Transcription
ในสมัยที่คอรัปชัเยอะและ patalism patrimalis เยอะ ไอ้คือที่เราเห็นทุกวันนี้คือ administrative patrimonial state หรือ patrimonial state มันไม่ได้แยกข้อประโยชน์แดกกันแหลกเลยใช่ ถ้าคุณขัดมันกลับไปตรงนั้น มันทำให้คนคุ้นกับวิธีคิดแบบรัฐสัญญา แบบรัฐประชาชน ประตูแบบมันไม่ได้แยกว่า อือ ผม อันนี้คือ อือื คือถ้ามีการบริหารจัดการกฎหมายมีความใจ มีการ อื ใช่ เพราะในทางปฏิบัติมันเปลี่ยนมาตั้งแต่ฉบับก่อน อันนี้เปลี่ยนชื่อให้ไปสอดคล้องกับสิ่งที่ทำมาก เจ้าของพระราชสวรรค์อยากจะให้น้องจบไปภาษาวาทกรรมจริงๆ อ่า วัฒนกรรมช่องทางที่มาถ่ายทอดในวันนี้นะครับ เอ่อ วันนี้ผมอาสาคำภานะครับ จะรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการนะครับ การเสวนาในวันนี้เนี่ย เราอยู่ในธีมชื่อหัวข้อเรื่อง ประชาธิปไตยบนทางแพ่ง ซึ่งก็เป็นส่วนนึงของ เอ่อ ซีรีย์แนะนำนะ หนังสือการเปิดตัวหนังสือซึ่งเราก็ได้จัดกันมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วนะครับ เอ่อ วันนี้เราจะพูดถึงหนังสือ 2 เล่มนะครับที่อยู่ในธีมเรื่องประชาธิปไตยนะครับ เอ่อ เล่มแรกก็คือ ประชาธิปไตยใส่ชฎานะครับ ของอาจารย์เกษียณ เตชพีระนะครับ อีกเล่มนึงก็คือ ประชาธิปไตยที่ถดถอยนะครับ ของอาจารย์ประจักษ์ก้อง กิรตินะครับ อาจารย์ทั้ง 2 ท่านเนี่ยเป็นอาจารย์ เอ่อ เอ่อ ประจำภาควิชากฎหมายปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับ ผมคิดว่าทุกท่านเนี่ยที่เข้าร่วมรับชมการเสวนาในวันเนี้ย เอาข้อจริงทุกท่านน่ะรู้จักทั้งอาจารย์เกษียณและอาจารย์ประจักษ์ดีอยู่แล้วนะครับ แทบที่จะไม่ต้อง เอ่อ แนะนำกันเลยนะครับนะฮะ สำหรับ เอ่อ เจ้าภาพในงานวันนี้เนี่ยก็จะมีทั้งคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับ เอ่อ มีสำนักพิมพ์มติชนซึ่งตีพิมพ์หนังสือเล่มของอาจารย์ประจักษ์นะครับ แล้วก็สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันที่ เอ่อ ตีพิมพ์หนังสือของอาจารย์เกษียณนะครับ ความจริงเนี่ย หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ เอ่อ เปิดตัวไปแล้วในช่วงของงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติในช่วง อ่า ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมานะครับ ก็ได้ข่าวว่าอาจารย์ประจักษ์เองก็ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้ามติชนในช่วงเวลานั้นด้วยนะครับ เอ่อ เดียวกันน่าจะทำบ้างนะครับ ตอนนี้ครับ โอเคนะครับ ผมขออนุญาต เอ่อ กล่าวถึงหนังสือ 2 เล่มนี้สักเล็กน้อยนะครับ
เอ่อ ประชาธิปไตยใส่ชฎาเนี่ย เล่มเนี้ย เล่มเนี้ยมันเป็นลักษณะของหนังสือ รวมบทความ วิชาการ งานวิจัย แล้วก็บทสัมภาษณ์ของอาจารย์เกษียณเนี่ยตั้งแต่ปี 2531-2566 อ่ะนะครับ เอ่อ ซึ่งอาจารย์เกษียณก็ได้กล่าวไว้ในคำนำของท่านเองว่า มันเหมือนเป็นกับแผนที่การคิด 4 ทศวรรษนะครับ อ่า แผนที่การคิด 4 ทศวรรษคืออะไรเดี๋ยวอาจจะมา เอ่อ ฟังกันด้วยนะครับ ในขณะที่ เอ่อ เล่มประชาธิปไตยที่ถดถอยของอาจารย์ประจักษ์เนี่ยก็เป็นงานแปลมาจากภาษาอังกฤษนะครับ ในชื่อเรื่อง Thailand: Contestation, Polarization, and Democratic Regress นะครับ ซึ่งพิมพ์กับสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย Cambridge ปี 2024 นะครับ ซึ่ง เอ่อ ผู้ที่ทำการแปลของสมิชนเนี่ยก็คืออาจารย์ธนพงษ์ กจรชัย จาก เอ่อ มหาวิทยาลัยศิลปากรนะครับ คือจะเห็นได้ว่าเล่มนึงเนี่ยเป็นเหมือนกับการค่อยๆเดินทาง แล้วก็ประกอบร่างนะครับ ผ่านเส้นทางการเดินทางมาเกือบ 4 ทศวรรษนะครับ ในขณะอีกเล่มนึงเนี่ยเหมือนกับเป็นการที่ผู้เขียนเนี่ยมาถึงจุดๆนึงแล้วก็มองย้อนหลังกลับไปแล้วก็เขียนขึ้นมาในคราวเดียวกันนะครับ
ทีนี้ในการเสวนาในวันเนี้ยนะครับ เอ่อ เนื่องจากว่ามันก็จะต่างจากเวทีอื่นนิดๆหน่อยๆ เพราะว่า เอ่อ เนื่องจากอาจารย์ทั้ง 2 ท่านเนี่ยต่างเคย เคยอ่านหนังสือของกันและกันมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยในช่วงแรกของการเสวนาเนี่ยจะเป็นลักษณะที่ว่าให้อาจารย์เกษียณพูดถึงหนังสือของอาจารย์ประจักษ์นะครับ แล้วเดี๋ยวอาจารย์ประจักษ์ก็จะพูดถึงหนังสือของอาจารย์เกษียณสลับกันนะครับ อ่า แต่ก็ขอเริ่มต้นจากอาจารย์เกษียณก่อนนะครับ เดี๋ยวอาจารย์จะมีเวลาประมาณ 30 นาทีนะ [เพลง] ครับ ผมเตรียมอย่างงี้นะครับ เอ่อ ก็ตามประเพณีกันนะครับ นักวิชาการเวลาจะพูดอะไรทีเนี่ยก็ต้องทำเป็น PowerPoint มานะครับ ผมทำมาทั้งหมด 20 หน้านะครับ จะแนะนำหนังสืออาจารย์ประจักษ์เนี่ย 5 หน้า ส่วนอีก 15 หน้าเนี่ย เอ่อ ผมทำไว้เผื่อ ฮะ เผื่อเหนียวเพราะว่าผมตั้งใจว่าอยากจะมี session ยาวที่เป็นเรื่องของถามตอบ ดังนั้นผมก็เดาว่ามันจะมีประเด็นถามตอบอะไรบ้างนะครับ ผมก็คิดว่ามันก็คงจะเกี่ยวกับเรื่องแบบรัฐล้มเหลว ตึกถล่มอะไรแบบนี้แหละนะครับ ผมก็เลยเตรียมประเด็นที่เกี่ยวกับประเด็นเหล่านั้นมานะฮะ เป็น PowerPoint 15 หน้า แต่ว่าจะได้ใช้มั้ยมากน้อยแค่ไหนแล้วแต่สถานการณ์นะครับ แล้วก็เช้าเมื่อวานนี้ก็มีข่าวโดดมานะครับ เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายที่จะเข้าสู่สภาเร็วๆนี้ แล้วก็มีฉบับนึงเรื่องกฎหมายเปลี่ยนชื่อนะครับ จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น เอ้ย ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ มันก็มีประเด็นให้คิด ผมก็เลยติ๊กๆประเด็นต่างๆมาด้วย แต่ว่าไม่ได้ทำเป็น PowerPoint นะครับ ก็เผื่อไว้ถ้ามีโอกาสมีคนถามมีคนสนใจก็ ก็จะพูดถึงนะครับ ก็หนังสือของอาจารย์ประจักษ์นะครับ ทางขวาคือผมใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักนะครับ เพราะว่าผมอ่านมันแล้วก็ใช้สอนนักศึกษาเนี่ยตอนที่ยังเป็นภาษาอังกฤษอยู่ยังไม่ทันมีฉบับแปล