Transcription
สวัสดีครับ จากที่เมื่อวันก่อนแพทยสภาเนี่ย ได้ทำการโพสต์พระราชดำรัสของพระบรมราชชนก ซึ่งท่านได้ทรงตรัสสอนแพทย์ในอดีตไว้อ่ะนะครับ ก็ได้มีแพทย์หลายคนจากหลากหลายที่เลยนะครับ ได้มาอ่านแล้วก็คอมเมนต์ไปในเชิงที่ค่อนข้างจะลบเลยทีเดียวนะครับ เพราะว่าหลายๆคนเนี่ย มองไปทิศทางเดียวกัน เนื่องจากว่าการเอาพระราชดำรัสมาโพสต์ในช่วงเวลาเนี้ย มันไม่ค่อยเหมาะสมกับบริบทสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในหน้าที่การงานของแพทย์สักเท่าไหร่วันนี้นะครับ ผมก็เลยอยากจะหยิบยกพระราชดำรัสนี้มาวิเคราะห์ให้ฟังนะครับ ว่าจริงๆแล้วความหมายของพระบรมราชนก ซึ่งท่านทรงตรัสไว้เนี่ย คืออะไรบ้าง และจะนำมาปรับใช้ในสังคมปัจจุบันอย่างไรได้บ้าง เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนี ธนียวัณ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ ก่อนอื่นนะครับ ผมจะขออ่านพระราชดำรัสซึ่งท่านได้ทรงตรัสไว้ให้ทุกคนฟังก่อนนะครับ ท่านได้ทรงตรัสไว้ว่า "อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีไม่ร่ำรวยแต่ไม่อดตาย ถ้าใครอยากร่ำรวยควรเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ อาชีพแพทย์ต้องยึดมั่นในอุดมคติคือเมตตากรุณา"
ทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย ใจความของท่านที่ต้องการสื่อให้ทุกคนทราบนะครับ คือท่านบอกว่าแพทย์ที่ดีเนี่ย จะต้องเป็นแพทย์ที่มีความเมตตา คือต้องการที่จะให้ผู้ป่วยเนี่ยมีความสุข และมีกรุณา คือต้องการที่จะให้ผู้ป่วยพ้นทุกข์ โดยที่ไม่คำนึงถึงเรื่องเงินเป็นหลักนะครับ เรื่องเนี้ยคือใจความใหญ่เลยของสิ่งที่ท่านต้องการจะสื่อนะครับ
ทีนี้ การที่เอาพระราชดำรัสมาโพสต์ตอนนี้เนี่ย จริงๆผมคิดว่าเจตนาของแพทยสภาเนี่ย ต้องการจะสื่อไปถึงหมอที่ลืมในเรื่องนี้ไปนะครับ คืออ่ะอาจจะเจอว่าหมอบางคนเนี่ย คิดเงินคนไข้มากกว่าที่ควรจะเป็นนะครับ โดยหลงลืมพระราชดำรัสนี้ไปนะครับ หมอเนี่ย แน่นอนครับจะมีหมอประเภทนี้อยู่ในสังคมของเรา เราปฏิเสธไม่ได้นะครับ สังคมเรามีคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป แพทย์ก็เช่นกันนะครับ บางท่านอาจจะรู้จักแพทย์ที่มีลักษณะดังนี้ บางท่านก็อาจจะอาจจะไม่รู้มาก่อนว่ามีเรื่องนี้อยู่ด้วยนะครับ แต่มันมีจริงๆ แพทย์ที่คิดเงินอาจจะเป็นเรื่องของหัตถการ การผ่าตัด การรักษาต่างๆที่มากเกินที่ควรจะเป็นนะครับ ทางแพทยสภาต้องการสื่อถึงแพทย์เหล่านี้นะครับ
