Transcription
เรื่องกระทรวงสาธารณสุขจัดการสุขภาพให้กับ ประชาชนหลายๆคนมองเป็นภาระ แต่จริงๆ ถ้าเรามองเป็นเมกาเทรนด์ของโลกเนี่ย เรื่องสุขภาพมันเป็นโอกาสใหญ่ทางเศรษฐกิจของ ประเทศ
>> ทำไมต่างประเทศมันไม่ต้องมารอถึง 4:00 5 ใช่มั้ครับ มันมีระบบการจัดการแล้วก็การจัดการนโยบาย ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้ทั้งผู้ให้บริการแล้วก็ประชาชนไปใช้บริการได้ถูกที่ถูกเวลา
>> อือฮึ
>> เอาข้อจริงบริการสุขภาพบ้านเราเนี่ย มันก็ยังไม่เป็นธรรม คนรวยใช้เงินไม่อยากรอก็ไปโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งคิวน้อยกว่า
>> คนชั้นกลางใช้เส้นสาย โทรหาอาจารย์แพทย์อย่างผมเนี่ย รู้จักใครฝากฟังได้มั้ยเข้าคิว
>> คนจนเไม่มี 2 อย่างแรกเเลยใช้เวลา ซึ่งมันเป็นสิทธิพิเศษซึ่งไม่ควรจะเป็นเหมือนกัน ควรจะเป็นเรื่องธรรมดาของทุกคนที่เข้าถึง อะไรบางอย่างได้ใช่มั้ครับ ถ้าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงการปฏิรูประบบได้จริงๆ เนี่ย อย่างน้อยรัฐมนตรีที่ดูแลหน้าที่แตก ต่างกันเนี่ย ต้องเข้าใจบทบาทที่มันทับ ซ้อนกันเกี่ยวข้องกัน จะช่วยกันทำงานได้นะ ครับ มีเป้าหมายใหญ่ที่ร่วมกันมากกว่าจะ สร้างผลงานระยะสั้นของแต่ละกระทรวงเท่า นั้น
แล้วถ้าพรรคประชาชนมาบริหารมันก็จะไปต่าง กันตรงไหนล่ะ งบประมาณก็ยังแบ่งกันเป็น กระทรวงทบวงกรมต่างๆ แก้จริงๆ ระบบเนี่ยแก้ ยังไง
คุณหมอบวรสม
>> คำว่าสวัสดีครับ คำว่าสาธารณสุขเนี่ย มันต้องเริ่มมาจากสาธารณทุกข์
>> อื
>> จากสาธารณทุกข์สู่สาธารณสุขยากมั้
>> โอยากอยู่แล้วครับ จริงๆคำนี้เป็นงานวิจัย ชิ้นดังอันนึงเมื่อหลาย 10 ปีก่อน
>> ครับ
>> ก่อนจะมีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทั่วโลกที่เรารู้ จักกันนะครับ
>> ครับ
>> มีนักวิจัยที่ทำเรื่องสาธารณสุขหรือ สาธารณทุกข์
>> อมีใช่มั้ครับพี่
>> ใช่แล้วก็เลยใช้เป็นคำที่
>> เตือนใจว่าเอ๊ะ เราทำงานทุกวันเนี่ยมัน ภาระงานเยอะนะนะฮะ หมอนะพยาบาล
>> จริงๆเราตั้งใจทำไปเพื่ออะไรกันแน่ เพื่อความสุขของสาธารณะ เพื่อสุขภาพของสาธารณะ
>> อ่าเดี๋แค่จัดการงานให้พ้นไปวันๆเอ คำนี้ เป็นคำที่ดีมากครับที่ทำให้นึกถึงว่ามัน ไม่ใช่เอ่อคนทำงานตั้งใจทำงาน
>> เอ่อแต่เพียงอย่างเดียว แต่ว่าต้องการ นโยบายสาธารณะที่มาช่วยคนทำงานให้ร่วมกัน สร้างสุขภาพที่ดีของประชาชนได้จริงๆครับผม
พอพรรคประชาชนมาเชิญคุณหมอบอกว่ามาร่วมทีม งานนโยบายสาธารณสุข คำถามแรกเนี่ยคืออะไร ว่าจะให้ทำอะไร แล้วที่เค้าทำอยู่เนี่ยมันไม่ดีพอแล้วเหรอ
>> ผมก็ถามกลับไงครับ
>> ใช่มั้ใช่มั้ถามอย่างงั้นใช่มั้ย
>> ครับ
>> แล้วก็ถามว่าแล้วพระคุณน่ะจะมีความสามารถ แค่ไหนที่จะทำให้สิ่งที่หมออยากทำมาตลอด เี่มันจะเกิดขึ้นได้ ถามปั๊บนี่เค้าตอบว่า ยังไง
>> เอ่อจริงๆต้องเท้าความว่าเลือกตั้งคราว ที่แล้วเนี่ยผมก็ทำหน้าที่ของนักวิจัยนัก วิชาการอาจารย์มหาวิทยาลัยตามปกติผมก็มี เขียนบทความวิเคราะห์
>> นโยบายสุขภาพของทุกพรรคการเมืองนะครับ แล้วก็เผยแพร่ทางสื่อมวลชนอะไรเงี้ยครับ
>> เอ่อสงสัยเขาจะรำคาญที่ไปวิพากษ์เขาเลย บอกว่ามาทำเองเลยดี
>> เอ่อก็ไม่ลงมาทำเองขนาดนั้นนะครับก็ยังทำ หน้าที่เป็นอาจารย์อยู่แล้วก็ให้คำปรึกษา ตามหน้าที่อาจารย์มหาลัยเท่าที่ควรจะเป็น ว่าเอ่อมีหลักคิดอะไรมีปัญหาอะไรที่ควรจะ นึกถึงที่หลายคนอาจจะไม่นึกถึงเอ่อนอกจาก ปัญหาหน้างานปัญหาเชิงโครงสร้าง
>> เชิงการจัดการเ่ออย่างไรบ้างนะครับรวม ทั้งมันมีแนวคิดเอ่อต่างๆของหลายประเทศ ที่เขาใช้กันเพื่อแก้ปัญหาที่คล้ายๆเรา หรือไม่เหมือนของเราเราจะประยุกต์ใช้ยัง ไงก็มีโอกาสได้ทำงานเอ่อ
>> ให้คำปรึกษาของทีมนโยบายอยู่บ้างครับยัง อยู่ข้างหลังครับผม
แต่ว่าการเป็นนักวิชาการวิจารณ์เนี่ยมัน เรื่องนึงนะ
>> ใช่ครับ
>> บทบาทตอนนี้เนี่ยที่พรรคประชาชนชวนมาแล้ว คุณหมอรับปากก็คือเป็นทีมงานที่จะต้องมา วางนโยบายแล้วไม่ใช่แค่วางนโยบายใครก็ เขียนได้ใครก็วางนโยบายได้นำไปสู่ภาค ปฏิบัติได้จริงๆเนี่ยบทบาทเปลี่ยนไปเลยนะ ครับ
>> ถูกต้อง
>> แล้วพร้อมเหรอครับที่จะจาก
>> เป็นคมator มาเป็น implementor มาเป็นคน execute เนี่ยมันต่างกันเยอะเลยใช่มั้ย ครับ
>> ให้ทำคนเดียวก็ไม่ไหวครับ
>> เออคนเดียวก็ไม่ไหว
>> แต่ถ้ามีทีมงานมีความเข้ามีคนที่เข้าใจ กระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกันโดย เฉพาะคนที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิง โครงสร้างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ ระบบสาธารสุขอย่างยั่งยืนแล้วก็เป็นธรรม ต่อทุกคนไม่ใช่เฉพาะประชาชนทุกกลุ่มแต่ ว่ารวมทั้งผู้ให้บริการสุขภาพด้วยเป็น ธรรมต่อเขาด้วยเนี่ยเ่อคิดว่าจะทำได้รวม ทั้งการทำงานนโยบายสุขภาพในอดีตเนี่ยเรา ชอบนึกถึงการทำโครงการขยายสิทธิประโยชน์ นู่นนั่นนี่ซึ่งเป็นเรื่องการจัดการโครง การแต่ผมคิดว่าสิ่งที่ขาดหายไปเอ่อใน เรื่องของนโยบายสุขภาพนโยบายสาธารสุขจริงๆ คือการเป็นผู้กำหนดนโยบาย
>> ให้ผู้เล่นทุกคนไม่ว่าจะเป็นเอ่อผู้ ปฏิบัติงานภาครัฐอยู่ในกระทรวงสาธารสุข หรือผู้ปฏิบัติงานสาธารสุขที่อยู่นอก เหนือกระทรวงสาธารสุข
>> อ
>> จริงๆภาคนี่ไม่ต้องพูดถึงภาคเอกชนนะครับ ภาคเอกชนที่อยู่นอกกระทรวงสาธารสุขอยู่ มหาวิทยาลัยอยู่โรงพยาบาลกลาโหมโรงพยาบาล เอ่อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง เช่นกทม.เนี่ยเราก็ไม่มีกลไกการจัดการที่ ทำงานร่วมกันเท่าที่ควรเพราะว่าที่ผ่านมา เนี่ยนโยบายของกระทรวงสาธารสุขมันจะเน้น ผู้ปฏิบัติของกระทรวงสาสุขเป็นหลักงั้นบท บาทที่ควรจะทำเไม่ใช่เรื่องการบริหารอย่างเดียว เป็นเรื่องการมองกรอบของการจัด การนโยบายสาธารณะในอะผู้กำหนดนโยบายซึ่ง อันเนี้ยโดยส่วนตัวก็คือตรงกับสิ่งที่ เรียนมาศึกษามาทำวิจัยมาคิดว่าน่าจะ contribute ตรงนี้ได้น่าจะช่วยสับสนนี้ ได้
systems thinking คือคิดอย่างเป็นระบบ ความจริงคำนี้กว้างมากทุกอย่างมันต้องมี ระบบนะครับแต่ในแง่สาธารณสุขเนี่ยปัญหา ที่ประเทศไทยเจอมาแล้วถ้าพรรคประชาชนได้ เข้าไปบริหารเนี่ยเริ่มจากตรงไหนคือ กระบวนการคิดเชิงระบบหรือ system thinking เนี่ยไม่ใช่เพียงคิดอย่างเป็น ระบบเหมือนกับทุกวิธีคิดที่เราเรียนกันใน โรงเรียนนะครับ
>> อันนั้นมีความจำเพาะคือมันคิดมองปัญหา เป็นระบบเดียวกันเป็นองค์รวมไม่แยกส่วน กันนะครับ
>> อ
>> เอ่อยกตัวอย่างเช่นเราจะบ่นว่าตอนเนี้ย ปัญหาสาสุขบ้านเรามีทั้งเรื่องไปหาหมอโรง พยาบาลรัฐก็รอนานหมอก็มีน้อยลาออกบ่อย บนเยอะนะครับโรงพยาบาลก็บอกว่าขาดทุนไม่มี เอ่อทรัพยากรมาทำงานโน่นนั่นนี่
>> ถ้าเราไม่คิดว่าทุกเรื่องเนี่ยมันเป็น เรื่องเดียวกันในระบบเดียวกันแล้วก็จะแก้ เป็นจุดๆ
>> อ้าหมอน้อยกับผลิตหมอเพิ่มก็ผลิตเพิ่มมา 20-30 ปี
>> พยาบาลไม่พอก็เพิ่มพยาบาล
>> ใช่แล้วก็ไม่เคยพอใช่มั้ยครับ
>> เอ่อเรื่องทรัพยากรเงินก็ว่ากันไปเรื่อง เอ่อทำยังไงให้คนเข้าถึงก็เน้นถึงการเข้า ถึงต่างๆแต่มันก็ทำมาหลาย 10 ปีก็ยังแก้ ไขปัญหาไม่ได้
>> อ
>> ถ้าเราหยุดนึกนิดนึงเนี่ยว่าทั้งทั้ง 3-4 เรื่องที่พูดกันมาเป็นตัวอย่างเนี่ยอือฮึ
>> เอาข้อจริงมันคือเรื่องเดียวกันปัญหา เดียวกันมันเป็นเรื่องกฎกติกาการทำงานที่ เชื่อมโยงกันหมดว่าทำไมทำงานแบบปัจจุบัน เนี่ยคนถึงต้องไปรอคอยเ่อที่โรงพยาบาลขัน นั้นทะนที่เราผลิตหมอเพิ่มมาเป็นเท่าๆตัว มาเกือบ 30-40 ปีนะครับอ
>> ประเทศอื่นมีมั้ยที่ต้องรอกันยาวขนาด เนี้ยหรือปทนไทยป่วยมากกว่าคนอื่นเ้า
>> ซึ่งไม่จริง
>> เพราะฉะนั้นมันเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกัน ถ้าเราเริ่มจะแก้เป็นทีละจุดทีละจุดแล้ว ก็แก้ไม่ทันทีรวมทั้งแก้จุดนึงก็ไปส่งผล เสียต่ออีกจุดหนึ่งั้น เชทำให้แก้ปัญหาเรื่องไปพร้อมกันเป็นการ ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงๆน่าจะทำให้เกิด การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิผลและยั่งยืนมาก กว่า
ที่ผ่านมาทำไมทำไม่ได้
>> เอ่อก็อย่างที่เรียนเลยครับคือเราชอบแก้ เป็นจุดๆไป
>> ใช่แต่ว่ามันก็วิธีการจัดโครงสร้าง กระทรวงทบวนกรมมันก็เป็นจุดๆงบประมาณก็ ว่ากันเป็นจุดๆแต่ละปีก็เอาเพิ่มจากปีที่ แล้วเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ เรื่องสาธารณสุขบางทีก็ไม่ใช่เฉพาะ กระทรวงสาธารณสุขมันก็กระทรวงมหาดไทยไทย กระทรวงอื่นๆก็เกี่ยวข้องด้วย
>> ใช่ครับ
>> แล้วถ้าพรรคประชาชนมาบริหารมันก็จะไปต่าง กันตรงไหนล่ะก็จะงบประมาณก็ยังแบ่งกัน เป็นกระทรวงทบวงกรมต่างๆแก้จริงๆที่บอก ว่าระบบเนี่ยแก้ยังไงเริ่มต้นกไก่ขไข่เลย
>> คือถ้าเาเชิญผมมาแล้วทำงานแบบเดิมก็ไม่มา เหมือนกัน
>> ส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจเอ่อรับปากว่าถ้ามี โอกาสได้ทำงานเอ่อบริหารเนี่ยจะมาเป็น ส่วนหนึ่งของทีมบริหารของรัฐบาลประชาชนเ รัฐบาลพรรคประชาชนเนี่ย
>> เพราะเราเชื่อว่าพรรคประชาชนเนี่ยเป็น หนึ่งในพรรคการเมืองเอ่อที่น้อยมากที่ เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง นะครับเเสนอเรื่องนี้มานานใช่มั้ยครับ
>> อ
>> การทำงานด้านสุขภาพด้านคุณภาพชีวิตก็ไม่ ใช่เรื่องเฉพาะแต่ละกระทรวงแยกเป็นแท่งๆ ทำกันไปต้องมีการบูรณาการกัน
>> อย่างน้อยข้ามกระทรวงโดยมีคนกำกับดูแล ระดับนายกหรือรองนายกนะครับ
>> อ
>> ผมตัวอย่างตัวปัญหาเรื่องเอ่อค่าใช้จ่าย ของโรงพยาบาลภาครัฐที่เราได้ยินกันอยู่ เรื่องนี้เรื่องใหญ่มากว่าเงินจะหมดมั้จะ เจ๊งมั้ย
>> ใช่แล้วก็มีเรียกว่าดราม่าได้มั้ยครับของ
>> เอ่อสำนักงานหลักการสุขภาพแบ่งชาติสปสช. เนี่ยที่มีข้อถกเถียงกับบุคลากรที่ทำงาน หนักอยู่ใน
>> หน่วยเป็นการพรรครัฐโดยเฉพาะหน่วยบริการ ของกระทรวงสาธารสุขนะครับจริงๆรวมหน่วย การพรรครัฐอื่นที่ทำงานกับสพสช.ด้วยนะ ครับ
>> ครับ
>> เอาก็จริงแล้วเอ่อต่อให้จัดการเบ็ดเสร็จ เอ่อการปฏิรูปเ่อโครงสร้างของสปช.อะไร ต่างๆที่มีหลายคนเสนอเนี่ย
>> มันก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้
>> เพราะว่างบประมาณการจัดการที่ไปที่โรง พยาบาลที่ขาดทุนไม่ขาดทุนเนี่ยมันขึ้น อยู่กับเอ่อแหล่งเงินหลายอันนะครับ
>> อื
>> แหล่งเงินที่โรงพยาบาลเอามาช่วยจัดบริการ ให้ให้ประชาชนทุกคนเนี่ยมีทั้งจากสวช. ซึ่งเป็นเอ่อหน่วยงานในกำกับดูแลของ รัฐมนตรีสาธารณสุขนะครับ
>> ใช่
>> มีกรมบัญชีกลางที่ดูแลสวัสดิการข้าราชการ อยู่กระทรวงการคลังคลัง
>> อ่ามีเอ่อคนที่มีสิทธิ์ผู้ประกันตนของ สำนักงานประกันสังคมซึ่งอยู่กับกระทรวง แรงงาน
>> เออ
>> เอ่อ 3 รัฐมนตรีเไม่เคยคุยกัน
>> ว่าอยากจะใช้เงิน
>> ฉันไม่คุยเพราะว่าฉันงบประมาณชั้นใช่
