📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

3 Act Structure: การคิดพล็อตนิยายตั้งแต่ต้นจนจบ

RealKathy30:25

Transcription

ในคลิปก่อนนะคะ เราก็ได้พูดไปแล้วเนาะว่า สำหรับการพัฒนางานเขียน 1 สิ่งที่สำคัญ นั่นก็คือการฝึกเขียนให้เยอะๆ แล้วก็ต้องเขียนให้จบทั้งเรื่องนะคะ อันนี้เป็นปัญหาสำหรับนักเขียนหน้าใหม่หลายคน ซึ่งเราก็เคยเป็นเหมือนกัน นั่นก็คือการเขียนยังไงก็เขียนไม่จบซะที เปิดนิยายมาก็หลายเรื่อง แล้วคิดพล็อตก็คิดมาเยอะแยะแล้ว แต่ว่าเขียนยังไงก็เขียนไม่จบ ให้หนูไปเขียนเรื่องสั้นหนูก็เขียนยังไม่จบอ่ะ คุณพี่ หนูจะทำยังไงดีคะ มาค่ะ เดี๋ยววันนี้เรามาแก้ปัญหาเรื่องการเขียนนิยายไม่จบกัน ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ใช้ในวงการทั้งหนัง ละคร หนังสือ ด้วยนะคะ ในการทำให้เขียนนิยายได้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องนะ สิ่งที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้นะคะ ก็เป็นสิ่งที่เรียกว่า structure หรือโครงสร้าง 3 องค์นั่นเอง ก็จะมีหน้าตาเป็นแบบนี้เลยนะคะ

อ่ะ โครงสร้าง 3 องค์คืออะไรเนาะ โครงสร้าง 3 องค์เป็นรูปแบบการเล่าเรื่องพื้นฐานที่แบ่งเรื่องราวเป็น 3 องค์ประกอบหลักๆ ตามนี้ ก็จะมีส่วนแรกก็คือส่วนที่เรียกว่า set up ส่วนที่ 2 เรียกว่า the middle หรือว่า the confrontation คือการเล่าเรื่อง และส่วนที่ 3 ก็เรียกว่า ตอนจบเนาะ ดิฉันจะพยายามอธิบายเพื่อให้คุณได้เข้าใจง่ายนะคะ สำหรับเรื่องนี้นะคะ เดี๋ยวต้องอธิบายก่อนว่ามันคือโครงสร้างในการเขียน มีคนถามบ่อยเหมือนกันว่ามันใช้ได้แค่กับทั้งเรื่องเหรอคะพี่ มันใช้ได้ในบทเดียวได้มั้ย ในตอนเดียวหรือพาร์ทเดียวได้มั้ย คำตอบคือได้ค่ะ สำหรับโครงสร้างการเล่าเรื่องเนี่ย คุณสามารถเอา Triac Structure ไปปรับใช้กับนิยายทั้งเรื่องเลยก็ได้ ก็คือตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง หรือว่าแค่ 1 บทก็ได้เหมือนกันอ่ะ 1 บทจะเล่า ใช้โครงสร้างแบบนี้ปรากฏขึ้นในทุกบทก็ยังได้เลย เพราะว่ามันเป็นรูปแบบการเล่าที่เข้าใจได้ง่ายเนาะ หรือๆ ถ้าคุณมีส่วนในการเล่า เช่น อันนี้พาร์ทที่ 1 ของคุณจะพูดถึงตัวเอกที่ไปโรงเรียนอย่างเงี้ย คุณก็อาจจะมีทั้งหมด 5 บทเนาะ แต่นิยายมีความยาว 50 บท ใน 5 บทนี้ คุณเอาโครงสร้าง 3 องค์มาอยู่ใน 5 บทก็ได้เหมือนกัน อันนี้มันเป็นองค์ประกอบที่เป็นพื้นฐานในการเล่าเรื่องที่มีประโยชน์มากๆ เลยก็เลยอยากจะบอกว่าสามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับส่วนไหนของนิยายเลยก็ได้นะคะ

อ่ะ เดี๋ยวเรามาฟังกันก่อนแล้วกันว่ามันคืออะไร จะได้เข้าใจได้ง่ายนะคะ ลองฟังเรื่องนี้อย่างตั้งใจดู Lอร์อาจจะน่าเบื่อหน่อย มาพูดถึงองค์แรกกันเลยดีกว่านะคะ องค์แรกนั่นก็คือส่วนที่เรียกว่า Set up หรือ the beginning นะ The Beginning คือจุดเริ่มต้นใช่มั้ยคะ การ Set up คือการตั้งค่า คือส่วนที่นักเขียนจะเขียนเรื่องราวเล่าเข้าไปว่าโลกนี้เป็นยังไง ที่นักอ่านกำลังอยู่เนี่ย มันเป็นเรื่องราวของอะไร หรือตัวละครเอกเราเป็นคนยังไง เราพูดถึงตัวเอกอะไรอย่างงี้เนาะ ซึ่งส่วนเนี้ยมันควรจะมีความยาวที่ไม่เกิน 25% ของเนื้อเรื่อง ไม่ควรจะเกริ่นเยอะ ไม่ควรจะพูดถึงเยอะ แต่ต้องให้ผู้อ่านได้เข้าใจได้ง่ายที่สุดว่า อ๋อ ตอนนี้เขากำลังมาอยู่ในโลกแฟนตาซีแล้วนะ ตอนนี้เขากำลังอยู่ในนิยายรักมหาวิทยาลัยนะ ตอนนี้เรากำลังรับบทเป็นตัวเอกผู้กล้านะ หลุดเข้ามาในมิตินี้อะไรอย่างเงี้ย อันนี้คือการตั้งค่าเรื่องราวให้คนอ่านรู้ว่า อ๋อ หลังจากเนี้ยเราจะอยู่ในโลกนี้ต่อไปกัน

อ่ะ เรื่องการ setup หรือองค์แรกเนี่ย เราก็จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนเนาะ สำหรับส่วนแรกนั่นก็คือการตั้งค่าอย่างที่เราได้บอกไปตอนแรกคะ การตั้งค่าคือการบอกให้นักอ่านได้รู้ว่าโลกนี้คืออะไร ต้องรู้ก่อนว่าเรื่องที่เราเขียนเนี่ย มันเกิดที่ไหน เกิดยังไง ภาษาที่พูดเป็นยังไง คนที่เป็นคนดำเนินเรื่อง หรือตัวละครหลักของเราเนี่ย เขาเป็นใคร เราไม่จำเป็นต้องมานั่งอธิบายว่าที่นี่พุทธศักราช 2549 นายจักฤตคงฤทธิ์อายุ 53 ปี เกิดขึ้นที่หมู่บ้านนี้ ตำบลนี้ คือเราไม่จำเป็นต้องพูดแบบนี้ก็ได้ หรือถ้าพูดแบบนี้ก็ได้ คือมันแล้วแต่สไตล์งานเขียนของคุณเนาะ แต่ว่า อ่ะ อีกทางนึงเราสามารถใช้วิธีการอธิบายโดยการเอาสถานการณ์มาให้คนอ่านได้รู้เลย เช่น อ่ะ ชายหุ่นกำยำกำลังวิ่งหน้าตั้ง ปากคาบขนมปัง ด้านหลังเขามีตำรวจ 2 นายวิ่งตามมา เราก็จะเริ่มเห็นภาพแล้ว อุ๊ย ถ้ามีตำรวจแปลว่าสถานการณ์นี้มันคือเมืองนะ เฮ้ย ชายร่างยำๆ อันนี้ตัวเอกของเราหรือเปล่า อันนี้ก็คือการแนะนำตัวละครอย่างง่ายๆ ก็อาจจะเล่าถึงเรื่องราวของตัวเอกที่กำลังวิ่งข้ามขนมปังหนีตำรวจ เพราะว่าอะไร เพราะว่าไปขโมยขนมปังจากร้านขนมปังมา แล้วก็เล่าบรรยากาศบ้านเมือง บ้านเมืองเป็นสลัม เป็นชุมชนชนบท โลกอนาคต โลกกำลังจะแตกแล้ว และคนขาดแคลนอาหาร ขนมปังเป็นของมีค่าจากรัฐบาล พระเอกที่ขาดอาหารมานาน และจะต้องเอาขนมปังเนี้ยไปเลี้ยงดูน้องๆ อีก 5 คน ก็เลยตัดสินใจขโมยขนมปังจากร้านขนมปัง แล้วดันโดนตำรวจวิ่งไล่ตามได้ อาจจะหนีไปได้ หรืออะไรก็ตาม แล้วก็ไปเจอ

