Transcription
[เพลง] ถ้าถามว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาของพรรคส้มที่โดน 44 สส.กับคดีของนายศักดิ์ สยามชิชอบที่มีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทั้งพฤติการและข้อเท็จจริงทั้งเส้นเงินอย่างละเอียดแบบนี้ อันไหนควรมีข้อโต้แย้งและนำสู่การยกหรือส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา
ในส่วนที่ว่าศาลมีคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ก็ถือว่าเป็นข่าวดีเล็กๆ แล้วกันครับ ในส่วนที่ว่า 4 ใน 10 สส. 10 ท่านก็ได้ยังมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประชาชนต่อไปนะครับ สวัสดีครับ ติดตามคมชัดลึกกับผมมราวิฉิมณีนะครับ บทสรุปเบื้องต้นออกมาแล้วจากศาลฎีกานะครับว่า 10 ส.ส.ที่ยังคงเป็น สส. อยู่ ณ ปัจจุบัน รวมอยู่ในกลุ่ม 44 สส. ในคดีไปยื่นแก้มาตรา 112 จะขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมเนี่ย ศาลรับคำร้อง แต่ว่ามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คือไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมองว่าคนที่ยังเป็น สส. ณ ขณะนี้ คงจะไม่มีโอกาสกลับไปกระทำผิดซ้ำ ก็คือหมายถึงการไปยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ก็เหมือนกับเป็นการต่อลมหายใจ เอ่อ ผู้บริหารที่อาจจะมองว่าเป็นรุ่นที่ 3 นะ ต่อจากคุณธนาธร คุณพิธา แล้วก็มาเป็นคุณเทงเนี่ยนะครับ ยังคงมีโอกาสทำหน้าที่ สส. ต่อไป แต่ว่าบทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร มันก็ยังไม่ชัด จะต้องถูกตัดสิทธิ์ไปตลอดชีวิตหรือไม่ วันนี้คุยกัน 2 ท่านในมุมมองของนักกฎหมายนะครับ อาจารย์คมสัน โพคงครับ นักวิชาการด้านกฎหมาย และรองศาสตราจารย์ ดร. มุนินทร์ พงศาปานครับ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ สวัสดีทั้ง 2 ท่านครับ
สวัสดีครับ
ผมสรุปจากเอกสารข่าวของศาลฎีกาที่เผยแพร่ออกมาช่วงเช้าวันนี้นะครับ ก็ เอ่อ ไล่ไปถึงผู้ร้อง ซึ่งในกรณีนี้ก็หมายถึงตัว ปปช. เนื่องจากว่าคดีมาตรฐานจริยธรรมเนี่ย ไปจบที่ ปปช. แล้วก็ส่งมาที่ เอ่อ ศาลฎีกา ศาลฎีกา รับคำร้องนะครับ แล้วก็บอกว่าข้อเท็จจริงเนี่ย ผู้คัดค้าน ซึ่งหมายถึงผู้ถูกร้อง ก็คือ สส. พรรคประชาชน ณ ปัจจุบัน เอ่อ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการไปกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปตามที่ถูกกล่าวหา ก็หมายถึงคงจะไม่สามารถไปยื่นแก้ไขมาตรา 112 ได้ ฉะนั้นศาลก็เลยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่มีข้อห้าม ห้ามไปกระทำซ้ำ กระทำการใดๆ หรือแสดงความเห็นนะครับ แล้วศาลก็นัดพิจารณาครั้งแรก 30 มิถุนายนนี้ นัดตรวจพยานหลักฐาน 4 สิงหาคม อันนี้คือนัดเบื้องต้น 2 นัดนี้ก่อน แล้วหลังจากนั้นจะนัดกำหนดไต่สวน นัดฟังคำสั่ง อะไรก็เดี๋ยวค่อยว่ากันไป
อาจารย์คมสันมองดุลพินิจของศาลฎีกาอย่างไร ที่ทำให้ 10 สส. นี้ยังได้ไปต่อ ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
ก็เป็นดุลพินิจที่สั่งได้อ่ะ ไม่ ไม่เกินเลย
อือ
นะครับ เพราะว่าไอ้การที่ศาลไม่สั่งเนี่ย ถ้าบอกรับปุ๊บ หยุดเลย
อัตโนมัติ
อัตโนมัติ อ่า แต่ถ้า
ศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนะฮะ ถึงจะเป็นไปตามนั้น โดยหลักของมัน ดังนั้นก็หมายความว่า ไอ้การที่ศาลจะ เอ่อ ไม่สั่งให้หยุดไปที่ ก็เป็นดุลพินิจที่ศาลเลือกจะกระทำได้
อือ แต่ก็ศาลก็ต้องไปมองเรื่องผลกระทบหลายๆ เรื่อง ซึ่งกรณีผมคิดว่าศาลคงมองผลกระทบหลายเรื่องแล้วนะฮะ อีกอย่างก็
ผลกระทบในมุมไหนอาจารย์
ผลกระทบต่อกระบวนการนิติบัญญัติไง
สมมุติ[เสียงกระแอม]ว่าโดนซักทั้งพรรคอย่างเงี้ย โดนทั้งพรรค แล้วมันส่งผลต่อองค์ประกอบของสภา
อือ
ใช่มั้ฮะ ศาลก็อาจจะคิดหนักเหมือนกันว่า รับแล้วจะสั่งให้หยุดไม่หยุด
อื
ใช่มั้ อย่างกรณีนี้ ศาลให้เหตุผลว่าไม่กระทบใช่มั้ครับ เพราะมันแค่ 10 คน
ครับ
ใช่มั้ฮะ แล้วก็ไม่กระทบกับต่อกระบวนการต่างๆ แต่ก็เราก็ไปให้ความเห็นว่า เอ่อ ไม่มีโอกาสที่จะไปกระทำแบบนั้นอีก
อือ
นะ ก็ก็เป็นดุลพินิจที่ศาลใช้เป็นเหตุผลได้นะครับ เพราะฉะนั้นโดยหลักของมันก็คือศาลจะดูผลกระทบแหละ ที่จะสั่งแบบนี้นะครับ ซึ่งอันนี้ศาลก็มองว่า เอ่อ การสั่งให้ไม่ต้องหยุดไปละที่เนี่ย มันไม่ส่งผลกระทบโดยภาพรวมของการกระทำทั้งหลาย
กระทำซ้ำ
ซ้ำ คงไม่มีโอกาสอีก อ่า เพราะเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว
อ่า แล้วคนที่ทำหน้าที่ สส. ศาลบอกว่าผู้คัดค้านยังคงมีอำนาจหน้าที่อื่นต้องปฏิบัติ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ใช่ ก็
มันไม่ใช่แค่มันไม่ใช่แค่เรื่องจะมายื่นแก้ 112 อย่างเดียวเท่านั้น
มีบทบาทอำนาจหน้าที่อื่น ฉะนั้นในมุมของนักกฎหมายก็ ก็รับได้แล้วก็เข้าใจดุลพินิจของศาลในแง่
เข้าใจ เข้าใจ เพราะว่าเพราะว่าสั่งตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าชนะคดีไง
อ่า ซึ่งปลายทางอาจารย์มองว่า
ก็อาจจะโดน[เสียงหัวเราะ]
โอเค เดี๋ยวๆ กลับมาคุยรายละเอียดนะ เชื่อว่าทั้ง 2 ท่านคงจะมีมุมมองต่างกัน อาจารย์มุนินเอาเบื้องต้นก่อนที่ศาล เอ่อ รับคำร้องแต่ไม่ต้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ มองยังไงครับอาจารย์
จริงๆอาจจะมองจาก 2 แง่มุมนะครับ ถ้าเกิดมองแบบในทางที่จริงนะ แบบเป็นคนติดตามเรื่องพวกนี้อยู่เนี่ย ก็บอกว่าก็เป็นเรื่องที่ประหลาด น่าประหลาดใจ เพราะว่าผมคิดว่าคนส่วนใหญ่น่าจะคิดว่า เอ่อ น่าจะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ใช่มั้ยครับ ซึ่งก็
หมายถึงว่ามองผ่านแว่นทางการเมืองที่ผ่าน มาแว่นที่ ใช่ครับ ก็คือดูจากความรู้สึกนึกคิดของคน ความคาดหวังของคนเนี่ย คนว่าคงจะโดนให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ใช่มั้ครับ
เ่า แต่ว่าในทางกฎหมายเนี่ย เราก็แอบหวังในฐานะกฎหมายลึกๆ ว่า เอ่อ ศาลจะได้มีโอกาสพิจารณาข้อยกเว้นนะครับ แล้วก็ดูปัจจัยต่างๆ ว่ามันมีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