>> ฉันก็ต้องอ่าดูแลงบประมาณชั้นของคุณของ คุณก็ว่าไปตามของคุณแม้กระทั่งคนของ ผมก็ไม่ให้คุยกับคนของคุณมากกันไปด้วยซ้ำไป
>> ก็นั่นสิครับเพราะงั้นมันก็เลยกลายเป็น กลับไปที่ที่คุณสุธิชัยถามเรื่องเราเลย ไม่คิดเป็นระบบเดียวกันเราคิดเป็นระบบแยก กันเป็นไซโลแล้วก็คิดว่าเราพอจะทำเท่าที่ มันพอทำได้แต่ถ้าดูตัวอย่างจากต่างประเทศ เนี่ย
>> ประเทศที่มีหลายกองทุนเนี่ยจริงๆไม่ได้ เอ่อหลายคนจะพูดถึงประเทศสาาจักรซึ่งมี กองทุนใหญ่กองทุนเดียว
>> จริงๆมีหลายประเทศที่ใช้หลายกองทุนเหมือน บ้านเรานะครับ
>> ครับ
>> เอ่อประเทศที่เป็นต้นแบบของเรื่องประกัน สังคมที่ดูแลเรื่องสุขภาพด้วยเช่นเยอรมนี หรือว่าญี่ปุ่นเนี่ยมีเป็นร้อยกองทุนครับ
>> อ๋อ
>> แต่ว่าภาครัฐเนี่ยเทำตัวเป็นผู้กำหนด นโยบายผมเรียนตอนต้น
>> ครับ
>> เ้าไม่ได้ต่างเอ่อปล่อยให้ต่างกองทุนต่าง จัดการตัวเองนะครับ
>> เมีการจัดการส่วนกลางที่เช่นจ่ายเงิน เนี่ยเอ่ออย่างกรณีเยอรมนีเนี่ยจ่ายเงิน เข้ากองทุนตรงกลาง
>> ครับ
>> แล้วกองทุนตรงกลางเนี่ยค่อยจัดสรรให้แต่ ละกองทุนย่อยตามความเสี่ยงด้านสุขภาพซึ่ง ขึ้นอยู่กับอายุ
>> ขึ้นอยู่กับความเจ็บป่วยของคนแต่ละกองทุน นั้นเพื่อให้แต่ละกองทุนเนี่ยมีความ เสี่ยงที่จะไม่ล้ม
>> เ่อไม่ไม่ไม่เดือดร้อนจากการที่มีคนที่ เจ็บป่วยใช้ค่าใช้จ่ายมากจนเกินไปนะครับอ
>> แปลว่าผู้กำหนดนโยบายภาครัฐเนี่ยต้องทำ หน้าที่นี้แต่ของเราเนี่ยไม่มีใครเลย เพราะรัฐมนตรี 3 คนที่เล่าให้ฟังตะกี้ใน อดีตไม่เคยมีกลไกในการทำงานร่วมกัน
>> ครม.ก็ไม่ได้ประสานตรงนี้
>> ถ้าจะมีความหวังจริงๆรัฐมนตรีการคลัง รัฐมนตรีคลังเนี่ยดูเรื่องการคลังสุขภาพ ภาคภาคใหญ่ของบริการสาธารณะต้องดูเรื่อง นี้ด้วย
>> แต่ความเป็นจริงคือมันไม่เกิด
>> ใช่ครับอ่าซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย
>> แล้วก็รัฐมนตรีจะเอามาจากคนละพรรค
>> อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ในอดีตที่พอเป็น อย่างงั้นปุ๊บก็ตัดโอกาสในการคุยกันนะ ครับงั้นถ้าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิง การปฏิรูประบบได้จริงๆเนี่ยอย่างน้อย รัฐมนตรีที่ดูแลหน้าที่แตกต่างกันเนี่ย ต้องเข้าใจบทบาทที่มันเอ่อทับซ้อนกัน เกี่ยวข้องกันจะช่วยกันทำงานได้นะครับมี เป้าหมายใหญ่ที่ร่วมกันมากกว่าจะสร้างผล งานระยะสั้นของแต่ละกระทรวงเท่านั้นนะ ครับอันนี้ยังไม่นับเรื่องกระทรวง สาธารสุขมองเป็นเรื่องจัดการสุขภาพให้กับ ประชาชนหลายๆคนมองเป็นภาระ
>> แต่จริงๆถ้าเรามองเป็นเอ่อเมกาทนของโลก เนี่ยเรื่องสุขภาพมันเป็นโอกาสใหญ่ทาง เศรษฐกิจของประเทศใช่มั้ยครับหลายคนก็พูด
>> ใช่ครับเราพูดถึง S Curve เนี่ยพูดมานาน แล้วนะครับ
>> แต่ถ้า S CVE มันเป็นเพียงแค่การจัด บริการให้ชาวต่างชาติมารักษาเนี่ยคนที่ ได้ประโยชน์มีส่วนน้อยมากนะครับ
>> แต่ถ้าขยายใหญ่ว่าบริการสุขภาพที่เราทำ ให้มันเป็นมาตรฐานของคนไทยเนี่ยครับ
>> เราใช้มาตรฐานที่ดีขึ้นลงทุนมากขึ้นนะ ครับ
>> เอ่อห่วงโซ่คุณค่า valucha ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ เนี่ยชัยเดินเข้าไปโรงพยาบาลไหนก็ได้ครับ ในประเทศไทยส่วนใหญ่อortทั้งนั้นนะครับ
>> ใช่
>> มีผลิตได้เองเนี่ยมันไม่กี่ตัวจริงๆ
>> ใช่แล้วเงินที่เราเอ่อลดไหลออกไปต่าง ประเทศเยอะมาก
>> ใช่เทคโนโลยีเก่าเก่าเนี่ยที่เราเอ่อแชั ได้ไม่ยากเนี่ยเราก็ยังทำได้น้อยนะครับ เครื่องไม้เครื่องมือแบบโบราณเนี่ยอือ
>> นี้ตอนนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์มันไปไกล ถึงขั้นใช้สิ่งที่บางคนเรียก deeptech deeptech
>> อ่าครับnาโนteคเอ่อbioteทคสารพัดอย่างนะ ครับรวมทั้ง AI ที่เข้าไปอยู่ในเรื่องของ เอ่อเครื่องมือในการทำ GE sequencing เทคโนสมัยใหม่พวกเนี้ยถ้าเราไม่ลงทุนของ มันเนี่ยแล้วทำให้ได้ประโยชน์กับคนไทย ก่อนเนี่ย
>> อ
>> เราก็ไม่รู้จะลงทุนแล้วไปขายใครในต่าง ประเทศใช่มั้ยครับอั้นทั้ง 2 เรื่องเนี่ย เรื่องเศรษฐกิจกับเรื่องเอ่อคุณภาพชีวิต เนี่ย
>> ก็ต้องการรัฐมนตรีที่คุยข้ามข้ามกระทรวง กันได้
>> อ
>> เข้าใจเอ่อเรียกว่าพันธกิจที่ใหญ่กว่าแค่ สร้างผลงานระยะสั้นของแต่ละกระทรวง
แล้วโครงสร้างพรรคประชาชนวางไว้ยังไงล่ะ ถ้าต้องมาบริหารสาธารณสุขข้างบนนี้คือใคร รองนายกดูแลกี่กระทรวงและกฎหมายต้อง เปลี่ยนต้องแก้ต้องยุบต้องรวมอะไรบ้าง
>> ใช่ครับเ่อจริงๆอันนี้ต้องถามผู้บริหาร พรรคเนาะแต่เท่าที่ผมเข้าใจเนี่ยเจะมีรอง นายกอย่างน้อย 4 ท่านที่ดูแลแต่ละ คัสเตอร์
>> อ
>> กระทรวงสาธารสุขเนี่ยโดยเอ่อเรียกว่าเอ่อ ภาคบังคับเนี่ยจะอยู่ในคนที่ดูแลคุณภาพ ชีวิตนะครับ
>> แต่แน่นอนก็จะมีบางเรื่องที่ต้องพูดถึง เรื่องการเอ่อปรับปรุงวิธีการจัดการภาค รัฐ
>> ซึ่งเข้าใจว่าจะมีเอ่อรองนายกอีกท่านนึง นะครับ
>> มีคนที่เอ่อดูเรื่องการลงทุนด้านเศรษฐกิจ ก็สาถุอาจจะมีส่วนสนับสนุนด้านนึงแล้วก็ ได้ประโยชน์จากการที่เปลี่ยนจากวิธีคิด ที่เป็นภาระของการคลังภาครัฐจะเป็นการลง ทุนเพื่อให้สร้างคนกลับไปทำงานอย่างมี คุณภาพใช้ชีวิตอย่างคุณภาพไม่เป็นภาระต่อ ครอบครัว
>> ไม่เป็นภาระต่อคนหน้างานที่ทำงานท่าม กลางความจำกัดของทรัพยากรในปัจจุบันนะครับ
>> แถมยังเป็นโอกาสในการสร้างเอ่อนวัตกรรม ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และการบริการให้กับ ระบบบริการสุขภาพทั้งภาครัฐและก็ภาคเอกชน ในประเทศไทยด้วย
คุณหมอเดินเข้าไปโรงพยาบาลต่างจังหวัด แห่งหนึ่ง
>> ครับ
>> คุณป้าคนหนึ่งบอกคุณหมอนี่นะฉันน่ะตื่น 4:00 น.มาเอาบัตรคิวนี่รอมา 3 ช่โมงกว่า แล้วหิวข้าวก็หิวหมอก็ไม่รู้จะได้เจอ เมื่อไหร่คิวนี้อีก 15 คิวแล้วถ้าเธอคุณ หมอรับปากว่าจะมาบริหารเนี่ย ชีวิตฉันจะดีขึ้นยังไงฉันไม่ต้องรอหรือรอ น้อยกว่านี้ได้ยังไงฉันไม่ต้องตื่น 4:00 น.ได้มั้ยหมอจะบอกเค้าว่ายังไง
>> เอ่อก็บอกคุณป้าว่าอยากจะให้ตื่นสัก 5:00 น. 6:00 หรือ 18:00 น.พอได้ ร่นแค่ 2 ชั่วโมงเหรอหมอ
>> อื
>> เอ่อจริงๆถ้าให้ดีคือไม่ต้องมารอเลยอ่ะ ครับอ่าแล้วก็อย่างที่เราคุยกันตอนต้น
>> ทำไมต่างประเทศมันไม่ต้องมารอถึง 4:00 น. 5:00 น.ใช่มั้ครับมันมีระบบการจัดการ แล้วก็การจัดการนโยบายซึ่งสร้างแรงจูงใจ ให้ทั้งผู้ให้บริการแล้วก็ประชาชนไปใช้ บริการได้ถูกที่ถูกเวลา
>> เอ่อเหมาะสมกับปัญหาสุขภาพตัวเองโดยไม่ ต้องมารอที่โรงพยาบาลแต่เพียงอย่างเดียว เป็นหลัก
ทำไมที่ผ่านมาเราต้องรอ
>> เอ่อตอบหรือคำตอบเดียวเนี่ยเอ่อจริงๆเป็น คำตอบที่คนในวงการแพทย์เนี่ยรู้กันหมดแต่ ยังทำไม่ได้นะครับคือ
>> ก็คือเราเพิ่งโรงพยาบาลมากไปกับการดูแล สุขภาพประชาชนส่วนใหญ่นะครับเอ่อระบบ บริการสุขภาพที่ไม่แน่นเหมือนบ้านเรา เนี่ย
>> ไปดูทุกที่ทั่วโลกเนี่ยมันต้องมีบริการ ที่เรียกว่า Primary Care หรือระบบการ สุขภาพปฐมภูมิ
>> ที่เข้มแข็งแล้วไม่ใช่ดูแลเรื่องพื้นฐาน หรือการส่งเสริมป้องกันเอ่อโรคทั่วไปเท่า นั้นแต่ดูเอ่อแลรักษาโรคทั่วไปด้วยเพราะ โรคเรื้อรังเนี่ยอยู่ที่เอ่อสามพยาบาลที่ ใกล้บ้านในกรณีสมัยใหม่เนี่ยอาจจะไม่ใกล้ บ้านก็ได้แต่ใกล้ใจมีเทคโนโลยีมาใช้เ่อ เชื่อมเชื่อมต่อคนไข้กับหมอหรือหมอกับหมอ นะครับเมื่อไหร่ที่ไปที่เนี้ยแล้วมีปัญหา ที่ดูแลได้ก็จะจบไม่ต้องมารอที่โรงพยาบาล
>> ครับ
>> เมื่อมีปัญหาที่ดูแลไม่จบมีสามารถส่งต่อ เป็นผู้ประสานงานเป็นเหมือนกับเิเกเตอร์ คือคนที่คอยนำทางให้ให้คนไข้ซึ่งไม่รู้ หรอกว่าโรคนี้ต้องไปหาใครเจอใครทุกวัน เนี้มันไม่ใช่ครับเอ่อกลายเป็นว่าประชาชน ต้องเอาตัวรอดในระบบด้วยตัวเองคนที่
>> เอ่ออันนี้ต้องขออนุญาตอ้างเอ่ออาจารย์ ผู้ใหญ่ครับอาจารย์อมารสยาเวลาซึ่งเพิ่ง เสียชีวิตไปอาจารย์เคย
>> เคยพูดเอาไว้ในที่ประชุมนึงที่ผมทำเอ่อผม มีโอกาสได้ได้ทำงานกับอาจารย์สั้นๆนะครับ จะบอกว่าเอาข้อจริงการสุขภาพบ้านเราเนี่ย มันก็ยังไม่เป็นธรรมครับ
>> แต่ว่าตัวที่เห็นได้ชัดสำหรับอาจารย์ เนี่ย
>> เพราะว่าคนรวยใช้เงิน
>> อื
>> ไม่อยากรอก็ไปโรงพยาบาลเอกชนซึ่งคิวน้อย กว่าครับ
>> อ
>> คนชั้นกลางใช้เส้นสาย
>> เส้น
>> โทรหาอาจารย์แพทย์อย่างผมเนี่ยรู้จักใคร ฝากฟังได้มั้ยเข้าคิว
>> เอ่อจะดูแลยังไงเอ่อหรือต้องหาหมอคนไหนอ
>> ออือฮึ
>> คนจนเ้าไม่มี 2 อย่างแรกเค้าเลยใช้เวลา เลยต้องตื่น 4:00 น. ว่าที่พูดเนี่ยส่วนใหญ่เป็นคนจนที่ต้องรอ
>> ใช่ใช่
>> และถ้าหากคนส่วนใหญ่ต้องรอก็แปลว่าปัญหา นี้ยังอยู่กับเราอย่างยาวนานพรรคประชาชน เข้ามาปั๊บ 100 วันแรกลดเวลารอหมอได้นี่ ตอบโจทย์เลยนะ
>> ถ้าถ้ามีแพนแล้วก็ทำได้ทันที
>> ใช่ครับเอ่อไม่แน่ใจว่า 100 วันทำทัน เปล่าครับปัญหามันเรื้อรังมากว่า 30 ปี
>> อาย 200 วัน
>> แต่ว่าเราต้องเริ่มตั้งแต่ 100 วันแรก อย่างที่คุณสุิชัยว่าครับ
>> อ
>> เอ่อ Primary Care เนี่ยไม่ได้เข้มแข็ง ขึ้นมาเฉยๆด้วยตัวมันเองจะใส่คนใส่เงิน ใส่ของอ่าแต่ว่าเป็นความเข้าใจร่วมกันของ การทำงานร่วมกันของคลินิกกับคลินิกคือแม เอ่อศาลอเมริกาปฐมภูมิเนี่ยนะครับ
>> ครับ
>> คือบ้านเราเนี่ยถ้าเป็นกระทรวงสาธารสุข เราจะเรียกเอ่อโรงพยาบาลสุขภาพตำบล
>> แต่จริงๆในในสากลเนี่ยก็คือคลินิกทั้ง หลายนี่แหละ
>> ถูกต้องที่ใกล้บ้านที่สุด
>> ใช่บางทีก็เป็นโพลิคลินคือมีหมอหลาย ประเภททำงานด้วยกันอยู่ในคลินิกเดียว เพื่อช่วยกันทำงานเป็นทีมอือฮึ
>> ถ้าตรงนี้ทำได้ดีเนี่ยมันต้องมีเรื่องของ ระบบข้อมูลสาสนเทศที่ทำให้เชื่อใจได้ว่า ถ้าอยู่ที่นี่เนี่ยมีปัญหาอะไรโรงพยาบาล ใหญ่ดูแลให้ต่อได้ไม่ต้องเป็นภาระเอ่อตอน นี้ถ้าถ้าเกิดดูแลไม่ได้ก็จะมีเรื่องของ ต้องไปส่งต่อต้องไปขอใบส่งตัว
>> เอ่อต้องทำตรวจซ้ำโน่นนั่นนี่อือๆ
>> เอ่อภาพใหญ่ก็คือมันเป็นภาระของคุณป้าของ คุณศรีชัยเนี่ย
>> ที่ต้องตื่น 4:00 น.แล้วก็ต้องดูแลจัดการ ญาตพี่น้องต้องมาหาถ้าเกิดคลินิกนี้เอา ไม่อยู่ต้องไปส่งต่อต้องไปหาไปส่งตัวใหม่ ตลอดนะวัดความดันใหม่วัดน้ำตาลใหม่ต่างๆ ทั้งๆที่ประวัติมันควรจะมีอยู่
>> รวมไปถึงใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่าเพราะว่า ถ้าตรวจไปแล้วก็ไม่ควรจะต้องตรวจซ้ำ
>> ใช่มั้ยครับเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรไม่ จำเป็นเราบ่นว่าเงินไม่พอแต่เรื่องที่เรา จัดการได้เนี่ยเราก็ยังไม่จัดการอ
>> ครับ
>> เอ่อแรงจูงใจที่ทำให้โรงพยาบเล็กกับโรง ใหญ่ทำงานด้วยกันเพราะเป็นคนไข้คนเดียว กัน
>> ใช่
>> ก็ยังไม่มีทุกทุกวันนี้ระบบการจ่ายตังค์ เราเนี่ยก็ทันสมัยมากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว นะครับจ่ายเป็นแต่ละเอ่อการรับไว้รักษาใน โรงพยาบแต่ละครั้งที่เราเรียก admission เนี่ยครับ
>> ใช่
>> ถ้าผมรักษาเอ่อแmิไป 3 ครั้งก็ได้เงิน 3 รอบ
>> อือฮึ
>> เอ่อกับคนที่ดูแลเบ็ดสิทธิ์อยู่ที่คลินิก