น้องอีก 5 คน เอาขนมปังแบ่งน้องๆ อันเนี้ย คือการ set up หรือการตั้งค่าเรื่องราว นักแค่ฉากเนี้ย เอาซีนนี้ปรากฏขึ้น นักอ่านเขาจะรู้แล้ว อ๋อ พระเอกอ่ะเป็นคนเลี้ยงดูพี่น้อง 5 คน ที่ร่างกายกำยำ เพราะมันวิ่งหนีตำรวจบ่อย มันคงขโมยมาไม่ใช่ครั้งแรกแล้วล่ะ เพราะมันชิน มันหนีมารอดแล้ว แล้วก็ยังได้รู้อีกด้วยว่าฉากนิยายเรื่องเนี้ย มันคือ อ๋อ โลกอนาคตนะ คนขาดแคลนอาหาร จนถึงกับต้องมาขโมยข้าว แล้วข้าวที่ขโมยคือขนมปังที่มาขโมยคือจากรัฐบาล อ่า อันนี้ก็คือการตั้งค่าเรื่องราวให้คนได้เข้าใจโดยใช้สถานการณ์มาเล่าเลย ทีเนี้ยคนจะรู้แล้วว่าหลังจากเนี้ย เรื่องราวมันก็จะต้องดำเนิน หลังจากเนี้ยมันจะไม่ไปโผล่ในเอ่อ มหาวิทยาลัยหรอก มันก็จะไม่โผล่ในแฟนตาซี หรือถ้ามันจะโผล่มันก็จะ เราก็จะต้องอธิบายว่า อ๋อ เดี๋ยวพระเอกจะหลุดมิติไป หรืออะไรอย่างเงี้ย มันต้องเล่าในส่วนแรกเนาะ เออ นั่นก็คือการตั้งค่าเรื่องราวนะคะ ถ้าเราตั้งค่าว่า อ้าว พระเอกอยู่ในโลกอนาคต อยู่ดีๆ ทะลุมิติกลับมายุครัตนโกสินทร์ เราก็พูดในส่วนแรกไปเลยว่า เฮ้ย ขณะที่วิ่งขนมปังไล่อยู่ ก็หัวชนเสา ลืมตามมาอีกที ดีคือที่ไหน ทุกคนใส่เสื้อผ้ากันไม่มีชิดเลยอ่ะ อันนี้ก็คือเราต้องเล่าเรื่องให้หมด ถ้าสมมุติว่าเราแบบ ต้องการจะเล่าอะไรนะ อันนี้ถึงได้เรียกว่าเป็นการ set up เรื่องราว เพราะว่าหลังจากเนี้ย เราจะได้เข้าสู่เรื่องราวที่แท้จริงละ แต่ว่าอันเนี้ยยังแค่ส่วนแรกอยู่นะคะ น่าสนใจกันแล้วใช่มั้ยคะ พระเอกร่างกายกำยำของเราวิ่งคาบขนมปังหนีตำรวจ อันนี้คิดสดเลยนะ

ต่อไปส่วนที่ 2 ขององค์แรกนะคะ ก็คือเหตุการณ์กระตุ้นที่ทำให้หลังจากเนี้ย พระเอกชีวิตจะไม่เหมือนเดิม หรือเรียกว่า incident เนาะ incident คือเหตุการณ์กระตุ้นที่มันพุ่งเข้ามา หรืออาจจะเกิดจากภายในของเราก็ได้ เช่น ความรู้สึกที่อยากเปลี่ยนแปลงของตัวเอก ว่า เฮ้ย อยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว จะเลี้ยงน้อง 5 คนด้วยการวิ่ง [เสียงกระแอม] ตำรวจตลอดชีวิต มันเป็นไปไม่ได้หรอก สิ่งที่เขาตัดสินใจทำคืออะไร นั่นแหละก็คือนำไปสู่ plot point หรือจุดเปลี่ยนหนึ่ง นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตพระเอกหลังจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว และสำหรับนิยายนะคะ เราจะต้องสร้างเรื่องราวให้ตัวเอกมีจุดพลิกผันที่ อืม ดำเนินชีวิตมาปกติเป็นยังไง แต่ในนิยายเรื่องเนี้ย ชีวิตของตัวเองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วเนาะ ดังนั้นการสร้าง PP point แรกมันจะอยู่ในองค์แรก หรือการตั้งค่าของเรา ถ้าพระเอกตัดสินใจว่า เฮ้ย คาบขนมปังกับขโมยขนมปังน้องๆ หนีตำรวจแบบนี้ทุกวัน มันเป็นชีวิตที่พอใจแล้ว ฉันก็จะทำแบบนี้ต่อไป เรื่องราวมันไม่เกิดขึ้นไง เข้าใจใช่มั้ยคะ เราเป็นนักเขียนนิยาย เราต้องสร้างเรื่อง เราต้องหาเรื่อง เราต้องทำให้ตัวละครหลักของเรามีชีวิตลำบาก นั่นก็คือสาเหตุที่เราเขียนนิยายขึ้นมา เพื่อให้คนอ่านได้ลุ้นได้ติดตามเนาะ ถ้าพระเอกมันคิดจะขโมยขนมปังต่อไป เป็นตำรวจต่อไป มันจะเป็นตัวประกอบนะ แต่ว่าถ้าพระเอกตัดสินใจสร้างจุดพลิกผันในชีวิตตัวเองขึ้นมา เปลี่ยนแปลงตัวเองขึ้นมา อ่ะ ตัดสินใจแล้ว ขโมยขนมปังแบบนี้ไม่รอดแน่ งั้นเราต้องสร้างอาชีพให้ตัวเอง หรือเอ่อ เราต้องเข้าไปเรียนสถานที่ที่ เอ่อ เห็นใบประกาศขึ้นมาว่า ประกาศรับสมัครพนักงานอ่ะ สายลับด่วนของประเทศ ซึ่งค่าตอบแทนคือการที่ได้ปีละล้าน ปีละ 100 ล้านเลยอ่ะ ให้เยอะๆเลยเวอร์ๆ เพราะว่าคนอาจจะได้ตื่นเต้นว่า โหนี่เปลี่ยนชีวิตพระเอกเลยนะ จากเป็นหัวขโมย อ่ะ กลายเป็นเศรษฐีได้เลย 100 ล้าน เอ เยอะไปมั้ย เอา 10 ล้าน 10 ล้าน อ่ะ พระเอกก็ต้องคิดแล้วว่า โอ้ตายละ ถ้าเราสมัครติดไอ้เนี่ย ถ้าเราไปแข่งติดเนี่ย น้องเราสบายเลยนะ อีก 5 คนนะ เราจะรวยเป็นเศรษฐีแล้วก็ไม่ต้องขโมยขนมปังอีกตลอดชีวิต งั้นกูจะเปลี่ยนแปลงตัวเองละ มันบอกว่าใครก็ได้มีประวัติยังไงไม่สนใจ ขอแค่ไหวก็มาเลย พระเอกต่างใจ สมัคร นี่คือ incident หรือจุดเปลี่ยนภายในของตัวเองที่คิดว่าหลังจากเนี้ยจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง จะไม่ให้ชีวิตกลับมาเป็นเหมือนเดิม อันนี้ก็อยู่ในองค์แรกนะ คะ P point one จุดเปลี่ยนของพระเอกคือไม่ยอมที่จะเป็นหัวขโมยอีกต่อไป หลังจากนี้จะไปสู้ชีวิตอยู่ในองค์กรสายลับ

