Transcription
เอางี้ถ้าผมให้สเกลความกลัวเนี่ย 0-10 นะ ของผมคือ 0 เลยครับ ผมไม่มีความกลัวเลยนะ แค่ว่าฟ้องมา เราก็ถือโอกาสให้สิ่งนี้เป็นประโยชน์กับสังคม
ก็หมายความว่าไง เมื่อไหร่ที่เกิดการฟ้องเป็นความจริงขึ้นมา ผมจะขออำนาจศาลเรียกหลักฐานทั้งหมดนะครับ เพื่อมาพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมคิดเนี่ย สิ่งที่ผมเปล่าประกาศไปกับสาชนเนี่ย อะไรเป็นความจริงบ้าง
เรารู้สึกว่าเราค้นพบ เอ่อสิ่งที่เป็นความเสี่ยงต่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเนี่ยนะครับ 40 ล้านคน ได้ให้เป็นบทเรียนเพื่อเชื่อว่าอ่ะ อย่างน้อยแล้วกันเนาะ ครั้งหน้าเนี่ยก็คงจะไม่เกิดขึ้น
ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าต่อไปอ่ะ ทุกคนรู้ว่าเฮ้ยมันมีสิทธิ์นะ คนที่เข้าถึงข้อมูลเนี้ยนะครับ เอ่อหรือผู้มีอำนาจเนี่ย สามารถที่จะรู้ว่าใครกาอะไรอ่ะ ต่อไปซื้อเสียงก็ต้องเลือกนะ จะไปซื้อเสียงแล้ว ที่เค้ามีสโลแกนว่า "รับเงินหมากาใครก็ได้" เนี่ย มันไม่ใช่แล้วฮะ การที่รู้ใครกาอะไร มันเลยกลายเป็นเนี่ยครับ เครื่องมือของผู้มีอำนาจที่จะให้คุณให้โทษ ให้เค้ามาเลือก หรือว่าซื้อเสียงไปเนี่ย คุณก็ต้องเลือก มันจะกลายเป็นยุคที่การซื้อเสียงเนี่ย เข้าเป้า 100%
ถ้าท่านชื่นชอบรายการมาตของพวกเรานะครับ อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ และกด Subscribe ช่อง มติชนสุสัปดาห์ เพื่อที่จะได้ไม่พลาดคลิปดีๆ ก่อนใครครับ
ดร.เรือบินฮะ เป็นใคร และทำไมกระโดดเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ได้อย่างไรฮะ ฉายที่มาที่ไปให้ฟังกันนิดนึงครับ
ครับผมก็ เอ่อถ้าถ้าในวัยเด็กอ่ะนะฮะ ก็เรียนจบวิศวะ แล้วก็จากนั้นก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกานะครับ ก็จบมาทางด้านสายของ เอ่อวิทยาศาสตร์ข้อมูลนะ ก็เป็นคนชอบเรื่องข้อมูลมาก ซึ่งก็ตอนนั้นเนี่ยจบมาก็เป็นยุค เอ่อเรียกว่ายุค big data กำลังเพิ่งเริ่มครับ ก็เลยได้มีโอกาสทำงานที่อเมริกา ก็รวมกันแล้วเนี่ยฮะ เอ่อทั้งเรียนทั้งทำงานที่อเมริกาเนี่ย ประมาณ 10 ปีครับ
พอเป็นสายข้อมูลปั๊บ มันก็เลยเกี่ยวข้องกับทางด้านของเทคโนโลยี บริษัทที่อเมริกา ก็เป็นบริษัทเทคอ่ะนะครับ
แล้วก็ได้มาอยู่สาย พอเรามาอยู่สายเทคโนโลยีแล้วเนี่ย เราก็ชอบ ก็เลยทำให้เราก็อยู่สายเนี้ยมาตลอดนะครับ จนกระทั่งว่าเราคิดถึงอ่าเรื่องของ Startup พอเราทำงานให้กับบริษัทเราเนี่ย เราก็พบเอ้ย ทำไมเราไม่ลองทำ Startอของเราเองบ้างครับ ซึ่ง Startอตัวแรกที่ผมทำเนี่ย ก็เกี่ยวข้องกับทางด้านของภาษี
นะครับ เอ่อเป็นการจัดการของภาษี ณ ณ ยุคนั้นนะ ครับ ก็เลยได้รับความสนใจเนาะ จากทั้ง เอ่อ เอ่อพี่ๆ สื่อมวลชนนะครับ แล้วก็แล้วก็องค์กรหลายๆองค์กร ก็เลยได้มีโอกาสเนี่ย ได้กลายมาว่าโดนชักชวนให้เป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งนะ ก็มาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีมาหลายอัน และบางอันก็เจ๊งนะครับ บางอันก็ประสบความสำเร็จเนาะ แต่ทุกอย่างมันก็มีเกิดมีดับนะครับ มันก็มีทั้งที่ว่าช่วงแรกๆดูไม่ค่อยดี ต่อมาก็กลายเป็นดีขึ้นมาซะอย่างนั้นแหละนะ บางอันดูเหมือนจะดีสักพัก มันหมด เอ่อเค้าเรียกวัฏจักรของมันเนี่ย มันก็หายไปครับ
พอกลับมาเมืองไทยอ่ะ ก็โดนชวนเป็นที่ปรึกษา เพราะช่วงนั้นเนี่ย นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลน่ะยังมีน้อยครับ
ก็เลยได้มีโอกาสมาเป็นที่ปรึกษาทั้ง เอ่อภาคการศึกษา ภาควิชาการนะครับ ทางด้านของภาคเอกชน แล้วก็ภาครัฐเนาะ ซึ่งการเมืองเนี่ยก็ภาครัฐเนี่ย ก็เริ่มมาจากการได้รับ การ เอ่อชักชวนมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ซึ่งอันเนี้ยเป็นหนึ่งในจุดที่ทำให้ผมอ่าได้เรียนรู้เนาะ คือจริงๆอ่ะเป็นคนที่ติดตามข่าวการเมืองแล้วก็ชอบระดับนึงอยู่แล้วนะครับ แต่มาลงสนามจริงครั้งแรกเนี่ย ก็คือตอนนั้นอ
นะครับ ก็ได้เห็น เอ่อโครงสร้างของภาครัฐ หน้าที่ของฝ่ายการเมือง ฝ่ายนักวิชาการการเมืองนะครับ แล้วก็ฝ่ายพี่ๆข้าราชการ ว่าแต่ละองค์ประกอบเนี่ยทำงานกันยังไงนะฮะ แล้วก็ เอ่อพอเราได้มีโอกาสทำนโยบาย ทำโครงการเนาะ ซึ่งบางโครงการ บางนโยบายเนี่ย มันก็ใช้คนหลายคนเนาะนะครับ บางอันเราก็ถือว่าอ่าทำเยอะบ้าง ทำน้อยบ้าง บางอันก็มีชื่อเราบ้าง บางอันก็ไม่มีชื่อเราบ้างนะ ครับ
แต่ละนโยบายเนี่ย มันก็ส่งผลเนาะ ทั้งผลดี นะฮะ เราโอเคแหละแน่นอนน่ะ สายวิชาการเนี่ย เราเอ่อพยายามที่จะคิดตามหลักการ
