Transcription
เรื่องรัฐธรรมนูญนะครับ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่เหมือนกันนะครับ ทีนี้โอเค ตอนนี้มันผ่านรอบแรกมาเรียบร้อยแล้วนะครับ ก็คือประชาชนลงประชามติว่าเห็นชอบนะครับ ให้มีการร่างฉบับใหม่นะครับ ซึ่งต่อไปเนี่ย ก็จะต้องไปสู่การลงประชามติรอบที่ 2 นะครับ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องของสูตร สสร. หรือว่าสภาร่างเอ่อ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ ว่าเอ่อมาจะมาจากไหน เลือกตั้งกี่คน อะไรยังไง หรือมาจากใคร อะไรเงี้ยครับ ก็จะต้องเป็นจุดที่จะต้องมาคิด รวมถึงว่าให้ประชาชนเนี่ย มาลงมติกันว่าอาจจะเห็นด้วยกับสูตรนี้มั้ยนะครับ
นี้ก็จะถาม เอ่อคือเดิมเนี่ยนะครับ คือทางพรรคประชาชนเนี่ย เสนอเป็นสูตร 20 หยิบ 1 มานะฮะ ความจริงจะพูดแบบนั้นก็อาจจะไม่ครบถ้วนนะ เดี๋ยวๆๆฟังก็ได้ครับ อ่ะโอเคเดี๋ตามนี้ก่อนนะฮะ เดิมๆเนี่ยเป็นสูตร 20 20 มาอ่ะ ถ้าเกิดว่าจะเล่า background คือว่าเดิม เนี่ยจริงๆคือสูตรที่พรรคเห็นว่าดีที่สุดเนี่ย คือเลือก สส. 100% อือฮึ ใช่มั้ยครับ เพียงแต่ว่า โดยตรง 100% โดยตรง 100% นะครับ แต่ว่าต่อมาเนี่ย ก็มีประเด็นว่าศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ก็ออกคำวินิจฉัยมา ก็มีข้อความที่ที่เติมเข้ามา ว่าการเลือก 100% เนี่ย ทำทำไม่ได้นะครับ แต่ว่าก็ไม่ได้ให้คำอธิบายอะไรชัดเจนนะ ครับ ทำให้แต่ละพรรคเนี่ย ลองไปหาสูตรใหม่มานะครับ ซึ่งก็ทำให้ที่สุดและพรรคประชาชนเนี่ย ก็เสนอเป็นสูตรนี้มานะครับ 201 ซึ่งอันเนี้ยอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อาจจะไม่ตรงอ่ะเดี๋ยวๆๆรบกวนแก้นะครับ 201 นะฮะ
อ่ะทีนี้พอพอเป็นพอเป็นสูตรเนี้ยครับ ในขณะเดียวกันเนี่ย ก็อยากให้รู้กันเนาะว่า ตอนนี้ตัวเลขสมการในสภามันเปลี่ยนไปนะ ครับ กลายเป็นว่าอ่ะก็เสียงส่วนใหญ่เนี่ย เป็นพรรคภูมิใจไทยนะครับ ขณะเดียวกันในฝั่ง สว. เองก็มีข้อถาอยู่ว่าเป็น สว. สีน้ำเงินอะไรเงี้ย ทีนี้ เอ่อก็เลยจะถามอย่างงี้ว่าอ่ะ ยังยังยืนยันมั้ยว่า สสร. เนี่ยจะเป็นจะเป็นสูตรนี้ ภายใต้สมการการเมืองที่เป็นแบบนี้นะครับ รวมถึงว่าถ้าเกิดอ่าที่ที่ผมบอกว่าอ่า พรรคประชนเสนอสูตรนี้มาเนี่ยผิดยังไงอ่ะ อ่าอธิบายข้อเท็จจริงก่อนแล้วเดี๋ยวเราลงประเด็นได้นะครับ แล้วความจริงผมคิดว่าเรื่องรัฐธรรมนูญมันกว้างกว่าแค่เรื่องขั้นตอนถัดไปด้วย ครับ เอาข้อเท็จจริงก่อนอ