แต่ว่าฉบับแปลตามมาทีหลังนะครับ คือเริ่มงี้นะ ฮะ มันมีข้อน่าสังเกตกับชื่อหนังสือภาษาอังกฤษอ่ะ ซึ่งมันหายไปนะครับในชื่อหนังสือภาษาไทย พอแปลแล้วเนี่ยใช้คำว่า ประชาธิปไตยไทยถดถอย แต่ชื่อภาษาอังกฤษมันน่าคิด คือมันใช้ชื่อว่า Thailand แล้วก็มีชื่อรองนะครับ Thailand: Contestation, Polarization, and Democratic Regression ถ้าแปล ประเทศไทย การประชันแข่ง ก็แย่งเชิงอำนาจกัน Contestation, Polarization การแยกขั้วทางการเมือง and Democratic Regression การถดถอยของประชาธิปไตย มันอยู่ตรงนี้ ฮะ ไอ้ระบอบเสรีประชาธิปไตยเนี่ย ความขัดแย้งมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เลย การที่เราชอบหรือนิยมระบอบเสรีประชาธิปไตยที่กำเนิดจากตะวันตกเนี่ย ก็เพราะมันเป็นระบอบ ระบอบการเมืองที่เหมาะกับการที่คนทะเลาะกันอย่างสันติ ดังนั้นถ้าคุณรักความเป็นไทยนะฮะ ถ้าคุณรู้สึกว่าสังคมไทยไม่ควรขัดแย้งกัน ควรจะอยู่กันอย่างกลมกลืน ราบรื่นนะครับ รู้รักสามัคคีเนี่ย มันก็ออกจะไม่เข้ากับระบอบเสรีประชาธิปไตยเท่าไหร่นะครับ ดังนั้นถ้าเกิดเรากำลังพูดถึงระบอบเสรีประชาธิปไตยที่มามีการแข่งขันประชันกันทางการเมืองเนี่ย ทำไมมันจึงนำไปสู่ความถดถอยได้นะครับ ผมคิดว่าประเด็นสำคัญคือว่าการประชันแข่งทางการเมืองในรอบ 10-20 ปีที่ผ่านมาของเมืองไทยเนี่ย มันนำไปสู่ทิศทางที่ไม่ดีนะครับ คือแยกขั้วทางการเมืองอ่ะ แยกขั้วทางการเมืองซะจนกระทั่งอุดมคติของระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ว่าต้องการให้คนสามารถทะเลาะกันอย่างสันติได้เนี่ย มันไม่ยักทะเลาะกันอย่างสันตินะครับ กล่าวคือเราพูดได้ว่า 10-20 ปีที่ผ่านมาเนี่ย ความขัดแย้งทางการเมืองที่แยกขั้วเนี่ย เนี่ยมันรุนแรงจนกระทั่งใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน เป็นเสื้อแดงเสื้อเหลือง มีรัฐประหาร 2 รอบ มีการใช้กำลังทหารเข้ามาปราบปรามนะฮะ จนทำลายกระบวนการเลือกตั้งลง ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่สุดในการที่จะเข้าสู่ อำนาจ จะประชันแข่งเข้าชิงอำนาจอย่างสันติได้นะครับ เรานึกถึงรัฐประหารของ กปปส. การรัฐประหารของ คปค. ของ คสช. แล้วก็การเคลื่อนไหวของ กปปส. ซึ่งมันรุนแรงและมันลงเอยโดยการล้มเลือกตั้งทั้ง 3 ครั้งนะครับ คือผมนึกถึงข้อคิดข้อเขียนของอาจารย์ประจักษ์ที่ 1 คือว่าเมื่อไหร่ที่ความขัดแย้งในระบอบเสรีประชาธิปไตยแบบแยกขั้วก็ทำเถอะนะ มันรุนแรงเข้าไปถึงขั้นที่อาจารย์ประจักษ์ยืมคำของ Edward Shils นะครับ คือมันกลายเป็นเปลี่ยนจาก civil politics คือการเมืองที่อารยะไปเป็น uncivil politics คือการเมืองที่ไม่อารยะแล้วเนี่ย เมื่อนั้นฉิบหาย แล้วผมอยากจะบอกว่าการที่เสรีประชาธิปไตยหรือระบอบประชาธิปไตยแบบที่เราทำกันในเมืองไทยเนี่ย มันนำไปสู่ democratic regression คือถดถอยได้เนี่ย เพราะคุณไม่บัญญัติบรรยายกันเลย คุณล้มเลือกตั้งแล้วคุณดำเนินมันไปสู่จุดที่มัน uncivil politics คือมันเป็นการเมืองที่ไม่อารยะ ข้างหลังมันสะท้อนอะไร ผมคิดว่าสะท้อนเรื่องนี้นะครับ มันสะท้อนว่านี่ไม่ใช่แค่ปัญหาการเมืองปกติ ในทางรัฐศาสตร์เนี่ย อะไรคือปัญหา ปัญหาการเมืองปกติในระบอบประชาธิปไตย ปัญหาการเมืองปกติในระบอบประชาธิปไตยก็คือ Harold Lasswell นะครับ นักรัฐศาสตร์อเมริกันบอกไว้ตั้งแต่ประมาณต้นศตวรรษที่แล้วว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยปกติเนี่ย มันต้องการจะตกลงตัดสินว่า who gets what, when, and how มันตกลงกันเรื่องนี้ทะเลาะกันแหลก แต่ว่ามันจบอย่างสันติได้ เพราะมันทะเลาะกันแค่ว่าใครจะได้อะไร เมื่อไหร่อย่างไร อะไรที่ว่าก็คือทรัพยากรสังคม งบประมาณนะครับ สิ่งดีของสังคมต่างๆเนี่ย เราจะต่อสู้แย่งชิงกันยังไง ถ้าทะเลาะกันอยู่แค่นี้เนี่ยมันมีทางสันติ แต่ผมคิดว่าที่มันรุนแรงมันแยกขั้ว มัน uncivil politics เนี่ยเพราะใน 20 ปีที่ผ่านมาปัญหามันไม่ได้หยุดแค่นั้น ปัญหามันไปลึกกว่านั้นนะ คนที่ทำให้ผมเข้าใจเรื่องนี้เนี่ยคืออาจารย์ท่านล่วงลับไปแล้วนะครับ อาจารย์ชัยนันท์ สมุทรวณิช ท่านบอกว่าการเมืองไทยมันไม่ได้ทะเลาะกันแก้ when and how ที่มันแรงเนี่ยเพราะมันตกลงกันไม่ได้ซักทีว่า who has the authority to decide who gets what, when, and how มันทะเลาะกันแล้วตกลงกันไม่ได้ซะทีว่าใครมีสิทธิอำนาจที่จะกำหนดว่าใครควรได้อะไรเมื่อไหร่อย่างไร นี่มันพื้นฐานกว่ากันมากนะครับ มันไม่ได้ทะเลาะว่าใครควรได้อะไรเมื่อไหร่อย่างไร แต่ใครวะมีสิทธิอำนาจโดยชอบที่จะตัดสินเรื่องนี้ และผมคิดว่าการเมืองไทยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมามันทะเลาะกันเรื่องนี้ ว่ามันตกลงกันไม่ได้ว่าใครมีอำนาจในการตัดสินเรื่องนี้ มาจากแต่งตั้ง มาจากเลือกตั้ง มาจากรัฐประหาร จนกระทั่งประชาธิปไตยไทยมันเลยถดถอย แล้วผมคิดว่าทุกวันนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้ ต่อให้ข้ามขั้วจุ๊บๆกันก็ตามนะครับ ก็ยังตกลงกันไม่ดีอยู่ดีว่า who has the authority to decide who gets what, when, and how โอเค อันนี้ผูกเป็นปมนะครับ แล้วมันจะค่อยๆคลี่ต่อไปข้างหน้านะ