นะครับ ซึ่ง เอ่อ กรณีของ 10 ส.ส. เพราะประชาชนเนี่ย อาจจะต่างจากกรณีอื่นๆ คือมันก็มีกระบวนการคล้ายๆ กันในส่วนที่ฝ่ายบริหารใช่ มั้ครับ อ่า เคยถูกร้องไปแล้ว ส่วนก็มีอำนาจคล้ายๆ กันที่อาจจะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ บางเคสก็ให้หยุด บางเคสก็ไม่หยุด บางเคสก็หยุดบางส่วน แต่ว่าฝ่ายบริหารเนี่ย มันพอเข้าใจได้ เพราะว่ามันมีอำนาจหน้าที่ในทางบริหาร ใช่มั้ครับ มันมีอำนาจบริหารไปตัดสินใจนะ ซึ่งก็อาจจะมีผลกระทบในวงกว้าง แต่ว่า สส. เนี่ย เอ่อ โดยเฉพาะ สส. ไขคาสเนี่ย มีบทบาทเดียว ก็คือบทบาทหลักก็คือเรื่องของนิติบัญญัติ กับเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน ใช่มั้ฮะ ก็ไป
ตรวจสอบทำงานรัฐบาล เพราะงั้นเมื่อคิดถึงในแง่นี้เนี่ย ผมคิดว่าดูจากการให้เหตุผลสั้นๆ ของศาลนะ ก็ศาลก็ได้คงได้พิจารณาบทบาท ว่าก็เป็นแค่ฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ ทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล การปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ก็น่าจะไม่น่าจะ ก่อให้เกิดความเสียหายอะไรใช่ ใช่มั้ยครับ ก็มีแต่มีแต่น่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะงั้น
เมื่อศาลได้ ได้ผมคิดว่าน่าจะเป็นมาตรฐานอีกคดีนึงนะ เพราะว่าในอดีตเนี่ยคดีคล้ายๆ กันเรายังไม่เคยเจอ
ไม่สั่งหยุดเลย
เออ เรา
คือหมายถึงว่า เอ่อ ไม่ไม่มีข้อละเว้นเลยครับ
ถ้ามาตรฐานจริยธรรมใน
ที่ผ่านมานะ
โดยเฉพาะในชั้นศาลฎีกานะ
คืออาจจะมีนายกเศรษฐา นายก
แต่ นายกเศรษฐาเนี่ยเป็นศาลรัฐธรรมนูญ
แต่ก็ข้อกล่าวหาเรื่องมาตรฐานจริยธรรม การตั้งคุณพิชิต ใช่มั้ เอ่อ นายกเศรษฐาถามไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่
ใช่ พลเอกประยุทธ์อย่าหยุดตอนวินิจฉัย เรื่อง 8 ปี ใช่มั้ครับ แล้วก็คุณทวี
สอดส่องนี่คือหยุดเฉพาะ หยุดเฉพาะที่คุม DSI DSI ใช่ครับ
นะ อันนั้นคือฝ่ายบริหาร ทีนี้ในเคสของศาลฎีกาเนี่ย เคยมี สส. บอกพรรคพลังประชารัฐนะ ถ้าผมจำไม่ได้แล้ว ตอนนั้นเนี่ย เข้าใจว่า
ต้องหยุดหรือเปล่านะ
เรื่องถือครองที่ดิน หยุดทุกคนครับ เรื่องถือครองที่ดิน เรื่องเสียบบัตรแทนกัน
ซึ่งจริงๆน่าเสียดายตรงที่ว่า เอ่อ มันน่าจะมีโอกาสได้พิจารณาแยกเว้น แล้วเราก็ดีใจนะ ในฐานะกฎหมาย อย่างน้อยคือมันเป็น เอ่อ คือมันเป็นคดีวัฐานที่ศาลเนี่ยวินิจฉัยตาม ข้อยกเว้นว่ามันมีเหตุความเป็นเหตุผลความ จำเป็นที่จะไม่ต้องหยุดก็ได้ แล้วก็ศาลให้เหตุผลไว้ค่อนข้างมีน้ำหนัก
นะครับ ก็ก็ถือว่าเป็นมาตรฐาน
อันนี้ความเห็นเบื้องต้นเรื่องของการรับคำร้อง แล้วก็ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ทีนี้อาจารย์คมสัน ทำไมถึงยังดีใจไม่ได้ ที่อาจารย์บอกว่าสุดท้ายปลายทางอาจจะไม่รอด
มัน
มันมีปัญหายังไง สส. เข้าชื่อแก้มาตรา 112
คืออ่าอันแรกก่อนนะ คือวิธีสั่งของศาลรัฐธรรมนูญกับศาลฎีกาไม่เหมือนกัน และข้อกฎหมายในเรื่องการสั่งให้หยุดไม่หยุดเนี่ย แตกต่างกันนะฮะ เพราะว่ากรณีของศาลฎีกาเนี่ย โดยหลักของกฎหมายคือถ้ารับปุ๊บต้องหยุด เว้นแต่มีคำสั่งนะฮะ แต่กรณีของศาลรัฐธรรมนูญน่ะ รับไม่ได้หมายความต้องหยุด จนนอกจากศาลจะสั่งให้หยุดนะ เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกันแล้ว วิธีคิดในเชิงกฎหมายนี้ต่างกันอยู่ในแง่ข้อกฎหมาย ทีนี้ที่ผมบอกว่าไว้วางใจไม่ได้ ก็เพราะว่ามันมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญไง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องนี้ จนนำไปสู่การยุบพรรค เข้าไปแล้วก็กรรมการบริหารก็โดนตัดสิทธิ์ไปแล้ว ใช่มั้จำนวนหนึ่งนะ เพราะฉะนั้นโดยตัวเนื้อของการกระทำเนี่ย มันถูกชี้ และมันถูกชี้แล้วว่าไอ้การกระทำแบบเนี้ย เป็นการผิดมาตรฐานฐานจริยธรรม แถมศาลก็ลงไปด้วยว่าผิดจริยธรรมข้อไหนอย่างไร มันก็เหลือแต่ประเด็นว่าในชั้นศาลฎีกาเนี่ย เหลือประเด็นเรื่องการลงโทษตามหลักการมาตรฐานจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ ก็คือเรื่องการตัดสินทางการเมืองหรือไม่ตัดสินทางการเมือง ใช่มั้ยฮะ หรือตัดสิทธิ์เลือกตั้งแค่ไหนอย่างไร เพราะฉะนั้นในประเด็นเนี่ย ตัวข้อเท็จจริงหลายเรื่องเนี่ย มันถูกผูกพันโดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และ
อื
ยังไม่พูดถึงศักดิ์สยามนะ พูดถึงเคนี้เคสเดียว นะอ่าแค่นี้ก็เดี๋ว่าหลายๆเคสที่ผ่านมามันก็ มาในลักษณะแบบนี้แหละ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วมันจะผูกพัน
เพียงแต่ว่าศาลไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีหน้าที่มาเรื่องของมาตรฐานจริยธรรมของ สส. ออ
คือต้องเข้าใจว่าศาลชี้เรื่องคุณสมบัติ และการมีลักษณะต้องห้าม
อื
ว่าขาดคุณสมบัติมั้ย มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ไปชี้ตรงนั้น
นะฮะ และการตัดสิทธิ์นั้นเป็นเงื่อนไขของกฎหมายพรรคการเมืองที่กำหนดให้ตัด ถ้าถูกยุบพรรคก็ต้องตัด
ใช่มั้ฮะ เพราะฉะนั้นประเด็นแต่ประเด็นเรื่องของ 44 สส. เนี่ย มันเป็นประเด็นตามมาตรา 49 เรื่องของการอ่าล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ต้นต้นเรื่องของมันเลย
ต้นเรื่องของมัน ซึ่งไปเข้า พรป. รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 92 วงเล็บ 1 นะฮะ ซึ่งอันนั้นเนี่ยวางไว้ อย่างนั้นชัดเลยว่า
นำมาสู่การยุบพรรค
สู่การยุบพรรค
แล้วก็นำมาสู่
ใช่ ต้องส่งรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำล้มล้างมั้ย
อื
แถมคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย มันไปลงรายละเอียดเยอะอ่ะ ถึงบอกวางใจไม่ได้ ศาลไปลงวินิจฉัยว่าใครไปสนับสนุนผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง แก้ไขมาตรา 112 ใครไปกระทำอะไรบ้าง ศาลลงรายละเอียดหมดเลย
อื