>> โดยที่ไม่ต้องเอ่อแอดมิหรือแอดมิไม่ จำเป็นเนี่ยอาจจะได้เงินน้อยกว่าเนาะทั้ง ๆที่คุณภาพผลลัพธ์ของการรักษาเนี่ยเอ่อ ควรจะเป็นจุดใหญ่ที่ที่เราทุ่มเททรัพยากร ไปแต่ว่ากระบวนการเนี่ยเราขึ้นอยู่กับเ่อ ความเป็นมืออาชีพของหมอพยาบาลที่ดูแล รักษาเท่าที่จำเป็นใช่มั้ครับ
>> แต่ใจมันไม่เอื้อเพราะต่างคนต่างทำงาน แยกกัน
>> อือฮึ
>> โรงพยาบาลขาดทุนกับคลินิกหรือรบสต.ขาดทุน หรือเอกชนขาดทุนเนี่ยอือฮึ
>> ก็ไม่เคยมาแชร์เอ่อเรื่องราวพวกนี้ด้วย กันทั้งๆที่ดูแลคนไข้คนเดียวกัน
>> เอ่อเรื่องพวกเนี้ยต้องเกิดการเชื่อมโยง ครับผมไม่แน่ใจว่า 100 วันแรกทำทันหรือ เปล่า
>> แต่ยังต้องชัดเจน
>> แต่ว่าเราต้องเห็นทิศทางใหม่ว่าคุณป้าที่ ไปรอตั้งแต่ 4:00 น่ะไม่ใช่สิ่งที่พึง ประสงค์เลยของทั้งโรงพยาบเล็กโรงพยาบาล ใหญ่
>> ครับ
>> ใช่มั้ยครับ
>> ใช่
>> แล้วคนที่เป็นผู้กำหนดนโยบายเนี่ยไม่ใช่ หน้าที่ของการแค่สั่งให้เพิ่มโครงการ เพิ่มเป็นเพิ่มเอ่อสิสิทธิโน่นนั่นนี่โดย ไม่สนับสนุนทรัพยากรลงไปทำให้คุณป้าไม่ ต้องตื่นต 4 อีกต่อไปอ
>> อือแต่เคสเดียวกันแหละคุณป้าเนี่ยถ้าพรรค ประชาชนเข้ามาบริหารตามแนวทางนโยบาย สาธารสุขเพื่อประชาชนจริง ไม่สบาย
>> ครับ
>> ไปคลินิกใกล้บ้านที่สุด
>> ครับ
>> ทุกวันนี้ทำได้หรือยังสมมุติแล้วอย่าลืม ลูกหลานเป็นคนพาไปด้วยนะบางทีอย่างลูก หลานก็ต้องลางานนะ
>> ใช่
>> ฉะนั้นมันจะเสียเวลาทั้งเจ้าตัวทั้งลูก หลานทั้งครอบครัวเนี่ยระบบที่ว่าเนี่ยมัน จะเป็นยังไง
>> โบมันซับซ้อนนิดนึงครับผมผมเอากรณีที่คุณ สุชัยพูดตะกี้นิดนึงนะครับ
>> อือ
>> ทุกวันนี้ระบบมันพออยู่ได้
>> พออยู่ได้เท่านั้นเอง
>> ใช่มันไม่ได้เอ่อล้มคลืนลงไปทันทีแค่ เดียวกันก็มีปัญหาอุปสรรคในการทำงานเพราะ ว่า
>> อือ
>> สิ่งที่คุณสุชัยเพิ่งพูดเนี่ยภาระของลูก หลานต้องลางานไปดูแลโน่นนั่นนี่ใช่มั้ย ครับอ
>> เอ่อคุณป้าต้องตื่นมาเสียเวลาทำทำมาหากิน โน่นนั่นนี่อือฮึ
>> อันนี้ยังไม่นับฝ่ายหมอเนาะที่ที่รับภาระ การทำงานที่หนักเ่อมากกว่ามาตรฐานสากลใน ในหลายๆด้าน
>> เอ่อจริงๆคนที่ทำงานหนักเกินมาสากลมาก ที่สุดเนี่ยไม่ใช่ไม่ใช่แพทย์นะฮะจะเป็น พยาบาล
>> อัตราการดูแลต่อคนเนี่ยผมคิดว่ามันเกิน มาตรฐานไปเยอะซึ่งทำให้เทำงานหนักและมี ความเสี่ยง
>> แล้วเป็นหน้าด่านที่ต้องดูแลความขัดแย้ง กับประชาชนที่เหนื่อย
>> รอนานแล้วก็มีปัญหาการสื่อสารนู่นนี่ สารพัด
>> ทั้งหมดเนี่ยไม่เคยถูกคำนวณอยู่ในต้นทุน ที่แท้จริงของการจัดการให้กับประชาที่ จ่ายกลับไปที่ทั้งคลินิกแล้วก็ที่โรง พยาบาลใช่มั้ครับไม่ว่าจะดูแลแยกกันหรือ ร่วมกัน
>> อือฮึ
>> อันนี้เป็นข้อเสนอนึงที่เราศึกษางานวิจัย ทั้งในและต่างประเทศคิดว่าทิศทางคือต้อง ปรับมาจ่ายเงินให้พอกับการจัดบริการที่ เน้นคุณค่าใครที่ทำงานและได้ผลลัพธ์ดี เนี่ยต้องได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมไม่ใช่ ปล่อยให้ประชาชนต้องมาจัดการตัวเองหรือ บุคลากรทางการแพทย์เนี่ยต้องเสียสละทุ่ม เทเอ่อสุขภาพส่วนตัวเอ่อทำงานหนักแล้วก็ คิดว่ามันพออยู่ได้
>> อือฮึ
>> ถ้าทำได้เนี่ยมันจะเริ่มลดการบริการบาง อย่างที่ไม่จำเป็นอย่างที่คุณชัยพูดถึง ว่าตรวจซ้ำเอ่อหลายครั้งส่งต่อไปส่งต่อมา แต่หารือทำให้เกิดกระบวนการประสานงานทำ งานร่วมกัน
>> ตามเอ่อห่วงโซ่คุณค่าของการดูแลคนไข้ที่
>> บางคนก็ยืมภาษาของธุรกิจที่ธุรกิจพูดถึง customer journeนี่นะครับเราก็เรียกว่า Journey เส้นทางการดูแลของผู้ป่วยเนี่ย
>> เกี่ยวข้องกับใครบ้างไปกี่โรงพยาบาลทุกคน ต้องมาคุยร่วมกันแล้วผลลัพธ์คือคืออะไร
>> อ
>> เมื่อไหร่ที่ผลลัพธ์ดีเนี่ยทุกคนต้องรับ เอ่อผิดรับชอบคือได้รางวัลร่วมกันนะครับ แล้วถ้าถ้ายังไม่ดีพอก็ต้องหาทำงานร่วมกัน
>> ถ้าปรับได้เนี่ยมันจะไม่เกิดภาระของใคร บางคนที่ต้องจัดการตัวเองเช่นคุณป้าตื่น 4:00 น.
>> หรือคุณหมอต้องเอ่อ
>> อืพยาบาลก็ต้องตื่นตี 3:00 น.เพื่อจะมา รับคนไข้ 4:00 น.แต่ว่าไอ้เจอี่เนี่ยมัน ต้องเริ่มตั้งแต่คนไข้เองถ้าสมมุติว่าเรา แก้ที่ตรงปลายทางได้ผมเชื่อว่ากลางทาง แล้วก็ต้นน้ำเนี่ยมันก็จะแก้ได้ตัวมันเอง ภาระของพยาบาลจะน้อยลงถ้าคุณป้าไม่สบาย ตื่นกันมาแทนที่จะต้องไปหาหมอเนี่ยมีวิธี การ primary care ยังไงเข้าไปในมือถือ สามารถจะตรวจยังไงติดต่อกับพยาบาลผ่านมือ ถือต่างๆนานาได้มั้ยมันเป็นไปได้หรือยัง เทคโนโลยีทั้งหลายแหล่
>> ทุกวันนี้วิทีเป็นไปได้แล้วครับ
>> แต่ไม่น้อยคนที่จะทำเพราะยังจำเป็นต้องไป หาหมอใช่มั้ยยังต้องรู้สึกจะมั่นใจกว่า ถ้าไปที่โรงพยาบาลเองหรือเปล่า
>> คือเทคโนโลยีมันก็ไม่ได้แทนหมอได้ 100 100% ใช่มั้ครับถ้าถ้าเลือกได้เนี่ยเอ่อ อย่างกรณีกรณีตอนนี้เราชอบพูดถึง
>> generative AI ที่จะมาแทนการตัดสินใจ การวิเคราะหอะไรหลายๆอย่าง
>> ก็ต้องทำเ่อแล้วเอามาใช้ในวงการแพทย์มี ที่ให้ใช้เยอะแยะมีเป็นโอกาสสร้างวัตกรรม นะครับแต่ถ้าผมเลือกอย่างเดียวเนี่ย
>> ครับ
>> คือทำ AI ตัวนึงที่เอ่อเอ่อง่ายต่อการ เข้าเข้าถึงของประชาชน
>> ครับ
>> เพื่อตอบคำถามว่าเวลามีปัญหาสุขภาพแต่ละ ครั้งเนี่ยดูแลตัวเองได้มยหรือต้องไปหา หมอ
>> อื
>> คุณใจเชื่อมั้ยครับถ้าทำได้เนี่ยตามหลัก ฐานวิชาการเนี่ย
>> อือฮึ
>> เอ่อกรณีประมาณ 70-80% จะดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องไปรอ 4:00 น. 70- 80% เลยเนาะ
>> ใช่มันมีหลายอย่างที่เอ่อภาษาภาษาทั่วไป เราเรียก Self Care ได้
>> ใช่
>> แต่เขาทางบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้
>> อื
>> คนที่รู้ก็ต้องสอบถามเพื่อนพี่น้องเอ่อ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่เป็นหมอ
>> เป็นคนในวงการแพทย์วงการสุขภาพใช่มั้ครับ
>> อออือฮึ
>> ซึ่งมันเป็นสิทธิพิเศษซึ่งไม่ควรจะเป็น อย่างงั้นควรจะเป็นเรื่องธรรมดาของทุกคน ที่เข้าถึงอะไรบางอย่างได้ใช่มั้ครับสมัย ก่อนเราคาดหวังว่าคลินิกเอ่อปฐมภูมิหรือ ตอนหลังเปลี่ยนชื่อว่าเป็นรพสต.เนี่ยทุก คนเข้าถึงได้แล้วก็จะเป็นคนไปบอกว่า เรื่องเนี้ยไม่จำเป็นต้องไปหาหมอโรงพยาบ ใหญ่หรอกนะ
>> ครับ
>> แต่ตอนนี้ไม่ใช่
>> ไม่ใช่คือ
>> ก็คือทุกคนก็พาไปที่โรงพยาบาลใหญ่แล้วก็ ไปแน่นกันตั้งแต่ 4:00 น.อย่างที่ใช้ว่า
>> ทำไมถึงผ่านรปพสต.
>> มีหลายอย่างอ่ะครับเ่ออันที่ 1 คือเราไม่ ได้พัฒนาเสยภาพรส.ให้เป็นผู้ให้บริการ หลัก
>> อื
>> ที่ดูแลสุขภาพคนส่วนใหญ่เราเป็นคนที่ดูแล ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นเรื่องดูแลพื้นฐานอ
>> รับส่งต่อไปโรงพยาบาลใหญ่
>> อือ
>> นะครับ
>> บางกรณีก็อาจจะเกิดจากความเข้าใจผิดเอ่อ จากเอ่อแรงจูงใจในภาคเอกชนด้วยเนาะภาค เอกชนเนี่ยคลินิกเขาเป็นตัวส่งคนไข้ไปโรง พยาบาลใหญ่เพราะเขาทำ
>> ทำเอ่อเรียกว่าหาเงินได้มากกว่าในในการ จัดบริการที่โรงพยาบาลใหญ่นะครับซึ่งไม่ ถูกต้องเพราะว่า
>> เราอยากให้เห็นเอ่อการบริการสุขภาพที่ ทั้งเป็นธรรมแล้วก็ยั่งยืนถ้าจะมันจะยั่ง ยืนมันต้องไม่ใช้เงินโดยมากโดยไม่จำเป็น
>> ใช่มั้ยครับ
>> ทีนี้เมื่อเมื่อมันถูกคิดแบบเนี้ยมาหลาย สิบปีคนส่วนใหญ่ถ้า
>> อ
>> มีเส้นมีสายมีเงินเขาก็จะข้ามไปโรงพยาบาล ใหญ่เสมออ
>> ออือฮึ
>> คนที่ไม่มีเส้นสายมีเงินอย่างที่อาจารย์ อมาว่าบอกว่างั้นผมมีเวลาผมก็จะไปรอที่ โรงพยาใหญ่เช่นเดียวกันนะครับ
>> ซึ่งตีค่าเป็นค่าใช้จ่ายนี่สูงมากณเวลา เนี่ย
>> ใช่ครับอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของความ เชื่อใจนะครับถ้าเราทำให้ประชาชนเชื่อไม่ ได้ว่าคลินิกปฐมภูมิเนี่ย
>> คือที่ดีที่สุดที่ดูแลปัญหาสุขภาพส่วน ใหญ่อ
>> โรงพยาบาลไว้มีไว้ดูแลปัญหาบางอย่างที่ ยุ่งยากซับซ้อนเท่านั้น
>> ครับ
>> มันก็ต้องไปแน่นที่โรงพยาครับซึ่งต่าง กับประเทศอื่นซึ่ง
>> คิวมันอยู่ที่เอ่อคลินิกซึ่งมีมากกว่าจัด ได้ใกล้ใกล้เอ่อเข้าถึงได้มากกว่าอ
>> แล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่องความหนาแน่นหนา แน่นเท่านั้นนะครับ
>> ฉะนั้นจะมาแก้เนี่ยจะแก้ที่ 30 บาทรักษา ทุกโรคตรงไหนเพราะ 30 บาทนั้นไม่ได้ตอบ โจทย์นี้ถ้ามันตอบโจทย์นี้มันเราก็จะไม่ ต้องมาพูดถึงปัญหานี้
>> คือ 30 บาทรักษาทั่วโลกเนี่ยหรือโครงการ เอ่อตอนนี้เป็นนโยบายรับประกันสวัทุหน้า เนี่ยเป็นระบบใหม่ไปแล้วนะครับทำมา 20 กว่าปี
>> อ
>> ตอนตั้งต้นเนี่ยเขาคิดถึงเรื่องนี้เป็น หลัก
>> คนที่ทำเรื่องเนี้ยเพราะงั้นในช่วงช่วง นั้นผมทำงานเป็นผู้อำนวยการโรงพยาชุมชน อยู่ที่ต่างจังหวัดพอดี
>> อื
>> เอ่อเน้นมากเลยว่าต้องจัดบริการที่ระบับ ระดับตำบลอยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอก็ยังไม่ พอ
>> อือื
>> เพราะว่าเพราะว่ามันมีหลักฐานวิชาการทั่ว โลกว่าระบบที่จะอยู่ได้ด้วยการใช้เงินงบ ประมาณไปปิดจำกัดเนี่ยมันต้องทำงานให้มี ประสิทธิภาพอยู่ที่ปฐมภูมิอยู่ที่ Primary Care นะครับ
>> อออือฮึ
>> เอ่อก็มีความขาดแคลนแพทย์ขาดแคนพยาบาลตอน หลังก็ปรับเยอะตอนนี้เรามีเริ่มมีพยาบาล ที่ระบบสต.นะครับ
>> หมอก็ลงไปมากพอสมควรมีการผลิตแพทย์ผู้ เชี่ยวชาญสาขาใหม่ที่ใหม่สมัยนั้นเนาะที่ เรียกว่าวิทยาศาสตร์ครอบครัวนะครับพยายาม ทำงานเรื่องนี้
>> แต่มันก็ยังติดปัญหาเรื่องความเชื่อใจ ทรัพยากรทรัพยากรทำงานไม่เพียงพออย่าง ที่เราคุยกันตอนต้นนะครับ
>> อือ
>> ต้องลงทุนตรงนี้ให้มากขึ้นเอ่อแล้วก็ต้อง เปลี่ยนกระแสเอ่อแนวคิดกระแสหลักของทั้ง หมอและแล้วก็ประชาชนว่าเรื่องหลายอย่าง เราดูแลนอกโรงพยาบาลได้ดีกว่านะครับ
>> คุณสุวิชัยนึกถึงถ้าถ้าผมเป็นเบาหวานคุณ เป็นหมอเนี่ย
>> อือ
>> ผมดูแลตัวเองอยู่ประมาณ 2 เดือนกับ 29 วันนะแล้วไปหาหมอวันเดียวทุก 3 เดือนนะ อ่าฮะ
>> คุณชัยเป็นหมอทำอะไรได้บ้างครับ
>> ผมจัดการเรื่องการกินบางทีต้องฉีดยาปรับ ยาด้วยตัวเอง
>> อออือฮึ
>> เอ่อสมัยเนี้ยมันคือการทำให้คนไข้ดูแลตัว เองได้โดยมีหมอเป็นผู้สนับสนุน
>> ถูกต้อง
>> มีผู้เชี่ยวชาญสหาวิชาชีพผู้สนับสนุนไม่ ใช่ขึ้นอยู่กับหมอจะสั่งอะไรเวลาที่มาเจอ กัน
>> 5 นาที 10 นาทีตอนที่รอคิวกันมาทั้งวัน ใช่มั้ครับ
>> อย่าว่าแต่คนไข้บดเลยครับ
>> ลูกศิษย์ผมก็บ่นว่าอาจารย์สอนผมไป 6 ปี เนี่ยผมดูแลคนไข้ทีละ 2 นาทีไม่เห็นคุ้ม เลย
>> ใช่ใช่ๆซึ่งตรงเนี้ยจะแก้ยังไง
>> อ่า
>> เมื่อกี้บอกหมอก็ต้องเข้าใจแสดงว่าหมอเอง ก็ยังไม่เข้าใจเท่าที่ควร
>> อ๋อเข้าใจครับแต่ข้อจำกัดการทำงาน ปัจจุบันไม่เอื้อต่อการทำงานตามหลักวิชา ที่ควรจะเป็นนะครับ
>> อือฮึอือฮึ
>> ตรงเนี้ยเ่อผมถึงบอกว่าการจัดการที่ดีที่ สุดแก้ปัญหาเรื่องเนี้ยไม่ใช่การแก้ปัญหา เฉพาะหน้ามันต้องวางทางนโยบายใหม่แรง จูงใจใหม่ให้คนไปอยู่ถูกที่ถูกทาง
>> อื
>> โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้เกิดระบบการ สุขภาพของประเทศไทยทั้งภาคใเอกชนนะครับ
>> อือฮึ
>> ที่เป็นธรรมต่อทุกคน
>> ครับ
>> แล้วก็ยั่งยืนด้วย
เป็นธรรมกับยั่งยืนในแง่ที่จับต้องได้มัน เป็นยังไงเป็นธรรม
>> เป็นธรรมตอนนี้ไม่เป็นธรรมแน่ๆครับเพราะ ขึ้นอยู่กับใครมีอำนาจการต่อรองในการเข้า ถึงหมอด้วยเงิน
>> ใช่
>> ด้วยเส้นสายด้วยเวลาที่เราคุยกันใช่มั้ ครับ
>> ขึ้นอยู่บ้านอยู่ที่ไหนด้วย
>> ใช่ที่ไหนโรงพยาบาลใหญ่โรงพยาบาลเอ่อดีก็ ดีไปที่ไหนไม่มีก็แล้วไปมีความไม่เท่า เทียมทั้งๆที่
>> การคมนาคมปัจจุบันเนี่ยมันควรจะส่งต่อ เป็นเครือข่ายกันได้ใช่มั้ยครับ
>> อออือฮึฉะนั้น
>> ยังไม่เป็นธรรมต่อต่อผู้ให้บริการสุขภาพ ด้วยที่เขาต้องเอ่อรับภาระส่วนหนึ่งซึ่ง ไม่ได้เกิดการลงทุนภาครัฐแต่เขาต้องเอา เอ่อเรียกว่าเอาเวลาส่วนตัว
>> เอ่อทำอ
>> ไม่รู้คุณชัยทราบมั้ฮะว่าการทำงานนอกเวลา เนี่ยตามมาตรฐานปกติของเอ่อ International Labor Organization เนี่ยองค์การระดับ นานาชาติเนี่ย
>> เอ่อมันควรจะเป็น
>> ข้อจำกัดแล้วเอ่อคนที่บริหารแรงงานได้ดี เนี่ยคือมี OT น้อย
>> ใช่ยิ่งน้อยยิ่งถือว่ามีประสิทธิภาพ
>> ใช่ถ้าจำเป็นจริงๆเนี่ย OT มันต้องมาก กว่าแรงงานปกติเขาถึงจะมาทำ OT ให้ใช่มั้
>> ใช่
>> แต่ค่าแรงหมอพยาบาลที่อยู่ระบบสุกสุภาพ นี่มันน้อยมากที่เป็น OT อ
>> เออ
>> คือประมาณว่าทำงานเพิ่มเนี่ยได้เงินน้อย แต่ว่ามีความเสี่ยงเท่าทั้งหรือมากกว่าผม ดูแลคนไข้ตอนเที่ยงคืนเนี่ยอ
>> เสี่ยงทั้งตัวเองเสี่ยงทั้งคนไข้มากกว่า
>> แต่ว่ารัฐลงทุนน้อยกว่าเยอะนะครับ
>> อืไม่ได้จ่าย 2 เท่า 3 เท่าอย่างที่ปกติเ จ่ายกัน
>> ใช่ใช่แล้วไม่ได้จ่ายเงินมาด้วยนะครับ จ่ายมาจากเงินบำรุงบาลที่ต้องเก็บสะสม ด้วยเอ่อ
>> การจัดการรับเงินกองทุนมาหลายกองทุนบาง กองทุนได้กำไรบางทุนขาดทุนเอามาเกลี่ยกัน เพื่อจ่ายค่าแรงหมอทำงานนอกเวลา
>> อันนี้ถึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เขารู้สึก ว่าหมายถึงหมอพยาบาลเรู้สึกว่ามันไม่เป็น ทำถ้าต้องจ่ายรับบริการเอ่อให้บริการ ประชาชนที่มากขึ้นตามนโยบายภาครัฐอ
>> โดยไม่มีทรัพยากรสนับสนุนที่เป็นจริงแล้ว เมื่อไหร่ที่กระแสเงินสดของโรงพยาบาลภาค รัฐมันลดลงเนี่ยอ
>> มันถึงเดือดร้อนทั้งหมอและประชาชนจริงๆอ
>> ฉะนั้นตรงนั้นเป็นธรรม
>> ครับ
>> แล้วก็ยั่งยืน
ยั่งยืนคือเราไม่สามารถคิดระยะสั้นได้ว่า แค่นี้พอแล้วช่วยๆกันไปอ่ะครับ
>> อือฮึ
>> อย่างที่ผมเรียนเอ่อกองทุนสุขภาพเนี่ยมัน ต้องคิดใหม่ว่าไม่ใช่จ่ายเงินสำหรับการ นอนโรงพยาบาลครั้งนี้พอนะ
>> ครับ
>> แต่ว่าคนไข้ยังไม่หายคนไข้ยังสุขภาพไม่ดี ต้องมานอนโรงพยาบาลครั้งใหม่อ
>> ออือฮึ
>> ถ้ามาครั้งที่ 2 ก็จ่ายอีกครั้งนึง
>> ครับ
>> แต่เมื่อไหร่ที่เรามัดรวมกันที่เราเรียก ว่าการดูแลเอ่อแบบเน้นคุณค่าเมื่อไหร่ที่ คนไข้หายเนี่ยโรงพยาบาลจะได้รับผลตอบแทน
>> ไปเกลี่ยกันทั้งทุกคนที่ดูแลมาตลอดเ่อ เส้นทางการเดินทางรวมทั้งคลินิกต้นทางที่ วินิจฉัยโรคแต่เนิ่นๆ
>> ส่งต่อมาตอนเนิ่นๆนะครับ
>> อือฮึ
>> มีตัวอย่างอันนึงก็คืออุิการโรคมะเร็งของ บ้านเราเนี่ย
>> อือฮึรักษาได้ไม่ดีเท่าหลายประเทศนะครับ ไม่ใช่หมอไทยไม่เก่งนะครับอ
>> แต่ว่าส่วนใหญ่มาในระยะท้ายงั้นโดย ธรรมชาติของโลกมันก็ต้องแย่กว่าเราเอ่อ ตรวจพบเจอตอนระยะแรกๆใช่มั้ยครับ
>> ถามว่าทำไมมันก็ไม่ใช่ความสามารถของคน รักษามะเร็งตรงหน้าอย่างเดียวเนาะมันตั้ง แต่เริ่มการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคการ ตรวจสุขภาพประจำปีทำไงให้ตรวจมะเร็งที่ ตรวจได้นะครับมะเร็งบางประเภทก็ตรวจไม่ ได้จริงๆมันยากก็ก็ว่ากันไปแต่ว่าแต่
>> ส่วนใหญ่นี่จะเกิดได้ตั้งแต่ขั้นแรกๆ
>> มะเร็งเต้านมมะเร็งป่ามดลูกมะเร็งตม ลูกมา
>> ซึ่งมันก็จะไม่มาอยู่ที่ไอ้ขั้น 3 ขั้น 4 ซึ่งต้องแพงด้วยใช้
>> ใช่
>> ค่าใช้จ่ายสูงใช้เวลาเจ็บปวดทุกข์ทรมาน มากขึ้นด้วย
>> ใช่ครับงั้นอันเนี้ยมันถึงเป็นสาเหตุที่ ต้องทำงานร่วมกันตลอดเส้นทางกับทางผู้ ป่วย
>> แล้วต้องให้รางวัลทุกคนที่ช่วยกันทำงาน ให้ตรวจคนไข้เจอตั้งแต่แรกๆรักษาหายในต้น ไม่ใช่ไปทุ่มเทจ่ายเงินเทคโนโลยีที่แพงๆ แต่เพียงอย่างเดียวแล้วคิดว่ามันเป็นการ อัปเกรดระบบสุขภาพซึ่งอาจจะไม่จริงสำหรับ คนส่วนใหญ่ไม่ยั่งยืนเพราะว่าไม่ช่วยทำ ให้เกิดเอ่อต้นน้ำที่ลดลงปลายน้ำยังไงก็ จะเยอะขึ้นอยู่ดีใช่มั้ยครับอันนี้จริงๆ ประยุกต์ใช้ได้หลายโรคโรคเรื้อรังทั้ง หลายที่ป้องกันได้เนี่ยก็จะเข้าข่ายนี้ คือต้องลงทุนให้มากขึ้นในการทำให้คน สุขภาพดีที่หลายคนเรียกว่าไม่ใช่มีเฉพาะ spปanคืออายุที่ยืนยาวเนาะแต่มี Health Span ที่ยาวด้วย
>> เอ่อค่าใช้จ่ายที่ทำให้มันไม่ยั่งยืน เนี่ยเอ่อจากการศึกษาวิจัยทั่วโลกรวมทั้ง เมืองไทยด้วยเนี่ยเอาที่จริงหนักที่สุด เนี่ยมันอยู่ประมาณ
>> เอ่อ ค่าใช้จ่ายประมาณ 80% ของโลกสุขภาพบ้าน เราเนี่ยครับมันอยู่ที่ 20% ท้ายของชีวิต ของคนส่วนใหญ่แปลว่าตอนที่เราเจ็บป่วย หนักเนี่ยเราทำงานกับคนไข้ป่วยหนักแล้วก็ หลายครั้งที่ไม่คุ้มค่านะครับอ
>> คือแทนที่ไปทำให้เขาเอ่อมีสุขภาพดีเนี่ย ต้นเนี่ยเรามาลงทุนทำได้เจ็บหนักแล้วก็ ค่อนข้างเยอะนะครับ
>> อนี่ก็สูตร 80 20 เหมือนกัน
>> คล้ายๆกันเป็นข้อเท็จจริงของชีวิตในหลายๆ เรื่องใช่มั้ยครับ
>> ก็เป็นสาเหตุที่หลายคนเริ่มคิดว่าไอ้ห่วง โซ่คุณค่ามันต้องยาวไปถึงการดูแลที่ไม่ ใช่รักษาโรคอย่างเดียวนะ
>> ครับ
>> การดูแลที่เพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนไข้บาง กลุ่มนะครับ
>> เช่นการดูแลระยะยาวสำหรับคนที่มีภาวะพึ่ง พิงคือเขาไม่ดีขึ้นแล้วแหละ
>> อือ
>> อ่าแต่ว่าเป็นคนแก่บ้างเป็นคนพิการบ้าง เนี่ยต้องมีคนดูแลเนี่ย
>> ก็ทำให้เขาอยู่ได้โดยไม่ต้องเจ็บป่วยโดย ไม่จำเป็นก็จะลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มคุณค่า ชีวิตไปในตัวตัวเองก็ทั้งเป็นธรรมแล้วก็ ยั่งยืนในในเวลาเดียวกัน
แล้วความที่เราเป็นสังคมสูงวัย
>> ใช่
>> เต็มสมบูรณ์แบบในช่วงนี้แล้วเนี่ย แผนสาธสุขต้องปรับยังไง
>> เรื่องนี้ก็จะสำคัญเรื่อยๆครับจริงๆสังคม สูงไว้เนี่ยมากกว่าเรื่องสุขภาพนะครับมัน เป็นเรื่องเศรษฐกิจทำยังไงให้มีเศรษฐกิจ เอื้อต่อคนสูงอายุทำไงจะอยู่ร่วมกัน ระหว่างคน
>> ยังไม่สูงอายุ
>> อ่าแต่ทำงานร่วมกับเอ่อคนสูงอายุหรือว่า กลไกในการที่จะมีเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการ เอ่อเอ่อเติบโตของการเอ่อเก็บพระงภาษี เพราะว่ามีคนหนุ่มสาวน้อยลงมีคนแก่ขึ้น ใช่ม
>> แต่ในภาคสุขภาพเนี่ยผมคิดว่าต้องเป็นการ ลงทุน
>> เป็นโอกาสใหญ่ของประเทศนะครับ
>> ตะกี้พูดถึงเอ่อคนเป็นมะเร็งเนี่ยเอ่อ
>> เอ่อจะมี 2 ประเด็นนะครับเป็นมะเร็งเนี่ย ถ้าเราลงทุนรักษาแบบใหม่เอ่อก็จะเป็น โอกาสในการทำงานใช่มั้ยครับ
>> ถ้าทำไม่ได้เราก็ต้องลงทุนในการเอ่อจัด การรักษาแบบประคับประคอง
>> ให้รู้สึกว่ามาเมืองไทยเนี่ยคือ
>> อยู่ดี
>> ครับ
>> และตายดีด้วยครับ
>> นะครับไม่ใช่ไปตายใน ICU โดยไม่ได้ลาลูก หลานอ
>> อือเจ็บเจ็บทั้งกายเจ็บทั้งใจแล้วก็ได้ คุณภาพชีวิตดีในระยะท้ายครับ
>> อันนี้ก็นี่สำหรับคนที่เจ็บป่วยนะครับ สำหรับคนที่ยังไม่เจ็บป่วย
>> อือฮึ
>> ผมคิดว่าการดูแลระยะยาวที่ต้องมีคนมาดูแล ผู้สูงอายุเอ่อคนผู้พิการเนี่ยมันมันถูก มองเป็นภาระในอดีตของสมาชิกในครอบครัว
>> อย่างเดเต็มที่ก็จะมีอาสาสมัครในชุมชนไป ดูแลแบบเอ่อเท่าที่ทำได้แล้วก็รัฐ ซัพพอร์ตนิดๆหน่อยๆนะครับมีการร่างกฎหมาย
>> การมาหาดไทยให้องค์กรปกครองสวนถิ่นไปดูแล ตัวเนี้ยส่วนหนึ่งซึ่งน้อยมาก
>> ครับ
>> แต่ถ้าเราคิดดีๆเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องอยู่ เอ่อชั่วครั้งชั่วคราวกับสังคมไทยใช่มั้ ครับเป็นเรื่องระยะยาวที่อยู่กับเราไป 30-40 ปีเป็นอย่างน้อยนะครับอ
>> ทำไมเราไม่ลงทุนให้การดูแลระยะยาวเนี่ย เ่อเป็นโอกาสที่คนไทยจะได้ทำงานที่ดีที่ ILO องค์การแรงงานชาติเรียกว่า Descent work ครับ
>> การดูแลคนต้องเป็นงานที่ดีที่คนอยากทำได้ ค่าตอบแทนที่ดีมีทักษะที่ดีไม่ใช่เอาใคร ก็ได้มาเทรนชั่วครงชั่วคราวแล้วก็ทำเป็น ครั้ง
>> ครับ
>> เพื่อให้เรารู้สึกว่านี่คืองานที่ดีที่ สุดของคนคนนึงที่ทำให้อีกคนคนนึงได้
>> ถ้าเราทำได้ก็จะเกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ทำ ให้เอ่อการดูแลคนไทยระยะยาวเนี่ยครับเป็น เรื่องโอกาสใหม่ของประเทศไทยนะครับถ้าคิด แบบปรัชญานิดนึง
>> อื
>> คุณศิชัยเราเราพัฒนาเทคโนโลยีมาหลายร้อย ปีเนี่ย
>> ครับ
>> เพื่อเราไม่ต้องไปทำงานที่มันน่าเบื่อซัก พงซักผ่าอะไรเงี้ยเนาะไปทำงานที่มีคุณค่า
>> ผลิตเอ่อวิทยาศาสตร์ศิลปะวิวัฒนาการได้นะ ครับ
>> อือฮึ
>> แต่ตอนนี้ถ้าเราใช้เทคโนโลยีแล้วเอา เทคโนโลยีไปทำเรื่องวิทยาศาสตร์ศิลปะ
>> แล้วเหลือเวลาของคนไว้ทำอะไรครับ
>> อื
>> เราควรจะเอาเวลาของคนเนี่ยมาดูแลคนหรือ เปล่า
>> อื
>> งั้นเทรนด์ของการที่เรามีโอกาสในการดูแล คนเอ่อผู้มีภาวะพึ่งพิงเนี่ยนะครับทั้ง ผู้สูงอายุแล้วก็ผู้พิการเนี่ยที่เรียก longอง ter care เนี่ยครับ
>> ควรจะคิดเป็นเรื่องการลงทุนใหญ่ของประเทศ อือฮึอือฮึ
>> แชนใหญ่มากนะครับเอ่อเครื่องไม้เครื่อง มือเตียงเติมที่ดูแลคนแก่เอ่อผลิตภัณฑ์ ทั้งหลายที่เหมาะสมสำหรับคนสูงอายุนี่
>> มีมหาศาลซึ่งเราลงทุนน้อยมากในอดีตก็เป็น โอกาสกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงเดียวกงคิด ไม่พอมันต้องมีคนที่คิดทางลงทุนเป็น
>> คิดเรื่องธุรกิจเป็นคิดเรื่องบริหาร เศรษฐกิจเป็น s curve ใหม่ได้เนี่ย กระทรวงสาธารณสุขถ้าพรรคประชาชนได้เข้าไป จะมีคนคิดภาพรวมอย่างนี้ได้มั้ย
>> ก็ต้องมีครับ
>> อือฮึ
>> เอ่อถ้าไม่ใช่นายกรัฐมนตรีเองก็ต้องเป็น รองนายกที่ดูแล
>> อื
>> ข้ามเอ่อข้ามคัสเตอร์เนี่ยอย่างที่ผมบอก ถ้าเรามองสุขภาพ
>> เป็นเรื่องที่สังคมไทยอยากจะลงทุนร่วมกัน
>> อื
>> เป็นจุดแข็งของเรา
>> ใช่
>> ไม่ใช่เพราะสุขภาพกายเรื่องสุขภาพใจอ
>> เรื่องเรื่องตะวันออกที่เราน่าจะเป็นจุด แข็งเรื่องของเอ่อ Meditation เรื่องของ ความใกล้ชิดของ spiritual health หรือ ว่า
>> เอ่อเรื่องเรื่องทางศาสนาเนาะ
>> ซึ่งหลายอย่างเป็นสุดแข็งของเราเนี่ยเรา ใช้น้อยไปหรือเปล่านะครับ
>> ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องเนี้ยไม่ ถูกจำกัดเออหรือถูกมองภาพเป็นภาระที่ต้อง ตัดงบตัดงบ
>> คุณสุชัยทราบมั้ครับว่าประเทศไทยใช้เอ่อ งบประมาณเอ่อจริงๆไม่ใช่งบประมาณเนาะคือ GDP ของประเทศเนี่ยลงทุนกับเรื่องสุขภาพ ประมาณ 5%
>> 5%
>> นะครับภาครัฐเนี่ยลงทุนประมาณ 4% ภาคภาค เอ่อเอกชนหรือบัตรเจกของพวกเราเนี่ยลงทุน เพิ่มอยู่สักประมาณ 1% กว่าก่อจากเป่าตัว เอง