เมื่อเราเข้าสู่ปัญหาแล้ว เราจะนำไปสู่องค์ที่ 2 นั่นคือช่วงถัดไปของนิยายนะคะ หลังจากนี้นะคะ ก็จะนำไปสู่องค์ถัดไป นั่นก็คือองค์ที่ 2 สำหรับองค์ที่ 2 นะคะ เรียกว่า Confrontation หรือว่า the middle สำหรับส่วนนี้จะนำไปสู่การเล่าเรื่องละ ส่วนเนี้ยจะเป็นพาร์ทที่มีจำนวนปริมาณตอนเยอะที่สุด ว่ามันเป็นการบรรยาย การเล่าเรื่องเนาะ ก็จะต้องให้ความสัมพันธ์กับมันเยอะๆ นักอ่านก็จะได้มีความสุข มีความสนุกในการเอ่อ ใช้ชีวิตในโลกนี้ไปเรื่อยๆนะ สำหรับองค์ที่ 2 นะคะ ก็จะแบ่งเป็น 3 พระ 3 ส่วนเหมือนกันนะ ที่เราได้บอกไว้เนาะ หลังจากพระเอกเรา เอ่อ หนีตำรวจ คาบขนมปังหนีตำรวจมา ไม่อยากใช้ชีวิตแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว หลังจากนี้พี่จะปกป้องน้องๆ เอง ไปสมัครเข้าเป็นองค์กรสายลับ ต้องเข้าสู่การ 1 เผชิญปัญหาครั้งแรกอ่ะ สำหรับการเผชิญปัญหานะคะ พระเอกจะต้องได้พบกับอุปสรรคก่อน อุปสรรคแรกเนี่ย เปิดปั้งเข้ามาเจออุปสรรคเลย นั่นก็คือการสอบเข้าเนี่ย เรื่องราวมันก็จะดำเนินไปได้แล้วเนาะ อ่ะ หลังจากที่พระเอกของเราตัดสินใจแล้วนะคะ เราจำเป็นที่จะต้องเอ่อ ให้ได้พบกับอุปสรรค เอ่อ พระเอกเราต้องลำบากอย่างที่บอกไป เรื่องราวมัน เอ่อ สามารถเป็นไปได้ง่ายๆ มันก็จะไม่เกิดเรื่องราวที่เราต้องการจะเล่า ทีนี้เราก็สามารถเอ่อ ใส่เรื่องราวอะไรเข้าไปได้เต็มที่เลยเนาะ อ่า แน่นอนว่าปัญหาเดียวอ่ะไม่พอหรอกสำหรับนิยายเรื่องยาว ถ้าใครที่อยากเขียนยาว แต่ถ้าสำหรับคนเขียนเรื่องสั้น หรือว่าตอนเดียวจบเนี่ย อาจจะ เอ่อ แค่ปัญหาเดียวก็พอแล้ว เพราะไม่งั้นเดี๋ยวนะ แต่ว่าสำหรับใครที่อยากเขียนนิยายเรื่องยาวเนาะ เอ่อ มีคนถามเหมือนกันว่าอยากเขียนนิยายยาวๆ ค่ะพี่ เขียน 10 ตอนเนี่ยยังพอไหว แต่ 24 ตอน 30 ตอน 50 ตอน หรือ 100 ตอน 200 ตอนเนี่ย เค้าทำยังไงกัน นี่เลยเอาไปใช้ได้นะคะ นางเอกก็อาจจะเริ่มจากปัญหาแรก สอบเข้า สอบเข้าโอ เจอคนนั้นคนนี้อ่ะ โดนดูถูกอีก โดนเหยียดอีก เอ้ย อันนี้มันหัวขโมยนี่หว่า เคยเห็นหน้าอยู่ มึงไม่ผ่านหรอกนู่นนั่นนี่ เผชิญปัญหา สู้แสงตัว ต้องนู่นนั่นนี่ ทำความรู้จัก ได้พบเพื่อนใหม่ ได้เจอกับคนนู้นคนนั้นคนนี้ คนที่จะทำให้หลังจากเนี้ยอ่ะ มาเป็นผู้ร่วมขบวนการเราแล้วก็สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ มีทั้งคนที่เห็นด้วย เห็นตรงกัน อ่ะ ก็คือเพื่อนฝูง มิตรภาพ และคนที่เห็นต่างกัน ก็อาจจะเป็นศัตรู หรือว่าคนที่อยู่อีกฝั่งนึงเนาะ ถ้าเป็น Harry Potter Harี่ Poerter อ่ะ องค์แรกก็จะพูดถึง Harี่ Potเter ที่เป็นเด็กชายอยู่บ้านใต้หลังคา จุดเปลี่ยนของเขาคือน้องฮูกส่งจดหมายมาบอกให้เขาไปเรียนที่ฮอกวอร์ด แฮร์รี่ดีใจ หลังจากนี้จะไปเป็นพ่อมดแล้ว จะไม่มาเป็นสามัญชนคนธรรมดา เป็นเด็กชายตัวน้อยอีกต่อไปแล้ว แฮร์รี่ตัดสินใจเข้าโรงเรียน ปัญหาแรกที่ได้เจอก็คือ เฮ้ย เข้าโรงเรียน การปรับตัว การปรับตัวก็เป็นปัญหาได้ ปัญหาไม่จำเป็นต้องเป็นการต่อสู้เท่านั้น ปัญหาอาจจะเป็นอ่ะ ถ้าเป็นเรื่องความรัก ปัญหาคือ เฮ้ย คบกันมาอยู่ดีๆ สักพักนึงเราเปลี่ยนไปว่ะ อ่ะ อย่างนิยายของเราเนาะ เรื่องแฟนคนเดิมนะ ปัญหาคือพระเอกอ่ะ ต้องทนอยู่กับชีวิตที่อยู่กับผู้ชาย Red FA มาตลอดชีวิตอ่ะ ทีนี้วันเนี้ยไม่ยอมละ ไม่ทนละ จะเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเอง จะไม่เป็นผู้ชายคนเดิมที่อดทนกับสามีที่เรกตัดสินใจเปลี่ยนแปลง เพราะว่าปัญหาเกิดขึ้นอยู่ดีๆ สามีนิสัยไม่ดีของเรากลับบ้านมากลายเป็นคนดีแล้ว เราจะทำยังไงอ่ะ เพราะเราต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง นี่คืออุปสรรคที่เกิดขึ้นนะคะ เฟรนเรามันกลายเป็นคนดีอ่ะ คือเราตั้งใจว่า คือถ้ามันเป็นคนเลวเนี่ย เราจะเลิกกับมัน แต่มันเจือกกลายเป็นคนดีขึ้นมา อันนี้ก็คือเป็นอุปสรรคได้เหมือนกันอ่ะ เพื่อที่ให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ไง ถ้าเป็นแนวอื่นมีอะไรอีกบ้าง สอบสวนอ่ะ นี่ไง สอบสวนนี่ easy มากในการมองหาอุปสรรคเนาะ นั่นก็คือไปเที่ยวอยู่ดีๆ มีคนตาย อื เบสิคมากสำหรับนิยาย ปัญหาที่เกิดขึ้น อ้าว มีคนตาย เที่ยวไม่สนุก และต้องไขคดี อันนี้ก็คือการนำไปสู่องค์ที่ 2 นั่นก็คือการเผชิญปัญหา การเจออุปสรรคเนาะ แน่นอนว่าพระเอก โอ๊ย สอบเข้าแล้ว ผ่านเฉลยเลย มันก็ไม่สนุก เรื่องราวมันก็ไม่ยาว สอบเข้าเสร็จปุ๊บ ปัญหาต้องหนักขึ้น เฮ้ย แล้วคนอ่านกับตัวเอกเราก็จะ ได้ค้นพบพร้อมกันว่า ไอ้สข้าวเนี่ย เพิ่งด่านแรกนะ สอบเข้ายังไม่ได้เข้าสู่เนื้อเรื่องทั้งหมดเลย เพิ่งอุปสรรคแรก หลังจากนี้มึงเจออีก วิชาเรียนโคตรยาก อาจารย์ฝึกโคตรโหด การสอบโคตรหิน และก็ยังต้องเผชิญปัญหาในรั้วโรงเรียนอีก ซึ่งอาจจะมีอะไรหลายๆอย่าง เช่น การบูลลี่ ถูกกันแกล้ง หรือเผชิญปัญหาที่ทำให้คนพบว่า เฮ้ย จริงๆแล้วเราอ่ะไม่ใช่เด็กกำพร้า แต่ว่าพ่อแม่เราอ่ะ ไปเป็นสายลับ เอ้อ พ่อแม่เราอ่ะเป็นสายลับ ก็เลยไม่สามารถอยู่กับพวกเราได้ แล้วก็ทิ้งพวกเราให้เปล่าเปลี่ยว มีความแค้นเกิดขึ้นในตัวพระเอกอ่ะ พ่อแม่ยังไงเนี่ย ปล่อยกูทิ้งไว้คนเดียวได้ไง กับน้องอีกตั้ง 5 คน มึงขยันปั๊มลูกแต่ไม่ขยันเลี้ยง นี่ก็คือปัญหาที่หนักขึ้นเรื่อยๆเนาะ อ่ะ นำไปสู่ mid point นั่นก็คือเหตุการณ์ที่ทำให้เรื่องพลิกผันอ่ะ อย่างอย่างที่เราเล่าไปเมื่อกี้นะคะ อาจจะเป็นตัวอย่างที่ทำให้เรื่องพลิก นั่นก็คือ อ่ะ เรียนไปเรียนมา กำลังโห จะเป็นเป็นสายลับ แค่หวังจะได้เงินเพื่อมาเลี้ยงน้องอีก 5 คน แต่ค้นพบว่าจริงๆพ่อแม่นั่นแหละก็เป็นสายลับ เฮ้ย เค้าแบบ สอบเข้าไปตั้งนาน เป็นสายลับไปแล้ว แล้ว อื้อหือ ไหนล่ะ 10 ล้าน ไม่เห็นเอามาเลี้ยงลูก หายไปหายหัวไปไหน พลิกชีวิต เฮ้ย เปลี่ยนแล้ว จากตอนแรกแค่ตั้งใจจะหาเงินมาเลี้ยง ตอนนี้ต้องหาอีกว่าเค้าไม่เราไปอยู่ไหน อ่ะ สายลับองค์กรสายลับเนี่ย มันมีจริงหรือเปล่า แล้วที่เรามาสอบเข้าว่า ถ้ามีจริง พ่อแม่ก็ได้ 10 ล้าน เอามาเลี้ยงดูไปสบายแล้วสิ แปลว่ามันไม่ง่ายอย่างงั้น เฮ้ย แต่ทำไงดี เราทิ้งน้องๆมาแล้วอ่ะ เป็นเรื่องราวที่ทำให้ตัวเองต้องไปต่อ กลับมาสู่จุดเดิมไม่ได้แล้ว มันไปไกลเกินกว่าที่จะกลับมาแล้วนะคะ ถ้าถ้าเป็นนิยายสืบสวนเป็นไง เจอศพแล้ว อื้อหือ แต่ปัญหาคือไม่มีใครยอมรับสักคน สักพัก โอ๊ย สืบไปสืบมาเหมือนก้าวเข้าใกล้คดีแล้วมีคนตายเพิ่ม หือ หนักเลย จากที่ตัวเอกต้องสืบแค่ว่าใครฆ่าคนนี้ ต้องมาระแวงอีกว่าเราจะโดนฆ่ามั้ย ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป นั่นก็จะทำให้เรื่องราวมันน่าสนุกแล้วก็ตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนำไปสู่จุดที่ All is lost หรือจุดดิ่งของตัวเองนั่นเอง อันเนี้ย จุดดิ่งคืออะไร คือการที่ตัวเอกของเราพ่ายแพ้ครั้งแรก ซึ่งการพ่ายแพ้ของตัวเอกเรานี่ก็จะเกิดขึ้นได้บ่อยมาก อย่างพวกแนวฮีโร่ แนวเมซไทน์ กัน 5 สีเนาะ ก็จะมีฉากที่วนกัน 5 สีต้องไปสู้กับปีศาจ อุ๊ย ปีศาจร้ายมากๆเลย สู้ไปสู้มาครั้งแรกมันต้องแพ้ก่อน เพื่อให้คนอาจจะเข้าใจว่า โห คนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก มันจะไปสู่เป้าหมายเลยทันที ชีวิตมันก็ราบรื่นไป หรืออ่ะ มีมีกรณีนี้แบบนี้เหมือนกัน ก็คือการที่คนเขียนน่ะ หลอกนักอ่านว่าเจอตัวคนร้ายแล้วเนี่ย ไอ้เนี่ยฆ่าแน่นอน แต่ว่าคนร้ายหนีไปได้ คือมันต้องทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองอ่ะ ล้มเหลวเนาะ คืออาจจะสำเร็จแล้ว แต่มีเหตุการณ์ที่ต้องกลับมาเริ่มใหม่อีกละ แต่ว่าจริงๆเราไม่ได้เริ่มจริงๆหรอกนะ เพราะว่าเราเริ่มมาตั้งนานแล้ว แต่แค่เหมือนตัวเองอ่ะ ความรู้สึกของตัวเองเนาะ รู้สึกว่าที่ทำมาทั้งหมด ที่ตัดสินใจหรือกระทำมาทั้งหมด มันอาจจะยังไม่ใช่มันไม่ผิด แต่ว่ามันยังไม่ถูก หรืออย่างเรื่องความรักเนาะ อ่ะ ถ้าเป็นเรื่องความรัก เราพูดถึงนิยายเราไม่ได้ละ สปอยเอาพูดถึงความรักแล้วกันนะ ถ้าพูดถึงความรักก็คือตัดสินใจคบกันละ เอ่อ ตอนแรกจีบกันมา ช่วงแรก เฮ้ย ได้เจอกับคนผู้ชายคนเนี้ย แบบตอนแรกเกลียดกัน ทะเลาะกัน จนเอ้ย เข้าสู่เนื้อเรื่องก็เริ่มแบบมีความสัมพันธ์ ได้เจอกันใกล้ชิดกันมากขึ้น ก็พบว่าจริงๆแล้วเค้าเอ่อ หลอกหลอกเรามาตลอด ต้องการมาสารภาพรักเราเพราะว่าชนะพนันกับเพื่อนเล่นเกมมา เลิกอะไรอย่างเงี้ย อาจจะเป็นการเลิกกันครั้งที่ 1 อะไรอย่างงี้ สำหรับเรื่องความรักนะ แนวความรักอ่ะ มันก็เล่าได้หลายแบบ หลังจากตัวเอกเรา โอโห ได้เจอปัญหาแบบ โอ้โหดิ่ง ล้มเหลว เขาก็จะพุ่งไปข้างหน้าต่อ ดังนั้นก็จะนำไปสู่องค์ที่ 3 นั่นก็คือการแก้ปัญหา อันเนี้ย ปัญหาทุกอย่างเราก็จะต้องนำไปสู่จุดจบให้ได้เนี่ย สำหรับใครที่เขียนนิยายไม่จบนะ ถ้าไล่ลำดับปัญหา ลำดับการเล่าเรื่องมาแบบนี้ คุณจะนำมาสู่จุดจบได้ที่เยอะที่สุดก็จะเป็นองค์ที่ 2 ใช่มั้ยคะ องค์ที่ 2 คือเรื่องเกี่ยวกับการเล่าเรื่องเนาะ ก็จะมีประมาณ 50% หรือมากกว่านั้น ส่วนสุดท้ายก็จะมี ความยาวที่ไม่ได้มากเท่าไหร่ ก็อาจจะประมาณ 25% เหมือนกับองค์แรกนะ หรืออาจจะมากกว่าองค์แรกนิดหน่อย ถ้าองค์แรกมีน้อย คือองค์แรกอ่ะ พยายามให้มันน้อยที่สุด การเล่าเรื่องอ่ะเยอะที่สุด แล้วไปถึงตอนจบ ตอนจบมีไม่มากก็ไม่เป็นไร แต่ว่าคือขมวดปมให้มันจบได้เนาะ ก็จะนำไปสู่การจบเรื่องที่ดีนะคะ