เพราะฉะนั้นในแง่ของการกระทำที่อยู่ตรงนั้นมา ในชั้นเนี้ย ก็ต้องไปแก้ให้ได้ว่า ที่ศาลรัฐธรรมนูญผิดหรือไม่ผิด ซึ่งสุดท้ายเนี่ย ข้อเท็จจริงนั้นมันจบที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้วนั้น ก็เหลือแต่ว่าคุณจะมีข้อต่อสู้อะไรใหม่ที่จะไปบอกว่า
ถ้าแก้ไอ้กรมนั้นไม่ได้
แก้ปมนั้นไม่ได้ ถึงปมนั้นน่ะ แก้ยาก ผมถ้า ถ้าผมเป็นพรรคประชาชน ผมสู้ในมุมนี้ได้ไหม 2 ประเด็นก็คือ 1 ณวันที่ลงชื่อกัน แก้มาตรา 112 เนี่ย ยังไม่ทราบว่านี่คือพฤติกรรมของการล้มล้างการปกครองที่นำมาสู่การยุบพรรคนะ เพราะมันเกิดก่อนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
2 ก็คือในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่า ถ้าแก้ตามกระบวนการปกติ คือศาลก็ไม่ได้ห้ามข้อไหนว่าแก้ ห้ามแก้ 112 นะ ก็นี่ไง ใช้กระบวนการปกติ คือใช้ความเป็น สส. เข้าชื่อกันแก้ 112 2 ประเด็นนี้พอสู้ได้ไหมอาจารย์
คือสู้ได้กับศาลเอาด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
อื
สู้ๆ ได้ทุกเรื่อง คุณจะสู้อะไรก็สู้ได้ แต่ศาลจะเห็นว่ามันสู้ มันเป็นประเด็นที่ศาลเห็นว่ามัน
คือประเด็นนี้ก็เคยสู้โดยศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว
สู้มาแล้ว คุณจะมาสู้อะไรอีกในชั้นนี้
ซึ่ง ปปช. เค้าโต้แย้งเรื่องเหล่านี้แหละ
อื
ใช่มั้ฮะ ถึงคุณจะบอกว่าคุณไม่มีเจตนา คุณไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดแบบนี้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญชี้มาแล้ว และคำวินิจฉัยก็ลงไปถึงรายละเอียดว่า
อ
เค้ามีพฤติการ ไอ้ตอนลงเไม่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญนะ ในสายตาผมมองว่าตอนที่เขาบอกให้ถอนไปแล้วไม่ถอนนั่นแหละคือประเด็นสำคัญ
อ่า เหมือนกับมีคำเตือนแล้ว
มีแล้ว
มีใบเตือนแล้ว
เพราะว่าในคำ เอ่อ ในเอกสารข่าวของศาลที่ยกเอาคำร้องของ ปปช. ก็อ้างถึงเรื่องนี้ด้วยนะ ว่าทางผู้คัดค้าน หมายถึง 44 คนเนี่ย เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าทางฝ่ายกฎหมาย ประธานสภาท่านก็ท้วงติงแล้วว่าบทบัญญัติมันจะเป็นการลดสถานะความสำคัญ การรับรองคุ้มครอง การเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์นะ
อือ
เอ่อ แต่ว่าผู้คัดค้านก็หมายถึงทั้ง 44 คนเนี่ย ยังคงยืนยัน
ใช่
ที่จะเสนอกฎหมายต่อไปให้ถอนแล้วไง
เตือนให้ถอน
เป็นประเด็นแน่ๆ
โอเค อาจารย์
เพราะว่าเพราะว่าจะบอกว่าคุณไม่รู้ถึงประเด็นเหล่านี้มาก่อน
อือ
ใช่ ตอนเริ่มอ่ะ คุณไม่รู้ แต่ตอนที่เดินต่อไปแล้ว เตือนแล้ว รู้ บอกแล้ว
แล้วยังไม่หยุด
ยังไม่หยุด ก็จนกระทั่งเป็นเรื่องนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ
ครับ
ใช่มั้ฮะ คือถ้าคุณหยุดตรงนั้นน่ะ ประเด็นที่มาวันนี้อาจจะไม่มี
อ๋อมันอาจจะส่งผลต่อคดีในศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ด้วยก็ได้ ว่าวันนั้นก็ได้แสดงเจตนาแล้วว่าโอเค ถ้าได้รับคำเตือนมานะ ว่ามันจะไปกระทบมาตรา 6 อะไรเนี่ย ก็หยุด คุณจำคดีเรื่องของช่อ พนิชกานต์ได้มั้ล่ะ
เออ
กับคุณปริณา
ครับ
ซึ่งโดนมาตรฐานจริยธรรมทั้งคู่ ในกรณีคุณช่อเนี่ย ก็ปรากฏว่าศาลได้เขียนในคำวินิจฉัยเรื่องมาตรฐานจริยธรรม บอกว่าเหตุการณ์น่ะ มันเกิดขึ้นก่อนคุณเป็น สส. แต่คุณก็ไม่ยอมแก้ไขหลังจากเป็นแล้ว คุณก็ยังปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น
เออ ปริณาก็เช่นเดียวกัน ปริณาบอกว่าถ้าศาลวินิจฉัยว่าที่ดินนั้นเป็นของรัฐก็จะขีดให้
ศาลก็มองว่านี่คุณไม่ได้มีความสำนึกที่จะแก้ไขกับกับเปลี่ยนการแก้ไขให้มันถูกต้อง
ปล่อยให้มันคงอยู่ต่อไป
เนี่ย มันคล้ายกับเรื่องเนี้ย เรื่อง 4 สส. ที่มันมีคำเตือน เตือนแล้วยังไม่ทำ
อ้า อาจารย์มุนินมองยังไง พรรคส้มจะจะสู้ปมนี้ยังไง
จริงๆผมอาจจะเห็น เอ่อ อาจจะเห็นแตกต่างนี้ได้นะครับ ในเรื่องกระบวนการ ก็คืออย่างงี้ ว่า เอ่อ ผม ผมคิดว่ากระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญก็คือ กระบวนการเป็นคดีคดีนึงเนี่ย ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวเรื่องของการยุบพรรคการเมือง ซึ่งก็จบนะครับ อ่า แล้วก็ เอ่อ กรรมการบริหารพรรคเนี่ย ก็ถูกตัดสิทธิ์ อันนั้นก็คือเป็นคดีนะที่จบไป แล้วก็ความผูกพันของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย นะครับ ก็คือผลของการยุบพรรค
นะครับ ในในความเห็นของผมนะ แล้วก็เข้าใจว่านักกฎหมาย อ่า บางส่วนก็จะเห็นจะคล้ายๆ กันว่าที่บอกว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย มันมีผลผูกพันทุกองค์กร หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าพรรคถูกยุบ
อื
ก็คือถูกยุบแล้วนะ กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ โน่นนี่นั่นก็ถูกตัดสิทธิ์แล้วนะ แต่เอ่อ กระบวนการอื่นๆ ที่ตามมาเนี่ยนะฮะ มันก็ต้องว่ากันตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องนะฮะ แล้วก็มาตรฐานการพิสูจน์ที่เกี่ยวข้องนะ สมมุติว่าในคดีนี้ก็จะเป็นเรื่องของมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงใช่มั้ฮะ ซึ่ง อ่า มันต้องถือว่าเป็นคดีใหม่ที่เริ่มต้นจาก ปปช. แล้วก็ไปที่ศาลฎีกานะครับ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดที่ที่ศาลฎีกาแจ้งให้เราทราบเนี่ย ว่าเดี๋ยวจะมีการนัดกันอีกในเดือนมิถุนายน จะมีการตรวจพยานหลักฐานในเดือนสิงหาคมใช่มั้ยครับ แล้วก็อาจจะมีการกำหนดนัดวันไต่สวนพยานหลักฐานอะไรทั้งหลายเนี่ย มันก็คือกระบวนการในการพิสูจน์ความจริง นั่นหมายความว่าศาลฎีกาเนี่ย มันยังไม่ได้บอกเลยนะว่า เอ่อ ข้อเท็จจริงที่ ข้อจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญ
ว่าไว้เนี่ยนะครับ ศาลฎีกาจะเชื่ออย่างเดียวกันถูกต้องมั้ยครับ เอ่อ ศาลฎีกาก็คงจะให้โอกาสคนที่ถูกกล่าวหา คนที่ร้อง คนที่ เอ่อ คนที่ร้อง ผู้ร้องและผู้คัดค้านเนี่ย ได้มีโอกาสนำพยานหลักฐานเข้ามาพิสูจน์ใช่ มั้ครับ แต่แน่นอนล่ะ มันก็สืบเนื่องมาจากคดียุบพรรค มันก็เป็นเรื่องที่คาดหมายได้ของคนว่าเออ มันก็อาจจะยาก แต่ว่าผมคิดว่าในกระบวนการกฎหมาย ถ้าพูดแบบนักกฎหมายก็คือว่า ในเมื่อศาลเซ็ต ศาลกำหนดกระบวนการพิสูจน์แล้วเนี่ย การรับฟังพยานหลักฐานเนี่ย ก็เป็นเรื่องที่ต้องรอใช่มั้ยครับ ก็คือเป็นเรื่องที่ศาลให้โอกาสคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
คือถ้าศาลไม่คิดจะฟัง ฟังก็ไม่ต้องมานัดไต่สวน นัดแล้วก็คือว่าพอยื่นปุ๊บ พอยื่นปุ๊บ คล้ายๆประเด็นข้อกฎหมายครับ ก็คือพอยื่นปุ๊บ จึงยุติใช่มั้ย ศาลวินิจฉัยได้นะครับ สวินิจฉัยได้เลยนะครับ อันนี้แต่ว่าผมคิดว่ากระบวนการไต่สวนเนี่ย มันก็คือเซ็ตเพื่อ ให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องเนี่ย ได้มีโอกาสเอาพยานหลักฐานเข้ามาพิสูจน์หักล้าง เพียงแต่ว่าแน่นอน พรรคประชาชนเนี่ย ก็คงมีงานยากรออยู่ในการที่จะในการที่จะพิสูจน์นะครับ แต่ว่าผมต้องยืนยันว่า เอ่อ คอนเซ็ปต์เรื่องเนี้ย มันน่าจะต้องแยกกัน เอ่อ ถ้าเปรียบเทียบนะครับ อาจจะมีคดีอาญาอะไรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะมาจากศาลรัฐธรรมนูญ หรือมาจากองค์กรอิสระ แล้วศาลอาญา ศาลยุติธรรมเนี่ย ต้องคงต้องพิจารณาใช่มั้ฮะ ว่าคนนี้เนี่ย เอ่อ ไม่มีคุณสมบัติเป็น สส. สมมุติอย่างงี้ นะฮะ ถูกตัดสิทธิ์นะ ถูกเพิกถอนการเป็น สส. เราถูกดำเนินคดีอาญาด้วยนะครับ ถ้าถ้าเคสแบบนี้ไปสู่ศาลยุติธรรมเนี่ยนะครับ ศาลยุติธรรมก็ต้องใช้มาตรฐานในการพิสูจน์ในทางอาญา
ถูกต้องมั้ครับ เพราะว่าไม่
ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติ
อ่า มันมันคือแต่ละแต่ละองค์กรเนี่ย แต่ละกฎหมายที่กำกับเนี่ย มันก็จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มันแตกต่างกัน แล้วก็มีวิธีพิจารณา นะครับ แล้วก็มีมาตรฐานการพิสูจน์เนี่ย ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเนี่ย ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นเรื่องของการคาดการณ์เนาะ แต่ว่าในท้ายที่สุดแล้วเนี่ย ก็ต้องบอกว่า คือคือถ้าเราพูดแบบนี้เดี๋ยวจะหาว่าศาลมีธงอยู่แล้วหรือเปล่า ก็คงไม่ใช่นะ ผมผมยังเชื่อมั่นในศาลฎีกาและศาลยุติธรรมว่า ศาลยุติธรรมเนี่ยจะใช้มาตรฐานการพิสูจน์ เทียบเคียงกับเคสของคุณทักษิณก็ได้นะ คือแน่นอนผลเนี่ยจะพอใจไม่พอใจยังไงก็แล้ว แต่ แต่ว่าสิ่งนึงซึ่งน่าสนใจก็คือว่า ศาลฎีกาในคดีนั้นเนี่ย ก็ได้ให้โอกาสคนที่ถูกกล่าวหาในการเอาพยานหลักฐานเข้ามาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ สุดท้ายแม้ว่าศาลไม่เชื่อนะ ทั้ง 2 ฝ่ายเนี่ย เอามาพิสูจน์ก็คือว่ามีการไต่สวนเพื่อค้นหาความจริง ซึ่งอันนี้เป็นกระบวนการที่ผมคิดว่าคนที่อยู่ในอยู่ ในกระบวนการเนี่ยต้องการ คือต้องการโอกาสในการที่จะพิสูจน์แสวงงานความสุขใช่
อั้นไม่ 100% ที่จะเอาคำวินิจฉัยของศาล มา
ครับ แล้วประเด็นที่ 2 เนี่ย ผมคิดว่าเคสของคุณช่อกับการเสนอกฎหมายอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่ตรงที่ว่าของคุณช่อเนี่ย มันเป็นการทำเรื่องของการโพสต์หรืออะไรของต่างๆนะ แต่การเสนอกฎหมายเนี่ย ผมผมในฐานะที่เป็นนักกฎหมายเนี่ย มันเป็นเรื่องที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าการเสนอกฎหมาย การเสนอร่างกฎหมายเนี่ย มันถูกห้ามได้ตั้งแต่ในชั้นในชั้น คือต้องบอกคุณวราวิทว่าการเสนอกฎหมายเนี่ย มันผ่านความเห็นมาหลายชั้นมากใช่มั้ย เวลาเราเสนอกฎหมายฉบับเนี่ย เอ่อ หน่วยงานต้นสังกัดเนี่ยก็ให้ความเห็นใช่มั้ยครับนะ ไปที่กฤษฎีกา กฤษฎีกาก็ท้วงติงนู่นนี่นั่น ใช่มั้ครับ แต่มันก็ไม่ได้จบที่กฤษฎีกาก็อาจจะมีการแก้หรือไม่แก้
สุดท้ายเนี่ย เอ่อ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งก็เป็นองค์กรที่มีอำนาจอธิปไตยนะครับนะ เหมือนกับฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ มีอภิสิทธิ์นะครับ ในการทำหน้าที่ของเขาภายใต้รัฐธรรมนูญ ก็คือเสนอกฎหมาย ถ้าคุณไม่ชอบ คุณจะไปด่ากันในสภาอ
ถกเถียงกันในสภาแล้วก็โหวต สุดท้ายมันต้องตัดสินกันด้วยการโหวตใช่มั้ยครับ
เอ่อ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เอ่อ กฎหมายเนี้ย มันขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญ มันก็มีกระบวนการช่องทางของมันที่ว่าไป แต่ว่าไม่ควรจะมีใครผิดเพราะว่าเสนอ พยายามเสนอ กฎหมาย หมายถึงว่าในฝ่ายนิติบัญญัติ เนาะนะครับ คุณก็รับฟังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรอบด้าน
คุณเข้าไปก็ถกเถียงเหมือนกัน แล้วก็โหวต ถ้าเพื่อน สส. ไม่เห็นด้วยก็โหวตให้มันตกไป
การ การที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งข้อบกพร่องของการยื่นแก้ไข 112 แล้วเนี่ย อาจารย์คิดว่ามันเป็นเหมือนกับใบเหลือง และให้พรรคประชาชนรู้แล้วยังคงเดินหน้าต่อ ก็ต้องเจอใบแดงแล้วแบบนั้นเป่า
ไม่ใช่ครับ เพราะว่าไม่ได้มีหน้าที่ไม่มีอำนาจหน้าที่เหนืออภิสิทธิ์ของฝ่ายนิติบัญญัติ คือเขาเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่คอยให้ความเห็นเหมือนกฤษฎีกาครับ กฤษฎีกาก็อยากจะติงได้ว่า เอ่อ เอ้ย กฎหมายนี้ตรงนั้นตรงนี้มันมีข้อบกพร่องใช่มั้ยครับ หรือว่าในชั้นกรรมาธิการของสภาก็อาจจะมีการท้วงติงกันใช่มั้ยครับ สำนักงานเลขาฯ ก็เป็นฝ่ายที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายนะ ทำหน้าที่คอยให้คำปรึกษาให้คำแนะนำ ท้วงติงอย่างเงี้ยครับ มันทุกคนก็อาจจะให้ความเห็นได้เนาะ แต่สุดท้ายเนี่ย มันเป็น privilege มันเป็นอภิสิทธิ์ แล้วก็มันเป็นอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของ สส. ที่ต้องถกเถียงกันแล้วก็พิจารณาแล้วก็โหวตกัน ใช่มั้ครับ แต่ว่ามันอาจจะตกไปตามขั้น ตอนของของกระบวนการนิติบัญญัติในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ว่ามันก็เป็นขั้นตอนของ
ปกติอยู่แล้ว