คราวนี้ผมใช้งานจากประจักษ์อย่างไรนะครับ นี่ผมขโมยเอา outline วิชาสัมมนาการเมืองไทยระดับปริญญาโทเอกของผมมานะครับ อันเนี้ยคือบทอ่านที่เรียบเรียงตั้งแต่ คือผมชวนนักศึกษาที่มาเรียนในชั้นสัมมนาเนี่ย อ่านหนังสือภาษาอังกฤษจำนวนนึงแล้วนั่งคุยกัน นี่คือลำดับบทอ่านที่ผมวางไว้นะครับ ปีนี้นี่เองนะครับ ตอนต้นปี 20 มกราคมลงมาถึง 24 มีนาคมแล้วก็อ่านตามนี้ ผมเริ่มโดยให้นักศึกษาอ่านงานของอาจารย์ Benedict Anderson นะครับ Imagined Communities: Reflections on the Origin and Spread of Nationalism เป็นงานเก่าแต่ผมคิดว่าเป็นงานสำคัญเพราะมันเปลี่ยนกระบวนทัศน์การศึกษาเรื่องการเมืองไทยสังคมไทยไปเลยอ่ะ ออกมาประมาณปี 1979 นะครับ 1979 1978 ราวๆนั่นนะฮะ ผมเริ่มต้นด้วยการให้อ่านเล่มนี้แล้วมันก็เริ่มผูกปมว่าปมสำคัญเนี่ยมันอยู่ที่ 2475 เปลี่ยนแปลงไม่ผ่าน มันอยู่ที่มันมีมรดกที่ชาติกับสถาบันหลักสำคัญของชาติเนี่ยไม่ได้แยกจากกันอย่างชัดเจนนะครับ งั้นเริ่มต้นจากไอเดียที่จุดประกายโดยงานชิ้นนี้เนี่ย ผมดึงเอางานอีก 2 ชิ้นที่คลี่ประเด็นสืบเนื่องจากเบ็นไปสู่การศึกษาที่สำคัญ คลี่ประเด็นเรื่องรัฐไปสู่การศึกษาเรื่องรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งงานที่ดีที่สุดในสายตาผมเนี่ยคืองานของอาจารย์กุลดา เกตบุญชู The Rise and Decline of Thai Absolutism อ่านเบนก่อน เห็นปริศนาก่อน เดินไปดูเรื่องรัฐ งานของอาจารย์กุลดาเป็นแผนที่นะครับ ว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชไทยเนี่ยมันกำเนิดขึ้นมาไงหรือมันเสื่อมยังไง จากนั้น 2 สัปดาห์นะครับ งานอาจารย์กุลดา คราวนี้งานชิ้นถัดไปเนี่ยมันคลี่ประเด็นเรื่องชาติ ว่าการสร้างชาติ การขบคิด เอ่อ การรังสรรค์ระบบขึ้นมากลายเป็นเรื่องรัฐชาติไทยเนี่ย ส่วนชาติเนี่ย งานที่ไหนที่ศึกษาโดยผูกประเด็นต่อเนื่องจากงานของเบนคืองานของอาจารย์ธงชัย วินิจจกุลนะฮะ ซึ่งอาจารย์ก็นั่งอยู่ที่นี่ สยามแบบอุดมคติ: A History of the Geographies of a Nation นะครับ อ่านยากหน่อยครับ ต้องใช้ 3 คาบ อ่ะ เฮ้ย นี่อ่านอย่างเร็วเลยนะครับ ผมเคยได้ยินว่าที่ญี่ปุ่นเนี่ย บางมหาวิทยาลัยเนี่ยอ่านงานของอาจารย์ธงชัยเล่มนี้ทั้งเทอม น่าสงสารมากนะฮะ คราวนี้ โอเค เริ่มจากเบน เดินไปที่กุลดาเรื่องรัฐ เดินไปที่ธงชัยเรื่องชาติ หลังจากนั้นผมก็เอางานของอาจารย์เบนนะครับ ที่พูดถึงการเมืองไทยสืบเนื่องมาตั้งแต่ตอน 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม แล้วก็ไปถึงประชาธิปไตยครึ่งใบของป๋าเปรมนะครับ Withdrawal Symptoms นะครับ เอ่อ บ้านเมืองของเราลงแดงนะครับ Murder and Progress in Modern Siam: ฆาตกรรมและความก้าวหน้าในสยามสมัยใหม่ Radicalism After Communism นะครับ ก็คือพูดง่ายๆ ฝ่ายซ้ายหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ เปรียบเทียบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ไทยกับอินโดนีเซียนะฮะ ก็คือเบนคิดต่อยังไง เห็นภาพการเมืองไทยก็คือปูพื้นเรื่องปริศนา เดินต่อไป 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม แล้วก็ทศวรรษ 2520 สมัยป๋าเปรมยังไง คราวนี้มันจะมีปัญหาตลอดอ่ะ พอมาถึงตรงนี้เนี่ย ผมหางานทั่วไปที่ฉายภาพยาวต่อไปไม่ได้นะ มีปัญหามาตลอด แต่ว่าก่อนจะมาใช้เล่มของอาจารย์ประจักษ์เนี่ย ผมก็ใช้วิทยานิพนธ์ของอาจารย์ประจักษ์นะครับ จนกระทั่งจะทำเล่มนี้ออกมาเนี่ย ไอ้ Thailand: Contestation, Polarization, and Democratic Regress เนี่ย โป๊ะแชะเลยอ่ะนะ ผมก็เอานักศึกษามานั่งอ่านเล่มนี้ เพราะว่ามันฉายภาพต่อจาก คือ งานอาจารย์จันทร์เนี่ยจะเริ่มสมัยจอมพล ป. เป็นหลักแต่ฉายภาพเข้มเนี่ยตั้งแต่สมัยประชาธิปไตยครึ่งใบแล้วคลี่ไประบอบทักษิณ สงครามเชื้อสีนะครับ รัฐประหาร 2 ครั้งมาถึงปัจจุบัน งั้นมันแบบสอดคล้องกันพอดีอ่ะ งานของอาจารย์จากเล่มนี้ออกมาถูกจังหวะมากนะ งั้นผมก็พาชวนนักศึกษาอ่านเล่มนี้แล้วก็ค่อยเดินหน้าต่อไป งานของMerong งานของคนอื่นๆนะ ฮะ คือวางตำแหน่งให้มันก่อนว่าถ้าคุณอยากศึกษาเรื่องการเมืองไทยสมัยใหม่เนี่ย งานของอาจารย์ประจักษ์เนี่ยมันจะอยู่ตรงไหน มันจะช่วยคุณเข้าใจเรื่องอะไรบ้างนะครับ
คราวนี้ก็ก่อนจะพูดถึงหนังสือก็มาพูดถึงผู้เขียนก่อนนะครับ ก็ภาพรวมงานอาจารย์ประจักษ์นะครับ นี่ผม Google มาเยอะชิบหายเลย แกเอาเวลาที่ไหนไปนั่งเขียนวะ นั้นมัน 10 20 ปีปกตินะฮะ ซึ่งภาพโดยรวมนะครับ ก็เพราะผมก็รู้จักอาจารย์ประจักษ์มานานแล้ว ก็ช่วยตามอ่านงานของอาจารย์ประจักษ์ วิเคราะห์วิจารณ์ ใช้ประโยชน์จากงานอาจารย์ประจักษ์มาตลอด คือผมคิดว่าจุดเด่นอาจารย์ประจักษ์มี 3-4-5 จุดนะฮะ ประเด็นที่อาจารย์ประจักษ์ถนัด สันทัด เชี่ยวชาญเนี่ยคือเรื่อง Mass Movement นะ นี่เป็นเรื่องแรกๆที่อาจารย์ประจักษ์จับ ก็คือขบวนการมวลชนโดยเฉพาะฝ่ายขวานะครับ จะจับมาที่ขบวนการมวลชนพวก ลูกเสือชาวบ้าน พวกกระทิงแดงอะไรต่างๆเหล่านี้สมัย 6 ตุลาคม Political Violence ความรุนแรงทางการเมือง Cultural Politics การเมืองวัฒนธรรม Democracy and Elections อันนี้จะเป็นทิศทางงานของอาจารย์มาจากช่วงหลังๆนะครับ จะเน้นเรื่องการเลือกตั้งเรื่องประชาธิปไตยมากขึ้น คราวนี้ข้อเด่นเวลาการอาจารย์ประจักษ์ทำงานวิชาการคือมี clear and coherent conceptualization คือ conceptualization ก็แปลกันไปเลอะนะฮะ แต่ว่าผมใช้คำของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยนะ คือ conceptualization เนี่ย คือการคิดรวบยอดกองข้อมูลมาเต็มไปหมดเลย คุณ conceptualize มาขึ้นไปเป็น concept ยังไง คุณคิดรวบยอดมันขึ้นมายังไงนะฮะ คืออาจารย์ประจักษ์มีความสามารถในการคิดรวบยอดจากกองข้อมูลปรากฏการณ์นั้นเยอะแยะเนี่ย ออกมาเป็นแนวคิดรวบยอดที่กระจ่างชัดแล้วคล่องแคล่วเหมาะสมอ่ะนะ clear and coherent conceptualization and analysis แล้วก็วิเคราะห์ต่อ อาจารย์ประจักษ์อ่านกว้างนะครับ อ้างอิง literature ทางรัฐศาสตร์และอื่นๆเยอะแยะไปหมด พูดง่ายๆว่าในย่ามของอาจารย์ประจักษ์เนี่ย มันมีคลัง concepts เยอะแยะไปหมดเลยอ่ะ แล้วอาจารย์ประจักษ์ก็จะหยิบล้วงย่ามนะ พอเห็นแกล้วงย่ามเนี่ย เราต้องเตรียมใจว่าแกจะหยิบอะไรขึ้นมาวะ คราวนี้แล้วก็หยิบมาขว้างเปรี้ยงใส่ กปปส. ขว้างเปรี้ยงใส่ประยุทธ์อะไรอย่างงี้นะฮะ อาจารย์ประจักษ์มีคลัง concepts เยอะและหยิบมาใช้ได้เหมาะและคล่องแคล่นะฮะ ที่สำคัญคืออาจารย์ประจักษ์มี comparative perspective คือมีมุมมองเปรียบเทียบระหว่างการเมืองไทยกับการเมืองประเทศอื่นๆตลอดเวลานะครับ Well-read ก็คืออ่านกว้าง อ่านเยอะมากทำให้พระอาจารย์ประจักษ์เนี่ย มองได้กว้างขวางหลากหลาย คือเปรียบเทียบไทยกับสังคมการเมืองนานาชาติได้อย่างฉลาด เลือดที่จะเทียบเคียงนะครับ คราวนี้ในด้านสำนวนภาษา คือภาษาสำนวนอาจารย์ประจักษ์เนี่ย ชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายนะครับ อันนี้ก็จะเป็นข้อเด่นที่ผมไม่มีอ่ะ คือภาษาของผมเนี่ยอ่านแล้วก็ปวดหัวนะ ผมบางทีกลับไปอ่านกูเขียนไม่ได้ไงวะ แบบสงสารคนอ่านนะ แต่อาจารย์ประจักษ์อยากที่จะเขียนชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเจิดตลอดนะฮะ มันจะมีช่วงที่ราบเรียบ สื่อสารตรงไปตรงมา แล้วก็มีช่วงที่ทรงพลังกินใจ คืออ่านแล้วแบบ เฮ้ย He feel ว่ะ แกรู้สึกกับเรื่องนั้นจริงๆ โดยเฉพาะเวลาแกพูดถึงความรุนแรงที่เกิดกับสามัญชนนะ ที่มันทำลายประชาธิปไตยนะ มีช่วงที่ทรงพลังกินใจเห็นเลย สำนวนภาษาเปลี่ยนนะครับ แล้วก็สุดท้ายคืออาจารย์ประจักษ์เนี่ย อันนี้ก็ชมแบบ แล้วก็เป็นลูกที่ดีของพรรคนะฮะ ก็ต้องดูจุดยืนนะฮะ ก็มีจุดยืนที่ทัศนียภาพประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า รัฐกุมและมั่นคงนะครับ ไม่สวิง ไม่สุดโต่งสุดเหวี่ยงนะครับ แต่ว่าชัดเจนว่ายืนตรงไหน คราวนี้ไอ้ที่มาของเล่มนี้นะฮะ Thailand: Contestation, Polarization, and Democratic Regression ผมคิดว่าจะเข้าใจมันได้ดีเนี่ย ก็รู้ที่มาของมัน ผมคิดว่าที่สำคัญเนี่ยมันมาจากงาน 2 ชิ้นที่อาจารย์ประจักษ์ทำทิ้งไว้นะครับ งานทางซ้ายนะครับ ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก อาจารย์ประจักษ์ ดุษฎีนิพนธ์ทำที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียนะฮะ Australian National University 3 อ่ะนะฮะ 3B and Bullets นะครับ ก็คือเจ้าพ่อกระสุน แล้วก็บัตรเลือกตั้ง Electoral Violence and Democracy in Thailand ความรุนแรงในการเลือกตั้งและประชาธิปไตยในเมืองไทย จากปี 1975-2011 ช่วงยาวเลยนะครับ ประมาณ 30 กว่าปีนะครับ อาจารย์ทำมาเมื่อปี 2013 นะครับ ซึ่งพูดให้ถึงที่สุดเนี่ย อาจารย์ประจักษ์ทำเรื่องอะไรนะ อาจารย์ประจักษ์อยากจะรู้ว่าจริงอยู่การเลือกตั้งในเมืองไทยตามจังหวัดต่างๆ เวลามีการเลือกตั้งทั่วไปเนี่ยมันยิงกันแต่มันไม่ได้ยิงกันทุกจังหวัดว่ะ แล้วเวลามันยิงกันเนี่ย มันไม่ได้ยิงกันเท่ากันทุกครั้งที่เลือกตั้ง อธิบายได้มั้ยว่าทำไมความรุนแรงในการเลือกตั้งมันจึงผันแปรตามกาลและผันแปรตามเทศะ มันจึงขึ้นลงกับช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปและขึ้นลงกับสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะที่เป็นจังหวัด เพื่อตอบคำถามนี้อาจารย์ประจักษ์ลงไป 6 จังหวัดในเมืองไทยซึ่งครอบคลุมทุกภาค นะ เราคงนึกตำหนิกันนะ ทำไมไม่ลงให้มันครบ 76 จังหวัดไปเลย เห็นใจกันมั่ง 6 จังหวัดนี่ก็แทบตายห่าแล้วนะ อาจารย์ก็ลงไปเปรียบเทียบ 6 จังหวัดนะครับ มี 3 จังหวัดรุนแรง ยิงกันแหลกเลยกับ 3 จังหวัดที่ไม่รุนแรงนะ ยิงกันน้อยนะครับ งั้นมันเป็นการเปรียบเทียบอย่างนั้นแหละ แต่ฉลาดเปรียบเทียบคือเปรียบเทียบในประเทศเดียวกันระหว่างจังหวัดต่างๆกันนะ ในกระบวนที่แกอธิบายเนี่ย แล้วเรื่องเวลาล่ะ ทำไมยิงแต่ละครั้งมันมียิงมากในเลือกตั้งครั้งนี้ หนต่อไปยิงน้อย แกอธิบายภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยหลัง 14 ตุลาคมฮะ แล้วก็เสนอแนวคิดที่น่าสนใจหลายอย่างนะ อย่างเช่นแบบ เอ่อ Close Authoritarianism กับ Electoral Authoritarianism นะครับ ก็คืออำนาจนิยมมี 2 แบบ มันมีอำนาจนิยมแบบปิด ครูไม่ให้เลือกตั้งเลยนะฮะ ลุงตู่ช่วงต้นนะ ไม่มีเลือกตั้งเลยกับ Electoral Authoritarianism ก็คือเป็นอำนาจนิยมนะ มีขีดจำกัดเรื่องสิทธิที่เสรีภาพต่างๆไม่ได้เปิดกว้าง แต่ยอมให้มีเลือกตั้ง ทำไมขยับล่ะ ทำไมโสแล้วขยับไปเลือกตั้ง เพราะเวลาคุณปิดคุณไม่ยอมให้เลือกตั้งเนี่ย คุณได้อย่างเสียอย่าง ที่คุณได้คือ political certainty ชัวร์ป้าบว่ายังไงลุงตู่อยู่ต่อ เออ มันดีว่ะนะ แต่ที่คุณเสียคือ democratic legitimacy คุณเสียความชอบธรรมที่ได้จากการเลือกตั้งประชาธิปไตย ดังนั้นไอ้ระบบอำนาจนิยมแบบปิดลุงตู่ช่วงต้นเนี่ยมันก็จะเสียความชอบธรรมในประเทศต่างประเทศ แต่มันแบบชัวร์ป้าบอ่ะ ถึงไงก็ 3 ป. นะ แต่พอเปิดเลือกตั้งแล้วเนี่ย เพราะว่ามันทนไม่ไหวโดนบีบอ่ะ ทั้งในประเทศต่างประเทศก็อยากจะได้ความชอบธรรมก็ยอมเปิดเลือกตั้ง มันจะสวิงแบบใหม่ โอเค ได้ความชอบธรรมแบบประชาธิปไตยมา จะจริงจะแท้หรือจะไม่จริงแท้มากน้อยแค่ไหนอีกเรื่อง แต่ในที่สุดแล้วเนี่ย สิ่งที่เขาต้องเสียไปคือ certainty เพราะในประชาธิปไตยอะไรอ่ะ มันมี democratic uncertainty มึงไม่รู้ล่วงหน้าหรอกว่าใครจะชนะเลือกตั้ง มึงไม่รู้ล่วงหน้าหรอกว่าใครจะชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมาก ไม่เชื่อถามบิ๊กป้อมดิ นะ ไม่เชื่อถามนายกฯ อุ๊งอิ๊งดิ ใช่มั้ฮะ กะว่าจะแบบแผ่นดินถล่มทลายนะ ชิบหายนะครับ เสร็จพิธา งี้เป็นต้นนะฮะ ดังนั้นอันนี้น่าสนใจมากเลย มันทำให้เราเห็นถึงความเป็นไปได้ที่คุณจะมีเลือกตั้งแต่คุณก็ยังอยู่ในอำนาจนิยมห่านะฮะ หรือการเปลี่ยนแปลงระหว่างจะใช้คำว่าไงดี ธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณเนี่ยนะ มันเป็นรัฐแบบถ้าเรียกแบบพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือจิตภูมิศักดิ์เนี่ย เรามีรัฐศักดินา ถ้าเรียกแบบอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์เนี่ย รัฐที่เรามีคือรัฐราชสมบัติ เป็นสมบัติของพระราชาทั้งหมดนะ สมบูรณาญาสิทธิราช ถ้าเรียกแบบ Max Weber ซึ่งอาจารย์เสน่ห์ อาจารย์มนุนิกแปลมาเนี่ย เรามีรัฐราชูปถัมภ์ คือเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ทอดทอยตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงไปถึงล่างสุด อันนี้คือรัฐแบบเก่านะฮะ แล้วรัฐแบบเก่าเนี่ย บุคลิกหลักของมันเลยคืออุปถัมภ์แล้วกินเมืองข้างบน อุปถัมภ์ข้างล่างแล้วแบ่งพื้นที่แบ่งสมบัติให้ข้างล่างไปทำมาหาแดก แล้วอย่าลืมส่งส่วยให้ข้างบนด้วยนะ แบบที่เราเห็นทุกวันนี้แหละ ธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณนะครับ เราก็ยังกินเมืองอุปถัมภ์กันอยู่นี่แหละนะฮะ คราวนี้สิ่งที่อาจารย์ประจักษ์ค้นพบก็คือว่ามันเปลี่ยนรูปได้ คือมันเปลี่ยนเป็นรัฐอุปถัมภ์กินเมือง หรือรัฐราชูปถัมภ์เนี่ย แบบที่ข้าราชการเป็นใหญ่นะ ก็เป็นคนกิน เป็นคนแบ่งไปสู่รัฐกินเมืองอุปถัมภ์ที่คณาธิปไตย นักการเมือง นักธุรกิจใหญ่เป็นใหญ่ แล้วความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญของเมืองไทยในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบเนี่ย คือเปลี่ยนจากรัฐอุปถัมภ์กินเมืองใตข้าราชการเป็นรัฐอุปถัมภ์กินเมืองใต้นักการเมือง ดังนั้นแบบอย่าแปลกใจนะฮะ ทำไมท้องฟ้าไม่สีทองผ่องอำไพ เราก็อุตส่าห์มีเลือกตั้งแล้วทำไมยังอุปถัมภ์กินเมืองกันอยู่อ่า Oligarchic Patrimonial เป็นไปได้นะครับ มันไม่ได้แปลว่าประชาธิปไตยจะต้องมา งั้นมันมีประโยชน์มากในการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในแง่ระบบรวมการเมืองไทย แล้วความรุนแรงในการเลือกตั้งก็ขึ้นลงนะครับ ตามความเปลี่ยนแปลงของระบอบนี้ สุดท้ายก็คือว่างานชิ้นล่าสุดนะ ก่อนที่จะเป็นหนังสือเล่มนี้ของอาจารย์ประจักษ์ทั้งเล่มเนี่ย อาจารย์ประจักษ์ทำร่วมกับอาจารย์วีรยุทธ เนียมชูฉัตรนะครับ ซึ่งตอนนี้ก็อยู่พรรค เอ่อ ประชาชาตินะฮะ เป็นรองหัวหน้าพรรค ก็คือ The Prayuth Regime: Embedded Militarism and Hierarchical Capitalism in Thailand นะ ก็คือศึกษาเข้าใจระบอบประยุทธ์ในแง่การเมืองกับเศรษฐกิจ ในแง่การเมืองก็คือระบอบประยุทธ์ทำอะไรให้กับการเมืองไทย Embedded militarism embed military คือเอาทหารเข้าไปหยั่งราก ยึดหยั่งรากพื้นที่การเมือง ไอ้คำว่า Embed แปลยากนะฮะ พูดตรงๆ โทษทีนะฮะ มันไม่ได้แปลว่านอนเนี่ย มันจะมีคำว่า Base นะ แต่มันแปลว่าอะไร มันแปลว่ามันลงไปยึดพื้นที่แล้วไล่มันยากอ่ะนะ ดังนั้นผลของระบอบประยุทธ์ก็คือมันทำให้ทหารเนี่ยยังยึดพื้นที่การเมืองไว้แล้วไม่ออกง่ายๆ Embedded military นะครับ และเป็น hierarchical capitalism ก็คือมันสร้างเงื่อนไขทางการเมือง เงื่อนไขของโครงการต่างๆโดยเฉพาะไอ้โครงการพลังประชารัฐอะไรต่างๆเนี่ยนะครับ ที่ทำให้ทุนใหญ่เนี่ยควบคุมครอบงำทุนเล็กได้นะครับ อันนี้คือข้อค้นพบในงานของอาจารย์ประจักษ์กับอาจารย์วีรยุทธ คราวนี้ผมคิดว่าผลได้ทางปัญญา การค้นพบจากงาน 2 ชิ้นนี้แหละที่ถูกสรุปมาบรรจุไว้ในงานเรื่อง Thailand อันนี้นะฮะ คราวนี้เรื่องสำคัญของมันคืออะไรนะครับ ก็คืออันนี้ก็ตรงไปตรงมาเลยนะครับ หนังสืออาจารย์ประจักษ์เล่มนี้เนี่ย เท้าความกลับไปถึง 1932 คือ 2475 หรือว่าจะชัดขึ้นก็คือ 1950 คือสมัยจอมพล ป. นะครับ แต่ว่าใจความสำคัญของหนังสือเนี่ย ส่วนใหญ่หนังสือเนี่ยจับความตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 2024 นะฮะ ก็คือปีที่แล้ว โดยเฉพาะเน้นช่วง 2 ทศวรรษหลังของระบอบทักษิณ สงครามเสื้อสีและระบอบประยุทธ์ อันนี้ก็จะสะท้อนให้เห็นข้อค้นพบจากงานก่อนหน้านี้ของอาจารย์ประจักษ์นะฮะ จริงๆผมก็อยากจะทวงอาจารย์ประจักษ์อ่ะ ตอนที่อาจารย์ประจักษ์เขียนวิทยานิพนธ์เสร็จนะ ผมก็รอเมื่อไหร่จะพิมพ์ เมื่อไหร่จะพิมพ์ เมื่อไหร่จะพิมพ์ ใช่มั้ฮะ ไม่งั้นผมก็ต้องไปแจกในชั้นให้นักศึกษาอ่านเนี่ยนะ ปรากฏมาทำเล่มเล็ก ฉลาดว่ะ คราวนี้ภาพรวมการเมืองไทยของอาจารย์ประจักษ์คืออะไร ผมก็ภาพรวมนะครับ มันก็ความคิดรวบยอดอ่ะ แกเห็นอะไรเนี่ย ผมคิดว่ามีประโยคนึงซึ่งจับใจผมมาก ก็คือสรุปก็คือว่าไอ้ Thailand เนี่ยนะ ประชาธิปไตยไม่เป็นปึกแผ่นมั่นคง เออ อันนี้เราก็รู้กันอยู่เนาะ แต่เผด็จการอำนาจนิยมก็ไม่ยั่งยืน เอ้อ จริงว่ะ ค่อยมีความหวังนิดนึง ทำไมไม่มีประโยคหลัง คงจะฝ่อกว่านี้นะฮะ ประชาธิปไตยไม่เป็นปึกแผ่นมั่นคง เจ็บใจ แต่เผด็จการอำนาจนิยมก็ไม่ยั่งยืนอ่า ก็ยังชั่วนะ คราวนี้อาจารย์ประจักษ์เพื่อไปสู่ข้อสรุปวันนี้อาจารย์ประจักษ์ทำอะไร อาจารย์ประจักษ์เล่า 2 เรื่องนะฮะ คู่ขนาน เล่าเรื่อง elites and elite conflict เล่าเรื่องชนชั้นนำกลุ่มต่างๆและความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ ในอีกแง่นึงอาจารย์ประจักษ์เล่าเรื่อง Mass political movements คือขบวนการเคลื่อนไหวมวลชนทางการเมืองขนาดใหญ่ เล่าคู่ขนานกันไปแล้วก็ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง 2 อันนี้นะครับ คราวนี้ข้อเด่นก็คือว่าคือก่อนหน้าเนี้ย มีคนเริ่มพูดถึงอยู่ เริ่มพูดถึงโดยวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของคนลาวที่ทำในวิทยาลัยการทหารอเมริกัน
เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางความคิดที่ยิ่งใหญ่ อ่ะ ฝรั่งคิดไม่ถึง อย่างน้อยอริสโตเติลคิดไม่ถึง อ่ะ มันแยกโมนาร์กีกับdemocracy แต่ว่าประเทศไทยเราเนี่ย เราสามารถคิดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยเอาโมนาร์กีกับdemocracyมาบวกด้วยกันได้นะ อันนี้นักเรียนเมฆไตรนะ คราวนี้ประเด็นอยู่ตรงนี้ ว่าพอบวกกันแล้วเนี่ยมันไม่นิ่งอ่ะสิครับ เพราะว่ามันมีจินตนาการของการบวกที่ต่างกัน ผมคิดว่ามันมีคนที่บวกdemocracyกับmonarchyแล้วเนี่ยให้ความสำคัญmonarchyมากกว่าdemocracy แล้วก็มีคนที่ในระบอบที่บวกmonarchyกับdemocracyเข้ากันแล้วให้ความสำคัญกับdemocracyมากกว่าmonarchy ที่เห็นได้ชัดก็คือว่าคนอย่างคุณคำนวณสิทธิหารและคนอย่างคุณจรัญภักดีธนากุลเนี่ย ได้เห็นการใช้และการตีความระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ2540ของรัฐบาลทักษิณเนี่ย แล้วแกวิตก แกคิดว่าอันนี้เนี่ยไม่ถูกต้องละ อันนี้เนี่ยให้democracyมากเกินไปจนมันไม่ได้ให้น้ำหนักกับmonarchyเท่าที่ควร เกรงว่าจะเป็นสาธารณรัฐจำลอง พูดง่ายๆ อันนี้ถ้ายืมคำของแจ๊คนะครับ ในแง่กับการอาจารย์นิธินะครับ ตอนที่เห็นว่าเรื่องปัญหาที่ปิยบุตรแกทักท้วงรัฐบาลว่าบิ๊กตูนำครม.เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วกล่าวคำไม่ครบตามรัฐธรรมนูญเนี่ย แล้วเสร็จแล้วมันจบแบบที่มันจบคือไม่เป็นปัญหาเนี่ย อาจารย์นิธิงงอ่ะ แล้วถามว่านี่คือระบอบอะไร ระบอบอะไรที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญที่มาโดยกระบวนการลงประชามติ เขียนเป็นรายการสอนชัดเจน แต่ไปเน้นที่มีถือว่าเป็นความสัมพันธ์เฉพาะระหว่างสถาบันกษัตริย์กับครม.ตามคำอธิบายของศาลรัฐธรรมนูญนะ นั่นแปลว่าในสายตาอาจารย์นิธิหรือในสายตาของนักการเมืองบางคนเนี่ยก็เกรงว่าได้มีการใช้และการตีความระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ2560ไปในทิศทางของเสมือนสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้นมันมีจินตนาการเรื่องนี้ในระบอบเดียวกันที่ชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเนี่ย 2 ทางนะฮะ แล้วผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดยาวอ่ะนะครับ เอ่อ แล้วมันก็ยังไม่ลงตัวยังไม่จบนะ ซึ่งอันเนี้ยในความรู้สึกผมคือเรื่องเดียวกับwho has the authority to decide who gets what and when and how พูดง่ายๆที่สุด จินตนาการที่ต่างกันนี้เนี่ยคือปมอันนี้แหละ who has the authority to decide who gets what and when and how นี่คือปมปัญหาที่ยังไม่ได้รับการเฉลย เป็นปมปัญหาขั้นมูลฐานของระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนะครับ ดังนั้นมันก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรนะ ร่างพ.ร.บ.นี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อประชาชน แต่ผมคิดว่ามองในมุมการเมืองวัฒนธรรมเนี่ย ร่างพ.ร.บ.นี้กระทบต่อการเมืองวัฒนธรรมไทยอย่างมีนัยยะสำคัญนะครับ แล้วก็เสนอโดยรัฐบาลอุ๊งอิ๊งนะครับ ซึ่งก็เป็นรัฐบาลข้ามขั้ว ผมก็เลยงงว่าตกลงในการจัดการร่างพ.ร.บ.นี้เนี่ย รัฐบาลข้ามขั้วจะข้ามไปไหน มันมีจินตนาการ2แบบอ่ะ คุณจะข้ามไปไหนอ่ะนะ งั้นพูดง่ายๆที่สุดในความรู้สึกผมนะฮะ สำคัญมั้ยในแง่ปฏิบัติหรือเปลี่ยนแปลงการใช้อำนาจอะไรก็อาจจะไม่สำคัญ แต่ผมคิดว่ามันเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนะฮะ ผมคิดว่ามันเป็นสัญลักษณ์แห่งจินตนาการ สภาวะยกเว้นย้อนยุคในนิติรัฐ การเปลี่ยนเช่นนี้มันเป็นสัญลักษณ์แห่งจินตนาการสภาวะยกเว้นย้อนยุคในนิติรัฐ จะผ่านหรือไม่ผ่านก็แล้วแต่นะ แต่ว่าถ้าอ่านมันในการเมืองวัฒนธรรมไทย อ่านมันในจินตนาการที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเนี่ย มันเป็นสัญลักษณ์แห่งจินตนาการสภาวะยกเว้นเป็นย้อนยุคในนิติรัฐครับ เอ่อ ขอบคุณอาจารย์เกษียณนะครับ อาจารย์เกษียณเนี่ยปิดท้ายด้วยประเด็นเรื่องการเมืองวัฒนธรรมนะครับ ก็คือร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เนี่ย ยังไงยังไงเนี่ยเราต้องระวังถ้อยคำในทางวัฒนธรรมนะครับ เอ่อ ผมคิดว่าถ้าใครสนใจในประเด็นเนี้ย มันจะมีอยู่ในหนังสือประชาธิปไตยใส่ชฎาบทท้ายๆนะครับ บทที่ชื่อว่าเอ่อ สาธารณรัฐจำลองกับเสมือนสมบูรณาญาสิทธิราชย์นะครับ ซึ่งอาจารย์ก็จะให้ภาพประเด็นเหล่านี้เป็นกรอบโครงในการวิเคราะห์ให้กับเรานะครับ อ่า ผมคิดว่าอ่าตอนนี้ก็16:00น.กันแล้วนะครับ คิดว่าน่าจะสมควรแก่เวลานะครับ หรือว่ามีท่านใดที่อยากจะถามอีกมั้ยครับ ได้อีกนิดหน่อยครับ อาจารย์ธงชัยครับ คือเรื่องพ.ร.บ.นิดเดียวฮะ ผมก็ไม่มีข้อมูลมากกว่าที่ออกมานะ แต่ผมกลับคิดว่าคิดอีกทางกลับกันก็ได้ โดยที่เรายังไม่รู้ข้อมูลนะฮะ ว่าต้องการอะไร คือเรื่องรัฐบาลวิ่งนี่ไม่ประหลาดฮะ รายการคุณขอมา นี่เขาก็ต้องผ่านใช่มั้ยฮะ เค้าไม่ได้คนริเริ่มนี่อยู่ที่ว่าเค้าต้องการอะไรและไอ้ความต้องการที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเนี้ย จะกลับไปเปลี่ยนความหมายของคำว่าพระคลังข้างที่นะ คือแทนที่ด้านในดูความหมายพระคลังข้างที่อดีตนะฮะ กับการ ผมคิดว่ามันมีมูลอยู่ที่เขาถึงเลือกใช้คำนี้นะ กลับกันเนี่ย ผมเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะกำลังไปเปลี่ยนความหมายของพระคลังข้างที่เป็นไปได้มากนะฮะ นี่เรื่องนึง ผมถามไปจากตอนผมอ่านบทหนังสือคุณเนี่ย โอเค ผมเห็นpatrimonial state อะไรคือคู่ตรงข้ามของpatrimonial state อะไรคือเคาน์เตอร์ เอ่อ คือมาถ้าเราเรียกpatrimonial state นี่มันเป็นโปรเจคในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้สังกัดไม่ได้มีมนุษย์คนไหนโดยเฉพาะเป็นคนสร้างนะ มันเป็นกระแสทางประวัติศาสตร์ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอะไรก็ว่าไปนะฮะ คือผมรู้สึกว่าผมสนใจแต่คุณ ผมรู้สึกคุณเอาทุกอย่างให้เป็นpatrimonialไปหมด คือกำลังรู้สึกงั้นโอ้โหก็เป็นpatrimonialทุกคนเป็นpatrimonialหมดจนเหลือผมไม่แน่ใจว่าอะไรที่ไม่เป็นpatrimonial ผมถามว่าอะไรคือคู่ตรงข้ามของpatrimonial state เผื่อว่าเราจะเจอว่าโปรเจคที่จะcounter patrimonial stateอาจจะอยู่ตรงนั้นเนี่ย แต่ผมกลับไม่เห็นว่าในหนังสือคุณเนี่ย อะไรคือคู่ตรงข้าม เขาเชิญครับ อาจารย์พงทองครับ ขอถามอาจารย์เกษียณแล้วกันนะคะ ข้อแรก