ส่วนแรกขององค์ที่ 3 นั่นก็คือ climax หลังจากที่ตัวเอกเจอจุดดิ่งสุด ยกตัวอย่างก็คือเรื่องที่เราสร้างด้วยกันมาในคลิปนี้เนาะ นั่นก็คือคาบขนมปังหนีตำรวจ ตอนเนี้ยอ่ะ ต้องมาเป็นโรงเรียนสายลับ ยังไม่พอ ค้นพบว่าพ่อแม่ตัวเองเป็นสายลับเหมือนกัน แล้วก็นอกจากพ่อแม่เป็นสายลับแล้ว อุ้ย ความลับของการเป็นสายลับคืออะไรกันแน่ ตอนนี้เครียดละ หาเงินไปให้น้องๆ ได้จริงมั้ยเนี่ย แล้วพ่อแม่เค้าเป็นใครอ่ะ สำหรับจุด climax นะคะ คือจุดสูงสุดของเรื่องราว การรบครั้งสุดท้าย อาจจะเป็นนิยายแนวรัก อาจจะหมายถึงแบบจุดพีคที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดจะไปจบลงแล้วอ่ะ หรือก็การรบกันสุดท้ายนั่นแหละเนาะ เพราะว่าความรักก็เหมือนการสนามรบเหมือนกันใช่มั้ยอ่ะ หรือว่าถ้าอย่างเรื่องเนี้ย เฮ้ย ต้องนำไปสู่จุดสุดท้ายละ ค้นพบว่าพ่อแม่เป็นสายลับ หลังจากนั้นมีภารกิจเข้ามาพอดีว่านักเรียนโรงเรียนสายลับจะได้รับภารกิจด่วน ต้องไปทำหน้าที่เสมือนสายลับจริงๆ แทรกซึมเข้าไปในองค์กรองค์กรหนึ่ง เพื่อที่จะได้ล่วงรู้ความลับ ตัวเอกเราอ่ะ รับหน้าที่นี้ พระเอกก็แบบ เริ่มแอนตี้องค์กรสายลับแล้ว อ่า ก็นำไปสู่จุด climax ไปทำภารกิจสายลับ คือเราฝึกฝนมาทั้งเรื่องราวอ่ะ มาถึงจุดนี้ ตัวเอกเราจะทำยังไงต่อ ก็อาจจะไปตะลุยด่านนู่นนั่นนี่ สู้รบกับคนจริงๆ หลังจากที่ผ่านมาแค่ฝึก ตอนนี้ต้องสู้จริงๆละ ต้องค้นหาความจริง เครียดเรื่องน้อง พี่น้องด้วย เครียดเรื่องพ่อแม่ด้วย เครียดทุกเรื่องในโรงเรียน เรื่องอะไรก็ตาม ตอนนี้ตัวเองมีเป้าหมายชัดเจน จะพุ่งไปเพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด อื พระเอกสายลับของเราเนาะ ก็อาจจะได้ค้นพบว่า เอ้ย แท้จริงแล้วอ่ะ องค์กรสายลับไม่ใช่องค์กรของรัฐบาล แต่เป็นองค์กรที่ประชาชนแอบขอตั้งขึ้นมากันเอง ซึ่งไอ้ใบสมัครที่เห็นเนี่ย มันเป็นใบสมัครที่แบบหว่านแห เพื่อแบบ เอ่อ ต้องหลบหนีตำรวจ แล้วก็อาจจะเป็นแบบกระดาษที่เอาไว้ห่อขนมปัง แล้วพระเอกก็เปิดมาเจอ ซึ่งแท้จริงแล้วร้านขนมปังน่ะ ก็เป็นหนึ่งในคนก่อตั้งองค์กรเหมือนกัน เอ่อ ร้านขนมปังแม้ว่าจะส่งของให้รัฐบาลจริงๆ ก็อาจจะแอนตี้รัฐบาลด้วย ก็เป็นกบฏด้วย เพื่อที่จะล้มล้างรัฐบาล ต้องสร้างองค์กรสายลับขึ้นมา เพื่อเป็นกบฏ แทรกซึมหน่วยงานรัฐบาล มีหลายคนมากเลยที่เข้าไปแทรกซึม เพื่อพยายามทำลายระบบนี้ทั้งหมด การที่พระเอกจนในโลกเนี้ย มันมีปัญหาเนี่ย พ่อแม่พระเอกก็เจอเหมือนกัน จริงๆก็เลี้ยงพระเอกมาตั้งแต่เด็กนั่นแหละ แต่แบบไม่อยากอยู่กับปัญหา นี้แล้วไปเข้าร่วมองค์กรสายลับ เพื่อที่จะ เอ่อ พยายามแก้ไขปัญหาตั้งแต่ราก โดยการล้มล้างระบบของรัฐบาลไปเลย เอ่อ นี้ก็คือเป็นเรื่องที่เราแต่งมาด้วยกันเนาะ ยิ่งใหญ่มาก สืบเข้าไปมีสายลับโดนจับ เพื่อไปช่วยตัวประกันมา แต่แท้จริงแล้วคือการไปขโมยเอกสารไฟรัฐบาลมา เพื่อปวดปรุงให้ประชาชนทั้งหมดได้รู้ถึงว่า จริงๆแล้วอ่ะ อาหารเรามีเยอะมาก รัฐบาลมันกักตุนไว้ เพื่อไม่ให้ประชาชนเราอ่ะ ได้อยู่สุขสบาย ถ้าประชาชนรู้สึกว่าลำบาก อาหารเล็กน้อยที่รัฐบาลมอบให้ ก็จะเป็นเหมือนเศรษฐีในโอซิส ที่คนรู้สึกว่าโอ้ ดับกระหาย โห รัฐบาลให้ฟรีดีจัง แต่จริงๆแล้วอ่ะ รัฐบาลไปรีดมาหอบไว้เป็นคนเดียว เป็นแบบ เอ่อ การค้าผูกขาด การแจกก็คือเหมือนให้เศษเงิน เพื่อให้ประชาชนเนี่ย ยังคงทำงานส่งสวยให้รัฐบาล รัฐบาลสบาย ส่วนประชาชนก็ เอ้ย ต้องรับแค่เศษขนมปังมากินเท่านั้นเนี่ย เนี่ย หลังจากทุกอย่างเปิดโปงขึ้นก็จะนำไปสู่จุดจบได้เนาะ ตัวเอกได้รับไฟล์มาละ อุ๊ย ต้องสู้ต่อ สู้ได้เจอพ่อแม่ด้วย อาจจะได้เจอพ่อแม่ พ่อแม่จริงๆแล้วก็อยากส่งเงินให้ลูกแหละ แต่ว่า อ่า องค์กรสายลับอ่ะ มันไม่มีอยู่จริง เงินเดือนที่ว่ามาคือเอาไว้ล่อเฉยๆ เพื่อให้คนเข้ามาทำงานนี้ แต่ว่า เอ่อ จริงๆอาจจะไม่มีเงินจริง เงินมันอาจจะได้ก็ต่อเมื่อทุกอย่างอ่ะ พ่อแม่ก็อาจจะมานั่งจับเขาคุยเป็นครั้งแรก เจอหน้ากันแล้วก็บอกว่า ขอโทษที่ปล่อยให้ลูกลำบาก ตอนแรกก็ตั้งใจมาเป็นสายลับหาเงิน 10 ล้านเหมือนกัน แต่ก็ค้นพบว่าจริงๆอ่ะ มันไม่มีเงินนี้อยู่ แต่ว่าถ้าลูกทำภารกิจต่อไปนะ พวกเราชนะนะ ถ้าพวกสายลับชนะนะ เราจะสามารถล้มล้างระบอบนี้ได้ทั้งหมด และทุกคนจะไม่ต้องอดตายอีกต่อไป ไม่ใช่แค่ครอบครัวเราที่รอด แต่คนทั้งโลกจะรอดหมดเลย คนทั้งประเทศจะรอดหมด เพราะว่ารัฐบาลล้มเหลว อาหารจะถูกแจกจ่ายให้ทุกคนอย่างทั่วถึง ไม่ต้องอดตายอีกแล้ว พระเอกมีแรงบันดาลใจละ นี่คือจุด climax ของเรื่องเนาะ กสา นี้ขอมอบให้ลูกด้วย ปั้ง พ่อแม่โดนยิง อาจจะนำไปสู่ปมพระเอกในภาคต่อไป หรืออะไรก็ยังได้ พระเอกทีนี้ได้เอกสารมา ต้องทำไง ก็วิ่งอุตตรุด วิ่งอีกละ เปิดเรื่องมาก็วิ่ง ตอนจบก็วิ่งไปสู่จุดสูงสุดของ อืม ยอดรัฐบาลที่เป็นหอสูงๆอะไรอย่างเงี้ย อาจจะแบบสร้างเรื่องราวขึ้นมาเนาะ เป็นวันสถาปนาพอดี ผู้คนมาล้อมเพื่อรอเอาขนมปังจากรัฐบาล เอ๊ รัฐบาลทำไมไม่ออกมาสักที เพราะมันต้องกำหนดว่าต้องเป็นวันนี้ วันที่สายลับจะมาเปิดโปงเนาะ รัฐบาลไม่ออกมาสักที ประชาชนมายืนรอ เพจพุ่งออกมาจากหอคอย โยนกระดาษให้ประชาชน หยิบมาอ่าน เฮ้ย คนพบว่าแท้จริงแล้วอ่ะ เราเป็นแค่ทาสให้กับรัฐบาล ไม่ไหวแล้ว ทุกคนถือจอบถือเสียมมา ทำลายล้างระบบเนาะ อ่ะ นี่ก็จะเป็นจุดที่ทำให้นำไปสู่ resolution หรือบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมดเรานะคะ ตื่นเต้นมั้ย อันนี้คลิปสดเลยนะเนี่ย คิดให้ฟังพร้อมกันเลยนะ