ปกติของกระบวนการนิติบัญญัติ มันคือลองดู กฎหมายอื่นด้วยก็ได้นะครับ อ่า เดี๋ยวผมพักครู่เดียว ช่วงหน้ากลับมาคุยทั้ง 2 ท่านกันต่อ ข้อถกเถียงว่าสุดท้าย 44 สส. นี้มีโอกาสจะรอดมากน้อยขนาดไหนนะครับ เดี๋ยวกลับมาคุยกันในคมชัดลึกครับ
คุยกันต่อในคมชัดลึกนะครับ ถึงแม้วันนี้จะรอดพ้นจากการไม่ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ว่าแนวทางในการต่อสู้คดีของ 44 ส.ส. มีโอกาสจะรอดมากน้อยขนาดไหน อ้า กลับมาที่อาจารย์คมสัน เมื่อสักครู่ก็แลกเปลี่ยนกับอาจารย์มุนินทร์นะ ว่ามันก็ไม่ 100% ผูกพันทุกองค์กร มันเฉพาะเรื่องอายุพรรค อันนี้ผูกพันแน่ๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะมาลงในเรื่อง เอ่อ มาตรฐานจริยธรรม ไม่งั้นศาลคงไม่สั่งไต่สวนแล้ว ตรวจพยานหลักฐาน อาจารย์มอง
คือหลักในพระบัญญัติประกอบว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาล ศาลฎีกาคดีทุจริตเนี่ยนะฮะ แล้วก็กฎหมาย ปปช. เนี่ย มันเป็นหลักขององค์กรที่ทำหน้าที่ในการสอบสวนแล้วก็ตุลาการ คือหลักฟังความ 2 ฝ่ายนะ ซึ่งเป็นมาตรฐานในหลักนิติรัฐ เพราะฉะนั้นเวลาที่ศาลจะพิจารณาคดีใด โดยกฎหมายเค้าเองเนี่ย เขาจะบอกให้คุณรับฟังเสมอทั้ง 2 ฝ่าย
อื
ไม่ใช่หมายความว่าการ พอรับฟัง 2 ฝ่ายแล้ว แล้วก็คือการที่ศาลอาจจะไม่ตัดสินอย่างนั้น
คือมันอย่าเพิ่งไปตีความเข้าข้างตัวเองไปตีเข้าข้างตัวเอง ให้ดูไปก่อนว่า ไอ้การฟังความ 2 ฝ่ายที่ว่าน่ะ เหตุผลที่คุณจะไปต่อสู้เนี่ย มันไปหักล้างที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนคำวินิจฉัยในพฤติการต่างๆ ได้ไหม
อื
ใช่มั้ยฮะ ซึ่งซึ่งผมมองว่าโดยหลักการแล้วเนี่ย มันค่อนข้างยากที่จะไปล้มล้างไอ้ตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้
อื
เพียงแต่ว่าผมมองว่าตัวโทษต่างหากที่จะลง อ่า มันเป็นดุลพินิจที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่ได้หมายว่าเปลี่ยนแปลงการกระทำที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แล้วนะ เพราะฉะนั้น ไอ้การกระทำที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แล้วเนี่ย มันยุติแล้วนะ
อื
จนนำไปสู่การยุบพรรค นะ แต่ศาลจะลงโทษตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตหรือไม่เนี่ย อันเนี้ยเป็นประเด็นที่ศาลฎีกาพิจารณาได้
เอ๊ะ มันมันลงอื่นได้ใช่มั้ยอาจารย์ เพราะว่าเข้าใจว่าในกฎหมายมันเขียนว่าตัดสิทธิ์ แต่ว่าไม่ได้ไม่ได้จริงๆ คำว่าตลอดชีวิตเนี่ย เราพูดกันเอง แต่เนื่องจากเค้าไม่ได้ไม่ได้เขียนระยะเวลาเอาไว้ ก็แปลว่าตลอดชีวิตลูก
ไม่ มันเขียนเขียนไว้ 2 วรรค
อ่า
วรรคหนึ่งตัดสิทธิ์นะฮะ แล้วก็เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
เป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี แล้วก็เขียนวรรคต่อมา พารากราฟต่อมาบอกว่าผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์เนี่ย ให้ถูกสัตว์ตัดตลอดไป
ดำรงตำแหน่งใดไม่ได้ตลอดไป อันนั้นก็คือตัดตลอดชีวิต
อ๋อ ใช้คำนี้
ใช้ คือคือไอ้คำที่อ่านวรรควรรคนั้นเนี่ย
วรรควรรค 4 นะฮะ กับวรรค 5 เนี่ย วรรค 5 มาขยายวรรค 4 อีกที ไอ้คำว่าตัดสินเนี่ย
ตลอดไป
อ่า
อือื
มันอยู่ในวรรค 5 มันต้องอ่านให้ครบไง
ถ้าอ่านไม่ครบ อ่านแค่ตรงนั้นน่ะ ก็จะเข้าใจว่าศาลมีดุลพินิจจะตัดสิทธิ์แค่ไหน
เออ
ใช่มั้ยฮะ ใช่มั้ฮะ แต่ถ้าตัดสิทธิ์ปุ๊บเนี่ย มันก็ตลอดไป ทีนี้ศาลก็จะเลือกได้ว่า จะให้ตัดเพื่อถอนสิทธิเลือกตั้งด้วยหรือไม่อันนี้ก็เป็นประเด็น
อืม มันอาจจะมีหนักเบา
แตกต่างกันได้เบา
ได้ แต่แต่ไม่ใช่ประเด็นเรื่องตัดสิทธิทางการเมืองนะ สิทธิสมัครและเลือกตั้ง สิทธิสมัครและเลือกตั้งน่ะตลอดไป
เพราะดำรงลงตำแหน่งอะไรไม่ได้เลย ในนั้นเขียนไว้
แต่สิทธิเลือกตั้ง สิทธิเลือกตั้ง
สิทธิเลือกตั้ง อันเนี้ย 10 ปี ซึ่งศาลเราจะลง 10 ปีก็ได้ หรือ 20 ปีก็ได้
อ แต่จริงๆคนที่โฟกัสก็คือสิทธิ์ในการรับสมัครเลือกตั้งนั่นแหละ ถูกมั้ย คืออันเนี้ย ยังไงก็ตลอดไป ไม่มีดุลพินิจอื่น ถ้าโดนก็คือตลอดไปเลย
แต่ที่จะอาจจะใช้ดุลพินิจได้คือสิทธิ์ในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ไปหยอดบัตรเนี่ย
อาจจะ 10 ปี หรือน้อยกว่านั้น
คือคือถ้าศาลไม่ตัดสิทธิ เอ่อ เอ่อ สมัครรับเลือกตั้งเนี่ยนะฮะ ก็แสดงว่าคุณหลุดไป
อื
นะฮะ อันนั้นก็อาจจะเป็นไปตามที่ที่ต้องการอย่างนั้นน่ะ แต่ว่าผมถึงบอกว่า
ไอ้การที่ศาลจะพิพากษาอย่างนั้น โดยที่ศาลมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้มีเพ่งคำพิพากษานะ คำพิพากษามันก็ประกอบด้วยคำวินิจฉัย
อื
คำวินิจฉัยกับคำตัดสิน
ครับ อาจารย์ทีนี้ในในมุมที่อาจารย์มุนินทร์ พูดเมื่อสักครู่ว่ากระบวนการนำเสนอกฎหมาย มันก็ยังมีอีกหลายขั้นนะ สภาเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็อาจจะไม่ใช่คนที่มาชี้ขาด เดี๋ยวก็มีกระบวนการถกเถียงกันในสภา ไม่ชอบโหวตคว่ำไปก็ถกเถียงกันได้ เอ่อ ผ่านไปแล้วก็ผ่าน ยังมี สว. อีกนะ ยังมีศาลรัฐธรรมนูญอีก ถ้าขัดรัฐธรรมนูญก็ตีตกได้ มันไม่ได้แปลว่าคนที่เสนอจะต้องมีความผิด
หลักการมาตรฐานจริยธรรมอันนั้น อาจารย์มุนินทร์พูดแบบกว้างๆ
แต่เราต้องเจาะลงไปดูว่า ในการเสนอกฎหมายเนี่ย มันมาได้ 2 ทางเป็นอย่างน้อย 1 ก็คือมาโดยรัฐบาล ใช่มั้ฮะ 2 ก็คือโดย สส. ครับ
นะ ซึ่งทั้ง 2 อันเนี่ย วิธีการไม่เหมือนกันนะฮะ ในกรณีของรัฐบาลน่ะ ผ่านกฤษฎีกา ให้ความเห็นอะไรต่ออะไรอย่างที่อาจารย์ว่า อันนั้นแน่นอน เพราะกฤษฎีกาเป็นผู้ร่างให้รัฐบาล แล้วรัฐบาลเป็นผู้เสนอ
อ
ใช่มั้ฮะ แล้วก็ไปในกรรมาธิการก็ว่ากันไป แต่กรณี สส. เนี่ย มันไม่ได้ผ่านกฤษฎีกามาให้ความเห็นนะ มันก็ต้องผ่านกระบวนการกรองโดยประธานสภาแหละอ
ว่า
กฎหมายนั้นเข้าเงื่อนไขที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาหรือไม่ ซึ่งอันนี้ประธานสภาเ้ามีดุลพินิจที่จะดูได้ว่ามันเข้าเงื่อนไขที่จะเข้าสู่กระบวนการหรือเปล่า ทีนี้ประเด็นเรื่องเนี้ย มันอยู่ตรงที่ว่า เป็นการเสนอแล้วประธานสภาเนี่ย เห็นตามความเห็นของฝ่ายกฎหมายที่ทำงานให้ประธานสภา นะ ความเห็นของฝ่ายกฎหมายที่ว่าน่ะ เป็นความเห็นของประธาน