และก็มีแพทย์อีกกลุ่มนึงเหมือนกันที่อาศัยความเป็นแพทย์ในการทำกำไรบางอย่าง ซึ่งมันไม่สมควร เช่นการเอาชื่อเสียงของแพทย์ไปขายอาหารเสริมนะครับ ไปขายในสิ่งที่มันไม่ควรจะต้องทำนะครับ บางครั้งเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน บางครั้งอธิบายเรื่องอาหารเสริมเกินความเป็นจริง มีการให้บริการที่เกินกว่าที่ควรจะเป็น เช่นการทำคีเลชั่นในคนที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ การเจาะเลือดปลายนิ้วเอาไปวิเคราะห์ต่างๆนานา มโนเอาเองแล้วก็มารักษานะครับ หรือการที่ไปเจาะเลือดตรวจหาภูมิแพ้อาหารแฝง แล้วก็สร้างโรคขึ้นมาเอง คือโรคที่บอกว่าลำไส้รั่ว ท่านจะต้องงดอาหารดังต่อไปนี้ จะต้องกินวิตามินที่ทำมาเฉพาะบุคคลเท่านั้น มันถึงจะดีขึ้น พวกนี้ต่างหากล่ะครับที่ทางแพทยสภา ผมคิดว่านะ น่าจะต้องการสื่อถึงพวกท่าน เพราะมันเป็นการสร้างความร่ำรวยที่ไม่ถูกต้อง ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเมตตาและกรุณานะครับ
แต่ปัญหามันก็อยู่ตรงที่ว่า ตอนเนี้ยเนี่ย การเอาพระราชดำรัสมาใช้ในสังคมขณะเนี้ย มันไม่ได้มีเฉพาะแพทย์ 2 กลุ่มนั้นเท่านั้นที่อ่านนะครับ แต่ยังมีแพทย์ทั้งหมดที่อ่านด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียนที่กำลังเรียนแพทย์อยู่ แพทย์ที่ไปใช้ทุนแล้ว แพทย์ประจำบ้าน แพทย์ประจำบ้านต่อยอด อาจารย์แพทย์ แพทย์ที่อยู่ตามโรงพยาบาลทั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชน หรือคลินิก หรือทำงานอิสระแต่ใด แพทย์ที่ไม่ได้ทำอาชีพแพทย์แล้ว อาจจะเป็นนักธุรกิจ หรือทำอย่างอื่น รวมทั้งแพทย์อาวุโส ซึ่งจะคุ้นเคยกับความ มีอ่ามีความอาวุโสแล้วก็มีความคุ้นเคยในทางด้านของพระราชดำรัสเนี่ย มากกว่าแพทย์ปัจจุบัน คือแพทย์เหล่านั้นอาจจะทราบจริงๆ ว่าความหมายที่แท้จริงคืออะไร
ทีนี้ เนื่องจากมีคนหลายคนนะครับ จากหลากหลายสถานการณ์ อ่านบริบทมาอ่านสิ่งที่แพทยสภาโพสต์เนี่ย มันก็จะไปเข้าปัญหาอยู่ข้อหนึ่งคือ ปัจจุบันเนี้ยแพทย์ที่อยู่ต่างจังหวัด งานหนัก เงินน้อย ความคาดหวังสูง มีอันตรายต่อทั้งร่างกายและจิตใจ บางครั้งมีการทำร้ายแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ บางครั้งเนี่ย เงินที่ควรจะได้ก็ไม่ได้นะครับ อย่างเงินอันนึงซึ่งเรียกว่า P4P เนี่ย เป็นเงินที่ทางโรงพยาบาลจะต้องใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาลในการจ่ายแพทย์นะครับ ถ้าสมมุติว่าไม่มีเงินบำรุง แพทย์เหล่านี้ก็จะไม่ได้รับเงินในส่วนนี้ นะครับ ซึ่งบางครั้งอาจจะผ่านไปหลายเดือนมาก 6-7 เดือนไม่ได้รับเงิน ปีนึงไม่ได้เงินนะครับ