สำหรับใครที่ฟังมาถึงตรงนี้ ตัวเอกของเราใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้วอ่ะ ถ้าถามว่าคุณเขียนนิยายรักอ่ะ มันต้องเวอร์แบบนี้มั้ย มันต้องแบบเอาเปิดโปงอะไรมั้ย ไม่จำเป็น คุณเขียนนิยายรักสบายๆ อ่ะ เอ่อ ปัญหามากสุดคือทะเลาะกัน ปัญหามากสุดคือแบบ เฮ้ย จับได้ อย่างเมื่อกี้ที่ยกตัวอย่างไปเนาะ อ๋อ จับได้ว่าแท้จริงแล้วเนี่ย ที่ทำมาจีบตอนแรก ก็คือแค่แพ้พนันเพื่อน ก็เลยต้องมาสารภาพรัก แต่ไปมาๆ พระเอกบอกว่าฉันไม่ได้อยากจะทำแบบนั้นตั้งแต่แรก เพื่อนมันบังคับก็จริง แต่ลึกๆแล้วถ้าฉันไม่ได้ชอบอ่ะ ฉันไม่มาทำเรื่องแบบนี้หรอก เพื่อนพนันแบบไร้สาระอ่ะ เราไม่คิดจะทำเรื่องไร้สาระของเพื่อน แต่ว่าเราก็อยากใช้มันเพื่อเป็นข้ออ้างในการได้เข้ามาคุยกับเธอเฉยๆ มันก็อาจจะนำไปสู่บทสรุปสบายๆ ได้ในแบบของความรักเนาะ หรืออ่ะ บทสรุปอาจจะหมายถึงการไม่เข้าใจกันอย่างงี้ก็ได้นะ สุดท้ายแล้วอ่ะ เรื่องราวไม่จำเป็นต้องเป็น good ending เสมอไป เราสามารถสร้างเรื่องราวที่เป็น bad ending ก็ได้อ่ะ ยกตัวอย่างไอ้เรื่องสายลับอีกรอบนึง ถ้าอยากไป bad end นะ จะเป็นไง คือไปเจอว่าแท้จริงแล้วอ่ะ รัฐบาลคือพ่อแม่นั่นแหละ พ่อแม่ก็มาทิ้งลูกไว้ ถามว่า เฮ้ย ที่ทิ้งลูกไว้เนี่ย คือตอนแรกพวกเขาอาจจะตั้งใจมาเป็นสายลับ แต่ว่าโดนรัฐบาลชักจูงจูงจมูกไป ท้ายที่สุดแล้วก็เลย เอ้ย เสพสมความสบายจนหลงลืมลูกตัวเอง พระเอกเครียดแค้นพ่อแม่มาอยู่แล้ว ตั้งใจฆ่าพ่อแม่ของตัวเองทิ้งซะ นำไปสู่ตอนจบแบบ in ก็เป็นไปได้ คือเราสามารถทำยังไงกับเรื่องราวก็ได้ในแบบของตัวเองเนาะ ดังนั้นนี่ก็เลยเป็นเอกลักษณ์ของนักเขียนแต่ละคน ที่แตกต่างกัน สามารถที่จะนำเสนอเรื่องราวยังไงก็ได้ในแบบของตัวเองนะคะ ซึ่งไม่มีผิด ไม่มีถูก มันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน อันเนี้ยอยู่ที่สมองของแต่ละคนเลยว่าจะคิดยังไงเนาะ อ่ะ ทีนี้พอถึงตอนจบขององค์ 3 แล้ว เรื่องราวเราก็สามารถจบได้อย่างเสร็จสมบูรณ์ใช่มั้ยคะ

