📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

Oracle ดีลล่ม รอยร้าวแรกของฟองสบู่ AI ? | Up Wealth

MONEY LAB31:08

Transcription

สนับสนุนโดย สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ Upwell Up Level เรื่อง Well กับ Money Lab นะครับ ก่อนที่เราจะไปติดตามเนื้อหาเชิงลึกด้านเศรษฐกิจและการลงทุน อย่าลืมที่จะกดไลค์ กดแชร์ กด Subscribe ให้กับช่อง Money Duck ด้วยนะครับ

วันนี้เนี่ย เราก็จะมาพูดกันในเรื่องของ Oracle Deal รอยร้าวแรกของฟองสบู่ AI หรือเปล่า วันนี้ครับ เราก็ได้รับเกียรติจากคุณชาตรี โรจนอาภา CFA FRM Head of Investment Consultant จาก SCB CIOIO ธนาคารไทยพาณิชย์ครับ สวัสดีครับพี่โรจ

>> สวัสดีครับคุณเนอ

>> ครับพี่โรจครับ ก่อนอื่นเลยครับ Oracle เนี่ยเขาเป็นบริษัทอะไรครับ ก่อนที่เขาจะมาโด่งดังเรื่องของ Data Center AI เนี่ยครับ

>> ครับผม จริงๆ ถ้าย้อนหลังกลับไปนะฮะ Oracle เนี่ยตั้งมาตั้งแต่ปี 1977 นะ Founder คือ Larry Ellison ซึ่งปัจจุบันก็ยังมี Active Pro อยู่ในบริษัทนะฮะ เพราะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์นะฮะ ที่ทำเกี่ยวกับพวก ERP อ่ะ ถ้าใครทำธุรกิจก็คงจะทราบว่าการบริหารจัดการทรัพยากรขององค์กรน่ะนะฮะ แล้วก็ให้บริการหลักๆ ลูกค้าเนี่ยจะเป็นลูกค้ากลุ่มที่เป็นวิสาหกิจอ่า รัฐบาล แล้วก็บริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพวกธนาคารต่างๆ เนี่ยก็มักจะใช้ Oracle เนี่ยเป็น database สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นขนาดใหญ่ตอนนั้นนะ ซึ่งเอ่อ ธุรกิจเริ่มต้นของ Oracle ก็มาจากซอฟต์แวร์ต่างๆ เป็น vendor ที่ให้บริการด้าน database สำหรับบริษัทขนาดใหญ่

แต่เวลาเปลี่ยนไป ยุคสมัยเปลี่ยนไปเนาะ เราก็เริ่มก้าวเข้ามาสู่สมัยก่อน database ก็จะอยู่บน server ในแต่ละบริษัทข้างในเองถูกมั้ยฮะ พอ internet connection มันเริ่มดีขึ้น แต่ก็เริ่มมีระบบ cloud ขึ้นมาเก็บข้อมูลเป็นส่วนกลาง สามารถ access ได้จากหลายจุด แล้วก็มีความปลอดภัย มีสเกลที่ใหญ่ขึ้นเงี้ย ธุรกิจก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เราก็เห็นว่าธุรกิจ Data Center Database สมัยก่อนเนี่ย มันก็ย้ายมาเป็น Cloud กันหมดแล้ว

รายใหญ่ที่เกิดขึ้นมาก็จะเป็น Microsoft เป็น Amazon แล้วก็เป็น Google ใช่มั้ยฮะ ที่รู้จักกันเป็น 3 ยักษ์ใหญ่ อ่า เวลาผ่านไป ธุรกิจมันก็ใหญ่ขึ้น ธุรกิจไอ้ database แบบที่ตั้งอยู่ที่เรียก on-premise อ่ะนะฮะ ที่อยู่ที่บริษัทมันก็เล็กลง แล้วก็ต้องกดดัน Oracle ว่าลูกค้าเขาเองก็เริ่มย้ายไปใช้ cloud มากขึ้น Oracle เองก็พยายามจะขยับตัวเองขึ้นมาจากเอ่อ ซอฟต์แวร์ vendor ที่ให้บริการด้าน database เนี่ย ก็มาทำธุรกิจ Cloud แข่งกับยักษ์ใหญ่ 3 ราย มีทีนี้ที่ว่ามาด้วยนะ

เวลาผ่านไปอีก ตอนนี้ 2022 มีการเกิดขึ้นมาของ ChatGPT ใช่มั้ยฮะ ทุกคนก็มาแข่งขันกันที่การพัฒนา AI ไปให้เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น เก่งขึ้น ทำงานได้มากขึ้นเองเนี่ย แล้วก็ค่อยเห็นพัฒนาการของตลาด database เนี่ย ที่มันเริ่มย้ายมาจาก on-premise คือเป็น server ในบริษัท ขึ้นมาอยู่บน cloud ตอนนี้มันเข้าไปสู่เฟสใหม่แล้ว มันไม่ใช่แค่ว่าข้อมูลเก็บอยู่บน cloud อย่างเดียว แต่ cloud เนี่ย มันจะต้องสามารถคำนวณ วิเคราะห์ ประมวลผลชั้นสูงได้ด้วย เราก็เลยเห็น movement ของธุรกิจเนี่ย ที่มันค่อยๆ ไปยังศูนย์ข้อมูล หรือ data center ที่มัน advance มากขึ้น อันนี้ก็คือจุดนึงที่เราเห็นพัฒนาการของ Oracle เนี่ย จากจุดเริ่มต้นที่เป็นซอฟต์แวร์ House เริ่มเข้ามาสู่ธุรกิจ Cloud แล้ววันนี้เขากำลังจะมุ่งหน้าไปสู่ความเป็นผู้นำของการที่ เอ่อ เป็นเจ้าของ Data Center ใช้ในการพัฒนา AI แล้วก็การประเมินผลชั้นสูงต่างๆ เองนะครับ

>> อื้มครับ แล้วเมื่อ Oracle เนี่ยเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรม AI เนี่ยครับ มันมีความเกี่ยวข้องเพิ่มเติมยังไงบ้างครับกับบริษัท AI อื่นๆนะครับ

>> ครับ ก็เนื่องจากว่า Oracle เนี่ยมาทีหลังเนาะ ก็ต้องยอมเพราะเขามาช้ากว่า Amazon Web Service ช้ากว่า Azure ช้ากว่า Google Cloud เพราะงั้นเนี่ย เมื่อเขาจะเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้ด้วยเนี่ย เขาก็ต้องการจะข้ามเทคโนโลยีไปเป็นอะไรที่ Advance ไปเลย ซึ่งหลังการเกิดขึ้นมาของ ChatGPT เนี่ย มันมีกลุ่มอีกกลุ่มนึงอ่า ซึ่งถ้าอาจจะอธิบายเรื่องนี้ก็ต้องย้อนกลับไปก่อนนิดนึงว่า Data Center เนี่ยมันมี 2 แบบ

Data Center แบบเดิมเนี่ย คือแบบที่เอาไว้สำหรับกันแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลไฟล์ต่างๆ อย่างเงี้ย ก็จะเป็น Data Center แบบที่รายใหญ่ๆ ก็ให้บริการกัน Google Microsoft เอ่อ Amazon เองก็ให้บริการในจุดนี้ แต่ Oracle เนี่ยไม่ต้องการจะไปแข่งในจุดนั้น เขาต้องการจะไปแข่งใน Data Center ที่เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา AI Training AI ซึ่ง AI Data Center ประเภทเนี้ย มันจะเป็น Data Center ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Data Center แบบ Traditional ที่ว่ามา มันต้องอาศัยการคำนวณสูง มีไฟฟ้าที่ใช้ปริมาณมากกว่า มีเรื่องของการ Cooling System ที่มันที่มันมากกว่า เงินลงทุนก็มากกว่าเหมือนกัน

