเศรษฐกิจคะ ดิฉันเชื่อว่าเรื่องแบบนี้มันน่าจะเคยมีกรณีศึกษาในอดีตมาแล้วใช่มั้ยคะ
มีครับ มีเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนกฎเกณฑ์โลกไปตลอดกาลถึง 2 ครั้งเลยครับ
โห 2 ครั้งเลยหรอคะ เล่าให้ฟังหน่อยค่ะ
ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1934 ครับ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีรูสเวล
อาฮะ
ตอนนั้นสหรัฐกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ รัฐบาลต้องการพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจครับ
อื้อ
แต่ในยุคนั้นเนี่ย เงินทุกดอลลาร์ต้องมีทองคำหนุนหลังตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้
ค่ะ
วิธีเดียวที่จะพิมพ์เงินกระดาษเพิ่มได้ คือต้องทำให้มูลค่าทองคำในคลังของรัฐบาลสูงขึ้น รัฐบาลก็เลยตัดสินใจปรับราคาทองคำจาก 20.67 ดอลลาร์เป็น 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ครับ
เออฟังดูเป็นทางแก้ปัญหาที่ง่ายดีนะคะ ก็แค่อัปเดตราคาในกระดาษ รัฐบาลก็มีช่องว่างให้พิมพ์เงินเพิ่มได้เลยทันที แล้วตอนนั้นประชาชนได้ประโยชน์จากการที่ทองคำในมือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมั้ยคะ
นั่นครับ คือจุดพลิกผันที่โหดร้ายที่สุดของเหตุการณ์นี้
อ้าว ทำไมล่ะคะ
ก่อนที่จะมีการประกาศปรับราคาเป็น 35 ดอลลาร์เนี่ย รัฐบาลได้ออกคำสั่งผู้บริหารที่เรียกว่า Executive Order 6202 ครับ
อืม มันคือคำสั่งอะไรคะ
คำสั่งนี้มีบทลงโทษรุนแรงมากนะครับ ทั้งจำคุกสูงสุด 10 ปี หรือว่าปรับเป็นเงินจำนวนมหาศาล เพื่อบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องนำทองคำแท่งของตัวเองมาขายคืนให้กับรัฐบาล
อ๊ะ บังคับขายคืนเลยหรอคะ
ใช่ครับ แล้วซื้อในราคาเพียง 20.67 ดอลลาร์ต่อออนซ์เท่านั้นนะครับ
โอ้โห เดี๋ยวนะคะ หมายความว่ารัฐบาลออกกฎหมายบังคับริบตัวหมากรุกไปจากมือของประชาชนในราคาถูกๆ ก่อน แล้วพอทองคำส่วนใหญ่ไปรวมอยู่ในคลังของรัฐบาลปุ๊บ รัฐบาลก็ประกาศขึ้นราคาทองคำทันทีเลยหรอคะ
ตามกลไกนั้นเป๊ะเลยครับ
ยืมมือชกชัดๆเลยนะคะเนี่ย
ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ การถ่ายโอนความมั่งคั่งครั้งมโหฬารเลยครับ คนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย นำทองคำไปแลกเป็นเงินกระดาษ ต้องสูญเสียอำนาจการซื้อไปเกือบ 40% ในชั่วข้ามคืน น่าสงสารมาก
ครับ ทันทีที่รัฐบาลประกาศลดค่าเงินของตัวเอง ผ่านการขึ้นราคาทองคำ แต่ในทางกลับกัน คนที่ยังสามารถครอบครองทองคำไว้ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพวกสถาบันใหญ่ๆ หรือว่ามีข้อยกเว้นสำหรับเหรียญกษาปณ์หายากบางประเภทอ่ะนะครับ