แต่ว่า แต่ว่าเรามีเทคนิคเสริมอีกนิดนึงนะ มาเล่าให้ทุกคนฟัง นั่นก็คือการสร้างปมใหม่ แน่นอนว่านักเขียนสมัยนี้ เราก็ไม่ได้อยากจบนิยายอยู่แค่เล่มเดียว หรือเรื่องเดียว หรือบางคนที่เอาไปใช้แค่พาร์ทเดียวของนิยาย คือไม่ได้ใช้ทั้งหมดน่ะ ก็สามารถนำไปสู่ช่วงใหม่ของนิยายได้เนาะ นั่นก็คือการสร้างปมเพิ่มให้นักอ่านได้สงสัยต่ออ่ะ การทิ้งปมไว้นะคะ จะทำให้เราสามารถมีภาคต่อได้ มีส่วนต่อได้ หรือว่าจบเล่ม 1 ไปต่อเล่ม 2 ได้นะ ตัวอย่างก็ Harry Potter ถ้าทิ้งปมไว้คือกลับมาที่บ้านแล้ว ก็เฝ้ารอที่จะได้เรียนในเทอมถัดไป อันนี้ก็คือก็แค่เกริ่นไว้ว่า อ่า เดี๋ยวจะมีภาค 2 นะ ก็คือมีเทอมถัดไปนะ อ่ะ หรืออย่างถ้าตัวเอกของเราเนี่ย ไอ้สายรสายลับเนี่ย เอ่อ มันดูจบแล้วใช่มั้ย หลังจากโปรยกระดาษให้ประชาชนแล้ว ทุกคนเปิดเผยการทำงานของรัฐบาล ประชาชนเตรียมล้มรัฐบาล หลังจากนี้มันไม่จบหรอก เพราะรัฐบาลน่ะ ยังไม่ตาย ศัตรูจริงๆของเรารายังไม่ตาย เปิดเผยให้ประชาชนได้รู้แล้ว ตอนนี้ทุกคนแค่กำลังรู้ว่า เฮ้ย รัฐบาลมันโกง เหมือนเกมอ่ะ เราแค่เปิดเผยให้รู้ แต่เรายังทำอะไรกับมันไม่ได้อยู่ดี ก็นำไปสู่ภาคต่อถัดไปที่เราอ่ะ พยายามจะแก้ไขปัญหานี้ทั้งหมดอะไรอย่างเงี้ยเนาะ ก็เหมือนกัน ตัวเอกเราอาจจะแค่เปิดเผยข้อมูลรัฐบาล แต่รัฐบาลยังไม่ได้ลงสบตากับเพื่อน เพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน อาจจะเป็นศัตรูกันอะไรก็ได้ เกลียดกันอยู่ท่ามกลางแบบ ประชาชนเลย เพื่อนส่งสัญญาณให้พระเอกปิ๊งๆ พระเอกมองมองเห็นสัญญาณนั้น เขาเข้าใจได้ทันที จึงยอมให้ตำรวจจับตัวเองไป จะนำไปสู่แบบปมถัดไปได้ คือเราสร้างปมให้มันเกิดขึ้น คนอ่านที่อ่านจบถึงตอนนี้ จบเล่มละ เฮ้ย อะไรอ่ะ อยากรู้อ่ะ มันอะไรต่อ เขาก็จะอยากอ่านเล่มต่อไปของเรานะคะ หรือจริงๆต่อให้เราไม่เขียนต่อ แต่การทิ้งปมไว้อ่ะ มันก็ทำให้นักอ่านได้คิดต่อได้เนาะ นิยายหรือหนังบางเรื่องอย่าง Inception ใช่มั้ย ที่จะมีครูเป็นลูกข่างของพระเอกนะคะ พอจบของเรื่องเขาก็ไม่ได้ให้จบเฉลยเลยว่าลูกข่างมันหมุนหรือมันหยุด คือเขาถ่ายแล้วตัดจบเลย ให้คนอ่านไปคิดต่อกันเองว่า เอ้ย สรุปพระเอกติดอยู่ในความฝัน หรือว่าออกไปได้แล้วนะ อย่างเงี้ย คือการทิ้งไว้ให้นักอ่านได้คิด เขาจะยังตราตรึงอยู่ในเรื่อง เขาจะยังอยู่ในเรื่องนี้ จะทำให้เขาแบบมีความประทับใจกับเรื่องของเรามากขึ้นนะคะ อันนี้คือเทคนิคเสริมที่เราอยากจะเพิ่มให้ นั่นก็คือการทิ้งปมไว้ท้ายเรื่องด้วยอ่ะ ซึ่งอันเนี้ยไม่จำเป็นต้องทำ เราสามารถตัดจบเรื่องได้อย่างสวยงาม เรื่องนี้ Happy Ending จบบริบูรณ์เลยก็ได้ หรือเออ ถ้าชอบที่จะเล่นกับใจนักอ่าน คุณนักเขียนก็สามารถเลือกสร้างปมใหม่ให้นักอ่านได้สงสัยต่อได้ผ่านส่วนนี้แหละ องค์ที่ 3 นะคะ