เขาเรียกว่าเป็น Cloud 2.0 คือเป็น Data Center ที่พัฒนาขึ้นมา ที่ทำขึ้นมาเพื่อพัฒนา AI โดยเฉพาะ ไม่ใช่ Data Center ทั่วๆ ไปที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูล แอปพลิเคชัน อ่า ซึ่งในตลาดนี้เองเนี่ย มันเป็นตลาดที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ จากการที่ มีการพัฒนาแข่งขันในช่วงหลังอ่า แล้วก็เห็นโอกาสในจุดนี้เองเนี่ย เขาต้องการจะเป็นผู้นำในจุดนี้ เขาก็เลยดีไซน์การลงทุน Data Center เขาเองเนี่ย ให้มัน match กับอุตสาหกรรมพัฒนา AI อย่างที่ว่ามานะ ครับ

>> อื้มครับ แล้วจากที่พี่โรว่ามาเรื่อง Cloud เนี่ยครับ การที่ Oracle เนี่ยเขาทำระบบ Cloud ที่ออกแบบมาเพื่อการเทรน AI โดยเฉพาะเนี่ย ด้วยแบบ High Performance Computing เนี่ย มันทำให้เขามีบทบาทสำคัญ แข็งแกร่งในเรื่องของ Data Center AI มากขึ้นยังไงบ้างครับ

>> อ่าครับ ก็จากที่ว่ามาเนาะ ว่ามาทีหลังก็ต้องมาได้แรงกว่าใช่มั้ยฮะ เพราะงั้น กลยุทธ์หลักๆ ของ Oracle เองเนี่ย เขาจะจับลูกค้าไม่กี่คน ลูกค้าจำนวนน้อย แต่ว่าขนาดใหญ่ ความหมายคือว่า เขาก็ไปโฟกัสบริษัทขนาดใหญ่ที่เน้นไปด้าน AI ต่างๆ อย่างเช่น OpenAI อย่างเช่น TikTok หรือว่า เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ใช้การประมวลผลสูง อย่างเช่น Uber หรือแม้กระทั่ง Microsoft Azure เองเนี่ย ก็เป็น Partnership อยู่กับ Oracle

เพราะงั้น Server เขาเอง Data Center เขาเอง เขาดีไซน์มาสำหรับการ calculation จำนวนมากๆ ก็จะประกอบไปด้วย GPU Networking จำนวนมากที่อยู่ในนั้น มันก็ทำให้ Data Center ของ Oracle เนี่ย มันถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้มีประสิทธิภาพไปคำนวณสูงในต้นทุนที่ต่ำ โดยการโฟกัสไปแค่บางอุตสาหกรรมย่อย ก็คือพัฒนา AI อย่างเดียว ไม่ได้ใช้สำหรับธุรกิจทั่วไป เพราะว่ามันจะ over spec จนเกินไปนะ มันก็ทำให้เราเองเนี่ย ก็ค่อนข้างจะโฟกัสกับกลุ่มลูกค้าของเขา แล้วก็ Business Model ที่ต้องการจะเป็นผู้นำของเอ่อ High Performance Computing ที่มีกำลังประมวลผลสูงและราคาถูกที่สุด อ่า ซึ่งจะแตกต่างกับเอ่อ คู่แข่งในอุตสาหกรรม อย่างเช่น Microsoft Google หรือว่า Amazon เองเนี่ย เขาขายในลักษณะที่ทำในทุกอย่าง มีเครื่องไม้เครื่องมือเยอะ อ่า มี Tools ต่างๆ มี Ecosystem ที่สอดคล้องรองรับกับธุรกิจทั้งหมด อ่า แต่อันนี้ไปเรื่องเกี่ยวข้องกับการคำนวณอย่างเดียวเลย ลูกค้าเขาเลยโฟกัสเฉพาะจุดมากๆ แล้วก็ใช้ความได้เปรียบเนี้ย ในการลดราคา ตัดราคา ให้ดึงดูดใจคนที่ใช้กำลังประมวลผลเยอะๆ เนี่ย มาใช้บริการของเขา

ซึ่งนี่ผ่านมาก็ต้องบอกว่าทำได้ดีเนาะ เราจะเห็นว่าตัวสัญญาที่ Oracle ได้กับ Partner ของเขาเองเนี่ย มันเยอะมาก วันเนี้ย ตัวเลขเอ่อเอ่อสัญญาเขาเรียก remaining performance obligation คือสัญญาที่ได้มาจากคู่ค้าของเขาเองเนี่ย มันตกประมาณ 530,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนี่ย ถ้าเทียบกันรายได้ต่อปีของ Oracle เนี่ย มันแค่ 70,000 ล้านต่อปี ประมาณเท่านั้นเอง มันก็ทำให้คนอายุที่เขาทำเนี่ย มันค่อนข้างที่จะเห็นผลในช่วงที่ผ่านมา ในเชิงที่ว่าดึงดูดลูกค้าที่เป็นผู้พัฒนา AI ใหญ่เนี่ย เข้ามาใช้บริการ Data Center ของเขานะคะนะคะ

>> อื้มครับ ฟังดูแล้วก็คือ Oracle เนี่ยเขา มีบทบาทสำคัญในเรื่องของ Data Center AI มากขึ้นถูกมั้ยครับ แต่ว่าในช่วงที่ผ่านมาเนี่ย ก็มีเรื่องของ Deal Data Center ของ Oracle เนี่ยครับ ไม่ทราบว่า deal ที่เกิดขึ้นเนี่ย หรือว่าการเอ่อ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเนี่ย มันทำให้นี้เป็นยังไงบ้างครับ

>> ก็ต้องเรียนก่อนว่าไอ้ High Performance Computing เนี่ยมัน Data Center ในลักษณะเนี้ย มันใช้ต้นทุนในการก่อสร้างสูงมาก ขณะเดียวกันการก่อสร้างใช้เวลาในการก่อสร้าง เช่นมันไม่ได้สร้าง 3 เดือน 6 เดือนเสร็จ มันใช้เวลาเป็นปี อาจจะ 2 ปีถึง 3 ปี ด้วยความที่เงินลงทุนสูง แล้วก็ระยะเวลาในการเริ่มดำเนินการให้ได้เงินกลับมา เนี่ยมันใช้เวลานาน มันก็ทำให้ผู้ลงทุนบางส่วนเนี่ย เขาเริ่มพิจารณามุมเนี่ย ลักษณะนี้ว่ามันอาจจะเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น ว่าคุณใช้เงินเยอะ แต่คุณได้เงินกลับมาช้าเนี่ย มันก็ทำให้การ funding ของ Oracle เองในการที่จะลงทุนใน Data Center เนี่ย ถึงแม้ว่าจะมีสัญญากับลูกค้าของเขาอยู่แล้ว ว่าจะใช้ปีนั้นปีนี้เท่าไหร่ เขาแค่สร้างให้เสร็จแล้วก็ให้บริการทำสัญญา เนี่ย มันก็มี gap ที่เกิดขึ้นอยู่ เพราะว่าเงินใส่ไปก่อน รายได้มาทีหลังถูกมั้ยฮะ

มันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ทำไมเนี่ยเอ่อ Oracle เนี่ยมันเจรจาต่อรอง ซึ่งลักษณะของการสร้าง Data Center ครับ มันจะเป็นอย่างนี้ คุณเจอร์ก่อนจะสร้าง Data Center เนี่ย ผู้ให้บริการจะต้องไปหาสัญญามาให้ได้ก่อน ว่าคุณสร้างไปขายใครถูกมั้ย

อย่างกรณีของ Oracle ก็จะมี OpenAI มี Amazon มีเอ่อ มี Microsoft Nvidia ที่เซ็นสัญญาจะใช้อยู่แล้ว ได้สัญญานี้ก็ไปคุยกับเจ้าหนี้ของเขาว่าเนี่ย เรามีสัญญาลูกค้าอยู่ในมือเรานะ อ่า คุณจะปล่อยกู้สร้างมั้ย เราคำนวณต้นทุนการก่อสร้างมา คุณเอาดอกเบี้ยที่คุณโค้ทมาเนี่ย มาประกอบกัน สุดท้ายเราเหลือกำไรเท่าไหร่ คุณได้เท่าไหร่ นี่คือการทำงานธุรกิจ Data Center ที่ว่ามา ตอนเนี้ยสัญญาไม่มีปัญหา เพราะว่าทุกคนก็เซ็นกันไป บริษัทที่เซ็นก็เป็นบริษัทขนาดใหญ่ OpenAI Microsoft Amazon ใน Nvidia ต่างๆ ใช่มั้ยฮะ

ประเด็นก็คือว่ามันมาอยู่ที่จุดที่ว่าต้นทุนในการก่อสร้าง ช่วงที่ผ่านมาเองเนี่ย ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าไอ้ส่วนประกอบต่างๆ ของมัน ทั้ง Cooling System ทั้งไฟฟ้าเนี่ย มันก็ต้นทุนสูงขึ้นนะ เพราะว่าทุกคนแข่งกันมาแย่งสร้าง Data Center ตรงนี้นะ มันก็ทำให้ margin ที่อาจจะได้จากธุรกิจนี้เองอ่ะ มันก็เริ่มเป็น pressure มากขึ้น ฝั่งของคนปล่อยสินเชื่อ คือจะเป็นธนาคาร หรือว่า Private Debt Private Equity ก็ตามเนี่ย เขาก็มีความต้องการผลตอบแทนของเขา ในเชิงของดอกเบี้ย หรือในเชิงประโยชน์ต่างๆ เองอ่ะ ของเขาเองเหมือนกัน เพราะงั้นเมื่อเราเอา 2 ส่วนนี้มาประกอบกัน บางทีมันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ว่า ฝั่งของ Funding อาจจะต้องการผลตอบแทนสูงใช่มั้ย ส่วนฝั่งของผู้ลงทุน หรือ Oracle เองก็จะรู้สึกว่าเอ้ย มันไม่สมเหตุสมผลกับที่สูงขึ้นตรงนั้น องค์ประกอบมีหลายอย่างนะ

แต่การที่เลื่อนหมายความว่าเลื่อนเนี่ย มันก็ไม่ได้หมายความว่า Oracle จะไม่สามารถจะสร้าง Data Center ได้ หรือเขาไม่มีทางเลือกอื่นในการรับทุน มันก็จะกลายเป็นว่า Oracle ก็ต้องหา Partner หรือหาผู้ลงทุนร่วมลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยกู้ หรือว่าเพิ่มทุนก็ตามเนี่ย ที่มันตอบโจทย์ของเรา ก็รู้ได้ ผมมองว่ามันเป็นการเจรจาต่อรองกันระหว่างเอ่อ คู่ค้าต่างๆ มากกว่านะ ซึ่งวันเนี้ย มันก็ยังบอกไม่ได้ชัดเจนว่าเอ๊ะ การที่ Oracle มีการ delay ดีลเลื่อนการสร้าง หรือว่าการ funding ออกไป เนี่ย มันก็ไม่ได้เป็นจุดที่จะบอกว่ามันเป็นฟองสบู่ของคล้ายๆ มันก็เป็นเรื่องของผลตอบแทนที่ตกลงแต่ไม่ลงตัวนะฮะ

>> ครับ แล้วถ้ามันเป็นเรื่องของผลตอบแทนที่ ตกลงกันแล้วไม่ลงตัว หรือว่ามองไปแล้วลงทุนแล้วอาจจะไม่คุ้มที่จะลงทุน หรือว่า gross margin หรืออัตรากำไรต่างๆ ที่พี่โรจว่ามาเนี่ย มันดูอาจจะไม่คุ้มค่า แล้วอะไรที่จะเป็นแนวโน้มในอนาคต ที่เนื้อหาสัญญาณในการลงทุนเนี่ยครับ มันจะทำให้ Deal ของ Data Center Oracle เนี่ย มันมีความได้เปรียบกว่าคู่แข่ง แล้วคนสนใจมาลงทุนนะครับ

>> คือก็ต้องเรียนว่าลักษณะของ Oracle อ่ะ ครับ อย่างที่บอกไว้ว่าเบนลูกค้าไม่กี่รายเนาะ รายใหญ่สุดก็คือ OpenAI ChatGPT ให้รู้จักกันนี่แหละนะฮะ เพราะงั้นผู้ลงทุนก็ต้องวิเคราะห์ลูกค้าสุดท้ายของ Oracle ว่าคือใครนะ กรณีอย่างนี้หลายๆ ท่านอาจจะเป็น OpenAI นั่นแหละ ใช่มั้ยฮะ OpenAI เนี่ยเป็นบริษัท Startup ซึ่งโดยตามโดยตรงก็คือว่าเขาก็ยังอยู่ในจุดของการสร้างผลิตภัณฑ์ แล้วก็เริ่มที่จะ onboard ลูกค้าขึ้นมา เพราะงั้น revenue ของมันจะไม่ได้เหมือนกับ Hyper Scaler อื่นๆ อย่าง Google หรืออย่าง Amazon เองเงี้ย มันก็ทำให้เอ่อ ในเชิงของการวิเคราะห์ลูกค้าสุดท้ายเองเนี่ย มันก็มีประเด็นว่าเอ๊โอเค สัญญาอาจจะสูงมาก 300,000 ล้านใน 5 ปีข้างหน้า แล้วโอกาสที่ลูกค้าคือ OpenAI จะทำได้ตามสัญญานั้น คือจ่ายเงินได้ตามสัญญานั้น มีมากน้อยแค่ไหน ใช่มั้ยฮะ

ก็ทำให้มันก็เป็นจุดนึงที่อาจจะทำให้เจ้าหนี้ หรือว่าผู้ลงทุนต่างๆ เขาเริ่มลังเลที่จะใส่เงินเข้ามา เพราะช่วงหลังเองก็จะเห็นได้ว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรม AI มันก็สูงขึ้น Google เองก็มีการออกที่มันมีประสิทธิภาพใกล้เคียง หรือแข่งขันกับทาง ChatGPT ได้ มันก็เลยนำมาสู่ประเด็นที่เกิดเรื่องความไม่แน่นอน