นะครับ แล้วก็มองเรื่องของ impact เรื่องของประโยชน์ต่างๆที่มันออกไปเนี่ยนะฮะ เอ่อแล้วก็ในขณะเดียวกัน เราก็พยายามที่จะต้องปิดความเสี่ยงเนาะ ไว้หลายๆอย่างนะ ก็คือบางครั้งเนี่ย เอ่อเราเนี่ยคิดนโยบายไปแล้วเนี่ย เราพยายามปิดความเสี่ยงทับตายนะ แต่สุดท้ายมันก็เกิดสิ่งไม่คาดฝันนะ ความเสี่ยงเช่นว่ามันไม่ได้เกิดผลจากที่ควรจะเป็นบ้างเนาะ หรือบางทีมันก็ในองคพยพเนี่ย มีหลายคนนะฮะ บางคนก็มีทั้งคนดี ทั้งคนที่จ้องจะทุจริต นะ บางนโยบายที่เราทำไปแล้วปรากฏว่าอ่ามีคนเอาไปทุจริตเนี่ย
นะครับ หาช่องที่เราไม่คาดคิดเนี่ย มันก็รู้สึกไม่ค่อยดีเนาะ แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดีก็คือว่า เฮ้ยตอนนั้นก็มีนโยบายแรกๆอนะครับ ที่ที่มีส่วนร่วมแล้วก็มีประโยชน์เนี่ย ที่คำนวณมาแล้วเนี่ย เป็นประโยชน์กับประชาชนเนี่ยหลากหลายล้านคนนะฮะ พอเราได้ไปงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะมีงานที่เกี่ยวกับการอ่าเปิดตัวหรืองานที่โปรโมทประชาสัมพันธ์เรื่องแบบนี้ ก็จะมีชาวบ้านนะครับ มีประชาชนที่เค้าได้รับประโยชน์จากตรงนี้มาเนี่ย เฮ้ยแล้วเค้าเข้ามาขอบคุณเรา เข้ามาขอบคุณเราจะบอกว่าตอนนั้นเนี่ย น้ำตาซึมเลย รู้สึกดีใจนะครับ รู้สึกว่าเฮ้ยสิ่งนี้แหละที่มันมีความหมายกับชีวิตเนาะ ยิ่งกว่าตอนที่เราอยู่ภาคเอกชนแล้วก็แน่นอน ภาคเอกชนก็ก็จะมีเรื่องของกำไร เรื่องของ profit ต่างๆเนาะ ที่ที่เป็นเป้าหมายใช่มั้ยครับ แต่ว่าก็จะ มีหลายบริษัทที่เขาก็พยายามจะทำเป็น Social Enterprise เนาะ เป็น SE นะที่ว่านอกจากได้กำไรพออยู่ได้แล้วเนี่ย เติบโตแล้วเนี่ย มันก็เป็นประโยชน์ต่อสังคมนะ ครับ มันก็ทำให้ผมเนี่ยมีความรู้สึกว่าผม มาชอบสายนี้แหละ ถ้าจะเอกชนเนี่ยก็เป็น SE นะ ถ้าเป็นเ่อนโยบายเนี่ยก็อยากจะเป็นนโยบายที่เป็นในเชิงบวก เป็นประโยชน์กับประชาชนหลายๆคนนะครับ อันนั้นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมค่อยๆเริ่มสะสมมาเรื่อยๆนะฮะ แล้วก็เป็นที่ปรึกษาให้กับ เอ่อก็แล้วแต่ครับ ทีมงานการเมืองนะฮะที่เค้าต้องการ ทางฝั่งวิชาการ ผมก็มีทั้งทำ ให้ทั้งน้อยทั้งมีคนทราบแล้วก็ไม่มีคนทราบหลากหลายครับ
ใครเรียกว่าเป็นคนตัดใส่สะดือทางการเมือง ให้ฮะ ถ้าจะนิยามคนคนนั้นน่ะฮะ
โอเค ตอนนั้นเป็นที่ปรึกษาสมัยท่านรัฐมนตรี เอ่อช่วยท่านธนุศักดิ์เล็กอุทัย
นะครับ ซึ่งเอ่อท่านเนี่ยเป็นคนตั้งใจทำงานมากๆนะฮะ แล้วท่านก็เป็นเป็นอยู่ในพื้นที่ด้วยนะ ท่านจะรู้ทั้งในเชิงของพื้นที่ ความต้องการประชาชนนะครับ แล้วก็ความต้องการ เอ่อเรียกว่าในเชิงของนโยบายที่ที่เกี่ยวข้องครับ
แต่ขอจะย้อนมาอีกนิดนึงฮะ ชื่อเรือบินเนี่ยสะดุดกันมาก ผมอ่านแล้วเว้ย เอ้ยเราพิมพ์ผิด หรือเอ้ย หรือชื่อจริงหรืออะไร เงี้ย ที่มาที่ไปของชื่อที่ชื่อเล่นชื่อเรือบินนมาได้ยังไงฮะ
คุณพ่อเป็นคนตั้งครับ ก็จริงพี่ชายอ่ะชื่อรถยนต์
ออ
ตั้งตามพี่ชายนะครับ แต่ว่าอ๋อพ่อเหมือนกับเป็นความร่วมมือของคุณพ่อและคุณอา
ครับ
นะครับ คือคุณพ่อคุณอาเนี่ย คุณพ่อ เอ่อก็คุณอาเนี่ยท่านไม่มีลูกเนาะ
ท่านก็เปรียบเสมือนเป็นคุณแม่ของผม
นะครับ ซึ่งก็ ท่านก็พี่ชายที่รถยนต์ใช่มั้ย ก็เลยหาว่าที่มันเป็นยานพาหนะ เป็นรเรือเหมือนกันนะ ครับ แล้วเพลินคุณอาเนี่ยทำงานอยู่การบินไทย
อ๋อ
อ่าก็เลยตั้งชื่อเรือบินนะฮะ ซึ่งเอ่อเอาจริงช่วงที่คุณพ่อคุณอายังทำงานแบบแคทีอยู่อ่ะ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องของการเมืองเหมือนกันแต่อยู่คนละฝั่ง
ครับ ก็คุณพ่อชื่อวิเชียร โชติสุขโชติรัตน์ นะฮะ ท่านก็เป็นตำรวจอยู่กระทรวงยุติธรรมมานะครับ แล้วก็เป็น ปปช. นะฮะ อ่าแล้วก็มาเป็นถ้าจำไม่ผิด เอ่อก็อยู่ ในอ่าโฆษกรัฐบาล ในยุคที่คุณอาเป็นประธานสหภาพ
อืม
นะครับ คุณอาเนี่ยน่าจะเป็นคนที่ไปเดินขบวนนำขบวนเนี่ยไปปิดล้อมทำเนียบ แล้วคุณพ่อเนี่ยต้องหนีออกไปหลังทำเนียบ นะฮะ ซึ่งเอ่อแต่โอเคละก็คือในเชิงการเมืองเนาะเนาะ แต่ว่าในเวลาที่เรามาเจอกัน ในโต๊ะกินข้าวเนี่ย ก็จะมีการเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะ ก็มีการให้เหตุผลทั้ง 2 ด้านนะ ครับ ดังนั้นผมอ่ะก็จะฟังทั้งอ่ามุมมอง
ครับ
ในมของคุณพ่อตอนนั้น
ครับ
เนาะ แล้วก็มุมมองของคุณอาในตอนนั้นนะครับ แล้วก็เรียกว่าอันเนี้ก็เป็นจุดนึงเหมือนกันที่ ที่หล่อหลอมผมขึ้นมานะ คือผมเห็นแต่ละฝ่ายเนี่ย
ครับ
ก็มีเหตุผลที่ดี แล้วก็มีตรรกะที่มัน make sense อ่ะนะครับ ว่าต้องทำแบบนี้ และสิ่งเนี้ยจะเป็นประโยชน์นะฮะ ต้องทำแบบนี้ และสิ่งเนี้ยจะเป็นประโยชน์ แต่คิดไม่เหมือนกัน
อืม
นะครับ ซึ่งก็ เอ่อจากประสบการณ์การทำงานเนาะ ที่ที่ทำมาหลายองค์กรแล้วกัน หลายองค์กรก็พบอีกมุมนึงเหมือนกันว่า เออจริงๆทุกองค์กรน่ะ ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ตัวคนเดียวกันเนี่ย
อืม
ก็มีทั้งสิ่งที่เค้าเป็นสิ่งที่เค้าตั้งใจและมองว่าเป็นประโยชน์นะครับ กับสิ่งที่เค้าอ่ะใช้คำนี้ได้มั้ยอ่ะ เห็นกับตัว
อืม
นะครับ เอาเข้าตัวเอง ถ้าแบ่งซอยย่อยมาอีกนะ คนที่เห็นกับตัวก็ ก็มี 2 อย่างเหมือนกัน คนนึงเนี่ยบอกว่าไม่ว่าจะต้องทำอะไรอ่ะ ฉันก็ต้องได้มาเพื่อสิ่งนี้ จะผิดหรือถูก สุจริตไม่สุจริต แต่ก็จะมีคนอีกคนประเภทนึงที่ว่า โอเคมีสิ่งที่ต้องการให้ตัวเองเหมือนกัน แต่ว่าแนวทางอ่ะจะต้องสุจริต นะครับ คือผมเลยมองว่าไม่ว่าจะบอกว่าคนอยู่พรรคการเมืองนะฮะ ที่แตกต่างกัน คนที่มีความเห็นเป็นคนละฝ่าย
เนาะ หลายคนจะแบ่งความเห็นทางการเมืองออกเป็น เอ่อเอ่ออนุรักษ์นิยม
อืม
กับหัวก้าวหน้าถูกมั้ยครับ
เนาะ Conservative กับ Progressive
นะครับ ซึ่งก็ถ้าเรามอง เอ่อจากประวัติศาสตร์แล้วกัน ทั้งประเทศไทยทั้งโลกเนี่ยเนาะ มันก็จะมีช่วงเวลาครับ ของประเทศที่เอ่อการไปแบบ Progressive เนี่ยดีมากๆ กับการที่ไปแบบ Conservative เนี่ยมันเหมาะสมแล้วก็ทำให้ทุกคนไปถึงเป้าหมายใช่มั้ยครับ เป้าหมายก็คือว่าประเทศเจริญ มีทรัพยากรเกลี่ยทรัพยากรได้ทั่วถึงนะ คนลำบากมีน้อย ค่าเฉลี่ยคนส่วนมากก็ก็พออยู่นะครับ สามารถที่จะอยู่ได้ ความสุขได้นะฮะ คือผมก็เห็นเนี่ยส่วนผสมสิ่งเหล่าเนี้ยนะ ครับว่าความคิดแบบ conservative เป็นยังไง ความคิดแบบ progressive มีข้อดียังไง และในคงองคพยพที่อยู่ใน conservative ก็มีทั้งดีไม่ดี
อืม
นะ คนที่มุ่งเป้าหมายเพื่อส่วนตัวแบบสุจริต แล้วก็ไม่สนใจเลยจะไม่สุจริตก็ได้ เหมือนกันเลย ก็มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ครับ ทำให้ตกผลึกความคิดระดับนึงเหมือนกันว่า เออแล้ว แล้วเราเนี่ยควรที่จะทำยังไง
ออ
ควรที่จะไปทางไหน จะฝึกฝนตัวเองไปทางไหน หรือว่าตั้งเป้าว่าทุกๆเวลาของเราเนี่ย ควรที่จะทำอะไรเป็นหลักนะครับ อันนี้ก็คือเป็นเป็นเอ่อที่มาครับครับ
ชื่ออ้อเมื่อกี้ไปที่ชื่อผมใช่มั้
อ่าใช่ๆ
อ่าใช่ๆ ก็ก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ
ทีนี้พอจากจุดเริ่มต้นจากอะไรต่างๆ คุณพ่อ คุณอา แล้วก็หมุนนาฬิกาเร็วๆมาปัจจุบันนะฮะ มาเกี่ยวข้องกับผลการเลือกตั้ง 69 ได้ ยังไงฮะ คนหลายคนจะรู้จักชื่อดร.ระบิน หลัง จากผลการเลือกตั้งออกและคนตั้งคำถามถึง ความไม่ชอบมาพาลแล้วก็มีคำถามมากมายในการ เลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมาเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้ไงฮะ
ครับ เอ่อ มันก็มี คือตอนเนี้ยนะครับ ในในการเลือกตั้งครั้งนี้เนี่ย ผมเองก็ก็ไม่ได้ประวัติอะไรเนาะ
ครับ
นะครับ ก็มีเพียงแค่ว่าเป็นเ่อผู้อำนวยการสำนักโพล
นะครับ แล้วก็ตอนนั้นเนี่ยกะว่าจะไม่ออกโพละ สำหรับปีนี้ แต่ก็มีทางสื่อมวลชนนะครับ อ่าท่านนึงเนี่ยก็มาเอ่อเราก็เห็นตรงกันเนาะ ว่าโอเคเดี๋ยวผมจะซัพพอร์ตในเรื่องของกลไกโฮวิธีการนะครับ แล้วก็ออกไปในนามของสื่อมวลชนนึงนะครับ ก็ได้มีโอกาสแค่ตรงนั้นแหละ ก็จะได้ข้อมูลเรื่องโพลิต่างๆมานะฮะ
ทีนี้ผมก็เห็นว่าปีนี้เนี่ย ผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรนะ คือปีที่ผ่านมาเนี่ยมีทั้งไปอยู่ที่ warroom นะครับ ร่วมกับสื่อมวลชน
ที่จับตามองการเลือกตั้งก็จะพอเข้าใจกลไก ของของการทำงานการนับคะแนนนะฮะ เอ่อปีที่แล้วเนี่ย ปีการเลือกตั้งปี 66 เนี่ย ตอนนั้นเนี่ยทางมหาวิทยาลัยศรีปทุมนะ ที่ผมสังกัดอยู่ด้วย ผมก็เป็นอาจารย์ที่ศรีปทุมด้วยนะครับ
ก็เป็นเป็นวallroรูมสำหรับพี่ๆสื่อมวลชน เนี่ยเข้ามาแล้วก็รับคะแนนจากเอ่อทางสัญญาณจากทาง กกต.นะครับ ด้วยแล้วก็มีการที่นับคะแนนส่งมาจากทางอะไรอ่ะ จากทางบ้านน่ะทางประชาชนเนี่ยที่ถ่ายรูปส่งมาตามระบบเนี่ยนะครับ ก็เอามาประมวลผลให้นักศึกษาเนี่ยมาช่วยกันประมวลผลใช่มั้ย เพื่อให้เขาได้ฝึกเอ่อทักษะด้วยนะครับ แล้วก็รายงานผลคะแนนไปเป็น warroom
นะครับ ส่วนปี 62 เนี่ยก็อยู่อีกวรเหมือนกัน อีกสื่อมวลชนเหมือนกันเนาะ เราก็มีความสนใจเรื่องนี้นะครับ กระบวนการต่างๆเราก็เห็นแหละ ทั้งกระบวนการที่มันเ่อราบรื่น และกระบวนการที่มันไม่ราบรื่น เช่นอยู่ๆก็มีข้อผิดพลาดนะฮะ ก็ต้องมีการหยุดให้สัญญาณการนับคะแนนนะ บางปีก็หายไป 2 ช่โมง ก็ก็มีใช่มั้ยครับ อ่าเราก็เห็นกระบวนการต่างๆนะ ทีนี้ปีเนี้ยก็ว่างก็ไปสมัครเป็นหนึ่งในอาสาสมัครที่โหวต 62 นะครับ ก็พอเราอ่าเราก็กะแล้วะวันนั้นน่ะนะฮะ เลือกตั้งเสร็จเนี่ย ก็กะว่าจะไปคูหานะฮะ ก็ปรากฏว่าตอนที่เราไปลงคะแนนน่ะ ของตัวเองอ่ะ เราก็เห็นเฮ้ยบาร์โค้ด QR Cด เนาะ แต่มันก็เล็กๆอ่ะนะครับ มันก็อ่าเราก็เห็นว่าเออมันมีบาร์โค้ดขี่อาคตก็มีข้อสงสัยละนะฮะ เสร็จแล้วเนี่ยก็กลับมาบ้าน เลือกตั้งเสร็จก็กลับมาบ้าน แล้วก็ออกไปเป็นคนที่ไปจับตาการนับคะแนนนะฮะ ผมก็ไปยืนอยู่ข้างหน้าเลยนะ ที่ครูหาอ่าแถวบ้าน คนเก็ชูบัตรชูบัตรเราก็เริ่มเห็นหลายใบแล้วก็รีตัวเองรีมากขึ้น เฮ้ยบาร์โค้ด QR Cดมีทุกใบเลยอ่ะ มีทุกใบเลยนะ ก็กลับมาก็ปรากฏว่าก็มีเพื่อนอ่าที่เคยอยู่ในเ่อ อนุกรรมาธิการเศรษฐกิจ AI ที่สภาด้วยกันเนี่ยนะครับ ก็มาคุยกันแชทกัน ต่างคนต่างก็เห็นเห็นแล้วก็เฮ้ยมันมานั่งรบกันคิดว่า เฮ้ยมันจะเป็นยังไงนะฮะ เราก็คิดไปเอ้ยถ้าสมมุติว่าอันเนี้ยมันเป็น 1:1 ก็คือว่า 1 ใบ 1 บาร์coคด หรือ 1 QR coดเนี่ย มันยุ่งเลยนะ เพราะมันมีสิทธิ์ที่จะสาวไปถึงอ่าตัวคนเลือกได้ แต่ตอนนั้นความคิดผมยังคิดว่าไม่มั้ง ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ก็คุยกับเพื่อนว่า เฮ้ยเออเดี๋ยวเดี๋ยวโพสต์กัน ลองโพสต์ถามว่าเป็นยังไงนะฮะ ผมก็คิดในใจเหมือนกันแหละนะครับว่า เออใครๆก็คงเห็น น่ะเดี๋ยวก็คงมีคนโพสต์เนาะ ก็ผ่านมา 2-3 วันก็ไม่มีใครโพสต์ พอดีตอนนั้นเนี่ยมีเรื่องที่คุยที่ในโซเชียลเนี่ยเค้าพูดกันถึงเรื่องบัตรปลอมขึ้นมา มีปัญหาบัตรเขย่ง นะ บัตรเขย่งก็หลายแสนใบใช่มั้ครับ ณตอนนั้นนะฮะนะฮะ แล้วก็เออ ก็มีพูดคุยกันถึงเรื่องของบัตรปลอม บัตรเขย่ง เราก็เลยบอก อ๋อนี่ไงล่ะ QR coดบาร์โค้ดอ่ะ เอาไว้ใช้แก้ปัญหาบัตรปลอม บัตรเขยง อ่า นะฮะ ซึ่งตอนนั้นก็มีรูปจากสื่อมวลชนมาแล้วนะ มีรูปจากสื่อมวลชนมาพอสมควรนะครับ แล้วก็มีบางใบที่สามารถที่จะสแกนได้ เราก็สแกนจนรู้ว่า อ๋อ QR Code เนี่ยเป็นรูปแบบของเบสase นะครับ อ่าเบส 32 นะถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ก็คือเป็นตัวอักษรน่ะนะฮะ ที่ที่สามารถจะเป็นไปได้กี่ล้านตัว แต่เราก็พบว่ามันมากกว่า 50 ล้านอยู่ะ เพราะว่าคนมีสิทธิ์เลือกตั้งเรา 50 ล้านอย่างมาก 50 ล้านใบถูกมั้ครับนะฮะ เพราะว่ามันทำได้แบบ ถึงถึงทุกตัวแหละนะฮะ แล้วก็ QR coดก็สแกน ดูก็ขึ้นต้นด้วยตัว A นะฮะ ก็ตอนนั้นเนี่ย ผมก็คิดว่า เออเฮ้ย งั้น QR Code bar CE เนี่ยน่าจะใช้การบัตรปลอมได้นะ แต่แต่โพสต์แรกเนี่ย ผมก็เขียนไปเหมือนกันว่าถ้าเป็น 1:1 ยุ่งเลยนะ ยุ่งเลยนะ แต่ยังคิดในแง่ดีอยู่ไงว่าใช้กันปลอม มีปัญหาก็ใช้สิ ไอ้เราก็อยากเห็นด้วยครับ ก็อยากเห็น กกต. เอามาใช้ไง จะได้แก้ปัญหาให้เค้านะฮะ ปรากฏว่าเราโพสต์ปั๊บเนี่ย ก็เพื่อนสาย text นะฮะ ก็ไปแชร์นะ ก็คือก็คือคุณเอิร์ทที่กลายมาว่าเป็นตอนนี้ก็กลายเป็นสนิทกว่าเดิม ใช่มั้ยครับ เอ่อเพราะเจอกันบ่อยขึ้นนะฮะ ก็ร่วมกันก็มีอีกคนนึงที่แชร์แล้วก็ช่วยคิด เฮ้ยพี่มันเป็นอย่างงั้นนะ มันเป็นอย่างงี้นะฮะ ก็รวบรวมข้อมูลมา ก็เริ่มได้ข้อมูลมาและ ปรากฏว่าไปเห็นต้นคู่ตัวเลขเดียวกันกับที่สแกนบาร์โค้ดคราวนี้รู้ะ 1:1 แน่นอนนะฮะ ส่วน QR Code ก็ต้องรอไปนิดนึง เพราะว่าตอนนั้นยังไม่เห็นต้นขั้ว ที่ที่แมตกับ QR CE ใช่มั้ยครับ แต่พอมันได้ได้มาระดับนึง เราก็เริ่มไขเป็นสัญหานะฮะ คือคือจากด้วยความที่ว่าเราเนี่ยทำงานเรื่องสายdata้ามาแล้วก็มีความสนใจทางการเมืองแล้วก็กระบวนการเลือกตั้งเนี่ย มันก็เลยทำให้อ่าอ่าน่าจะทำให้เราเห็นหลายๆฉากทัศน์ขึ้นมานะครับ ผมก็เห็นฉากทัศที่แบบว่า เฮ้ยพอมันเป็น 1:1 ปั๊บเนี่ย มันเกิดความเสียหายยังไงกับการเมือง มันทำให้สามารถรู้ได้ มีความเสี่ยงนะฮะที่จะรู้ว่าใครกาอะไรเนาะ ซึ่งการที่รู้ว่าใครกาอะไรเนี่ย ในเชิงของมุมของเอ่อข้อมูลนะ มันคือข้อมูลส่วนบุคคลน่ะ ถูกมั้ครับ มันคือหนึ่งในข้อมูลส่วนบุคคล ที่อยู่ในพรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล หรือว่า PDPA อ่ะว่าห้ามเปิดเผยนะฮะ มุมมองของdata้าเนี่ย ถ้าสมมุติว่าเกิดตรงเนี้ย รู้ว่าใครกาอะไรนะ มันคือการรั่วไหลของข้อมูลครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยครั้งนึงเลยนะ ก็คือสำหรับคนที่เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนะ ครับ ทั้งเอ่อเนี่ยคนที่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเนี่ยนะครับ เกือบ 40 ล้านคนนะ ปัดเขึ้นไปหน่อยอ่ะ มันคือการไหลของข้อมูล 40 ล้านคนนะฮะ มันใหญ่มากๆเนาะ ในฐานะนักdata้าก็ฟินนะ ที่ว่าที่ว่าเออเฮ้ยเราเราเป็นคนนึงที่เจอปัญหานี้ นะครับ แล้วก็กำลังจะนำไปสู่ทางแก้ไขถูกมั้ยครับ