อื ฟังกันมายาวนาน พักพักสมองกันบ้างมั้ย พักสมองกัน นี่ก็คือเทคนิคที่เรียกว่า Treax structure หรือโครงสร้าง 3 องค์นั่นเอง โครงสร้าง 3 องค์เนี่ย เราสามารถเลือกไปประยุกต์ใช้ได้กับงานของเรานะ อันนี้ไม่ได้จำกัดแค่ว่าคุณเป็นนักเขียนนิยายเท่านั้น ถ้าคุณเป็นนักวาดการ์ตูน คนวาดมังงะ คนทำภาพยนตร์ ทำหนัง หรือแม้กระทั่งแบบ YouTube creator TikToker คนทำ content คุณสามารถเอาเรื่องราวพวกเนี้ยไปใช้ในการทำคลิปของคุณได้เหมือนกัน การเกริ่นเรื่องก่อน เกริ่นเนี่ยไม่จำเป็นต้องเกริ่นด้วยการเล่าเรื่องตัวละคร แต่เราสามารถเกริ่นด้วยเหตุการณ์ได้เลย สร้าง Setting ด้วยเหตุการณ์ได้เลย หรือว่าเปิดเรื่องมาให้ตื่นเต้น นี่จะทำให้คนอ่านได้ดึงดูดมากกว่าด้วยซ้ำนะคะ สมัยนี้คนอ่านสมาธิสั้นเนาะ บางครั้งก็จะมีคนทำ content ประมาณว่าทำให้ นักอ่านดึงดูดได้ในบทแรก อ่านก็จะอ่านต่อ อ่ะ บางคนบอก 5 บทแรก บางคนบอก 3 บทแรก บางคนบอกว่า 10 บทแรก อันนี้ก็แล้วแต่สไตล์การเขียนของแต่ละคนนะ ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องตื่นเต้นตั้งแต่ต้นเรื่องเลย หรือว่า อืม เนิบๆ มา อันนี้แล้วแต่คนเลยจริงๆ