สารภาพ ผมก็คิดว่าประเด็นเนี้ย ก็คงจะไม่โฟกัสอยู่ที่ลูกค้าต่างๆ เองของ Oracle ถ้าเป็นพวก Microsoft Amazon Nvidia เอ่อ Uber พวกนี้ไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่ ก็คือทุกคนรู้อยู่แล้วว่าบริษัทพวกนี้มันแข็งแรงเนาะ มันก็จะมีเฉพาะ OpenAI เนี่ย ซึ่งเอ่อ ก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ด้วยนะ ที่จะต้องมาดูไอ้ไอ้ หรือความน่าจะเป็นที่จะจะปฏิบัติตามสัญญาได้ เพราะว่าโปรเจคที่เขาทำเสนอมันใหญ่มาก อะไรเงี้ย คนก็เลยกังวลตั้งแต่ OpenAI แล้ว ก็เลยมาต่อที่ Oracle

แต่ตอนเนี้ย OpenAI เองก็อยู่ในจุดที่กำลังระดมทุนนะ ถ้าเราฟังข่าวเดี๋จะเห็นได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงของการ work out เพื่อระดมทุนมูลค่าแสนล้านเหรียญ จากมูลค่าบริษัท 830,000 ล้านเหรียญเนี่ย แล้วก็คาดว่าจะปิดได้ในไตรมาส 1 ถ้า funding ของลูกค้าของ OpenAI คือ OpenAI เนี่ยมันจบไปได้นะ ผมก็คิดว่า pressure ในฝั่งของ OpenAI ในฝั่ง Oracle เองเนี่ย ก็จะลดลง เพราะว่าผู้ร่วมทุนก็จะเห็นนะว่าโอเค ลูกค้าของคุณน่ะมีเงินจริงๆ นะ อ่า มีเงินวางอยู่แล้วนะ อะไรผมว่าประเด็นพวกนี้ก็จะ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

แต่ก็ตามเนี่ย การที่ Oracle ไม่สามารถจะลงทุนได้ในวันนี้เนี่ย ก็ไม่ได้หมายความว่า Oracle จะทำไม่ได้เลย แล้วถ้า Oracle ไม่สามารถรับลงทุนได้ในวันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า Oracle จะมีปัญหาทางการเงิน เพราะก็ยังไม่ได้สร้าง ยังไม่ได้กู้มั้ยฮะ ก็แค่โปรเจคเค้าก็เลื่อนออกไป หรือเขาอาจจะลูกค้าอะไรอื่นก็ได้มา มาเป็นลูกมามาเป็น priority แทนใช่มั้ย วันเนี้ยเอ่อ สัญญาที่มีอยู่ 530,000 ล้านเหรียญเนี่ย เป็นของ OpenAI 300,000 ล้านเหรียญ ที่เหลือคือรายใหญ่ๆ อื่นๆ รวมๆ กันเนี่ย ประมาณ 23,000 ซึ่งตัวเลขตัวเนี้ย ถ้าเราวัดจากรายได้แต่ละปีของ Oracle เนี่ย มันก็ cover รายได้ไปได้ 2-3 ปีแล้ว เขาก็แค่เลื่อนเอารายอื่นมาทำก่อน รายนี้ก็ช้าไปหน่อยนึงเลย มันก็อาจจะไม่ได้ถึงจุดที่มันแย่มาก แต่มันเป็นการเตือนอุตสาหกรรมเหมือนกันว่าเนี่ย ตอนเนี้ยเราเริ่มทำ reality check ละ คือเริ่มดูแล้วว่าไม่ใช่ว่าคุณประกาศอะไรออกมาก็เชื่อหมด อะไรเงี้ย จะมาดูความเป็นจริงว่ามันคุ้มค่ามั้ย มันสมเหตุสมผลหรือเปล่า มันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า

มันก็ทำให้ตลาดของ AI ที่มันเคย rally มากๆ Bullish มากๆ เองก็อาจจะต้อง cool down ลงมาหน่อย มาเช็ค reality กันหน่อยว่าเอ้ย มันสมเหตุสมผลหรือเปล่านะฮะ

>> อื้มครับ แล้วที่ผ่านมาเนี่ย หลายบริษัทก็แบบ อยากลงทุนในด้าน AI มาก เพิ่ม capex กันไปเยอะมาก เราจะรู้ได้ไงครับว่าบริษัทนั้น เนี่ยที่ลงทุนเยอะขนาดนี้เนี่ย เขาจะประสบความสำเร็จในการลงทุนด้าน AI อ่ะครับ

>> คือการประเมินว่าใครสำเร็จไม่สำเร็จเองเนี่ย มันจะประเมินยากในช่วงลงทุน เพราะว่าทุกคนสามารถจะใส่เงินได้หมดนะ แต่ปลายทางของเรื่องนี้คือเงินที่ใส่เข้าไปต้องสร้างรายได้ แล้วก็การสร้างรายได้โดยปกติ โดยเฉพาะธุรกิจในสเกลขนาดนี้เนี่ย มันจะมองได้ยาก เพราะว่าในช่วงแรกของการลงทุนเนี่ย มันไม่ใช่ว่าใส่เงินปุ๊บแล้วได้รายได้เลยใน 3 เดือน 6 เดือนเนาะ มันใช้เวลาเป็นปี 2 ปี 3 ปีกว่าจะสร้างฐานรายได้ กว่าจะอะไร แต่เมื่อมัน scale ได้แล้วเนี่ย มันจะมาเป็น exponential เลย

เพราะงั้นเนี่ย ไอ้การวิเคราะห์ว่าใคร success หรือล้ม หรือจะล้มเหลวพวกเงี้ย ในเทรดต้นเนี่ย มันจะค่อนข้างยาก แล้วมันจะ base assumption อยู่บนความเชื่อได้มากๆ เลยว่าสิ่งที่เขา กำลังทำอยู่ในสุดท้ายแล้วปลายทางจะเป็น อย่างไร

ถ้าเราเปรียบเทียบเนาะ ระหว่างผู้เล่นในอุตสาหกรรมเนี้ย ถ้าเป็นผู้เล่น Hyper Scaler เช่น Google Microsoft Amazon พวกเนี้ย ที่เขามีธุรกิจเดิมใหญ่ อยู่แล้วเนี่ย เวลาที่เขาลงทุนนี่เขาเอาเงินตัวเองที่เกิดขึ้น cash flow ที่เกิด ขึ้นจากธุรกิจ เอามาใส่ในธุรกิจนี้ แล้วก็สิ่งที่เขาทำขึ้นมาเนี่ย มาแพ็คเกจเสียบเข้าไปขายกับอย่างอื่นที่เขาขายอยู่ได้ อย่างเช่นวันนี้ก็ออกแพ็คเกจว่าถ้าคุณ subscribe เวอร์ชั่น pro นะ คุณจะได้พื้นที่ cloud Google ไปฟรี 2 TB ใช่มั้ย แล้วก็คุณจะได้เป็นสิทธิประโยชน์ 1 2 3 4 อีกอย่างเงี้ย ถ้าเป็นธุรกิจที่มันมีอะไรที่มันดั้งเดิมอยู่แล้วเนี่ย มันจะวิเคราะห์ได้ง่ายกว่า หรือความเสี่ยงต่ำกว่า