เอ่อในเชิงการเมืองอันตรายยังไง เราก็มานั่งคิด โหถ้ารู้ว่าใครกาอะไรอ่ะนะฮะ อ่าสมมุติเป็นนักธุรกิจเนาะ รับงานภาครัฐอย่างเงี้ยนะฮะ อาจจะด้วยสุจริตก็แล้วแต่นะครับ แต่ว่ามันก็ต้องมีความขอบคุณคุณกันน่ะนะครับ มีความนับถือกัน ปรากฏว่ารัฐมนตรีหรือนักการเมืองมาตบไหล่บอกว่า เออครั้งหน้าเลือกผมด้วยนะ ครั้งที่แล้วผมรู้นะ คุณกนี้แย่เลยนะฮะ ข้าราชการนะครับ แต่ละคนก็ทำหน้าที่ความสุจริตไม่ว่าจะเลือกใครก็ตามถูกมั้ครับ อยู่แต่งตั้งโยกย้ายก็บอก อ่าเนี่ย คุณไม่ได้เลือกผมนะ ครั้งที่แล้วเนาะ หรือแม้กระทั่งนักการเมืองใช่มั้ครับ คนทำงานการเมืองเนี่ย ในอย่างผมอ่ะเคยเป็นที่ปรึกษา เคยเป็นทีมงานอย่างเงี้ยนะครับ แต่ละคนก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเลือกเจ้านายนะฮะ พอมันรู้มันก็อีหลักอีหลือคิดไปถึงว่า เมืองไทยเนี่ยนะ เราผมว่าเกือบทุกคนน่ะคิดว่ามีปัญหาซื้อเสียง ต่อให้วันนี้ยังจับคนซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้นะฮะ แต่ว่าปัญหาซื้อเสียง ทำวิจัยมากี่ทีก็พบว่าปัญหาการซื้อเสียงประเทศไทยเยอะ ลองคิดดูสิครับว่าถ้าต่อไปอ่ะ ทุกคนรู้ว่าเฮ้ยมันมีสิทธิ์นะ คนที่เข้าถึงข้อมูลเนี้ยนะครับ เอ่อหรือผู้มีอำนาจเนี่ย สามารถที่จะรู้ว่าใครกาอะไรอ่ะ ต่อไปซื้อเสียงก็ต้องเลือกนะ จะไปซื้อเสียงแล้ว ที่เค้ามีสโลแกนว่า "รับเงินหมากาใครก็ได้" เนี่ย มันไม่ใช่แล้วฮะ เพราะคุณซื้อคุณต้องไปเลือกเค้า ไม่งั้นก็เค้าก็เอาเอาผิดมาข่มขู่ หรืออะไรได้ถูกมั้ครับ การที่รู้ใครกาอะไร มันเลยกลายเป็นเนี่ยครับ เครื่องมือของผู้มีอำนาจที่ให้คุณให้โทษ ให้เค้ามาเลือกนะครับ หรือว่าซื้อเสียงไปเนี่ย คุณก็ต้องเลือก มันจะกลายเป็นยุคที่การซื้อเสียงเนี่ย เข้าเป้า 100% นะ เพราะว่าคนรับเงินไปไม่กล้าละ
พอเราพอเรารู้แบบนี้ได้ข้อมูลแบบเนี้ย แล้วคิดว่า เฮ้ยนี่มันเรื่องใหญ่นี่มันเรื่องใหญ่นะ เป็นเรื่องใหญ่ที่ว่าโอเคล่ะ พอผมก็ต้องมาโฟกัสเรื่องนี้นะครับ พอคือพอเราเจอเรื่องนี้ปั๊บเนี่ย ก็มันก็เลยทำให้เอ่อมีที่พี่ๆสื่อมวลชนสนใจ มีเอ่อคนที่เป็น follower นะครับ ของผมก็มากขึ้น แล้วก็ติดตามทั้งติดตามทั้งให้ข้อมูลด้วยนะฮะ ก็ให้ข้อมูลแบบ ก็เหมือนกับเป็นหนึ่งในศูนย์กลางข้อมูลเรื่องนี้แล้วอ่ะ คนก็ส่งมาก็ทำให้ผมได้ข้อมูลเพิ่ม บางทีก็ส่งมาทั้งข้อมูลบ้าง ส่งมาทั้งแนวคิดบ้าง ก็มีทั้งคนที่ส่งแนวคิดมาแล้วบอกว่า เอออย่าบอกนะว่าว่าเค้าให้ไปเฉยๆนะครับ ก็บอกไปว่าเป็นเป็นผมคิดก็ได้นะฮะ ซึ่งผมก็เอ่อเค้าเรียกว่าแต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกอย่างเนี่ย ผมไม่ได้คิดเองคนเดียวนะครับ ก็ได้ข้อมูลจากสิ่งเหล่าเนี้ยแหละนะฮะ ที่มาประกอบกันจนกระทั่งทำให้เราเริ่มตั้งแต่อาจเจอคาดการณ์ความเสียหายได้แล้วไขปริศนาว่าแนวทางการใช้บาร์ค QR Code เนี่ยเป็นยังไงบ้างนะครับ ก็อย่างที่ผมไปเ่อจัดตั้งจำลองนะครับ เลือกตั้งก๋วยเตี๋ยวเนาะ จำลองที่ที่กรรมาธิการ สว.ใช่มั้ครับ อันนั้นก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่ทำให้รู้ว่าใครกาอะไรเนาะ หรือแม้กระทั่งว่าล่าสุดเนี่ย เรื่องเอ่อที่มีความเสี่ยงนะ ที่ข้อมูลเอ่อฐานข้อมูลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเนี่ย ออกมาแล้วก็รู้ถึงขั้นลำดับการเลือกตั้งเนี่ย พอมันมาแมตชกับเหล็กเสียบนะฮะ อันนี้ก็เป็นหนึ่งและนั่นเหมือนกันนะ เป็นอุปกรณ์ที่แบบ กกต.เองก็ยังไม่ได้บอกว่าอุปกรณ์นี้เป็นอุปกรณ์ที่อะไรอ่ะ ยังไม่จำแนกอันเนี้ยเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญเลยอ่ะ ไปรวมอยู่ในกับพวกอุปกรณ์อื่นๆนะ ที่ไปรวมกับพวกปากกานะฮะ เอ่อสกอตเทปอ่ะใช่มั้ครับ ซึ่งวันนี้เสียงวิไม่รู้อยู่ไหนละ นี่ก็เป็นทางนึงนะ เพราะว่าเวลาคนไปเลือกตั้งเนี่ย เราจะได้ใบใช่ มั้ครับ เราจะได้ใบลำดับที่สีขาวๆเนี่ย ซึ่งเขา้าจะเขียนนะฮะ เจ้าหน้าที่เขาจะเขียนเลขลำดับที่ของเรา แล้วก็เสียบลงเลย เสียบแบบเรียงกัน เวลาที่เราไปรับตัดนะฮะ พอเหล็กเสียบเรารู้ลำดับถูกมั้ยครับ ลำดับอันนี้ไปแมตชกับบาร์โค้ดนะฮะ บาร์โค้ดอันแรก อันที่ 2 อันที่ 3 เหล็กเสียบแมตชลำดับ รู้ลำดับที่ ลำดับที่ไปแมตชกับเอ่อขันข้อมูลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ลำดับที่ตรงนั้น ก็รู้ว่าชื่ออะไรกาอะไรนะครับ พวกเนี้ยคือ ผมก็ได้ข้อมูลเหล่าเนี้ยจากเอ่อคนที่ส่งกันเข้ามานะฮะ จนกระทั่งรู้ว่าโอมันมีวิธีเป็นร้อยอ่ะครับ ที่สามารถรู้ได้ว่าใครกาอะไร แค่เพียงมีบาร์โค้ด QR Cดเนาะ ดังนั้นน่ะ พอเราเห็นความเสียหายเรื่องนี้แล้วเนี่ย