ประธานคอนเฟิร์มให้
ประธานเป็นคนคอนเฟิร์มแล้วประธานน่ะเห็นด้วยกับความเห็นในฝ่ายกฎหมาย
อ
ถึงไม่ยอมเสนอ
ก็เลยไม่บรรจุวาระให้
ไม่บรรจุวาระให้ ซึ่งอันเนี้ย
ในกระบวนการนิติบัญญัติเนี่ย ประธานทำได้ ไม่ใช่ทำไม่ได้ ไม่ใช่เสนอต้องไปไม่บรรจุวาระ มันก็แปลว่าการกระทำยังไม่เกิดหรือเปล่า
การกระทำเกิดแล้ว แต่ผลยังไม่เกิด
อ๋อ การกระทำเกิดแล้ว คือหมายถึงว่าเสนอ ร่างไปเรียบร้อยแล้ว อ่า แต่
แล้วแล้วถูกเตือนมาแล้วด้วย ก็ยังยืนยันที่จะเสนอ จะทำแบบ แต่ผลของการแก้ไข ผลผลที่เกิดจากการถกเถียงอะไรทั้งหลายเนี่ย มันยังไม่เกิดอ
ซึ่งแค่การกระทำนี่เพียงพอแล้วสำหรับผิดมาตรฐานจริยธรรม
ก็ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามันเพียงพอ มันก็คือเพียงพอ
ไม่งั้นคงไม่โดนยุบพรรค
ไม่โดนยุบพรรค
จากประเด็นนี้อาจารย์
เพราะว่าเพราะว่าประเด็นประเด็นเรื่องของมาตรฐานจริยธรรมเค้ากำหนดเรื่องล้มล้างการปกครองไว้ในมาตรฐานจริยธรรมด้วย
มีข้อนี้อยู่ด้วย
มีอยู่ด้วย
อือ อาจารย์มุนินทร์มองยังไงว่ามันจริงๆมันยังไม่ผลมันยังไม่เกิด แต่ว่าการกระทำได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะว่าถ้าถ้าล้มล้างสำเร็จ มันก็คงคงไม่ได้แปลว่าจะมามันหยุดยั้งอะไรกันตรงนั้นได้ถูกมั้ย
อ
จริงๆต้องต้องบอกอย่างงี้ว่า ถ้าเกิดย้อนไปที่ เอ่อ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนะ ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ต้องพูดอย่างงี้ คือต้อง ต้องบอกว่าจริงๆวันนี้เราอาจจะพูดโฟกัสกันที่เรื่องของการเสนอร่างกฎหมาย แต่ว่าจริงๆในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย พูดถึงหลายการกระทำมาก ซึ่งเป็นการกระทำที่มาจากหลากหลายคนมาก
อื
ใช่มั้ครับ
ที่ทำให้ยุบพรรคตอนนั้น
อ่า แล้วมันก็เอามาประกอบกัน ซึ่งซึ่งต้องยอมรับว่าผมเนี่ย อาจจะไม่ใช่แฟนของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเท่าไหร่ ทุกครั้งเวลาอ่านเนี่ย ผมไม่เคยเข้าใจแล้วก็เกเคยวิพากษ์วิจารณ์แล้วว่ามันเกิดมาจากการประกอบหลายๆส่วนนะครับ จากคำวินิจฉัยกับท่านนั้น ท่านนี้มาประกอบกัน แล้วก็ใช้วิธีการบวกกัน ทีนี้พออ่านแล้วเราจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่เพียงแต่เห็นว่าในภาพรวมเนี่ย เอ่อ การกระทำที่นำมาสู่การยุบพรรคเนี่ย มันไม่ได้เกิดมาจากการเสนอนะ สงเขียนเองอย่างที่ คุณวราวิทได้พูดถึงแอะว่าสนามสนายคนเข้าใจผิดว่าแค่เสนอตัวร่างตั้งกฎหมายเนี่ยนะ ครับมันก็จะกลายเป็นความผิด แต่ว่าก็ประกอบไปด้วยการกระทำหลายๆการกระทำ เอ่อ ทีนี้ในการในการตัดสิทธิ์นะครับ มันเป็นเรื่องของการลงโทษตัวบุคคลเป็นรายบุคคล ผมก็ยังคาดหวังว่าศาลฎีกาเนี่ยจะได้พิจารณา การกระทำของแต่ละบุคคล ใช่มั้ครับ เพราะว่าตอนนั้นเนี่ยต้องบอกว่ามันคือการยุบพรรค และนำมาสู่การตัดสิทธิ์ใช่มั้ครับว่า เออ ในภาพรวมๆเนี่ย ศาลรัฐธรรมนูญมองการกระทำต่างๆประกอบกัน ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วยนะนะฮ ผมก็ไม่เข้าใจแล้วก็ไม่เห็นด้วยอยู่ถึงตอนนี้นะครับ แต่ว่าในการพิจารณาของศาลฎีกาเนี่ย ศาลฎีกาต้องดู เอ่อ การกระทำของแต่ละคนว่ามันเป็นเรื่องของการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงมั้ย
ซึ่งแต่ละคนมันมีการกระทำไม่เหมือนกัน
อ
ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจริงๆต้องตัดการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญออกไป มันคือพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ศาลฎีกาจะต้องมาประกอบ โดยส่วนตัวเนี่ย ผมมองว่ากระบวนการของศาลฎีกาที่จะเกิดขึ้นเนี่ย มันเป็นกระบวนการ มันภายใต้คดีใหม่นะครับ ซึ่งศาลต้องให้โอกาสนะ ซึ่งศาลแน่นอนสัจได้ให้โอกาสอย่างที่เราเห็น เอ่อ ใน PR release ของศาลฎีกาวันเนี้ย ว่าจะมีการพิจารณาอะไรต่างๆเนี่ย เพราะฉะนั้นแล้วเนี่ย ก็จะมีการรับฟังพยานหลักฐานนะผม
ว่ากันเป็นบุคคลเลยผม
ผมคิดผมยังเชื่อว่าเป็นอย่างงั้น เพราะว่าเวลาตัดสิทธิ์มันต้องตัดสิทธิ์ คือมันไม่ได้ตัดสิทธิ์เหมาทั้งเข่งแบบนั้น แต่ว่ามันมันต้องดูพฤติกรรมเป็นรายบุคคล
แต่ ปปช. ก็ไม่ดูนะอาจารย์ ก็เหมานั้นมันของ ปปช.
ยก ยกเข่งดูแค่ลายเซ็น คอมเมนต์เรื่องของ ปปช. เนี่ยนะครับ ผมคิดว่า เอ่อ ท่านอาจจะมี ความเห็นความเห็นอะไรไป แต่ว่าถ้าเราโฟกัสเฉพาะศาลฎีกาเนี่ย แล้วไอ้ความคุ้นเคยกับกระบวนการของศาลยุติธรรมเนาะนะ ศาลฎีกาเนี่ย ผมเชื่อว่า เอ่อ ศาลจะใช้มาตรฐานเดียวกับกับที่เคยทำในคดีอื่นๆ ก็คือว่าใครถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนเรื่องอะไร กระทำผิดเรื่องอะไร ก็ดูว่าเขาทำอะไร ใช่มั้ครับ แล้วผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นยังไง ผมผมไม่คิดว่ากระบวนการของศาลฎีกามันจะเป็นเพียง แค่แบบพิธี นะครับว่าทำพอเป็นพิธีว่ามันได้ไต่สวน แล้วแล้วสุดท้ายก็ลงโทษเลยแบบเหมาเข่ง ผมไม่เชื่อว่าอย่างงั้น ผมเชื่อว่าศาลจะให้โอกาสแล้วก็จะรับฟังพยานหลักฐานจากทั้ง 2 ฝ่ายนะครับ แล้วก็แน่นอน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ก็จะเป็นพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งใช่มั้ยครับที่จะนำมาประกอบ เอ่อ โดยหลักใหญ่ไม่ว่าจะเหมารวมทุกคนหรือแยกรายพฤติกรรมก็ดี
อาจารย์ก็คิดว่าการเข้าชื่อเสนอแก้กฎหมายผ่านกระบวนการนิติบัญญัติปกติเนี่ย ไม่มีผิด
ไม่มีผิด คือผมผมยืนยันว่า เอ่อ ในความเห็นผมนะนะฮ ผมคิดว่าการเสนอร่างกฎหมายเนี่ยนะ ไม่เป็นความผิด ต่อให้มันเข้าไปแล้วก็ตามเนี่ยในสภาเนี่ยนะครับนะ เข้าไปแล้วนะสภากรณีเนี้คือประธานสภาไม่ให้เข้า ไม่ให้ยอมให้เข้า แต่ต่อให้เข้าไปแล้วเนี่ย แล้วถูกโหวตคว่ำ หรือว่าแม้กระทั่งไป เอ่อ ไปศาลรัฐธรรมนูญ
นะฮะ แล้วศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า เอ่อ มันไม่ชอบ