ถ้าเป็นธุรกิจที่อาจจะต้องพึ่งรายได้จากลูกค้าโดยตรงในสิ่งที่กำลังทำอยู่ เช่น OpenAI เนี่ย เขาจะมีรายได้ทางเดียวคือเก็บตรงจากลูกค้า หรือไปหาลูกค้าใหม่ที่เป็นองค์กรที่เป็น corporate มามา partner ด้วย ไม่ได้มีกระแสเงินสดจากธุรกิจดั้งเดิมมาอยู่ อันนี้ก็จะยากหน่อยนะที่จะต้องวิเคราะห์ ก็ต้องใช้เวลาในการ map up เนี่ย ก็คือจุดประเด็นที่ทำให้ทำไมตลาดในช่วงที่ผ่านมาเนี่ย มันถึง penalty หรือลงโทษธุรกิจในกลุ่มที่ผูกพันกับ OpenAI ค่อนข้างเยอะ อ่า แต่เราก็ต้องมาตามดูต่อไปว่า แล้วสิ่งที่ OpenAI ลงทุนวันเนี้ย มันมีรายได้กลับมาเท่าไหร่ ผมเชื่อว่าเอ่อ การประกาศงบการเงินในช่วงต่อๆ ไป ของ OpenAI เองเนี่ย จะเป็นที่โฟกัสของนักลงทุน เขาเป็นนักวิเคราะห์นักลงทุนก็คงจะมีคนเข้าไปดูเลยว่า user ตอนนี้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ แล้วมี pay user เท่าไหร่ มี average cash flow เท่าไหร่ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า 2-3 ปีข้างหน้าเนี่ย โอกาสที่ OpenAI จะเป็นกำไรมันยากมากเลย ผมว่าอาจจะต้องมี 4-5 ปีแล้วนั้น ในระหว่างเนี้ย มันจะอยู่บนความเชื่อของนักลงทุนที่ว่า OpenAI เนี่ยจะเป็นผู้ชนะที่สุด แล้วก็จะขยายไปได้แค่ไหน ผมว่าตรงคือสิ่งที่สำคัญ

เพราะงั้นตอบคำถามคุณเจอร์ โดยสรุปก็คือว่า success หรือจะ fail เนี่ย มันอยู่ที่ 2 เรื่องคือ 1 เนี่ย สุดท้ายแล้วคุณมีรายได้เพียงพอ justify สิ่งที่คุณลงทุนกันดีมั้ย กับ 2 คือว่าคุณจะอยู่รอดไปจนวันนั้นมั้ย อืมนะฮะ ผมว่า 2 คำถามคือสิ่งที่ เราติดตามกันนะครับ

>> ครับ ในประเด็นถัดมาครับ คือหลายๆคนเนี่ย ในช่วงช่วงนี้แล้วกัน ช่วงไตรมาส 4 ปลายปี แบบนี้ครับ หลายๆคนก็คิดว่ามันเป็นโลกของ ฟองสบู่ในตลาดหุ้นไปแล้ว ไปเทียบกับ Dot com เองครับ แต่ว่าถ้าเรามองในมุมมองของนักลงทุนเนี่ย ในการลงทุนของเราเนี่ย อย่างที่ Oracle เขาได้เลื่อนแผนการระดมทุนไปเนี่ย มันเป็นสัญญาณบอกอะไรให้เรา พิจารณาว่าเราไม่ควรที่จะใช้อารมณ์เหนือ ข้อเท็จจริงมากเกินไป ยังไงบ้างครับ

>> คือย้อนหลังไป 3 เดือนเนาะ ช่วงที่ตลาดกำลัง rally มากๆ เนี่ย ตอนนั้นใครประกาศดีลอะไรออกมา พูดก็ขึ้นมาเลยใช่มั้ย ไม่มีใครไปดูเลยว่าดีลที่ว่ามาเอาเงินมาจากไหน หรือว่ามันคุ้มค่าหรือสมเหตุสมผลในการทำหรือเปล่า วันนี้ภาพไม่ได้เป็นอย่างนั้นละ เราก็จะเริ่มเห็นดีลต่างๆ ที่ทำไปเนี่ย ถูกขุดขึ้นมา แล้วก็วิเคราะห์โดยนักวิเคราะห์นักลงทุนในรายละเอียดมากขึ้น ความคุ้ม ROI possibility ที่จะเกิดขึ้นได้จริง อันเนี้ย มันจะทำให้ type หรือว่าเอ่อ กระแสของ AI เนี่ย มันอาจจะลดความร้อนแรงลงมา ซึ่งมองในแง่ดีก็ได้ว่ามันก็จะเป็นการ screen เอาธุรกิจหรือว่าโปรเจคที่มันเป็นแค่ narrative ที่คิดว่าเป็นแค่แบบ ขาย story ขายเรื่องราวนี้ออกไป มันก็จะเหลือเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถ ปฏิบัติได้จริง มีลูกค้าอยู่จริงเท่านั้นเอง

มันก็อาจจะทำให้การลงทุนในอนาคตเนี่ย มันไม่ได้ซ้ำซ้อนแล้ว มันก็ไม่ได้ปิดทิศทาง เพราะว่าเริ่มกลับมาสู่ความเป็นจริงมากขึ้น อ่า ถ้าเราจะมองในแง่ดีก็ได้ว่า การใช้ capital จากนี้ไปเองเนี่ย มันก็จะมีประสิทธิภาพและสมเหตุสมผลมากขึ้น ไอ้ที่ไม่สมเหตุสมผลก็จะเริ่มตกไป งั้นบริษัทไหนธุรกิจอะไรที่ขึ้นมาได้กระแสตามชาวบ้านเข้ามาแปะ AI แล้วระดมทุนได้อะไรเงี้ย มันก็จะเริ่มถูก ค่อยๆ screen ลงไป ก็จะเกิดเฉพาะธุรกิจที่มันมีอยู่จริง ธุรกิจที่มี support หรือมีสายตาตัวจริงนะ

เพราะฉะนั้นในจุดผมก็มองว่าพอกระแสมันเริ่มลดลงไปเนี่ย คุณก็จะคัดสรรมากขึ้น แล้วก็ธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเอ่อ cash flow เยอะอยู่แล้ว พึ่งตัวเองได้อย่าง Hyper Scaler ทั้งหลายเนี่ย ก็จะมีความได้เปรียบนะ ในแง่ของการแข่งขันกันตรงนี้ ส่วน Oracle เองเนี่ย จริงๆ ไม่ได้เล็กนะ ต้องบอกอเป็นใหญ่มาก อ่า รายได้ต่อปีประมาณ 70,000 ล้าน กำไรต่อปี 20,000 ล้านโดยประมาณ แล้วก็ Market cap 70,000 ล้านนี่คือใหญ่มากเลย เพียงแต่ว่าเขากำลังแข่งขันกับคู่แข่งที่ใหญ่กว่า ก็คือ Amazon ใช่มั้ยฮะ Google Microsoft พวกนี้มันหลัก 4 ล้านๆ 5 4 ล้านล้านอะไรเงี้ย มันก็ใหญ่กว่า

เพราะงั้นเนี่ย ก็ต้องบอกว่าเขาไม่ได้เล็กหรอก เพียงแต่ว่าเขาก็ต้องแข่งขันกับยักษ์ที่ใหญ่กว่าเขาเอง เพราะงั้น Oracle ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่เนี่ย มันมี value จริงๆ ลูกค้าเขา สามารถไปสัญญาได้ ตัวเขาเองมีความน่าเชื่อถือ มีศักยภาพในการ Operate Data Center ให้มันสอดคล้องกับสัญญาที่มีอยู่ ได้ ถ้าทำสำเร็จ เขาก็อาจจะกลายเป็นยักษ์ที่ 4 ขึ้นมาในอุตสาหกรรมของ Cloud ในอุตสาหกรรมของ Data Center ซึ่งวันเนี้ย มันก็ถูกยึดครองไป 3 เจ้าใหญ่เนาะ ที่ผ่านมาเองเนี่ย Oracle ทำได้ดีใน Cloud 1.0 นะ แต่ว่าพอมาถึง 2.0 สูตรเต้องการจะข้าม step ไปมีโมเดลที่มันกว่า พึ่งลูกค้าจำนวนน้อย ใช้ราคาถูกเข้าสู่อะไรเงี้ย ความเสี่ยงก็จะเป็นมากกว่า Hypercaler อื่นๆ ที่เขา มีทางลูกค้าหลักแสนคนอะไรเงี้ยนะฮะ