ผมก็ กะว่าอ่ะ ไหนๆเราก็เป็นเป็นผู้ที่เจอแรกๆ ไขปริศนามาได้หลายขั้นและนะครับ แล้วเป็นศูนย์กลางของข้อมูลที่ส่งกันเข้ามาเนี่ย ผมเองก็ได้เห็นเอ่อความเสี่ยงแล้วก็ช่องโหว่ของกระบวนการเลือกตั้งปัจจุบันนี้นะครับ แล้วก็ไปมากกว่าเรื่องของการรู้ใครอะไรอีกนะครับ เป็นเรื่องของการที่เอ่อทำให้ผลคะแนนเนี่ยคลาดเคลื่อนนะ การนับคะแนน นับนับอีกครั้งเนี่ยไม่เท่าเดิมอ่ะนะฮะ จนกระทั่งขั้นตอนการนับ การตัดสินใบเอ่ออะไรอ่ะ บัตรดีบัตรเสีย ขั้นตอนการรวมคะแนน ส่งคะแนนจนถึงมารายงานผลเนี่ยนะครับ มันก็มีเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนเนาะ โอเค ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านี้ โอมันไม่ร้ายแรงหรอก นิดหน่อย บางคนบอกเฮ้ย อันนี้มันมหาศาลเลยนะ เพราะมันส่งผลต่อ เอ่อเอ่อการจัดตั้งรัฐบาลได้เลย ก็มีความเป็นไปได้ถูกมั้ยครับ คือบางคนบอกว่าคะแนน น่ะบางคนบอกว่าคะแนนคลาดเคลื่อนไปอ่ะ สมมุตินะ 10% เองไม่เป็นไรหรอก แต่บางคนบอกว่า 10% เนี่ย มันเปลี่ยนพลิกฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลได้เลยนะ ถูกมั้ฮะ มันก็ทำให้ผมเนี่ยได้รับข้อมูลต่างๆเหล่าเนี้ย ใจจริงอ่ะก็อยากที่จะตอนแรกเนี่ย ก็อยากที่จะทำในเชิงวิชาการครับ คือคือก็มีอ่ะคนที่เขาตั้งข้อสงสัยแล้วก็ไปฟ้องฟ้อง กกต.นะฮะ ก็จะมีทั้งฟ้องเอ่อศาลรัฐธรรมนูญบ้าง ฟ้องศาลปกครองบ้าง ก็มีหลายศาลนะฮะ ก็ชักชวนเหมือนกันเนาะ แต่ผมเองอ่ะก็ไม่ได้ไปลงชื่อการฟ้องที่ไหนเลย เพราะคิดว่าเราอ่ะทำในเชิงวิชาการอย่างเดียว ค้นพบมาก็โพสต์ลง Facebook โพสต์ลงโซเชียลนะครับ แล้วก็แต่ละฝ่ายที่เขาฟ้องเนี่ย เพราะเขาก็จะมีแง่มุมในการฟ้องร้องร้องต่างกัน เค้าก็แค่เอาหลักฐานของเราเนี่ย ที่เราหามาเนี่ยนะครับ ไปประกอบก็พอแล้ว ตอนนั้นก็ทำแค่นั้นนะฮะ แต่ก็ปรากฏว่าอยู่ๆก็เอ่อมีข่าวที่ที่ออกมาตามพี่ๆสื่อมวลชนเนาะ ก็คือทาง กกต.ฟ้องนะ แล้วล่าสุดก็กรมการปกครองโดป้าฟ้องนะครับ แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่ข่าวนะ เท่าที่ผมทราบคือผมก็ไปหาตำรวจนะครับ ทางพี่ๆตำรวจก็ไปขอเอ่อใบแจ้งความเนี่ย ก็ปรากฏว่าเา้าบอกไม่มี ณขณะนี้ยังไม่มี
นะครับ ก็คือยังไม่มีเลย ชื่อก็ยังไม่คอนเฟิร์มเลย ข้อหาก็ยังไม่คอนเฟิร์มเลยนะ ซึ่งอันนี้ผมก็ตั้งข้อสงสัยเหมือนกัน เออ มันเป็นการฟ้องแบบไหนเนี่ย อย่าง กกต.ตอนเนี้ย ผ่านมาเป็นเดือนละก็ยังไม่มีใบอันนี้ออกมานะฮะ แต่ก็ตอนนั้นก็คิดในแง่ดีครับว่า เอ่อฟ้องมาเนี่ยนะครับ ถ้าเกิดเรื่องเข้าสู่กระบวนการอ่าพนักงานสอบสวนเนาะ หรือชั้นศาลเนี่ย ก็จะมีการที่ขออนุญาตขออำนาจท่านนะฮะ ในการดึงหลักฐานต่างๆเหล่านี้มานะ ผมก็คิดในแง่ดีอ่ะว่า ทุกอย่างที่ผมตั้งเนี่ย คือข้อมูลต่างๆ พอเราเป็นประชาชนจะบอกว่า การไขปริศนาแต่ละเรื่องเนี่ย มันใช้เวลานะฮะ
มันใช้เวลามาก มันต้องการหลักฐาน มันมีอยู่ช่วงอาทิตย์แรกๆเนี่ย ผมนอนแค่ 4 ช่โมงอ่ะ คือที่นอนเพราะอะไร เพราะสนุกกับการคิด สนุกกับการคิดเลข คิดปริศนา คิดเอ่อความน่าจะเป็นต่างๆเนาะนะฮะ กว่าจะได้คำตอบมาแต่ละคำตอบเนี่ย มันยากนะ แต่ตอนนี้พอผมเห็นภาพรวม เห็นทั้งรายละเอียดทั้งหมดแล้วเนี่ย ผมก็จะมีสิ่งที่ผมอ่ะอยากได้เป็นหลักฐานนะ ซึ่งมันจะอยู่ในบันทึกการประชุม นะครับ อยู่ในเอ่อเอกสารทางราชการต่างๆนะ หลักฐาน หรือแม้กระทั่งล็อคคอมพิวเตอร์เนี่ยนะ ที่ผมอยากได้เนี่ย ผมก็เริ่มลิสต์ไว้แล้วนะ ก็หมายความว่าไง เมื่อไหร่ที่เกิดไปการฟ้องที่เป็นความจริงขึ้นมา ผมจะขออำนาจศาลเรียกหลักฐานทั้งหมดนะครับ เพื่อมาพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมคิดเนี่ย สิ่งที่ผมเปล่าประกาศไปกับสาชนเนี่ย อะไรเป็นความจริงบ้าง
ครับ บทเรียนที่เรามาสู้ครั้งนี้ ราคาที่ที่เราต้องจ่ายเนี่ย คดีที่เราอาจจะโดน กับสิ่งที่แบบอีกด้านนึง คนจะกลัวว่าคนไทย อาจจะลืมด้วยซ้ำไปว่าสุดท้ายแล้วอาจจะทำ อะไรไม่ได้ เราถอดบทเรียนอะไรกับเรื่องนี้ ฮะ
ครับ เอ่อถ้าถามว่าราคาที่ต้องจ่ายตอนนี้ นะครับ สิ่งที่ผมจ่ายไปเยอะที่สุดเี่คือเวลาครับ ผมตอนนี้ทั้งหัวคิดทั้งเวลาที่เตรียมไว้เนี่ย ผมผมให้กับตรงนี้เนี่ย เกือบ 100% เลย
ครับ ตื่นมาก็คิด ติดตามข่าวแล้วก็พยายามไขปริศนา หาหลักฐานเพิ่ม ผมพยายามจะทำหลักฐานให้มากที่สุด จนกระทั่งถึงนาทีสุดท้ายที่ศาลเ้าไม่รับแล้ว แล้วก็ตัดตัดสินนะครับ อันนี้เป็นความตั้งใจดีเลย เป็นความตั้งใจ เป็นความตั้งใจจริงๆเลยนะครับ แต่ส่วนที่ว่าเอ่อก็มีคนที่แสดงความห่วงใยมานะครับ ซึ่งก็ดีใจครับ สัตวทุกกำลังใจ ชอบทุกครั้งเลยที่คนเียให้กำลังใจมาทาง Facebook นะครับ ผมก็พยายามที่จะเข้าไปต่อเข้าไปขอบคุณนะฮะ แต่ว่าถ้ามองในเรื่องของความกลัวเนี่ย