นะครับ จุดยืนของพรรคตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกลเหมือนพรรคประชาชนเนี่ย คือเราพูดมาตลอดว่าหากจะมีการจัดทำฉบับใหม่เนี่ย การจัดทำฉบับใหม่จะมีความชอบธรรมที่สุด ถ้าเรามีคณะผู้ร่างที่มาจากการเลือกตั้ง 100% หรืออาจจะเรียกว่า สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% นะครับ ซึ่งเราก็ยืนยันแบบนี้มาแล้วก็ยื่นร่างเข้าไป เอิ่มอย่างครั้งล่าสุดที่ที่ในที่สุดถูกบรรจุได้หลังจากที่เราไปเอิ่มผมกับกรรมาธิการพัฒนาการการเมืองไปคุยกับสามนู แล้วก็กลับมาโน้มน้ประธานสภาเนี่ยน่าจะเป็นช่วงต้นปี 68 ถูกบรรจุเข้าไปก็เป็นร่างที่เราเสนอ สส. เลือกตั้ง 100% ครับ
ทีนี้จุดเปลี่ยนมันคือคำวิชัยสูลเมื่อเดือนน่าจะเดือนกันยายนใช่มั้ยครับที่บอกว่า ใช่ครับ เอ่อถ้าพูดง่ายๆคือประชเขาเขียนว่าประชาชนไม่อาจเลือกผู้ร่างได้โดยตรง อือๆ ซึ่งมันก็เหมือนกับเป็นการตีตกเอ่อแนวคิดเรื่อง สส. ซึ่งผมก็ต้องย้ำนะครับว่าเป็นคำวิชัยที่ผมไม่เห็นด้วยครับ ทั้งในเชิงกระบวนการว่าคุณตอบเกินคำคำถาม แล้วก็ในเชิงของเนื้อหาว่าผมคิดว่ามันไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจของสาธรนูที่จะมาวินิจฉัยเช่นนี้นะครับ เอิ่มแต่เมื่อเป็นเช่นนั้นเนี่ยเอ่อสูตรที่เราเสนอผมไม่อยากให้สรุปว่ามันคือ 201 อือๆ เพราะว่าความจริงเนี่ยมันมี 3 องค์ประกอบด้วยกัน อ่าๆครับๆ
องค์ประกอบที่ 1 คือเราบอกว่าในเมื่อคุณไม่ให้เลือกผู้ร่างโดยตรงเราขอมีกลไกที่เราเรียกว่าสภาที่ปรึกษาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง อ่าอ่าอนเราเสนอไปแบบนั้นนะครับ ส่วนอย่างที่ 2 ที่ 3 เนี่ยคือเกี่ยวกับคณะผู้ร่างเราก็เลยเสนอว่าในเมื่อคุณไม่ให้เลือกโดยตรงเนี่ย มันก็ต้องท้ายสุดต้องถูกเลือกโดยรัฐสภา แต่เราเสนอ 2 อย่าง 1 ก็คือว่าก่อนที่จะส่งรายชื่อมาให้รัฐสภาเลือกเนี่ย ต้องให้ประชาชนเลือกก่อน อื คือเราเสนอว่าคณะผู้ร่างท้ายสุดแล้วเนี่ย มี 35 คนที่รัฐสภาเลือก แต่ว่าไม่ใช่ว่ารัฐสภาไปจิ้มได้เลยว่าจะเอา 35 คนไหน ต้องให้ประชาชนเนี่ยเลือกมาก่อนให้เหลือ 70 เราเรียกว่าเลือกตั้งทางอ้อมคือประชาชนเข้าคูหา ครับ เลือกให้เหลือ 70 แล้วค่อยส่งให้รัฐสภาเลือก ดังนั้นมันไม่ใช่แค่ว่า 20 หยิบ 1 คือรัฐสภามาเลือกเลย มันมีประชาชนเข้าคูหาก่อน อครับ
ส่วนพอส่ง 70 มามาที่รัฐสภาแล้วให้เลือกเหลือ 35 เนี่ย อือ มันมีข้อถกเถียงกันว่าจะรัฐสภาจะเลือกอย่างไร ครับ ตอนแรกเนี่ยบางร่างของพรรคอื่นเนี่ยมีการเสนอว่าให้รัฐสภาเลือกโดยใช้เสียงข้างมาก อ ซึ่งเรามองว่าอันนี้อันตราย เพราะถ้าสมมุติประชาชนเลือกมา 70 คนอ่ะ สมมุติเราคิดแบบง่ายๆคือว่าสมมุติ 35 คนเป็นเสรีนิยม 35 คนเป็นอนุรักษ์นิยมนะ อันนี้แบบเหมารวมแบบแบบอาจจะเหมารวมเกินไป แต่เพื่อเป็นตัวอย่างเนาะ ถ้าเราบอกว่ารัฐสภาเนี่ยเสียงข้างมากถูกคุมโดยอนุรักษ์นิยม หมายความว่าแม้ประชาชนเลือกเข้ามา 35 คน อนุรักษ์นิยม 35 คนเศรษฐิเนี่ย แต่กลายเป็นเสียงข้างมากของรัฐสภาเนี่ยจะไปผูกขาดแล้วก็บอกว่าเอาเฉพาะ 35 คนที่เป็นอนุรักษรนิยมจะกลายเป็นว่า สสร. หรือว่าคณะผู้ร่างจะมี 35 คนที่เป็นอนุรักษนิยม 100% ซึ่งสวนทางกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่แบ่งเป็น 5050 เราก็เลยบอกว่าเพื่อไม่ให้มันเกิดวิธีการผูกขาดแบบเนี้ย ก็คือให้ใช้สูตร 20 เพื่อที่ว่าทำให้ เอ่อทุกกลุ่มทางความคิดที่อยู่ในสภาเนี่ย จะได้สามารถเลือกจาก 70 คนตามสัดส่วนได้ อือๆ
แต่อันนี้คือที่เราเสนอดังนั้นเนี่ย มันไม่ใช่แค่ 20 หยิบ 1 อ่า แต่ว่าท้ายสุดเนี่ย พอเราไปสู้ในชั้นกรรมาธิการเราโหวตทุกอย่างพยายามจะยืนยันตามร่างเราเนี่ย เสียงข้างมากของกรรมาธิการตัดสภาที่ปรึกษาออก แล้วก็ตัดไอ้คูหาที่ให้ประชาชนเลือก 70 คนออก มันก็เลยเหลือแค่ว่ารัฐสภาเนี่ย 201 เลือกมา 35 คน อื ดังนั้นเนี่ยก็โมเดลที่ออกมาถ้าจะสรุปว่าแค่ 20.1 1 เนี่ยก็ไม่ได้เป็นโมเดลที่พรรคประชาชนเสนอหรือว่าลงมติด้วย เพียงแต่ว่าไอ้ส่วนอื่นที่เราเสนอเนี่ยที่เราเชื่อว่ามันจะทำให้เอ่อตอบโจทย์มากขึ้นเนี่ย มันถูกตัดออกไปตอนแรกก็คือในชั้นกรรมาธิการแล้วก็ตอนหลังก็คือในวาระ 2 ที่เราเป็นเสียงข้างน้อยแล้วเราไม่สามารถรื้อฟื้นมันกลับมาสำเร็จครับ
ครับ ทีนี้ถามว่าแล้วจะไปต่อกันยังไง อ่าไปต่อยังไงอื เอ่อผมคิดว่ามี 2 โจทย์ที่พรรคประชาชนคงต้องคิดกันทั้งภายในแล้วก็คุยกับพี่น้องประชาชนภายนอกด้วย อย่างแรกคือยังมีหนทางอะไรมั้ยที่ทำให้เรากลับไปยืนยัน สส. เลือกตั้ง 100% ได้ อื คือต้องยอมรับว่าพอคำวิฉัยมาแบบนี้แล้วมันผูกพันทุกองค์กรเนี่ยมันก็ก่อให้เกิดปัญหา แต่รอบที่แล้วเนี่ยหลายคนอาจจะมองว่าอ่ะ ด้วยข้อจำกัดที่มันมีเวลาสั้น 4 เดือนก่อนยุบสภาเนี่ย มันเลยทำให้การคิดถึงวิธีการในการถ้าพูดง่ายๆคือย้อนคำวินิจฉัยนี้หรือหาวิธีการฝ่าฟันคำวินิจฉัยนี้ไปได้เนี่ยมันอาจจะไม่มีเวลาเพียงพอ แต่รอบเนี้ยพอโอเคเรามีเสียงประชาชนชัดเจนว่าต้องการจัดทำฉบับใหม่นะครับและเรามีเวลาในการมาคิดเรื่องนี้เนี่ยอาจจะต้องมาระดมไอเดียกันว่ามีวิธีการยังไงในการไปย้อนไอ้คำวินิจฉัยที่เราก็มองว่าไม่ได้ชอบทำหรือไม่ถ้าทำได้ อือ มันก็ฟื้นแนวคิดเรื่องการเลือกตั้ง สสร. 100% โดยตรงได้นะครับ อันนี้คือโจทย์ที่ 1 อ