ด้วยรัฐธรรมนูญนู่นนี่นั่นเนี่ยนะฮะ มันก็ต้องตกไปทุกคนก็ยอมรับว่าเออ มันตกไปแล้วนะฮะ แล้วก็เดินหน้าต่อ จะแก้ไก่ไงก็ว่านไป แต่ว่ายังไม่เคยเห็นมีใครที่ที่เกี่ยวข้องอ่ะ ที่ริเริ่มที่
ก็โดนเอาผิด
อ่า เอาผิดตามหลัง
ส่วนความรับผิดชอบทางการเมืองก็อีกอีกเรื่องนึงถูกมั้ย เช่นรัฐบาลเสนอกฎหมายแล้วแล้วตีตก
คือคือถ้าเอา logic แบบนั้นเนี่ย เราจะเห็นว่ากระบวนการที่ เอ่อ กฎหมายเข้าไปในสภาในแต่ละขั้นตอนนะครับ ประธานถ้าประธานปล่อยผ่าน มีการพิจารณากันในสภานะครับ ถูกปัดตกไปในชั้นไหนก็แล้วเนี่ย มันก็เป็นกระบวนการปกติของการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ
ผ่านไปแล้วมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายนะครับ ประกาศใช้แล้วมีคนไปร้องว่ามันขาดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มันก็ตกไปนะครับ เรายังไม่เคยเห็นก็ ก็ตอนนั้นก็มีคนเรียกร้องบอกว่า เฮ้ย ต้องมีคนรับผิดนะ แต่ก็ไม่มีไม่มีการฟ้องกัน
ใช่ ไม่มีไม่มี เพราะว่าก็พอเข้าใจได้ว่า มันก็คือส่วนหนึ่งของของกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุลกันตามกลไกในระบอบประชาธิปไตยครับ
อ่ะ อาจารย์คมสัน แล้วแล้วพรรคส้มควรจะเดินยังไงต่อกับเรื่องนี้ วันนี้ก็มีคำถามไปถึงพรรคส้มนะ เรื่อง 112 จริงๆเรื่อง 112 นี่เค้าก็ตอบตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งแล้วแหละว่าก็มันเป็น มันเป็นข้อจำกัดที่ศาลรัฐธรรมนูญวางเกณฑ์มาแล้วถูกมั้ย แต่ทีนี้ในการเคลื่อนทางการเมืองหลังจากเพอ เห็นคดีนี้เป็นแบบนี้ แม้ว่าวันนี้จะยังไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม
ก็เป็นบทเรียนแล้วไง ว่ายุบพรรคไปแล้วรอบนึงไง จากไอ้การทำแบบนี้
อื
ผมมีความเห็นที่ต่างจากอาจารย์มุนินทร์นะ เรื่องการเสนอกฎหมายและไม่ผิดไม่เป็นความผิดเนี่ย นะฮะ ถ้าตัวอย่างก็คือ ถ้า สส. เสนอกฎหมายให้ สส. สามารถรับสัมปทานของรัฐได้ หรือรัฐมนตรีสามารถรับงานของกระทรวงที่ตนเอง เอ่อ ดูแลอยู่ได้อเสนอกฎหมายเหมือนกันนะ ยกตัวอย่างนะ เป็นความผิดมั้ย
เสนอ กฎหมาย
อื มันเห็นเจตนาแล้ว แม้จะสำเร็จก็ตาม
สมเห็นเจตนาแล้วว่าต้องการพืกผลประโยชน์ตัวเอง ใช่มั้ฮะ แล้วก็ไปขัดผลบัญญัติรัฐธรรมนูญเรื่องการขัดผลประโยชน์
อื
ถ้ากฎหมายฉบับนั้นผ่าน มีผลเกิดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการเสนอเหนือกฎหมายนั้น เป็นการกระทำที่ฝ่าไม่ใช่การกระทำที่ฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายข้อสำคัญคือ มันฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างเห็นได้ชัด เรื่องการขัดกันซึ่งผลประโยชน์
อื
เพราะฉะนั้นมันไม่เสมอไปหรอกว่า การเสนอกฎหมายแล้วจะไม่เป็นความผิด การเสนอกฎหมายและแก้เพื่อผลประโยชน์ตัวเองก็เป็นความผิดได้
อ
ไม่ใช่ไม่เป็น อันนี้
แล้วเป็นความผิดตั้งแต่ริเริ่มเลยเหรอ
มันใช่ ใช่มั้ เพราะมีเจตนาตั้งแต่ริเริ่มนั้น ไอ้การเสนอกฎหมายเนี่ย มันคือการกระทำส่วนหนึ่งที่ทำให้นำไปสู่การการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กฎหมายด้วยกันในกฎหมายลำดับศักดิ์สูงกว่า ฝ่าฝืนต่อมาตรฐานจริยธรรมที่มีมัน เพราะฉะนั้นมันต้องมองเป็นกรณี ไม่ได้หมายความว่าการเสนอกฎหมายทุกเรื่องจะไม่เป็นความผิด เป็นความผิดได้ ถ้ามันเข้าหลายๆอย่าง
แล้วกรณีศาลฎีกาต้องเหมามั้ย
ศาลฎีกาเหมามั้ย ก็นี่ศาลฎีกาก็ดูไงฮะ
เออ
ดูนะฮะ ต้องดูพฤติการที่พฤติการประกอบการกระทำ คือศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ไปไต่สวนเอาพฤติการประกอบการกระทำของบุคคลผู้เสนอที่อยู่ในพรรคทั้งหลายมาเป็นตัวประกอบว่ามันเชื่อมโยงกับกฎหมายที่พยายามแก้ เช่น คุณพิธาไปแปะป้ายยกเลิก
อื
หรือแก้ไขเนี่ย อันนี้ก็เป็นพฤติการของหัวหน้าพรรคใช่มั้ย ว่าจะแก้ไข ขณะเดียวกันคนในพรรคก็ไปประกันตัวให้ผู้ต้องหาในคดี 112 ทั้งหลายนะฮะ ไปสนับสนุนในเรื่องนั้น เรื่องนี้ ศาลก็ยกประเด็นนี้ว่า ไอ้การแก้ไขกฎหมายมาตรา 12 เนี่ย เพราะว่าคุณก็ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลที่พยายามล้มล้างมาตรา 112 กระทำความผิดตามมาตรา 112 แล้ว สส. ในพรรคก็เป็นผู้ที่มีความผิดตามมาตรา 112 เพราะหลายคนถูกดำเนินคดี ประโยชน์ขัดกันแบบนี้
เป็นผลประโยชน์ขัดกันที่เห็น เพราะฉะนั้น โดน 112 แต่คุณจะมาขอแก้ 1 แล้วคุณคุณจะล้าง 112 เพื่อจะได้ไม่เป็นความผิด เพราะหลักกฎหมาย กฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่า
อื
ฉะนั้นเมื่อมีการเตือนเนี่ย บอกว่าไอ้สิ่งที่คุณทำเนี่ย มันไม่ถูกต้องนะ ไม่ถูกต้องตามทำนองคำถามขัดกันซึ่งผลประโยชน์ด้วยนะ
อ
ฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญด้วยนะ และเนื้อหา กฎหมายมีลักษณะเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ในสถานะที่ไม่ใช่พระประมุขของรัฐสระ พูดง่ายๆเหมือนบุคคลธรรมดา แต่ถ้าไปดูเนื้อหาก็จะเห็นได้ชัดว่าคุณแก้มาตรานี้
112 แต่คุณไม่ไปแก้เรื่องรัฐต่างประเทศ
อื
ดูหมิ่นเจ้าต่างประเทศ คงไว้เดิมแล้ว โทษแรงกว่ารัฐผู้ประมุขรัฐไทย อ่า
อันเนี้ย มันสะท้อนพฤติการว่าคุณต้องการอะไร
พวกนี้เรื่องนี้ที่จะเป็นจุดอ่อนอีก
จุดอ่อนต้องแก้ให้ได้
มันขัดกับผลประโยชน์ของตัวเอง เพราะว่ามีคนของตัวเองคนตัวเองโดนด้วย
โดนมาตรา 112 อยู่ อ่า ในขณะที่จะพยายามไปแก้ 112
ใช่ เพราะฉะนั้น ไอ้โดยพฤติการเนี่ย ผมเชื่อว่า ปปช. ฟัดเต็มที่อ่ะ
เรื่องพวกเนี้ย
คุณจะสู้ไงก็สู้ไป
อื
ผมไม่ได้บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไปผูกกับ เอ้ย ศาลฎีกาจะผูกกับศาลรัฐธรรมนูญนะ แต่ผมมองว่าโดยเนื้อหาเนี่ย ไปสู้ในชั้นศาลฎีกา จะต่อสู้ข้อเท็จจริงกับเรื่องพฤติการอย่างนั้นอย่างไร ซึ่งมองไว้ยาก ผมมองไว้ยาก
ว่ามันไม่ต่างกัน
อื