>> อ
>> แต่เราคาดหวังคุณภาพชีวิตอย่างประเทศ พัฒนาแล้วไม่ได้หรอกครับเพราะว่าประเทศ พัฒนาแล้วอย่าง OCD เนี่ยใช้อย่างน้อย 8-9%
>> อื
>> มาตลอดนะครับประเทศเราเคยขึ้นมาถึง 6% อยู่ปีเดียวคือรับมือกับโควิด
>> ครับ
>> ซึ่งเป็นกรณีพิเศษใช่มั้ครับ
>> ใช่ใช่
>> เราหวังสูงแต่ลงทุนน้อยมากไม่มีทางไปได้
ทีนี้เศรษฐกิจอย่างเงี้ยจะขอร้องให้ทุกคน มาลงทุนกับภาคสุขภาพอย่างเดียวมันเป็นไป ได้เหมือนกัน
>> ใช่
>> มันต้องมองให้เสริมกันต้องsygิกันระหว่าง นี่เป็นโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจใหม่แต่ ว่าตอบสนองคุณภาพชีวิตของประชาชนที่เรา ลงทุนน้อยมา
>> อือฮึ
>> เกือบ 20-30 ปีนะครับ
>> แล้วเราเองบอกว่าเราอยากจะเข้า OCD ใช่ มั้ยครับ
>> ไปรอคิวเอยู่่
>> ต้องใช้กฎกติกาสากลต้องมีเรียนรู้มาตรฐาน ของเค้าจะเป็นโอกาสดีมั้ยถ้าเราลงทุน เพิ่มมากขึ้นแต่ไม่ใช่ภาระอ
>> เป็นโอกาสในการทำงานร่วมกันข้ามหน่วยงาน ข้ามกระทรวง
>> และภาครัฐเอกชนทำงานไปด้วยกัน
>> อืครับหมายถึงการจัดการเรื่องงบประมาณ สำคัญ ที่สุดในแง่ของการทำให้เป้าหมายนี้
>> สำคัญมาก
>> บรรลุเป้าหมายได้จริงๆนะครับ
ใช่ครับ >> แผนที่วางเอาไว้เข้าไปปั๊บจะปฏิรูป ที่พูดเมื่อกี้เนี่ยระบบมันต้องส่งต่อกัน เรื่องแรงจูงใจมันต้องเท่าเทียมกันหรือ ทั้งเป็นธรรมทั้งยั่งยืนเนี่ยตอนนี้เสร็จ แล้วยังครับแผนนี้แล้วปฏิบัติเนี่ยในทาง ปฏิบัติเนี่ยจะเริ่มตรงไหนยังไงกรอบเวลา เป็นยังไงใครจะลงไปทำประชาชนจะเริ่มรู้ สึกจับต้องได้ว่าเออพรรคประชาชนเข้ามา แล้วสาธุขนี้เปลี่ยนแปลงจริงเนี่ยด้วย วิธีไหน KPI คืออะไร >>
จริงๆก็อยากให้เปลี่ยนได้ใน 100 วันนี้ คือ เออแต่ว่าเรื่องหลายอย่างมันซับซ้อนยาก จริงๆ ผมคิดว่ามันน่าจะมีโอกาสทำงานในช่วง 100 วันแรกเนี่ยกับพื้นที่บางพื้นที่ที่มี โอกาสเข้าไปเอ่อจัดการใหม่นะครับเอ่อผม อย่างเนี่ยจริงๆพื้นที่ที่น่าสนใจมาก เนี่ยอ >>
เอ่อคุณใจทราบมั้ยครับว่าตอนโควิดเนี่ย >> ฮะ >> ทุกคนก็เข้าถึงหมอได้เพราะว่าเราบริหาร จัดการได้ดีระดับหนึ่งเนาะ่ >> แต่มันมีคนที่ตายก่อนเข้าถึงหมออยู่ จังหวัดเดียวครับอคือ >> กรุงเทพมหานคร >> กรุงเทพมหานครใช่ >> เมืองที่มีจำนวนหมอมากที่สุดโรงพยาบาลมาก ที่สุดคลินิกมากที่สุดใช่มั้ยครับ >> เหตุผลก็คือจังหวัดอื่นเนี่ยเราบริหารจัด การด้วยระบบบริการสุขภาพของกระทรวงสุข เป็นหลัก >> อ่าฮะ >> ส่วนกรุงเทพฯนี่ทำไม่ได้เพราะว่าตั้งแต่ ประวัติศาสตร์ในอดีต 50 ปีที่แล้วเนี่ย กระทรวงสุขสร้างเอ่อโครงสร้างพื้นฐาน เนี่ยอยู่ในต่างจังหวัด >> เป็นส่วนใหญ่นะครับ >> ส่วนกลางเนี่ยเป็นเป็นคล้ายๆที่ส่งต่อ เข้ามาเวลาที่มีเอ่อปัญหาซับซ้อนอะไร ประมาณนั้นนะครับอไม่ไม่มีบริการที่ทั่ว ถึงในเรื่องของ Primary Care ไม่มี บริการที่ทั่วถึงในเรื่องของโรงบาลขนาด กลาง >> อ >> แล้วก็โอนย้ายไปให้อปอบท.ที่ใหญ่ที่สุด ประเทศก็คือกรุงเทพมหานครจัดการ >> แต่เขาก็จัดการเอ่อไม่ไหวเพราะว่าคน ประชากรของเราเนี่ยมันมากกว่าประชากรที่ ลงทะเบียนตาม >> เอ่อสัมโนประชากรใช่มั้ฮะมีประชากรแฝง เต็มไปหมด >> ทั้งคนไทยคนต่างประเทศชาวต่างชาติที่ทำ งานอยู่ในประเทศไทยอยู่ในกรุงเทพฯใช่มั้ ครับ >> อือฮึ >> ถ้าทำได้เนี่ยเรื่องที่คุยกันทั้งหมด เนี่ยมันควรจะเริ่มทดลองที่เอ่อจัด ระเบียบการจัดบริการร่วมกันใหม่ที่ กรุงเทพฯ >> ที่กรุงเทพฯนี้เลย >> เพราะมันจะเป็นจุดทดสอบสำคัญที่สุด >> มันก็วิ่งstrสเทสเลยใช่มั้ยมันก็วิ่งขึ้น ไปวิ่ง >> ใช่แล้วจะเป็นการขยายบทบาทใหม่ของกระทรวง สาธารณสุขว่าเราไม่ได้ทำงานเฉพาะเอ่อ เรื่องสุขภาพที่อยู่ในสังกัดกระทรวง สาธารสุข >> อื >> แต่เราต้องประสานงานสร้างกฎกติกาแรงจูงใจ ให้เข้าใจตรงกันนะครับ >> คนที่รู้เรื่องการไปรู้สสุขที่ดีที่สุด เนี่ยอาจจะไม่ใช่หมออย่างผมนะ >> อื >> อาจจะต้องควรคุยกับนักเศรษฐศาสตร์อ่านัก กฎหมาย >> คนที่เข้าใจไอทีที่จะส่งต่อข้อมูลเอ่อ อย่างseสessอย่างไม่ไร้รอยต่อ >> เอ่อโดยที่ไม่ติดกับข้อจำกัดของการใช้ แอปพลิเคชันของเจ้าใดเจ้าหนึ่งนะครับอ >> ที่ผ่านมาจะชอบเลกซี่ของใครมีแอปนะตัด ริบบิ้นแถลงข่าวกันแต่ว่า >> มีเป็น 100 แอปที่ข้อมูลไม่เชื่อมกันหรือ ต้องกรอกข้อมูลใหม่ทุกแอปอันนี้ก็ไม่ใช่ ทิศทางที่ถูกต้องใช่มั้ครับ >> คนที่สร้างกติกาทำงานร่วมกันได้เนี่ยมี อยู่คนเดียวคือผู้กำหนดนโยบายภาครัฐก็คือ เจ้ากระทรวงใช่มั้ครับรวมทั้งรวมทั้งรอง นายกที่กำกับดูแลรัฐมนตรีหลายกระทรวงให้ ทำงานร่วมกันนะครับ >> ถ้าเราทำได้เนี่ยจะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลง ของเอ่อเอ่อระบบการสุขภาพเนี่ยเริ่มต้น ที่แตกต่างจากเดิมที่กรุงเทพมหานครนะครับ อ >> โดยที่จริงๆมันมีโครงการนำร่องหลายอันที่ ทำมาได้ดีอยู่แล้วนะครับ >> ครับได้กรุงเทพฯ >> ใช่ซึ่งหน้าที่ของพรรคการเมืองคือไม่ใช่ รื้อของเก่าหมด >> แต่ต้องศึกษาข้อดีข้อเสียของสิ่งที่เป็น มาในอดีตแล้วก็ไปต่อยอดนะครับผมคิดว่า โมเดลหลายๆอย่างเนี่ยน่าจะต่อยอดได้ใน กรุงเทพฯ >>
ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในนโยบาย สาธารสุขของพรรคประชาชนความแตกต่างที่ สำคัญที่สุด 3 ข้อคืออะไร >> ผมคิดว่านึกถึงอันแรกเนี่ยผมอยากให้ กระทรวงสาธารณสุขเนี่ยไม่ได้ทำหน้าที่ เป็นผู้ให้บริการสุขภาพภาครัฐเท่านั้น >> เท่านั้น >> แต่ควรจะทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดนโยบายให้ ทั้งผู้ให้บริการสุขภาพภาครัฐและให้เอกชน ทำงานด้วยกันอ >> อือฮึ >> ตอนนี้ราคายาโรงเอกชนแพงรัฐมนตรีไหนดู อยู่นะฮะ >> ไม่มี >> รัฐมนตรีพาณิชย์ >> พาณิชย์อ๋อที่ที่พยาบีเข้ามาเนี่ยนะ >> ไม่ใช่สาธารสุขซึ่งเป็นเรื่องน่าคิดมั้ ครับว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น >> เออทำไม >> ทั้งๆที่คนที่รู้เรื่องนี้ที่สุดเนี่ยใน เชิงเทคนิคมันต้องเป็นกระทรวงสาธสุขใช่ มั้ยครับ >> ใช่ >> แล้วก็ค่าใช้จ่ายที่แพงมันก็ไม่ใช่ยาวมัน พันไปกับเรื่องการวินิจฉัยโรคการใช้ เครื่องมือการส่งต่อข้อมูลที่เราคุยมา ทั้งหมดตอนเมันเกยมันเป็นเอ่อกลับไปที่ ประเด็นแรกที่คุณุิชัยถามผมคือเราคิด เปรียบแยกส่วนเราไม่คิดเป็นระบบเดียวกัน นะก็ต่างคนต่างจัดการมันก็เลยเกิดความไม่ มีศรีภาพที่ทำให้เกิดความไม่ยั่งยืนนะ ครับหลายประเทศเฉลี่ยความเสี่ยงกันอย่าง ที่บอกของกองทุนต่างๆทำงานร่วมกันระหว่าง ผู้การสุขภาพภาค >> อันนี้เข้าไปจะเปลี่ยนตรงนี้มั้ย >> เราต้องเป็นผู้กำหนดนโยบายไม่ใช่เป็นผู้ เพียงผู้ให้บริการ >> แล้วแต่จะเปลี่ยนยังไง >> อ่า >> กองทุนทั้งหลายแหล่ที่มีอยู่เช่นทุกวัน เนี้ยเดี๋ยวกองทุนนี้ขาดทุนเดี๋กองทุนนี้ อยู่ได้ไม่ได้เป็นดราม่ากันมาเนี่ยจะเข้า ไปแก้ตรงนี้ยังไงครับ >> งั้นอันเนี้ยเอ่อทิศทางนโยบายน่าจะทำได้ เลยนะครับแต่ว่าเครื่องมือในการทำเนี่ย ต้องแก้กฎหมายบางอันให้เกิดความชัดเจน เพราะว่าหลายหน่วยงานเขาอ้างว่าการที่เรา ถือกฎหมายเป็นระดับเดียวกันเช่นระดับพระ ราชบัญญัติเนี่ยงั้นต่างคนต่างรับผิดชอบ ตัวเองไม่ทำงานร่วมกัน >> มันก็ต้องมีการเอ่อกฎหมายการบรรลุกฎหมาย ที่ทำให้เห็นชัดว่าเอ่ออันไหนเป็นหลักอัน ไหนเป็นตัวเสริมอันไหนเป็นรองนะครับอ >> หลายอย่างก็จะตามมาจากการเอ่อประกาศทิศ ทางการทำงานในเชิงเอ่อกำหนดนโยบายมากกว่า งานบริหารหน่วยงานของกระทรวงสเองซึ่ง >> ปลัดกระทรวงอธิบดีทำอยู่แล้วไม่ใช่หน้า ที่ของรัฐมนตรีเป็นหลักนะครับ >> อ >> อันที่ 2 ตัวที่เป็นตัวช่วยก็คือ >> เราต้องสร้างมาตรฐานสิทธิ์ชุด สิทธิประโยชน์ของทุกกองทุนให้มันเท่ากัน นะครับ >> อันนี้เชื่อมโยงทั้งความเป็นธรรมและความ ยั่งยืนนะครับ ตอนเนี้ยคุณไม่รู้คุณศรีชัยเป็น S employ ป่ะครับต้องจ่ายประกันสังคมมั้ยครับ >> ได้จ่ายจ่ายประกันสังคม >> ใช่ >> 750 >> อ่าผมเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยผมก็จ่าย เหมือนกันนะครับ >> เออจ่ายใช่มั้ >> จ่ายมากกว่าอีก 2 กองทุนแต่ว่าได้สิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องมากกว่าบางครั้งก็น้อยกว่า อีก 2 คนนุนนะครับไม่ว่าจะเป็น 30 บาท หรือข้าราชการก็ตามนะครับนั่นสิ >> ในแง่นึงไม่ใช่ความเป็นธรรม >> อือฮึ >> อีกแง่นึงก็คือคนที่รู้สึกว่ามันไม่แฟร์ ไม่เป็นธรรมเนี่ยเาค้าก็ถอนตัวจากการเป็น เจ้าของระบบไม่ไปเรียกร้องให้เพิ่มสิทธิ อะไร >> อือเก็ไปจ่ายเงินเพิ่มซื้อประกันสุขภาพ เอกชน >> ไปใช้โรงงานเอกชนไม่สนใจภาครัฐอีกต่อไป >> อือฮึ >> ทำให้ระบบเดิมก็ไม่ดีขึ้น >> อือฮึ >> เป็นภาระของประชาชนระบบใหม่ก็ไม่เชื่อม โยงกัน >> อือฮึ >> ก็เลยทั้งไม่เป็นธรรมและไม่ยั่งยืนนะ ครับถ้าทำได้เนี่ยเรามีทปประโยชน์เดียว กันนะครับถ้าใครจ่ายเงินเพิ่มอย่างเช่น คุณสุวิชัยเนี่ยต้องได้ชุดสุทธิประโยชน์ เพิ่ม >> ก็ต้องระบุให้ชัดว่าเนี่ยมันเป็นชุดสิป ประโยชน์ที่ไม่ใช่หลักของชาติแต่ว่าเป็น ของแถมออ >> ออือฮึ >> กรณีประกันสังคมเนี่ยผมคิดว่าต้องเป็นของ แถมสำหรับผู้ประกันตนทั้งหมดนะครับ >> สำหรับคนที่ซื้อประกันเอกชนเนี่ยเป็นข้อ ถกเขียงพอสมควรนะครับแต่ว่ามีตัวอย่างบาง ประเทศ >> ครับ >> เช่นประเทศแคนาดาเนี่ย >> อือฮึ >> ระบบประกันสุขภาพของเขาเป็นภาครัฐเป็น หลัก >> แต่ปล่อยให้เอกชนเข้ามาจัดการได้ด้วยนะ แต่ว่า >> อือฮึ >> ต้องทำเป็นประกันเสริมไม่ใช่เอ่อชุด ประโยชน์หลักที่ภาครัฐจัดให้แล้วไม่งั้น จะซ้ำซ้อนกัน >> ครับ >> ถ้าคุณไม่พอใจระบบประกันสุขภาพหลักเนี่ย คุณก็ไปเรียกร้องรัฐบาล >> ซึ่งของเขาใช้กลไกรัฐบาลท้องถิ่นนะฮะ รัฐบาลจังหวัด >> อืก็คือเหมือนกับรัฐในสหรัฐอเมริกาแต่ว่า จังหวัดของแคนาดามันใหญ่หน่อยนะครับ >> ใช่ใช่ >> เอ่อส่วนเอกชนก็จะมาเสริมในส่วนที่มัน เพิ่มเติมจากระบบการสวภาครัฐเราก็จะพัฒนา ระบบที่เรากำจัดทิ้งไม่ได้เนาะเรามีทั้ง ภาครัฐเอกชนอยู่ปัจจุบันแล้วเนี่ย >> ให้มันไปด้วยกันได้นะครับอ >> แน่นอนแคนาดาก็มีปัญหาของเขาเราต้องศึกษา แล้วก็ระมัดระวังข้อเสียของเขาแล้วก็ ประยุกต์ใช้เข้าบริเวทเรานะครับ >> อ >> กรณีเฉลี่ยความเสี่ยงระหว่างกองทุนของ เยอรมนีของญี่ปุ่นที่ผมพูดไปแล้วเนี่ยเรา ก็ต้องมาปรับใช้กับ 2 3 กองทุนหลักของ เรา >> เมื่อไหร่ที่จำเป็นต้องเอาสมาคมผู้ประกัน ภัยภาคเกชนเนี่ยเข้ามาคุยด้วย >> เพราะตอนเนี้ยเาก็บ่นเหมือนกันว่าอ >> พอไปใช้แกนก็ใช้เยอะเหลือเกินแล้วก็มี Medical Inflation >> อือฮึ >> สูงมากจนเขาอยู่ไม่ไหวแต่ล้มละลายต้อง เพิ่มอ >> อือฮึ >> เอ่อมีโคยมีอะไรภาคเอกชนทำไปแล้วนะครับ >> ซึ่งไม่น่าจะยั่งยืนแล้วก็ไม่น่าจะเป็น ธรรมสำหรับทุกคนใช่มั้ครับแต่ส่วนหนึ่ง เพราะว่าไม่มีการเฉลี่ยความเสี่ยง >> ระหว่างกองทุน 3-4 กองทุนหลักของพรรครัฐ กับภาคชนเลย >> ถ้าเข้าไปปั๊บจะไป >> นโยบายที่มรวมรวมมาเป็นกองทุนเดียวกัน หรือไปตั้งกติกาพร้อมกัน >> ไม่รวมครับ >> มันคนละกระทรวง >> ใช่ >> เอ่อเอายังไงรองรองนายกดูแลแต่รองนายกอาจ จะมากกว่า 1 คนใช่มั้ที่ดูแลกระทรวงเนี่ย >> เพราะว่าความซับซ้อนที่ว่าเนี่ยเราถึงไม่ สามารถรวมได้ครับแล้วก็ยังไม่รวมในตอนนี้ ถึงแม้ว่าเอ่อบางคนจะอาจจะเสนอให้รวมแต่ ว่า >> จะรวมไม่รวมแล้วแต่เนี่ยต้องทำให้เกิดชุด สิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมกันทุกกองทุน เหมือนเยอรมนีหรือญี่ปุ่นที่เค้ามีเป็น 100 กว่าทุนเยังทำสุทธิประโยชน์ที่มัน >> อืออเท่าเทียมกันเป็นธรรมได้นะครับและ เกิดการเฉลี่ยความเสี่ยงนะครับอือฮึ >> คิดถึงเอ่อโรงพยาบาลรัฐที่ต้องรับเงินจาก กรมบัญชีกลางของข้าราชการรับเงินจากเอกชน เพื่อเอามาอุดหนุนข้ามกองทุนไปกับกบังกอง ทุนที่รับการขาดทุนเนี่ย >> ครับ >> มันไม่ควรเป็นหน้าที่ของหมอพยาบาลที่ทำ หน้าที่นี้มครับควรจะเป็นหน้าที่ของระบบ ใหญ่ >> ใช่ >> ของผู้กำหนดนโยบายที่ทำเรื่องนี้ให้ให้ ทุกคนทำหน้าที่ดูแลตามความรู้วิชาชีพที่ เรียนมาครับ >> นะครับ >> อือฮึ >> จริงๆกรมบัญชีการก็ต้องโวยนะว่าทำไม เอาเงินฉันไปไปเผื่อให้คนอื่นเดังๆที่เควรจะ รับผิดชอบเอ่อเอ่อผู้ผู้ผู้รับสิทธิ์ของ ตัวเองใช่มั้ยครับ >> แต่สาเหตุที่มันเป็นอย่างเงี้ยเพราะว่า เราไม่เคยมาคุยกันอย่างที่เราคุยกันเมื่อ ไหร่ที่มีชุดสิปกหลักซึ่งเป็นหนึ่งนโยบาย ที่อยู่ในข้อเสนอของพรรคประชาชนเนี่ย >> อือ >> ผมคิดว่าจะทำให้เกิดเอ่อทิศทางที่ถูกต้อง ในการจัดการระบบทั้งหมดเราจะเห็นจริงๆว่า เงินมันพอหรือไม่พอนะครับสุดท้าย >> อือ >> เถียงกันแทบตายว่าเงินพอไม่พอโรงพยาบาล ขาดทุนแต่ว่าไม่พอหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจอ่ะ ครับผมคิดว่า >> อข้อถกเถียงเนี้ยมันจะได้ข้อสรุปที่ดี >> ครับ >> ถ้าประชาชนมีสุขภาพดีโรคที่ควรจะรักษาได้ รักษาได้ตามเป้าเนี่ย >> แปลว่าพอนะครับถ้ามันยังรักษาไม่ได้ตาม เป้าแปลว่าไม่พอเราต้องเปลี่ยนทั้งการจัด การและลงทุนให้เพียงพอนะครับ >> แต่ตอนนี้มันทำไม่ได้เพราะว่าเราไม่ได้ วัดผลการจ่ายเงินไปที่โรงพยาบาลทั้งภาค เอกชนด้วยผลลัพธ์เชิงคุณภาพ >> วัดยังไง KPI วัดตรงไหน >> คือทุกวันนี้ถ้าคุณสุชัยป่วยเข้าโรง พยาบาลเป็นโรคไหนก็เบิกตามโลกนั้นนะครับ >> ใช่ >> เอ่อเราไม่ได้รับไม่ไม่ได้วัดผลการรักษา ที่แท้จริง >> นั่นสิซึ่ง >> หน่วยงานไหนที่จะไปวัด KPI ที่ประเมินคุณ ความคุ้มค่าและตอบโจทย์ที่เราตั้งเอาไว้ ได้เพราะทุกวันนี้เราไม่รู้จะไปถามใคร >> ซึ่งหน้าที่เนี้ยจริงๆคือหน้าที่ของคนที่ เรียกว่าเป็นผู้จ่ายเอ่อบริการสุขภาพนะ ครับได้ในระบบภาครัฐของเราคือ >> สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสำนัก งานประกันสังคมกรมบัญชีกลาง >> ในเอกชนก็คือบริษัทประกันแต่ละอันนะครับ >> เขาจะให้คุณใช้เบิกไม่เบิกอะไรเนี่ยที่ บางครั้งต้องมีพอมันแพงเกินไปมีโน่นนั่น หรือเปล่านะครับคือเรื่องนี้ทั้งนั้น >> หลายๆครั้งเป็นการประเมินที่มันไม่สม่ำ เสมอ >> ขึ้นอยู่กับวิจารยาณของคนนู้นคนนี้ใช่มั้ ครับในภาคเอกชนเนาะส่วนภาครัฐเนี่ยก็คือ จ่ายตามกติกาซึ่งไม่ได้วัดผลมากนัก >> นะครับ >> เทคโนโลยีของการจัดการพวกเนี้ยจริงๆใน ต่างประเทศมันมีแล้วนะครับอาจจะไม่ทั่ว ถึงทุกโรคหรอกนะครับแต่ว่าโรคหลักๆโดย เฉพาะโรคเรื้อรังที่เป็นภาระเยอะเนี่ย >> เราควรจะวัดผลที่การรักษาหายตามความรู้ ทางคลินิกของหมอ >> อือฮึ >> คนไข้ได้ประสบการณ์ที่ดีไม่ถูกส่งต่อไป ส่งต่อมาตรวจซ้ำตรวจนู่นตรวจนี่สื่อสาร ให้ความเคารพเอ่อเอ่อศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ไม่ใช่ >> อือฮึ >> เอ่อทำเหมือนกับเป็นสงเคราะห์อะไรเงี้ย ใช่มั้ยครับ >> ครับ >> แล้วก็ต้นทุนที่เหมาะสม 3 ตัววัดเนี่ย เป็นตัววัดมาตรฐานหลักนะครับคือมีผลลัพธ์ ทางคลินิกที่ดีมีประสบการณ์ที่ดีของคนไข้ และมีต้นทุนที่เหมาะสม >> บางคนบอกว่าสุดท้ายต้องมีตัววัดที่ 4 ก็ คือประสบการณ์ของหมอพยาบาลต้องไม่แย่จน เกินไปไม่งั้นระบบมันจะล้มด้วยนะครับอ่า ผมก็เรียกว่าเป็น >> เอ่อ Triple A3 หรือ Qu Triple V4 นะ ครับ 4 ตัวเนี้ยมีหลายโรคที่มีตัววัด มาตรฐานซึ่งเราสามารถเรียนรู้จากต่าง ประเทศได้เอามาปรับใช้ให้เหมาะกับบริเวท ไทยอือ >> กอปี้มาก็ไม่ได้นะครับเพราะว่าหลายอย่าง มันไม่เหมือนกันเ่อโรคไม่เหมือนกันเป๊ะ เอ่อวิธีการจัดระบบบริการก็ไม่เหมือนกัน ซะทีเดียวอ >> ตัวโครงสร้างต้นทุนของโรงปาสุขภาพทั้งภาค และชนของบ้านเราก็ไม่เหมือนกัน >> อือ >> แต่จุดแข็งของเราคือถ้ามันมีคนบินข้ามน้ำ ข้าข้ามทะเลมาเพื่อรักษากับการโรงบากับชน บ้านเรา >> อือฮึ >> ที่เราบ่นว่าแพงเนี่ยนะครับ >> แต่ชาวต่างชาติบอกว่ามันถูกกว่าบ้านเค้า >> ใช่ >> เราน่าจะสามารถจัดบริการให้คนไทยทั้งหมด >> ด้วยคุณภาพที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องขี้เหนียว จ่าย 5% ของ GDP ไปเรื่อยๆทั้งๆที่มีความ คาดหวังด้านสุขภาพสูงขึ้นเรื่อยๆนะครับ >> มีความรู้เอ่อมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ ก้าวหน้าไปเรื่อยๆนะครับ >> แต่ไม่ใช่จ่ายไปให้เพียงเอ่อได้ชื่อว่ามี เครื่องมือที่แพงขึ้น >> มีเทคโนโลยีที่ดีขึ้นแต่สามารถลงทุนกับ การจัดบริการ >> อ่าจัดนโยบายให้มันเอื้อต่อการสร้างระบบ สุขภาพที่ทั้งเป็นธรรมและยั่งยืนนะครับ >>
แผนของที่หมอำทำให้พรรคประชาชนนี่มีตาราง เวลาชัดเจนมั้ยไทม์ไลน์ว่าที่พูดจะทำ นโน่นทำนี่เนี่ย 3 เดือน 6 เดือนปีนึง >> ที่เราเขียนเป็นเอ่อเป็นเป็นระยะครับอ่า ระยะ 1 ปีระยะ 2 ถึง >> ผมจำเป๊ะๆไม่ได้แล้วมี 3 ระยะระยะกลาง ระยะสั้นระยะกลางระยะยาวใช่ครับอแล้วจะ ใช้ศัพท์ของทางเศรษฐศาสตร์ว่าเบอก customer centric อันนี้ patient centric มั้ย >> ใช่ >> เอาคนไข้เป็นหลักในการคิดทุกอย่างนี้มั้ย >> ใช่หรือไม่ใช่ครับใช่ต้องใช้คนไข้เป็น หลักมันจะได้เลิกเถียงกันว่าเงินพอไม่พอ >> พอแต่อย่างที่ผมเรียนนะครับว่าตัวคุณภาพ ที่ดีเนี่ยเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับถ้วน หน้ากัน >> ครับ >> ความเสี่ยงเรื่องสุขภาพความไม่ปลอดภัยจาก การเอ่อเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น >> ทุกคนในวิชาชีพเนี่ยเอ่อเห็นตรงกันหมดนะ ที่อยู่ในวิชาชีพสุขภาพทุกคนต้องเห็นว่า คนไข้เป็นหลักนะครับใช่ >> ที่บอกว่าไม่ใช่ด้วยเนี่ยขอแถมก็คือ >> มันต้องไม่ทิ้งภาระไปที่ผู้ให้บริการ สุขภาพด้วยไม่งั้นมันจะไม่ยั่งยืนนะครับ อือฮึ >> ผมคิดว่าข้อเสนอในการแก้ปัญหาความไม่ยั่ง ยืนความไม่เพียงพอของทรัพยากรสุขภาพใน ช่วงที่ผ่านมาเนี่ย >> อือ >> มันเข้าใจผิดว่าต้องผลักภาระไปให้ใครสัก คนเช่นคนไข้ต้องจ่ายตังค์เพิ่มหม่อพยาบาล ต้องทำงานหนักขึ้นอ >> ออือฮึ >> ซึ่งอันเนี้ยไม่ใช่การแก้ปัญหายงพื้นที่ แท้จริงเพราะมันทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม นะครับ >> อ >> ผมคิดว่าคนเข้าใจผิดเยอะว่าความเอ่อเป็น ธรรมเนี่ยต้องเสียสละเพื่อให้เกิดการ ประหยัดความยั่งยืนหรือว่ามีเงินมากพอมา ทำให้เกิดความยั่งยืน >> แท้จริงแล้วบทเรียนจากต่างประเทศนะครับ อ่าทั่วโลกเนี่ย >> 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ >> ไปด้วยกัน >> เออ >> นะครับอย่างที่ผมเรียนเมื่อไหร่ที่ไม่ เป็นธรรมคนก็จะไม่ลงทุนกับการทำให้ระบบดี ขึ้นคนก็จะถอนตัวถูก >> ถ้าเป็นประกันเอกชนเนี่ย >> ผู้เอาปกตนเนี่ยไม่เอาด้วยเนี่ยหลาย ประกันจะล้มเพราะมันจะเหลือแต่คนที่เจ็บ ป่วยหนัก >> ถูกต้อง >> แล้วก็อยู่ไม่ได้เพราะว่าต้องถูกเก็บค่า เบี้ยประกันเพิ่มแพงขึ้นเรื่อยๆใช่มั้ย ครับ >> อือๆ >> ถ้าเมื่อไหร่ไม่เป็นธรรมจะไม่ยั่งยืนอ >> เมื่อไหร่ที่ไม่ยั่งยืนย่อมไม่เป็นธรรม เพราะคนที่จะถูกตัดสิทธิ์คนแรกเนี่ยคือ พูดด้วยกับไม่ให้ส่วนในสังคม >> อื >> เไม่ถูกตัดสิทธิ์แบบเฉยๆหรอกครับแต่เขาจะ เข้าไม่ถึงเพราะว่าระบบแบบไทยๆก็ต้อง เอื้อต่อการจัดบริการให้คนที่มีเงินมี เส้นสายก่อน >> ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะยอมรับให้เป็น ปกติในสังคมไทยระยะยาวเราต้องช่วยกันปรับ นะครับ >> ประกันสุขสุขภาพนี่จะมีการเปลี่ยนนโยบาย หลักมั้ยที่จะมีระบบ payment ระหว่างรัฐ กับประชาชนมากขึ้นคือคำว่า payment จ่าย ร่วมเนี่ยเอ่อในหลักวิชาการทั่วโลกเนี่ย เขาใช้เพื่อแก้การใช้บริการสุขภาพที่ไม่ จำเป็น >> ออนะครับ >> ที่ไม่จำเป็น >> ที่ไม่จำเป็นงั้นจะมาครั้งนึงต้องคิดก่อน นะว่าต้องจ่ายตังค์ไม่ว่าจะจำเป็นไม่ จำเป็นเพราะฉะนั้นคนที่รู้สึกว่าไม่ จำเป็นหรืออย่างที่ผมเรียนว่าถ้ามันมี เทคโนโลยีหรือมีหน่วยบริการที่ใกล้ปั้น ใกล้ใจที่ดูแลเขาได้เขาจะไม่มาหนาแน่นที่ ดองบายถูกมั้ครับ >> อ >> คนไปเข้าใจผิดว่าอันนี้เป็นตัวหาตังค์ เพิ่ม >> ครับ >> จริงๆแล้วประสบการณ์ทั่วโลกเนี่ยไม่จริง นะครับ payment นี่เป็นเปอร์เซ็นต์น้อย มากน้อยมากๆนะครับเมื่อเทียบกับเงินที่มา จาก >> ทิศทางอื่นเช่นเก็บภาษีหรือการจ่ายเงิน สมทบในแต่ละเดือนในกรณีคล้ายๆประกันสังคม หรือว่าจ่ายเบี้ยประกันเงินดีประกัน สุขภาพเอกชนนะครับ >> เงินส่วนนั้นใหญ่กว่ามากนะครับ >> ถ้าเราใช้ให้ถูกก็คือเอ่อถ้าต้องถกกันว่า เรามีภาษาเศรษฐศาสตร์เรียก moral hsard เนี่ยอ >> คือมียวิบัติใช้โดยไม่จำเป็นเนี่ยเหมือน กับคุณชัยกินเยอะเป็นพิเศษถ้าไปกินบัฟเฟ่ >> ใช่เพราะว่าเราคิดว่าเราขาดทุนนะถ้าเรา กินน้อยเนี่ย >> อ่าอันเนี้ยถ้าจะถ้ามันมีหลักฐานจริงๆก็ ต้องใช้เหรอผมเข้าใจว่าในประเทศไทยเนี่ย มันยากในการใช้เพราะว่า >> เอ่อเอาเงิน 30 บาทก็ได้ครับ 30 บาทสัตว ทั่วโลกเนี่ยจริงๆคือ payment เดิม >> ใช่ >> อ่าเอาไว้ให้รู้สึกว่าเราลงเราไม่ได้ สงเคราะห์ฟรีนะฉันต้องจ่ายส่วนนึงแล้วก็ จะจะไม่ใช้โดยไม่จำเป็นว่าต้องจ่าย 30 บาทซึ่งมันเยอะมากนะครับสำหรับคนหลายคนใน ประเทศนะครับก๋วยเตี๋ยวได้ชำนึงนะครับอ >> แต่บางคนบอกว่า 30 บาทไม่มีไม่มีค่าเลย น้อยนิดเดียว >> ตัวเลขเท่ากันในประเทศที่มีความไม่เท่า เทียมเนี่ย >> มันเลยวัดลำบากถ้าเราจ่ายมากกว่า 30 บาท จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าบริการ >> ต่อให้จ่าย 1% เนี่ยถ้าบริการ 10,000 มัน ก็ 1,000 บางคนอาจจะไม่ไหวนะครับใช่มั้ ครับ >> มันมีข้อถกเถียงเชิงปฏิบัติว่ามันอาจจะทำ ได้ยากและส่งผลต่อความไม่เป็นธรรมนะครับ >> อืออือ >> แต่ถ้าเราเข้าใจตรงกันผมคิดว่าผมแล้วก็ หลายคนที่อยู่ในทีมนโยบายสุขภาพพประชาชน เนี่ยเข้าใจตรงกันว่าเงินเดิมไม่พอเรา ต้องหาเพิ่ม >> ใช่ >> อันเนี้ยเป็นข้อที่ต้องเอ่อการบ้านข้อ ใหญ่ต้องไปทำงานว่าเราหาเพิ่มทางไหนได้ บ้างนะครับ >> อ >> รวมทั้งเอ่อถ้าเราจะไม่มองเป็นภาระหา โอกาสเป็นการลงทุนที่ว่าเนี่ยเพื่อเอา เงินที่มาเพิ่มจาก 5% ของ GDP เนี่ยมัน ควรจะเป็นรายได้ใช่มั้ครับ >> อื >> ขออนุญาตอ้างอาจารย์อมานอีกทีอาจารย์น่ะ เสนอไว้เป็น 10 ปีนะครับว่าเรามี >> เอ่อ Medical Tourism ที่รักษาคนต่าง ชาติเนี่ยเอ่อจำนวนมากครับ >> โดยที่เสียภาษีตามปกติเออนะครับเสียภาษี เอ่อรายได้นิติบุคคล >> ใช่ >> ไม่เคยมีการจัดกลไกให้มันเกิดการอุดหนุน กลับมาที่ระบบการสุขภาพภาคราที่ขาดแคลนมา ตลอด >> ทั้งๆที่คนที่ไปทำงานก็เป็นหมอพยาบาลที่ เกิดจากระบบบริการเอ่อสุขภาพภาครัฐเคยทำ งานหรือเกิดจากระบบการศึกษาที่มีการซับ ซsidiz์โดยภาครัฐใช่มั้ยครับ >> อ >> เอ่อถึงแม้จะทำงานใช้ธงใช้ทุนครบแล้ว เนี่ยมันก็แชร์แพ้ทรัพยากรเดียวกันอยู่ >> แต่การเทรนออกไปจากภาครัฐเอกชนมันก็ส่งผล เสียให้เราทราบกัน >> ใช่ >> ถ้ามีการหารายได้เพิ่มในส่วนนี้ส่วนหนึ่ง ก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจใช่มั้ครับทำ ยังไงไม่ให้เขาเดือดร้อนแข่งขันได้เ่อขย กันมีความเป็นธรรมเพิ่มมากขึ้นนะครับมี กลไกการเอ่อเพิ่มการลงทุนในด้านสุขภาพ เนี่ยทั่วโลกหลายประเด็นนะครับ >> ครับ >> เรื่องเรื่องของ Exact หรือว่าสรรพสามิตร นะครับที่ที่หลายคนเข้าใจว่ามีเฉพาะเหล่า บุหรี่กับกองทุนสส.