แต่ถ้าเรามองว่าพยายามแล้วหรือคิดวิธีแล้วหาวิธีไม่ได้จริงๆ จำเป็นที่จะต้องยึดคำวินิจฉัยสูลเดือนกันยายนเพรรคประชาชนก็ยังมอง 2 หลักการเดิม 1 คือถ้าไม่ให้เลือกตั้งโดยตรงอย่างน้อยก็ต้องเลือกตั้งทางอ้อม อ่า แล้วก็ต้องพูดง่ายๆคือให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดตราบใดที่ไม่ขัดไม่ขัดกับวิชัยสรนูญ ครับ แล้วก็ 2 คือผมคิดว่าก็ต้องมีกลายในการป้องกันการผูกขาด อื ดังนั้นการจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นเสียงข้างมากสภาภา สามารถเลือกผู้ร่างได้แบบเบ็ดเสร็จ 100% เนี่ยก็อันตราย ครับ นะครับอ่ะผมพูดง่ายๆแบบไม่อ้อมค้อมเนอะ ตอนนี้หลายคนก็กังวลว่าถ้ามันมาจบที่ 20 21 ปัจจุบันเนี่ยฝ่ายที่เขาเชื่อว่าเป็นสีน้ำเงิน มีเท่าไหร่อ่ะ 190 สส. 160 สว. อันนี้ที่เขาเชื่อกันนะ รวมกันเป็น 350 ครึ่งนึงพอดี ถ้าใช้ 20.1 เนี่ยแสดงว่าสีน้ำเงินเลือกได้ครึ่งนึงของผู้ร่าง อ่ะคือ 35 แล้วะ ถูก อือ อะถ้าถๆถ้าถ้า ถ้าคณะผู้ร่างมี 35 คนก็คือ 178 ใช่ครับ แต่ถ้าไม่ใช้ถ้าถ้าปลายทางไม่ใช้ 201 แล้วใช้เกณฑ์เสียงข้างมากปกติ อือ เลือกได้ทั้ง 35 คนนะครับ 100% นะครับ อ่า คือมันยิ่งอันตรายยิ่งผูกขัดไปกว่านั้นอีก อ
ดังนั้นเนี่ย ผมถึงบอกว่าไอ้ข้อเสริมเราอ่ะไม่เคยเสนอ 20 โดดๆมันต้องมาพร้อมกับครูหาเลือกตั้งทางอ้อมที่ให้ประชาชนคัดกรองมาก่อนและสภาที่ปรึกษาที่มาเอ่อถ่วงดุลที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนะครับ แต่ว่าอันเนี้ยก็เป็นเป็นหลักการที่เรายืนยันว่าถ้าไม่สามารถฟื้นการเลือกตั้งโดยตรงได้ไอ้หลักการว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดเอิ่และก็ป้องกันการผูกขาดเนี่ย 2 หลักการเยังคงต้องดำรงอยู่ครับ อื
ยังไม่นับเรื่องว่า เงื่อนไข 1 ใน 3 สวที่นำมาสู่การฉีก MOA ด้วยนะครับว่าตอนนั้นเนี่ย ความจริงสิ่งที่เราสู้สำเร็จในชั้นกรรมาธิการก็คือการบอกว่าเมื่อคณะผู้ร่างร่างเสร็จแล้วเนี่ยเอิ่มตอนที่ต้องมาได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนไปทำประชามติเนี่ยให้ใช้เสียงเกินกึ่งนึงของรัฐสภาก็เพียงพอ เพราะว่าท้ายสุดแล้วเนี่ยถึงแม้ผ่านไปยังไงก็ต้องไปทำประชามติถามประชาชนที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศอยู่ดี แต่ตอนนั้นเนี่ยถ้าจำกันได้กรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็เสนอว่าต้องมีการเติมเงื่อนไข 1 ใน 3 สวเข้ามานะครับ แล้วก็กลายเป็นว่า สส. รัฐบาลณเวลานั้นรวมถึง สส. ภูมิใจจากเดิมที่เคยเห็นด้วยกับเราในชั้นกรรมาธิการก็เปลี่ยนไปเห็นด้วยกับกรรมธิการเสียงน้อย แล้วเติมเงื่อนไข 1 ใน 3 