อาฮะ
ความมั่งคั่งของพวกเขาพุ่งขึ้นเกือบ 70% ทันทีเลยครับ
สรุปก็คือ คนที่ชนะในเกมนี้เนี่ย ไม่ใช่คนที่จะไหวตัวทันตอนที่รัฐบาลประกาศปรับราคา
ใช่ครับ ไม่ใช่เลย
เพราะกฎของเกมมันถูกเขียนแล้วก็บังคับใช้ เพื่อปลดอาวุธคนทั่วไปก่อนหน้านั้นแล้ว นั้นการประกาศปรับราคาก็เป็นแค่พิธีกรรมตอนจบสิคะ
พูดให้เห็นภาพมากครับ
แล้วเหตุการณ์ที่ 2 ล่ะคะ ปี 1971 เกิดอะไรขึ้น มันต่างจากปี 1934 ยังไงคะ ในเมื่อตอนนั้นรัฐบาลยึดทองไปหมดแล้ว
คือปี 1934 มันเป็นการจัดการภายในประเทศใช่มั้ยครับ แต่ปี 1971 ในยุคของประธานาธิบดีนิกสันเนี่ย มันคือการฉีกสัญญาในระดับโลกเลยครับ
ระดับโลกเลยเหรอคะ
ครับ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกตกลงใช้ระบบ Bretton Woods ซึ่งกำหนดให้สกุลเงินของประเทศต่างๆเนี่ย ผูกติดกับเงินดอลลาร์สหรัฐ
อืม
และดอลลาร์สหรัฐก็สัญญาว่าจะให้ประเทศเหล่านั้น สามารถนำเงินดอลลาร์มาแลกเปลี่ยนเป็นทองคำกายภาพได้ในอัตราที่กำหนดไว้ตายตัวครับ
อืม ฟังดูเป็นระบบที่มั่นคงดีนะคะ เพราะทุกประเทศก็คงเชื่อว่าเงินดอลลาร์ที่ตัวเองถืออยู่เนี่ย มันก็คือใบเสร็จที่ใช้ไปเบิกทองคำจากสหรัฐได้ทุกเมื่อ
ใช่ครับ ปัญหามันเกิดตรงที่ สหรัฐดันพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาใช้จ่ายมากกว่าปริมาณทองคำที่ตัวเองมีอยู่จริงน่ะสิครับ
อ้าว พิมพ์เพลินไปหน่อย
โดยเฉพาะพวกการใช้จ่ายในสงครามเวียดนาม แล้วก็นโยบายสวัสดิการในประเทศ ทีนี้เมื่อประเทศอย่างฝรั่งเศสและชาติในยุโรปเริ่มสังเกตเห็นตัวเลขที่ผิดปกติ พวกเขาก็เลยนำเงินดอลลาร์ใส่เรือรบไปจอดเทียบท่าที่สหรัฐเลยครับ
ไปทวงทองคำคืนใช่มั้ยคะ
ใช่ครับ ไปขอแลกทองคำตามสัญญา เมื่อทองคำกำลังจะไหลออกจากประเทศจนหมดคลัง ประธานาธิบดีนิกสันก็เลยประกาศระงับการแลกเปลี่ยนดอลลาร์เป็นทองคำดื้อๆ เลยครับ
เดี๋ยวนะ ระงับไปเลยหรอคะ
ครับ ซึ่งในความเป็นจริง มันก็คือการเบี้ยวหนี้ระดับชาตินั่นเองครับ
โห แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ ถ้าสหรัฐทำแบบนั้น ประเทศอื่นที่ถือเงินดอลลาร์อยู่เป็นภูเขาเลากาก็ต้องโวยวายสิคะ พวกเขาโดนหลอกให้ถือกระดาษสัญญาน่ะนั่น จู่ๆ มาบอกว่ากระดาษนี้แลกของจริงไม่ได้แล้ว
โวยวายแน่นอนครับ แต่พวกเขาทำอะไรไม่ได้
ทำไมล่ะคะ
เพราะว่าทั่วโลกได้จัดโครงสร้างเศรษฐกิจให้ผูกติดกับดอลลาร์ไปหมดแล้วไงครับ ทุกประเทศถูกบังคับให้ติดแหง็กอยู่ในระบบเงินกระดาษดอลลาร์ที่ไม่สามารถนำไปแลกสิ่งที่มมีมูลค่าในตัวเองได้อีกต่อไป
มัดมือชกอีกแล้ว
ครับ ราคาทองคำในตลาดเสรีหลังจากนั้นจึงพุ่งทะยานขึ้นเลยครับ แล้วก็ตามมาด้วยการปรับมูลค่าทางการของสหรัฐอีก 2 ครั้ง จนมาหยุดที่ 42.22 ดอลลาร์อย่างที่เราคุยกันตอนแรก