ถ้าเราไปดูที่พระราชดำรัส ท่านจะบอกว่าแพทย์ที่ดีไม่ร่ำรวยแต่ไม่อดตาย ไปปัญหาอยู่คืออยู่ที่คำว่า "ไม่อดตาย" ครับ ถ้าสังคมแพทย์ยังคงเป็นแบบนี้ จ่ายเงินไม่ตรงเวลา เราทำงานแต่เราไม่ได้เงิน อันนี้อดตายได้ แพทย์เลยต้องมีการดิ้นรน แล้วจริงๆเหตุผลหนึ่งซึ่งแพทย์หลายคนเนี่ย ทำผิดกฎแพทยสภาก็เพราะว่าส่วนนี้นะครับ แพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลรัฐบาลนะครับ โดยเฉพาะแต่ต่างจังหวัดไกลๆเนี่ย ผมคิดว่าเขาเนี่ยมีความเสียสละสูงมากมาก มีความเมตตากรุณาสูงมากนะครับ ทั้งๆที่สามารถจะไปทำงานในที่ที่ร่ำรวยกว่า กลับเลือกที่จะทำงานในโรงพยาบาลเหล่านั้น เพราะเห็นแก่คนไข้ แต่งานที่หนักจนเกินไป ค่าตอบแทนที่ได้ไม่คุ้ม ก็เลยทำให้พระราชดำรัสเนี้ย เวลาแพทยสภาเอามาโพสต์ อ่ะมันกลายไปเป็นคำอีกคำนึงเลยก็คือว่า เหมือนกับแพทยสภา กำลังบอกแพทย์เหล่านี้ว่า "เหนื่อยก็ทนไป อย่ามาบ่นเรื่องเงิน แพทย์ที่ดีต้องเสียสละ" พอเราแปลพระราชดำรัสเป็นแบบนี้ปุ๊บเนี่ย มันเหมือนกับแพทย์ทุกคนที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตเพื่อคนไข้แล้วได้เงินน้อย ได้เงินไม่ตรงเวลา ต้องเสียสุขภาพตัวเองทั้งกายและใจ เหมือนโดนตบหน้าเต็มๆนะครับ นี่คือประเด็นหลักเลยของเรื่องนี้ว่าทำไมมันจึงเป็นเช่นนี้นะครับ
และอีกประเด็นนึงก็คือ ที่ท่านทรงตรัสไว้ว่า "แพทย์ที่ดีไม่ร่ำรวย" ตรงนี้เราต้องตีความให้ดีนะครับ แพทย์ที่ดีไม่ร่ำรวย ถ้าใครไปตีความว่าถ้าเกิดว่าคุณร่ำรวย คุณไม่ใช่แพทย์ที่ดี อันนี้ไม่ใช่ครับ อ่าแพทย์ที่ดีไม่ร่ำรวยไม่ได้แปลว่าแพทย์ที่ร่ำรวยเป็นคนไม่ดีนะ อันนี้ไม่ใช่นะครับ หรือแพทย์ที่อยากร่ำรวย อยากมีฐานะมั่นคง ก็ไม่ได้แปลว่าเค้าเป็นแพทย์ที่ไม่ดีเหมือนกันนะครับ อ่าตรงนี้เราต้องแปลให้เข้าใจนะครับ
และที่สำคัญนะครับ ผมมั่นใจ 100% เลยครับ ถ้าพระบรมราชชนกท่านยังทรงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ท่านจะทรงแก้ไขปัญหาเรื่องของบริบทการแพทย์ทั้งหมด ก่อนที่แพทย์เนี่ยไม่ได้รับความยุติธรรมในเรื่องของการเงินนะครับ ค่าตอบแทนต่างๆ เพราะทุกอย่างเนี่ย เราจะใช้คำว่าเสียสละ โดยที่แพทย์เนี่ยยังไม่ได้รับความเป็นธรรมแบบพื้นฐานมันไม่ได้ครับ ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเกิดสมมุติว่าคุณทำงานไม่ว่าคุณจะเป็นอาชีพอะไรก็แล้วแต่ บุคลากรทางการแพทย์ หรือเป็นคนที่ไม่เกี่ยวอะไรกับวงการสาธารณสุขเลยก็ได้ ถ้าคุณทำงานแล้วคุณไม่ได้เงิน คุณว่าจะเป็นยังไงครับ
ถ้าเกิดคุณทำงานแล้วไม่ได้มีแค่งานในเวลาราชการ แต่คุณต้องอยู่เวรข้ามคืน บางคนอยู่เวรมากกว่า 1 วัน ไม่ได้นอน 1 วัน 2 วัน แล้วต้องทำงานเป็นปกติเหมือนเดิม แต่คุณถูกบอกว่าคุณต้องเสียสละ แล้วเราก็จะไม่ให้เงินคุณ คิดว่าแบบนี้มันโอเคมั้ย สำหรับผมมันไม่โอเคเลยครับ และนี่แหละครับที่ผมคิดว่าถ้าพระบรมราชชนกเนี่ย ท่านยังทรงมีชีวิตอยู่ ท่านจะต้องแก้ไขปัญหานี้ก่อนเลย เพราะถ้าแก้ได้เนี่ย หลายๆอย่างจะดีขึ้น