สว. เข้ามานะครับ แล้วผมฟังคุณอนุทินให้สัมภาษณ์ในรายการคุณสรยุทธหลังจากการเลือกตั้งปี 69 ก็ไปพูดเสมือนกับว่าเอิ่มเราเนี่ยไปตัด 1 ใน 3 สวออก ความจริงต้องย้ำนะครับเราไม่ได้ตัดอะไรออก 1 ใน 3 สวตอนเนี้ยมันถูกใช้สำหรับเกณฑ์เรื่องการแก้รายมาตรา นะครับแต่อันนี้มันคือการทำฉบับใหม่ อ อ่า คือมันเป็นการถามว่าเมื่อคณะร่างจะทำฉบับใหม่เสร็จแล้วก่อนจะไปประชามติเนี่ยต้องได้เสียงอะไรบ้างซึ่งไม่มีตรงไหนในรัฐธรรมนูญบังคับว่าจะต้องมี 1 ใน 3 สวะ นั้นพวกเราเนี่ยไม่ได้ตัดออกนะครับพวกคุณไปเติมเข้าอ่ะเเสนอขึ้นมา อ่าพวกคุณมาเติมเข้ามา ดังนั้นเนี่ยครับ ภาระพิสูจน์ต้องอยู่กับเค้ามากกว่าว่าเหตุใดต้องเติมเข้ามา เออ นะครับเอ่อดังนั้นอันนี้ยอันเนี้ยก็เป็นสิ่งที่เป็นรายละเอียดที่คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดเอ่อในช่วงนะครับในขั้นตอนถัดไปของการจัดทำฉบับใหม่ ครับ
แต่ผมถือว่ารอบนี้เนี่ย สิ่งที่เรามีแล้วไม่ได้มีอยู่รอบที่แล้ว อื คือเสียงจากประชาชนว่าต้องการเห็นการจัดทำฉบับใหม่ ครับ แล้วผมก็โอเคแหละมันอาจจะตีความไปทั้งหมดแบบนี้ที่ผมกำลังจะพูดไม่ได้แต่ในมุมนึง ผมก็มองว่าการที่ประชาชนลงมติเห็นชอบไม่มีการจัดทำฉบับใหม่มองว่าการแก้ไร้มาตราอย่างเดียวไม่พอเนี่ยก็เพื่อจะส่งสัญญาณว่าถ้าแก้ไล่มาตราอย่างเดียวเนี่ยมันต้องไปขึ้นอยู่กับว่า สว. จะเอาด้วยมั้ย อื ดังนั้นเนี่ยมันก็เป็นการบ่งบอกว่าที่เขาต้องการจัดฉบับใหม่เนี่ยเพราะเคต้องการหลุดพ้นออกจากไอ้กรอบ 1 ใน 3 สว. ตรงนี้ ดังนั้นเนี่ยผมคิดว่าถ้าไปเอ่อคุยกับคน ที่ลงเห็นชอบเพิ่มเติมเนี่ยก็อาจจะพอเห็นภาพว่าเจตนารมณ์ของการการเห็นชอบให้จัดทับฉบับใหม่เนี่ยเพื่อให้ท้ายสุดแล้วเนี่ยคนที่ชี้ขาดว่าเนื้อหาจะเป็นยังไงคือประชาชนไม่ใช่ สว. อื ถ้าเป็นแบบนั้นถ้าสรุปแบบนั้นได้ การไปเติม 1 ใน 3 สวมเข้าไปเนี่ยก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าไม่สมเหตุสมผล อ ครับ
คือจริงๆร่างของภูมิใจไทยเนี่ยมันจะมีโมเดล สสร. ที่เาเสนอว่าอ่าคืออ่ะพูดรวมๆอย่างงี้ก็คือว่ารัฐสภาเนี่ยเป็นคนมีอำนาจเลือกทั้งหมด อ่า ว่าอย่างงั้นนะครับอันนี้ก็เอ่อคือเอางี้ คือคืออย่างงี้คือในขั้นตอนเนี้ยนะครับ คือมันมี 2 ร่างที่ผ่านเข้ามาแล้วนะฮะคือร่างของประชาชนกับร่างของภูมใจไทย นะครับของประชาชนเนี่ยโอเคก็เมื่อเอ่อถูกลดท่ออะไรต่างๆปุ๊บเนี่ยก็ก็คือว่ามันก็จะเป็นร่างที่โอเคอาจจะเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมนะครับที่สภาอาจจะมาเลือกอีกทีหลังจากที่ประชาชนเลือกมาแล้วนะครับ ส่วนของภูมิไทยเนี่ยก็จะเป็นร่างที่รัฐสภามีอำนาจเลือกทั้งหมดนะไม่มีเลือกตั้งทางอ้อมเลยอ่าเออคุณคุณไปสรุปถูกก็คือว่าของภาคประชาชนคือมันมีครูหาเลือกตั้งยังมีครูหาเลือกตั้งอยู่แต่ว่าของภูมิใจไทยไม่ไม่มีรัฐสภาเลือกเลยอ่ะทีนี้