เนี่ยจริงๆก็มีหลายอัน ที่ต้องหิบพิจารณานะครับแต่ละอันก็มีข้อ ดีข้อเสียขอ >> ยืนได้แผนมั้ย >> เอ่อ >> ที่จะมีการเก็บภาษีจากเอกชนมาช่วยรัฐตรง นี้ >> ยังไม่ยังไม่อยู่ในประเด็นจำเพาะครับแต่ ประเด็นก็คือเรารู้ว่าเงินไม่พอต้องลงทุน เพิ่ม >> แล้วต้องหาการลงทุนเพิ่มให้เหมาะกับโปรด ของเศรษฐกิจประเทศ >> รวมทั้งไม่มองเป็นภาระเป็นการลงทุนที่จะ ขยายซัพพly chain เป็นโอกาสพัฒนาเอ่อ เศรษฐกิจแล้วก็อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ สุขภาพทั้งด้านเทคโนโลยีดีและกั้นการจัด บริการดูแลโดยเฉพาะเรื่องของการดูแลต่อ เนื่องนะครับการดูแลระยะยาว >> บบาทอสม.จะปรับจะเปลี่ยนยังไงมั้ครับ เพราะว่าเค้าอยู่ทั่วประเทศแล้วก็เาใกล้ ชิดกับชุมชน >> สมม.ก็เป็นเอ่อโครงการหรือว่าวิธีคิดที่ แตกยอดออกมาจากเรื่องของ Primary Care นะครับ >> สมัยก่อนเราเรียก Primary Care แปลเป็น ไทยว่าสาสุขบูลฐานมูลฐาน >> อ่าตอนหลังแปลว่าเป็นสุขภาพปฐมภูมินะครับ ไม่รู้ชื่อไหน >> ฟังดูเพราะมากกว่ากันนะครับเออ >> แต่ผมว่าชาวบ้านไม่สนใจหรอก >> คุณจะได้ปฐมภูมิทุติยภูมิอะไรก็เถอะมันก็ ไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตคุณ >> ใช่คำว่าสมบูรณฐานหรือปฐมภูมิเนี่ย >> มันมีความสำคัญอย่างนึงคือสุขภาพเป็น เรื่องของทุกคน >> ไม่ใช่เรื่องของหมอพยาบาลเท่านั้นนะ ครับงั้นมันเลยมีแนวคิดที่ว่ามันต้องมี เอ่ออาสาสมัครมาจากภาคประชาชนมาร่วมกันดู แลสุขภาพด้วยไม่ใช่ปล่อยเป็นภาระของหมอ พาบาลซึ่งตอนนั้นเมื่อ 60 ปีที่แล้วเนี่ย 1978 เนี่ยมันน้อยมากนะครับในประเทศไทย นะครับนี้แล้วก็พัฒนาบทบาทเขามาเยอะมากนะ ครับผมคิดว่าตอนนี้มันอยู่ที่จุดเอ่อทาง แยกและว่าอยากให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ บริการสุขภาพเป็นแรงงานที่มีทักษะมีการ พัฒนาต่อเนื่องถ้าทำงานไม่ดีต้องไล่ออก ได้เอาคนใหม่เข้ามาที่ดีกว่าเนาะซึ่งตอน นี้เราเป็นอสาบทำไม่ได้แล้วครับเป็นข้อ จำกัดเนาะโดยการก็ต้องคิดถึงการที่เขาทำ งานมานานเสียสละว่าทำไงจะrecognนizเ่อทำ ไงให้เขาพัฒนาเสภาพได้เต็มที่นะครับ >> ตอนนี้ปัญหามากว่าอสม.ส่วนใหญ่ในประเทศ เนี่ยเป็นผู้สูงอายุ >> ใช่ >> มันเป็นรุ่นเดิมที่ผมเล่าให้ฟังตะกี้ครับ แต่คนอายุน้อยๆแทบจะไม่เข้ามานะมันมีความ ไม่ยั่งยืนฝังอยู่ในระบบ >> ใช่ >> รวมทั้งเอ่ออสมงที่ทำงานได้ดีมันจะอยู่ใน สังคมชนบท >> ที่เดินเข้าออกกันได้แต่ว่าสังคมเมือง >> ซึ่งเรารู้ในแง่เมกเทรนด์ทั้งประเทศไทย และทั่วโลกเนี่ยเราเป็นเมืองมากขึ้น เรื่อยๆนะครับ >> การทำงานแบบเดิมมันก็จะมีปัญหามากขึ้น เรื่อยๆ >> ผมคิดว่าต้องปรับบทบาทอสม.ให้ใหญ่ขึ้น แล้วเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจว่าจะให้ เขาเป็น worker เป็นบุคลากรแบบนึงทำงาน เอ่อในหลายประเทศเเรียกเป็น Community based health worker เป็น >> บวกสุขภาพเอ่อประจำชุมชนเนี่ยครับแต่ว่า ไม่ใช่สบัอีกแล้วนะต้องทำงานรับผิดชอบผล งานนะ >> อ >> เอ่อถ้าอยากให้เป็นวลันเทียผมคิดว่าทุกคน ต้องต้องมีโอกาสเป็นวลันเทียแบบเนี้ยเป็น สมัครมากขึ้นนะครับ >> ผมอย่างนะครับ >> อือฮึ >> เราอาจจะนึกถึง 1 1 หมู่บ้านมีอสม.สัก 1 คน 2 คนนะครับ >> เต็มที่ก็ไม่กี่ร้อยคนน่ะครับ >> ครับ >> เอ่อ 1 บริษัทเนี่ยมีลูกจ้างเป็นร้อยเป็น พันเป็นหมื่นที่ >> งาน HR เนี่ยดูแลสวัสดิการทั้งหลายรวม ทั้งสุขภาพเนี่ยจริงๆเค้าควรจะเป็นอสม. ใช่ >> ของบริษัทห้างร้านหรือเปล่าแต่เราไม่เคย คิดเอยู่ในระบบเลย >> ถูกมั้ยครับ >> ใช่ >> แปลว่าถ้าเราอยากไปในทิศทางอาสาสมัคร เนี่ยมันต้องกว้างมากขึ้น >> ใช่ >> ยังไม่นับว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้วเนี่ยวิธี เดียวที่ติดต่อกับเ่อผู้ให้บริการสุขภาพ ใน 50 ปีแล้วมีแต่ภาครัฐเนี่ยคือต้องตั้ง คนมาเป็นอสม.มีกลไกเชื่อมโยงกับหมอที่ อนามัย >> ที่โรงพยาบาลนะครับ >> ทุกวันเนี้ยประชาชนแต่ละคนนะครับเชื่อม โยงกับหมอกับพยาบาลได้ด้วยเทคโนโลยีด้วย มือถือด้วยแอปพลิเคชั >> ใช่ >> เราเป็นอาสาสมัครดูแลสุขภาพตัวเองได้มั้ย ครับ >> ได้ >> แล้วก็ต้องมีกลไกกติกาสร้างแรงชูงชัยที่ แตกต่างจากเดิม >> อันเนี้ยผมว่าจะเป็นวิวัฒนาการหรือว่า เป็นนวัตกรรมใหม่ของทางด้านสาธารสุขเลย >> ใช่ >> ทุกคนมีบทบาทร่วมกันทั้งสิ้น >> แต่ถ้าเราไปคิดแบบเดิม >> ไม่ใช่ >> รวมทั้งจะเอ่อทำไงให้ >> อื >> ใช้คำนี้ได้มั้ครับจะหาเสียงกับอสม. ใช่ >> เราก็จะเน้นจะทำยังไงจะจ่ายค่าตอบแทนแต่ ว่าไม่คิดถึงอนาคตว่าจะทำยังไงหาคนมาทด แทนเขยายบทบาทให้ครอบคลุมคนทั้งประเทศทุก กลุ่มทุกสังคมเนี่ยมันก็จะเป็นข้อจำกัดนะ ครับ >> อันนี้ในแผนมั้ย >> ไม่แผนครับเราเรียกว่าแนวหน้าสาธารณสาสุข คือแปลว่าไม่ใช่อาสาสมัครสาธารสุขเอ่อ >> หมู่บ้านแต่เพียงอย่างเดียวแล้ว >> แนอยู่แนวหน้า >> ใช่ >> แล้วใกล้ชิดแล้วก็ทำหน้าที่เกือบจะแทน primary care ได้ >> แล้วหลากหลายมากขึ้น >> เอ่อจริงๆคงไม่ทำงานแทน primary care ครับทำงานร่วมกับร่วมอ่า >> เป็นส่วนหนึ่งของทีมอ >> อือฮึอือฮึ >> ครับผมอ >> รวมทั้งเราเปลี่ยนบทบาทของผู้ให้บริการ ผู้รับบริการครับ >> แต่คนที่ร่วมกันสร้างสุขภาพในสังคมเนี่ย น่าจะดีนะครับอ >> ครับ >> สุดท้ายกระทรวงสาสุขเนี่ยไม่ควรดูแลเฉพาะ การบริการสุขภาพแปลว่ามีผู้รับผู้ให้อ่า >> ใช่ >> แต่เรื่องบางเรื่องเช่นฝุ่น PM 2.5 5 ทุกวันเนี้ยครับอุบัติเหตุจราจรที่เราก็ ยังติดอันดับโลกอยู่เนี่ย >> มันไม่มีผู้ให้บริการผู้รับบริการสุขภาพ นะครับแต่ว่ามีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นทุกวัน >> ครับ >> นะการจะเกิดเรื่องพวกนี้ได้ต้องเกิด กระบวนการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐเอกชน กระบวนการนโยบายสาธารณะ >> ครับ >> หลายครั้งมันต้องปรับสิ่งแวดล้อมปรับกฎ หมายหลายอย่าง >> อันเนี้ยเป็นบทบาทกระทรวงเช่นเดียวกัน ซึ่งมากไปกว่าแค่จะให้ใครคนนึงมาช่วยเอ่อ >> อือ >> แทนหมอแทนพยาบาลที่ primary care เท่า นั้นครับ >>
คุณหมอบวรสมเข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วย วางนโยบายสาธารสุขให้พรรคประชาชนคิดว่า ครั้งนี้ถ้าได้ทำ จะสำเร็จมั้ที่เคยอึดอัดในฐานะเป็นนัก วิชาการมาตลอดพอได้ลงมาทำแล้วถ้ามีโอกาส ทำจริงอ่ะครั้งนี้จะสำเร็จมั้ >> ความฝันของหมอคนนึงที่เป็นหมอชนบทมาก่อน แล้วเห็นปัญหาทั้งหมดแล้วอยากจะให้ประเทศ ไทยเนี่ยยกระดับคุณภาพแห่งสุขภาพของประชา ชนโดยเฉพาะระดับชาวบ้านเนี่ยให้มันได้ ระดับที่ความเป็นหมอเราอยากเห็นมาตลอด เนี่ยคราวนี้มีหน้าที่มีโอกาสเข้ามาทำงาน ในพรรคการเมืองถ้าสมมุติว่าเค้าได้บริหาร ประเทศแล้วเนี่ย มั่นใจ กี่เปอร์เซ็นต์ว่าเฮ้ยนี่นี่โอกาสที่เรา ทำได้ผมเชื่อว่านี่คือการตัดสินใจใช่มั้ย ว่าเมื่อมันมีโอกาสแล้วเรามัวแต่คอมเมนต์ อยู่ข้างนอกให้ความเห็นอยู่ข้างนอกรักษา พยาบาลสอนหนังสืออย่างเดียวนโยบายระดับ ชาติมีโอกาสทำเราไม่ทำไม่ได้ครั้งนี้มั่น ใจแค่ไหน >> เนี่ยผมผมจะวิพากษ์ตัวเองจะแซวตัวเองนะ ครับว่าคุณไม่ได้ถามเนี่ยผมก็ยังอึกอัด เพราะว่าคิดแบบนักวิชาการคิดแบบหมอถ้าตอบ แบบฟันธงเนี่ยมันไม่จริงมันมีความไม่แน่ นอนเยอะ >> ใช่ไงก็ฟันธงกันเลยเพราะว่าเต้องมาบริหาร แล้วนี่ >> แล้วเวลาบริหารมันต้องฟันธงว่าใช่หรือไม่ ใช่บ่อยครั้งต้องตัดสินใจข้อมูลจะได้สัก 70 80% เราไม่ต้อง 100% เราก็ต้องตัด สินใจแล้วเนี่ย >> ก็ที่มานั่งสัมภาษณ์อยู่เนี่ยเพราะตัดสิน ใจแล้วไงครับ >> ใช่ๆ >> อ่าแต่ว่าคือตอบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ตอบตอบ ยากครับแต่ผมคิดว่าเราสร้างการเปลี่ยน แปลงได้ >> ครับ >> ถ้าเราสามารถสื่อสารวิธีการสร้างการ เปลี่ยนแปลงให้คนเห็นด้วยเอ่อทำให้คนที่ เห็นต่างเนี่ยเห็นประเด็นที่เราเสนอมาก กว่าผักคนที่เห็นต่างเป็นคู่ต่อสู้กันขัด แย้งกันอย่างที่เห็นอยู่ในกระบวนการถก เถียงในเชิงการปฏิรูปนโยบายสุขภาพเอ่อรูป สายสุขที่ผ่านมาครับอ >> ผมคิดว่าตัววิธีคิดเอ่อการเรียนรู้จาก ทั้งในและต่างประเทศที่ผมทำมาแล้วก็การ ที่เห็นแล้วว่าเราไม่ได้ทำงานคนเดียวต้อง มีทีมงานต้องต้องเชื่อมโยงกับการทำงาน ข้ามกระทรวงข้ามหน่วยงานที่ว่าเนี่ย >> เ่อน่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน >> อือฮึ >> เอ่อผมผมการันตีอะไรไม่ได้ครับคุณสุธิชัย แต่ผมเชื่อว่าถ้ามีโอกาสได้ทำงานเ่อเป็น ส่วนหนึ่งของทีมบริหารของรัฐบาลพรรคประชา ชนเนี่ยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง >> อื >> ในการทำงานในภาคสุขภาพภาคคุณภาพชีวิตนะ ครับในรูปแบบที่เราคุยกันมาคือไม่ได้เป็น เพียงแค่โครงการระยะสั้นเอ่อทำให้มันมีผล งานระยะสั้นแต่ว่าสร้างปัญหาทิ้งไว้ใน ระยะยาวนะครับ >> ผลกระทบระยะยาวเนี่ยต้องขุดขึ้นมาเพื่อ เพื่อปฏิรูปมันเสียทีเพราะว่ามันมันเลย เวลาที่ที่จะผักผ่อนเรื่องนี้ไปอีกแล้วนะ ครับเป็นเวลาทำอะไรเลยถ้ายังทำเหมือนเดิม ทุกอย่าง ประเทศจะไปทางไหนเรื่องสสุข >> ก็เป็นไปอย่างที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ครับ >> แล้วมันจะแย่กว่านี้มั้ >> เอ่อผมพูดถึง 2 ประเด็นใหญ่คือความเป็น ธรรมกับความยั่งยืน >> ซึ่งไม่มีทั้ง 2 อย่างถ้าเราทำ >> ผมคิดว่าความไม่เป็นธรรมมันจะมากขึ้น