แล้วก็ยังโชคดีอย่างหนึ่งนะครับ ซึ่งผมก็ได้เห็นที่ทางกระทรวงสาธารณสุขนะครับ นายแพทย์สมศักดิ์ เอ่อ จันทวิมลเนี่ย ท่านก็ได้บอกไว้ว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขเนี่ย ได้โอนเงินไปให้โรงพยาบาลเหล่านี้ล่วงหน้าปีนี้แล้วนะครับ 5,400 ล้านบาท ซึ่งมีการบอกไว้ชัดเจนว่า ถ้าโรงพยาบาลไหนยังไม่ได้เงินในส่วนนี้ แล้วถ้าเกิดโรงพยาบาลมีการจ่ายเงินบุคลากรช้า ไม่ว่าจะเป็น P4P ฉเนี่ย สามารถแจ้งทางกระทรวงสาธารณสุขได้โดยตรง ผมก็หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงนะครับ ถ้าแจ้งแล้วก็ขอให้แก้ไขได้ดีด้วยนะ ครับ
และในวันที่ 9 เมษายนเนี่ย ทางแพทยสภาก็จะมีการประชุมเรื่องนี้นะครับ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนแพทย์ที่อยู่ทั่วประเทศให้อย่างน้อยก็ได้เงินตรงเวลานะครับ ตรงนี้ผมมองมองว่ามันเป็นสิ่งที่เราควรจะแก้ไขให้หมดเสียก่อนที่เราจะมาดูเรื่องอื่นเลยนะครับ
งั้นตรงนี้เนี่ย เรา เราต้องเข้าใจกันว่าพระราชดำรัสเนี่ย ยังคงใช้ได้ในปัจจุบันนี้นะครับ ยังคงใช้ได้อยู่นะครับ ท่านตรัสสอนให้เรามีเมตตา กรุณา ไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินเป็นอันดับ 1 แต่ต้องคิดถึงคนไข้เป็นอันดับ 1 นะครับ แล้วการที่แพทย์จะคิดว่าอยากจะรวย อยากจะมั่นคง อยากจะทำงานเสริมเนี่ย มันไม่ได้แปลก แต่ตอนนี้เนี่ย การที่แพทย์หลายๆคนทำอย่างอื่นเสริมนะครับ มันเพื่อความมั่นคงของชีวิต เพราะว่าพื้นฐานมันยังไม่ยุติธรรมเลย หลายคนน่ะเงินไม่มีไม่ได้ งานหนักเกินไป เวรก็อยู่เยอะเกินไป คุณลองคิดอย่างนี้สิครับ คือปัจจุบันเนี่ย มีกฎที่ตั้งไว้ว่าแพทย์ห้ามทำงานเกินเท่านั้น เท่านี้ แต่เอาจริงๆมันทำไม่ได้ครับ เพราะว่าเวลาที่แพทย์มีไม่เพียงพอ ถ้าเราไม่ทำงานช่วงนั้น ไม่มีแพทย์แล้ว ผู้ป่วยที่เขามา รอเราล่ะครับ จะได้รับการดูแลอย่างไร ก็ไม่ได้รับการดูแล ทีนี้ก็จะต้องจัดสรรเวรแพทย์ให้พอ ถ้าเกิดว่าเรามีแพทย์ไม่พอ ทางโรงพยาบาลก็จะต้องขอเปิดตำแหน่งแพทย์ เพื่อจ่ายเงินเดือนเพิ่มนะครับ แต่ถ้าเกิดว่าตำแหน่งนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เปิดจากหน่วยงานที่ให้เงิน ทางโรงพยาบาลเค้าก็จะเปิดไม่ได้ พอเปิดไม่ได้ก็เกิดอะไรขึ้น เกิดปัญหาที่ว่าผู้ป่วยไม่มีแพทย์ดูแล ก็ต้องเอาแพทย์นี่แหละมาอยู่เวรให้มันเยอะๆ เพื่อที่จะชดเชยในส่วนนี้นะครับ มันก็วนไปวนมาเหมือนกรณีของพยาบาลที่ผมเคยเล่าไปแล้วนะครับ ว่าถ้าเกิดว่าคุณตั้งเวลาว่า พยาบาลเนี่ยห้ามทำงานเกินเท่านี้นะครับ แต่ถ้าเกิดว่าเกินไปแล้ว แล้วตอนนั้นไม่มีพยาบาลทำงานนะครับ ในที่นี้ไม่มีแพทย์ทำงาน คุณก็จะต้องมีตำแหน่งเอาพยาบาลเอาแพทย์มาเสริม แต่ปัญหาก็คือว่า พอขอเปิดตำแหน่งน่ะ เปิดไม่ได้ เปิดไม่ได้ก็ต้องเอาเงินตัวเองออก เงินตัวเองก็ไม่มี พอเงินตัวเองไม่มีแล้วเป็นยังไง ก็ต้องใช้แพทย์และพยาบาลที่อยู่เดิมเนี่ย อยู่นานขึ้น พออยู่นานขึ้นเกิดปัญหาขึ้นมา ทำไงครับ เรียกร้องอะไรไม่ได้ เพราะว่าทำผิดกฎเองตั้งแต่แรก เนื่องจากให้เขาอยู่เวรเกินครับ