ในในขั้นต่อไปอย่างเงี้ยถ้าเกิดว่ามันต้องเอา 2 ร่างนี้มาพิจารณาต่อเนี่ยนะ ครับทีนี้จุดยืนของพรรคประชาชนนะฮะถามงี้เลยนะครับคือตรงไหนที่ ตรงไหนที่ประดิเป็นนอมได้อ่าหรือตรงไหน ที่รู้สึกว่าเออมันมันรำเซตแล้วเราไม่สามารถที่จะเห็นชอบด้วยได้อะไรเงี้ยคือผมว่าจะเป็น 2 ขั้นตอน อือ ขั้นตอนแรกต้องถามว่า ครับ เราจะต้องพิจารณาจากเพียงแค่ 2 ร่างนี้ หรือเปล่า อือๆ ซึ่งอันเนี้ยขึ้นอยู่กับ ครม. ใหม่ อ่าครับ ว่าจะมีมติยืนยันให้เอาร่างที่ค้างอยู่เนี่ยกลับมาพิจารณามั้ย อื ถ้าเค้าไม่มีมติยืนยันตรงนี้ ครับ มันก็กลายเป็นว่าต้องกลับไปเริ่มกันใหม่ อ่า แต่ละภาคก็มีสิทธิ์ในการเสนอร่างเข้ามา ภาคประชาชนก็มีสิทธิ์ในการเสนอร่างเข้ามา อ่าครับ ซึ่งอันเนี้ยมันก็จะกลับมาที่ผมผมพูดไปเมื่อสักครู่ว่า อือ ในเมื่อมันมีเวลามากขึ้นลองมาดูมั้ยว่ามีแนวทางอะไรในการก้าวข้ามหรือฝ่าฝันในคำวินิจฉัยที่มันเป็นอุปสรรคอยู่ ผมพูดถูกมั้ว่าจริงๆเชียร์ให้ไม่อ่าไม่ไม่ทำต่อแล้วก็ค่อยมาดูว่าจะมีอชัอื่นๆ คือผมคิดว่าถ้าเลือกตั้งโดยตรง 100% ได้เนี่ยควรจะไปทั้งนั้นนะครับแต่ว่าก็ยอมรับว่าพอสามนูญวินิสัยมาแบบเนี้ย หนทางก็ไม่ง่ายนะ คือกลไกที่ที่ที่ชัดเจนว่าทำยังไงแล้วจะสามารถเรียกว่าย้อนสอนคำวินิจฉัยนี้หรือว่าฝ่าฝันไปได้เนี่ยก็ยังไม่มีทางออกที่เป็นรูปธรรม แต่ผมคิดว่าอ่ะถ้าทุกพรรค เห็นตรงกันว่าคำวิฉัยนี้มีปัญหาเนี่ย อื มาคุยกันก่อนมั้ยว่าจะฝ่า่งฟันคำวิฉัยนี้ยังไงในเมื่อรอบนี้มันมีเวลามากกว่ารอบที่แล้วที่อาจจะถูกบีบด้วยด้วยด้วยกรอบเวลา 4 เดือนนิดนึงคือตรงนี้ที่จะพูดเหมือนทางฝั่งของพรรคประชาชนอย่างผมเคยเพิ่งคุยกับกลุ่มคอนี่ไม่นานนะคุณคอบอกว่าดีที่สุดเนี่ยก็คือว่า เอ่อให้สภาชุดหน้าเนี่ยไม่เอา 2 รากนี้มาพิจารณาต่อแล้วก็ให้มันตกไปเลยนะครับแล้วเราถึงจะมาพิจารณากันใหม่ว่าเอ๊ะมันจะมีโมเดลอื่นๆมั้ยที่จะเป็นไปได้แล้วก็ดีกว่านี้นะครับอันนี้คือแปลว่าเห็นตรงกันใน ก็เอ่อถูกครับผมคิดว่าต้องเริ่มตรงนี้ก่อน