อ๋อ มันมีที่มาอย่างนี้นี่เอง
แต่สิ่งที่โอดครวญกว่านั้นคือ ทศวรรษที่ 1970 ที่ตามมา โลกต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงมากครับ
อืม
ผู้คนที่เก็บสะสมความมั่งคั่งในรูปของเงินดอลลาร์ สูญเสียอำนาจการซื้อไปมหาศาล นี่คือกลไกที่ชัดเจนเลยนะครับว่า เมื่อสถาบันหลักผิดสัญญา ภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับผู้ถือครองเงินกระดาษครับ
โห ภาพพูดมานี้มันทำให้ดิฉันขนลุกเลยนะคะเนี่ย การปรับมูลค่าทองคำใหม่ หรือการยกเลิกสัญญาเดิมเนี่ย มันไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวิกฤต แต่มันคือป้ายประกาศที่บอกให้คนทั่วๆ ไปรู้ว่า การปล้นความมั่งคั่งได้จบลงแล้ว
ใช่ครับ สรุปได้ตรงประเด็นมาก
ถ้านี่คือแพทเทิร์นทางประวัติศาสตร์แล้ว ข้อมูลในปัจจุบันล่ะคะ บรรดาผู้เล่นรายใหญ่ของโลก หรือว่าพวกธนาคารกลางต่างๆ เนี่ย เขามองเห็นความเสี่ยงนี้แบบที่เรากำลังคุยกันอยู่มั้ยคะ
ข้อมูลเชิงสถิติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเป็นตัวยืนยันท่านดีเลยครับ
ยังไงคะ
ธนาคารกลางทั่วโลกครับ ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย อินเดีย หรือแม้แต่ประเทศในยุโรป กำลังเดินหน้ากว้านซื้อทองคำกายภาพเข้าคลัง ในระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บบันทึกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่เลยนะครับ
หูย ซื้อเก็บกันเงียบๆ เลย
ครับ หากอ้างอิงตามทฤษฎีการเงินกระแสหลักที่เขาสอนกันมาตลอดว่าทองคำเป็นเพียงวัตถุโบราณที่ไม่มีผลตอบแทน เป็นสิ่งที่ระบบการเงินสมัยใหม่ก้าวข้ามไปแล้วเนี่ย การกระทำของสถาบันพวกนี้มันย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
จริงด้วยค่ะ
คำถามคือ ทำไมพวกเขาถึงเร่งสะสมมัน ในขณะที่วิกฤตหนี้ทั่วโลกกำลังขยายตัว
อืม น่าคิดนะคะ แล้วทางฝั่งสหรัฐล่ะคะ นอกเหนือจากไอ้ก้อนหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ที่เราคุยกันตอนแรก เค้ามีท่าทีเคลื่อนไหวอะไรที่น่าสนใจบ้างมั้ยคะ
จากเอกสารที่เรามีนะครับ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ
อาฮะ
มีการจัดทำรายงานและการวิจัยภายในเกี่ยวกับผลกระทบเชิงระบบ หากมีการปรับประเมินมูลค่าทองคำใหม่ หรือ Revaluation นี่แหละครับ
แปลว่า เขาก็แอบคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
ใช่ครับ ข้อมูลนี้มันสะท้อนให้เห็นว่า ระดับมันสมองของการเงินโลกกำลังทำแบบจำลองสถานการณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโลกที่กระดาษอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป
อืม
ในขณะเดียวกัน ความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจากต่างชาติ ก็มีแนวโน้มชะลอตัวลงด้วยครับ นี่คือสัญญาณการจัดระเบียบทรัพย์หนุนหลังใหม่ของธนาคารกลางทั่วโลกเลยล่ะครับ
เอ่อ พอพูดถึงการซื้อทองคำในยุคปัจจุบันนะ คะ ดิฉันนึกถึงประเด็นนึงที่คนทั่วไปอาจจะเข้าใจผิดกันอยู่
ประเด็นไหนครับ
คือคนยุคนี้เวลาอยากป้องกันความเสี่ยง มักจะหันไปซื้อพวกทองคำดิจิทัล ซื้อกองทุน ETF หรือว่า Token ต่างๆ
อา ใช่ครับ สะดวกดี
ซึ่งถ้ามองแค่เรื่องเก็งกำไรจากราคามันก็รวดเร็วดีนะคะ แต่ถ้าอ้างอิงจากบทเรียนใน ปี 1971 อย่างที่คุณเล่ามาเนี่ย การถือทองคำผ่านแอปพลิเคชัน มันก็เหมือนเรามีรูปภาพของร่มเก็บไว้ในมือถืออ่ะค่ะ
รูปภาพของร่ม
ใช่ค่ะ คือวันที่อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส เราก็เปิดรูปดูแล้วก็อุ่นใจว่า โอ๊ะ เรามีร่มนะ แต่ถ้าวันนึงเกิดพายุเศรษฐกิจพัดกระหน่ำ ฝนตกหนักจริงๆ รูปภาพร่มในแอปพลิเคชันมันกันฝนให้เราไม่ได้หรอกค่ะ เราต้องมีร่มจริงๆ กลางอยู่ในมือเท่านั้น
โห เปรียบเทียบได้เห็นภาพมากครับ และในโลกการเงินที่สลับซับซ้อนเนี่ย ปัญหาของรูปภาพร่มนั่นก็คือ สถาบันทางการเงินอาจจะเอา "รูปภาพร่ม" รูปเดียวกันเนี่ย ไปก็อปปี้แล้วก็ขายให้คนหลายร้อยคนพร้อมๆ กันได้ด้วยครับ
อ้าว ทำงั้นได้ด้วยหรอคะ
ได้ครับ สิ่งนี้เราเรียกว่า ความเสี่ยงจากคู่สัญญา หรือ Counter Party Risk ครับ
อาฮะ
เมื่อเราซื้อกองทุน ETF หรือทองคำดิจิทัล เราไม่ได้ซื้อทองคำนะครับ แต่เรากำลังซื้อคำสัญญาจากสถาบันว่าเขาจะบริหารจัดการผลตอบแทนให้ตรงกับราคาทองคำ
อืม
หากลองไปอ่านเงื่อนไข หรือหนังสือชี้ชวนของกองทุนพวกนี้ให้ละเอียดเนี่ย จะพบว่าในสภาวะวิกฤต กองทุนเขามีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะชำระคืนเราเป็นเงินสด แทนที่จะต้องส่งมอบทองคำกายภาพให้เรานะครับ
อ้าว เดี๋ยวนะคะ แบบนั้นถ้าเกิดวิกฤตเงินเฟ้อรุนแรง หรือสกุลเงินเสื่อมค่าจริงๆ แทนที่ดิฉันจะได้ทองคำเพื่อไปรักษามูลค่า ดิฉันกลับจะได้เงินสดกระดาษที่กำลังไร้ค่ากลับคืนมาแทนสิคะ
ถูกต้องตามกลไกกฎหมายทุกประการเลยครับ
โหย น่ากลัวมาก
กฎหมายปฏิบัติกับสิทธิ์เรียกร้องในสินทรัพย์ แตกต่างจากการถือครองสินทรัพย์นั้นจริงๆ อย่างสิ้นเชิงครับ
ค่ะ
ประวัติศาสตร์ในปี 1971 สอนเราว่า เมื่อถึงคราววิกฤต คำสัญญาที่พิมพ์บนกระดาษโดยรัฐบาล หรือสถาบันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็สามารถถูกระงับ หรือบิดพลิ้วได้ครับ
อืม
สัญญาจากคู่ค้าครับ
อืม เอาล่ะค่ะ ลองมาประมวลผลสิ่งที่เราขุดค้นพบกันในวันนี้นะคะ