ดังนั้น ผู้บริหารด้านบนก็คือกระทรวงสาธารณสุขเนี่ย จะต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้ได้เสียก่อนนะครับ และแน่นอนว่าข้อกังขาและเสียงที่หลายๆคนเนี่ยต่อว่ากันก็คือ เรื่องของ สปสช. และ 30 บาท รวมทั้งประกันสังคมด้วยนะครับ เรื่องนี้ยังคงดราม่าไม่จบ แล้วก็คงยังไม่ ผมก็ยังไม่เห็นว่าจะมี การออกมาแก้ไขอะไรแต่อย่างใดเลย อันนี้ยังไม่มีนะครับ ยังไม่เคยเห็นเลยด้วยนะฮะ ตั้งแต่ดราม่าไป พอเรื่องเงียบอ่ะก็เหมือนเดิมนะครับ พอเรื่องพอเรื่องดังขึ้นมา เราก็จะเอามาพูดกัน แล้วพอแพทย์เกิดสร้างปัญหาอะไรสักอย่าง หรือมีเหตุฟ้องร้องกันขึ้นมา คราวนี้แหละครับ ก็จะวนไปวนมาเรื่องนี้นะครับ ดังนั้นเนี่ย ก็ต้องมาดูเรื่องของการจ่ายเงินของ สปสช. ต่อ 30 บาท ประกันสังคมต่างๆ ก็ต้องมีการเข้าไปแก้ไขตรงนั้นนะ ครับ
แล้วผมมั่นใจเหมือนกัน ถ้าพระบรมราชชนก ท่านทรงอยู่ในยุคปัจจุบัน ท่านจะมองเห็นปัญหาเหล่าเนี้ยเป็นปัญหาอันแรกเลย เพราะท่านจะทรงคิดว่า ถ้าผู้ที่ต้องไปประกอบอาชีพแพทย์ เพื่อดูแลผู้ยากไร้ ผู้ป่วย ผู้ที่มีความทุกข์ทรมานต่างๆ ถ้าบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องไปดูแลคนเหล่านี้เนี่ย เค้าเองมีความทุกข์ เค้าก็ไปดูแลผู้อื่นไม่ได้ เค้าจะเมตตากรุณากับใครได้ ก็ต้องมีความเมตตากรุณากับตัวเองให้ได้เสียก่อน ถ้าตัวเองปราศจากซึ่งเมตตากรุณา ก็ไม่สามารถทำให้ผู้อื่นเนี่ยมีความสุข หรือพ้นทุกข์ได้ ครับ ตรงเนี้ยเป็นประเด็นหลักเลย
แต่ผมอยากมองอย่างงี้ว่า พระราชดำรัสอีกอันนึง ซึ่งผมมองว่าน่าจะเหมาะกับปัจจุบันมากกว่านะ ครับ คืออันนี้ครับ บอกว่า "ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ 2 ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่ 1 ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตามมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์" นั่นแหละครับผมว่าอันเนี้ยน่าจะตรงกว่า ถ้าเกิดว่าแพทยสภาเอาตรงนี้มาโพสต์ อาจจะไม่ได้โดนทัวร์ลงมากขนาดนี้ เพราะมันถือว่าถ้าเกิดว่าเราเนี่ยนะฮะ เอาผู้ผู้ป่วยเป็นที่ 1 นะครับ ประโยชน์ของเราเป็นที่ 2 ประโยชน์นะ อันนี้ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์นะครับ เป็นที่ 1 นี่ท่านตรัสถึงประโยชน์นะครับ ซึ่งแปลว่า