เอางี้ ถ้าผมให้สเกลความกลัวเนี่ย 0-10 นะ ของผมคือ 0 เลยครับ ผมไม่มีความกลัวเลยนะฮะ คือแต่ว่าโอเค ไม่กลัวไม่ได้หมายความว่าประมาทนะครับ
ครับ
ผมไม่ได้ประมาทแล้วผมไม่ได้ท้าทาย
อืม
นะครับ ที่ผ่านมาเนี่ย ผมว่าผมไม่เคยมีคำเลยท้าทาย บอกว่าเอ้ยฟ้องมาเลย อันนี้ไม่ใช่นะ แค่ว่าฟ้องมา เราก็ถือโอกาสให้สิ่งนี้เป็นประโยชน์กับสังคมนะฮะ คือคือที่ผมไม่มีความกลัวเลยเนี่ย คือจะบอกว่าอันนี้จะเป็นอีกเรื่องส่วนตัวนะครับ ก็คือปีที่แล้วเนี่ย ผมเป็นมะเร็ง พบว่าเป็นมะเร็งนะครับ เมื่อกลางปีที่แล้ว ก็เป็นที่ลิ้นเนี่ยแหละครับ ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องผ่าตัดแล้วก็พูดไม่ค่อยชัด คือถ้าเห็นเซฟสัมภาษณ์ผมนะ ก่อนหน้าปีที่แล้วก็จะพูดชัดกว่านี้นะ ยิ้มก็จะไม่ค่อย นั่นและนะครับ บางทีก็ทำปากขมุกขมิบ เพราะว่าพูดพูดนานๆเนี่ย ลิ้นมันจะเริ่มเริ่มล้าเนาะ ไม่เหมือนเดิมนะฮะ ตอนนั้นที่ผมเป็นมะเร็งเนี่ย ผมเป็นเคสที่แปลกก็คือว่า การผ่าตัดน่ะ ผมต้องผ่าตัดซ้ำกันประมาณ 5 ฟังก็คือวางยาสลบแล้วก็แล้วก็ปรากฏว่าผ่าตัดเสร็จก็ก็แผลแตก อันนี้เป็นเป็นโอกาสเกิดตรงนี้น้อยมากนะครับ ซึ่งึึคุณหมอน่ารักมากนะฮะ ไม่ได้เป็นความผิดพลาดของใครเลยนะครับ มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเฉยๆเนาะ ก็ต้องผ่าซ้ำประมาณ 5 ครั้ง ก็เรียก ว่าเอ่อร่างกายมันก็แย่ลงเรื่อยๆนะฮะ แล้วก็แล้วก็ครั้งสุดท้ายเนี่ย ปรากฏว่าเลือดผมออกเยอะมาก จนกระทั่งผมเนี่ยเอ่อใช้คำว่าตายแล้วฟื้นแล้วกันนะครับ ระยะเวลาหนึ่งเนาะ สั้นๆนะครับ แต่ว่าเอ่อเราก็ได้เห็นนาทีที่ตายนะฮะ ซึ่งผมก็ตั้งสตินะ เราก็นั่งอยู่อย่าง เงี้ย เราก็เห็นก็อยู่ๆก็ตาก็มองลืมตาอย่างงี้ อยู่ๆก็เป็นแสงขาวขึ้นมาเลยนะ เสร็จแล้วก็กลับมาแล้วก็กลับมา มันเลยทำให้เรารู้ ที่สำคัญเนี่ยนะครับ มันเลยทำให้เรารู้ว่า 1 ก็คือว่าเออความตายมันไม่น่ากลัวนะ ที่ 2 ก็คือว่าเออตอนตายเนี่ย เอาเงินไปไม่ได้สักบาทเลย
นะครับ แล้วไม่ว่าจะมีตำแหน่งอะไรเนี่ย ก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย นะฮะ อ่าส่วนโลกหลังความตายเป็นยังไงนะ อาจจะไม่ได้พูดในเทปนี้นะครับ แต่ผมก็เชื่อว่าหลายคนที่มีความเชื่อมีศาสนาได้สัมผัสเนี่ย ก็คงพอจะรู้ว่าหลังความตายเป็นยังไงนะฮะ แต่ผมก็บอกได้เลยว่าจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ใช่ครับ แน่นอนครับ หลังความตายไป เอาทั้งเงินทั้งตำแหน่งไปไม่ได้นะฮะ แต่สิ่งที่ติดตัวไปผมว่าก็คือผลของการกระทำของเรา
มองว่าการต่อสู้ของเราครั้งนี้ไม่สูญ เปล่าแน่นอน
ก็จริงๆแล้วนาทีนี้ผมเอ่อค่อนข้างที่จะรู้สึกอะไรอ่ะ รู้สึกพอใจนะฮะ
ครับ
นะครับ เพราะว่าเพราะว่าอย่างที่บอกว่าเรา รู้สึกว่าเราค้นพบเอ่อสิ่งที่เป็นความเสี่ยงต่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเนี่ยนะ ครับ 40 ล้านคนนะฮะ แล้วก็ได้ให้เป็นบทเรียนเพื่อเชื่อว่าอ่ะ อย่างน้อยแล้วกันเนาะ ครั้งหน้าเนี่ยก็คงจะไม่เกิดขึ้น
ครับ
นะครับ ครั้งหน้าเนี่ยก็คงที่จะมีความปลอดภัย
อืม
ต่อประชาชน ต่อคะแนนเสียงของการลงคะแนนเสียงของประชาชนเนาะ หรือว่าประชาธิปไตยมากกว่านี้นะครับ แต่ถามว่าโอเค คือที่ผ่านมาเนี่ยอ่ะ พอเราโดนคนว่าจะฟ้องนะฮะ มีความกังวล อ่าคนรอบข้างบางคนก็จะมีความกังวล เพื่อนฝูง
นะครับ หรือแม้กระทั่งว่าอ่าอ่าอะไรอ่ะ บางคนแล้วกันนะ ที่ที่ที่อยู่ในเนี่ย เค้าก็บอกว่าเขาโดนข่มขู่ โดนอะไรมาเนี่ยนะครับ คือคือผมก็มองว่าอาสเนี่ย ผมไม่ได้ไม่ได้มีการกลัวในสิ่งที่ข่มขู่เหล่านี้นะฮะ เพียงแต่มุ่งไปมากกว่าว่าเนื้อหาสาระที่เกิดขึ้นเนี่ย เราจะสร้างให้มันเป็นประโยชน์มากขึ้นยังไง ไหนๆก็มาใช้เวลาด้วยกันแล้วนะฮะ ก็ล่าสุดผมก็ยังเวลาที่เอ่อออกข่าวเนาะ หรือโพสต์ต่างๆผมก็ยังเชิญชวนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะ ที่มีข่าวว่าจะฟ้องผม เช่น กกต. หรือกรมการปกครองเนี่ย เออทำไมเราไม่มามองในมุมบวกกันนะครับ ว่าใครมีความผิดพลาดอะไรนะ เพื่อจะเรียนรู้แล้วก็แก้ไข ทำให้มันดีขึ้น คือผมต้องบอกว่าผมไม่ชอบบรรยากาศเลยนะ มันทำให้ครั้งเนี้ยมันก็ทำให้ได้เรียนรู้เหมือนกันนะฮะ ว่ามันมีปัญหาอยู่หลายๆหลายฝ่ายเลยที่ว่า พอเราเอ่อเห็นความเสี่ยงของภาครัฐ
ครับ
ตั้งคำถามสงสัย หรือชี้ให้เห็นช่องหมวกต่างๆเนี่ย ภาครัฐเนี่ย แทนที่จะออกมานะ ครับ ใช้เวลาในการไต่ตรอง ค้นหาข้อมูลเนาะ เสร็จแล้วกางมา หรือว่ามาเห็นความผิดพลาด อ่ะ ทำแบบญี่ปุ่นได้มั้อ่ะ ก้มหัวโทษประชาชนได้มั้ยอ