องค์ที่ 1 องค์ที่ 2 องค์ที่ 3 จะประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้เนาะ องค์แรกคือการ setup องค์ที่ 2 คือการเล่าเรื่อง ในส่วนนี้ก็จะยาวที่สุดนะคะ เราก็จะต้องให้ตัวเอกเราได้เผชิญปัญหา เจออุปสรรค ไปถึงจุด mid point เหตุการณ์ที่ทำให้สถานการณ์การพลิกผัน ให้ความรู้สึกเปลี่ยนแปลง เรื่องมันก็จะตื่นเต้นเรื่อยๆระหว่างที่เราเล่านะ องค์ที่ 3 ก็คือตอนจบของเรื่อง เป็นการแก้ไขปัญหาทั้งหมด ปมที่เราผูกขึ้นมา จะเห็นได้ว่าในลำดับการเล่าเรื่อง ถ้าเราสร้าง 3 องค์แบบเนี้ย ทุกส่วนมันจะน่าสนใจไปหมดเลยเนาะ แล้วก็จะมีอะไรให้นักอ่านได้ติดตามต่อไปเรื่อยๆนะคะ สำหรับการเล่าทั้งหมดเนี่ย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั้งนิยายทั้งเรื่องเลยก็ได้ หรือว่าแค่ส่วนเดียว พาร์ทเดียวของนิยาย แต่ละพาร์ทก็ได้ ใช้ทั้งหมดด้วย แล้วก็ใช้แต่ละพาร์ทด้วยก็จะยิ่งดีนะคะ ทำให้คนอ่านรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นไปด้วย ยิ่งตอนนี้เนาะ เราเขียนกันเป็นนิยายออนไลน์ส่วนใหญ่ ข้อดีของมันก็คือเราสามารถลงงานที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ เขียนที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ อ่า แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีสังกัดสำนักพิมพ์ด้วย แล้วก็ทำรายได้ได้เหมือนเรามันเป็นนักเขียนนิยายปกติเนาะ แต่ว่าก็จะทำให้นักเขียนมีเยอะ แล้วนักอ่านเขาก็จะเอ่อ เลือกอ่านนะคะ ดังนั้นเรา ถ้าเราเขียนเรื่องราวที่มันสนุก น่าตื่นเต้น นักอ่านเขาก็จะตามงานเราต่อเนาะ ความสำคัญก็คือการอัปเดตงานอย่างสม่ำเสมอ การเขียนนิยายให้จบเนี่ย เอ่อ ประโยชน์ของมันมีเยอะมากๆเลยนะ อย่างที่ทุกคนรู้ 1. Skill การเขียน 2. จะทำให้เราสามารถขายงานเป็น ebook ได้ด้วย เพราะ ebook เขาต้องเขียนตั้งแต่ต้นจนจบเนาะ แล้วก็ 3. แน่นอนว่าการเขียนนิยายจบ ก็จะทำใหเรามีประวัติผลงานเป็นเล่มๆไว้ มันก็ดีกว่าการเขียนค้างๆไว้ไม่จบเนาะ เพราะเราอ่ะ ที่เขียนมาเป็น 100 กว่าเรื่อง มันจบจริงๆ แค่ไม่กี่เรื่องหรอก ประมาณนิ้วมือนับได้นะคะ ก็เลยคิดว่ามันไม่ได้เป็นไรนะ ถ้าทุกคนแบบจะเขียนนิยายไม่จบ ถ้าเรื่องไหนที่ไม่ได้มีแพชั่นเขียนต่อ ก็ทิ้งมันไวก็ได้ ไปเริ่มเรื่องใหม่ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้เขียนจบสักเรื่อง เรื่องที่เขียนอยู่ปัจจุบันนี้ก็ได้ พยายามเขียนให้มันจบเอ่า หรือว่าลองเขียนเป็นเรื่องสั้นมาก่อน อย่างที่เราบอก โครงสร้าง 3 องค์ใช้กับเรื่องสั้นได้เหมือนกัน ในเรื่องสั้นเนี่ย จะดียิ่งกว่า เพราะเราจะได้เรียนรู้การสเต็ปการทำงานอย่างรวดเร็วเนาะ เราจะเขียนองค์ 1 องค์ 2 องค์ 3 ให้จบสั้นๆได้ แล้วทีนี้พอเราเขียนนิยายเรื่องยาว เราค่อยเพิ่มปมจากเรื่องสั้นเข้าไปเรื่อยๆ มันก็จะยาวๆขึ้นไปเองนะคะ เริ่ม Pat จากการเขียนน้อยๆก่อน ก็จะทำให้จบนิยายได้ง่ายขึ้นนะ แล้ว Skill เราอัพเร็วด้วย สำคัญที่สุด คือเราจะมีกำลังใจ ถ้าเราเขียนนิยายจบแล้ว เราจะมีกำลังใจในการเขียนต่อไปมากขึ้น จริงๆนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเลยเนาะ คือกำลังใจในการทำงานต่อไปเนี่ย มันก็จะมีผลทำให้เรายังคงทำงานต่อไปได้นะคะ

เหนื่อยกันหรือยังคะ ไทยที่ฟังมาถึงตรงนี้ คุณเก่งมากอีกแล้ว คลิปเรานี่ยาวไปเรื่อยๆตลอดเลยเนาะ แต่แน่นอนว่าดูสิไม่ไม่มีส่วนไหนที่ เราอยากตัดทิ้งเลยอ่ะ สุดท้ายอาจจะได้ตัดออกไปเยอะอยู่ดีเนาะ เพราะว่ามีคำพูดที่ล้นออกมาแล้ว บางคำก็ไม่ได้จำเป็น ชอบฟังคลิปยาวๆแบบนี้ก็ฝากกดติดตาม YouTube เราไว้ด้วยนะคะ กด Subscribe แล้วก็กดไลก์คลิปนี้ อ่า เราก็พยายามหา content ที่เป็นประโยชน์กับนักเขียนมาด้วยนะ บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เราอยู่อยู่แล้ว บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เราเรียนรู้มาจากนักเขียนท่านอื่น เรียนรู้มาจากอาจารย์ท่านอื่นเหมือนกัน อยากบอกต่อ อยากมาบอกเล่าเนาะ ขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่ทุกอย่างที่เราอ่ะ จะชำนาญแล้วก็เอาไปใช้เองได้จริง การทำคลิปแบบเนี้ย บางครั้งเราก็กลับมาดูคลิปตัวเอง เพื่อย้อนความทรงจำเหมือนกันนะ เวลาเขียนเรื่องใหม่ บางทีสมองมันปั่นป่วน เราคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำงานอื่นไปด้วย เราก็จะได้งงๆเนาะ ได้กลับมาดูคลิปตัวเอง เราก็เหมือนได้สอนตัวเองไปอีกรอบนึง เหมือนเวลาสอบอ่ะ เราก็ติวหนังสือให้เพื่อน เพื่อที่ เราก็จะได้รับความรู้ไปด้วยนะ การมาเล่าให้ทุกคนฟัง เราก็ได้ความรู้อีกรอบนึงไปด้วยเหมือนกัน เหมือนเป็นการ repeat ความรู้ของตัวเองนะคะ ดังนั้นไม่มีอะไรเสียเปล่าแน่นอน ใครที่ฟังมาถึงตรงนี้ เก่งมากแล้วก็อย่าลืมนำความรู้ที่เรามอบให้ไปใช้ปรับใช้กันด้วยนะคะ ใครที่มีคำถามอะไรเพิ่มเติม คอมเมนต์ทิ้งไว้ใต้คลิปได้เลย หรือว่าไปคอมเมนต์ใน TikTok ก็ได้ ถ้าอันไหนที่น่าสนใจ เดี๋ยวเราจะ อ่า เข้าไปช่วยตอบคำถามให้ แล้วก็อาจจะมีมาทำคลิปแบบนี้เหมือนกัน อย่างคราวที่แล้วเห็นนะว่ามีคนคอมเมนต์ไว้ว่า L play มานานแล้ว แต่ว่าพอมาเขียนจริงๆ แอบงง มาทำคลิปให้ด้วยเนาะ เรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างนะคะ อาจจะเป็นปัญหาที่ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่เกิดขึ้นก็ได้ มีคนอื่นเกิดขึ้นเหมือนกัน ดังนั้นใครที่มีคำถามสงสัย หรือมีปัญหาอะไรอยากรู้ ทิ้งคำถามไว้ได้เลย การแบบตั้งคำถามแทนคนอื่นก็ได้ ถึงเวลาถ้าเป็นคำถามที่ดีและต้องการคำตอบจริงๆ เราจะมาทำคลิปให้ต่อนะคะ ใครที่ฟังตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว กลับไปเขียนพล็อตนิยายของตัวเองต่อเลยนะ [เสียงหัวเราะ] รีบทำงานตอนที่มีไฟนะจ๊ะ เดี๋ยวไฟหมดมันจะขี้เกียจทำแล้ว อื ตอนที่มีไฟนี่แหละ ตอนที่ดีที่สุดในการทำงานนะจ๊ะ แล้วเจอกันคลิปหน้าค่ะ บ๊ายบาย by