ประโยชน์คืออะไร ประโยชน์ก็คือเราต้องการให้คนไข้ของเราเนี่ย มีความสุขและพ้นทุกข์ แต่ในที่นี้ต้องไม่ถึงขั้นทำให้ตัวเองเกิดทุกข์ขึ้นมาด้วยครับนะฮะ ตรงเนี้ยเป็นจุดหลักเลย แล้วถ้าเราทำดีเนี่ย เดี๋ยวเงินมันจะมาเอง ลาภยศสรรเสริญทุกๆอย่างมันก็จะมาเองนะครับ เนี่ยอันนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นคำกล่าวเอ่อพระราชดำรัสที่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่านะครับ
แล้วต้องย้ำอย่างนี้ครับว่า พระราชดำรัสของท่านเนี่ย ยังคงใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัยนะครับ แต่ปัญหาคือถ้าแพทยสภาจะใช้เรื่องนี้ ในการกล่าวตักเตือนแพทย์ที่ทำงานไม่สุจริต เก็บเงินเกินนะครับ หรือมีการใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานทางการแพทย์ไปใช้ในสิ่งที่ผิดๆนะครับ อันเนี้ยจะต้องเขียนบริบทให้ชัดเจนว่าต้องการจะสื่อถึงใครนะครับ กลุ่มไหน เพราะถ้าเกิดว่าพูดมาอย่างเงี้ยโต้งๆเนี่ยนะครับ มันจะเป็นการสื่อถึงแพทย์และบุคลากรทางแพทย์ทางการแพทย์ทั่วประเทศ รวมทั้งบุคคลทั่วไปก็มาอ่านได้ด้วยนะครับ และถ้าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้มาอ่านเนี่ย เขาจะอ่านอะไรครับ เขาจะอ่านคอมเมนต์ต่างๆ ที่แพทย์เข้าไปคอมเมนต์และแบบนี้ครับ เขาจะคิดเลยครับว่า โอ้โห ประเทศไทยเราเนี่ย มันมีปัญหามากขนาดนี้เลยเหรอ แพทย์ทุกคนออกมาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เฮ้ยไอ้นี้ไม่ดี มันจะทำให้เกิดอะไรขึ้นครับ มันจะทำให้เกิดความไม่ค่อยเชื่อถือ หรือหมดศรัทธากับแพทยสภาด้วย ซึ่งอันเนี้ยทุกคนคงทราบว่ามันก็มีคนคิดหลายๆคนนะครับ ทางแพทย์ก็คิดว่าแพทยสภาเนี่ย จะสามารถปกป้องแพทย์ในสิ่งที่ควรปกป้องได้จริงเหรอ อันนี้มีคำถามนะครับ
และเดี๋ยวเราคงจะต้องดูคำตอบของวันที่ 9 เมษายนว่าแพทยสภาประชุมแล้วจะได้อะไรขึ้นมาบ้าง และก็จะต้องดูว่าทางกระทรวงสาธารณสุขที่ประกาศไว้ว่าเราได้โอนเงินไปแล้ว 5,400 ล้านบาท โรงพยาบาลทุกที่ จะสามารถจ่ายเงินได้ตรงต่อบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน ตรงตามเวลาเป๊ะๆ ถ้าไม่ตรงไม่จ่าย สามารถรายงานกระทรวงสาธารณสุขได้ และผมหวังว่าถ้าเกิดมีการรายงาน จะมีความโปร่งใสในการออกมาบอกว่าแก้ไขปัญหาแล้ว หรือยัง ถ้าสอบถามไปทางโรงพยาบาลจะต้องได้คำตอบว่าแก้ไขแล้ว และไม่ใช่แค่ที่โรงพยาบาลจะต้องสามารถคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลนั้นๆ ซึ่งเดือดร้อนได้ ว่าเขาได้รับการแก้ไขความเดือดร้อนของเขาหรือยังนะครับ เรื่องนี้คงจะต้องดู กระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภาว่าอาจจะออกมาเป็นในรูปแบบไหน ตรงนี้ผมยังไม่สามารถที่จะบอกอะไรล่วงหน้าได้นะครับ เราคงจะต้องรอ ดูเรื่องของความเป็นจริงก่อนนะครับ