ออ
นะครับ เราไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้กับจากภาครัฐเลยครับ เห็นแต่ฟ้องประชาชน อันนี้ผมพูดถึงคดีอื่นๆที่ที่เคยเห็นมาแล้ว แล้วก็ได้ข้อมูลมาหลังจากนี้นะครับ ผมก็ได้มองว่าสิ่งเนี้ย นอกจากอ่ะมองในที่อยู่ตรงหน้าคือเรื่องของกระบวนการเลือกตั้งแล้วเนี่ย
ครับ
ผมก็มองขึ้นไปอีกว่ามันสามารถพัฒนาไปได้อีกนะ ให้กลายเป็นกรณีศึกษา
ให้กลายเป็นบทเรียนนะครับ กับทั้งประชาชน แล้วก็ภาครัฐเนี่ย ว่าการแก้ไขปัญหาด้วยการฟ้องประชาชนเนี่ย มันไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ครับ
เอ่อจะขอปิดท้ายด้วย 2 คำถามรวบเลยฮะ
ครับ
อนาคตในฐานะที่ทำเรื่องเทคโนโลยี ทำเรื่องข้อมูลเนี่ย การเปลี่ยนโฉมการเลือกตั้งโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยเนี่ย ทำได้หรือไม่ กะอีก 1 อนาคตนะ อนาคตของตัวดร.เพื่อบินเอง วาง position ตัวเองยังไงในอนาคตของอนาคต ฮะ
ครับ ก็เอาจริงๆเอ่อส่วนนึงเนี่ย ผมก็เคยคิดไว้นะฮะว่าตัวเองก็อาจจะไม่ได้ต้องทำงานยาวนะฮะ แล้วก็พอพอมามีก็คือหมายความว่า เราก็อาจจะพร้อมเกษียณได้ทุกเมื่อ
แล้วพอมามีเหตุการณ์นะครับ เรื่องสุขภาพเมื่อปลายปีที่แล้ว มันก็ทำให้ผมเนี่ยมองในเรื่องของคุณค่าการใช้เวลาในชีวิตมากขึ้นอีกนะ ผมก็ทบทวนตัวเองครับว่าผมรู้สึกอยากที่จะใช้ชีวิตที่เหลือทำอะไรบ้างนะฮะ ผมก็พบแหละว่าผมอยากทำประโยชน์ไม่ว่าเรื่องนั้นน่ะจะมีคนรู้
หรือไม่มีคนรู้ หรือจะมีคนรู้แล้วสักพักก็มีคนลืมนะฮะ แต่ว่าสิ่งที่ผมคิดก็คือว่า โอเคเราก็ได้มีโอกาสเนาะ ได้สะสมเอ่อประสบการณ์ในทางที่เราผ่านมาเนี่ยนะครับ ก็มีทั้งดีทั้งไม่ดี ทั้งเอ่ออะไรอ่ะ รู้มากรู้น้อยนะฮะ แต่อย่างน้อยก็น่าจะพอมีประโยชน์อะไรบ้างนะครับ ก็ก็คงจะดูเส้นทางนี้ต่อล่ะครับ ก็คือเป็นทางวิชาการครับ
นะครับ จะอยู่ในภาคการเมือง ภาคเอกชนเนาะ หรือภาคภาคภาคในมหาวิทยาลัยเนี่ยนะฮะ แล้วก็ถ้าเป็นเรื่องการเมือง ก็ก็มีสิทธิ์ครับ ก็มีความเป็นไปได้ ถ้าเราเจอพรรคนะฮะ การเมืองแล้วก็บุคลากรกับเวลาที่เหมาะสม ที่เราคิดว่านั่นคือช่วงที่ที่เป็นเอ่อประโยชน์ ทำประโยชน์ได้มากขึ้น ทำเป็นเรื่องใหม่ๆมากขึ้นนะครับ ก็มีสิทธิ์ที่จะทำงานการเมืองครับ
ครับ อีกนิดนึงกับที่ถามไปตอนแรกคือแล้ว อนาคตเลือกตั้งไทยมันควรจะเปลี่ยนโฉมโดย เอาเทคโนโลยีมามันdisรักันเพราะว่าเรา ค่อนข้างตั้งคำถามกับคนสูงมากเพราะว่าคน เราไม่สามารถเชื่อใจได้เอ่อหน่วยราชการ กปนต่างๆอะไรอย่างเงี้ยฮะ ในฐานะที่อยู่กับข้อมูลเนี่ย มองว่าหรือเห็นโมเดลทั่วโลกเนี่ย มองว่าจะมีการปรับอะไรได้มั้ยฮะ
ครับ คือพอก็จากการที่คราวเนี้ย
ครับ
เราไปลงรายละเอียด
นะครับ ในกระบวนการต่างๆครับผมก็พบว่าก็ เป็นก็เลยปิ๊งขึ้นมาว่าสิ่งที่ผมใช้อ่ะ ที่บอกว่าเออตรงนี้มันทำให้เอ่อจับตาว่า ใครเลือกอะไรต้องใช้กล้อง
กล้องตัวเดียวก็รู้ว่าใครเลือกใคร แต่พอดีมันมีบาร์ค QR Code ใช่มั้ครับ
เอาจริงๆแล้วอ่ะ ถ้าไม่มีบาร์โค้ด QR CE นะ ไม่มีปัญหาเลย
อืม
นะครับ ควรใช้เทคโนโลยีเหล่านี้นะ แค่เอา กล้องเนี่ยตั้งอยู่ตรงบริเวณสื่อมวลชนน่ะ นะ เพราะพี่ๆสื่อมวลชนก็ตั้งอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ตั้งวันใช่มั้ครับ เราตั้งเพื่อการเอ่อนำเสนอ ทำข่าวนะครับ แต่ถ้ามันมีกล้องสักตัวนึงอ่ะ อย่างน้อยอ่ะทุกหน่วย ตั้งเอาไว้เพื่อที่จะได้ดูว่าเนี่ย ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะนะฮะ ตั้งแต่การมาใช้คะแนน ลงคะแนนนะครับ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อ่ะถูกต้องมั้ยอ
อือ
จนกระทั่งถึงการนับคะแนน
อืม
นะครับ การขันบัตรดีบัตรเสีย การจดคะแนนรวมคะแนนน่ะถูกต้องมั้ย ทุกวันนี้ผมว่าหลายคนคุ้นกับ AI
แค่เรามีรูปเรามีไฟล์วีดีโอเราถามให้ AI ทำอะไรก็ได้นะครับ เราถามก็ได้ครับว่า AI พบเจอสิ่งผิดปกติในระหว่างการเลือกตั้งมั้ย ถ้าพบเจอช่วยลิสต์มาให้ฉันหน่อย อยู่ที่เวลาเท่าไหร่ แล้วก็ให้คนไปดู
อืม
AI การนับคะแนนเนี่ยนะครับ เจ้าหน้าที่อ่ะขานบัตรถูกต้องมั้ย ดุลพินิจที่ให้หลักการเอาไว้อ่ะ ได้ใช้ตามนี้มั้ย หรืออะไรที่ผิดไปจากเอ่อหลักการต่างๆเหล่านี้มั้ย AI บอร์ดที่กาคะแนนเนี่ย รวมกันแล้วมันเท่ากันมั้ยกับที่รายงานมั้ย เชื่อมั้ยครับ 100,000 หน่วยอ่ะ แป๊บเดียว
อืม
แป๊บเดียวเรารู้ศักยภาพของเค้านะครับ ผมว่าอันนั้นเป็นหนึ่งใน Solution ที่สามารถที่จะใช้เป็นเทคโนโลยี ทำให้การเลือกตั้งเนี่ยเ่อสุจริตเที่ยงธรร แล้วก็โปร่งใสได้ครับ