ครับผม
มันเหมือนเรากำลังดูมาตรของหม้อต้มน้ำที่กำลังเดือดปุดๆ เลยค่ะ คือเรามีอดีตเจ้าหน้าที่ CIA ที่เก็บทองคำ 40 ล้านดอลลาร์ปริศนาไว้ในบ้าน มีข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบคลังความลับอย่าง Fort Knox
อาฮะ
มีตัวเลข 42.22 ดอลลาร์ที่ถูกแช่แข็งไว้อย่างจงใจตั้งแต่ปี 1973 เพื่อไม่ให้ความจริงของเงินดอลลาร์ปรากฏ มีวิกฤตหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ที่รอวันปะทุ
ใช่ครับ
แล้วเรามีธนาคารกลางทั่วโลกที่กำลังกว้านซื้อทองคำกายภาพเข้าคลังมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ถ้ำพลังชิ้นส่วนข้อมูลทั้งหมดนี้ ดิฉันอยากชวนทุกคนที่กำลังฟังอยู่ ลองใคร่ครวญดูนะคะว่าทุกคนคิดว่าเราอยู่ห่างจากวันที่ระบบการเงินจะต้องดึงทองคำกลับมาประเมินมูลค่าใหม่อีกครั้งมากแค่ไหน สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต กำลังจะวนกลับมาในรูปแบบใหม่หรือเปล่า
เอ่อ เพื่อเป็นข้อคิดทิ้งท้ายให้ทุกท่านนำไปพิจารณาต่อนะครับ ท้ายที่สุดแล้วเนี่ย คำถามที่สำคัญที่สุดในวันนี้ อาจจะก้าวข้ามเรื่องที่ว่า มีทองคำเก็บอยู่ในป้อมปราการ Fort Knox ครบตามบัญชีจริงหรือเปล่าไปแล้วนะครับ
แล้วมันคืออะไรคะ
แต่มันเป็นความย้อนแย้งที่รุนแรงที่สุดในยุคสมัยของเราครับ คือหากสถาบันทางการเงินระดับโลกที่คอยพร่ำบอกพวกเรามาตลอดหลายสิบปีว่า "ทองคำเป็นเพียงวัตถุโบราณที่ไม่มีความสำคัญ" และ "ความเชื่อมั่นในเงินกระดาษคือสิ่งเดียวที่ขับเคลื่อนโลก"
อืม
กลับกลายเป็นสถาบันที่กำลังแอบกักตุน และก็ใช้ทรัพยากรมหาศาลกว้านซื้อทองคำกายภาพเอาไว้มากที่สุดเสียเองเนี่ย
ค่ะ
สิ่งนี้มันกำลังส่งสัญญาณอะไรเกี่ยวกับความมั่นคงที่แท้จริงของสกุลเงินที่เราใช้ทำงานแลกมันมาในชีวิตประจำวันกันแน่ ครับ
โห เป็นคำถามที่จี้จุดมากเลยค่ะ
พวกเราเตรียมความพร้อมอย่างในวันที่คำสัญญาบนกระดาษเหล่านั้น ถูกนำมาวางบนตาชั่งเพื่อวัดมูลค่ากับของจริงอีกครั้ง ลองฝากไปคิดกันดูนะครับ
เป็นมุมมองที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ของพวกเรามากเลยนะคะ บางทีเนี่ย ทองคำกว่า 300 แท่งที่ถูกซุกซ่อนไว้ในบ้านพักของอดีตเจ้าหน้าที่ CIA คนนั้น อาจจะไม่ได้เป็นแค่ของกลางในคดีทุจริตก็ได้นะคะ
อืมน่าคิดครับ
แต่มันอาจจะเป็นเสียงกระซิบจากคนวงใน ที่รู้ดีที่สุดว่า เมื่อถึงเวลาที่พายุลูกใหญ่พัดมาจริงๆ กระดาษคำสัญญาจะไม่มีความหมายอะไรเลย นอกจากตัวอักษรที่เปียกน้ำค่ะ
ใช่เลยครับ
สำหรับวันนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเจาะลึกข้อมูลไปกับเรานะคะ สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