ส่วนแน่นอน ชื่อเสียงแพทยสภาสำคัญมากนะครับ เพราะว่าคนไข้หลายๆคนก็ผมก็เข้าใจเวลาเกิดความผิดอะไรทางการแพทย์เนี่ย ก็มักจะบอกว่าแพทยสภาเนี่ย ก็ปกป้องแพทย์ด้วยกันเองนั่นแหละนะครับ เข้าข้างแพทย์ด้วยกันเอง แต่ต้องบอกนะครับว่าจริงๆแล้วเนี่ย เรา ทางแพทยสภาเค้าก็ดูหลักฐานตรงไปตรงมาเลย นะครับ หลายครั้งเนี่ย ผมรู้สึกว่าการที่ทางผู้ป่วยที่ได้รับข้อเอ่อที่ได้รับความเสียหายกับทางแพทย์นะครับ ซึ่งเกี่ยวข้องเนี่ย ปัญหาหลักเลยนะ คือปัญหาทางด้านการสื่อสารนะครับ ปัญหาทางด้านการสื่อสารก็คือ เราหมอเนี่ย อาจจะไม่มีเวลาพูด หรืออาจจะพูดแล้วคนไข้ไม่เข้าใจ แล้วพอตรงกันข้าม ต่างคนต่างไม่เข้าใจ มันก็เลยเกิดปัญหาขึ้นมาครับ
และต้องบอกครับว่า ปัญหาด้านการสื่อสารเนี่ย มันมาจากไหนครับ มันก็มาจากบริบทในสังคมการแพทย์ปัจจุบันนี่แหละครับ ที่งานหนัก เงินน้อย ความคาดหวังที่มันสูงเกินไป แพทย์เนี่ยไม่มีเวลาทำอะไรอย่างอื่น ดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัวตัวเองก็ยากลำบากอยู่แล้ว บุคลากรทางการแพทย์ แพทย์ทุกคนเนี่ย เป็นเช่นนี้หมดทั้งพยาบาล แพทย์นะครับ หรือว่าจะเป็นผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยแพทย์อะไรก็แล้วแต่ ประสบปัญหาอย่างเดียว กันหมด พอมันมีปัญหาแบบนี้ขึ้นมาแล้วเนี่ย มันก็เลยส่งผลต่อหลายๆอย่าง ทั้งการสื่อสารนะครับ การรักษาที่จะผิดพลาดที่เกิดจากความเหนื่อยล้า จากการที่ไม่ได้พักมานานๆ นะครับ พวกเนี้ยมันเป็นปัญหาใหญ่มาก
แถมปัจจุบันเนี่ย มีการสร้างแพทย์มาเพิ่มมหาศาล สมัยผมเนี่ยนะครับ ก็มีโรงเรียนแพทย์ไม่เยอะเท่าไหร่นะครับ แต่ปัจจุบันเนี่ย เต็มไปหมด ทีนี้การสร้างแพทย์ขึ้นมาเยอะๆเนี่ยนะครับ มันจะไปอยู่ตรงไหนล่ะครับ แพทย์หลายๆคนก็ต้องการที่จะอยู่ในโรงพยาบาลที่เออมันสะดวกสบาย มันดีนะ ครับ ถ้าเกิดแพทย์เหล่านี้ไปอยู่ที่ต่างจังหวัด แล้วอยู่ๆเกิดมีการจ่ายเงินไม่ตรง ท่านคิดว่าแพทย์เหล่านั้นเค้าจะทนมั้ยครับ ก็ไม่ทนนะครับ
แต่สำหรับน้องๆแพทย์ที่เข้ามาฟังนะครับ ก็อยากจะให้เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงไว้อย่างหนึ่งว่า การที่เราไปทำงานที่โรงพยาบาลรัฐบาลเนี่ย แล้วเราไม่พอใจ ถ้าเราอยากลาออก มันก็ไม่ง่ายแล้วครับ เพราะว่าคลินิกต่างๆเขาก็ต้องการแพทย์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญสูงนะ ครับ ถ้าไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนนะครับ เค้าก็ต้องการแพทย์ที่มีระดับการเรียนรู้ที่สูงกว่านั้นไปแล้ว เป็น Resident