อาจารย์เกษียณนี่ช่วยวิเคราะห์หน่อย คือเรื่องของเอ่อความสัมพันธ์กับมหาอำนาจเนี่ย คือเมื่อกี้ อาจารย์ยกเอ่อตัวอย่างของการประเมินรัฐไทยในฐานะที่มันเป็นเอ่อ weak state แล้วก็ไอ้ประเด็นเรื่องของการแทรกแซมมหาอำนาจนี่มันอยู่ต่ำสุด1.77 แต่ว่าสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันเนี่ยนี่คือว่าเราหงุดหงิดมากๆของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเอ่อจีนนะฮะ รัฐบาลไทยถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนเป็นรัฐบาลพลเรือนแล้วก็ตาม แต่เราก็รู้สึกว่ารัฐบาลไทยอ่อนแอมากในการที่จะดีลกับมหาอำนาจนะคะ ทั้งๆที่หลายๆกรณีมันเป็นเรื่องของทุนจีนสีเทาหรือบางกรณีอาจจะไม่ใช่ทุนสีเทามันเป็นทุนแบบเอ่อเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนซึ่งเราไม่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ทุนไทยด้วยซ้ำไป แต่ว่ามันก็หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายหลายๆอย่างนะฮะ โดยที่รัฐเองก็ไม่ไม่มีความกล้าหาญในการจัดการ อันนี้เนี่ยจะวิเคราะห์ได้ยังไงภายใต้กรอบที่อาจารย์วิเคราะห์มาถึงการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรอบของอาจารย์เอ่อเกษียณหรืออาจารย์ประจักษ์นะคะ คืออยากจะอยากจะขยายนิดนึง คำถามนี้เนี่ยมันสิ่งที่มันเป็นประเด็นที่เราหงุดหงิดคือสำหรับเราเนี่ย เราไม่ค่อยเชื่อในเรื่องของการที่เอ่อนักวิชาการไทยหรือคนไทยมักจะชอบ romanticizeเกี่ยวกับเรื่องไอ้แนวทางไผ่รุกลมซึ่งเรารู้สึกมันเป็นแนวทางการนิยายต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จจากอดีตจนถึงปัจจุบันอะไรเงี้ยนะฮะ ซึ่งสำหรับเรา เราไม่เคยรู้สึกว่ามันมันมีการประเมินที่มันaccurateจริงๆ คือถ่ายรูปเข้าไปดูช่วงสงครามเย็นในช่วงตั้งแต่ปนะฮะ ป.ในยุคที่2หลังหลังสงครามโลกที่2มาถึงสฤษดิ์ถึงถนอมเนี่ยในการเดียวกับมหาอำนาจเนี่ย เรารู้สึกถ้าคุณไปอ่านงานของเอ่อชอเนี่ย วิจัยว่ามันเละเทะมากๆ มันเป็นไผ่รุกลมที่มันสูญเสียการประเมินเอ่อความเป็นจริงของสถานการณ์สงครามเย็นนะฮะ แล้วก็เอ่อแล้วก็ทำลายผลประโยชน์ของประเทศไทยเองในระยะยาวนะคะ แต่ว่านักวิชาการไทยเวลาที่มองกลับไปยุคนั้นทุกอย่างประสบความสำเร็จหมดเลย มันเละเทะมากในช่วงของที่เราปกครองด้วยรัฐบาลทหาร ความสามารถในการดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยสัมพันธ์กับมหาอำนาจนี่มันแย่มาก มันเละอีกช่วงนึงเห็นได้ชัดในช่วงไปภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ แต่ตอนนี้เราก็อยู่ในภาวะของที่มันมีรัฐบาลคนละเรือน รัฐบาลพลเรือนเนี่ย บางช่วงเวลาเนี่ย อย่างหลัง14ตุลาคมเนี่ย อย่างที่เราทำเนี่ย เราลงไปดูงานเอ่อการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัฐบาลคือรัฐบาลประชาธิปไตยเรื่องของการถอนฐานทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอ้ไอ้ไอ้ไอ้ฐานทัพไอ้ที่อุดรน่ะ ค่ายรามสูรเนี่ยเห็นความสามารถของรัฐบาลพลเรือนในการที่จะเจรจากับอเมริกากล้าต่อรอง ถามว่าช่วงนั้นทหารมีอำนาจอยู่ในทางการเมืองมั้ย ว่ามีอยู่ แม้ว่าระบอบถนอมเอ่อประภาสมันจะหลุดไปแล้วก็ตาม แต่ในทางแต่ทางปฏิบัติกองทัพยังมีอำนาจอยู่แบบเดียวกับปัจจุบัน โอเคถึงแม้ว่าจะอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนกองทัพก็มีอำนาจอยู่ แต่ทำไมรัฐบาลพลเรือนในขณะนี้เนี่ย มันดูเหมือนไม่มีสิทธิ์ปัญญาในการที่จะดีลกับมหาอำนาจเลย นี่เนี่ยตอนที่ผมอ่านหนังสือของอาจารย์พวงทองเรื่องInfating Society มันมีบทนึงที่อาจารย์พวงทองเขียนว่ากองทัพ ซึ่งก็เป็นความเข้าใจพวกเราตลอดเลยนะฮะ กองทัพเนี่ยที่เรามีเนี่ยไม่ค่อยทำงานปกป้องศัตรูจากภายในจากศัตรูภายนอกเท่าไหร่ฮะ มีไว้ปราบพวกเราภายในอ่ะนะ อันนี้ก็เป็นความเชื่อตลอดนะฮะ นี่อาจารย์เขียนถึงเรื่องนี้แหละและอาจารย์เขียนถึงมันเนี่ยในช่วงก่อนจะ14ตุลาคม ปก.ไม่ใช่กองกำลังภายใน100% กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยของปก.เนี่ยอยู่ได้ด้วยการช่วยอย่างสำคัญของจีนและทั้งทางอาวุธทั้งทางการฝึกความจริงเป็นแบบนี้ ในแง่กับรัฐบาลไทยที่สู้กับปก.ก็ไม่ได้พึ่งตัวเอง พึ่งอเมริกาชิบหายวายป่วงหมด คือพอผมรู้สึกแบบนี้เนี่ย เราจะเราจะบอกหรือเราจะปัดปรามกองทัพในวินาทีนั้นได้มั้ยว่าเขายังทำงานโดยไม่ได้ต่อสู้กับศัตรูภายนอกคุณไม่ใช่เพราะสิ่งที่เรียกว่าศัตรูภายในโยงกับศัตรูภายนอกโยง ดังนั้นในแง่นี้ไม่ได้เหนือกว่าความชอบธรรชัยก็เพราะว่าสยามแดงเฟ คือบางทีเนี่ย เวลาเราอยู่ในโลกสมัยใหม่และไนๆเนี่ย เราเลยรู้สึกว่าเราเยมอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ดำเนินตามใช่มั้ย แต่ถ้าเราทำใจสักพักนะ วงเล็บสักว่ากูลองเชื่อทองชัยสักพัก ไอ้สยามแดงเฟ เราพูดไม่ได้เต็มปากหรอกว่ากองทัพไทยไม่ได้สู้กับศัตรูภายนอก เราพูดคราวนี้ที่ผมพูดในนี้เพราะอะไรเดี๋ยวกลับคือจะจะพยายามจะตอบอาจารย์ ในประวัติศาสตร์ความคิดตะวันตกทางการเมืองเนี่ยพ้นจากรับสมบัติส่วนตัวเมื่อมีการแยกระหว่างcivil societyกับstateและcivil societyคุมstateได้ก็คือแบบmodernityนะ modernization mod state คราวนี้นั่นแปลว่าอะไร นั่นแปลว่ามีระเบียบอำนาจที่ชอบธรรมเป็นตัวแทนสังคมและมีอำนาจเด็ดขาดต่อรัฐใช่มั้ย อำนาจสูงสุดในรัฐบงการทุกอย่างที่เกิดขึ้นในรัฐแล้วทำไมเรายอมรับอำนาจเด็ดขาดนั้นเพราะมันเป็นตัวแทนเรามันชอบธรรม ไอ้เนี่ยเมืองไทยไม่มี ไอ้เมืองไทยไม่มีในสมัยก่อน14ตุลาคมเนี่ย จะตัดสินใจว่าตกลงเจรจารามสูรอเมริกาจะออกเงินเนี่ย รัฐบาลพลเรือนเจรจา กองทัพไปเจรจา รัฐมนตรีต่างประเทศเจรจา สถานทูตอเมริกาจะคุยกับใครดี คุยกับเพนตากอนหรือคุยกับCIA พูดอเมริกาเพื่อจะล็อบบี้วิ่งมาแอบเข้าเฝ้า[เพลง] จะเห็นได้ว่าระบบของรัฐบาลรวมศูนย์มีหน่วยงานต่างประเทศคุยเรื่องนี้ไม่ไม่เละว่ะ เละนี่ถ้านี่คือภาพที่เรามีนะ ผมว่าตอนนี้เนี่ยเละ ตอนนี้เละเละแบบที่อาจารย์ประจักษ์จะว่า3-4วงนี่แหละ โชว์ต่างประเทศ เออ คือตอนนี้ผมคิดว่าอำนาจกระจายกันเกลื่อนเลยอ่ะในหลายเรื่องนะไม่ได้ไม่กล้าบอกว่าทุกเรื่อง แต่จนกระทั่งแบบเอ้ไอ้เรื่องนี้จะคุยกับใครดี ไอ้เรื่องนี้ใครจะรับผิดชอบ มันอาจจะอยู่ในสภาพที่กระจายกัน ระบอบประชาธิปไตยพรรคใหญ่จึงเป็นความฝันของคนจำนวนไม่น้อยว่าบ้านเมืองตอนนั้นดี มันเป็นความฝันของคนไม่น้อยว่าบ้านเมืองตอนนั้นดีเพราะมันรวมศูนย์น่าสำเร็จ มันรวมศูนย์น่าสำเร็จซึ่งมันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นเนื่องจากช่วงต้นปี2530 สมศักดิ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าในจังหวัดช่วงปี2530ถึง2535นั่นแหละที่รัฐไทยเป็นเอกภาพและสังคมไทยเป็นเอกภาพ สังคมไทยเป็นเอกภาพโดยดึงดูดจีนเข้ามาได้ ยอมรับคนจีนเป็นคนไทยแล้วในหลวงเป็นผู้ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นในขณะเดียวการรับก็เป็น1ภาคสามารถทำลายfactionต่างๆไปได้ อำนาจรวมศูนย์ที่สภาแล้วสถานะของยกสูงขึ้นจากคลิป1เป็นเทพof the ผมคิดตลอดมานั้นเกิดได้ไง ผมอย่างผมคิดว่าคนไกลสที่ทำให้รัฐไทยมั่นคงได้มากขึ้นเนี่ยคือการปราบคอมมิวนิสต์และภาพที่อาจารย์วาดให้เห็นเนี่ยคือความจำเป็นของชีวิตตายของรัฐที่จะต้องรวมศูนย์กำลังของรัฐราชการที่แตกเป็นเสี่ยงๆหมดให้เป็นเอกภาพเพื่อปราบ คือผมฟังที่สมบัติบอกขึ้นแต่หมันอยู่ดีๆมันโง่แบบก็โง่มาจากการใช้งั้นก็ไม่เช้า กลับไปที่คำถามการผมคิดว่าตอนนี้เนี่ย เราอาจจะพูดถึงรัฐไทยที่เป็นเอกภาพยากมากยิ่งข้ามขั้วแบบเนี้ย เป็นสหพันธรัฐของชนชั้นนำหรือสหพันธรัฐของชนชั้นนำอ่ะ อันนี้เขตกูนั่นเขตมึงอะไรแบบเนี้ย สว.ก็เป็นเจ้าหนึ่ง สตช.ก็เป็นเจ้าหนึ่ง ก็เป็นเจ้าหนึ่งอาจารย์อันนี้ทิ้งไว้นิดเดียวครับผม กลับมองอีกแง่นึงว่าตรงกันข้ามเลย ยกตัวอย่างเช่นมองย้อนกลับไปเนี่ย กำลังของฝ่ายขอเรียกฝ่ายฝ่ายเจ้ารัฐมนตรีนะฮะไม่ได้แปลว่าวางหรือไม่ได้แปลว่าพูดถึงสถาบันกษัตริย์แนะนำนะว่าฝ่ายเจ้าลงรวมกันนะ ทั้งเพื่อความปลอดภัยและก็ทั้งเพื่อความสะท้อนความเป็นจริงกับกองทัพซึ่งเป็น2พลังในสิ่งที่เราเป็นเจ้านายเป็นวิสัยได้ มันมีtensionในเชิง ในแง่พลังโดยรวมนะ มันอาจจะปรากฏการณ์เป็นตัวบุคคลแล้วแต่กรณีตลอดมาไม่ว่าจะคิดถึง2475 2490 เหตุการณ์ต่างๆแม้กระทั่งยุคสฤษดิ์มันก็มีelementที่ไม่ชอบมีtensionอยู่ต่อมาร้าน14ตุลาคมมีเกรียงศักดิ์ต่อมาสมัยเปรมมีอาทิตย์กำลังเอกต่อมาสมัยต่างๆนะฮะ มีสุจินดาจนกระทั่งพฤษภาคม35 ทหารถอยลงจึงเป็นโอกาสยังไม่เค้ายังไม่consolidateนะฮะ แต่เป็นโอกาสที่ทำให้อะไรอ่ะ การก่อร่างสร้างตัวของทหารพระราชาเกิดขึ้นได้ฉะนั้นและสำเร็จเอาประมาณประมาณทศวรรษ2000กว่าหรือคิดเอาอย่างง่ายๆก็คือว่ารัฐประหาร2490ปัจจุบันในแง่ของเป็นpolitical forceเนี่ย 2พลังนี้เพิ่งจะผนวกconsolidateกันใน20ปีที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยท่ามกลางการตีกันชิบหายเลย เพราะว่าในแต่ละจุดเช่นทหารก็อาจจะไม่ได้มีเอกภาพ กระทรวงต่างๆก็อาจจะไม่ได้เป็นเอกภาพใช่มั้ยฮะ รัฐพันลึกที่เราเรียกกันเนี่ย ที่มันดีจริงๆเนี่ย ผมว่าเค้าไม่เดือดร้อนเพราะเผนึกกำลังได้ในระดับนั้นโดยที่ตัวบุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยที่คนที่มานั่งร้านมาเป็นเรียกว่าอะไร กิ่งก้านสาขาเทะเลาะกันเถอะ เชิญไม่เดือดร้อน ผมกลับรู้สึกงั้นนะฮะ แล้วทำให้มันมาจากปรากฏการณ์ง่ายๆว่าทำไมประยุทธ์charmเหลือเกิน ผลการcharmและการที่ไม่มีlegitimacyแต่รัฐยังอยู่ได้เนี่ยก็เพราะแปลว่าอำนาจที่แท้จริงมันconsolidateมันจึงไม่ต้องแคร์ประชาชน ผมกลับรู้สึกงั้นนะ อันนี้ถามว่ามั่นใจมั้ย พอฟังยิ่งฟังประจักษ์ยิ่งเกษียณผมบอกผมไม่มั่นใจนะ แต่ถึงได้บอกว่าผมถึงได้เกริ่นนำว่าเราคิดในอีกแง่อีกแง่นึงได้มั้ยว่าไม่กำลังหลักของรัฐไทยเนี่ยไม่consolidateกันในยุคไหนเลยมากเท่ากับประมาณ20ปีที่ผ่านมาถึงขณะที่เขาไม่ไม่ต้องไม่ต้องไม่ต้องแคร์ประชาชนไม่ต้องแคร์legitimacyจากประชาชนเท่าไหร่นะ แต่ว่าไอ้fragmentationที่ออกมาในรูปธรรมของกลุ่มนั้นกลุ่มนี้การทะเลาะกันในกระทรวงนั้นกระทรวงนี้อันนี้เป็นเรื่องเป็นเรื่องผิวเผิน เออ ถ้าจะเรียกอย่างงั้นนะ คำนี้ก็ไม่แค่ดีนะ แต่มันเป็นมันมีระดับของนั่นนั่นอยู่ลึกๆเนี่ยมันไม่ไม่เกิดความขัดแย้งในระดับที่จะใช้ว่าstructure ผมยังไม่กล้าใช้เลย ไม่รู้ใช้คำว่าอะไร แต่คิดว่าคงพอเข้าใจนะ ผมผมผมเลยเมื่อกี้ไม่ได้ฟังเหมือนกัน ว่ายกตัวอย่างเช่นที่คุณบอกสกอร์10คะแนนเนี่ยมาจากการที่ชนชั้นนำไทยเป็นฝ่ายๆใช่มั้ย ผมคิดผมเห็นเพราะว่าผมนึกคำเดียว ฝรั่งไม่รู้จักdeep stateของไทย ฝรั่งไม่รู้จักdeep stateของไทย ฝรั่งดูข่าวรายวันแล้วเห็นว่าชนชั้นนำไทยขัดแย้งกันจิปาถะ แต่ถ้าฝรั่งรู้จักdeep stateของไทยเขาจะอาจเห็นตรงข้ามเลยอุ๊ย ชนชั้นนำไทยนี่stableเป็นบ้าเลยนะฮะ ยิ่งยุคนี้ยิ่งstable ในความหมายว่ารัฐบาลเปลี่ยนได้นะฮะ ทะเลาะกันชิบหายเลยก็ได้ นายกเปลี่ยนก็ได้ ทักษิณหลุดก็ได้ ทักษิณมาก็ได้ แต่deep stateอยู่คงที่ และยังไม่เห็นการขัดแย้งที่ไม่รู้ใช่คำว่าอะไรดี การขัดแย้งที่จริงๆเช่นความขัดแย้งระหว่าง2พลังหลักในdeep stateโอเค ขอบคุณอาจารย์ธงชัยนะครับ ผมคิดว่าขอโทษทีนะครับ เนื่องจากเดี๋ยวจะต้องมีการใช้ห้องเรียนต่อนะครับ ก็คิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วนะครับ ยังไงก็เอ่อการเสวนาซีรียส์เปิดตัวหนังสือเนี่ย ยังมีอีกครั้งนึงในวันศุกร์ที่30นะครับ เรื่องสภาวะไร้มนุษยภาพเป็นสังคมไทย จัดที่เอ่อคณะศิลปศาสตร์นะครับ อ่า ถ้าอย่างไรวันนี้ก็อ่าอ่าขอ