>> ครับ แล้วอีกเรื่องนึงครับ คือเรื่องของที่ เขา ระดมทุนมาเยอะๆเนี่ย หรือว่าไปทำการกู้จากธนาคารเนี่ย ไม่ทราบว่าต้นทุนทางการเงินจะเพิ่มภาระให้กับบริษัทมั้ครับ แล้วช่วงนี้เนี่ย Fed ก็ทำการลดอัตราดอกเบี้ย มันอาจจะทำให้ปีหน้าเนี่ย ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นหุ้นแล้วกันครับ มันจะพุ่งต่อหรือเปล่า เพราะต้นทุนทางการเงินจากดอกเบี้ยที่ลดลงอ่ะครับ

>> คือจริงๆ ต้องบอกว่า Federal Reservech เนี่ย ลดดอกเบี้ยนโยบายปีหน้า ทิศทางก็จะลดลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้เล่นทุกรายที่จะได้ประโยชน์ เพราะว่าถ้าเป็นธุรกิจเนี่ย มันก็จะมีอีกเรื่องนึงที่ผู้ลงทุนก็ต้องคิดด้วยก็คือโอกาสที่จะไม่คืนหนี้ ถึงแม้เศรษฐกิจจะดี แต่คุณจะเบี้ยวได้ถูกมั้ย ยิ่งคุณลงทุนเยอะ สเกลของคุณใหญ่ แล้วเงินของคุณได้กลับมาช้า เพราะว่าคุณต้องสร้างไปก่อน เก็บเงินที่หลังเนี่ย มันก็เป็นในผลที่ช่วงหลังๆ เนี่ย Oracle เราจะเห็นว่าเขาเรียกอะไร ไอ้ค่าป้องกันความเสี่ยงอ่ะนะ CDS Swap อ่ะ ที่จะบอกว่าความเสี่ยงของบริษัทที่มันจะผิดนัดหนี้มีมากขนาดไหน ของ Oracle เองมันสูงขึ้น แล้วอุตสาหกรรมเองก็สูงขึ้นหมด ถ้าเป็นถ้าไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่มากนะ ก็จะเป็นสเกลที่ทำให้มันก็บาลานซ์กันระหว่างนโยบายดอกอาจจะลด แต่ว่าด้วยความที่ตลาดเริ่มสงสัยมากขึ้นเนี่ย เราก็อาจจะเห็นต้นทุนทางการเงินของธุรกิจพวกเนี้ย มันเพิ่มขึ้นนะ

ซึ่งถ้าสุทธิกันออกมาแล้วเนี่ย ผมก็คิดว่ามันก็ไม่ใช่สิ่งกับแย่มากหรอก เพียงแต่ว่า return ที่เกิดขึ้นจากความกังวลเนี่ย มันจะทำให้ผลตอบแทนการลงทุนเนี่ยมันลดลง แล้วก็หลายๆ โปรเจคอาจจะเกิดขึ้นไม่ได้จริง ความหมายก็คือว่า ไอ้ที่ทุกคนบอกว่าจะสร้างกัน 1 เทราวัตต์อะไรนะ 1 GW 6 GB 10 GW อะไรเนี่ย สุดท้ายแล้วมันคงไม่ถึงหรอก มันก็จะมีเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงเท่านั้นเอง

เพราะงั้นก็ต้องระมัดระวังเรื่องการลงทุนว่าอะไรที่ขึ้นมาจากที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามันจะมีอยู่จริง อันเนี้ยก็ต้องระวัง แต่สิ่งที่มีอยู่จริงอยู่แล้วเนี่ย มันก็จะเดินต่อ เพราะเทคโนโลยี AI อย่างไรเสียเนี่ย มันก็จะกลับมาอยู่กับชุดเราแน่นอนนะฮะ

>> อื้มครับ หลังจากที่เราคุยเรื่องของ Data Center ใน Oracle ไปอย่างลึกแล้วนะครับ อยากจะชวนพี่โรจคุยในเรื่องของอุตสาหกรรมอื่นๆใน AI บ้างครับว่าการที่ AI นี้ เนี่ย Data Center ของ Oracle โดนเลื่อนเนี่ย มันกระทบบริษัทอื่นๆในอุตสาหกรรม AI ยังไงบ้างครับ

>> แบบอาจจะต้อง wrap up นิดนึงนะว่า Oracle เกี่ยวอะไรกับอุตสาหกรรมไปทั้งหมด อ่า ถ้าเราไล่ไปตั้งแต่ต้นน้ำของอุตสาหกรรม AI เนี่ย คือคนที่ผลิตชิปข้างหลัง AMD Nvidia หรือว่าอย่าง TSMC Samsung ก็ตาม กลุ่มพวกนี้คือผลิตสินค้าขึ้นมาผลิตชิปผลิตเทคโนโลยีขึ้นมาให้ไปสร้าง Data Center เพื่อจะมาใช้คำนวณประเมินผลต่างๆ นะฮะ Oracle เนี่ยคือคนที่ซื้อไอ้ชิปพวกเนี้ยมาประกอบ เป็น data center จะเป็นเจ้าของเองก็ได้ หรือให้คนอื่นเป็นเจ้าของแล้วไปเช่ามาก็แล้วแต่เนี่ยนะ แล้วตัวเองเนี่ยก็เอาไปขายก็คือไปหาคนใช้ Data Center เนี่ย มาใช้บริการ Oracle เนี่ยจะอยู่ตรงกลางระหว่างต้นน้ำก็คือผู้ผลิต semiconductor กับปลายน้ำคือ AI application ลูกค้ากลุ่มนี้ก็เช่น เอ่อ OpenAI ใช่มั้ยฮะ Gemini อ่า TikTok เหล่าเนี้ย เพิ่งต้องการใช้ไอ้การคำนวณตรงนี้

กรณีที่ Oracle มีการ delay การก่อสร้าง Data Center ออกไปเนี่ย ในผลกระทบที่ย้อนกลับไปหาต้นน้ำก็ต้องมีอยู่แล้ว เพราะว่าคุณก็คาดหวังว่าจะขายให้กับ Oracle ได้ เมื่อ Oracle เลื่อนการเปิด Data Center ออกไป ยอดขายก็จะ delay กลับไป แต่ผมก็คิดว่าในจุดต้นน้ำเองเนี่ย ผลกระทบมันอาจจะไม่ได้เป็นนัยยะมาก เพราะว่าทุกวันเนี้ย เอ่อ ทุกรายอ่ะครับ ผู้ให้เอ่อ ผู้ประกอบธุรกิจชิปทุกรายเนี่ย มีออเดอร์ในมือเนี่ยเกินกว่าที่ทำได้จริงอยู่แล้ว ก็ต้องรอกันอยู่แล้ว เพราะงั้นถ้าเลื่อนออกไปเนี่ย เขาก็สามารถจะเอาลูกค้ารายอื่น อาจจะเป็นอาจจะเป็น XAI อาจจะเป็น Anthropic หรืออาจจะเป็นคนอื่นๆ เข้ามาเสียบแทนได้ เพราะว่าเขามีออเดอร์ที่ล้นอยู่แล้ว

เพราะงั้นเนี่ย ผลกระทบทางต้นน้ำเองมีอยู่ แต่ก็อาจจะไม่ได้รุนแรงจนกระทั่งน่าเป็น อ่า ผลกระทบในศูนย์กลางน้ำเอง เอาแล้วแน่นอนว่าพอเขาเลื่อนออกไปเนี่ย มันก็ทำให้รายได้เมันเข้ามาช้าลมนะ มันก็มีประเด็นกับธุรกิจของเขา แต่ถ้าเขายังไม่ลงทุนหนักๆ แล้วมันเลื่อนนี่ก็ยังดีอยู่ ลงทุนไปแล้วแล้วขายไม่ได้เนาะ มันก็ มันก็เป็นอะไรที่อาจจะกระทบไอ้โรคบางส่วน แต่ก็ไม่ถึงกับวิกฤตมาก ผมก็คิดว่าทุกอย่างมันอยู่บน negotiation period แล้ว in case ว่าถ้าเกิดมันไม่สมเหตุสมผลจริงๆ เนี่ย สุดท้ายมันจะเกิดมันจะเกิดการปรับงบ การตัดโปรเจคให้มันสมจริงมากขึ้นเนี่ย มันอาจจะกระทบกับโปรเจคกำไรในอนาคตบ้าง แต่สถานะปัจจุบันของเราเองเนี่ย มันจะไม่ได้แย่ลงกันตรงนั้น อาจจะดีเค้าก็ได้นะ ที่เค้ากลับมาความเป็นจริงมากขึ้น แล้วก็ทำให้มันพอดีกับตัวไม่ได้ทำเกินเกินตัวกัน

แต่รายอื่นๆ เนี่ยที่ไม่ใช่ Oracle เป็นกลุ่ม Data Center ด้วยกัน ได้ประโยชน์หมดอยู่แล้ว เพราะว่า supply มันจะลดลง ไอ้ที่เคยขู่ว่าจะบอกว่าจะสร้างกัน 6 เทไบอะไรเอ้ย 6 GB อะไรไงมันก็จะไม่เกิดนะ GW ไปมันก็จะไม่เกิดแล้วก็ทำให้ supply ของพวกเนี้ยมันก็จะจำกัดลง ก็เป็นประโยชน์กับผู้เล่นหลายอื่น hyperscaler อื่นที่ทำ Data Center เหมือนกัน ก็จะได้ประโยชน์ตรงนั้น

ส่วนปลายน้ำก็คือกลุ่มที่ใช้บริการพวกเนี้ย อ่า ก็ต้องบอกว่า Oracle เป็นคนที่ให้บริการด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด เป็น no cost cheap capital power เพราะงั้นเนี่ย ไปใช้รายอื่นมันแพงขึ้นหมดแหละ เพราะงั้นในกลุ่มพวกนี้เองก็จะมีประเด็นต้นทุนที่มันอาจจะสูงขึ้น จากการที่ว่าเจ้าที่ถูกสุดมันไม่ได้ให้บริการมันได้รวดเร็ว แล้วก็ต้องไปใช้อะไรอื่นๆ ต่อไป ผมก็ว่าผลกระทบมันก็ น่าจะประมาณนี้นะ ถ้าเยอะๆ หน่อยก็ตัว Oracle เองนั่นแหละ แต่ว่าที่เหลือเนี่ย ผมก็คิดว่ามันสามารถจะมีที่เกตไปกันได้วะนะครับ ก็ไม่ได้มองว่าของ Oracle เลื่อนออกไป ถ้ามันยกเลิกเลยเนี่ย อุตสาหกรรม AI ก็จะเดินหน้าต่อก็ไม่ได้ถึงจะสะดุดอะไรนะ ตราบเท่าที่คนยังรู้สึกว่า AI เนี่ย มันช่วยเหลือชีวิตประจำวันเราได้จริงๆ เนี่ย ผมก็เชื่อว่าภาพรวมอุตสาหกรรมมันเดินหน้าต่อ ใครล้มก็หาคนอื่นแทนนะฮะ

>> ครับ แล้วเรื่องที่พี่โรจบอกว่า Oracle เนี่ยได้รับผลกระทบเต็มๆถูกมั้ยครับ แล้ว เอ่อ มันยังมี Data Center เจ้าอื่นที่สามารถให้บริการได้อยู่ไม่ทราบว่ามันจะเพิ่มการผูกขาดอย่าง Data Center เจ้าใหญ่ๆอีกมั้ครับ เพราะว่า Oracle เนี่ย เอ่อไม่ได้สร้างไม่ได้สามารถสร้าง Data Center ได้ตามนี้ครับ

>> ต้องบอกว่าอย่างงี้ฮะ คือ Data Center ปัจจุบันเองเนี่ย Capacity มันก็ไม่พออยู่แล้วนะ ที่มีอยู่เนี่ย ทุกคนก็พยายามสร้างเพิ่ม การที่ Oracle อาจจะช้าลงไปเอง แน่นอนว่ามันก็ทำให้การ Market share มันก็ไปอยู่กับรายใหญ่ที่เขามีเงินสดมากขึ้นใช่มั้ยฮะ ก็ทำให้ภาคอุตสาหกรรมนี้ก็จะมั่นคงขึ้นอย่างที่อย่างที่ว่ามานะ แต่ก็ต้องขอกลับไปนิดนึง คุณคุณเจอร์ Oracle เองเนี่ย อาจจะกระทบในแง่ของ Future Future Growth หรือว่า Future Cash Flow นะ แต่สิ่งที่เขาจะได้กลับมาคือว่าถ้าเลื่อนเนี่ย ความเสี่ยงบริษัทจะลดลง เพราะคุณไม่ต้องแบก loss

>> ตัวเองออกมา

>> ผมก็คิดว่ามันเป็นการ balance แ่ะ ซึ่ง Oracle เลือกที่จะโต

>> ในอนาคต เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาไม่เริ่มทำ วันเนี้ย ปล่อยให้ Hyper Scaler อื่นๆ เขาสร้างไปจนเสร็จ แล้ววันนั้นคุณไม่มีที่ยืน แล้วเขาเลือกที่จะเสี่ยงวันนี้ แต่ผู้ลงทุนก็ต้องดูว่ารายอื่นเขาอยากจะเสี่ยงพี่หรือเปล่า อะไรเงี้ย Oracle นะฮะ ก็ก็มันก็เป็นเหตุผลที่ทำไมในรุ่นนาคที่ผ่านมาเนี่ย มันย่อลงมาระดับหนึ่ง ก็จะเรื่องงี้แหละว่าเอ้ย มุมมองระหว่างผู้ลงทุนกับตัวบริษัทเองเนี่ย อาจจะมองต่างกัน บางคนอาจจะไม่ได้อยากเสี่ยงมาก แต่บริษัทบอกว่าเขาอยากจะเป็นผู้ชนะ ถ้าไม่ทำวันนี้ เขาก็ไม่มีโอกาสแล้ว อะไรเงี้ย ก็เลยเป็นสิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่ ในตลาดอีก แต่สุดท้ายแล้วเนี่ย ผมเชื่อว่าทั้ง industry เองอ่ะ ถ้า AI ยังเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือและต่อยอดได้ มันก็ยังไปต่อได้