แล้วคือเนี่ยถ้าเราต้องการจะหาวิธีการย้อนสอนคำฉเนี่ยผมว่าก็ต้องไม่ยืนยัน 2 ร่างที่มีอยู่แล้วมากลับมาคุยกันตรงนี้ก่อนนะครับซึ่งผมคิดว่ารอบเนี้ยพอมันเพิ่งเริ่มสภาเดี๋มันมีเวลาในการคุยตรงนี้นะครับ เอ่อทีนี้อ่ะถ้าสมมุติเค้าไม่เลือกทางนั้น อ่า ถ้าเขาบอกว่ายืนยันเนี่ยมันก็จะติดอยู่แค่กรอบ 2 ร่างนี้ ครับ ซึ่งผมคิดว่าพรรคประชาชนก็ทำเหมือนกับที่เราทำรอบที่แล้วคือพยายามจะสู้เต็มที่ในชั้นกรรมาธิการเพื่อยืนยันหลักการต่างๆของเรา ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพยายามให้มีคงมีอยู่ของการพยายามให้คงครูหาเลือกตั้งไว้ อื นะครับเอิ่มโอเคแหละข้อเสนอร่างเราคือมันจะมี 2 คู่หาเนอะ 1 คือเลือกตั้งสภาที่ปรึกษาโดยตรง 2 คือเลือกตั้งผู้ร่างทางอ้อม อือ จะเป็น 1 หรือ 2 เอ่อเหมือนเดิมหรือว่ายังไงเนี่ยอันเนี้ยเป็นรายละเอียดคงต้องไปถกกันแต่ผมคิดว่าการมีอยู่ของครูหาให้ประชาชนมีส่วนร่วมผมคิดว่าสำคัญ นะครับแล้วก็ 2 คือต้องต้องการไม่ให้เกิดการผูกขาด อ ไม่ให้เกิดกระบวนการที่ว่าเสียงข้างมากของรัฐสภา สามารถผูกขาดได้ 100% เลยว่าผู้ร่างจะหน้าตาเป็นยังไง ฉะนั้นอ่ะแล้วก็ถ้าเติมอันที่ 3 คือเรื่องเงื่อนไข 1 ใน 3 สวที่ไม่ควรเติมเข้ามานะครับแล้วเนี่ยผมคิดว่าอันนี้ยเป็น 3 จุดยืนที่เราก็พยายามสู้รอบที่แล้ว อื เอ่อแล้วก็ในชั้นกรรมาธิการเนี่ย 2 เอ่อเราอาจจะล้มเหลวเรื่องการปกป้องคูหา อื แต่เราตอนนั้นเราทำสำเร็จในการโน้มน้าวให้เสียงข้างมากไม่เติม 1 ใน 3 สว. เข้ามา แต่พอกลับไปในห้องใหญ่ในวาระ 2 กลายเป็นว่า ไอ้ที่เราล้มเหลวไปแล้วในชั้นกรรมาธิการพยายามจะฟื้นก็ไม่สำเร็จไอ้ที่เราประสบความสำเร็จไปแล้วในกรรมาธิการก็กลายเป็นว่าเสียงข้างน้อยเอิ่ไปรวมพลังกับ ส.ส. พรรค รัฐบาลณเวลานั้นในการฟื้นมันกลับมา ครับ ดังนั้นเนี่ยผมคิดว่าอันนี้เป็นรายละเอียดที่เดี๋ต้องถกกันแต่ว่าผมว่าจุดยืนเราก็หลักการเรายังคงคงเหมือนเดิมที่ เราเสนอร่างเข้าไปครับก็จะพยายามจะพยายามพยายามสู้ตรงนั้นให้ได้มากที่สุด อื แต่รอบนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันก็ขึ้นอยู่กับ เอ่อตัวแทนของพรรคอื่นแล้วก็ เอ่อ สว. ด้วยอ่ะ สว. ถ้าพูดตรงๆก็อาจจะเป็น 200 คนชุดเดิม จากรอบที่แล้วที่จะแต่งตั้งคนเข้ามาในกรรมาธิการ เอ่อแต่ว่าตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ เนี่ยก็อาจจะมีเอ่อจำนวนหรือว่าหน้าตาที่แตกต่างออกไปบ้างนะครับ ครับ
โอเคก็พูดเรื่องรัฐธรรมนูญกันมากันมา ยาวนะครับอ่ะทีนี้พูดถึง แต่ผมเสริมนิดเดียวได้มั้ครับ จึงภาพที่ใหญ่กว่านั้นเนี่ยผมคิดว่า เอิ่มเราต้องลืมว่ารอบเนี้ยแม้ในมุมนึงมันในเชิงขั้นตอนทางกฎหมายมันเหมือนกับย้อนไปทำสิ่งที่เราทำกันเมื่อ 4 เดือนที่แล้วเนี่ย แต่ผมย้ำว่าสิ่งที่เรามีคือผลประชามติ เนาะ อืออือ แล้วที่ผมพูดประมาณ 3 