เรื่อยๆอ >> คนที่เขามีโอกาสเจะรอดได้อยู่แล้วครับโดย ที่ไม่ต้องสนใจว่ารัฐบาลไหนก็ตามทำอะไรก็ ตามนะครับ >> แล้วคนที่ไม่มีโอกเส้นมีอยู่แล้วใช่มั้ย >> ใช่คนที่ไม่มีโอกาสก็จะแย่ขึ้นเรื่อยๆนะ ครับ >> เอ่อโอกาสที่เราจะบรรลุไม่แม้กระทั่งเป้า หมายที่เราไปคอมมิไว้กับเอ่อองค์การ สหชาติเช่นเรื่องของเอ่อเป้าหมายในการ พัฒนาอย่างยั่งยืนเนี่ย >> เราทำได้ดีเรื่องสุขภาพนะครับแต่เรายัง สอบตกเรื่องวรรณโรค >> สอบตกเรื่องอุบัติเหตุจราจรแลเรื่องที่ ตามมาเอ่อเร็วๆนี้ก็คือเรื่องมลพิษทาง อากาศใช่มั้ครับเราก็จะแก้ไม่ได้แน่นอน เพราะเรื่องเนี้ยมันต้องอาศัยการทำงานใน เชิงปฏิรูปไม่ใช่การทำงานระยะสั้นนะครับ >> อืออ >> ก็จะเป็นเรื่องน่าเสียดายนะครับส่วนความ ยั่งยืนเนี่ยเอ่อมันมีโอกาสมากที่เอ่อจะ เกิดความขาดแค้นเรื่อยๆระบบจะไม่ล้มคลืน เพราะว่าจะมีใครบางคนรับภาระแทน >> นะครับ >> ไม่ใช่รับภาระได้ไปเรื่อยๆส่งภาระต่อๆกัน วันนึงมันก็ต้อง >> ก็จะล้ม >> เอ่อล้มสลล้มสลายต่อนาต่อตาเรา >> ใช่มันจะไม่ล้มอะไรตรงหน้าทันทีมันจะค่อย ๆเหมือนกับ >> มันก็จะโยนไปที่อื่น >> โยนให้คนอื่นต่อจากนั้นคนสุดท้ายที่ถือ เนี่ยก็ถือไม่ไหว >> ใช่แล้วสุดท้ายมันก็จะเป็นเอ่ออาการของ เอ่อกบต้มใช่มั้ยฮะในน้ำร้อนซึ่งมันไม่ ได้เกิดทันทีทันใดที่คนเดือดร้อนแต่ว่า มันค่อยๆกลืนเอ่อไปกับความเคยชิน >> หรือที่นักสังคมวิทยาหลายคนใช้คำว่าเป็น เอ่อโซเชียลนมแบบใหม่ >> เรายอมให้เกิดความไม่เป็นธรรม >> เกิดการช่วยเอ่อช่วยเหลือกันเอาตัวรอดกัน ไปครั้งๆโดยที่ไม่ปฏิรูประบบระยะยาวให้ มันยั่งยืนและคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่ารัฐไทยก็ทำได้แค่นี้แหละ >> อ่ามันก็จะเป็นเรื่องน่าเสียดายครับกลับ มาที่คำถามุิชัยเนี่ย >> อือ >> ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่าผมมีความสามารถถึง ขั้นเปลี่ยนแปลง 100% 80% 70% นะครับ แต่กลับกันรู้สึกว่าถ้าไม่ทำจะเสียใจ >> ครับ >> ถ้ามีโอกาสแล้วเ่อถ้าไม่กระโดดลงมาทำถ้า คิดว่าสามารถเอ่อช่วยได้บางส่วนเนี่ยนะ ครับเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่เข้าใจเรื่อง พวกนี้แล้วก็แน่นอนเรื่องพวกนี้ไม่ใช่ เรื่องง่ายเลยครับ >> ครับ >> เป็นเรื่องยากนะครับจริงๆผมเป็นอาจารย์ แพทย์อยู่โรงเรียนแพทย์อาจจะสบายกว่ามาก กว่ากระโดดมาทำเรื่องนี้ครับ >> เอ่อกำลังคิดอยู่ว่าคุ้มรือเปล่าเนี่ยแต่ ว่าถ้าคิดในมุมเสียใจมั้ยถ้าจะไม่ได้ทำ ถ้าเกิดมีโอกาสขึ้นมาจริงๆรัฐบาล >> เอ่อพรรคประชาชนสามารถเข้าสู่อำนาจและ เอ่อมีอำนาจด้านบริหารเพื่อจัดการทำงาน ปฏิรูปพวกนี้ได้จริงเนี่ย >> น่าจะเป็นเรื่องที่ผมรู้สึกเสียใจก็รู้ สึกว่าอันเนี้ยเป็นการเสียใจที่ถูกนะครับ อ >> แน่นอนมันมีภาระอื่นรู้สึกว่ายังห่วงลูก ศิษย์เรียนไม่จบ >> มีเอ่อโครงการวิจัยที่อยากทำแล้วก็รู้สึก ว่าอยากทำให้ดีแล้วก็ส่งส่งมอบเอ่อ >> เอ่อผลงานความรู้เนี่ยเ่อทำงานร่วมกับ ทั้งในและต่างประเทศเนี่ยให้มีเอ่อ ประโยชน์ว่างขึ้นนะครับ >> อือ >> แต่ว่าถ้าเลือกได้เนี่ยเอ่อก็อยากจะลอง ใช้โอกาสที่มีอครับเพื่อสร้างการเปลี่ยน แปลงสักครั้งนึงครับ >>
ครับสุดท้ายจริงๆคุณป้าเมื่อกี้เนี่ยนะ เอ่อมีหลานวัยรุ่นเข้ามานั่งด้วยอีกคนหลานหมอไปเจอผ่านมา 3 เดือน หลังจากที่พรรคประชาชนเข้ามาบริหารแล้ว เจอคุณป้าแล้วก็วัยรุ่นคนนี้นั่งอยู่เรา ไม่รู้ว่าคุณป้าจะพูดยังไงนะ 3 เดือนหลัง จากนั้นแต่จะบอกว่าเอ่อว่าไงหมอที่หมอรับ ปากเอาไว้เนี่ยที่รับปากเนี่ยก็เห็นอยู่ นะแต่ว่าอืมมันยังไม่ทันใจอ่ะแต่วัยรุ่น นี้ยิ่งจอยร้อนใหญ่เลยคุณหมอจะคุยกับคน 2 รุ่นนี้ในเรื่องของสาธารสุขมันต้องดีขึ้น กว่านี้ อธิบายยังไงให้ 2 คนเข้าใจ เท่าๆกัน >> ผมว่าจะเห็นต่าง >> ชีวิตจริงๆของคุณป้านี่รู้ะต้องตื่น 4:00 น.ต้องมารอแล้วก็ต้องรบกวนหลานเหลินมาส่ง เกรงใจเ้าอีกเนี่ยก็เลยแอบมาแล้วก็งุ่มๆ งามๆหลานก็วิ่งมาอ้าวทำไมมาคนเดียวป้า อย่างงี้แต่ว่าเขาก็อยากจะรู้เหมือนกับ ว่าเอาคุณหมอไหนบอกว่าจะทำให้ดีขึ้นเนี่ย เป็นยังไงฉะนั้นสำหรับ 2 generation นี้ โจทย์เดียวกันหรือต่างกันแล้วเราจะแก้แต่ ละโจทย์ยังไง >> คือคือผมอาจจะเห็นต่างนิดนึงที่ว่าเอ่อ 2 คนเนี้ยอาจจะต้องการอะไรบางอย่างที่ต่าง กันของเรื่องเดียวกันที่เราต้องการปฏิรูป สุขภาพไทยครับ >> ต่างกันใช่ >> ใช่เรื่องนโยบายสุขภาพนมันเป็นเรื่องน่า สนใจเพราะมันเป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคน >> ใช่ >> นโยบายสาธารณะที่พรรคการเมืองในประเทศไทย หรือต่างประเทศหาเสียงกันเนี่ยหลายครั้ง มันเป็นเรื่องบางคนไม่สนใจบางเรื่องบางคน สนใจบางเรื่องแต่สุขภาพมันใกล้ตัวทุกคน เราทุกคนต้องมีโอกาสอ >> เป็นคนป่วย >> เจ็บป่วยด้วยตัวเองหรือมีญาติพี่น้องคน ใกล้ชิดคนที่เรารักเจ็บป่วยแล้วมันก็ เดือดร้อนเราใช่มั้ยครับ >> ถ้าเราไม่สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเองอ >> อือฮึเราเชื่อว่าเราอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องการกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อ จัดการเฉลี่ยความเสี่ยงให้เกิดการดูแลสุขภาพ ที่เป็นธรรมและยั่งยืนอย่างที่เราคุยกัน นะครับ >> อือ >> เอ่อผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันของ ทั้งคุณป้าแล้วก็หลานคุณป้าเนาะ >> แต่เมื่อไหร่ที่ได้มีโอกาสลงไปทำงานกับคน หน้างานทั้งประชาชนและผู้ให้บริการสุขภาพ เนี่ยผมคิดว่ารายละเอียดจะต่างกันก็จะ ต้องไปนั่งฟังคุณป้าครับว่านอกจากตื่น 4:00 น.ไปเนี่ยคุณป้ามีประเด็นที่อยาก ให้แก้ไขปัญหาอะไรอีกแล้วก็ไม่ได้รับการ ตอบสนองอะไรก็ต้องแก้ไปนะครับแต่ว่าเท่า ที่เอ่อเรียนรู้มาเก็บข้อมูลมาเนี่ยเราก็ นำเสนอเป็นนโยบายเป็นชุดนโยบายที่ค่อน ข้างครบถ้วนนะครับสำหรับหลานชาย >> อ่าผมคิดว่าก็คงมีหลายอันที่เ้ามีข้อ สงสัยข้อกังวลที่แตกต่างจากคุณป้านะครับ >> อือ >> แต่อันนึงที่เป็นนิยามของ >> ความยั่งยืนนะคือไม่ทิ้งเป็นภาระของคน รุ่นหลัง >> อ่าไม่ทิ้งเป็นภาระเอ่อระบบอาจจะไม่ล้ม ตอนคุณป้าครับอาจจะพอถูกไถไป >> เป็นรุ่นคุณหลานที่อยู่ข้างคุณป้านี่แหละ >> ถ้าเาเป็นคนจำนวนน้อยอ่าต้องส่งเสียภาษี ดูแลคนจำนวนมากที่อายุมากกว่าเจ็บป่วยมาก กว่าอ >> อออือฮึ >> สปิของการเอ่อแชร์ความเสี่ยงคนรวยช่วยคน จน >> คนสุขภาพดี >> ช่วยคนป่วย >> อือฮึ >> คนหนุ่มสาวที่ยังทำงานได้ช่วยคนสูงอายุ หรือเด็กที่ยังทำงานไม่ได้ >> อือ >> ถ้าเราทำให้เกิดอันนี้ไม่ได้ต่างคนต่าง ต่างๆเอาตัวรอดกันเ่อสุขภาพเอ่อที่เรา อยากเห็นคงไม่เกิดระบบสุขภาพที่เป็นธรรม และยั่งยืนคงไม่เกิดครับ >> อ >> ถ้าต้องคุยกับหลานเป็นพิเศษก็อาจจะเน้น เรื่องพวกนี้ว่าเราต้องจัดการเรื่องเนี้ย ไม่ให้เป็นภาระของเขา >> ใช่ >> ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งคนรุ่นใหญ่แล้วก็ คนรุ่นใหม่ครับอือฮึคิดว่าทั้งป้าทั้ง หลานนี่เจะเปรียบเทียบนโยบายเรื่อง สาธารสุขกับพรรคการเมืองอื่นด้วยมั้ย >> น่าจะเปรียบครับแต่ผมเกรงว่าเรื่องอื่น เขาจะสนใจมากกว่าตอนนี้เรื่องจุดยืนโน่น นั่นนี่อ่าไม่นะแต่ว่าถ้าเราเห็นให้เเห็น ว่านโยบายสาธารสุขเนี่ยมันเกี่ยวกับชีวิต ประจำวันเลยนะเกี่ยวกับทุกชีวิตทุกบ้าน ทุกครอบครัวทุกสถานะเนี่ยผมว่านโยบาย สาธสุขเนี่ยจะสำคัญพอๆกับที่อเมริกาโอบา Care ของเอ่อ Affordable เอ่อ Care อะไร ต่างๆนานาเนี่ยเหาเสียงนี้ต้องอันดับ 1 เลยใช่มั้แล้ววันนั้นเมาถึงอะไรอย่าง สำหรับประเทศไทยเรื่องสาธารณสุขคือนโยบาย หลักสำคัญ ที่สุดเรื่องหนึ่ง >> แหมถามงี้ผมก็ผมก็เอ่อมีอคติมีไบแอผมก็ เรียนมาทำงานศึกษาวิจัยมาผมก็อยากให้ เรียนนี้เป็นเรื่องหลักของทุกคน >> ใช่ๆ >> แต่ผมคิดว่าความเป็นจริงอ่ะมันจะยิ่งยิ่ง วันยิ่งใกล้โดยเฉพาะสังคมสูงวัย >> ใช่ >> โดยเฉพาะไอ้งบประมาณค่าจากรัฐอย่างเดียว ไม่พอมันต้องได้รายได้จากด้านอื่น >> คือคือถ้าพูดถึงนโยบายสุขภาพทั่วไปผมยกคน ส่วนใหญ่จะไม่ยังไม่คิดครับ >> แต่ถ้าเราเปลี่ยนเอ่อบทสนทนาเป็นเรื่อง ของภาระ >> อ่า >> ของปัเจกบุกคนแต่ละคนแต่ละครอบครัวเนี่ย >> มันจะมีเรื่องสุขภาพมาเกี่ยวข้องเสมอไม่ ทางตรงก็ทางอ้อม >> ใครเป็นคนรับภาระดูแลเอ่อผู้สูงอายุผู้มี ภาวะเพิ่มพิในครอบครัวของแต่ละคนเพราะว่า เราไม่จัดการระบบเราปล่อยให้แต่ละคนจัด การตัวเองแต่ละครอบครัวใช่มั้ครับ >> เมื่อเจ็บป่วยแล้วฉันจะดิ้นรนหาคนรู้จัก ยังไงเพราะว่าระบบ Primary Care ที่ควร จะเข้มแข็งเป็นตัวนำทางคนเข้าระบบมันยัง ไม่เข้มแข็ง >> ไม่เข้าถึงไม่ทุกคนใช่มั้ครับเข้าถึงได้ บางกลุ่มใช่มั้ครับ >> เอ่อเมื่อเจ็บป่วยร้ายแรงเส้นเป็นมะเร็ง ขึ้นมาเนี่ย >> รักษาได้ทุกที่ก็จริงอ่ะแต่ว่าไปที่ไหน ที่จะดีที่สุด >> ใช่ >> รักษาได้ทุกที่แต่ไปอยู่ที่เดียวรอคิวกัน นานก็ไปไม่รอดใช่มั้ครับ >> ถ้าเราไม่เกิดการจัดบริการที่เป็นห่วงโซ่ คุณค่าจริงๆอย่างที่คุยกันเรื่องของการ จัดการแบบเน้นคุณค่ามีการที่บูรณาการกัน จริงๆ >> ครับ >> ถึงถึงจุดที่เราเปลี่ยนว่าเราไม่อยากผลัก ภาระให้ประชาชน >> ควรจะรับเป็นภาระของระบบบริการสุขภาพของ ผู้หน่วยอิบายแล้วก็ผู้นโยบายเองเนี่ยไม่ ควรผลักภาระให้กับหน่วยบริการหมอพยาบาล ด้วยควรจะจัดการภาระนั้นด้วยการจัดกฎ กติกากฎหมายแรงจูงใจแล้วก็วิธีการจ่าย เงินเอ่อค่าตอบแทนจัดสรรพากรให้เหมาะสม >> ครับ >> ถ้าเป็นอย่างงั้นผมคิดว่าเอ่อบทสนทนาของ เรื่องนโยบายสุขภาพจะใกล้ตัวมากขึ้นเป็น เรื่องหลักมากขึ้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เหมือนที่หลายคนคิดครับอ >> อือชีวิตอาจารย์เปลี่ยนแน่ชีวิตหมอ เปลี่ยนแน่มันเข้ามานี้ชีวิตคนไทยจะ เปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นแน่มั้ย >> ผมว่าเปลี่ยนตั้งแต่มาคุยกับสุชัยตอน เนี้ย ความหวังคือเปลี่ยนแต่ว่ามั่นใจมั่นใจใช่ มั้ยครับว่าเนื่องจากอยู่กับมันวิจัยกับ มัน ถกเถียงกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดศึกษา ตัวเลขข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้วสิ่งที่ กำลังจะเสนอให้พรรคประชาชนเสนอต่อประชาชน ทั้งหลายเนี่ยคือคำตอบของโจทย์ที่ยากที่ สุดโจทย์นึงของประเทศไทย >> ชีวิตผมเปลี่ยนหรือเปล่าผมไม่แน่ใจครับ แต่ว่าถ้าต้องเปลี่ยนแล้วมันไม่สามารถไป เปลี่ยนชีวิตคนอื่นได้ก็อาจจะไม่คุ้มอะไร >> ใช่ >> แต่ถ้ารู้สึกว่ามีโอกาสทำให้ชีวิตคนอื่น เปลี่ยนได้ในทางที่ดีขึ้นไม่มากก็น้อย อย่างที่บอกครับไม่ใช่เฉพาะประชาชนผู้ บริการแต่ว่าเป็นผู้ให้บริการสุขภาพที่ เขารับภาระบางอย่างอยู่ด้วยนะครับอ >> ก็คิดว่าน่าจะคุ้มค่ากับการตัดสินใจครับ >> อืครับขอบคุณมากครับสวัสดีครับ