>> โอเคครับ เรื่องถัดมาครับ วันนี้ครับ Oracle มีเรื่องอะไรที่ต้องจับตาครับพี่โรจ

>> ผมว่าประเด็น 2-3 ประเด็นเนาะ เรื่องแรกก็คือว่าเรื่องของการ funding ลูกค้าของเขา ก็คือ OpenAI ซึ่งเป็นลูกค้าอะไรอย่างเลย แล้วทุกอย่างก็จะเบสอยู่บนนี้แหละ ถ้าคนนี้ไปต่อได้ก็สบาย ถ้าคนนี้ไม่ได้ไปต่อ อย่างเงี้ย มันก็จะกระทบกับโปรเจคในอนาคตของ Oracle ซึ่งวันเนี้ OpenAI อยู่ในเฟสของการระดมทุนอย่างที่บอกมา อ่า แสนล้านเหรียญระดมทุนจาก Sovereign Fund คือกองทุนความมั่งคั่งของแต่ละประเทศเองเนี่ย ถ้าทำสำเร็จอย่างเงี้ย อ่า Oracle ก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะว่าลูกค้าได้ตังค์มาละ พร้อมที่จะจ่าย อันนั้นคือประเด็นที่ 1

ประเด็นที่ 2 ก็คือว่าความมั่นคงของลูกค้าเดิม Oracle เนี่ย ลูกค้าส่วนใหญ่ที่บอกว่ามีไม่กี่รายนะ รายใหญ่มากๆ รายนึงเนี่ยก็คือ TikTok

TikTok เนี่ยในอเมริกาเนี่ย เขาใช้ Server ของ Oracle ทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้จำได้ คุณเจอร์ TikTok มีประเด็นกับรัฐบาลสหรัฐ ว่าให้ขายยูนิตอเมริกาไปนี่จะปิดถูกมั้ย ก็เรากระทบกับธุรกิจ แต่ล่าสุดที่ออกมาเมื่อคืนนี้เนี่ยเนี่ย ก็กลายเป็นว่า internal memo นะ จดหมายภายในของ TikTok ที่เขาบอกพนักงานในภายในบริษัทบอกพนักงานว่าเนี่ย AI การขาย TikTok US เนี่ยมันเสร็จแล้ว ผู้ลงทุนเนี่ยก็จะมีเอ่อ Oracle จะมี Silver Lake ที่เป็น Private Equity นะ แล้วก็มีกองทุนความมั่งคั่ง Abu Dhabi เนี่ย 3 รายนี้มาถือหุ้น TikTok US รวมกันเนี่ย 45-50% อีกประมาณ 30% เนี่ยจะเป็นผู้ลงทุนปัจจุบันของ ByteDance นะฮะ แล้วก็ 20% เนี่ยจะเป็นตัว ByteDance คือบริษัทแม่ของ TikTok ปัจจุบัน เพราะงั้นจะทำให้บริษัทแม่ของ TikTok ก็คือ ByteDance เนี่ย มีถือหุ้น TikTok ใน US เนี่ยแค่ 20% ซึ่งมันเป็นไปตามเงื่อนไขของสหรัฐที่ต้องการจะให้ control ส่วนใหญ่อยู่กับผู้ลงทุนอเมริกาเองนะ มันก็ทำให้ความเสี่ยงที่ TikTok จะโดนปิดน่ะ มันก็หายไป เพราะว่าตอนนี้คุณดีลได้แล้ว แล้ว Oracle เองเนี่ย ด้วยการที่เขาเป็นผู้ถือหุ้น TikTok US เองเนี่ย เขาก็ได้ประโยชน์จากเรื่องของการเติบโตของแพลตฟอร์ม TikTok ในอเมริกา ด้วยใช่มั้ย ทั้ง e-commerce advertising และอีกด้านนึง เขาก็ skill ว่าก็คุณถือหุ้นอยู่ เพราะงั้น usage ของ Data Center ที่จะใช้ของ TikTok ในอเมริกาเองก็คงจะยัง skill อยู่กับ Oracle เหมือนกัน

ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่เข้ามาช่วยทำให้ Oracle เองเนี่ย ความเสี่ยงมันลดลงนะ วันเนี้ย Oracle ไม่ได้มีปัญหาเรื่องของ sale ในอนาคต เพราะว่าสัญญามีอยู่แล้ว แต่ปัญหานี่ก็มีปัจจุบันคือว่าความเชื่อมั่นของผู้ขอ ผู้ลงทุนว่าเอ๊ะ คุณจะอยู่รอดไปถึงวันที่ คุณได้ sale ตรงนั้นมั้ยอะไรเงี้ย ของ TikTok จะมาช่วยตอบโจทย์โอเค อย่างน้อยๆ คุณ sale ปัจจุบันได้อยู่ มันก็ทำให้ความเสี่ยงของ Oracle เนี่ยลดลงนะฮะ

แล้วดีต่อไปในอนาคต ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องติดตามไปก็คือ progress ของการ funding อย่างที่ว่ามา ว่าไอ้โปรเจคต่างๆ มันต้องใช้เงินทุน ซึ่ง Oracle ไม่ได้มีเงินทุนถึงถังเยอะเหมือนกับ Hyper Scaler ที่มีธุรกิจอื่น เขาก็ต้องพึ่งการกู้ การลงทุนต่างๆ เพราะงั้นก็ต้องมาดูว่าโอเค รอบที่ผ่านมา Partner ที่ให้ capital อาจจะมีการ back off ออกไป ไม่ได้ funding ให้ เพราะว่า rate ไม่ตรงกัน คุยกันไม่ได้ แต่เราก็จะเดินหน้าคุยกับผู้ทุนรายอื่นอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่า Blue out ไม่ funding แล้วคนอื่นจะไม่ทำใช่มั้ย อันนี้ก็คือสิ่งนี้ติดตามต่อไป

ก็เป็น 3 ประเด็นหลักที่ผมอยากจะฝากเอาไว้เนาะ คือ ตัว OpenAI เองที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ AI ต่างๆ ที่จะ deal หรือเขา มีลูกค้าอะไรใหม่ไหมที่ไม่ใช่ OpenAI แล้ว สิ่งที่เป็นอยู่ ยิ่งถ้าดีคนอื่นเพิ่มขึ้นเนี่ย Diversification จะทำให้นักลงทุนเนี่ย กังวลน้อยลง เก็บ Oracle ซึ่งวันนี้ก็เริ่มมีเพิ่มมาเรื่อยๆเนาะ มี Meta มี Amazon มี Microsoft มี Uber มีเอ่อ OpenAI เนี่ย ถ้าเรามีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้ความเสี่ยง Oracle ในลดลง ผมก็คิดว่าประเด็นพวกนี้ก็คือสิ่งที่เราติดตามเดิมนะ ครับ

>> อื้มครับ สำหรับวันนี้นะครับ เราก็ได้ความรู้เกี่ยวกับ Oracle นะครับ ที่สำคัญครับ Deal Data Center ของ Oracle เนี่ย แม้ว่าจะถูกเลื่อนออกไป แต่แน่นอนว่ายังไม่ได้ถูกกระทบกับบริษัทขนาดนั้น เพราะบริษัทยังไม่ได้ลงเงินจริง เป็นเพียงแค่สัญญาในกระดาษนะครับ สำหรับวันนี้เนี่ย ก็ขอขอบคุณพี่โรจมากครับ ที่ให้ความรู้ดีๆในวันนี้ครับ ขอบคุณพี่โรจครับ สวัสดีครับ