วันก่อนวันเลือกตั้งวันออกเสียงเนี่ยผมพูดว่าถ้าวันนั้นฝั่งที่เอ่อรณรงค์เห็นชอบเนี่ยแพ้เนี่ย ถ้าแพ้เนี่ยแพ้ยาว อื เพราะว่านอกจากจะไม่สามารถจัดทำฉอปใหม่ได้แล้ว ครับ การแก้รายมาตราก็อาจจะทำไม่สำเร็จด้วย เพราะอาจจะมีบางคนหยิบยกมาหยิบผลประชามติมาอ้างว่าในเมื่อเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบการจัดทำชบใหม่ดังนั้นเนี่ยควรจะปกป้องทุกมาตราแล้วมัน 60 แต่ถ้าชนะเนี่ย มันเปิดมันชนะแค่ประตูบานแรกนะมันยังมีอีกหลายบานที่ต้องไปเปิดด้วยกันแต่ผมคิดว่าสิ่งนึงที่มันเพิ่มน้ำหนักเข้ามาคือเรื่องของการแก้รายมาตราคู่ขนาน ครับ เพราะตอนเนี้ยมันต้องบอกว่า 20 ล้านคนในประเทศเนี้ย เห็นว่ารัฐธรรมนูญเมีปัญหา ครับ โอเคแหละคงไปด่วนสรุปไม่ได้ว่าแต่ละคนเห็นปัญหาตรงกันมั้ยอ่า แต่แสดงว่าเขาเห็นปัญหาอยู่ ครับ ดังนั้นเนี่ยการจัดทำฉบับใหม่ก็ต้องทำไปตามมติของประชาชน อ แต่ไอ้การแก้รายมาตราหรือว่าแก้บางปัญหาเฉพาะหน้าที่เราเห็นตรงกันว่าเร่งด่วนเนี่ยก็ควรจะทำคู่ขนานไปได้ด้วย ซึ่งผมคิดว่าไอ้ประเด็นที่ผมยกขึ้นมาเมื่อสักครู่เนี่ยเรื่องการทำให้องค์กรอิสระไม่อิสระจากประชาชน ให้ประชาชนมีสิทธิ์ในการเข้าชื่อถอดถอนเนี่ย ก็หวังว่าจะเป็นประเด็นนึงที่ สังคมและรัฐสภาเห็นตรงกันว่าเป็นปัญหาที่มันแก้ไขเฉพาะหน้าคู่ขนานไปได้ด้วยเนี้ย การแก้รายมาตราคู่ขนานก็จะมีพลังส่งจากเสียงของประชาชนมากขึ้นและวันนั้นเนี่ยผมพูดได้ว่าชนะอย่างเดียวไม่พอต้องชนะขาด อ่า เพราะผมอยากให้เรามองว่าคนที่อยากแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ถูกผูกขาดไว้กับผู้สนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่ง ครับ แล้วในมุมนึงนะจะบอกว่าดีใจก็คงไม่ได้เพราะมันเป็นผลลัพธ์มาจากการที่คะแนนเสียงพรรคประชาชนลดลงด้วย อืออื แต่ตอนเเรามี 20 ล้านคนที่เข้าไปกายเห็นชอบซึ่งมีพรรคประชาชนน่ะ 21 ล้านคนอย่างมากพรรคเพื่อไทยที่รณรงค์เห็นชอบด้วยเนี่ยอีก 5 ล้านคนเป็นรวมกันอย่างมากที่สุดก็คือ 16 ล้านครับ แสดงว่ามันมีอีก 4 ล้านคนในประเทศนี้ ที่เข้าคูหาเนี่ยไม่ได้โหวตให้กับพรรคประชาชนไม่ได้โหวตให้กับพรรคเพื่อไทยแต่กายเห็นชอบ อื ดังนั้นผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นว่าไอ้เรื่องการแก้มนูญเนี่ยมันเป็นฉันทมติร่วมกันของหลายเฉตสีทางการเมืองแล้ว แน่นอนอาจจะยังมี 10 ล้านคนที่กังวลอยู่ แล้วเราต้องเข้าไปรับฟังความแล้วก็กวนเขา แต่ว่าผมคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ที่ดีในการในการผลักดันให้เรื่องเนี้ยไม่ถูกมองว่าเป็นวาระของพรรคใดพรรคหนึ่ง