ทีนี้ ไอ้เรื่องเรื่องมาตรฐานจริยธรรมเนี่ย ศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย มองในเรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม สำหรับตัว สส. แล้วก็กรณีเนี้ย มันเป็นเรื่องศาลวินิจฉัยเรื่องการล้มล้างการปกครอง ซึ่งเป็นอีกเคสหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนอันนั้นทีเดียว นะฮะ อันนั้นน่ะตัดในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าคุณคุณขาดคุณสมบัติ มันก็พ้นเลย ใช่มั้ฮะ แล้วนี้ ไอ้ที่มันไกลตลอดไป เพราะว่ามันติดตัวไปไง คุณขาดครั้งนั้นแล้วคุณก็ติดอยู่ตลอดอ
ทีนี้เรื่องนี้เนี่ย การยุบพรรคเป็นการลงโทษพรรคในฐานะผู้เสนอนะ แล้วก็ตัดสินกรรมการบริหาร แต่มาตรฐานจริยธรรมมันลงโทษตัวบุคคล
อื
แล้วมันไม่อยู่ในอำนาจศาล มันต้องมาต่อที่ศาลฎีกา ใช่มั้ฮะ เพราะฉะนั้น process เนี่ย มันเป็น process ที่ต่อเนื่องกัน
ผมมองมันข้อเท็จจริงกัน ผมมองว่าเป็นคดีใหม่ก็จริง อาจารย์มุนินทร์มองว่าเป็นคดีใหม่ อันนั้นถูกต้อง แต่ว่าเป็นคดีใหม่ที่เชื่อมโยงกับคดีเดิม
อื
เคยได้ยินคำว่าแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญามั้ฮะ
อื มีผลซึ่งกาย
แบบเดียวกัน คือวินิจฉัยคดีอาญาเสร็จ มันส่งผลถึงคดีแพ่งด้วย
ใช่มั้ยฮะ เช่น
ลงโทษ
โอเค ยกเว้นว่าเราจะหาอะไรมาต่อสู้ ต่อสู้ในคดีแพ่ง
อ่านมา 2 คดีแล้วในศาลรัฐธรรมนูญก็ยังไม่เห็นอะไรที่จะไปหักล้างข้อจริงตรงนั้นได้
เพราะฉะนั้นมันไม่ได้หมายความว่าคดีใหม่ คดีเก่ามันจะขาดจากกันนะ
อื
คดีใหม่คดีเก่ามันก็ต่อเนื่องกันได้ เกี่ยวเนื่องกันได้ เหมือนคดีอาญามันมีคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องด้วย ก็เรียกแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา
อื
ใช่มั้ยฮะ คดีแบบนี้ในศาลรัฐธรรมนูญกับศาลฎีกาคดีมาตรฐานก็เกี่ยวเนื่องกับคดีล้มล้างการปกครองได้
อ้า สุดท้ายอาจารย์มุนินทร์มองยังไง เอ่อ มันก็มีปมเหมือนกันที่คนในพรรค เอ่อ ถูกดำเนินคดี 112 แล้วคุณจะไปแก้ 112 มันก็เหมือนกับที่อาจารย์ชมสารเปรียบเทียบอ่ะ ถ้า รัฐมนตรีจะไปแก้กฎหมายให้ เอ่อ รับงานของตัวเองได้ผลประโยชน์ของตัวเองมันขัดกันผลประโยชน์ตัวเองของพรรคประชาชน หรือเปล่า หรือพรรคก้าวไกลในเวลานั้นหรือเปล่า
มันต้องต้องคิดอย่างงี้ว่าคนที่ถูก เอ่อ ดำเนินคดีถูกกล่าวหาเนี่ย ก็ต้องถูกสันนิษฐานก่อนเป็นผู้บริสุทธิ์นะครับ คือ 1 เนี่ย รัฐธรรมนูญก็สันนิษฐาน กฎหมายก็สันนิษฐานให้ว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ จนกว่าจะถูกพิสูจน์จริงๆ หลายคนที่ถูกดำเนินคดีอยู่ บางบางคนก็ศาลยกฟ้อง บางคนก็ เอ่อ ศาลพิพากษาศาลยันต้นอย่างเงี้ยนะครับ อ่า แล้วก็ยังต่อสู้คดีอยู่นะครับ ยังไม่ถึงที่สุด แต่ว่าในอีกด้านนึงเขาก็เป็น เอ่อ ผู้แทนประชาชนน่ะ เป็นเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ก็ต้องทำหน้าที่ไป ผมผมคิดว่าโดยส่วนตัวเนี่ย ผมผมไม่เห็นด้วยเลยกับการที่จะให้ประธานรัฐสภา หรือว่าฝ่ายกฎหมายของสภาเนี่ย มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบอกว่า เอ่อ ควรจะไปได้ไปต่อหรือไม่ไปต่อ คือสภาประธานเนี่ย คงได้ตามข้อบังคับอะไรต่างๆเนี่ยนะ ครับก็มีกลไกของมันอยู่ แต่ว่า เอ่อ ผมคิดว่าเพียงแค่ความเห็นทางกฎหมายเนี่ย มันไม่ควรจะมาจำกัด เอ่อ บทบาทการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมันเป็นมันเป็นองค์กรที่ มีอำนาจอธิปไตย ทำหน้าที่แทนแทนแทนประชาชน น่ะนะครับ ในการตรากฎหมาย เพราะฉะนั้นแล้วเนี่ย ถ้าเกิดว่าเราต่อไปนี้เราไปตีความ รับรองแบบนี้เนี่ย มันจะทำให้ สส. ไม่กล้าพอ มีคนทักท้วงออกมานะ ไม่กล้าที่จะแบบ
เสนอร่างกฎหมาย ใช่มั้ครับ ก็จะหยุดใช่ ตั้งแต่ชั้นก่อนที่จะเข้าไปพิจารณา นะครับในสภา นะครับ ผมคิดว่าเราต้องให้สภาเนี่ย มันเป็นเวที แต่มันคือมันมัน ถ้าเกิดทุกอย่างแล้วตรวจสอบรูปแบบอะไรต่างๆเนี่ย เรียบร้อยก็เข้าไปในสภาเพื่อถกเถียงกันนะครับ อ่า ได้หรือไม่ได้ ยังไงก็ต้องควรจะให้สภาก็จบในกระบวนนั้นไปใช่ ครับผมผมอาจจะต่อเนื่องจากสิ่งที่อาจารย์ เอ่อ คมสันท่านพูดนิดนึงว่าจริงๆจริงๆแล้วเนี่ย เอ่อ คดีแพ่งอดีอาญาเนี่ย มันมีกฎหมายเขียนไว้เฉพาะชัดเจนว่าถ้าถ้าเป็น เอ่อ คดีอาญาที่เขียนเรื่องคดีแพ่งเนี่ย ศาลเนี่ย ในคดีแพ่งเนี่ย ต้องฟังข้อเท็จจริงที่ยุติในคดีอาญาอันนี้กฎหมายเขียนไว้ชัด
อื
นะครับ แต่ว่าผมดูกฎหมายเนี่ย เอ่อ ไม่ได้เขียนรับกันก็คือว่าไม่ได้บอกว่าเมื่อศาลวินิจฉัยแล้วเนี่ย เอ่อ ศาลฎีกาก็ให้เอา เอ่อ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปลงโทษ
อ๋อมันเทียบอาญากับแพ่งไม่ได้ไม่
ได้ เพราะว่าอาญากับแพ่งเนี่ย มันเป็นมันเป็นกฎหมายที่มันเขียนไว้ชัดเจนว่าคดีแพ่งเกี่ยวเรื่องคดีอาญาเนี่ย
อ่า ผลของคดีแพ่ง การตัดสินคดีแพ่งเนี่ย ต้องเอาค่อยจริงในคดีอาญาที่มันยุติ นะครับอันนั้นเป็นกฎหมายที่เขียนไว้ชัดเจน แต่ว่ากระบวนการเนี่ย เอ่อ มันจะสัมพันธ์กันในเชิงพยานหลักฐานเฉยๆนะ เพราะว่าสุดท้ายแล้วเนี่ย ปวช. นะขั้นตอนของกระบวนการที่ดำเนินอยู่เนี่ย มันมาจากไอ้ พรป. ของ ปปช. ใช่มั้ยครับนะ ซึ่ง อ่า ต้องเริ่มต้นที่ ปปช. ปปช. มาที่ เอ่อ ศาลฎีกา แต่ละส่วนก็จะมีกระบวนการของตัวเอง โดยที่กฎหมายก็ไม่ได้เขียนไว้ว่า เอ่อ จะต้องผูกมัดผูกพันกัน เพียงแต่ว่าในทางพยานหลักฐานอย่างที่อาจารย์พูดเนี่ย ก็แน่นอนก็เป็นงานหนักของพรรคที่จะต้องที่จะต้องไปเตรียมการในการต่อสู้นะครับ ในเรื่องนี้เพราะว่าคนก็อาจจะมีความรู้สึกแล้วว่า เออ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วอย่างเงี้ย เป็นต้น
อ่ะ เดี๋ยวรอติดตามกันต่อ โดยเฉพาะขั้นตอนการไต่สวนนะ ทั้ง 2 ฝ่ายก็คงจะดึงพยาน เอ่อ ที่อาจจะเข้าไปต่อสู้กันในก็จริงๆเหมือนคดีคุณทักษิณที่มีการไต่สวนทั้ง 2 ฝ่ายนะ ครับผู้ร้องและผู้ถูกร้อง แล้วมันจะจบยังไง วันนี้ยังแค่เบื้องต้นเท่านั้น แค่รับคำร้อง เพียงแต่ว่าไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ วันนี้ขอบคุณทั้ง 2 ท่านที่มาพูดคุยกันครับ
พบกันในกรมชัลลึกวันจันทร์ครับ 15:10 น. ครับ ลาไปเลย สวัสดี