เป็นแพทย์ประจำบ้านต่อยอดอะไรพวกนี้ไปแล้วนะครับ ถ้าเกิดว่าน้อยกว่านั้นนี้ก็อาจจะมีปัญหา หรือแม้กระทั่งเราจบมาแพทย์ประจำบ้านต่อยอดเฉพาะทางทุกอย่างแล้วไปทำงาน มันก็ยัง มีปัญหา เพราะว่าโรงพยาบาลเอกชนเนี่ย การันตีเงินเดือนให้แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น ถ้าเลยจากนั้นไม่สามารถที่จะหาเงินมาเพิ่มเติมเองได้ หรือคนไข้ไม่มาหาท่านนะครับ ก็จะมีปัญหาเสียเอง ทางโรงพยาบาลก็อาจจะไม่มีการการันตีให้ท่านอีกต่อไป อันนี้แหละครับที่เป็นปัญหาหลักๆที่แพทย์เจอ
ดังนั้น ในสังคมยุคปัจจุบันเนี่ย ยิ่งตอนเนี้ย เกิดสงครามเศรษฐกิจ มันแย่ทุกๆอย่างนะครับ มันยิ่งเกิดความกดดันกับทุกภาคส่วน แพทย์เนี่ยก็เป็นหนึ่งในงานที่หนักที่สุดในโลกแล้ว เท่าที่ผมรู้มานะครับ แพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรแพทย์การแพทย์เนี่ย หนักและเหนื่อยที่สุด แบกรับความคาดหวังจากทุกหน่วยไว้ อยู่แล้วหนักที่สุดอยู่แล้ว ถ้าเงินยังไม่ได้เจอสงครามเจอน้ำมันที่แพงคราวนี้นะครับ ก็น่าจะเป็นประเด็นดราม่าขึ้นมาอีกเยอะแยะไปหมดเลยนะครับ
แล้วนี่ก็คือเป็นเหตุผลนึงซึ่งแพทย์หลายคนจะต้องหารายได้เสริม และบังเอิญ อาจจะไปติดกับของรายได้ ทำให้หารายได้ในแบบที่ไม่เหมาะสม เช่นแพทย์ที่อยู่โรงพยาบาลรัฐบาลอยู่เวร แต่แอบไปเปิดคลินิกข้างนอกนะครับ จริงๆก็ไม่ได้แอบหรอกทุกคนก็รู้ว่าไปเปิดคลินิกข้างนอกแล้วไม่เข้ามาอยู่เวรในโรงพยาบาลตัวเองนะครับ ปล่อยให้เด็กๆรุ่นน้องที่เป็นแพทย์ใช้ทุนไปรับหน้าดูคนไข้ก่อน เวลาเกิดอะไรขึ้นมาก็ไปโทษเค้าอ่ะเนี่ยนะครับ คือผมคิดว่าเหตุผลนึงอ่ะมันมาจากระบบที่มันแย่แบบเนี้ยนะ ครับ เงินไม่ถึง ถ้าถ้าเงินถึงแล้วแพทย์ทำงานพลาด เอออันนี้ผมยังว่ามันมีปัญหาที่แพทย์นะ แต่นี่คือเงินไม่ถึงด้วยซ้ำไป มันก็เลยเกิดปัญหาตรงนี้ขึ้นมานะครับ
ดังนั้น โดยสรุปนะครับ ผมคิดว่าพระราชดำรัสของพระบรมราชชนกเนี่ย ยังสามารถที่จะใช้ได้อยู่ในทุกยุคทุกสมัย แพทย์จะต้องถือเอาประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ 2 แต่ประโยชน์ส่วนรวมของคนไข้ทั้งหมดเนี่ยเป็นที่ 1 นะครับ เราจะเน้นที่เมตตากรุณาต่อเค้านะครับ และเราจะทำงานอย่างนี้ได้ดีก็ต่อเมื่อแพทย์เนี่ย มีความได้รับความยุติธรรมในการงานพื้นฐานทั้งหมดนะครับ งั้นตรงเนี้ยผมอยากจะให้เข้าใจตรงกัน มันไม่มีอะไรดราม่าไปมากกว่านี้หรอกครับ ถ้าท่านเข้าใจว่าบริบทจริงๆของพระราชดำรัสเนี่ย มันคืออะไร มันมีความหมายว่าอย่างไรจริงๆนะครับ
โอเค วันนี้ผมก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ ถ้าใครมีอะไรที่จะเสริมก็พิมพ์มาได้นะครับ วันนี้เท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